[Drabble] – FFXV: Confined

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Genre: Alternate Universe / Fantasy

Rating: R

Previously: Captive

.

.

.

เพราะงดงามสูงส่งเหลือจะประมาณค่าได้เขาจึงปรารถนา

เพราะอยู่ไกลเกินกว่าเอื้อมไปคว้ามาเขาจึงต้องแย่งชิงมาครอบครอง

เพราะดวงตาแสนงามคู่นั้นไม่เคยเหลียวแลเขาจึงต้องจองจำ

เจ้ามนุษย์ตัวน้อยที่แสนเย่อหยิ่ง

เจ้านกน้อยในกรงทองของข้า

.

.

.

เสียงน้ำดังกระเพื่อมกระทบขอบหินอ่อนขาวเนื้อเย็นเยียบ ม่านควันสีขุ่นลอยฟุ้งประหนึ่งผืนม่านที่ปรารถนาจะซ่อนเร้นบางสิ่งในห้องเอาไว้ เงาพร่ามัวท่ามกลางไอหนาทึบเผยให้เห็นสองร่างที่แนบชิดซ้อนทับกันอยู่ริมขอบอ่างอาบน้ำกว้าง

กายาโปร่งเพรียวสมบูรณ์ด้วยกล้ามเนื้อนอนคว่ำหน้าราบไปกับหินอ่อนที่แผ่ไอเย็นซ่านแตกต่างจากช่วงล่างเปลือยเปล่าที่แช่อยู่ในน้ำอุ่นร้อนอย่างสิ้นเชิง เรือนผมเปียกลื่นมือสีเงินประดุจแสงจันทร์กระจ่างในรัตติกาลเดือนเพ็ญทิ้งตัวเคล้าคลอแผ่นหลังขาวเนียนเย้ายวนสายตาสีอำพันที่ลุกโหมด้วยเพลิงปรารถนา เรือนร่างสีแทนกำยำไม่แตกต่างกันขยับกระหนาบชิดให้ส่วนล่างที่ถูกบดบังด้วยสายธาราบดเบียดต้นขาหนั่นเย้ายวนตรงหน้า ปลายชิวหาก้มชื้นแฉะลากเลียเนื้อขาวละเอียดก่อนคมเขี้ยวจะฝังขบเม้มสร้างริ้วรอยแดงเข้มกระจัดกระจายราวกับจิตรกรที่ละเลงสีสันบนผืนผ้าพิสุทธิ์ จารึกเอกลักษณ์ของตนเองไว้บนงานศิลป์ชั้นยอด

ปีศาจร้ายพร่ำกระซิบเรียกนามมนุษย์ว่าเรวุสพลางเล้าโลมปลุกปั่นอารมณ์เบื้องลึกของมนุษย์ที่ถูกกดซ่อนเอาไว้อย่างระเริงใจ นิ้วสากระคายกดลากฟอนเฟ้นเรือนร่างน่าปรารถนาเบื้องหน้าด้วยความสุขสม ลมหายใจหอบสะท้านหนักเป็นห้วงๆผสมผสานกับเสียงครางครือดังแว่วลอดเรียวปากสีอ่อนอ้าเผยอสอดประสานกับท่วงทำนองหยอกเย้าน่าลุ่มหลงที่ขยับเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวน้ำ สะโพกเต่งตึงที่บิดส่ายไปตอบสนองต่อกระแสสันซ่านที่รุมเร้าร่างกายขาวผ่องราวกับคำเชิญชวนให้ตนนั้นรุกรานยิ่งปั่นป่วนสติแทบแตกกระเจิง

ราชาปีศาจร้ายคำรามลึกในลำคออย่างอดกลั้น ภาพกลีบปากนุ่มที่เม้มแน่นสนิทพยายามฝืนต้านกามารมย์ที่แผ่ซ่านไปทั้งตัวกับสายตาสองสีแปลกประหลาดที่ฉายประกายชิงชังปะปนไปกับกรุ่นไอกฤษณาเหลือบมองย้อนกลับมาตนนั้นช่างปลุกเร้าความร้อนร่านกลางตัวของเขาจนถึงจุดเดือนพล่านได้ดีเยี่ยม เพียงคมเล็บสะกิดเกี่ยวปลายยอดอ่อนไหวที่เติบโตอยู่ใต้กระแสน้ำแผ่วเบา เจ้าของเรือนผมเงินยวงก็ถึงกับสะท้านเฮือกบิดเร้ากาย เรียวนิ้งยาวเผลอจิกครูดไปบนพื้นหินเยือกเย็นหวังเพียงให้มันช่วยลดทอนความหวาบหวามที่กำลังกลืนกินตนอยู่

เสียงเรียกนามของปีศาจว่า อาร์ดีน ขาดเป็นห้วงๆเรียกรอยยิ้มกระหยิ่มให้ฉายชัดบนดวงหน้ากร้านแฝงริ้วรอย กลีบปากหนาหยักเข้ารูปคลี่ยิ้มพึงใจกับปฏิกิริยาตอบสนองของมนุษย์ตัวน้อยในกำมือของตน ยิ่งเจ้าปีศาจอารมณ์ดีมากเท่าไรจังหวะการเย้าหยอกของมันก็ยิ่งนุ่มนวลน่าหลงใหลจนกายขาวเพรียวแทบคลุ้มคลั่ง

ความรู้สึกพองโตเหมือนร่างกายกำลังจะแหลกสลายลงไปพริบตาช่างน่าหวาดหวั่นทว่ายิ่งขับเน้นรสชาติตื่นเต้นในเพลงสวาทให้เร้าร้อนทวีคูณ เรวุสเกลียดตนเองที่ไม่อาจหักห้ามใจไม่ให้ลุ่มหลงในท่วงทำนองหยาบโลนของอาร์ดีนได้ เขาพ่ายแพ้ให้กับปีศาจที่โรมรันเข้ามายึดครองบ้านเกิดเมืองนอนของตนไปแล้วแม้แต่เรื่องบนเตียงเขาก็ไม่ยังอาจเอาชนะอาร์ดีนได้

ราวกับที่แห่งนี้หลงลืมสิ้นซึ่งกาลเวลานับแต่จ้าวแห่งปีศาจทั้งมวลอุ้มพาราชามนุษย์แสนบริสุทธิ์มากักขังไว้ แสงสว่างบนฟากฟ้าไม่อาจระบุได้ว่ามันคือดวงตะวันแรงกล้าหรือจันทราสีนวล

หากแต่กรงทองหรูหราแห่งหาได้มืดทึบน่าหวาดหวั่นแต่กลับสว่างไสวโอบล้อมด้วยบุปผาชาติพฤกษาหอมละมุนนานาพันธุ์ เจ้าปีศาจช่างเอาอกเอาใจเชลยในเงื้อมมือตนยิ่งนัก ทั้งที่แห่งนี้ก็มีบ่าวไพร่มากเหรื่อรอปรนนิบัติรับใช้ไม่ห่างเพียงแค่เขาเอ่ยปากสิ่งที่ต้องการ…ทว่ายามนี้เหล่าทาสรับใช้ต่างหลบเร้นกายหายไปกันหมดราวกับรู้ดีว่านายเหนือหัวแห่งตนนั้นไม่ปรารถนาให้มีสิ่งใดมาขัดขวางรบกวนช่วงเวลาแห่งสำราญนี้

ณ ที่แห่งนี้ราชาปีศาจได้ช่วยสอนให้มนุษย์ตัวจ้อยที่แสนหยิ่งยโสได้รับรู้ถึงห้วงปรารถนาเบื้องลึกแสนเย้ายวนที่เจ้าตัวเพียรปฏิเสธเสมอมา

ช่างโง่เง่าโง่งมที่เรวุสเผลอไผลหลงระเริงไปกับมัน รสชาติของราคะช่างหวานล้ำอันตรายราวกับหยาดน้ำผึ้งเดือนห้าที่จอมมารร้ายเฝ้าเย้าหยอกป้อนให้กับราชามนุษย์ลิ้มลองไม่ขาด แม้จะพยายามผลักไสปฏิเสธไปมากเท่าไรอ้อมกอดแสนเจ้าเล่ห์เอาแต่ใจนั้นก็สามารถหลอกล่อให้เขาตกหลุมพรางแห่งตัณหาได้เสมอ ทุกค่ำคืนจอมบงการจะล่อลวงให้เขาต้องเดินมาติดกับดักกฤษณาดำมืดยั่วยวนใจด้วยวาจาดอกไม้แอบแฝงไว้ด้วยความหยาบโลนทุกครั้ง เรวุสแทบลืมสิ้นถึงทุกสิ่งทั้งหน้าที่หนักอึ้งที่ตนแบกรับมาตลอดและคนที่ตนเคยแอบเฝ้ามองอยู่ห่างไกลมาตลอด…ราชาแห่งแสงสว่างท่ามกลางรัตติกาลอันมืดมิด

เขาหลงลืมราตรีที่ครั้งหนึ่งเคยหลงใหลและกระโจนลงไปสู่ห้วงวังวนอเวจีหยาบช้าที่แสนร้อนร่านนี้

ค่ำคืนนี้ก็เช่นกันที่เขาไม่อาจหลบหนีจากอ้อมกอดที่คุมขังเขาไว้ได้อีกเช่นเคย มันเริ่มต้นด้วยแววตาเจ้าชู้กรุ่มกริ่มและถ้อยคำช่างจำนรรจานุ่มนวลเย้ายวนให้ภุมรินที่ติดใจในรสสวาทหวานละมุนก่อนที่มันจะจบลงด้วยความสัมพันธ์แปลกประหลาดที่ยากแท้จะบัญญัติความหมายถ่องแท้ของมันได้ เรวุสได้แต่ปล่อยให้เปลวเพลิงปรารถนาแผดเผาร่างกายนี้ชักนำให้เขาล่อยลอยไปตามเกมรักวิปลาศนี้

….กลิ่นกุหลาบอ่อนจางจากน้ำมันหอมระเหยโชยต้องปลายนาสิกเฉกเช่นทุกครั้ง….

….กระแสคลื่นหวิวหวามพุ่งทะยานตามจังหวะหยอกเย้าชื้นแฉะอย่างถนุถนอม…

….ห้วงเสียงห้าวที่คำรามอย่างสุขสมมาพร้อมกับความเสียวซ่านที่แปลบปลาบจากช่วงล่างขึ้นมา….

….เรือนร่างที่โยกไหวตามท่วงทำนองรุกเร้าชวนสะท้านที่โรมรันเข้ามาไม่หยุดหย่อน….

รัตติกาลนี้เขาก็ยังไม่อาจหลบหนีจากปีศาจที่คุมขังเขาไว้ได้ ยิ่งนับสายสัมพันธ์แปลกพิศดารนี้ระหว่างมนุษย์กับปีศาจยิ่งเกี่ยวกระหวัดร้อยรัดเขาไว้กับอาร์ดีน

ดวงหน้าเรียวได้รูปถูไถนาบไปกับหินเย็น ปล่อยให้ผู้ที่จองจำเขาไว้ยึดครองช่วงเอวสอบเพรียวกับสะโพกเต่งตึงตามอำเภอใจ เมื่ออีกฝ่ายไร้การต่อต้านขัดขืนราชาปีศาจยิ่งย่ามใจ มันยิ่งออกสำรวจทิ้งร่องรอยความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของบนร่างขาวพิสุทธิ์ทุกซอกทุกมุมทั้งภายนอกภายใน ร่างใหญ่กำยำตรึงกายขาวละเอียดเบื้องหน้าไว้พร้อมทั้งถาโถมบดขยี้ช่องทางคับแน่นที่มีเพียงตนเท่าที่ได้ครอบครอง เสียงครวญครางกระเซ้าระรื่นหูจากเรวุสด้วยความพึงใจยิ่งปลุกเร้าท่วงทำนองรุกรานให้ถี่รัวยิ่งขึ้นเพื่อส่งมอบคลื่นหฤหรรษ์ล้ำลึกยากจะพรรณนาให้กับคู่สวาทของตน

กระแสน้ำที่ร้อนรุ่มแทบเท้าของพวกเขาไม่อาจเทียบเคียงไฟราคะที่ลุกโชน ยิ่งสองร่างขยับไหวบดเบียดแนบชิดกัน พายุอารมณ์ปรารถนาก็ยิ่งลอยเตลิดไม่อาจหยุดยั้ง จนกระทั่งสายน้ำเอ่อทะล้นออกมานอกอ่างกว้างพร้อมกับเสียงหวีดร้องเสียวซ่านผสานกับเสียงคำรามลึกของรสชาติสุขสมเปรมปรีที่ดังติดต่อกันสะท้อนก้องภายในห้องมโหฬารเงียบงันแห่งนี้

ราชามนุษย์ที่อ่อนล้านอนทอดกายยาวหายใจเหนื่อยอ่อน ม่านตาสองสีงดงามปิดลงเพื่อพักผ่อนหวังให้ตนเองสามารถฟื้นคืนพลังที่สูญเสียไปกลับมาบ้างแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม เขารับรู้แค่เพียงความอุ่นร้อนของกลีบปากหยักที่ไล่จุมพิตแผ่นหลังของตนเองไปมาอย่างนุ่มนวลแตกต่างจากสัมผัสช่วงแรก

อยากรู้เหลือเกินว่าปีศาจที่ฉุดพรากเขามาจากบ้านเกิดเมืองนอนตนนี้จะคิดเช่นไรยามที่ครอบครองร่างกายไร้ค่านี้ตามแต่ใจต้องการ

ดวงตาสีทองประดุจอำพันนั้นจะมองเขาด้วยแววตาแบบไหนยามที่ตนนั้นบดขยี้ศักดิ์ศรีอันน้อยนิดของเขาให้เป็นผุยผง

เรวุสได้แค่เฝ้าเก็บงำความสงสัยไว้เพราะบัดนี้เขาไร้เรี่ยวแรงใดๆแล้ว ราชามนุษย์ผู้ตกเป็นเชลยได้แต่ครุ่นคิดภายในใจอยู่ในอ้อมกอดร้อนแรงของปีศาจหยาบช้าที่หาญกล้าจองจำครอบครองเขาไว้ในกรงทองหลังนี้

.

.

.

Advertisements

[Ficlet] – FFXV: Kitchen

Main: Ravus Nox Fleuret & Ignis Scientia

Rating: PG

Warning: Alternate ending of the main game in DLC Episode Ignis spoil alert!

..

..

..

..

..

