[SF] MCU: Taste of You (Strange/Stark)

Paring: Stephen Strange x Tony Stark

Rating: PG

🚨 Warning 🚨: Show a little bit of detail in Avengers Infinity War

เริ่มต้นจากเขียนเป็น Drabble จบด้วยการแต่งเป็น Short Fiction เน้นกาวล้วนๆ หาสาระและความจริงจังไม่ได้

เราเป็นมือใหม่หัดแต่งฟิคในจักรวาลมาร์เวล หากคาร์แรคเตอร์ของตัวละครในฟิคมีแปร่งๆไม่ตรงกับความจริงไป เราต้องขออภัยและยินดีน้อมรับคำแนะนำทุกคนไปปรับปรุงนะคะ 🙏💞

..

..

..

..

..

..

🍦🍨🍦🍨🍦🍨

ปีเตอร์ พาร์คเกอร์อาสาจะทำการสำรวจยานโดนัทที่พวกเขากำลังโดยสารมุ่งหน้าสู่สถานที่ใดที่หนึ่งในห้วงอวกาศสุดเวิ้งว้างอย่างจำใจ

โทนี่ สตาร์คไม่ได้เป็นพวกเห็นความตายแล้วจะชอบวิ่งเข้าใส่หรอกนะ ถ้าให้เลือกได้้โทนี่ก็อยากเป็นแค่ช่างคนหนึ่งที่คอยคิดค้นประดิษฐ์เทคโนโลยีล้ำสมัยให้กับคนบนโลกก็แค่นั้น

แต่เพราะเขาคือไออ้อน แมนที่ทุกคนต่างชื่นชมและยกย่องให้เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้พิทักษ์โลกทำให้เขาจำเป็นต้องเข้ามาพัวพันยุ่งเหยิงกับเรื่องแปลกประหลาดสุดมหัศจรรย์ล้ำลึกแบบที่คนทั่วไปอาจคาดไม่ถึง

นั่นรวมถึงการปรากฎตัวของชายหนุ่มหน้าคมคายในเครื่องแต่งกายแปลกๆที่จู่ๆก็เดินทะลุบานประตูมิติมาเล่าถึงการรุกรานของภยันตรายจากนอกโลกให้เขาฟังที่กลางสวนสาธารณะ ก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะต้องต่อสู้กับเอเลี่ยนตัวใหญ่เท่าบ้านและมาจบที่การติดแหงกอยู่บนยานอวกาสหน้าตาพิลึกพิลั่นลำนี้ด้วยกัน

“เฮ้ นายโอเคหรือเปล่า?” โทนี่ร้องถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งที่ยืนนิ่งตระหง่านเป็นรูปปั้นมานานค่อยๆทรุดตัวลงกับพื้นทันทีที่ปีเตอร์ขอแยกตัวไปสำรวจยานด้วยความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กๆ

“คุณว่าผมดูโอเคหรือเปล่าละ สตาร์ค” ชายหนุ่มผมดำที่เส้นไหมสีเงินแวววาวที่ข้างจอนผมเม้มปากแน่นเป็นเส้นบางพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆเหมือนพยายามจะสะกดกลั้นความเจ็บปวดทางร่างกาย

“นายนี่มัน!!…คุณหมอรู้ตัวหรือเปล่าเป็นมนุษย์ที่กวนอวัยวะเบื้องล่างมากที่สุดคนหนึ่งเลยนะ” โทนี่นิ่วหน้า เส้นความหงุดหงิดเริ่มแล่นริ้วๆในสมองกับคำตอบที่ได้

“รู้และคุณไม่ใช่คนแรกด้วยที่บอกผม” คนเจ็บยังทำปากเก่งต่อไป

มหาเศรษฐีหนุ่มใจบุญได้แต่กรอกตามองเพดานรูปร่างแปลกตาที่เต็มไปด้วยจักรกลของยานต่างด้าวลำนี้พร้อมกับนับหนึ่งถึงร้อยในใจให้กับความกวนประสาทของพ่อมดหนุ่มที่เขาเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน

น่าประหลาดที่คนแบบโทนี่ สตาร์ค ปรกติแล้วไม่ค่อยอดทนกับใครมากกลับยอมสะกดใจหลังโดนผู้ชายเพี้ยนๆคนหนึ่งที่แนะนำตัวเองว่าชื่อ ด็อกเตอร์ สตีเฟ่น สเตรนจ์ กวนโมโหมาตลอดทาง

อีกฝั่งอ้างว่าตัวเองนั้นเป็นจอมขมังเวทที่คอยปกป้องโลกจากโลกแห่งความมืด พวกเขามีพลังที่สามารถใช้เสกโน่นนี่ออกมาจากอากาศได้ มันทั้งน่าตื่นตาตื่นใจและแปลกประหลาดสมชื่อของพ่อมดหนุ่มจริงๆ

นอกจากนี้สตีเฟ่น สเตรนจ์ยังเป็นหนึ่งในคนที่ครอบครองมณีแห่งจักรวาลเอาไว้และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงต้องมาติดแหงกอยู่ในยานรูปทรงโดนัทลอยได้ลำนี้

เพราะธานอส จอมวายร้ายสติเฟื่องที่อยากจัดการสมดุลของจักรวาลกำลังออกตามล่ามณีแห่งจักรวาล จากที่บรูซเล่าให้ฟังคร่าวๆตอนที่เขายอมตามพวกผู้ใช้เวทเหล่านี้ไปถึงอาศรมลึกลับในเมืองนิวยอร์ค ตอนนี้ธานอสได้ครอบครองมณีแห่งพลังและอวกาศไปแล้ว อีกไม่นานมันจะตามมายังโลกเพื่อไล่ล่ามณีแห่งกาลเวลาแห่งจิตวิญญาณ

มายด์ สโตน มีอำนาจในการควบคุมจิตใจตอนนี้ติดอยู่กับวิชั่น ร่างวิวัฒนาการของ J.A.R.V.I.S. หนึ่งในปัญญาประดิษฐ์ทีี่โทนี่เป็นคนรังสรรค์ขึ้นมา เพียงแต่ว่าตอนนี้วิชั่นไม่ใช่แค่โปรแกรมอีกแล้ว เขามีร่างกาย จิตใจ ความรู้สึกนึกคิดไม่ต่างจากมนุษย์คนหนึ่ง วิชั่นเลือกที่จะตัดการติดต่อกับโทนี่มาสักพักแล้ว อีกฝ่ายมีชีวิตเป็นของตนเองและโทนี่ก็เคารพมันนั่นทำให้โทนี่เองก็จนปัญญาว่าเมื่อบรูซถามหาตัววิชั่นว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน

ส่วนไทม์ สโตน มีอำนาจในการควบคุมห้วงเวลา สามารถเร่งเวลาเพื่อดูอนาคตหรือย้อนคืนเพื่อแก้ไขเหตุการณ์ในอดีตก็ย่อมได้ มันอยู่ในความดูแลของพวกจอมเวทมาช้านานและพวกเขาได้มอบสัตย์สาบานว่าจะปกป้องมณีด้วยชีวิต ดังนั้นทางเลือกที่ว่าจะทำลายอัญมณีก็ตกไปโดยปริยายทันทีที่โทนี่เสนอขึ้นมา

และพวกของธานอสก็มายังโลกจริงๆ…พวกมันตามล่าอัญมณีแห่งกาลเวลาอย่างไม่ลดละ ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าเพียงเพื่อชิงหนึ่งในอินฟินิตี้ สโตนกลับไป

ส่วนหนึ่งที่ชีวิตต้องยุ่งยากยิ่งขึ้นมันมาจากความดื้อด้านของคนที่นั่งอยู่ไม่ห่างเขาด้วย ทั้งๆที่โทนี่บอกจนแทบปากจะฉีกว่าถ้าสตีเฟ่นอยากจะเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยเขาต้องถอดสร้อยคอที่มีไทม์ สโตนประดับอยู่ออก หรือไม่อย่างนั้นจอมเวทหนุ่มก็ไม่ต้องเข้าร่วมการสู้ แต่สตีเฟ่นไม่ฟังเขาเลย อีกฝ่ายยืนกรานจะใส่ดวงตาแห่งอากาม็อตโตมาสู้ศัตรูอย่างโจ่งแจ้งบนถนน

นี่มันบ้าบอที่สุด!! แต่จะมาบ่นอะไรตอนนี้ก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ได้แต่คิดว่าต่อจากนี้จะทำอย่างไรน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสมองมากกว่า

“เออ ช่างมันเหอะ ยังดีที่พวกเรารอดจากไอเอเลี่ยนดั้งหักนั้นมาได้” โืทนี่ฮึดฮัดยืนมองพ่อมดหนุ่มที่นั่งอยู่บนขั้นบันไดเตี้ยๆจากพื้นและพยายามจัดเสื้อผ้าและผ้าคลุมแสนซื่อสัตย์ของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง

ความเงียบลอยตัวอ้อยอิ่งในอากาศ เพราะไม่ได้สนิทสนมกันมาก่อนโทนี่เองก็ไม่รู้จะคุยอะไรดี จอมเวทหนุ่มดูเป็นคนเงียบขรึมเอาจริงเอาจังจนเขาเองก็อดรู้สึกเกร็งๆไม่น้อย ยิ่งตอนนี้ขาดคนช่างเจรจาอย่างปีเตอร์ไป บรรยากาศอึมครึมระหว่างเขากับสตีเว่นก็ยิ่งชัดเจน

ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งข้างๆพ่อมดผู้มีอำนาจเวทมนตร์ควบคุมมิติและกาลเวลาตั้งใจจะว่าจะนั่งครุ่นคิดอะไรเงียบๆสักหน่อย แต่ความตาไวของโทนี่ทำให้เขาสังเกตุเห็นรอยแผลเล็กๆเหมือนโดนเข็มแทงบนใบหน้าของสตีเฟ่นหลายจุด น่าจะเป็นแผลที่ได้จากการใช้พลังของมอว์ตอนกำลังทรมานนักโทษของตนเองเพื่อให้ยอมถอนอาคมบนดวงตาแห่งอากาม็อตโตออกก่อนที่โทนี่จะบุกลงมาช่วยเหลือพร้อมกับปีเตอร์ได้ทันท่วงที

ดูท่าคุณหมอคนเก่งน่าจะถูกเจ้าเข็มหรือดาบประหลาดของมอว์ทิ่มแทงไปหลายจุดไม่เฉพาะที่ใบหน้าเท่านั้น เพราะเจ้าตัวแอบแสดงสีหน้าเจ็บปลาบๆทุกครั้งที่ขยับร่างกายไปมา สีหน้าแบบนั้นทำให้โทนี่อดรู้สึกใจอ่อนจนละเลยคนที่บาดเจ็บไปไม่ได้

“นี่หมอนะ…เจ็บแผลหรือเปล่า?”

สตีเฟ่นชะงักไปเล็กน้อย “กรุณาเรียกผมว่าด็อกเตอร์ สตีเฟ่น สเตรนจ์ด้วยครับ”

“ยาวไปน่าเบื่อ” โทนี่พ่นลมหายใจพรืดยาว “เป็นด็อกเตอร์ก็เรียกหมอนะดีแล้ว”

“…แล้วแต่คุณเถอะ” สตีเฟ่นไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับคนแบบนี้จริงๆ

“แล้วตกลงเจ็บมากหรือเปล่า…จะให้ช่วยอะไรไหม?

“ไม่เป็นไร มันแค่แสบๆ แต่แค่นี้เล็กน้อยมาก”สตีเฟ่น สเตรนจ์ไม่ได้โอ้อวดอะไรเกินความจริง ความเจ็บแค่นี้ยังไม่อาจเทียบได้กับตอนที่เขาที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์รุนแรงเสียจนต้องสูญเสียประสาทที่มือไปอย่างไร้หนทางเยียวยา แต่โทนี่คงไม่เข้าใจเพราะต่างฝ่ายต่างเพิ่งรู้จักกันเอง คำตอบมันเลยฟังดูยโสโอหังไปสักนิดจนคนฟังอดทำหน้าหมั่นไส้กับความพยายามรักษามาดขรึมๆของคุณหมอจอมเวทตัวดีไม่ได้

“เจ็บก็บอกว่าเจ็บ มันคงไม่ทำให้นายตายหรอกมั้ง…และถ้านายบาดเจ็บ ฉันพอช่วยรักษาเบื้องต้นให้ได้”

คนฟังแอบนึกยิ้มกับความปากร้ายใจดีของคนพูดก่อนจะพยายามทำหน้าขึงขังยกมือขึ้นปรามคนทีีกำลังทำหน้าบึ้ง “ผมไม่เป็นไรจริงๆ”

“ที่สำคัญกว่าแผลของผมคือ…” จอมเวทขยับตัวยืดหลังตรงแล้วหันไปมองหนึ่งในกลุ่มผู้พิทักษ์โลกด้วยใบหน้าจริงจัง “หลังจากนี้คุณจะเอายังไงต่อ พอพวกเราไปถึงเจอธานอสแล้วคุณวางแผนอะไรไว้”

“ไม่มี ตอนนี้ยังคิดไม่ออกด้วย” โทนี่ส่ายหัวน้อยๆ เอาจริงๆตอนนี้ในสมองเขาว่างเปล่ามากๆ เขาแทบนึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าจะงัดข้อจัดการกับตัวปัญหาที่ทรงพลังมหาศาลขนาดนั้นได้อย่างไร แค่ลูกกระจ๊อกที่ธานอสส่งมาไล่ล่าพวกเขายังรับมือยากขนาดนี้ โทนี่ไม่อยากจะจินตนาการว่างานนี้พวกเขาจะต้องเจอศึกหนักใหญ่หลวงแค่ไหน

สตีเฟ่นถอนหายใจกับคำตอบ “ผมเป็นพวกไม่ชอบด้นสดหรอก…แต่ถ้าจำเป็นมันก็ช่วยไม่ได้ละนะ”

“เฮ้ย พวกเราจะไม่ด้นสดเกินไปหรอกนะพวก มันเสี่ยงและฉันไม่อยากให้ปีเตอร์ต้องมาเสี่ยงอะไรแบบนี้ด้วย”

ดวงตาคมเหมือนนัยต์ตาเหยี่ยวหรี่มองคนพูดอย่างครุ่นคิด “…เป็นห่วงเขาอย่างหรือครับ?”

“นายก็เห็นนี่ หมอนั่นยังเด็ก…ชอบทำบุ่มบ่าม ใจร้อน แถมไม่ค่อยคิดล่วงหน้า” โทนี่สวนทันควัน

“เขาก็เหมือนกับคุณนั่นแหละ” วาจาเรียบๆแสนสุภาพจากจอมเวทหนุ่มเอ่ยเหน็บมหาเศรษฐีนักประดิษฐ์เข้าให้น้อยๆ

“นี่คุณหมอฉันไม่เด็กแล้วนะ” นายช่างใหญ่แห่งทีมอเวนเจอร์สเบ้ปากใส่คนเอ่ยกระทบกระเทียบเขา ไม่เข้าใจเหมือนว่าทำไมตัวเขายังคงสามารถใจเย็นนั่งต่อล้อต่อเถียงกับนักเวทจอมเพี้ยนแบบนี้ได้โดยไม่คิดจะลุกไปตั้นใบหน้าคมคายนั้นให้คว่ำไป “แล้วก็ฉันจำได้ว่านายเรียกฉันว่า ดูชแบช ตอนพวกเรายังอยู่บนโลก…”

“นิวยอร์ค”

โทนี่อึ้งไปสักพักก่อนจะสมองของเขาจะเชื่อมโยงสิ่งที่สตีเว่นพูดถึงได้ “นิวยอร์ค…แล้วนิวยอร์คนี่มันไม่ใช่โลกหรอคุณหมอจอมเวท แถมนายยังตีเท้าฉันด้วยตอนที่พวกเรายืนกัน”

“ผมไม่ได้เป็นคนตีคุณ ผ้าคลุมตัวเบาเขาเห็นคุณทำท่าไม่เหมาะสมเลยเตือนคุณต่างหาก” ด็อกเตอร์ สเตรนจ์ทำหน้าเอือมระอาเหมือนอยากจะหลุดพ้นจากการทุ่มเถียงแบบเด็กๆนี้สักที

“แต่นายก็เป็นเจ้าของผ้านั้นใช่ไหมละ ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นใส่ฉันเลยนะคุณหมอ”

“เพราะแบบนี้ไง ผมถึงได้ถามว่าคุณยัดอัตตาของตัวเองลงในชุดของคุณได้ยังไงถ้าไม่คิดจะฟังใครเลยแบบนี้” สตีเฟ่น สเตรนจ์ไม่เคยคาดคิดว่าสักวันเขาจะต้องทุ่มเถียงอะไรกับใครอื่นในโลกนอกเหนือจากท่านแองเชี่ยน วันผู้ล่วงลับไปแล้ว แถมประเด็นที่กำลังพูดกะนมันไม่ได้ดูมีสาระความรู้อะไีรแม้แต่น้อยเลย

“จะหลอกด่าว่าฉันอ้วนอย่างนั้นสินะหมอ” โทนี่โวยวายใส่คนที่พูด ดูเหมือนจู่ๆปรอทอารมณ์ของเขาจะพุ่งทะลุไป

“ก็แล้วแต่คนฟังจะคิด” อดีตศัลยแพทย์ทำหน้าตายตอบกลับ

“….เออ ช่างมันเหอะ!!!”

“ผมก็ว่าอยู่นะ”

“…”

“…”

“โทษที…ฉันผิดเองละ ช่วงนี้อารมณ์ไม่ค่อยคงที่ นอนน้อยแถมมีเรื่องให้คิดแยะด้วย” หลังจากต่างฝ่ายต่างเงียบสงบสติอารมณ์ของตัวเองไปสักพักโทนี่ก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน

สตีเฟ่นเลิกคิ้วน้อยก่อนจะเหลือบมองคนที่ดูจะสงบลงแล้วข้างกายเขา เขาไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำว่าขอโทษง่ายๆแบบนี้จากปากโทนี่ สตาร์ค คนที่เขาคิดว่าเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง

อีกอย่างคือสีหน้าของนายช่างใหญ่ที่สตีเฟ่นเห็นดูอ่อนล้าเหน็ดเหนื่อยแบบที่เขาไม่คาดว่าจะได้เห็น…ถึงจะเป็นซุปเปอร์ ฮีโร่ของมวลมนุษยชาติแต่ก็มีเหนื่อยมีท้อเป็นด้วยกันทั้งนั้นละ!!

“ช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้มีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นจนบางทีมันก็ทำฉันสติแตกได้ง่ายๆ ไม่รู้สิ” เสียงโทนี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขามีหลายอย่างให้ต้องคิดแยะมากมายตลอดเวลา การเป็นอัจฉริยะมันไม่ง่ายจริงๆ

“ผม…ก็ไม่ตั้งใจจะทำให้คุณโมโหหรอกนะ” สตีเฟ่นพยายามรอมชอมกับอัจฉริยะนักประดิษฐ์ตรงหน้า ยังไงพวกเขาก็ยังต้องทำตัวติดกันไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าจะหาหนทางต่อกรกับธานอสได้อยู่ดี อยู่และสู้ด้วยกันอย่างสบายใจย่อมดีกว่า

“ไม่หรอก…บางทีผมก็ไร้เหตุผลกับบางเรื่องมากไป”

“….”

“ก็แบบนี้ละ การเป็นฮีโร่” โทนี่หัวเราะน้อยๆพร้อมไหวไหล่พยายามทำเหมือนจะบอกว่าเขาไม่เป็นไร

“นี่ถามหน่อย ทำไมถึงเรียกตัวเองว่าหมอ” จู่ๆโทนี่ก็เปลี่ยนประเด็นบทสนทนา

“ก็ผมเป็นหมอ…เคยเป็นหมอมาก่อน” จอมเวทหนุ่มตอบตามความเป็นจริง

“หมอรักษาอะไร” มหาเศรษฐีตระกูลสตาร์คเริ่มรู้สึกสนใจความเป็นมาของชายแปลกหน้าที่จู่ๆก็สามารถเดินทะลุมิติไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบคนนี้

“ศัลยแพทย์ประสาท”

“งั้นดีเลย ประสาทผมมันไม่ค่อยดี หมอจะช่วยรักษาผมไหมละ” คำถามของโทนี่ สตาร์คืำเอาด็อกเตอร์ สเตรนจ์เม้มยิ้มแน่น พยายามอดทดอดกลั้นกับนิสัยของคู่สนทนา

“ขอปฏิเสธครับ”

“ไม่เอาน่าหมอ ฉันจ่ายไหว” อีกคนยังคงเย้าแหย่ไม่เลิก

“เหตุผลของผมไม่เกี่ยวกับเงินสักนิดเลยครับ”

“งั้นทำไมถึงอยากเป็นหมอละ…ฉันหมายถึงอาชีพอื่นมีเยอะแยะจะตายไป พวกวิศวกร นักเศรษฐศาสตร์ ที่ปรึกษา นักประดิษฐ์…” โทนี่นั่งนับนิ้วร่ายลิสท์รายชื่ออาชีพน่าสนใจ

“นักประดิษฐ์แบบคุณนะหรือ?” เสียงทุ้มต่ำถามย้อนกลับ

“แบบฉันแล้วยังไงหรือ!?” คนถูกย้อนทำเสียงเขียวข่มใส่

“เปล่า ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่”

“เอ้า แล้วสรุปทำไมอยากเป็นหมอ” โทนี่ยังตื้อถามต่อไม่ลดละ

“แล้วทำไมคุณถึงอยากเป็นนักประดิษฐ์ และกลายเป็นไออ้อน แมนละ สตาร์ค?”

โทนี่ทำหน้าเอือมระอาเล็กน้อย ดูเหมือนพ่อมดนี่จะชอบตอบคำถามเขาด้วยคำถามเสียเหลือเกิน “…ก็อยากช่วยคนอื่นมั้ง”

“ผมก็คงไม่แตกต่างจากคุณ” โทนี่เลิกคิ้วสูงกับคำตอบ ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองจอมเวทตัวสูง “ที่มาเป็นหมอก็เพราะอยากช่วยชีวิตคนยังไงละ”

“โว้ว แบบนั้นก็เจ๋งไปเลย พวกเราสองคนน่าจะเข้าคู่กันดีเลยนะแบบนั้น”

สตีเฟ่น สเตรนจ์เป็นคนที่น่าสนใจมากเสียดายที่พวกเขาไม่ได้รู้จักมักจี่กันมาก่อนหน้านี้ ใจจริงของโทนี่้เขานึกอยากได้ไฟล์ประวัติของนายแพทย์ประหลาดคนนี้มาอ่าน เพื่อทำความรู้จักให้มาก็ขึ้นเสียแต่ว่าตอนนี้พวกบินห่างจากโลกเกินกว่าสัญญาณใดจากภาคพื้นจะส่งมาได้ โทนี่ไม่สามารถใช้ให้ฟรายเดย์ช่วยค้นหารายละเอียดของสเตรนจ์มาให้ได้

“ว่าแต่สรุปแล้วนายได้ชิมไอศครีมรสชาติของฉันจริงๆหรือเปล่า?” และแล้วนายช่างใหญ่ก็พูดถึงหัวข้อบทสนทนาที่ไม่ได้เชื่อมโยงใดกับสถานการณ์ตรงหน้าหรือสิ่งที่พวกเขากำลังคุยกันก่อนหน้านี้มาก่อนเลย

คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูงพลางมองหน้าคนถามที่เริ่มเขยิบเข้ามาใกล้ๆเกินความจำเป็น ในสมองของสตีเฟ่นพยายามคิดใคร่ครวญอย่างสุขุม “Stark Raving Hazelnuts ของ Ben & Jerry’s นะหรอครับ”

“ใช่” คนถามปรับมาทำสีหน้ากระตือรือร้นแปลกประหลาดจนด็อกเตอร์ สเตรนจ์รู้สึกไม่ไว้วางใจกับท่าทางแบบนั้นของโทนี่ สตาร์ค

“คุณถามทำไมครับ”

“ก็นายเป็นคนพูดเองตอนที่พวกเรา…นายอยู่บนโลก…”

“อยู่ที่นิวยอร์คครับ” คนปากไวช่วยแก้ประโยคให้อีกรอบ

“เออ นั่นและ ตอนนั้นนายบอกว่ารสชาติหยั่งกับชอร์ค นี่เลยสงสัยว่านายได้ชิมจริงๆหรอ?” โทนี่ สตาร์คทำหน้าเคร่งเครียดยามที่พูดถึงเรื่องไร้สาระพรรค์นี้ “พอดีฉันไม่กินอาหารพวกนมเนยมานานละ เลยไม่เคยได้ลองชิมสักครั้ง”

สตีเฟ่นมุ่นคิ้วเข้มกลางหน้าเข้าหากัน เขาไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมจู่ๆสตาร์คถึงได้หยิบยกประเด็นหยุมหยิมเล็กน้อยพวกนี้ขึ้นมาถกด้วยสีหน้าจริงจังราวกับมันเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ แต่เจ้าตัวดูจะภาคภูมิใจไม่น้อยที่ชื่อของตัวเองได้รับการหยิบยกไปตั้งเป็นรสชาติแบบนั้น

ถึงจะไม่อยากทำร้ายความภูมิใจของคนที่นั่งอยู่ข้างๆมากนักแต่ในเมื่อเจ้าตัวถามเขาก็จะตอบให้ ริมฝีปากหยักสวยเข้ารูปเปรยขึ้นมาลอยๆเหมือนจะถามอีกฝ่าย “แล้วคุณคิดว่าผมเป็นผมพวกชอบพูดพล่อยๆลอยๆหรือเปล่าละ”

“ก็คิดว่าไม่นะ..มั้ง?” น้ำเสียงลงท้ายประโยคดูไม่แน่ใจ ชายหนุ่มในชุดเสื้อวอร์มออกกำลังกายสีดำเบ้ปากตอบพลางยักไหล่ด้วยท่าทางที่คนมองอดนึกหมั่นไส้ไม่ได้

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามที่บอกไปละครับ” สตีเฟ่นสรุปให้

โทนี่อ้าปากค้างก่อนจะพ่นคำสบถออกมา “บ้าจริง!! กลับไปฉันต้องไปจัดการเจ้าบริษัทนั่นโทษฐานที่เอาชื่อฉันไปใช้แล้วทำเสียๆหายๆ”

“ก่อนจะวางแผนเรื่องเอาคืนบริษัทไอศครีม คุณช่วยวางแผนว่าเราจะเอาตัวรอดจากธานอสยังไงก่อนดีกว่าไหม” อดีตศัยลแพทย์ปากกรรไกรหรี่ตาน้อยๆก่อนเอ่ยเหน็บมหาเศรษฐีชื่อดังที่ถูกเอาชื่อไปตั้งเป็นรสชาติของหวานอีกรอบ

“อันนั้นก็ต้องคิดอยู่แล้วละ” แต่ดูเหมือนรอบนี้โทนี่จะไม่เดือดแบบรอบที่แล้ว อีกฝ่ายดูจงใจขยับมาใกล้ร่างสูงโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้มตัดกับผ้าคลุมวิเศษสีแดงสดด้วยแววตาแพรวพราวระยับแบบที่สตีเฟ่นมองแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ใบหน้าทรงสเน่ห์ปกคลุมหนวดเคราโน้มเข้ามาประชิดดวงหน้าคมคายของสตีเว่นจนลมหายใจอุ่นๆของสองร่างปะทะกัน

รู้สึกเหมือนกำลังจะโดนอีกฝ่ายเล่นงานอะไรสักอย่างแน่ๆ!!