เรวุสได้ยินเสียงคลุกคลักแปลกประหลาดดังมาจากในครัว ความสงสัยผลักดันให้ร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบสีขาวพิสุทธิ์ค่อยๆก้าวเดินไปอย่างเงียบเชียบระวังระไวไปตามทางที่มุ่งหน้าสู่ห้องครัว

น่าแปลกที่มีคนเข้าไปยุ่มย่ามในครัวของคฤหาสน์เฟเนสเทล่าในยามดึกดื่นแบบนี้ ตอนนี้สถานที่พำนักแห่งสายเลือดเทพเทพพยากรณ์แห่งเทเนบรายหลังนี้แทบจะเรียกได้ว่าเงียบร้างไร้ผู้คนหลังจากอาณาจักรสูญเสียลูน่าเฟรย่าไป เหล่าข้ารับใช้ดั้งเดิมที่เคยมีไม่ล้มหายตายจากก็ลาออกแยกย้ายไปคนละทิศละทางจนหมด

ตัวเรวุสเองนับแต่กลับมาพำนักที่เทเนบรายดั่งเดิมก็หามีข้ารับใช้มากมายคอยดูแลแบบเมื่อครั้ยสมัยยังเยาว์วัยไม่ เขามีเพียงแม่นมมาเรียที่ตอนนี้ก็ชราภาพมากแล้วคอยจัดแจงเรื่องส่วนตัวให้นิดหน่อยเท่านั้น อีกอย่างเรวุสเองก็ติดนิสัยทำทุกอย่างด้วยตนเองตอนที่อาศัยอยู่นิฟเฟิลไฮม์กลับมาด้วย ดังนั้นรูปแบบการใช้ชีวิตของเขาจึงเรียบง่ายไม่จำเป็นต้องมีข้ารับใช้มากมาย

เมื่อมีคนในคฤหาสน์ไม่กี่คน ห้องครัวขนาดใหญ่ของที่นี่จึงเงียบเหงาเพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตระเตรียมอาหารมากมายแบบสมัยก่อน เรวุสยังคงหวนคิดถึงเมื่อตอนยังเด็กที่เขาเคยแอบหลบมาเรียเข้ามาซุกซนในห้องครัวใหญ่ของคฤหาสน์ได้แม่นยำ กลิ่นหอมของเนื้ออบชิ้นโตราดซอสเกรวี่ชุ่มช่ำผสมผสานไปกับกลิ่นของเนยสดบนขนมพายที่เพิ่งร้อนกรุ่นออกจากเตายังติดตรึงในความทรงจำแม่นยำ แม้เขาจะถูกแม่ครัวใหญ่ดุที่แอบเข้ามาวุ่นวายในสถานที่แบบนี้แต่เธอก็แอบให้คุกกี้ถั่วกับเขามาหลายชิ้นก่อนจะพยายามเชิญเจ้าชายน้อยให้กลับขึ้นไปด้านบน

ภาพเมื่อสมัยอดีตไม่อาจเทียบเคียงปัจจุบันได้ ห้องครัวของคฤหาสน์ตอนนี้ไม่ได้ถูกใช้งานหนักและปราศจากคนครัวเดินทำงานขวักไขว้อีกแล้ว ตัวเรวุสเองไม่ใช่คนที่ทานมาก ในแต่ละวันมันถูกมาเรียใช้งานเพียงแค่เตรียมมื้ออาหารเบาๆกับน้ำชาหรือกาแฟระหว่างวันนิดหน่อยเท่านั้น ดังนั้นเรวุสจึงค่อนข้างมั่นใจว่าคนที่กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ในครัวกลางดึกแบบนี้ไม่ใช่มาเรียแน่นอน

ช่วงขาเรียวยาวใต้กางเกงสีอ่อนหุ้มเกราะเบาไว้ค่อยๆสืบเท้าไปถึงหน้าครัวที่เป็นเป้าหมาย แสงสว่างจากภายในลอยผ่านรอยแง้มบานประตูที่ปิดไว้ไม่สนิทดี กายกำยำขยับแนบตนเองกับบานไม้สีซีดเสี้ยวหน้าขาวล้อมกรอบด้วยเส้นไหมสีทองอ่องจางชะเง้อแอบลอบมองสำรวจด้านในผ่านช่องประตูนั้น

เรือนร่างสูงโปร่งโดดเด่นในชุดคิงส์เกลฟแบบลำลองสีดำทะมึนกำลังเดินไปมาระหว่างเคาท์เตอร์ครัวอย่างคล่องแคล่ว เจ้าตัวคงไม่ได้อยากให้ชุดเครื่องแบบตัวนอกเปรอะเปื้อนจึงถอดวางไว้ห่างออกไป เขาเกือบลืมไปว่าอิกนิส ไซเอนเทีย หนึ่งในราชองครักษ์คนสนิทของน็อคทิสเองก็อยู่ที่เทเนบรายด้วยเช่นกัน

หลังจากการเผชิญหน้ากับอาร์ดีนที่อัลทิสเชีย อิกนิสได้แกล้งยอมรับข้อเสนอที่สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงอนาคตได้ของอาร์ดีนจนได้ล่วงรู้ถึงแผนการล้างแค้นของราชทูตแห่งนิฟเฟิลไฮม์ที่เจ้าตัวเฝ้ารอมานานนับพันปี อิกนิสได้เข้าต่อสู้ขัดขวางอาร์ดีนไม่ให้ทำลายผลึกคริสตัลและได้หยิบยืมพลังจากบรรพกษัตริย์แห่งลูซิสมาต่อกร…พลังเดียวกับที่เผาทำลายแขนซ้ายไปในเหตุการณ์รุกรานอินซอมเนีย ชายหนุ่มต่อสู้ช่วยประวิงเวลาจนกระทั่งเขาสามารถนำทางน็อคทิสมายังคริสตัลได้สำเร็จ

อาร์ดีนแม้จะพ่ายแพ้ในต่อสู้ครั้งนั้นแต่เจ้าตัวก็ไม่สูญสิ้นไปด้วยคำสาปของสิ่งชั่วร้ายที่ไหลวนเวียนในกายทำให้อาร์ดีนเป็นอมตะ เพื่อช่วยเหลืออิกนิสและโลกอีออสแล้วน็อคทิสยินยอมเข้าสู่ห้วงภวังค์แห่งคริสตัลอย่างเต็มใจ เขาได้ขอพลังจากทวยเทพให้ช่วยรักษาองครักษ์แสนห้าวหาญผู้นี้ที่พร้อมสละชีพตนเองแด่องค์ราชาก่อนที่ถูกกลืนหายไปกับแสงสว่าง

นับตั้งแต่นั้นมามุมมองของเรวุสที่มีต่ออิกนิสก็แปรเปลี่ยนไป น่าชื่นชมที่ราชาแห่งลูซิสนั้นมีองครักษ์ข้างกายที่แสนยอดเยี่ยม องครักษ์ที่พร้อมจะบุกฝ่าติดตามไปทุกหนทุกแห่งและพร้อมจะสละชีวิตเพื่อคุ้มครองราชาอย่าไร้สิ้นซึ่งความกังขาลังเลใดๆ น่าเสียดายยิ่งนักที่เขาไม่เคยมีคนสนิทที่เป็นได้ทั้งเพื่อน พี่ชาย และที่ปรึกษาได้แบบอิกนิส

หลังจากน็อคทิสหายเข้าไปในคริสตัลและอิกนิสฟื้นตัวจากการรักษาแล้ว สองอาณาจักรต่างร่วมมือกันวางแผนต่างๆเพื่อรับมืออาร์ดีนที่ตอนนี้น่าจะกบดานตนเองอยู่ใจกลางอินซอมเนียรอคอยการกลับมาของราชาผู้ถูกเลือกที่จะช่วยลบล้างคำสาปที่พันธนาการเขาไว้กับขุมอเวจีนี้ได้ ทั้งเรวุสและอิกนิสต่างได้ติดต่อไปมาหาสู่กันบ่อยยิ่งขึ้น แต่นี่นับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ราชองครักษ์หนุ่มแห่งลูซิสได้มาเยือนเทเนบรายอย่างเป็นทางการและได้เข้ามาพักภายในคฤหาสน์เฟเนสเทล่าแห่งนี้

มือขาวไร้ถุงมือแบบทุกครั้งที่เจอหน้ากันหยิบจับส่วนผสมมากมายที่ตวงไว้แล้วบรรจงผสมใส่ในชามใหญ่ที่มีตะกร้อผสมวางอยู่ก่อนจะค่อยๆตีตะล่อมให้มันเข้ากันด้วยความใจเย็น ดวงตาสีเขียวมรกตหลังแว่นตาจับจ้องมองสิ่งที่กำลังทำอย่างตั้งใจจนกระทั่งกลิ่นหอมอ่อนๆของขนมอบในเตาค่อยๆแรงขึ้นเจ้าตัวจึงยอมละมือจากชามส่วนผสมตรงหน้าไปคว้าเอาถุงมือกันความร้อนมาสวมก่อนที่เปิดหยิบถาดในเตาอบออกมา

เรวุสเผลอสูดเอากลิ่นหอมหวานของขนมที่เพิ่งอบเสร็จออกมาจากเตาเข้าไปเต็มปอด ดวงตาสองสีแอบเมี่ยงมองคนด้านในที่กำลังจัดแจงตรวจเช็คความเรียบร้อยของขนมบนถาดร้อนกรุ่นอย่างสนใจ กลิ่นหอมหวานที่ลอยอวลนั้นยั่วเย้าคนดมให้รู้สึกอยากลิ้มลองรสชาติขนมตรงหน้ายิ่งนัก นานมากแล้วที่เรวุสไม่ได้ทานของหวานที่แค่กลิ่นก็ชวนให้น้ำลายสอได้แบบนี้

“ท่านจะยืนหลบอยู่ข้างนอกอีกนานไหมครับ?”

จู่ๆน้ำเสียงเรียบสงบก็ดังมาจากด้านในห้องครัวทำเอาคนที่แอบเฝ้ามองอยู่ด้านหลังประตูเผลอสะดุ้งด้วยความตกใจ เรวุสไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัวว่าเขาแอบยืนหลบอยู่ตรงนี้

มือเรียวเอื้อมไปผลักบานประตูที่ปิดไม่สนิทนั้นให้เปิดออก เรือนกายสูงโปร่งในชุดขาวสะอาดตาก้าวเดินเข้าไปภายในห้องครัวประจัญหน้ากับคนที่กำลังสาละวนกับการผสมแป้งหรืออะไรสักอย่างในชามใบใหญ่ต่อจากเมื่อสักครู่

“ฉันได้ยินเสียงแปลกๆกลางดึกเลยต้องมาตรวจสอบไว้ก่อน” เรวุสพยายามตีสีหน้านิ่งยามที่พูดกับอิกนิส สองตาเฝ้ามองดูชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลกำลังกวนของเหลวหนืดๆสีขาวออกเหลืองอ่อนๆในชามที่ดูจะยังไม่ผสมกันเป็นเนื้อเดียวดีนักด้วยความสนใจในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษามาดมึนตึงไว้เต็มเปี่ยม เรวุสเองก็ไม่มีความรู้ด้านการทำครัวมากนักเขาไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่อีกคนกำลังทำอยู่นั้นคืออะไรกันแน่

“ผมต้องขออภัยด้วยที่เข้ามาวุ่นวายทำเสียงรบกวนกลางดึก…พอดีผมเห็นห้องครัวเลยอดคิดถึงการได้ทำอาหารไม่ได้” แม้ปากจะบอกว่าขออภัยแต่อิกนิสกลับพูดมันด้วยสีหน้าเรียบเฉย มือของอิกนิสไม่หยุดกวนผสมแป้งตรงหน้าเลยจนมันใกล้จะเนียนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว

“ก็เลยแอบถือวิสาสะเข้ามาใช้งานแบบนี้นะหรือ!?” เจ้าของบ้านเปรยดุด้วยเสียงไม่จริงจังเท่าไรก่อนจะชะงักไปเพราะชิ้นขนมที่หน้าตาแสนคุ้นเคยถูกคีบยื่นส่งมาตรงหน้าอย่างสุภาพ

“อะไร?” อดีตผู้บัญชาการทหารของจักวรรดิแสร้งหรี่ตามองดูขนมที่กรุ่นไอร้อนตรงหน้าอย่างไม่ไว้วางใจ

“ผมอยากให้ท่านเรวุสลองชิมขนมครับ” คนตอบยังคงตอบอย่างราบเรียบพร้อมกับรอยยิ้มบางๆสุภาพที่มุมปาก

คนผมทองซีดพ่นลมหายใจพรืดยาว เขาเองก็พอรู้มาว่าอิกนิสนั้นเป็นคนสนิทใกล้ชิดที่คอยดูแลน็อคทิสในทุกๆเรื่องรวมถึงเรื่องอาหารการกินของเจ้าเด็กนั่นด้วย คงจะคุ้นเคยกับการตระเตรียมของกินให้คนอื่นมาตลอด ยิ่งตอนนี้น็อคทิสก็ไม่อยู่ช่วยชิมอาหาร พรอมท์โต้กับกลาดิโอลัสเองก็แยกย้ายกันไปจัดการงานของตนเองคนละทิศละทางด้วยแล้ว เรวุสก็พอใจเข้าใจความเหงาของอิกนิส

คงเห็นครัวแล้วอดไม่ได้ติดนิสัยเดิมมาเลยถือโอกาสเข้ามายุ่มย่ามในบ้านของคนอื่นตามอำเภอใจแบบนี้!!

“ฉันไม่ใช่เด็กนั่นที่จะคอยมาเป็นหนูลองยาให้นายหรอกนะ” อดีตเจ้าชายกดเสียงต่ำแกล้งขู่ออกไป

อิกนิสกลับยิ้มบางๆราวกับขบขันในสิ่งที่เขาพูด ” สบายใจได้ครับ ในขนมนี้ไม่มีอะไรแปลกปลอมแน่นอน”

แม้อีกฝั่งจะดูน่าเชื่อถือและยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะอย่างไรเรวุสก็ยังไม่เอื้อมมือไปรับขนมชิ้นน้อยๆนั้นเสียทีจนคนส่งให้ถอดใจยอมวางมันกลับลงไปบนถาดตามเดิม

“ถ้าอยากจะทานเมื่อไรก็บอกผมได้นะครับ เดี๋ยวผมช่วยเตรียมชาร้อนๆในทานคู่กับขนมด้วย” องครักษ์หนุ่มแห่งลูซิสละมือกลับไปจัดการตีแป้งที่ที่ยังกวนค้างอยู่ให้เสร็จ

ม่านตาสองสีดูแปลกประหลาดเพ่งมองอีกคนที่ก้มหน้าก้มตามุ่งมั่นกับงานในมืออย่างใคร่ครวญ “…นายคงคิดถึงน็อคทิส” เสียงแข็งกระด้างนั้นแฝงความลังเลที่จะเอื้อนเอ่ย

ถึงแม้ใครต่อใครจะบอกว่าเรวุสเป็นคนที่เย็นชาต่อทุกสิ่งบนโลก แต่จริงๆแล้วเขาเป็นคนละเอียดอ่อนและเข้าใจคนอื่นๆได้ดี เขาเพียงแค่ต้องสวมหน้ากากเพื่อปิดบังตัวตนที่แท้จริงเอาไว้…เพื่อไม่ให้จิตใจที่เปราะบางด้วยความเมตตาขี้ใจอ่อนของตัวเขาเองต้องแหลกสลายลงไปด้วยความโสมมของมนุษย์ผู้เห็นแก่ได้

มือขาวที่จับตะกร้อผสมนั้นชะงักไปเล็กน้อยก่อนที่มันจะขยับตีต่อช้าๆเป็นจังหวะอีกครั้ง “จริงๆผมก็แค่หวังว่าจะสามารถทำขนมนี้ได้อย่างถูกต้องก่อนที่น็อคท์จะกลับมาเท่านั้นละครับ”

คิ้วสีซีดเลิกขึ้นสูงด้วยความแปลกใจ “นี่นาย…จริงจังขนาดนั้นเลยหรือ?”