“นายเคยแต่ชิมไอศครีมรสชาติของฉัน แต่ยังไม่เคยชิมรสชาติของตัวฉันเองเลยนี่” ดวงตาของโทนี่พราวระยับ

“รสชาติของคุณนะหรอ?”

“ใช่ ว่าไงอยากลองชิมสักครั้งไหมละ” วาจาสองแง่สามง่ามยังดังออกมาจากปากมหาเศรษฐีหนุ่มแบบไม่กระดากใดๆ

“ถ้าผมจำไม่ผิดคุณเพิ่งแต่งงานมานะ”

“เอาน่า ฉันไม่ถือ นายจะรู้ไงว่าทำไมเขาถึงเอาไปตั้งชื่อไอศครีม”

“ขอปฏิเสธ ผมไม่อยากให้ลิ้นติดรสชาติแย่ๆก่อนจะไปต่อกรกับธานอส” สตีเฟ่นปฏิเสธอย่างหนักแน่น

“นายมันปากหมาจริงๆ”

“ขอบคุณที่ชม” คนถูกประชดยิ้มสุภาพรับ

“ที่อย่างนั้นละขอบคุณ ทีฉันช่วยชีวิตนายไว้ดันไม่ยอมขอบคุณ ให้ตายเหอะ” โทนี่บ่นกระปอดกระแปดไปตามประสา

“คุณเป็นคนทำผมหลุดออกไปต่างหาก”

“…ว่าแต่ไม่ลองชิมจริงๆนะ?” อดีตเพลย์บอยหนุ่มยังคงกระเซ้าต่อไม่เลิก

“ไม่ครับ!!”

โทนี่ยักไหล่พยักหน้าประหนึ่งจะยอมรับความพ่ายแพ้ที่อีกฝั่งไม่เล่นด้วย แต่ไม่วายหยอดทิ้งท้าย “โอเค น่าเสียดาย อุตส่าห์จะให้นายลองชิมรสชาติสตาร์คแบบดั้งเดิม Original แท้ๆเลย…รสชาติของฉันเด็ดดวงจริงๆนะจะบอกให้

“ผมไม่สนใจ” สตีเฟ่นพยายามสะกดกลั้นรอยยิ้มกับท่าทางของคนตัวเล็กกว่า

“แล้วจะเสียใจที่ไม่ยอมลองชิม”

“เคยมีคนบอกคุณไหมว่าคุณนะหลงตัวเองเป็นบ้าเลย” อดีตศัลยแพทย์พยายามที่จะเม้มปากแน่นไม่ขำกับท่าทางสุดมั่นใจของอดีตเสือผู้หญิง…ดูแล้วก็น่ารักดี!

“นายไม่ใช่คนแรกแน่นอน” โทนี่เลือกจะตอบคนถามด้วยการย้อนคำตอบที่สตีเฟ่นเคยตอบเขาไว้ “และนายก็นิสัยไม่ต่างจากฉันแน่นอนหมอ ข้อนี้ฉันกล้ารับรอง”

ถึงจุดนี้ด็อกเตอร์ สเตรนจ์ถึงกับหลุดขำออกมาน้อยๆกับสิ่งที่โทนี่พูด…ดูท่าอีกฝั่งจะมีนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นลงไม่เบา!

แต่มันก็จริง!! พวกเขาสองคนนิสัยคล้ายคลึงกันมากทั้งตัวตนในสมัยก่อนและตอนนี้…ทั้งความเย่อหยิ่ง ดื้อรั้น เต็มไปด้วยอัตตา หลงตัวเอง อวดดีแต่ก็เพราะมีดีให้อวด ก่อนที่จะถูกประสบการณ์และโลกสั่งสอนขัดเกลาให้รู้จักลดทอนทิฐิมานะ รู้จักเห็นใจคนอื่น และรู้จักรับฟังเสียงรอบข้าง

ถ้าพวกเขาได้รู้จักสนิทสนมกันก่อนหน้าเรื่ิิองวุ่นวายพวกนี้จะเกิดขึ้นก็คงจะดี สตีเฟ่นเชือว่าทั้งเขาและโทนี่น่าจะเข้ากันได้อย่างน่าประหลาด

…คงเหมือนรสชาติแปร่งๆของ Stark Craving Hazelnuts ที่เขาว่ามันคือรสชาติที่โคตรจะไม่เอาไหนที่สุดเลยแต่รสชาติประหลสดนั้นมันยังคงติดลิ้นเขามาตลอดเวลา

“คนอย่างด็อกเตอร์ สตีเฟ่น สเตรนจ์ ไม่ต้องรอคุณอนุญาตหรอกครับ”

น่าแปลกที่ตั้งแต่เจอกันโทนี่ไม่ได้สังเกตุเลยว่าสตีเว่น สเตรนจ์เป็นผู้ชายที่มีสเน่ห์มากเหลือล้นขนาดไหนจนกระทั่งตอนนี้ ใบหน้าคมคายนั้นรับกับเส้นผมสีเข้มแซมผมสีเงินตรงข้างใบหู อีกฝั่งดูไม่ได้แก่สูงวัยขนาดนั้นแต่ผมสีเงินที่แซมอยู่แบบนั้นช่วยขับเน้นบุคลิคเฉลียวฉลาดและเจ้าระเบียบให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ใบหน้าคมเข้มมีสันกรามแกร่งกับหนวดเคราน้อยๆทรงเดียวกับโทนี่แต่กลับดูเท่กว่าโทนี่ สตีเฟ่นตัวสูงใหญ่กว่าเขาพอสมควรแถมรอบตัวเจือด้วยกลิ่นกำยานแบบตะวันออกแตกต่างจากน้ำหอมที่คนทั่วไปใช้

ไม่อยากยอมรับเลยแต่ว่าหมอนี่เป็นผู้ชายที่หล่อเซ็กซี่จนผู้ชายด้วยกันยังเผลอไผลได้!!

ช่างเป็นตัวอันตรายจริงๆ!

“ถ้าผมอยากลองชิมคุณจริงๆผมก็สามารถรวบหัวรวบหางได้ทันทีอยู่แล้ว อยากทดสอบไหมละ”

เสียงทุ้มละมุนที่ผู้หญิงทั้งหลายฟังแล้วคงรู้สึกอยากละลายลงไปแทบอกคนพูดกระซิบเบาๆที่ข้างหูโทนี่ โทนี่ไม่รู้ตัวว่าคุณหมอนักเวทคนนี้วาร์ปหายตัวมาอยูข้างหลังเขาได้ตั้งแต่เมื่อไร

แต่พูดแบบนี้มันหยามโทนี่ สตาร์ค อัจฉริยะ นักประดิษฐ์ มหาเศรษฐีใจบุญ คนนี้มากเกินไป!!!

“เฮ้ย หมอพูดแบบนี้มันท้าทายฉันเกินไปละนะ” ศักดิ์ศรีของอดีตเพลย์บอยชื่อกระฉ่อนโลกเหมือนถูกจอมเวทหน้าขรึมตรงหน้าลูบคมเข้าให้ โทนี่หันขวับกลับไปหมายจะต่อปากต่อคำกับคนที่หาญกล้ามาฉะฝีปากกับเขาทว่าด็อกเตอร์ สเตรนจ์กลับแกล้งทำเมินใส่ ร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าสีน้ำเงินเข้มผุดลุกขึ้นพลางชี้ออกไปด้านหน้าอย่างสนอกสนใจสุดแบบที่เขาดูรู้้เลยว่าจงใจทำ

“อะ…นั่น เห็นเงาของดาวเคราะห์แล้วแต่อับแแสงดูมืดมนเหลือเกิน”

ไออ้อน แมนกัดฟันกรอด”ฝากไว้ก่อนเหอะหมอ”

“ฝากผมไว้แล้วอย่าลืมมาเอาคืนนะครับ ผมไม่ชอบรับฝากของจากคนอื่น สตาร์ค” แต่คนหูดีอย่างสตีเฟ่นที่เคยได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มนาฬิกาข้อมือในห้องผ่าตัดมาก่อนจะรอดพ้นเสียงพึมพำนั้นไปได้ จอมเวทหนุ่มเอ่ยพร้อมรอยยิ้มชัยชนะน้อยๆที่มุมปากพลางขยิบตาให้โทนี่แบบเดียวกับตอนที่พวกเขากำลังต่อกรกับมอว์และหนึ่งในบุตรธานอสบนท้องถนนในนิวยอร์ค

โทนี่จ้องมองหน้าคมที่มีเคราปกคลุมบางๆตามสันกรามเสริมให้หน้านิ่งๆของอดีตศัลยแพทย์ดูสุขุมยิ่งขึ้นอย่างเอือมระอาก่อนตัดใจเลือกที่จะติดต่อไปหาอีกหนุ่มน้อยที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าไปสำรวจยานโดนัทถึงไหนแล้ว

“….พาร์คเกอร์ นายกลับมาที่ฉันด่วนจี๋เลย เราจะถึงที่หมายแล้ว”

“อะ คุณสตาร์ค รับทราบครับ!!”

🍦🍨🍦🍨🍦🍨

Advertisements

[Drabble] FFXV: NoctLuna

Pairing: Noctis Lucis Caelum x Lunafreya Nox Fleuret

Genre: AU / Traditional Thai

Writer’s Note: เป็นฟิคสั้นๆที่เราแต่งเป็นพิเศษให้คุณไนซ์ กัปตันเรือน็อคลูน่าของแฟนๆ FFXV ชาวไทย ในโอกาสวันเกิดคุณไนซ์นะคะ เดิมเราลงไว้ใน Privatter เลยอยากเอามาลงในนี้ด้วยเผื่อคนอื่นๆที่ชื่นชอบคู่นี้จะได้อ่านกัน ✌️💞

ฟิคนี้เป็น AU พีเรียดไทยนะคะ ชื่อของตัวละครจะมีปรับไปตามความเหมาะสมของเนื้อเรื่องนะคะ

======

คุณทิศร้อนใจนั่งลุกลี้ลุกลนอยู่บนตั่งกลางเรือนใหญ่ แม้มีลมอ่อนพัดโชยร่มรืนหอบเอากลิ่นหอมของดอกจำปาที่ปลูกไว้ริมเรือนขึ้นก็มิอาจทำให้ชายหนุ่มสงบใจลงได้ง่าย เขาเพียรเฝ้าชะเง้อมองว่าเมื่อใดแม่ลออจันทร์ที่เขาเฝ้าถวิลหาทุกค่ำคืนวันจะแย้มเยื้องออกมาเสียที

ทราบข่าวจากนายพร้อมบ่าวและสหายสนิทว่าวันนี้หมื่นเรวัตมิอยู่เรือนด้วยไปราชการกับหลวงบดินทร์เสียแต่เช้าตรู่ออกเรือไปด้วยกันแต่ยังไม่ฟ้าสางดี จึงรีบสั่งการให้พวกบ่าวไพร่แจวเรือมาเทียบท่า หวังเพียงได้พบหน้าจันทร์เจ้าที่เขาเฝ้าคิดคะนึงถึงตั้งแต่ยังอยู่ที่เมืองพิชัย

ครั้นกลับมาถึงพระนครก็มิกล้ามาเยี่ยมเยือนเรือนแห่งนี้ด้วยหมื่นเรวัต พี่ชายของแม่ลออจันทร์นั้นชังน้ำหน้าเขายิ่งนัก แม้ทั้งเขาและแม่ลออจันทร์จักเป็นคู่หมายกันแต่ยังเยาว์ด้วยสัตย์สาบานของเจ้าคุณพ่อทั้งสองฝ่าย หากแต่เรวัตมินึกเห็นชอบด้วย คอยแต่จักกีดกันเพลาที่ทิศมาเยือนมิให้ได้พบน้องสาวของตนอยู่ร่ำไป

กำลังครุ่นคิดอยู่เพลินๆ จู่ๆทิศก็ได้ยินเสียงใสกังวานเอ่ยเรียกชื่อของเขา ใบหน้าที่ขายหนุ่มที่เคร่งขรึมค่อยดูอ่อนละมุนลงเมื่อผินหน้าไปหาผู้ที่เอ่ยนามของเขา หญิงสาวร่างอ่อนอรชรค่อยๆเยื้องย่างออกมาจากหลังม่านไม้ ใบหน้านวลกระจ่างสมนามลออจันทร์แย้มรอยยิ้มบางๆรับกับไหมละเอียดสีทองรวบตึงไว้อย่างประณีต หญิงสาวห่มสไบสีเหลืองอ่อนตัดกับผ้านุ่งน้ำเงินเข้มงดงามจับตา หญิงสาวทรุดกายลงนั่งเหนือตั่งไม่จ้างทิศอย่างเรียบร้อย ทุกท่วงท่าอากัปกิริยาล้วนแต่สุภาพงดงามไร้ที่ติ ทิศได้แต่เฝ้ามองว่าที่ภริยาของตนเองด้วยความภาคภูมิใจ

ขันเงินขนาดเหมาะมือบรรจุน้ำใสสะอาดอบกลิ่นดอกไม้ถูกประคองยื่นมาตรงหน้าทิศ “รับน้ำฝนลอยดอกมะลิสักหน่อยนะคะคุณทิศ จักได้พอชื่นใจพอคลายร้อนบ้าง”

ทิศยื่นมือไปประคองรับขันเงินใบน้อยนั้น มืออุ่นของชายหนุ่มแตะเข้าที่หลังมือของลออจันทร์ทว่าหญิงสาวกลับไม่มีชักมือหนี เธอยังคงยิ้มบางๆสุภาพส่งกลับให้กับคู่หมั้นหนุ่ม ดวงตาคมเฝ้าจับต้องพักตร์นวลละออนั้นไม่วางตาด้วยอยากจักเก็บทุกลายละเอียดของยอดดวงใจไว้ก่อนจะรับขันเงินมายกจิบน้ำมะลิหอมๆ

“แม่ลออจันทร์ อยู่พระนครเป็นอย่างไรบ้างฤๅ สุขสบายดีหรือไม่” ทิศลดขันลงวางไว้บนโต๊ะรับรองก่อนจะหันมาพาทีกับหญิงสาว ทว่าท่าทีของชายหนุ่มดูจะเก้ๆกังๆพิกลด้วยเขินอายพวกบ่าวทั้งหลายที่ต่างมาหมอบนั่งกันให้สลอน

เมื่อเห็นดังนั้นแม่หญิงจึงผินหน้าไปสั่งการบ่าวไพร่ที่นั่งหมอบอยู่ไม่ห่างไปมากนัก “พวกเอ็งไปช่วยข้าดูแลกับข้าวกับปลาที่โรงครัวสักหน่อยเถิด ประเดี๋ยวคุณพี่เรวัตก็จักกลับมาแล้ว ข้าเกรงว่าจักไม่ทันการเอาได้”

“เจ้าค่ะ”

เมื่อพวกบ่าวไพร่ต่างไปกันหมดแล้วเหลือเพียงแม่เกนหลง แม่นมที่เลี้ยงดูลออจันทร์มาตั้งแต่อ้อนแต่ออดเธอจึงหันมาตอบคำถามที่ทิศถามไว้ “ดิฉันสุขสบายดีเจ้าค่ะ ไม่เจ็บไม่ไข้กระไร ว่าแต่คุณทิศไปเมืองพิชัยมาเสียนานเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ดิฉันได้ข่าวว่าหนทางกันดารนักยังนึกเป็นห่วงว่าคุณทิศจักเป็นเยี่ยงไรบ้าง”

แค่ได้ยินว่าลออจันทร์เป็นห่วงเขา ความเหน็ดเหนื่อยทั้งปวงที่เคยต้องพบพานมาพลันสลายหายไป ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆก่อนส่ายหน้า “ฉันสบายดีแม่ไม่ต้องกังวลไปดอก เป็นบุญที่ไม่เจ็บไม่ไข้อันใดทั้งๆที่คนอื่นโดนไข้ป่าเล่นงานเสียปางตาย”

“ไข้ป่าเลยฤๅเจ้าคะ!?” ดวงหน้ากระจ่างฉายแววกังวลใจ

“แต่ฉันมิเป็นอันใดเลย ดีที่ได้ยาดีจากแม่ก่อนเดินทางไปฉันเลยแคล้วคลาดจากอันตรายโรคร้ายทั้งสิ้น”

“ยาดีจากดิฉันหรือเจ้าคะ?” ลออจันทร์ทำหน้าสงสัย คราก่อนคุณทิศเดินทางไปเมืองพิชัยเธอจำได้ว่ามิได้มอบหยูกยาอันใดให้แก่ชายหนุ่มไปด้วย จักมีก็แค่เพียงมาลัยที่เธอกำลังกรองอยู่ คราแรกลออจันทร์หมายใจจักกรองมาลัยให้คุณพี่เรวัต ทว่าคุณทิศเธอมาเยี่ยมเยือนแจ้งว่าต้องจรลีไปไกลเสียนานอยากจักได้ของใช้ดูต่างหน้าเธอจึงตัดสินใจมอบมาลัยมะลิหอมนั้นให้คุณทิศไว้แทน

“คราก่อนมาลัยที่แม่ลออจันทร์กรองให้ฉันนั้นงามนัก ฉันประทับใจต้องวางไว้เหนือหมอน…ทุกคืนจักได้ฝันถึงแม่อย่างไรเล่า”

ลออจันทร์ยิ้มเอียงอายกับวาจาเกี้ยวของชายหนุ่ม แม้ทั้งเธอและคุณทิศจักหมั้นหมายกันมานานแต่สำหรับหญิงสาวแล้วการหมั้นนี่หาใช่การถูกบังคับไม่ ทั้งสองต่างพึงใจชอบพอในตัวของกันและกัน

ใบหน้าของชายหนุ่มกลับมาเคร่งครึมก่อนที่เขาจะเอ่ยธุระสำคัญที่มาวันนี้ “อีกไม่กี่วันฉันก็ต้องติดตามเจ้าคุณพ่อไปใต้ มิรู้ว่าครานี้จักต้องไปนานเท่าใด วันนี้ฉันเลยตั้งใจมาพบแม่ลออจันทร์้เพื่อแจ้งให้แม่ทราบด้วยตนเอง”

แม้จะพอได้ยินเสียงเล่าลือมาก่อนแต่ก็ใจหายไม่ได้ ลออจันทร์ทำหน้าสลดลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าคู่หมายของตนต้องเดินทางรอนแรมไปไกลอีกครั้ง แต่เธอก็ยังคงส่งยิ้มบางๆเป็นกำลังใจให้ทิศที่นั่งตรงข้ามไม่ขาด

“เช่นนั้นคุณทิศก็ต้องระมัดระวังหนาเจ้าค่ะ แถวนั้นได้ข่าวว่าฝนตกมากงูเงี้ยวเขี้ยวขอชุมนัก อากาศไม่ดีประเดี๋ยวจักล้มเจ็บเอาได้”
รอยยิ้มซื่อๆที่ส่งมาจากลออจันทร์หวั่นไหวจิตใจคนมองหนักหนา เขานั้นไม่อยากห่างยอดดวงใจไปไกลทว่าหน้าที่ก็คืิอหน้าที่ ลูกผู้ชายอกสามศอกย่อมต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่พึงได้รับมอบหมาย

ทิศลดตัวลงไปจับชายสไบสีเหลืองอ่อนมาขึ้นจรดที่ปลายจมูกโด่งรั้นของตน ดอมดมกลิ่นน้ำปรุงแป้งร่ำสดชื่นอันเป็นกลิ่นติดกายของลออจันทร์เข้าไปเต็มทรวง แม้อยากจักเชยชิดปรางค์นวลของจันทร์เจ้าแต่เขาก็ไม่กล้าทำรุ่มร่ามให้อีกฝ่ายต้องเสื่อมเสียแน่แท้

“พี่สัญญาว่าจักหาน้องหญิงในเร็ววัน พี่จักมิมีเล็กมีน้อยให้น้องต้องขุ่นเคืองใจในภายภาคหน้าด้วยเจ้านั้นคือยอดดวงใจของพี่ ขอเจ้ารักษาตัวให้อยู่สุขสบาย อย่าได้้เจ็บได้ไข้ตอนพี่ไม่อยู่เถิดหนา”

หญิงสาวพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มนุ่มละมุน “คุณทิศเองก็ต้องรักษาตัวด้วยหนาเจ้าคะ ไปอยู่ห่างไกลกันดาร อย่ามัวแต่ทำงานต้องทานข้าวปลาให้มีกำลังวังชาด้วยนะเจ้าคะ”

ลออจันทร์หันหน้าไปหาแม่เกนหลงที่ยืนหลบนิ่งมาตลอด “แม่เกนหลงจ๋า ฉันรบกวนแม่หยิบเอาของที่ฉันไหว้วานให้จัดมาให้คุณทิศที”

ตะกร้าสานใบไม่ใหญ่บรรจงวางบนตั่งที่นั่ง ทิศมองดูมันอย่างสนใจใครรู้ “นี่คืออันใดฤๅแม่”

“เป็นหยูกยากับของทานเล่นเจ้าค่ะคุณทิศ” ลออจันทร์ตอบก่อนจะเปิดฝาตะกร้าสานออกให้ดูพลางชี้ชวนชายหนุ่มให้ดูสิ่งที่บรรจุไว้ด้านใน “ดิฉันวานแม่เกนหลงช่วยจัดตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านง่ายๆไว้ให้ อันนี้ช่วยแก้ไข้กระสัยคลายกระหายกระหายน้ำ อันนี้ช่วยคลายลมเสียดในท่องได้ชะงัก อันนี้เป็นขนมเผื่อคุณทิศได้ทานคลายหิวตอนเดินทางเจ้าคะ”

“ส่วนอันนี้…” มือขาวเรียวหยิบเอาถุงผ้าบางที่ตัดเย็บไว้อย่างประณีตส่งให้ทิศ ชายหนุ่มรับมาถือไว้พลางสูดดมกลิ่นดอกไ้ม้หอมกรุ่นที่ลอยอวลออกมาจากถุงผ้า…กลิ่นเดียวกับกลิ่นของลออจันทร์

“คราก่อนดิฉันละอายนักที่มิได้ตระเตรียมอันใดให้เป็นของต่างหน้ากับคุณทิศ มีเพียงมาลัยธรรมดาให้คุณทิศต้องขายหน้า ครานี้ดิฉันเลยตั้งใจทำถุงหอมให้แทนเจ้าค่ะ”

ทิศยิ้มน้อยเมื่อได้ยินพาทีใสซื่อน่ารักของหญิงสาว ถุงผ้าน้อยๆถูกยกขึ้นจรดปลายจมูกของชายหนุ่มที่ตั้งใจละเลียดกลิ่นหอมจรุงใจนั้นเสียเต็มอุรา “ช่างหอมถูกใจฉันยิ่งนัก ขอบน้ำใจแม่ลออจันทร์มากที่ช่วยเป็นธุระจัดหาข้าวของมากมายไว้ให้ฉัน…ส่วนเจ้านี่ฉันขอพกติดตัวไว้แล้วกันหนาแม่”

“มิเป็นไรดอกเจ้าค่ะ อันใดที่ดิฉันพอช่วยคุณทิศได้ดิฉันยินดี…ขอเพียงคุณทิศอยู่สุขกายสบายใจ ดิฉันก็สุขใจเจ้าค่ะ”

ยามที่ึคนเราสุขใจนั้นเวลากับวารีมักหมุนเปลี่ยนไว ทิศตาไวเห็นนายพร้อมวิ่งหน้าตื่นขึ้นเรือนมาละล้าละลังแจ้งว่าหมื่นเรวัตกำลังเรือนมาแล้ว น่าจะกลับมาพร้อมหลวงบดินทร์เพราะเห็นเรือของอีกคนพายต่อกันมามุ่งหน้ามาที่เรือนนี้

แม้จักเสียดายที่ไม่อาจได้ใช้เวลาเจรจาพาทีกับลออจันทร์มากกว่านี้ ทว่าทิศเองก็ไม่พร้อมเปิดศึกพี่เขยกับเรวัตในตอนนี้ นอกเหนือจากนั้นเขาก็ไม่ประสงค์จะเห็นสีหน้าหม่นหมองบนดวงหน้ากระจ่างนั้นยามที่เขาทุ่มเถียงกับเรวัต ทิศได้แค่เพียงเอ่ยลาแม่จันทร์เจ้าของเขาไปอย่างอ้อยอิ่งจนนายพร้อมแทบอยากจะอุ้มนายของตนเองขึ้นเรือกระแซงลำน้อยที่จอดเทียบท่ารออยู่นานสองนานเสียให้มันรู้แล้วรู้รอด

สักวันเขาจะได้มาแต่งงานกับแม่ลออจันทร์และครองคู่กันอย่างสมภาคภูมิ!!

=======

[SF] AVG: Infinity War – Strange/Stark

Paring: Stephen Strange / Tony Stark

Rating: PG

Warning: Avengers Infinity War spoiler!!!