ก็พอจะรู้มาบ้างเจ้าเด็กนั่นพยายามจะให้คนสนิทช่วยสรรสร้างขนมขึ้นชื่อของเทเนบรายมากนาน ตอนที่ลูน่ายังอยู่เธอยังเคยเอาภาพของอิกนิสที่ถือขนมที่พยายามลองทำมาอวดเขา แต่ตอนนั้นเรวุสไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก…ไม่นึกเลยว่าสุดท้ายเขาก็ต้องมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องไร้สาระน่าปวดหัวแบบนี้อีกจนได้!

“ผมเคยลองทำขนมนี้มาเป็นร้อยครั้งให้น็อคท์ชิมแต่ยังไม่เจอสูตรที่ใช่สักที” สีหน้าอ่อนใจปรากฎบนใบหน้าเกลี้ยงเกลายามที่จับมองขนมสีนวลอ่อนเบื้องหน้า “แต่น็อคท์เองก็จำไม่ได้รสชาติขนมสูตรดั้งเดิมมันเป็นอย่างไรกันแน่ ผมเลยอยากรบกวนท่านเรวุสที่น่าจะคุ้นเคยกับขนมนี้มากกว่าผมช่วยติชมหน่อยนะครับ”

ขนมอบใหม่ตรงหน้าดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วเรวุสไม่มีทางจดจำขนมของเทเนบรายสับสนกับขนมอื่นได้ อิกนิสสามารถทำมันออกมาได้คล้ายคลึงภาพในความทรงจำมาก ขนมอบลักษณะเหมือนทาร์ตขนาดย่อมตรงกลางมี เค้กเนื้อนุ่มละมุนลิ้นสอดไส้แยมเบอร์รี่เฉพาะถิ่นของเทเนบรายเอาไว้ ด้านบนโรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งสีขาวหวานหอม การได้ทานขนมนี้คู่น้ำชายามบ่ายช่างเป็นอะไรที่วิเศษยิ่งนัก

ปัญหาก็คือเรวุสไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องงานครัวเท่าไรนัก เขาแทบไม่ทราบส่วนผสมของเจ้าขนมเทเนบรายนี้เลยรู้เพียงแค่ว่าไส้แยมตรงกลางทำมาจากเบอร์รี่ที่สามารถเก็บได้ในอุทยานหลวง แถมรสชาติในความทรงจำที่เคยทานมันก็เลือนรางมากเหลือเกิน เรวุสเองก็ไม่แน่ใจว่าการลองชิมของเขาจะมีประโยชน์กับอิกนิสมากน้อยเพียงใด ยิ่งเห็นสีหน้าคาดหวังจากคนตรงหน้าที่มองดูมาที่เขาก็ยิ่งลำบากใจ!!

อย่างไรเสียนี่ก็เป็นขนมต้นตำรับของเทเนบราย และเรวุสคิดว่าเขาไม่ควรทำให้คนจากต่างอาณาจักรต้องผิดหวังเพียงเพราะเจ้าบ้านจำรสชาติของขนมบ้านเกิดเมืองนอนตัวเองไปได้

มือขวาสวมถุงมือเปลือยนิ้วเรียวเอื้อมไปหยิบขนมอบตรงหน้าขึ้นมาถือไว้ เรียวปากบางสีอ่อนเผยออ้ากัดขนมด้านหนึ่งไปเล็กน้อย กลิ่นหอมของนมและเนยชั้นดีที่ผสมอยู่ในแป้งอบอวลในปากของเรวุสหวนให้คิดถึงอดีตแสนหวาน เนื้อแป้งทาร์ตกรอบร่วนไปหน่อยแต่ก็เข้ากับเนื้อเค้กส่วนกลางที่นุ่มนวลละลายไปบนลิ้นได้ดี น่าเสียดายที่เขายังชิมได้ไม่ถึงไส้แยมผลไม้ตรงส่วนกลางของชิ้นขนม

“หวานเกินไป” สิ่งแรกที่เรวุสติงหลังจากกลืนขนมลงคอไปหมดแล้ว รสหวานที่แผ่ซ่านตั้งแต่เขากัดลงไปยังคงค้างบนปลายลิ้นและในช่วงลำคอ ถึงแม้เจ้านี่จะเป็นขนมหวานแต่เรวุสคิดว่ามันไม่ควรหวานแสบคอขนาดนี้

อิกนิสดูมีสีหน้าแปลกใจ “เอ๊ะ! ปรกติผมก็ทำความหวานประมาณนี้ให้น็อคท์มาตลอดนะครับ”

“เจ้าเด็กนั่น…เออ..น็อคทิสกินหวานเกินไปแล้วนะ” ร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบสีพิสุทธิ์บ่นก่อนจะเดินเลี่ยงไปรินน้ำเปล่ามาดื่มล้างความหวานซ่านในลำคอ

ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของอิกนิสมีแววครุ่นคิด ชายหนุ่มผมน้ำตาลลองบิขนมที่ตนเองลองผิดลองถูกมาหลายครั้งขึ้นมาชิมไปเล็กน้อยก่อนเสียงถอนหายใจทอดยาวจะดังขึ้น

“งวดหน้าผมคงต้องลดความหวานลงแล้ว อย่างน้อยก็เพื่อสุขภาพที่ดีของน็อคท์ ขืนให้กินบ่อยๆแบบนี้เบาหวานได้ถามหาแน่เลยครับ”

เรวุสไปตอบอะไรทำเพียงแค่พยักหน้าตอบรับก่อนจะกระดกน้ำดื่มจนหมดแก้วก่อนจะตั้งท่าสาวเท้าเดินออกจากห้องครัวไป

“แล้วมีตรงไหนอีกไหมครับที่ผมควรปรับปรุง” เสียงนุ่มนวลสุภาพดังจากเบื้องหลังชะงักฝีเท้าของเรวุสเอาไว้

ริมฝีปากบางสีอ่อนเม้มนิ่งครุ่นคิดตรึกตรองถึงรสชาติของขนนที่ลิ้มลองไปก่อนจะเอ่ยเบาๆ “แป้งมันกรอบร่วนไปหน่อย นอกนั้นฉันคิดว่าไม่มีปัญหา”

อิกนิสแย้มยิ้มด้วยความปิติกับคำชมที่ได้รับ “ขอบพระคุณท่านเรวุสเป็นอย่างสูงครับ”

คนแนะนำไม่ได้ตอบรับหรือหืออืออะไรกับคำขอบคุณของอิกนิส ตรงกันข้ามเรือนกายสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบสีพิสุทธิ์กลับยิ่งตีสีหน้าเรียบเฉยเหมือนแผ่นกระดาษใหม่เอี่อม ไม่ได้บึ้งตึงแต่ก็ไม่ได้ยินดียินดีเดินไปหยุดบริเวณหน้าบานประตูไม้สีซีด เรวุสตั้งท่าจะเดินออกไปจากบริเวณครัวแต่แล้วเขากลับเปลี่ยนใจหมุนตัวกลับมามองชายหนุ่มผมน้ำตาลที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตากวนส่วนผสมอีกครั้ง แววตาลังเลวาวเรืองในความสลัวระหว่างแสงสว่างด้านในกับความมืดด้านนอกก่อนที่เรวุสจะเอ่ยปาก

“ขนมพวกนั้นไว้พรุ่งนี้เอามากินต่อก็ได้ จะให้ทิ้งไปแบบนั้นก็น่าเสียดายเกินไป” เมื่อพูดจบอดีตผู้บัญชาการแห่งจักรวรรดิก็กลับหลังหันเดินจากไปทันทีทิ้งให้คนฟังแอบยืนอมยิ้มอยู่ในครัวกับความพยายามรักษามาดเข้มๆของเรวุสที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีผลเท่าไร

..

..

..

..

..

[Drabble] – FFXV: Morning

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Rating: PG-15

เป็นฟิคสั้นๆที่ลองเขียนเล่นลง privatter ไว้ค่ะ ไปทดลองใช้เพราะอยากหาแหล่งกบดานไว้ลงเวลาเขียนอะไรที่ล่อแหลมเกินไป 😂 แต่ฟิคอันนี้สะอาดใสๆวัยรุ่นชอบเลยเอามาโพสต์ที่นี่ให้อ่านกันค่ะ 😃

แสงสว่างที่สาดส่องแยงนัยต์ตาจนรู้สึกน่ารำคาญแม้ว่าดวงตาทั้งข้างจะยังปิดสนิทอยู่ แสงวูบไหวด้านนอกกระตุ้นให้เขาต้องค่อยๆปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก แต่ร่างกายที่เมื่อยล้าหนักอึ้งไปทั้งตัวยิ่งทำให้ความรู้สึกอยากตื่นขึ้นมายิ่งลดฮวบฮาบลงไปอีก ยิ่งสมองที่พร่าเบลอของเรวุสเริ่มใคร่ครวญถึงภาระงานยิบย่อยน่ารำคาญใจที่กองรอเขาบนโต๊ะทำงานตั้งแต่เมื่อวานก่อนของวันก่อนๆแล้วเขาก็ยิ่งไม่อยากลุกขึ้นตอนนี้เลยจริงๆ

เรือนร่างกำยำสมส่วนเต็มด้วยกล้ามเนื้อแน่นตัดสินใจพลิกตัวพร้อมดึงผ้าห่มอุ่นนุ่มมาคลุมกายเปลือยของตัวเองเพื่อพาตัวเองดำดิ่งลงสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง แต่แล้วเสียงทุ้มลึกพึมพำไม่ได้ศัพท์ที่ดังมาจากด้านหลังก็ทำให้เขาไม่สามารถหลับลงได้ นอกจากนี้เรวุสยังรู้สึกได้ถึงร่างใหญ่โตที่เขยิบซุกตัวเข้ามาหาเขาเพราะเจ้าตัวโดนเรวุสดึงผ้าห่มอุ่นๆไปนั้นเอง ดังนั้นเขาจึงเริ่มหาความอบอุ่นใหม่ที่จะนำพาตนเองกลับสู่นิทรารมย์ได้อีกครั้ง ช่วงแขนแข็งแรงเอื้อมโอบรัดรอบช่วงเอวสอบของอีกร่างไว้แน่นจนสัมผัสได้ถึงไอร้อนแผ่ซ่านจากร่างกายของผู้ที่อาจหาญบุกรุกขึ้นนอนบนเตียงของชายหนุ่มผมเงิน

เจ้าของเตียงนอนยกศีรษะขึ้นจากหมอนขนห่านเนื้อนุ่มละเอียดเอี้ยวหันมามองคนที่ถือวิสาสะขึ้นมานอนกับเขาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่อาจทราบได้ ปลายผมสีเหมือนไวน์แดงหยิกเป็นลอนพริ้ววูบไหวอยู่ตรงปลายหางตาสองสีที่แอบชำเลืองมามอง เสียงงึมงัมดังเบาๆก่อนที่จมูกโด่งสันจะซุกไซ้เข้ามาบริเวณท้ายทอยของเขา เรวุสรู้สึกจั๊กจี้ตรงจุดที่ถูกเบารดด้วยลมหายใจร้อนจนเผลอขยับตัวยุกยิกไปมาในอ้อมแขนที่กอดรัดเขาไว้แน่น

“นอนต่อเถอะ” เสียงทุ้มลุ้มลึกชวนให้เคลิ้มฝันกระซิบเบาๆจากด้านหลังพลางขยับร่างกายเปลือยเปล่าที่ใหญ่โตไม่แพ้กันแนบชิดแผ่นหลังขาวเนียน ความร้อนจากร่างกายกำยำที่กอดรัดเรวุสเอาไว้อย่างนุ่มนวลเริ่มขับกล่อมให้คนที่ยังไม่ตื่นเต็มดีเท่าไรนักรู้สึกง่วงงุนได้ไม่ยาก

ใจหนึ่งเขาอยากไล่อีกคนที่กล้าถือดีรุกล้ำขึ้นมานอนบนที่นอนของเขา แต่อีกใจหนึ่งกลับยั้งเรวุสเอาไว้ไม่ให้เอ่ยอันใดออกไป เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องสูญเสียบรรยากาศยามเช้าอันแสนสงบสุขเช่นนี้

น้อยครั้งเหลือเกินที่เขาจะได้พบเจอรัฐมนตรีจอมเจ้าเล่ห์คนนี้ในช่วงเวลาที่ปราศจากเสียงเย้าแหย่กวนประสาท ไม่ต้องคอยหวาดระแวงแววตาสีอำพันที่จับจ้องวางแผนจะยั่วเย้าให้เขาต้องอารมณ์เสียอยู่ร่ำไป

เรวุสครุ่นคิดในห้วงแห่งความง่วนงุน เขาเริ่มขยับกายซุกเข้าหาไออุ่นที่โอบอวลรอบตัวเองอย่างไม่ได้ตั้งใจ มือขวาเอื้อมไปกอบกุมฝ่ามือหนาของคนที่แอบฉวยโอกาสวางมันแหมะบนสะโพกตึงแน่นของเขาไว้อย่างหมิ่นเหม่ใต้ผ้าห่มเนื้อละเอียด อีกฝ่ายก็ประสานนิ้วยาวกุมมือของเรวุสไว้อย่างนุ่มนวล ความหนักอึ้งของเปลือกตาค่อยๆถ่วงในเขาดำดึ่งลึกลงสู่ภวังค์นิทราอีกครั้งท่ามกลางความอบอุ่นและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของคนด้านหลังที่โอบกอดเขาไว้

ยอมหยวนให้นอนด้วยแค่เช้านี้ก็แล้วกัน!!

[SF]- FFXV: Sunset Waltz

Title: Sunset Waltz

Paring: Ignis Scientia x Noctis Lucis Caelum (IgNoct)

Rating: PG

Ost. Track: Sunset Waltz

ตกหลุมไฟนอลสิบห้าแบบฉุดไม่ขึ้น เราจะเวียนว่ายตายเกิดในด้อมนี้ต่อไปนั่นแล

จริงๆแล้วแต่งเสร็จมาเดือนกว่าละค่ะ ลืมอัพให้ 😂 ถือเป็นฟิคต้อนรับ DLC Episode Ignis ที่จะมาพรุ่งนี้ละกันค่ะ หาอะไรใสๆเยียวยาความดราม่าตับแตก 😭😭

ป.ล. รูปสแนปช็อตทุกภาพในฟิคนี้เป็นรูปจากเกมเพลย์ที่เราเล่นเองนะคะ 😄

.

.

.

.

.

.