แจกกาวค่ะ เป็นการเขียนฟิคมาร์เวลครั้งแรกของเราเลย หากผิดพลาดตรงไหนรบกวนแนะนำเราด้วยนะคะ 🙏🙏💦

======

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

“มิสเตอร์สตาร์ค ถ้าถึงจุดนั้นแล้วผมต้องขอบอกคุณไว้ก่อนนะว่าผมเลือกปกป้องไทม์ สโตน”

“ฉันรู้”

“…ผมอาจต้องปล่อยให้คุณ…กับเด็กคนนั้นตาย เพราะอัญมณีนี้คือกุญแจสำคัญในสวครามครั้งนี้”

“…ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร”

สตีเฟ่น สเตรนจ์เคยบอกกับโทนี่ สตาร์คไว้แบบนั้นตอนที่มหาเศรษฐีอัจฉริยะได้บอกเรื่องแผนการสุดบ้าระห่ำของตัวเองบนยานโดนัทบินได้(ตามที่เจ้าตัวเรียกไว้)

ไออ้อน แมนบอกกับเขาว่าพวกเขาจะเดินทางไปด้วยกันมุ่งหน้่าสู่ดาวไททันที่ถูกปล่อยให้ผุพังรกร้างไปนานแล้วตามแผนการเดิมของธานอส หากว่าเจ้าวายร้ายนั้นต้องการแย่งชิงไทม์ สโตนที่อยู่ในความดูแลของเขา มันน่าจะดีกว่าถ้าการต่อสู้ที่รุนแรงและพร้อมขยายอาณาเขตความเสียหายแบบนั้นอยู่ห่างไกลโลก เพราะอย่างน้อยก็ได้ไม่ต้องมีผู้คนที่ต้องบาดเจ็บล้มตายจากการสู้ของพวกเขาอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่

มันเป็นแผนการที่โคตรจะเสี่ยงตายแถมดูไม่มีวี่แววว่าพวกเขาจะมีโอกาสรอดกลับมายังโลกเลยด้วยซ้ำ แต่ด็อกเตอร์ สเตรนจ์เองก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเห็นด้วยกับแผนบ้าบอแบบนี้ได้

สตีเฟ่น สเตรนจ์ไม่ใช่คนโง่ แม้ไม่ต้องใช้พลังของอัญมณีแห่งกาลเวลาเขาก็พอคาดเดาผลลัพธ์ของการสู้ครั้งได้…พวกเขาแทบไม่มีโอกาสชนะ!!

ธานอสได้ครอบครองพลังของอินฟินิตี้ สโตนไปสองอย่างแล้ว จะมีใครต้่านทานขุมพลังมหาศาลขนาดนี้ได้ โดนเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขาเพลี้ยงพล้ำให้กับสมุนรับใช้ของธานอสจนถูกจับตัวมาแบบนี้ ด็อกเตอร์ สเตรนจ์เองก็ไม่มั่นใจเลยว่าเขาจะสามารถปกป้องอัญมณีล้ำค่าไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง นับว่ายังโชคดีที่ไออ้อน แมนกับสไปเดอร์ แมนยังตามมาช่วยชีวิตเอาไว้ได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นเขาคงถูกฆ่าตายไปแล้ว

เขาไม่ได้เห็นด้วยกับการเดินตามแผนการของธานอสแบบที่โทนี่ สตาร์คบอก แต่น่าแปลกที่เขาดันตอบตกลงอีกคนไป อะไรบางอย่างในสายตาของคนตรงหน้าที่จ้องมองเขาทำให้ด็อกเตอร์ สเตรนจ์ใจอ่อนอย่างไม่มีสาเหตุ

…มันคือความเหนื่อยล้าและหวาดหวั่น!

เขาเคยเห็นผู้ชายที่ชื่อ โทนี่ สตาร์คผ่านทางสื่อต่างๆมานับครั้งไม่ถ้วน ไออ้อน แมนคนนั้นคือผู้ชายฝีปากกล้าที่ไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใด ปราศจากความกริ่งเกรงต่อศัตรูหน้าไหนขนาดหาญกล้าท้าทายให้อีกฝั่งบุกมาโจมตีบ้านตัวเองได้…คนแบบนี้ถ้าไม่ใช่เพราะโง่ก็คงบ้าจริงๆละ!!

แต่โทนี่ในจอโทรทัศน์หรือหน้าหนังสือพิมพ์คนนั้นช่างแตกต่างจากโทนี่ที่กำลังยืนอยู่หน้าเขาอย่างสิ้นเชิง

ความกลัวจากเหตุการณ์ที่นิวยอร์คเมื่อหลายปีก่อนยังตามหลอกหลอนโทนี่ไม่เลิกรา นอกจากนี้สเตรนจ์ยังสัมผัสได้ถึงความขมขื่นจากการที่ต้องขัดแย้งกับเพื่อนตัวเองและความหนักหนาของภาระที่โลกทั้งใบโยนไว้บนบ่าของคนนี้ช่วยแบกรับแทน

ถึงเขาจะชื่อว่า ไออ้อน แมน แต่ร่างกายและจิตใจของโทนี่ไม่ได้สร้างจากเหล็กกล้าเหมือนชุดของเขา เขามองเห็นได้ชัดว่าโทนี่ สตาร์คบอบช้ำแค่ไหนแม้เจ้าตัวจะพยายามกลบเกลื่อนมันไว้ใต้หน้ากากอวดดีไม่ยี่หระต่ออะไรทั้งสิ้นแบบนั้น

สุดท้ายพวกเขาถึงได้เดินทางมาเฝ้ารอธานอสที่ดาวไททันแห่งนี้ พวกเขาได้เจอกับพวกสตาร์ ลอร์ดที่ดูไม่ค่อยเต็มเต็งเท่าไรอย่างไม่คาดฝัน อีกฝั่งดูเหมือนจะมิตรเพราะพวกเขารู้จักเทพเจ้าสายฟ้า ธอร์ที่กำลังเดินทางไปสถานที่ห่างไกลแห่งหนึ่ง ส่วนพวกที่เหลือมุ่งหน้ามายังดาวไททันนี้เพื่อติดตามตัวกามอร่า ธิดาบุญธรรมของธานอสที่ถูกจับตัวไปตอนนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมเป็นตาย

เพราะไม่มีทางเลือกอื่นแล้วพวกเขาจึงยอมเข้าร่วมแผนการจับตัวธานอสสุดประหลาดของควิลล์ ระหว่างที่ทุกคนกำลังล้อมวงปรึกษาเคร่งเครียด ความสงสัยบางอย่างทำให้ด็อกเตอร์ สเตรนจ์ตัดสินใจแยกตัวออกมาเงียบๆ เขาลองใช้พลังในการเร่งห้วงกาลเวลาเพื่อค้นหาทางออกให้กับสถานการณ์สุดสิ้นหวังนี้

มีเพียงหนึ่งผลลัพธ์เดียวที่พวกเขาชนะ!!

ท่ามกลางอนาคตมืดมนนับล้านรูปแบบที่เขามองเห็น ผลลัพธ์เดียวที่พวกเขาอาจช่วงชิงชัยชนะจากจอมวายร้ายตรงหน้าช่วยจุดประทีปดวงน้อยที่สุดปลายอุโมงค์ให้สว่างไสวขึ้นอีกครั้ง..และเขามองเห็นโทนี่ สตาร์คยืนอยู่ในห้วงนิมิตนั้น!

คนอย่างสตีเฟ่น สเตรนจ์ไม่เคยคาดคิดเลยว่าเขาจะรู้สึกผูกพัน ห่วงหาอาทรใครสักคนได้…ในระยะเวลาอันสั้นขนาดนี้

อาจเป็นเพราะแววตาดื้อรั้นแบบนั้นของอีกคนที่แม้จะอ่อนล้าแต่ฉายแววมุ่งมั่นไม่เคยย่อท้อ

อีกฝ่ายทุ่มเทพลังทุกอย่างที่มีแบบหมดหน้าตักเพียงเพื่อช่วยหยุดยั้งธานอสไม่ให้เข้าถึงตัวเขาได้ ดังนั้นด็อกเตอร์ สเตรนจ์ไม่อาจปล่อยให้ไออ้อน แมนต้องสิ้นชื่อใต้้เงื้อมมือมัจจุราชของธานอสอยู่บนดาวไททันดวงนี้เช่นกัน

“อย่า…ฆ่าเขา!!” เสียงแหบแห้งอ่อนระโหยดังมาจากจอมเวทที่เก่งกล้าที่สุด บัดนี้นอนสยบอยู่บนขั้นบันไดท่ามกลางซากปรักหักพังของอารยธรรมที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองจนถึงขีดสุด

“ฉันจะยอมมอบมันให้ แลกกับ…ที่แกจะไม่ฆ่าเขา”

ดวงตาตื่นตระหนกมองมาจากโทนี่ที่กำลังดิ้นรนสุดขีดอยู่ในอุ้งมือมรณะ ธานอสกระหยิ่มยิ้มเย้ยใส่จอมเวทที่นอนสะบักสะบอมหมดสภาพก่อนจะถามเขากลับ

“ไม่มีลูกไม้อะไรอีกแล้วนะ?”

ด็อกเตอร์ สเตรนจ์ไม่ตอบ เขาเพียงแต่ยกมืิอขึ้นแล้วเพ่งสมาธิ แสงสีเขียวจรัสส่องประกายวูบขึ้นปรากฎเป็นอัญมณีแห่งกาลเวลาในมือจอทเวท เขายื่นมือที่สั่นเทาออกไป

“ไม่มีลูกไม้อะไรอีก…ขอแค่ไว้ชีวิตเขา”

ไออ้อน แมนถูกธานอสเขวี้ยงทิ้งไปอีกทางอย่างไม่ใยดีเมื่อหนึ่งในอินฟินิตี้ สโตนปรากฎอยู่ตรงหน้าแล้ว ไททันตัวมหึมาก้าวย่างสุขุมมาหยิบไทม์ สโตนไปจากด็อกเตอร์ สเตรนจ์ก่อนจะประสานมันเข้ากับอินฟินิตี้ กอนท์เล็ทที่สวมติดมือซ้ายไว้

สายตาไม่เข้าใจของโทนี่มองตรงมาที่้เขา ด็อกเตอร์ สเตรนจ์ได้แต่ส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง

“ผมยอมปล่อยให้คุณตายไม่ได้ โทนี่!!”

.

.

.

[Drabble] FFXV: First Sight

Paring: Prompto Argentum x Cindy Aurum

Rating: G

.

.

.

.

ถึงปากจะบอกคนอื่นปาวๆเสมอมาว่าตัวเองไม่เคยเชื่อเรื่องพรหมลิขิต รักแรกพบอะไรแต่จริงๆแล้วพรอมพ์โต้ก็แอบคาดหวังเสมอ

เขาหวังว่าสักวันเขาจะมีโอกาสได้พบเจอ ‘นางฟ้า’

เธอคือคนที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรง คนที่ทำให้ใจของเขาสั่นไหว คนที่เขาอยากจะใช้ชีวิตด้วยกันไปคนแก่เฒ่า

แต่คงจะยากสักหน่อย เพราะนิสัยจริงๆของพรอมพ์โต้เป็นคนที่ขี้อาย ภายนอกที่ทุกคนรู้จักเขาว่าเป็นร่าเริง เข้ากับคนอื่นได้ง่าย แถมยังติดนิสัยเจ้าชู้นิดๆนั้นเป็นเพียงแค่เปลือกนอกที่เขาเพียรพยายามสร้างขึ้นมา

แล้วใครจะรู้ว่าวันหนึ่งพรอมพ์โต้จะมีโอกาสได้พบเจอ ‘นางฟ้า’ ของเขาในวันที่อากาศร้อนระอุเหมือนตกอยู่ในบ่อลาวาแถมแผนการทุกอย่างที่วางไว้ก็พาลไม่เป็นใจไปหมด

รถเรกัลเลียที่ควรจะเป็นยานพาหนะพาพวกเขามุ่งหน้าสู่กัลดีน คีย์ดันมาเสียดับคาที่กลางถนนว่างเปล่าที่ดูไร้จุดสิ้นสุด รอบตัวเขามีเพียงท้องทุ่งเวิ้งว้างกับท้องฟ้ากระจ่างไร้เมฆบดบังแสงอาทิตย์

พวกเขาลองพยายามโบกรถขอความช่วยเหลือจากรถคันอื่นที่นานๆทีจะวิ่งผ่านมาแต่กลับถูกเพิกเฉยไม่ใยดีแต่ประการใด ก็พอเข้าใจได้ว่าข่าวคราวการรุกรานของจักรวรรดิสร้างความระส่ำระสายไปทั่วจนผู้คนต่างไม่ไว้วางใจกัน แต่พรอมพ์โต้ก็ไม่คาดคิดว่าคนนอกกำแพงจะแล้งน้ำใจกันขนาดนี้

สุดท้ายอิกนิสก็ตัดสินใจว่าสิ่งที่พวกเขาพอจะทำได้คือการใช้พละกำลังที่มีค่อยๆเข็นรถที่เสียนี้มุ่งหน้าไปยังจุดพักรถที่แฮมเมอร์เฮด ที่นั่นเป็นปั๊มน้ำมันและมีอู่ซ่อมรถรวมถึงร้านอาหารให้นักเดินทางได้พักผ่อนหย่อนคลายก่อนเดินทางไกล พวกเขาจะได้เอารถเข้าตรวจเช็คและพักผ่อนที่นั่นได้ คาดการจากสภาพสัญญาณนำทางในโทรศัพท์ที่เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ พวกเขาน่าจะอยู่ไม่ห่างจากปั๊มมากนัก

คำว่าไม่ไกลของอิกนิสนั้นหลอกลวงทั้งเพเลย เพราะกว่าจะถึงปั๊มน้้ำมันที่บอกไว้ระยะทางมันก็ไกลหลายไมล์มากๆแถมแดดที่สาดส่องกลางศีรษะพวกเขาก็แผดเผาพื้นถนนยางมะตอยที่พวกเขากำลังย่ำไปจนรู้สึกเหมือนกำลังเดินบนกระทะอังไฟก็ไม่ผิด อากาศที่เดือดพล่านขนาดนี้ทำเอาทุกคนเหงื่อโทรมกายหมดแรงใจเกือบไปไม่ถึงแฮมเมอร์เฮดเสียแล้ว

โชคยังดีที่พวกเขาหอบสังขารกันมาถึงปั๊มน้ำมันได้ก่อนและที่นั่นพรอมพ์โต้ก็ได้เจอ ‘นางฟ้า’ ของเขา!