แสงอาทิตย์เริ่มอัสดงจับที่เส้นขอบฟ้า เมฆสีแดงคล้อยต่ำอำลาดวงตะวันที่กลับจมหายไป ปักษาน้อยใหญ่ต่างดเร่งรุดโบยบินกลับรังก่อนความมืดของรัตติกาลจะมาเยือน ไม่ต่างจากคณะเดินทางกิตติมศักดิ์ของเจ้าชายน็อคทิสจากคราวน์ ซิตี้เองก็เช่นกันที่ต้องหยุดพักเพื่อเติมพลังและฟื้นฟูสภาพร่างกายอ่อนล้าจากการไล่ล่ามอนสเตอร์มาตั้งแต่กลางคืนของเมื่อวาน

เต้นท์ผ้าใบสีเขียวเนื้อหนาสามารถกันฝนและลมได้ดีเหมาะกับการออกภาคสนามถูกจัดแจงกางเพื่อเป็นที่นอนพักผ่อนในค่ำคืนนี้อยู่กลางเนินสูงริมเขาที่เป็นเขตปลอดภัยจากสัตว์ร้ายและปีศาจ การได้ทานอาหารร้อนๆปรุงสดใหม่จากวัตดุดิบชั่นดีที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเขาทั้งสี่คนช่างเป็นสวรรค์น้อยๆบนดิน ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลเมืองรอบด้านมีเพียงแต่ต้นไม้กับฝุ่นดินแต่ด้วยความสามารถอันล้นเหลือของที่ปรึกษาหรืออีกนัยหนึ่งคือพี่เลี้ยงส่วนตัวของน็อคทิสก็สามารถเนรมิตให้อาหารในคืนนี้เทียบเคียงกับเมนูราคาแพงในภัตตาคารหรูหราที่กัลดิน คีย์ได้ไม่ยาก

หลังอิ่มหนำกับอาหารมื้อเย็นแล้วนั่นเป็นช่วงเวลาที่บางทีแต่ละคนเลือกจะใช้เวลาส่วนตัวอยู่กับกิจกรรมที่ชอบเพื่อการผ่อนคลาย บางทีพวกเขาทั้งสี่ก็เลือกที่มานั่งล้อมรอบกองไฟอุ่นๆพูดคุยเรื่องสัปเพเหระหรือแม้แต่ประชุมเครียดเรื่องแผนการต่างๆในวันรุ่งขึ้น

“อิกนิส นายนี่ดูดีตลอดเวลาเลยนะ”

น็อคทิสอดที่จะแซวข้าราชบริภารคนสนิท ในมือก็กดปุ่มเลื่อนดูภาพจากกล้องถ่ายรูปที่พรอมพ์โต้ถ่ายเก็บระหว่างวันอย่างตื่นเต้น “ดูท่าสู้นี่สิ ทั้งนายทั้งกลาดิโอ้แจ๋วไปเลยแหะ”

คนได้รับคำชมยังคงหน้านิ่งราวเหมือนปรกติมือยังคงสาละวนกับการจัดเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบแต่หากลองสังเกตุที่มุมปากดีๆใบหน้าคมที่สะท้อนเงาจากไฟนั้นกำลังยิ้มน้อยๆ…ใครบ้างละจะไม่ชอบคำชม!

ม่านตาเขียวเหลือบฟ้าจางๆใต้เลนส์ใสกริ้งแอบชำเลืองมองดูเจ้าชายหนุ่มที่นั่งเอกเขนกพิงผนักไปกับเก้าอี้ผ้าใบกดดูภาพมากมายในกล้อง

“รูปนี้ก็ดี นี่ก็ด้วย ถ่ายมาได้โอเคมากเลย…ทำไมพรอมพ์โต้ไม่เห็นถ่ายฉันออกมาดูดีแบบนี้บ้างเลย” เสียงเจ้าชายตัวดีทำปากจิ๊จ๊ะขัดใจเมื่อเขาลองกดดูรูปถัดๆไปอีกเสียงบ่นยิ่งดังหึ่งๆเมื่อนั่งมองดูภาพที่เพื่อนสนิทถ่ายตัวออกมาแล้วไม่โอเค…หน้ามืดไร้แสง เห็นแต่แผ่นหลัง กำลังก้มหน้าเก็บของบางอย่างบนพื้น หรือหน้าทิ่มดินอยู่เพราะถูกมอนสเตอร์สะบัดกระเด็นลอยมากองบนพื้นก็มี!

“เฮ้ออออ นี่หากคนบอกว่าพรอมพ์โต้เกลียดฉันคงจะน่าเชื่อถือมากถ้าไม่ได้เป็นเพื่อนกันมานานละนะ” คนเป็นถึงเจ้าชายได้แต่บ่นอุบอย่างอ่อนใจกับทักษะการถ่ายรูปของเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่ดูจะขึ้นๆลงๆยังหาความเป็นมืออาชีพไม่ค่อยได้เท่าไร

“ไม่ตายคาเท้ามอนสเตอร์นี่ก็บุญแล้วนะ”

“ฮะฮะ จริงด้วย นายพูดตรงใจฉันเลยอิกนิก ก็เล่นชอบไถลตัวเองไปถ่ายรูปอยู่ใต้ตัวมอนสเตอร์ตัวมหึมาแบบนั้น ไม่ถูกอุ้งเท้ามันเหยียบก็ถือว่าทำบุญมาดีแล้ว” เสียงหัวเราะใสๆจากเจ้าชายหนุ่มอย่างอ่อนอกอ่อนใจ มือขาววางกล้องถ่ายรูปของเพื่อนสนิทลงบนเก้าอี้ว่างข้างตัว

“เฮ้ออ แต่นายก็ดูดีตลอดเวลาเลยจริงๆละนะ” น็อคทิสพูดเปรยขึ้นพลางเอนหลังพิงกับผนักเก้าอี้ผ้าพร้อมกับยืดแขนขึ้นบิดขี้เกียจขับไล่ความเมื่อยขบจากการนั่งรถนานๆทิ้ง ม่านตาสีครามลุ่มลึกไล่จับจ้องร่างสูงปราดเปรียวของคนสนิทที่ขยับเดินมาใกล้

“จริงๆนายเองก็ควรทำตัวเองให้ดูภูมิฐานสมฐานะเจ้าชายลูซิสเหมือนนะน็อคท์”

“แล้วฉันไม่มีออร่าของราชวงศ์เลยหรือไงเล่า!?”พวงแก้มขาวของเจ้าชายพองลมออกเล็กน้อย ถึงอีกฝ่ายจะเติบโตขึ้นแต่เวลาอยู่กับคนสนิทที่ดูแลตนเองมาตั้งแต่ยังเล็กน็อคทิสก็อดไม่ได้ที่จะมีมุมความเป็นเด็กใส่อิกนิสเป็นครั้งคราวด้วยความเคยชิน

เพราะสูญเสียพระราชมารดาอาเลียไปตั้งแต่น็อคทิสยังอายุได้เพียงไม่กี่เดือน เจ้าชายหนุ่มจึงเจริญชันษาด้วยการอภิบาลจากหลานชายเพียงคนเดียวของตระกูลไซเอนเทียมาตลอด อิกนิสจึงเป็นมากกว่าข้าราชบริภารคนสนิทของน็อคทิส เขาทำหน้าที่เลี้ยงดู ปกป้อง และอบรมสั่งสอนเจ้าชายน้อยให้เติบใหญ่เพื่อเป็นหน้าเป็นตาและความหวังของคนในราชอาณาจักรลูซิสต่อไป แต่หากดูจากรูปลักษณ์ในตอนนี้แล้วน็อคทิสก็ยังดูห่างไกลคำว่าราชาผู้ทรงศักดิ์และสิทธิ์เสียเหลือเกิน

เสียงถอนหายใจยาวๆดังมากจากที่ปรึกษาส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาท ดูเหมือนช่วงที่เขาดูแลน็อคทิสอาจจะตามใจเจ้าชายตัวดีมากไปสักนิด แต่กระนั้นเองอิกนิสก็ไม่อาจทำใจแข็งบีบบังคับเจ้าชายน้อยพระองค์นี้มากเกินไป…เขาเข้าใจดีว่าชีวิตของน็อคทิสมีภาระแสนหนักอึ้งผูกพันมากแค่แค่ไหน

แต่การเข้าใจเด็กหนุ่มกับหน้าที่ที่เขาต้องทำมันแยกกันคนละเรื่องอย่างสิ้นเชิง! ในฐานะที่ปรึกษาส่วนพระองค์เขาจะต้องเตรียมน็อคทิสให้พร้อมก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินทางไปพบกับท่านหญิงลูน่าเฟรย่า ว่าที่พระชายาที่อัลทิเชีย

ท่านหญิงกับน็อคทิสเคยพบเจอกันตั้งแต่สมัยทั้งคู่ต่างยังเยาว์วัย ภายหลังทั้งสองฝ่ายจะต้องแยกจากกันนานนับสิบปี ท่านหญิงต้องถูกคุมขังอยู่ใต้อำนาจของจักรวรรดิ แม้จะลักลอลติดต่อกันผ่านทางสมุดบันทึกมาโดยตลอดแต่ต่างฝ่ายต่างไม่ได้สัมผัสถึงอุปนิสัยใจคอของอีกคนอย่งลึกซึ้ง และอิกนิสมองว่านั่นเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องเตือนสติน็อคทิสให้รับรู้ถึงความรับผิดชอบอีกอย่างที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงตัวเขาไปสู่ช่วงวัยผู้ใหญ่มากขึ้น

“นี่ต้องให้ฉันช่วยระลึกไหมว่าตัวเองมีคู่หมั้นรออยู่อีกฟากของโพ้นทะเลนี่…น็อคท์นายไม่ควรทำให้ท่านหญิงผิดหวังนะ” ชายหนุ่มผมสีคาราเมลเข้มเอ่ยอย่างสุขุมพลางใช้นิ้วขยับแว่นตาบนใบหน้า

“บอกอย่างอื่นที่ฉันไม่ยังรู้แทนดีกว่าอิกนิส” คนนั่งบนเก้าอี้สนามเอ่ยอย่างสบายใจพร้อมจุดยิ้มท้าทายใส่ราชเลขานุการ

“นี่พวกเราเองก็ออกห่างจากเขตเมืองคราวน์ ซิตี้มานานพอสมควร ฉันควรทบทวนบทเรียนการเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ดีกับนายก่อนที่พวกเราจะเดินทางไปหาท่านหญิงลูน่าเฟรย่าสักหน่อยเป็นอย่างไร?” อิกนิสเอ่ยเสียงเรียบพลางจุดยิ้มขึ้นที่มุมปาก

“นายจะให้ฉันทำอะไรละ?” น็อคทิสหรี่ตามองข้าราชบริภารคนสนิทอย่างไม่ไว้ใจ

“เรามาลองเต้นรำกันสักนิดได้หรือไม่ ฝ่าพระบาท” คราวนี้รอยยิ้มท้าทายได้ย้ายจากใบหน้าขององค์ชายรัชทายาทมาอยู่บนใบหน้าเกลี้ยงเกลาของที่ปรึกษาหนุ่มแทนในขณะที่น็อคทิสเริ่มทำหน้าแหยๆใส่คนพูด

“เต้นรำหรอ!?…เออ ไม่ดีมั้งอิกนิส!”

เขารู้ดีว่าน็อคทิสไม่เชี่ยวชาญเรื่องลีลาศมาแต่ไหนแต่ไรเพราะอิกนิสเป็นคนสอนเจ้าชายน้อยมาเองกับมือมีหรือจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเชี่ยวชาญและไม่เชี่ยวชาญอะไรบ้าง

“Shall we dance, your highness?”

ร่างสูงโปร่งแลโดดเด่นในแสงตะวันที่จวนเจียนจะอัสดงขยับเข้ามาใกล้เจ้าชายหนุ่มที่นั่งบนเก้าอี้สนาม ฝ่ามือใหญ่ใต้ถุงมือหนังสีเงินเคลื่อนตัวสอดแทรกไปตามนิ้วเรียวยาวพลางช้อนเชยชัดนำให้น็อคทิสลุกขึ้นมา อีกฝ่ายแสดงสีหน้าย่ำแย่ไม่เบาจนคนแอบมองเกือบหลุดขำออกมา อิกนิสโอบรั้งช่วงเอวของสอบใต้เสื้อสีดำนั้นให้เขยิบแนบชิดกับช่วงตัวของเขาเองเบามือ ที่ปรึกษาจุดยิ้มน้อยกับท่าทีเก้ๆกังๆของคนในอ้อมแขนก่อนที่ขาเรียวจะเริ่มก้าวเดินเดินถอยหลังเพื่อเปิดโอกาสให้น็อคทิสได้เดินมาข้างหน้าตามที่เขาชักนำไป

“ทำไมฉันเต้นเป็นผู้หญิงละ!!”

คนที่กำลังแข้งขาเริ่มพันกันยุ่งเพราะทำไรอะไรไม่ได้มากนอกจากเต้นลีลาสไปตามจังหวะที่อิกนิสนำให้เริ่มโวยวายพร้อมกับทำตัวยุกยิกขยับซ้ายทีขวาทีในอ้อมแขนของที่ปรึกษาตัวเอง

“ตั้งใจเต้นหน่อยน็อคท์ ฉันไม่อยากถูกนายเหยียบอีกหรอกนะ” อิกนิสนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อคนเต้นรำของเขากะจังหวะพลาดก้าวลงมาเหยียบปลายนิ้วก้อยในรองเท้าของเขาแบบเฉี่ยวๆไป

“ระ..รู้แล้วละน่า!!” คนที่เหยียบเท้าชาวบ้านเอ่ยตอบตะกุกตะกัด

เขาคงจะเมาแสงแดดยามเย็นแบบนี้แน่ๆ ตอนนี้หน้าของน็อคทิสร้อนเห่อไปจนถึงใบหูแถมใจก็ยังเต้นโครมครามหนักมากเวลาที่แอบเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของอิกนิสที่จีบแสงสีส้มทองอ่อนจนเกิดเงา แม้แต้กลิ่นโคโลนญ์หอมสะอาดบนผิวกายของอิกนิสที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดัก็ยังสามารถปั่นป่วนสติของเจ้าชายหนุ่มให้รู้สึกกระสับกระส่ายได้เมื่อกลิ่นนั้นเจือจางผสมไปกับกลิ่นเหงื่อของอีกคนหนึ่งได้อย่างลงตัว

เขาต้องตั้งสมาธิกับจังหวะก้าวเท้าอย่างมากท่ามกลางสิ่งรบกวนรอบด้าน ทั้งโครงหน้าคมสันของที่ปรึกษาหนุ่มที่จ้องมองลงมา แววตาสีมรกตคู่สวยใต้กรอบแว่นนั้น กลิ่นหอมอ่อนจางชวนเคลิ้บเคลิ้ม ไออุ่นจากฝ่ามือหนาที่โอบกอดเอาไว้มั่น

“อ๊ะ ขอโทษที!!”

เพราะในหัวมัวแต่คิดถึงเรื่องน่าอายมากมายที่ต่อให้ตายน็อคทิสก็จะไม่มีวันยอมปริปากบอกที่ปรึกษาคนสนิทตรงหน้าเด็ดขาด เจ้าชายหนุ่มเลยไม่ทันระวังก้าวเท้าพลาดเหยียบลงไปบนรองเท้าหนังของอิกนิสเต็มแรง

อา…ดูจากสีหน้าของคนถูกเหยียบแล้วมันน่าจะเจ็บไม่น้อยทีเดียว!

แต่เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายอิกนิสนะ…ก็แค่แอบคิดเท่านั้นแต่เท้าเจ้ากรรมดันก้าวผิดจังหวะไปเอง มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่จริงๆ ก็คนมันไม่เก่งสเตปลีลาศนี่หน่า!!

อิกนิสยอมละมือออกปล่อยให้เจ้าชายหนุ่มได้กลับมายืนเอง มืออุ่นนี่เคยโอบแผ่นของน็อคทิสขยับไปดันแว่นตาบนใบหน้าเกลี้ยงเกลาให้เข้าที่ก่อนจะพูดประโยคที่ทำเอาคนฟังเสียวสันหลังท้ายทอยเย็นวาบ

“ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยดีเท่าไรนะฝ่าพระบาท…เห็นทีว่าเราต้องหมั่นทบทวนบทเรียนการเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ดีควรต้องมีกิริยามารยาทอย่างไรกันใหม่แล้ว!!”

แสงแดดสุดท้ายของวันที่สะท้อนวาวบนเลนส์กระจกยิ่งส่งเสริมภาพลักษณ์น่ากลัวของอิกนิสขึ้นไปอีกเท่าตัว

“ไม่เรียนแล้ว ไม่เรียนแล้ว จะไปไหนก็ไปเลยอิกนิส!!!” น็อคทิสโวยลั่นก่อนจะรีบวิ่งหนีไปจากจุดนั้นอย่างรวดเร็วด้วยความหวาดหวั่น

ไม่เรียนแล้ว!!…เรื่องอะไรจะยอมไปยืนเอาหนังสือเทินบนหัวแล้วเดินให้อีกฝ่ายคอยเอาไม้เรียวมาตีเวลาเผลอทำตัวตามสบายอีกรอบกันเล่า!!

ม่านตาสีเขียวกระจ่างหลังเลนส์กระจกใสมองตามแผ่นหลังสีดำของเด็กหนุ่มที่เขาเลี้ยงดูมาเองกับมืออย่างขบขัน

ดูท่าว่าเขาจะเลี้ยงอีกฝ่ายดีมากเกินไปหน่อย คงยังอีกนานกว่าเด็กน้อยของเขาจะเติบโตเป็นราชาที่สง่างามสมบูรณ์พร้อม

.

.

.

.

.

.

[Ficlet] – FFXV: NyxLuna

Pairing: Nyx Ulric x Lunafreya Nox Fleuret

Genre: Alternate Universe

..

..

..

..

..

..

..

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีตำนานเลื่องลือถึงฝูงเงือกฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ในท้องทะเลลึก ชาวบ้านแถบชายฝั่งต่างมีเรื่องเล่ามากมายที่ผูกพันกับเงือกมาช้านาน

ในตำนานบอกขานถึงว่าเงือกเหล่านี้มีส่วนท่อนบนเป็นมนุษย์ ฉลาดปราดเปรื่องและมีสติปัญญาสูงส่ง ทว่าส่วนลำตัวช่วงล่างนั้นไม่ใช่ขาสองข้างกลับเป็นหางรูปใบพายยาวใหญ่เหมือนมัจฉาแหวกไปมาในกระแสคลื่น

เงือกเป็นสิ่งมีชีวิตที่แสนลึกลับ บ้างก็เล่าลือกันว่าเผ่าเงือกนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดุร้ายชอบร้องเพลงล่อลวงชาวประมงที่ออกหาปลาในคืนเกือนมืดแล้วจับกินเป็นอาหาร แต่บ้างก็บอกเล่าถึงความโอบอ้อมอารีของเงือกที่คอยช่วยเหลือกะลาสีเรือที่พลัดตกน้ำไปจนรอดชีวิตมาได้

แต่แม้จะมีตำนานบอกเล่ามากมายมาแต่โบร่ำโบราณทว่าหาเคยมีผู้ใดพบเจอเงือกแบบเป็นๆไม่ ทุกอย่างที่พวกเขารู้เกี่ยวกับเงือกล้วนเป็นคำบอกเล่าที่ส่งต่อปากต่อปาก จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งไม่มีหลักฐานใดๆมายืนยันได้

นิกซ์เองก็คิดว่าเรื่องเล่าแบบนั้นช่างเหลวไหลเพ้อเจ้อเสียเหลือเกิน เขาเป็นลูกชายของนายพรานมือดีของหมู่บ้าน ฝีมือการล่าของนิกซ์เองก็เป็นที่กล่าวขานยกย่องไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพ่อของเขา อาชีพนักล่าที่ต้องบุกป่ารกพงไพรได้พบเจอกับสิ่งแปลกประหลาดมากมายเกินกว่าผู้เฒ่าผู่แก่บางคนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านมานมนานเสียอีก ดังนั้นเขาจึงไม่เชื่อในเรื่องของเงือกที่ฟังดูไร้สาระ นิกซ์มักขอตัวลุกหลบไปอย่างสุภาพเมื่อมีใครสักคนที่เริ่มเปิดประเด็นการถกเถียงเรื่องน่าเสียเวลาแบบนี้ขึ้นมา

ยกเว้นก็แต่ว่าเซลีน่า น้องสาวสุดที่รักของเขาที่มักเจ็บออดๆแอดๆต้องนอนบนที่นอนของเธอตลอดเวลาจะอ้อนวอนขอให้ท่านแม่เล่านิทานให้ฟังคลายเหงาทำให้นิกซ์ไปกล้าปฏิเสธหนีไปแบบทุกครั้ง

วันนี้นิกซ์หอบหิ้วอุกปรณ์ตกปลาแบบง่ายๆที่ทุกบ้านชาวประมงแถวชายทะเลจะมีติดบ้านกันไว้ออกมาด้วย เขามุ่งหน้าไปยังชายฝั่งที่เสียงคลื่นสาดซัดซู่ๆดังมาเป็นระยะ กลิ่นเกลือที่ลอยมาพร้อมกับลมทะเลเย็นๆทำให้จิตใจของเขารู้สึกสดชื่น

แม้จะเก่งกาจเรื่องการล่าสัตว์มากกว่าการล่าปลา แต่อย่างไรเสียเขาเองก็ทีสายเลือดลูกของทะเลเหมือนกัน การได้ออกมาตกปลาเงียบๆคนเดียวช่วยเคลียร์สมองที่เต็มไปด้วยความคิดหลากหลายให้สงบได้ บางครั้งการทิ้งเวลากับอะไรที่ต้องอดทนรอก็ไม่ได้แย่เสมอไป

ครั้งนี้นิกซ์ตั้งใจจะเดินไปหลบตกปลาเงียบๆในจุดที่ห่างไกลผู้คน เขาเดินวกวนอ้อมหลังชะง้อนผาใหญ่บ่ายหน้าสู่จุดตกปลาลับที่เขามักแอบมาเสมอๆ เมื่อเตอจุดที่เหมาะสมเขาวางถังใบย่อมลงบนโขดหินจัดแจงเกี่ยวเหยื่อเข้าขอเบ็ดและเหวี่ยงมันออกมา

การตกปลาเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลามันไม่สามารถเร่งเร้าให้ปลามากินเบ็ดได้ตามที่ใจปรารถนา นิกซ์ต้องรอสักพักกว่าที่เหยื่อจะยอมตะครุบกินเบ็ดที่วางล่อไว้ เมื่อสายเบ็ดเริมสั่นกระตุกเพราะแรงดิ้นเอาชีวิตรอดของเจ้าปลาเคราะห์ร้ายนิกซ์ก็ต้องรั้งดึงสลับกับผ่อนแรงเพื่อฉุดปลาขึ้นจากน้ำ

แสงตะวันที่เริ่มบ่ายคล้อยไปทางตะวันตกบ่งบอกช่วงเวลาที่ล่วงผ่านไปพอสมควรแล้ว พรานหนุ่มมองดูจำนวนปลาใหญ่น้อยที่นอนนิ่งในถังไม้อย่างพึงพอใจ มันคงพอเพียงสำหรับปากท้องของคนที่บ้านไปอีกหลายวัน ในสมองของเขาครุ่นคิดถึงกรรมวิธีต่างๆนานาที่จะช่วยถนอมปลาพวกนี้ให้สามารถเก็บรักษาได้นานพลางก้มเก็บข้าวของเตรียมมุ่งหน้ากลับหมู่บ้าน

ฉับพลันที่หูว่องไวขอพรานนักล่าได้ยินเสียงของสตรีแว่วมาในเสียงคลื่นทะเล นิกซ์ชะงักไปด้วยคิดว่าตนเองนั้นหูฝาด บางทีอากาศร้อนๆกับกลิ่นเกลือเข้มข้นก็อาจทำให้คนเราหลอนได้ เมื่อลองเงี่ยหูฟังอีกรอบเขากลับไม้ได้ยินเสียงอะไรอีกแล้ว

ชายหนุ่มนิ่งเงียบสักพักจนแน่ใจว่ารอบตัวของเขาไม่มีเสียงอื่นใดนอกเสียจากเสียงลมพัดหวืดกับเสียงคลื่นที่กระทบหินเขาจึงเริ่มลงมือเก็บของต่อ นิกซ์หันหลังหมุนกายเตรียมเดินไปยังทางหลักเข้าสู่หมู่บ้านด้วยจิตใจเบิกบาน เขาเฝ้าคิดถึงเนื้อเสียบไม้ย่างร้อนๆแกล้มเหล้าหมักอันเป็นเครื่องดื่มประจำถิ่นที่ลือชื่อ

แต่แล้วขาของเขาก็ต้องชะงักลงอีกเมื่อเสียงของหญิงสาวยังคงแว่วมาแผ่วเบา ครั้งนี้นิกซ์มั่นใจว่าเขาไม่ได้หูฝาดเพราะเสียงนั้นสะท้อนมาจากหลังโขดหินใหญ่ พรานหนุ่มค่อยๆวางข้าวของพะรุงพะรังในมือลงอย่างระวังไม่ให้มันก่อเสียงรบกวนก่อนที่จะย่องอย่างเงียบกริบอ้อมโขดหินใหญ่ไป

เมื่อสงสัยต้องพิสูจน์ สัญญาตญาณของพรานนักล่าในตัวนิกซ์ตื่นตัวสุดขีดพอกับความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นอันเป็นพื้นฐานในตัวมนุษย์ทุกคน

ภาพตรงหน้าทำให้นิกซ์ตกตะลึง เขาเห็นหญิงสาวงดงามกัยเรือนผมสีทองปลั่งดุจไหมทองในราชวัง เธออยู่ในชุดสีขาวประดับประดาไปด้วยเปลือกหอยกับเพชรพลอยแวววาวจับตายิ่งนัก สตรีแปลกหน้านอนราบทอดกายไปกับหาดทราย เจ้าหล่อนเหมือนพยายามเอื้อมมือออกมาเพื่อคว้าอะไรบางอย่างบนพื้นด้านหน้า

การได้พบหญิงสาวที่งดงามกับเครื่องแต่งกายหรูหราในเขตหมู่บ้านห่างไกลความเจริญขนาดนี้นับแปลกแท้ แต่ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่ากลับเป็นลำตัวช่วงล่างของเธอที่นอนแช่อยู่ในฟองน้ำเค็มมากกว่า นิกซ์มั่นใจว่าเขาตาไม่ฝาดพร่ามัว ยามที่เธอพยายามเอื้อมมือจนสุดแขนส่วนที่ควรเป็นขาสองข้างกลับกลายเป็นหางรูปร่างเหมือนปลาก็สะบัดยกขึ้นมา

เกล็ดสีเงินเหลือบฟ้าอ่อนกับม่วงมันเป็นประกายวาวระยับใต้แสงอาทิตย์ไม่มีทางหลอกตาเขาได้!

นิกซ์ถึงกับแอบหยิกแขนตัวเองเพื่อพิสูจน์ว่าตอนนี้เขาไม่ได้กำลังเมาหลับอยู่ที่บ้านของลิเบอร์ตัสจนฝันบ้าบอเป็นตุเป็นตะ แต่รอยจ้ำสีแดงกับความเจ็บบนผิวบ่งบอกว่าตอนนี้เขาไม่ได้กำลังฝันไป

ตรงหน้าเขาคือนางเงือกที่ตำนานของหมู่บ้านเล่าลือกันมานานจริงๆ!

ชายหนุ่มแอบเฝ้ามองเงือกสาวที่พยายามจะเอื้อมมือขึ้นมาคว้าอะไรบางอย่างบนพื้นทรายหลายรอบอย่างอดทน ความแวววาวของเจ้าสิ่งนั้นสะท้อนกับแสงแดดจนเขาที่มองจากจุดนี้ยังเห็นได้ชัดเจน ยิ่งคลื่นสาดซัดมันยิ่งลอยเขยิบเข้ามาให้พื้นแห้งมากขึ้นเรื่อยๆ

หญิงสาวพยายามจนเหนื่อยอ่อนแต่เธอก็ยังไม่สามารถนำสิ่งที่นิกซ์คาดว่าน่าจะเป็นของตัวเองกลับคืนไปได้ ดูเหมือนเธอจะไม่สามารถขยับตัวขึ้นมาจากน้ำทะเลได้เช่นกัน ดูแล้วก็ให้นึกสงสาร

นิกศ์ค่อยๆเดินออกจากที่ซ่อนอย่างเงียบกริบระหว่างที่เงือกสาวผมทองกำลังฟุบหน้าลงกับพื้นทรายด้วยความอ่อนล้า เขาก้าวเท้าแผ่วเบาไปยังจุดที่เห็นแสงวูบไหวบนพื้นก่อนจะหยิบสิ่งที่ทำให้เธอยอมปรากฎตัวขึ้นในบริเวณนี้มาถือไว้

มันคือหวีสับสีเงินประดับมุกฝีมือประณีตยิ่งนัก นิกซ์ไม่เคยคาดคิดเลยว่าในชีวิตนี้จะมีโอกาสได้จับต้องสิ่งของล้ำค่าขนาดนี้

ความคิดด้านชั่วร้ายของมนุษย์ก็ย่อมมีแต่ความใจอ่อนของเขากลับมีสูงกว่า ยิ่งนิกซ์ได้แอบเฝ้ามองความเพียรของเงือกสาวมาระยะหนึ่งแล้วด้วยเขายิ่งไม่อาจทำร้ายเธอได้ เจ้าหวีสับอันนี้น่าจะเป็นของที่มีคุณค่าทางใจพอสมควรมิเช่นนั้นเธอคงไม่พยายามที่จะตามมันกลับคืนไปมากถึงเพียงนี้

เขาถือมันไปทรุดกายลงข้างๆหญิงสาวที่นอรอ่อนระโหยอยู่ในฟองคลื่นก่อนจะยื่นมันไปไว้ตรงหน้า แสงสะท้อนของเงินวาววับใส่ดวงตาอีกฝ่าย หญิงสาวที่นอนทอดกายในน้ำเค็มผุดลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น เธอรีบคว้าเอามันไปถือด้วยสีหน้าปิติยินดีก่อนที่จะรับรู้ถึงตัวตนของมนุษย์อีกคน

ดวงตาสีฟ้ากระจ่างของเงือกสาวมองดูแล้วเหมือนท้องฟ้าสดใสไร้เมฆจับจ้องใบหน้ามนุษย์อย่างตกตะลึงก่อนที่มันจะเบิ่งกว้างแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกตกใจ เธอเผลอร้องอุทานก่อนจะสะบัดหางของตนเองตีน้ำใส่นิกซ์อย่างแรงแล้วรีบกระโจนกลับลงน้ำลึกไป

นิกซ์ร้องสบถตกใจกับท่าทางตื่นๆและน้ำที่สาดใส่จนเปียกปอนไปทั้งตัว ชายหนุ่มล้มก้มจ้ำเบ้าลงในน้ำเค็มจนกางเกงเปียกชุ่มไปทั้งตัว มือหนายกขึ้นลูบหน้าที่เปื้อนน้ำกับทรายออกอย่างหงุดหงิด

ไม่เคยคิดว่าจะเป็นการทำคุณบูชาโทษแบบนี้เลย!!