‘นางฟ้า’ ของพรอมพ์โต้ไม่ได้อยู่ในชุดสีขาวสะอาดและมีปีกขนนกแบบในภาพวาด เธอมาในชุดช่างสีเหลืองสดใสทะมัดทะแมงรับกับเส้นผมสั้นสีทองสว่างและใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำมันเครื่องที่ข้างแก้ม เธอก้าวเดินเข้ามาพวกเขาด้วยท่าทางมั่นใจแต่สุภาพก่อนจะแนะนำตัวว่าเธอชื่อ ซินดี้ เป็นหลานสาวของคุณลุงซิด ในขณะที่พรอมพ์โต้กำลังนั่งหมดเรี่ยวแรงอยู่บนพื้นซีเมนต์จากการออกแรงเข็นรถคันมหึมาที่น้ำหนักมหาศาลพร้อมกับก่นด่าสาปแช่งอากาศร้อนอ้าวที่ทำให้ชุดเสื้อหนังสีดำของเขากลายเป็นเตาอบไป

เธอกล่าวแสดงความยินดีกับน็อคทิสที่กำลังจะเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับท่านหญิงลูน่าเฟรย่าในเร็วๆนี้ก่อนจะเริ่มสำรวจความเสียหายของตัวเรกัลเลียอย่างสนใจ

วาจาเฉลียวฉลาดฉะฉาน ท่าทางมาดมั่น ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา แถมด้วยความรอบรู้ในเรื่องเครื่องจักรกลสร้างความประทับใจให้กับพรอมพ์โต้อย่างมาก เขาแอบเฝ้ามองดูซินดี้ตรวจสอบระบบเครื่องยนต์รถเรกัลเลียแบบไ่ม่หวั่นเกรงคราบโลหะกับน้ำมันหล่อลื่นไม่วางตา

มันเป็นความรู้สึกที่ดีที่ก่อเกิดในใจตั้งแต่แรกพบ…ซินดี้แตกต่างจากผู้หญิงอื่นๆจริงๆ! ยิ่งมีโอกาสได้พูดคุยทำความรู้จักเขายิ่งประทับใจ!

น่าเสียดายที่พรอมพ์โต้ไม่มีโอกาสสร้างความรู้สึกดีๆให้กับซินดี้ได้จดจำตั้งแต่วันแรกที่เธอเจอเขาเพราะตอนนั้นเขาได้แต่นั่งแหมบหมดแรงเนื้อตัวมอมแมมด้วยเหงื่อไคล แถมตอนนั้นพวกเขายังยากจนข้นแค้นขนาดแทบไม่มีเงินสักกิลจะมาจ่ายค่าซ่อมเรกัลเลียให้เธอด้วยซ้ำ!!

ถ้าไม่ใช่เพราะซินดี้ใจดีช่วยแนะนำงานฮันเตอร์หาเงินให้กับพวกเขามีหวังชื่อน็อคทิสได้ไปเด่นหราบนหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งแน่นอนว่ามกุฎราชกุมารแห่งลูซิสเป็นพวกนักชักดาบ ไม่จ่ายเงินค่าซ่อมรถแน่แท้!!!

“เฮ้ มองไม่วางตาเลยนะ” เสียงเย้าแหย่มาพร้อมข้อศอกพระราชทานที่กระแทกเข้ามาใส่สีข้างคนที่มัวแต่ยืนพิงบานประตูเหม่อมองช่างสาวคนเก่งไกลๆจากรถบ้านติดกับร้านอาหารของทากะในเขตปั๊มน้ำมัน

“อย่าขัดจังหวะน่าน็อคท์” ชายหนุ่มที่แอบเฝ้ามองกันไปย่นหน้าใส่เจ้าชายเล็กน้อยก่อนจะรีบหันกลับไปมองหญิงสาวชุดสีเหลืองที่โดดเด่นมองเห็นได้ชัดเจนแม้จะอยู่ห่างในระยะนี้ เจ้าหล่อนกำลังสาละวนกับการซ่อมแซมเรกัลเลียของพวกเขาหลังจากเจ้าชายตัวดีพามันไปวิ่งวิบากในท้องทุ่งมาจนสภาพยับเยินไม่เบา

“สรุปแล้วคนนี้จริงหรอ?” เจ้าชายหนุ่มผมดำเอนตัวยืนพิงกรอบประตูฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าสบายๆพร้อมกับเลิกคิ้วสูงเป็นเชิงถาม

“อือ คนนี้ละ” แม้แก้มจะขึ้นสีระเรื่อเขินอายแต่ริมฝีปากบางกลับมีรอยยิ้มสว่างไสวปรากฎบนหน้าขาวตกกระน้อยๆช่วงโหนก

“ได้บอกเขาแล้วหรือยัง?” พรอมพ์โต้ทำหน้าสลดลงนิดหน่อยก่อนจะส่ายหัวยุกยิกปฏิเสธ

“นายนี่มันจริงๆเลยพรอมพ์โต้” น็อคทิสอดที่จะหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้ ถึงแม้ว่าใครต่อใครจะหาว่าเขาอ่อนหัดไร้ประสบการณ์เรื่องความรัก แต่กับท่าทางระริกระรี้ดีใจกับอาการเขินอายของเพื่อนสนิททุกครั้งเวลาเขาบอกว่าจะกลับมาที่แฮมเมอร์เฮดทีไรก็ทำให้คนอย่างน็อคทิสพอจะเดาอะไรได้บ้าง

“ดีแล้ว เจอเขาแล้วก็รักษาเขาไว้ให้ดี อย่าให้เขาหายไปนะ” เจ้าชายหนุ่มตบบ่าเพื่อนน้อยๆก่อนจะเดินหลบเข้าไปในรถปล่อยให้พรอมพ์โต้เฝ้ามองคนที่ตัวเองแอบปลาบปลื้มต่อไปเงียบๆ

ในใจของน็อคทิสก็เฝ้าภาวนาให้คนขี้อายรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปสารภาพความรู้สึกกับหญิงสาวได้ในเร็ววันนี้!!

.

.

.

.

==========

เป็นฟิคที่อยากเขียนให้ปอมและซินดี้แบบปัจจุบันทันด่วนมากๆค่ะ พอดีวันนี้กลับเข้าไปเล่น FFXV หลังจากไม่ได้เล่นมาสักพักแล้วปอมแจกภาพที่เราเอามาทำเป็นภาพประกอบฟิคนี้มาให้ เลยอยากแต่งอะไรนิดหน่อยให้ปอมเนื่องในโอกาสที่ทำงานดีค่ะ 💕 (นานทีปีหนจะแจกภาพงามๆให้ค่ะ 😂😂)

ทำดีต่อไปนะเจ้าหนูปอม ✌️💪

[Drabble] FFXV: Mistake

Pairing: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Rating: G

ช่วงนี้เขียนได้แต่อะไรสั้นๆเพราะสภาพสังขารอันไม่เที่ยงค่ะ 😂

ว่าแต่มันเรียกว่า Drabble ได้หรือเปล่า!?

*

*

*

มือเรียวใต้ถุงมือแบบเปลือยปลายนิ้วสีดำที่กำลังยกขึ้นหมายจะเคาะบานประตูเรียกคนด้านในถึงกับนิ่งชะงักไปเมื่อหูของเขาได้ยินเสียงคุยของเจ้าของห้องดังลอดออกมาเสียก่อน

“เดี๋ยวก่อนเรวี่ อยู่นิ่งๆสิ!!”

เรวี่!?

คิ้วสีบลอนด์ซีดบนใบหน้าที่ปรกติก็บึ้งตึงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งมุ่นขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยินเจ้าของห้องเอ่ยเรียกชื่อที่ไม่คุ้นเคย

“ชู่วๆ อย่าดิ้นสิขอฉันดูก่อน”

เสียงทุ้มนุ่มนวลของนายกรัฐมนตรีแห่งนิลเฟิลไฮม์นั้นยังคงพยายามปลุกปลอบอะไร…หรือใครสักคนที่อยู่ร่วมห้องกับเขาให้สงบลง

ความสงสัยใคร่รู้ส่งผลให้ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพจักรวรรดิตัดสินใจละมือลงมาแนบลำตัวก่อนจะขยับร่างเข้าไปแนบชิดกับบานประตูที่ยังปิดสนิทพร้อมกับเอียงหูนาบเหนือแผ่นไม้นั้นหวังจะเงี่ยหูฟังได้ถนัดถนี่ยิ่งขึ้น

“อืม เด็กดี เด็กดี มาๆไหนพลิกตัวอ้าขาออกหน่อยสิเรวี่”

คำพูดล่อแหลมที่ดังลอดออกมาจากข้างในห้องพาลทำให้คนในชุดคลุมสีขาวที่กำลังทำตัวลับๆล่อๆหน้าห้องถึงกับหน้าร้อนวูบวาบ

…หรือว่าหมอนั่นจะ!?

“เด็กดี นายนี่สวยมากๆเลยเรวี่ ไหนขอฉันข้างล่างของนายหน่อย….อ๊า ไม่้เอาน่าไม่ต้องเขินอายไปหรอกหน่า!!”

เสียงของรัฐมนตรีจอมอู้งานที่สุดโลกยังคงดังลอดประตูออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยคที่ทำให้คนแอบฟังรู้สึกหน้าม้านและสะท้านอายยิ่งนัก นอกจากนี้ยังทำให้เรวุสอดขุ่นเคืองใจในความรู้จักกาลเทศะของอีกฝ่ายไม่ได้

ตนเองเป็นถึงรัฐมนตรีและที่ปรึกษาส่วนพระองค์ขององค์พระจักรพรรดิ แต่กลับไม่ยอมทำงานทำการ กลับพาคู่ขามาพลอดรักกันกลางสถานที่ทำงานกลางวันแสกๆแบบไม่ใส่ใจกฎระเบียบแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน!!!

มือหนาเอื้อมไปบิดลูกบิดประตูเปิดออกพร้อมกับก้าวขาเข้าไปภายในห้องของที่ปรึกษาส่วนพระองค์อย่างถือวิสาสะ ม่านตาสองสีคมกริบกวาดมองสอดส่องหาคนตัวที่กำลังทำตัวเกียจคร้านใส่เกียร์ว่างเป็นสาเหตุให้งานของเขาไม่สามารถดำเนินการต่อได้จนต้องเดินมาตามเองถึงที่นี่

ผู้บัญชาการหนุ่มนิ่วหน้ากับกองเอกสารปึกใหญ่ที่ยังคงกองะพะเนินเต็มโต๊ะทำงานตัวกว้างยังคงไม่มีวี่แววจะได้รับการเหลียวแลแต่ประการใด เรวุสเดาะลิ้นด้วยความขัดใจก่อนพยายามมองว่าเจ้าของห้องที่พล่ามไม่ยอมหยุดนั้นหายไปไหน

หางตาเรียวเหลือบเห็นร่างในชุดสีดำกำลังนั่งเอกเขนกอยู่บนโซฟารับแขกอีกมุมของห้องใหญ่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าตัวคงกำลังเคล้าคลอสำราญใจกับคู่ขาที่ชื่อเรวี่เป็นแน่แท้

ช่วงขาเรียวยาวใต้ชุดคลุมตัวนอกสาวเท้าฉับๆดิ่งไปหาตัวปัญหาพร้อมกับอ้าปากร่ายยาวตำหนิติเตียน

“อาร์ดีน อิซูเนีย ท่านเป็นถึงรัฐมนตรีและที่ปรึกษาแท้ๆ ไฉนถึงได้ทำตัวไร้ยางอายเช่นนี้ กล้าขนาดพาคนเข้ามาทะ…”

วาจาแข็งกร้าวชะงักกึกในทันทีทันใดเมื่อเรวุสเห็น’เรวี่’ บนตักของที่ปรึกษาจอมเจ้าเล่ห์เต็มสองตา

ดวงตาเรียวสวยสองสี

หูแหลมชี้ตั้งสองข้าง

ขนสีขาวปลอดสะอาดตา

ช่วงตัวดูแข็งแรงปราดเปรียว

อุ้งเท้าเป็นสีชมพูเด่นชัด

เมื่อ ‘เรวี่’ อ้าปากเขี้ยวแหลมเล็กน่ารักทั้งสองข้างก็โผล่ออกชัดเจน

เรวี่สังเกตุเห็นผู้มาใหม่ในห้องมันถึงลุกขึ้นยืนสี่ขาบนหน้าตักของอาร์ดีนพร้อมกับเอียงหน้ามองดูคนที่ถือวิสาสะเข้ามาในห้องอย่างสงสัยก่อนที่ ‘เรวี่’ จะส่งเสียงร้องหง่าวออกมาทีหนึ่ง

ใช่…เรวี่เป็นแมว…แมวสีขาวปลอดนัยน์ตาสอสี!!

ท่าทางที่แปลกจากเดิมของเหมียวน้อยบนตักทำให้เจ้าของห้องเหลียวหลังกลับมามอง

“อ้าว สวัสดีท่านผู้การ มีธุระอะไรกับฉันหรือถึงได้มาเยี่ยมเยือนกันถึงห้องทำงานแบบนี้?” เจ้าของห้องทำหน้าเหรอหราราวกับเขานั้นไม่รู้จริงๆว่าผู้บัญชาการสูงสุดได้บุกเข้ามาห้องแล้ว แต่สีหน้าเสแสร้งแบบนั้นไม่อาจตบตาเรวุสไปได้

“อา พอดีเลยเมื่อกี้ฉันกำลังแปรงขนให้้เรวี่ใกล้จะเสร็จแล้ว โปรดรอสักครู่นะท่านผู้การ” เจ้าของห้องแกล้งพะยักพะเยิดไปที่แปรงหวีขนแมวที่กำลังถืออยู่ในมือ”เรวี่นะดื้อมากเลยไม่ยอมอยู่นิ่งๆให้ฉันจัดการสักที”

เรวี่ยืนบิดตัวอย่างเกียจคร้านบนหน้าตักของอาร์ดีนก่อนสะบัดหางไม่ใส่ใจคนที่พยายามยะคว้าตัวมันไว้ แมวน้อยกระโดนแผล้วเดินเยื้องย่างไปตรงไปหาเรวุส ก่อนที่เจ้าตัวขนปุยสีสะอาดซุกไซ้เคล้าคลอแทบเท้าผู้บัญชาการสูงสุด ม่านตาสองสีเบิ่งกว้างด้วยไม่คาดคิดก่อนร่างสูงโปร่งจะพยายามขยับเท้าหลบเจ้าเหมียว แต่มันก็ยังคงเดินตามตื้อไม่ยอมห่าง

“เจ้าเหมียวตัวนี้มันหลงทางมาฉันเห็นเข้าเลยอดสงสารไม่ได้ ก็เลยพามันมาอยู่ด้วย…พอเห็นตาของมันแล้วอดคิดถึงผู้การไม่ได้เลยตั้งชื่อให้ว่า เรวี่” อาร์ดีนก็ยังคงร่ายยาวตามสไตล์ตัวเองพลางมองดูเรวี่ที่ดูท่าจะติดใจเรวุสพยายามเดินพะเน้าพะนอไม่ยอมหยุด

“ท่านผู้การนี่ช่างน่าอิจฉาจริงๆเลยนะ เรวี่แทบไม่ยอมฉันอุ้มเลยด้วยซ้ำ” เรวุสหันขวับไปมองค้อนตาเขียวใส่เจ้าของเสียงทุ้มที่นั่งเท้าคางมองดูเขาแถมยังทำเสียงกระเง้ากระงอดน้อยใจอยู่บนโซฟา ในขณะที่ขาก็พัลวันยกหลบเจ้าตัวแสบสีขาวปลอดที่คงนึกว่าเขากำลังเล่นสนุกด้วย มันมุดลอดเท้าเรวุสไปมาพลางใช้จนอ่อนนุ่มซุกไซ้้เขา

“โอ๊ะๆ ระวังหน่อยผู้การ” เพราะมัวแต่พยายามขยับตัวหลบแมวน้อยทำให้แข้งขาของเขาพันกันเกือบจะล้ม ยังดีที่้เจ้าของห้องที่ลุกมายืนข้างๆเขาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ดึงตัวเรวุสไว้ได้ทันท่วงที แขนกำยำเอื้อมมือคว้าเอวสอบไว้พร้อมกับถือวิสาสะเอามือซุกซนวางแหมะบนสะโพกแน่น

ม่านตาสองสีไม่เข้าคู่ดุดันจ้องเขม็งคนฉวยโอกาสลวนลาม “ปล่อย!!”

แต่ดูเหมือนคำสั่งขึงขังนั้นจะเป็นแค่สายลมที่ลอยผ่านโสตของรัฐมนตรีผมสีม่วงเจือแดง อีกฝ่ายดูไม่ใส่แถมยังรั้งร่างในชุดคลุมสีขาวยาวให้ขยับแนบสนิทกับตนเอง เมื่อเรวุสจะอ้าปากเอ่ยประท้วง ปลายนิ้วยาวก็วางแนบเหนือกลีบปากนุ่มคล้ายกับปรามให้้้เขาเงียบเสียงลง

“ชู่ว เด็กดี” ประกายตากรุ่มกริ่มไม่น่าไว้วางใจพราสระยับในดวงตาสีน้ำตาลเหลือง รอยยิ้มแสนกลแบบที่คนมองเกลียดชังคลี่บนเรียวปากหนาหยักเข้ารูปบนใบหน้ากร้านนั้นก่อนที่อาร์ดีนจะแกล้งเปรยออกมาดังๆให้คนฟังต้องหน้าร้อนวูบด้วยอับอาย

“ใครหนอ เข้าใจผิดคิดว่าฉันแอบเอาคู่รักมากกในห้อง เฮ้อ!! ทำความดีแท้ๆแต่กลับไม่มีใครมองเห็นเสียได้”

พวงแก้มขาวแดงก่ำด้วยละอายใจที่ถูกอีกฝ่ายตำหนิ อยากจะเถียงกลับไปใจแทบขาดว่าเพราะนิสัยของอีกฝ่ายแท้ๆต่างหากที่พาลทำให้เขาไม่อาจคิดอะไรที่เป็นเรื่องดีๆได้

“หืม? ว่ายังไงท่านผู้การ ฉันรอฟังอยู่นะ” น้ำเสียงทุ้มยียวนดังกระซิบข้างหู แถมด้วยฝ่ามือร้อนระอุที่เลื้อยไล้ไปตามช่วงเอวคอดจนรู้สึกขนลุก

“ฉันขอ…โทษ” เรวุสกัดฟันกรอดเอ่ยคำที่ไม่อยากพูดออกไป

รอยยิ้มน่าชังวาดกว้างบนใบหน้าอาร์ดีนที่ค่อยเคลื่อนประชิดเข้ามาคลอเคลียดวงหน้าขาวผ่องที่มักบึ้งตึงคิ้วขมวดหากันเสมอๆ

“ฉันยกโทษให้” เสียงทุ้มแหบทว่าแฝงความนุ่มนวลไว้กระซิบเหนือกลีบปากหยุ่นนิ่มสีอ่อน

เจ้าเหมียวสีขาวปลอดแหงนหน้ามองดูสองร่างที่ตวัดกอดรัดกันแนบแน่น นัยนตาคู่โตสองสีของมันจ้องมองชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีทองซีดกำลังถูกชายกลางคนผมสีไวน์แดงกระเซิงรุกไล่จุมพิตอย่างหนักหน่วง มันเอียงคอมองด้วยความสนใจพลางสะบัดหางไปมาอย่างใคร่รู้สักพัก เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจมันแล้วแมวขาวจึงลุกขึ้นหมุนตัวสะบัดยาวของตนเองเดินหันหลังจากไป

*

*

*

[Drabble] FFXV: The Temptation

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Rating: R (หรือเปล่า? 😂)

Previously: The Invitation

..

..

..

..

..

เขาเฝ้ามองดูหุ่นมาจิเทคที่ส่งไปหาคนคนหนึ่งเดินกลับมามือเปล่าเช่นทุกวัน มันไม่ได้นำคำตอบรับจากคนที่เขามาดหมายกลับมาด้วยเช่นทุกครั้ง ม่านตาอำพันฉายแววอ่อนใจปนขบขันก่อนจะโบกไล่หุ่นยนต์ตัวนั้นให้ออกไป

ทุกวันที่เขาเฝ้าเพียรส่งคำเชื้อเชิญไปยังอดีตเจ้าชายสูงศักดิ์แห่งเทเนแบร ทว่าผลความตั้งใจนี้กลับคว้าน้ำเหลวเสมอมา อีกฝ่ายช่างใจแข็งตั้งป้อมไม่ยอมมาพบเขาเป็นการส่วนตัวเลยสักครั้ง

แต่อาร์ดีนก็ยังคงเฝ้าส่งกุหลาบดอกน้อยกับการ์ดเชิญไปให้เรวุสไม่เคยว่างเว้น

มันอาจจะดูโง่เง่าที่เขาเลือกไม่ยอมแพ้กับคนที่ปฏิเสธแข็งกร้่าวแบบเรวุส แต่อาร์ดีนกลับยังใจเย็นและเลือกที่จะไม่สะทกสะท้านแม้จะถูกอีกฝ่ายตัดรอนแบบเหลือเยื่อใย

ค่ำคืนนี้อาร์ดีนเลือกที่จะนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องพักส่วนตัวอย่างสบายใจ โสตประสาทฉับไวของเขาจับได้ถึงเสียงฝีเท้าที่แสนคุ้นหูดังจากโถงทางเดินพลอยให้รอยยิ้มบางๆยกขึ้นบริเวณมุมปาก

เสียงฝีเท้าที่คาดหมายหยุดลงหน้าห้องของเขาทว่ากลับไร้เสียงเคาะเรียก เขาเลือกที่จะนิ่งบนเก้าอี้ พลิกหน้าหนังสืออ่านต่อไปอย่างใจเย็น คนที่ยืนด้านนอกน่าจะกระสับกระส่ายไม่น้อยราวกับยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรที่จะเคาะบานประตูเรียกคนด้านในดีหรือไม่

เสียงฝีเท้ากับชุดเกราะกระทบกันเดินไปมาหน้าห้องบ่งบอกว่าคนที่เดินมาถึงนั้นว้าวุ่นใจมากเพียงใด อาร์ดีนลอบยิ้มขบขันกับความมาดแยะของอีกฝ่ายที่เพียรรักษาไว้ เขาแกล้งพลิกหน้าหนังสือถัดไปขึ้นอ่านเพื่อเป็นการรั้งรอให้ผู้มาเยือนตัดสินใจได้โดยไม่เร้งเร้า

.

5

.

4

.

3

.

2

.

1

.

บิงโก!!

เสียงเคาะประตูเบาๆสองทีดังขึ้นตรงกับที่อาร์ดีนคาดการณ์ไว้อย่างแม่นยำ คนตัวสูงใหญ่ขยับลุกขึ้นสาวเท้าตรงไปประตูอย่างเชื่องช้าประหนึ่งจะกลั่นแกล้งคนที่รออยู่ด้านนอกให้กระวนกระวายด้วยกลัวว่าจะมีใครมาพบเห็นตนเองยืนลับๆล่อๆแถวหน้าห้องของรัฐมนตรียามวิกาล

เมื่อบานประแง้มเปิดออก ใบหน้าขาวนวลบึ้งตึงล้อมกรอบด้วยเส้นไหมเงินแวววาวจับตาเรียกความสำราญให้กับคนมองยิ่งยวด

เด็กน้อยของเขามักไม่ค่อยยิ้ม ทุกคราที่พบกันอีกฝ่ายมักจะหยิบเอาหน้ากากเครียดขรึมมาใส่ไว้

และถ้ายิ่งเขาแย้มรอยยิ้มพึงใจมากเพียงใดฝั่งตรงข้ามยิ่งทำหน้าเกลียดชังเหมือนอยากฉีกทึ้งเขาออกเป็นชิ้นๆ

อาร์ดีนฉวยโอกาสโอบรอบเอวคอดรั้งให้กายใต้ชุดขาวพิสุทธิ์ถลำตัวเข้ามาภายในห้องพัก เสียงล็อคบานประตูตามไล่หลังไม่ห่าง

นิ้วเรียวเอื้อมไปเกลี่ยไล้ปรางค์ขาวนวลก่อนจะช้อนเชยปลายคางให้เชิดยกขึ้นชิดกับใบหน้ารกครึ้มของตนเอง ริมฝีปากหยักโน้มลงไปเคล้าคลอเหนือเรียวปากหยุ่นนิ่มทว่าไม่ได้ครองครองลงไปในทันที เขาเลือกที่จะรั้งรอจนเมื่อแน่ใจว่าเรวุสไม่ได้มีทีท่าปัดรอนเขาออก อาร์ดีนจึงบรรจงบดเบียดจุมพิตลงไป

เขาค่อยๆกดน้ำหนักลงไปทีละน้อยอย่างถือสิทธิ์ เรียวลิ้นชื้นอ้อยอิ่งบนไล้วนไปบนกลีบปากนุ่มพร้อมกับรุกคืบเข้าไปพันเกี่ยวกับอีกคนอย่างเชื่ิองช้า

เสียงครางเครือประท้วงของคนในอ้อมแขนฟังดูยังไม่ประสา อาร์ดีนจงใจค่อยๆละเลียดชิมความหอมหวานของกุหลายม่วงดอกตูมดอกนี้แบบไม่รีบร้อน

ผลสัมฤทธิ์ของความเพียรและเฝ้ารออย่างอดทนช่างหวานล้ำและคุ้มค่า มือหนาลูบไล้ไปตามสัดส่วนแน่นหนันเหมาะมืิอของร่างโปร่งตรงหน้่า

กว่าเหยื่อตัวงามของเขาจะยอมก้าวลงสู่กับดับพรางที่วางล่อไว้อาจจะยาวนาน แต่รางวัลของคนที่อดเปรี้ยวไว้กินหวานทีหลังมันย่อมอร่อยกว่าการดึงดันจะกินผลที่ยังไม่สุกงอมเต็มที่

ใต้เงาสลัวมีสองร่างที่โถมทับกันประหนึ่งกำลังโรมรัน สลับด้วยเสียงหอบพร่ากระเส่่าหวิวหวามเหนื่อยอ่อน

…คืนนี้เจ้ากุหลาบม่วงแสนสวยได้แย้มบานสะพรั่งอวดโฉมของตนเองต่อหน้าดวงตาอำพันที่เฝ้าจับจ้องด้วยหลงใหล…

..