นิกซ์ลุกขึ้นจากน้ำทะลด้วยจิตขุ่นมัว ทั้งๆที่เขาช่วยเธอแท้ๆนอกจากจะไม่แม้แต่คำขอบคุณแล้วเธอกลับทำเปียกไปทั้งตัวแบบนี้ด้วย

“ขะ…ขอโทษด้วยค่ะ ท่านมนุษย์เป็นอะไรมากไหม” เสียงหวานใสฟังแล้วระรื่นหูดังแว่วมา “ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”

ชายหนุ่มเหลียวมองรอบกาย เขาไม่เห็นเงือกสาวแต่ยังได้นอนเสียงแสดงว่าเธอยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ใกล้นี้เป็นแน่แท้

“ไม่ยักรู้ว่าชาวเงือกจะเป็นคนไม่มีมารยาทขนาดนี้ คนเขาช่วยตัวเองไว้ขอบคุณสักคำยังไม่มีเลย แถมยังโดนดีดน้ำใส่หน้าด้วย”

หญิงสาวเงียบไม่ตอบกลับเขา เธอหายเงียบไปสักพักก่อนที่นิกซ์จะเห็นเงาของเส้นผมสีทองสว่างของเธอบวิเวณผิวน้ำห่างออกไป เธอค่อยๆปรากฎตัวขึ้นแหวกว่ายเข้ามาใกล้เข้ามา

“ข้ามิได้เจตนาจะทำร้ายท่านจริงๆ ขอท่านมนุษย์ได้โปรดอย่าถือสาเราด้วยเถิด” เงือกสาวพูดด้วยสีหน้าสลดสำนึกผิด

“แล้วนี่ไม่คิดจะขอบคุณกันหน่อยหรือ ฉันช่วยให้เธอได้เจ้าหวีสับอันนั้นคืนไปนะ” เขาว่าพลางพะยักพะเยิดใส่เครื่องประดับล้ำค่าที่หญิงสาวถือประคองไว้ในมือ

เธอก้มลงมองสิ่งที่ถือไว้แนบอกแล้วยิ้มบางๆออกมา “…ในนามของเผ่าเงือก เราขอบคุณท่านมนุษย์ยิ่งนักที่ได้ให้ความช่วยเหลือเราในครั้งนี้ บุณคุณในครั้งนี้ของท่านเราจักไม่ลืมเลือน หากแม้นมีสิ่งใดที่ท่านมนุษย์ปรารถนาจงบอกกล่าวแก่เรา ถ้ามันมิเกินแก่กำลังแลความสามารถของข้าแล้วไซร้ ข้ายินดีช่วยเหลือเพื่อตอบแทนท่าน”

นิกซ์เผลอพ่นลมใส่เมื่อได้ยินคำพูดสุดแสนเป็นทางการที่ฟังแล้วชวนแสลงหูยิ่งนัก

“เลิกเรียกฉันว่าท่านมนุษย์สักที ฉันมีชื่อนะเรียกว่า นิกซ์ ก็ได้”

เขามองเห็นสีหน้าลังเลบนใบหน้างามหมดจดนั้นก่อนที่ริมฝีปากบางจะเอ่ยชื่อเขาออกมา “นิกซ์”

“ใช่ ว่าเธอละชื่อว่าอะไร มาทำอะไรแถวนี้?”

“เรามีนาม ลูน่าเฟรย่า น็อกซ์ เฟลอเร็ท เป็นธิดาของเผ่าเงือกที่คุ้มครองดินแดนแถบนี้มาช้านาน ยินดีที่ได้รู้จักค่ะนิกซ์” เงือกสาวเอ่ยแนะนำตัวอย่างสุภาพ

นิกซ์ถึงกับมึนตึบกับชื่อแซ่ยาวเหยียดของหญิงสาว “ลูน่าเพรน่า อะไรนะ!?”

“ลูน่าเฟรย่าค่ะ”

“งั้นเรียกลูน่าเฉยๆได้ไหม?”

“…ถ้าช่วยให้สะดวกมากขึ้นข้าก็ยินดีให้ท่านเรียกนามเช่นนั้นนะคะ”

สภาวะมึนตึงไม่รู้จะไปต่ออย่างไรโรยตวลงโอบล้อมหนึ่งคนหนึ่งเงือก มนุษย์หนุ่มก็เอาแต่มองหางปลาของสิ่งมีชีวิตในตำนานปรัมปราอย่างใคร่รู้ ในขณะเงือกสาวสะบัดครีมนางลอยตัวในน้ำอย่างอึดอัดใจ เธอไม่คุ้นเคยกับการที่ต้องถูกมนุษย์จับจ้องราวกับสิ่งแปลกประหลาดเช่นนี้

“เอ่อ นี่…ถามอะไรหน่อยสิ” จู่ๆนิกซ์ก็ถามขึ้นช่วยทำลายกำแพงแห่งความอัดอั้นที่มีระหว่างสองฝ่ายลงได้ดีพอควร “หวีสับนั่นนะ…สำคัญมากเลยหรือ เธอดูพยายามจะนำมันกลับคืนไปมากๆเลย”

ลูน่าเบิ่งตากว้างเล็กน้อย เธอไม่ได้คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะแอบจับจ้องดูการกระทำของเธอเองนานถึงขนาดนั้น ก่อนที่รอยยิ้มสว่างไสวคลี่บนกลีบปากสีชมพูอ่อนระบายให้เค้าหน้าหวานยิ่งดูละมุนนุ่มนวลกว่าเคย

“ข้าหาทราบไม่ว่ามีอาคันตุกะ ที่แท้ท่านคอยเฝ้าดูข้าอยู่นานพอสมควรเช่นกัน ช่างน่าละอายแท้” เธอหัวเราะเสียงใจกังวาน

“เครื่องประดับชิ้นนี้…เป็นของขวัญเชษฐาของข้าเอง ข้ามักประดับมันติดกายเสมอมา ทว่าครานี้ข้าพลั้งเผลอทำมันหลุดลอยไปกับกระแสธารามันเลยถูกพัดพาขึ้นมาที่นี่ค่ะ เลยต้องรบกวนท่านให้ช่วยนำพามันกลับมาให้ ต้องขอบคุณอีกนะคะนิกซ์”

“แต่จริงเธอสามารถขึ้นมาหยิบมันแล้วก็กลับลงไปเองได้นี่?” นายพรานหนุ่มถามสิ่งที่ตนสงสัยตั้งแต่ตอนที่เห้นเงือกสาวพยายามเอื้อมคว้าหวีสับของตนเองที่ริมฝั่ง

ใบหน้ากระจ่างหม่นแสงลงเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าเบา “มันเป็นคำสาป พสุธาจักทำให้กำลังของพวกเราอ่อนแรง พื้นที่ของเราคือสายธารอันเชี่ยวกราดเท่านั้น ข้ามิอาจเหยียบย่างขึ้นไปยังดินแดนมนุษย์ได้”

เงือกสาวเหม่อมองฟากฟ้าที่เริ่มแดง แสงตะวันคล้อยต่ำลงทุกนาที เธอเห็นสมควรแก่เวลาแล้วที่จะต้องกลับลงสู่โลกบาดาลใต้มหาสมุทร บัดนี้เชษฐาของเธออาจจะกำลังกังวลที่เธอจู่ๆหายตัวไปจากวังบาดาลเป็นเวลานานจนสั่งทหารให้ออกติดตามอยู่ก็เป็นได้

แม้เงือกจะสะบันสัมพันธ์ไม่ติดต่อไปมาหาสู่กับเผ่ามนุษย์มานานนับพันปีแล้วแต่เธอผู้กำเนิดมาภายหลังมิอาจหักห้ามความอยากรู้อยากเห็นในตัวมนุษย์ได้เลย ตั้งแต่เล็กลูน่ามักจะแหวกว่ายมายังผิวน้ำแลพรางตัวจากประสาทการรับรู้ของพวกมนุษย์ เธอเฝ้ามองและเรียนรู้วิถีชีวิตแบบคนบนบกแม้พี่เรวุสของเธอจะพยายามห้ามปรามด้วยความเป็นห่วง

เรวุสไม่เชื่อในพวกมนุษย์ เขามักบอกว่ามนุษย์นั้นอันตราย ไร้สัจจะ และเห็นแก่ตัว แต่ลูน่ายังคงมีความหวังว่าสักวันทั้งสองเผ่าจะสามารถกลับมาไปมาหาสู่ดุจดั่งอดีตกาลได้

ลูน่าเคยพบเห็นนิกซ์ที่มานั่งตกปลาแถบนี้มาหลายครั้ง เธอมักแอบเรียกเขาว่า มนุษย์ตาคม เพราะไม่ทราบชื่อเขา เธอมักแอบมองเขาตกปลาเงียบๆหรือเวลาเขาไปเล่นกับเด็กๆแถวท่าเรือ

เขาช่างโดดเด่นท่ามกลางมนุษย์บนบกนั้น! ดังนั้นเธอจึงผวาตกใจที่จู่ๆเขามาช่วยเหลือไว้เช่นนี้

“ตะวันจวนจะสายัณฑ์แล้ว เห็นทีข้าต้องขอตัวร่ำลากลับไปยังท้องทะเล” ลูน่าว่ายน้ำเขยิบเข้ามาใกล้ชายฝั่ง ม่านตาฟ้าใสจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มของมนุษย์หนุ่มที่ยืนบนโขดหิน

“ท่านคือมีผู้มีพระคุณของข้า นิกซ์ ข้าไม่อาจวิงวอนมิให้ท่านเอื้อยเอ่ยกับผู้ใดว่าท่านเคยพบเจอข้าได้นั่นสุดแท้แต่ท่านที่จะเลือกเช่นไร ข้าย่อมเคารพต่อการตัดสินใจเสมอ”

เธอได้แค่วัดใจ เธอแอบมองเขามานานและเธอเชื่อมั่นในเขาแม้เขาจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่พี่ชายสุดที่รักของเธอปรามาสไว้ เงือกสาวแสนสวยยิ้มบางๆก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะขยับว่ายห่างออกไป นิกซ์ใจวูบไหวลังเลเมื่อหญิงสาวเอ่ยลาเช่นนี้

“เดี๋ยวก่อน…”

ร่างขาวผินหน้ากลับมามองมนุษย์ที่ชายฝั่ง “ถ้าไม่บอกคนอื่นว่าเคยเจอกัน เธอจะยังยอมมาพบกันอีกได้ไหม?”

ดวงหน้าหมดจดไม่ตอบเพียงแค่แย้มยิ้มละมุนพยักหน้าลงน้อยๆก่อนที่เงือกสาวจะกระโดดดำดิ่งลงสู่ห้วงทะเลลึกคืนสู่บาดาลอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองทิ้งไว้ชายหนุ่มมนุษย์ยืนมองความวังเวงของทะเลที่มีเสียงนกนางนวลบินกลับรังกับกลิ่นไอเกลือ

นิกซ์นิ่งมองกระแสคลื่นที่สาดกระทบหินเป็นจังหวะเบาๆราวกับเสียงดนตรีขับกล่อม รอยยิ้มงดงามพิมพ์ใจกับเสียงใสกังวาลของหญิงสาวผมทองสุกสว่างที่เพิ่งจากไปยังคงติดตรึงอยู่ในใจของเขา

ตอนแรกเขาจะพลั้งเผลอเกรี้ยวกราดใส่เธอไปเขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจ อยากขอโทษลูน่าที่ดันเผลอทำตัวไร้มารยาทแบบนั้นใส่เธอ หากมองในแง่มุมของเธอเองเขาคือคนแปลกหน้าไม่น่าแปลกใจที่เธอจะกลัวเขาแบบนั้น

อยากเจอเธออีกครั้ง!!

จะมีโอกาสนั้นอีกไหมหนอ?

ชายหนุ่มเดินกลับมาหยิบข้าวของของตนเองขึ้นมาพร้อมกับเดินมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยจิตใจเลื่อนลอย

นิกซ์ไม่เคยเชื่อว่าเงือกมีจริง แต่จู่ๆวันนี้เขากลับไปพบเจอเงือกตัวเป็นๆอย่างไม่คาดฝัน เขาไม่รู้หรอกว่าจริงๆแล้วหญิงสาวจะดุร้ายแบบตำนานที่เล่าลือหรือแท้จริงแล้วเธอเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนโยนกันแน่ หากแตเขาเชื่อว่าถ้าเขทรักษาสัญญาที่มีต่อเธอ เธอจะยอมมาพบเขาอีก!!

“จะรอเจอกันอีกนะ ลูน่า”

..

..

..

..

..

..

..

[ Tale Never Ends ]

[Ficlet] Novelber Day 29: Til the day do us apart

Day 29: Til the day do us apart

Disclaimer: This is work of fan fiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer doesn’t claim any onwership over them.

Warning! Chapter 15 Spoiler Alert!! Please avoid this fiction if you’ve not completed the game yet.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ความตายนั้นหนักหนาเหมือนขุนเขาแต่กลับให้ความรู้สึกเบาหวิวเหมือนขนนกที่ล่องลอยในอากาศ

แม้จะเตรียมใจมามากแค่ไหนแต่เขาก็ไม่อาจอดกลั้นความหวาดหวั่นที่พุ่งเข้ามาขย้ำกลางหัวใจได้เลยจริงๆ

ตลอดช่วงเวลายาวนานที่ไม่รู้กลางวันกลางคืน เขาหลับใหลอยู่ในห้วงความฝันใจกลางผลึกคริสตัล เขาฝันถึงความทรงจำที่มีร่วมกับทุกคน เสียงหัวเราะรอยยิ้มคราบน้ำตาที่ได้ร่วมแบ่งกันมา ความรักความเสียสละที่ทุกคนทำเพื่อเขา…เพื่อปูทางให้เขาผู้มีหน้าที่ของราชารออยู่เบื้องหน้า

“จงก้าวต่อไปอย่างหาญกล้า สหายของฉัน”

เขาเอ่ยลาเพื่อนสนิท ตั้งใจขอให้เพื่อนๆทั้งสามคนของเขาช่วยต่อสู้ประวิงเวลาที่ถดถอยลงจนแทบไม่มีแล้วก่อนจะบ่ายหน้าก้าวเดินมายังท้องพระโรงอันเป็นที่ประทับขององค์ราชัน

ทุกย่างก้าวที่ล่วงผ่านพระราชวังแห่งนี้ เขาตั้งใจซึมซับทุกไอความทรงจำแสนสุขและเศร้าที่เคยมี

นายถอยกลับไม่ได้แล้วนะ

พร้อมโต้นายพูดถูก….เขาไม่สามารถถอยหลัง เขาหนีไม่ได้ ชะตากรรมโลกนั้นตกอยู่บนบ่าของเขาตั้งแต่เขายังไม่ได้ลืมตาดูโลกที่สวยงามแห่งนี้เลยด้วยซ้ำ

แต่เขาก็ไม่อาจทำเฉยเมยทนมองโลกใบนี้ล่มสลายลงไปได้ เขาไม่อาจยอมแพ้โดยยังไม่ได้สู้สุดความสามารถ

เบื้องหน้าเขาคือราชบังลังค์อันยิ่งยง ที่สถิตแห่งอำนาจแห่งพระราชา ผลึกคริสตัลศักดิ์สิทธิ์ยังคงสงบนิ่งประหนึ่งหลับใหลแต่ไอเวทมนตร์หนักแน่นขิงมันยังแผ่ซ่านบาดแทงผิวหนังของผู้ที่อาจหาญเข้าใกล้

เขาเอื้อมมือลงไปสัมผัสบังลังค์เย็นเยียบด้วยจิตใจโหยหาอาวรณ์ ภาพของอดีตราชาที่ประทับนั่งอย่างเข้มแข็งกล้าหาญส่งเขาให้ออกเดินทางไกลแม้จะรู้ดีว่านั่นคือครั้งสุดท้ายที่พ่อลูกจะได้ยืนอยู่ร่วมโลกเดียวกันยังแจ่มชัด

“ผมกลับบ้านมาแล้วครับท่านพ่อ ผมเก่งกล้าขึ้นกว่าเดิม แต่มันก็ต้องเสียเวลาไปนานกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้”

พ่ออยู่ไม่ห่างเขา…พ่อไม่เคยจากเขาไปไหนเลยแม้ความตายจะพรากท่านไปจากโลกใบนี้

“ท่านพ่อ ลูน่า ทุกๆคน…ขอบคุณมากนะที่ช่วยกันต่อสู้กันมาจนถึงตอนนี้”

ความรักอันบริสุทธิ์ที่เขามีต่อท่านพ่อกับลูน่าและมิตรภาพแสนงดงามระหว่างเขากับอิกนิส พร้อมโต้ กลาดิโอ้รวมถึงคนอื่นๆที่เขาได้เคยพบพานมาตลอดช่วงชีวิตที่ผ่าน มันไม่เคยจางหาย

เขาจะโอบกอดความทรงจำล้ำค่าอันอบอุ่นละมุนละไมที่แฝงรสชาติความขมขื่นนี้ไว้ไม่เสื่อมคลาย

เขาจะไม่โดดเดี่ยวแม้ต้องดำดิ่งลงไปเพื่อเผชิญหน้ากับต้นกำเนิดของความมืดในอีกภพเพราะเขามีทุกๆคนที่เขารักและรักเขาเป็นกำลังใจ

มาดแม้นว่าค่ำคืนนิจนิรันทร์นี้จะล่วงพ้นไป อรุณรุ่งวันใหม่จะมาเยือน สายโซ่แห่งชะตากรรมที่ร้อยรัดพวกเขาไว้กับความทุกข์ทรมานจะจบสิ้นลง แต่ความรักที่มีให้ต่อกันจะคงอยู่ตลอดกาล

ดาบของบิดาปรากฎขึ้นในหัตถ์แห่งองค์ราชาก่อนที่มันจะถูกปักลงเบื้องหน้า

“จงปรากฎกายต่อหน้าข้า บรรพกษัตริย์แห่งลูซิสทั้งหลาย ข้าพร้อมยุติเรื่องทั้งมวลนี้แล้ว”

.

.

.

.

.

เมื่อราชาแห่งจอมราชันปรากฎขึ้น ความมืดจะถูกขับไล่ไปและแสงแรกของตะวันจะกลับมาเยือนขอบฟ้าอีกครั้ง

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

========================

สวัสดีค่ะ Sarelrus เองนะคะ ไหนๆก็เขียน Novelber มาจนจบเดือนแล้วแต่ยังไม่เคยได้พูดคุยอะไรกันคนที่หลงเข้ามาอ่านเลยก็เลยขอเม้าท์มอยด้วยนิดนึงนะคะ ส่วนใครถามหาของ Day 30: Trick or Treat เราแต่งควบกับ Day 23: Vampire ไว้นะคะ สามารถไปตามอ่านตามนี้ได้เลยค่ะ Warp

ก่อนอื่นขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านที่ได้หลงเข้ามาอ่าน Novelber หรือ ฟิคอื่นๆนะคะ เราไม่ใช่คนเขียนที่ดีเท่าไรแต่ก็ดีใจที่ยังมีคนอ่านงานง่อยๆของเราค่ะ

จริงๆแล้วเราเป็นพวกขี้เกียจมากๆ กว่าจะแต่งฟิคทีรอไปนานๆสามชาติมาเรื่องหนึ่งด้วยซ้ำค่ะ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะสามารถเขียนฟิคได้ทุกวันครบเดือนเลย การได้มาลองเขียน Novelber เลยเป็นการกระตุ้นตัวเองให้คิดให้เขียนได้ดีตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาค่ะ

งานเขียนของเรายังมีข้อบกพร่องอีกมาก หากใครอยากติชมแนะนำเสนออะไรสามารถทิ้งคอมเมนต์ไว้ได้เลยนะคะ เราอ่านของทุกคนหมดจริงๆแต่อาจไม่ได้ตอบกลับทุกคนได้เพราะภาระงานต้องขออภัยด้วยนะคะ

ยังไงก็ขอบคุณทุกคนมากๆค่ะ ไว้เจอกันโอกาสหน้านะคะ 😀

[Ficlet] Novelber Day 28: Beast

Day 28: Beast

Disclaimer: This is work of fan fiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer doesn’t claim any ownership over them.

.

.

.

.

.

มนุษย์ที่แท้จริงแล้วก็คือสัตว์ร้าย!!

มันคือสัตว์ประหลาดที่สวมใส่ชุดที่เรียกว่ามนุษย์เพื่อซ่อนเร้นจิตใจที่มีความซับซ้อนและวกวนยากแท้ที่ใครจะหยั่งคาดคิดถึง

เป็นเรื่องน่าขัน หากเป็นตัวตนของเขาสมัยก่อนเขาคงจะพยายามโต้แย้งคำพูดพวกนี้อย่างเอาเป็นเอาตายว่ามันไม่เป็นจริง แต่ตัวตนของเขาในตอนนี้เขากลับทำแค่เพียงยืนนิ่งยิ้มเยาะเย้ยกับความจริงนั้นอย่างเฉยชา

ว่ากันว่าเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปคนเราก็จะมีมุมมองต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแม้ว่าสิ่งที่เรากำลังมองดูอยู่นั้นจะเป็นสิ่งเดิมก็ตาม

ตัวเรานั้นไม่เปลี่ยน…เรายังคงเป็นคนเดิม แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น ความรอบรู้เพิ่มพูน และประสบการณ์ที่พบเจอมาระหว่างการเติบโต

สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เปลี่ยนความคิดของเราไป มันคือตัวชี้วัดทิศทางของชีวิตคนคนหนึ่งว่าเขาจะโน้มเอียงไปทางตาชั่งฝั่งดีหรือชั่วร้ายมากกว่ากัน

หากสิ่งที่เราได้พบเจอมาตลอดคือความดีงามและเอื้ออาทร เขาคนนั้นก็น่าจะมีแนวโน้มที่จะเป็นคนดี เขาแค่ว่าบอก ‘น่าจะ’ ล่ะน่ะเพราะไม่มีสิ่งใดในโลกหล้าที่สามารถบ่งบอกได้อย่างแน่ชัดว่าใครคือคนที่ดีใคร ใครคือคนที่เลวหรอก แต่ไม่ว่าจะดีหรือเลว ช่วงวันเวลาและวัยที่ผ่านเลยไปนั่นแลจะช่วยกลั่นกรองผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตและทดสอบว่าคนที่พบเจอนั้นเป็นเช่นไร

เมื่อครั้งเยาว์และโง่งม เขาเฝ้าหลงใหลไปกับเสียงเยินยอของพวกมนุษย์ที่ผลัดกันวนเวียนเข้ามาเลียแข้งเลียขาด้วยคาดหวังบางสิ่งบางอย่างจากเขาเสมอๆ

นอกจากพลังพิเศษของสายเลือดลูซิสที่ทำให้ทุกคนล้วนยำเกรงในอำนาจของเขา พรอันน่ามหัศจรรย์ที่เขาได้รับประทานมาจากทวยเทพให้ใช้ในการเยียวยารักษาโรคระบาดแห่งดวงดาวก็ทำให้ทุกคนยอมสยบแทบเท้าของเขา

ถ้อยคำยกยอหวานล้ำอาบยาพิษของพวกมนุษย์ล่อลวงให้เขาที่ยังเยาว์วัยหลงเชื่อและมีศรัทธา เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายให้ทุกคนได้มีชีวิตใหม่ที่สว่างไสว เขาเสียสละรับเอาเชื้อโรคร้ายโสมมพวกนั้นมากักเก็บไว้ภายในร่างกายของตนเองโดยไม่นึกรังเกียจใดๆ

จวบจนวันที่ผลึกคริสตัลได้ปฏิเสธเขาและตัวตนของเขาในฐานะผู้นำแสงสว่างมาสู่โลกใบนี้ เทพเจ้าต่างก็หันหลังให้เขา ทุกคนที่เขาเคยช่วยเหลือต่างทอดทิ้งเขาอย่างไร้เมตตาแม้เขาจะร้องขอและวิงวอนอย่างสิ้นหวัง

ด้วยความโศกเศร้าและผิดหวังทำให้เขาพลั้งเผลอปลดปล่อยพลังดำมืดที่เฝ้าเพียรพยายามสะกัดกลั้นเอาไว้ภายในร่างกายออกมา เขาไม่มีเจตนาจะทำร้ายใครเลยในตอนนั้น แต่ห้วงอารมณ์ที่ดำดิ่ง ณ เวลานั้นกระตุ้นเร้าให้ขุมพลังร้ายที่เขาดูดซับเอาไว้หลุดออกมาอาละวาด

คนพวกนั้นแตกตื่น เขาจดจำสีหน้าหวาดหวั่นและถ้อยคำสาปแช่งจากผู้คนที่เขาช่วยเหลือเอาไว้ได้ดี คนพวกนั้นคือคนที่เขาเคยรักและเมตตาด้วยน้ำใสใจจริง

ปีศาจร้าย ขอให้มันตกนรกมอดไหม้ทุกข์ทรมานอย่าได้ผุดได้เกิดอีก

เสียงก่นด่าสาปส่งที่ดังมาจากทั่วทุกสารทิศ ก้อนอิฐแข็งที่ปาเล็งมาที่ศีรษะของเขาจนเลือดสีดำสนิทไหลซึมออกมา เสียงอุทานด้วยความกลัวกับสีโลหิตแปลกประหลาดนั้นเซ็งแซ่

เปลือกนอกของความเป็นมนุษย์แสนสวยงามหากค่อยๆลอกคราบแห่งความลวงที่ปกปิดความน่าสะอิดสะเอียดออกแล้วไซร้ มนุษย์นั้นก็เหมือนๆกัน

สับปลับ ปลิ้นปล้อน เห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้น!!

มนุษย์ถือว่าตนเองนั้นมีสติมีอารยธรรมสูงส่งกว่าสัตว์ แต่จริงๆแล้วมนุษย์นั้นต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าสัตว์ร้ายใดๆในโลกใบนี้เสียอีก

แม้แต่สัตว์ประหลาดที่ดุร้ายที่สุดยังมีเจตจำนงค์ที่แน่วแน่ มันล่าสัตว์อื่นเพื่อมีชีวิตรอด แต่มนุษย์นั้นบางครั้งก็ล่าเพื่อเอาชีวิตรอด แต่หลายครั้งมันก็เพื่อความสนุก ความสาแก่ใจ

เหยื่อของมนุษย์มีทั้งเดรัจฉานและมนุษย์ด้วยกันเอง มันเข่นฆ่าไม่เลือกอย่างเหี้ยมโหด มนุษย์กำจัดสิ่งที่ตนมองว่าแปลกปลอมไม่เข้าพวกอย่างเลือดเย็นและมองว่านั่นคือความถูกต้อง จิตใจที่บิดเบี้ยวด้วยความกลัวกับริษยาฉุดรั้งสติปัญญาสูงส่งที่มนุษย์เทิดทูนมากกว่าสิ่งให้ตกต่ำจมพื้นดิน

ปีศาจในคราบมนุษย์จับเขามัดตรึงไว้ด้วยโซ่และตรวนหนักหนา ลากเขาข้ามทะลสู่เกาะลึกลับที่เต็มไปด้วยม่านหมอก พวกมันทรมานเขาต่างๆนานา เหล็กแหลมลนไฟ แส้ หอก ดาบ ทวน มากมายระดมทิ่มแทงมาบนร่างกายอย่างไร้ความปราณีเมื่อรู้ว่าเขานั้นไม่อาจตายได้

ราวกับตกนรกโลกันตร์สมดั่งคำสาปแช่ง จะมีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้ แต่อยากตายก็ตายไม่ได้เช่นกัน!!

เขาต้องเฝ้าทนรับการทรมานอย่างไม่รู้จุดสิ้นสุด สลบไปด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพื่อรับการลงทัณฑ์แสนขมขื่น

จนวันหนึ่งที่เขาเองก็ไม่รู้มันนานแค่ไหนหลังจากที่เขาถูกจับมา ณ ที่แห่งนี้ ข่าวแพร่สะพัดถึงการขึ้นครองราชย์ของผู้นำแห่งแสงสว่างคนใหม่…อิซูเนีย

เขาคือซากของอดีตที่ถูกทอดทิ้งอย่างไร้ค่าไว้เบื้องหลัง ต้องทนกล้ำกลืนความทุกข์ทรมานนี้อย่างมีความหวังริบหรี่ว่าสักวันทุกคนจะเข้าใจและให้อภัย กลับมายอมรับเขาอีกครั้ง

แต่จิตใจที่โสมมของมนุษย์ก็สอนบทเรียนให้เขาตระหนักได้ว่า ความรุ่งโรจน์ในอดีตของเขานั้นมันคือคำลวง มนุษย์ไม่ได้ต้องการเขา มนุษย์แค่ต้องการใครก็ได้สักคนหนึ่งที่สามารถตอบสนองความปรารถนาอันไร้ขอบเขตสิ้นสุดของตนได้ตามประสงค์ และมนุษย์พร้อมที่ฉีกกระชากสิ่งที่หมดค่าหมดราคาทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใยไร้สำนึก

ความน่ารังเกียจของมนุษย์ได้ชำระล้างความโว่เขลาของเขาให้หมดไปและเปิดดวงตาของเขาให้มองโลกแห่งความเป็นจริงที่แสนโหดร้ายชัดเจน

เขาหลบหนีจากการคุมขังมาได้และซ่อนเร้นตัวเองในเงามืดอย่างยาวนาน เฝ้ามองผู้คนเวียนว่ายตายเกิดไปอย่างสมเพช แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านเลยไปนานเท่าใดสันดานเนื้อแท้ของมนุษย์ก็ยังคงร้ายกาจไม่เคยเปลี่ยนแปลง เขาได้เฝ้าชมมหรสพฉากเดิมผลัดเปลี่ยนตัวละครขึ้นมาแสดงซ้ำแล้วซ้ำเล่านับพับปี

เพราะเช่นนี้กระไร เขาถึงได้บอกว่า สัตว์ร้ายที่แท้จริงบนโลกใบนี้ก็ คือ มนุษย์ นั่นแล!!

.

.

.

.

.

[Ficlet] Novelber 26 & 27: Rumor & Love Philtre

Day 26 & 27: Rumor & Love Philtre

Disclaimer: This is work of fan fiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer doesn’t claim any ownership over them.

Previously: Day 9: Ex

.

.

.

.

.

หลังจากพร้อมโต้ได้เห็นช็อตสำคัญที่ว่ากลาดิโอ้กำลังพยายามรุกจีบแม่สาวช่างซ่อมรถซินดี้ที่เจ้าตัว(แอบ)ปลาบปลื้มอยู่ในงาน Assassin’s Festival แบบไร้ซึ่งความเกรงใจเจ้าตัวใดๆก็ยิ่งหดหู่ใจ

ทั้งๆที่คนตัวโตก็รู้ดีว่าพร้อมโต้ทั้งหลงรักและเทิดทูนซินดี้มากขนาดไหน ตลอดเวลาที่เดินทางไปมาด้วยกันหนุ่มผมทองเฝ้าพร่ำเพ้อถึงแต่แม่สาวช่างซ่อมมากแค่ไหน แต่ดูเหมือนราชองครักษ์ส่วนพระองค์ของน็อคทิสจะถือคติว่า ใครดีใครได้ มากกว่า รักษาน้ำใจเพื่อน

คงเพราะกลาดิโอ้เจนสนามรักกว่ามากกว่าใครเพื่อนเลยมองว่าการที่ใครคนหนึ่งจะชอบใครอีกคนมันเป็นเรื่องของโอกาสและการทำคะแนน หากเขาตรงสเปคของซินดี้และสามารถทำให้ซินดี้ชอบเขาได้ก็ไม่ถือเป็นการแย่งเพื่อน แต่หากว่าพร้อมโต้สามารถจีบซินดี้ติดได้ก็คือดวงสมพงษ์กันเอง

แต่จากการที่น็อคทิสเล่าเรื่องรักๆใคร่ๆขององครักษ์ส่วนตัวของเขาให้พร้อมโต้ฟังดูเหมือนจะยิ่งเป็นการสาดน้ำมันร้อนๆลงไปบนเปลวเพลิงแห่งความสิ้นหวังในใจของเพื่อนสนิท

วันถัดมาเจ้าตัวยิ่งห่อเหี่ยวไม่มีกระจิตกระใจจะร่วมสนุกกับกิจกรรมในงานเลยแม้ว่าน็อคทิสจะพยายามเป็นฝ่ายลองออกปากชวนก็ตาม…ขนาดพาไปเล่นโจโคโบะที่ซุ้มโจโบโบะ เรซที่เจ้าตัวชื่นชอบเป็นหนักหนายังไม่สามารถฉุดให้พร้อมโต้กระตือรือร้นได้เลย!

เมื่อเพื่อนร่วมงานไม่มีใจจะเล่นสนุกด้วยมันก็พาลให้บรรยากาศร่วมงานกร่อยตาม น็อคทิสได้แต่ลากพร้อมโต้ที่กำลังเหม่อลอยเดินไปเดินมาเข้าซุ้มโน่นออกซุ้มนี้อย่างเบื่อหน่าย

เข้าใจว่าเพื่อนอกหักและกำลังโกรธกลาดิโอ้ที่กล้าแทงข้างหลังกันแบบนี้…แต่เขากำลังมาเที่ยวงานเทศกาลรื่นเริงนะ ไม่อยากเสียโอกาสพลาดร่วมสนุกกับกิจกรรมดีๆแบบนี้ที่ไม่ได้มีเวลาจัดตลอด!!

ตลอดทางพวกเขาทั้งสองยังแอบได้ยินหญิงสาวชาวเมืองและต่างเมืองที่มาร่วมงานนี้กำลังหวีดร้องตื่นเต้นถึงชายหนุ่มร่างกำยำกับแผ่นหลังที่มีรอยสักนกอินทรีตัวใหญ่เป็นระยะ

อืม! ดูเหมือนสาวๆจะชอบหนุ่มสไตล์เข้มแข็งปกป้องตัวเองได้มากกว่าหนุ่มน่ารักสินะ สงสัยจะมีแต่เขากับพร้อมโต้เนี่ยละที่ขายไม่ออก อย่างน้อยอิกนิสก็ดูสุขุมใจเย็นเป็นผู้นำให้พึ่งพาได้

ระหว่างที่กำลังคิดเลื่อนลอยหูของน็อคทิสก็พลันไปได้ยินสาวๆที่รวมกลุ่มกับกำลังกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างที่น่าสนใจเขา

พวกหล่อนคุยกันว่ามีข่าวลือที่น่าเชื่อถือได้ถึงแม่มดฝีมือที่เดินทางมาไกลจากดินแดนตะวันออกได้มาร่วมงานเทศกาลครั้งนี้ด้วย แม่มดตนนี้เชี่ยวชาญในการทำยาสเน่ห์ให้คนรักคนหลงได้ พวกหล่อนอยากพบแม่มดและขอให้เธอช่วยทำยาสูตรพิเศษนี้ออกมา

เจ้าชายหนุ่มถึงกับหูผึ่งกับข่าวลือนี้กันเลยทีเดียว เขารีบสะกิดให้คนที่กำลังเดินเหมือนเป็นซอมบี้ข้างกายมาตลอดทั้งงานเงี่ยหูฟังที่พวกหล่อนกำลังสนทนาทันที

จากที่จับใจความได้คร่าวๆ แม่มดตนนี้จะร้องขอให้คนที่อยากได้ยาลึกลับของเธอไปกำจัดปีศาจฝีมือร้ายกาจและนำชิ้นส่วนบางอย่างของมันมาปรุงยา ซึ่งวัตถุดิบชองแต่ละคนจะไม่เหมือนกันขึ้นอยู่วัตถุประสงค์ของผู้ใช้ว่าอยากเอาไปใช้เพื่ออะไร

พร้อมโต้ถึงกับตาโตกับข้อมูลที่ได้แอบฟังมา ชายหนุ่มเขย่าแขนน็อคทิสพลางคะยั้นคะยอขอให้เจ้าชายช่วยสืบหาแม่มดตนนี้ จากที่พวกหญิงสาวพวกนั้นคุยกันเธอน่าจะหลบอยู่ในตึกร้างเก่าๆไม่ไกลจากทางออกของเลสทาลั่มที่จะมุ่งหน้าไปเวสเปอร์พูลมากนัก

ชายหนุ่มผมทองขอร้องว่าเขาอยากพบแม่มดเผื่อว่าเธอจะช่วยหาทางให้เขาสมหวังในความรักกับซินดี้ได้

ทั้งๆที่น็อคทิสเองก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้แถมเขาเองไม่อยากเอาตัวเองไปพัวพันกับเรื่องไสยศาสตร์เวทมนตร์ดำอะไรมากเท่าไร แต่พอเห็นสายตาลูกอ้อนที่พร้อมโต้ใช้วิงวอนขอให้เขาช่วยเหลือแล้วก็อดใจแข็งปฏิเสธเพื่อนไม่ได้ เจ้าชายหนุ่มจึงตกปากรับคำว่าจะช่วยสืบหาแม่มดลึกลับตนนี้

ชายหนุ่มสองคนวิ่งลัดเลาะไปตามเส้นทางเดินในเมืองเลสทาลั่ม พยายามหลบเลี่ยงการปะทะกับหุ่น MT ของจักรวรรดิที่ถูกส่งเข้ามาตรวจตราวางเวรยามในเมืองให้มากที่สุด ในกรณีจำเป็นจริงๆน็อคทิสก็จำต้องใช้เทคนิคของพวกนักฆ่าในการหลอกล่อศัตรูมาในมุมที่เหมาะสมและจัดการเก็บพวกมันอย่างเงียบเชียบ

พวกเขาเดินมาจนถึงจุดที่คาดว่าน่าจะเป็นที่พักชั่วคราวของแม่มดที่สาวๆกล่าวถึง หลังจากสำรวจห้องพักที่ว่างเปล่ามากหลายห้องพวกเขาก็พบว่ามีห้องพักห้องหนึ่งมีคนอาศัยอยู่

กลิ่นกำยานฉุนแสบจมูกปะทะใส่หน้าพวกเขาทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ภายในมีเทียนไขถูกจุดเพื่อเพิ่มความสว่างให้กับห้องที่เหม็นอัพและมืดทึบ ด้ายสีขาวถูกผูกระโยงระยางไปมาเต็มห้องกับตุ๊กตารูปร่างพิกลพิการช่วยเพิ่มความน่าหวาดหวั่นให้กับสถานที่แห่งนี้ได้อย่างดี

น็อคทิสขนลุกซู่พร้อมกับพร้อมโต้ที่ถลามาเกาะแขนเขาไว้แน่นด้วยความกลัวประหนึ่งลูกลิงที่กอดแม่ลิงไว้ หญิงนางหนึ่งใต้ชุดคลุมยาวคร่อมพื้นกับฮู้ดหนักสวมปิดปังใบหน้าไว้เดินออกมากล่าวต้อนรับพวกเขาด้วยเสียงแหบพร่า

เธอถามจุดประสงค์ของการมาครั้งนี้จากทั้งสองคนช้าๆ น็อคทิสต้องกระทุ้งศอกใส่พร้อมโต้ให้พูดหลังจากอีกคนมัวแต่อ้ำๆอึ้งๆไม่ยอมพูดเสียที เมื่อเธอทราบสาเหตุที่ชักนำพวกเขามาหาเธอบอกว่ายินดีจะช่วยและปรุงน้ำมันพรายที่หากเอาไปแตะสาวคนไหนจะหลงรักทันทีให้กับพร้อมโต้หากว่าเขายอมรับข้อตกลงไปล่าบางอย่างให้เธอและนำวัตถุดิบกลับมาให้

สิ่งที่เธอเรียกร้องทำเอาน็อคทิสช็อคตาเหลือก เพราะเธอบอกให้เขาไปล่า Pyromancer ซึ่งเป็นภูติพรายชั้นสูง มีฤทธิ์มากและแข็งแกร่งสุดๆ ซึ่งเจ้า Pyromancer นี้จะหลบเร้นตัวเองอยู่ในดันเจี้ยนลึกที่เธอจะเป็นแจ้งพิกัดที่ตั้งในแผนที่ให้

ลำพังตอนพวกเขาเจอเจ้าภูติพรายนี้แบบครบสี่คนแถมยังอัดมันไม่เลี้ยงเรียกได้ว่ารุนแรงขนาดถ้าไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตยังต้องใช้เวลาในการโค่นมันนานอักโข แถมมันยังมีเวทมนตร์ที่รุนแรงสามารถสาปพวกเขาให้กลายเป็นรูปปั้นหินได้ซึ่งน่ารำคาญมากๆ ถ้าต้องออกไปล่าแค่สองคนมีหวังตายได้กลับจุดเซฟวนไปแน่นอน

งานนี้น็อคทิสบอกได้คำเดียวว่าหินมาก นอกจากจุดมุ่งหมายในการออกล่าจะโหดพระกาฬขนาดนี้เจ้าชายหนุ่มเองก็คิดหาเหตุผลดีๆที่จะขับรถเรกัลเลียออกยังสถานที่ที่แม่มดตนนั้นระบุไว้ได้โดยปราศจากการรับรู้ของอิกนิส

พร้อมโต้เดินหน้าแหยออกมา แค่เห็นว่าต้องไปล่า Pyromancer อีกฝ่ายก็รู้สึกถดถอยแล้ว น็อคทิสก็ได้แต่ครุ่นคิดว่าจะช่วยเหลืออย่างไรดี แต่ก็จนปัญญามากๆ

พวกเขาเดินตะหรัดตุเหล่ไปเรื่อยๆจนมาถึงช่วงบันไดกลางเมืองและได้เจออิกนิสกำลังยืนชมการเดินไต่ท่อของพวกนักแสดงกายกรรมอยู่ด้วยสีหน้าชื่นชม ที่ปรึกษาหนุ่มเอ่ยทักทั้งสองคนก่อนจะสังเกตุเห็นสีหน้าแปลกๆของทั้งน็อคทิสและพร้อมโต้ และเขาสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่าเด็กหนุ่มทั้งสองมีปัญหาอะไรบางอย่างแน่นอน

อิกนิสจัดแจงลากสองหนุ่มตัวดีกลับโรงแรมแต่ไม่ลืมแวะซื้อเมนู Serum Skewer เอาไปเก็บไว้เป็นอาหารว่างรองท้องเผื่อว่าใครหิว

ด้วยสายตาที่เฉียบแหลมและฝีปากคมกริบสมตำแหน่งที่ปรึกษา อิกนิสสามารถทำให้ทั้งน็อคทิสและพร้อมโต้คายความลับออกมาได้แบบหมดไส้หมดพุง ก่อนที่ทั้งสองคนจะถูกบิดหูลงโทษคนละทีเบาๆด้วยฝีมือคุณแม่ของทีม

อิกนิสบ่นหึ่งว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นไม่ถูกต้อง เขาไม่ควรไปยุ่มย่ามเรื่องส่วนตัวของทั้งกลาดิโอ้และซินดี้ หากพร้อมโต้รักซินดี้ก็ไม่ควรเล่นสกปรกแบบนี้ เขาควรก้าวไปเธออย่างกล้าหาญและทำคะแนนให้เธอหันมาสนใจอย่างสมเกียรติ อิกนิสถามพร้อมโต้กลับว่าเขาภาคภูมิใจจริงๆหรือหากว่าซินดี้หันมาสนใจเขาเพียงเพราะสิ่งเหล่านี้ แน่นอนพร้อมโต้ตอบว่าไม่

เสียงสวดดังยาวมาจากราชเลขานุการก่อนที่แผ่นกระดาษประกาศจะถูกส่งมาให้พวกเขา น็อคทิสรับมันอ่านอย่างไม่เข้าใจ

บนหน้ากระดาษนั้นเป็นประกาศเตือนจากทีมผู้จัดงาน Asssassin’s Festival เตือนผู้ร่วมงานอย่าหลงเชื่อแก๊งส์ต้มตุ๋นหลอกลวงที่แอบอ้างว่าตนเองมีเวทมนตร์แะสามารถใช้มันช่วยเหลือยรรเทาความเดือดร้อนของท่านได้ หากท่านพบเห็นคนที่น่าสงสัย หรือได้จ่ายเงิน / ส่งมอบของให้พวกแก๊งส์ ไปแล้วสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยเพื่อดำเนินการจดบันทึกความเสียหายและรับเป็นพยานหลังจากพวกหลอกลวงได้ถูกจับกุมเรียบร้อยแล้ว

.

.

.

.

.