..

..

..

..

[Drabble] FFXV: The Invitation

Pairing: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Rating: PG

..

..

..

..

..

การ์ดเชื้อเชิญสีพิสุทธิ์นอนเคียงคู่กับดอกกุหลาบสีม่วงเข้มหนึ่งดอกบนถาดเงินแวววาวที่ถูกประคองเข้ามาวางบนโต๊ะทำงานของเขาด้วยหุ่นมาจิเทคตัวหนึ่งเหมือนเดิมในทุกๆวัน

และเรวุสก็เลือกที่จะปฏิเสธคำชวนที่อีกคนเพียรส่งมาให้ไม่ขาดอยู่ร่ำไปเฉกเช่นทุกวัน

นัยเนตรสองสีคมกริบตวัดมองชื่อที่ลงท้ายไว้บนการ์ดขาวสะอาดตาเพียงแวบเดียวก่อนจะโบกมือไล่หุ่นยนต์ที่รับหน้าที่ผู้ส่งสาสน์ออกไปจากห้องทำงานด้วยสีหน้ารำคาญ

เขาไม่อาจปริปากบ่นหรือฝากถ้อยคำตัดรอนใดๆกลับไปให้คนที่ส่งมาได้เลยเพราะหุ่นยนต์พวกนี้ไม่สามารถเจรจาได้ พวกมันมีหน้าที่เพียงแค่รับคำสั่งให้ปฏิบัติตามเท่านั้น

มุมปากบางสีอ่อนเม้มสนิทอย่างครุ่นคิดหนักหน่วงเมื่อเสียงบานประตูเหล็กหนักหนาปิดสนิทลง

ไม่รู้ว่าที่อีกฝ่ายยังคงเพียรพยายามส่งคำเชื้อเชิญแบบเดิมมาให้เขาทุกวันนี้เป็นเพียงเพราะความสนุกสนานที่จะได้เอาชนะเขาเหมือนเด็กๆ หรือจริงๆแล้วเจ้าตัวนั้นปรารถนาอยากเจอเขาจริงๆแต่โง่เง่าไม่รู้เบื้องลึกว่าเหตุใดเขาถึงไม่อยากไปพบเขาในที่รโหฐาร

กุหลาบบานสะพรั่งสีแปลกตาที่นอนเคียงข้างบัตรเชิญถูกหยิบยกขึ้นมา ปลายจมูกโด่งรั้นโน้มลงดอมดมกลิ่นหอมหวานละมุนของมันที่ช่วยช่วยขับไล่อารมณฺว้าวุ่นใจของเขาไปได้เช่นทุกครั้ง

รอยยิ้มเหยียดคลี่เหนือกลีบปากนุ่มที่กดจุมพิตลงบนผกาดอกน้อยแผ่วเบา ราวกับเขากำลังส่งมอบจุมพิตให้กับผู้ที่ฝากมันมาผ่านกลีบบุปผาบอบบางนี้

แม้จะแสนรังเกียจและหวาดหวั่นใจ แต่้เรวุสก็อดใจตนเองไม่ให้ตกบ่วงที่อีกฝ่ายจงใจขุดล่อเหยื่อไม่ได้เลย

….บางทีคืนนี้เขาอาจจะยอมไปพบคนหน้าด้านคนนั้นสักครั้ง…

ร่างในชุดคลุมสีพิสุทธิ์ได้แอบครุ่นคิดในใจเมื่อหางตาสบเข้ากับชื่อของคนที่้เขาเฝ้าตามตื้อไม่ยอมเลิกบนมุมกระดาษบัตรเชิญ

‘Ardyn Izunia’

..

..

..

..

..

[SF] – Day of Doom

Fandom: Dark Souls III

Paring: Lorian, Elder prince 🗡️ / Lothric, Younger prince 👑

Warning: This is fiction based on characters from Dark Souls III and my own imagination. Copyright do belongs to Fromsoftware; I don’t claim any ownership over them.

Sources:

1. The Moof ➡️ Link

2. Dark Souls 3 wiki fextralife ➡️ Link

.

.

.

.

.

โลกแห่งไฟที่กำลังมอดดับ คำทำนายแห่งยุคมืดที่กำลังคลืบคลานประชิดเข้ามอย่างไร้สิ้นหนทางหลีกหนี

ไพ่ตายใบสุดท้ายที่อาจช่วยปลุกชีพยุคสมัยแห่งเปลวไฟอันโชติช่วงชัชวาลอีกครั้ง

เสียงระฆังที่ลั่นกังวานไปทั้งพื้นพิภพ สัญญาณเรียกขานให้เหล่าลอร์ด ออฟ ซินเดอร์ต่างๆขึ้นประทับบังลังค์เพลิง

เพื่อเชื่อมโยงตนเองเข้ากับกองไฟที่อ่อนแสงลงและเต็มไปด้วยเถ้าถ่าน เป็นเชื้อเพลิงมอดไหม้ต่อลมหายใจของโลกแห่งไฟยังคงยืนยาวต่อไป

.

.

.

บนกำแพงเมืองลอธริคสูงลับตา เขาเหม่อมองดูฟากฟ้าสีหม่นหมองด้วยนัยน์ตาที่พร่ามัว เศษขี้เถ้าธุลีชีวิตปลิวว่อนในอากาศ กลิ่นสาบสางเหม็นไหม้น่ารังเกียจคละคลุ้งทุกห้วงลมหายใจที่สูดดม เสียงกรีดร้องทุกข์ทรมานของทหารหาญของอาณาจักรที่เริ่มสูญสิ้นซึ่งแล้วซึ่งสติสัมปชัญญะและความรู้สึกเยี่ยงมนุษย์ทั่วไปดังก้องสลับกับเสียงคำรามลั่นของไวเวิร์นตัวมหึมาที่โฉบบินลงมาเกาะเหนือป้อมปราการ เป่าพ่นลมหายใจเพลิงทมิฬกาลเผาผลาญทุกชีวิตให้ราบพณาสูรไปในพริบตา

โอเซียรอส ราชาแห่งอาณาจักรลอธริคและสมเด็จพระบิดาของเขาได้เสียสติวิปลาศจนไม่อาจว่าราชการงานเมืองได้นานแล้ว อีกทั้งหลักชัยทั้ง 3 อันเป็นดั่งแก่นกลางหัวใจของการปกครองก็แตกแยกด้วยลัทธิเทวทูตแห่งสรวงสวรรค์ที่บังเกิดขึ้นมาในยุคสมัยของเขา สงครามกลางเมืองที่เหล่าทหารกล้าและอัศวินสูงศักดิ์จะต้องหยิบอาวุธขึ้นมาห่ำหั่นกันเองอย่างเลือดเย็นก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เงามืดแห่งความเสื่อมสลายทาบทับเหนืออาณาจักรที่รุ่งโรจน์ถึงขีดสุด

คราบเลือดแดงฉานสาดกระเซ็นกำแพงปราการลอธริค

โลหิตของพวกพ้องไหลอาบย้อมคมดาบเป็นสีชาด

ศพแล้วศพเล่าทับถมจนกลายเป็นเนินสูง

ผู้คนเข่นฆ่าล้มตายกันล้มตายดั่งใบไม้ที่หลุดร่วงจากกิ่งก้านในช่วงเหมันตฤดู

ช่างน่าเศร้าที่ความยิ่งใหญ่ของโลกกำลังจะถึงจุดจบ

ช่างน่าหดหู่ยิ่งนักที่ต่องเฝ้ามองยุคทองค่อยๆมอดดับไปเร็วขึิ้นชั่วยามที่ล่วงผ่านเลย

“หากเจ้าคิดเช่นนั้นใยจึงปฏิเสธเสียงระฆังที่เปล่งกังวานร้องเรียกเจ้าเล่า?” วาจานิ่งสงบดังมาจากร่างกายที่สูงใหญ่มหึมาที่ยืนตระหง่านอยู่เคียงข้างเขาเหนือกำแพงเมือง ปลายผมสีเงินสว่างยาวประบ่ากว้างของเขาพริ้วไหวน้อยๆใต้สายลมอ่อน ภาพเบื้องหน้าดูสงบเยือกเย็นและมั่นคงราวกับความโกลาหลใดๆก็มิอาจสั่นคลอนคนผู้นี้ไปได้

ณ ที่แห่งนี้คือเขตพระราชฐานชั้นในอันเป็นที่ประทับแห่งองค์ราชา ในเวลามันยังคงปลอดภัยจากความวุ่นวายภายนอกและได้รับการอารักขารัดกุมจากอัศวินในชุดเกราะเงินแวววาวที่เดินลาดตระเวณขวักไขว่ไปมา เสียงคมศาตราวุธตีกระทบชุดเกราะหนาทุกจังหวะเคลื่อนไหวกึกก้องโถงทางเดินและปราการชั้นในสุดไม่ขาด

“พี่ท่านหยอกข้าเล่นแล้ว”

เขาตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอ่อนระโหย เรือนร่างแบบบางอ่อนเปลี้ยใต้ชุดคลุมสีทมิฬสั่นน้อยประหนึ่งว่าเจ้าของร่างนั้นกำลังพยายามจะสรวลสรรในความขบขันของมุกตลกนั้น ทว่าเพียงไม่นานเขาก็ต้องไอโขลกออกมาอย่างหนักจนกายาสูงสง่าต้องผินพักตรามามองด้วยห่วงใย

อุ้งมือใหญ่ที่คุ้นชินกับการกอบกุมดาบประจำดาบเล่มเขื่อนแผดเผาด้วยไฟโลกันตร์เลื่อนมาปลอบประโลมอนุชาแฝดของตนด้วยความอ่อนโยนยิ่ง แม้เขาจะมีรูปร่างที่ใหญ่โตเทอะทะแต่กลับปลอบโยนได้ถนุถนอมยิ่งนัก

โอรสใต้ร่มเศวตฉัตรของราชาโอเซียรอสนั้นหาใช่โอรสโดดไม่ หากแต่พวกเขานั้นกำเนิดมาสู่โลกแห่งนี้พร้อมกัน ทั้งสองได้รับการขนานพระนามว่า เจ้าชายลอเรี่ยน และ เจ้าชายลอธริค

แม้จะเป็นฝาแฝดที่กำเนิดสู่โลกพร้อมกัน หากแต่พวกเขานั้นแตกต่างกันราวท้องนภาและก้นเหวลึก

ลอเรี่ยนผู้พี่นั้นครอบครองร่างกายที่ใหญ่มหึมาและพละกำลังที่เหลือล้นไม่ต่างเผ่าพันธุ์ยักษาอันเป็นเชื้อสายจากพระราชมารดา เมื่อเจริญชันษามากขึ้นก็ได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวินทรงเกียรติของอาณาจักร เขาเป็นองค์ชายที่สมสง่าสมภาคภูมิ

ต่างจากเขาอย่างสิ้นเชิง ลอธริคผู้เป็นน้องกำเนิดมาพร้อมกับร่างกายพิกลพิการและสุขภาพที่อ่อนแอจนแทบไม่อาจลุกจากแท่นบรรทมได้ เขามิเคยมีโอกาสเหยียบย่างออกไปนอกเขตพระราชวังแม้สักนิด สิ่งเดียวที่ดูจะเป็นข้อดีของเขานั้นคือพลังอำนาจเวทมนตร์มหาศาลที่ติดกายมาแต่กำเนิด และดวงชะตาแห่งผู้เสียสละที่เขาต้องแบกรับเอาไว้นับแต่ดวงตาเลอะเลือนคู่นี้ยังไม่ได้ลืมขึ้นดูโลก

ลอธริคถูกกำหนดไว้ให้เป็นลอร์ด ออฟ ซินเดอร์ ด้วยพลังอำนาจเวทมนตร์มหาศาลที่มีติดกายมา ตำแหน่งยิ่งใหญ่นี้พ่วงมาพร้อมภาระหนักอึ้ง

สักวันเขาจะต้องสละชีพของตนเองเพื่อขึ้นครองบังลังค์อัคคีที่จะเผาผลาญร่างกายผุพังนี้ให้เป็นจุล เรือนร่างที่มอดไหม้จะเติมเชื้อไฟให้กับเปลวเพลิงแรกของโลกเพื่อให้มันลุกโชนร้อนแรงและคงดำรงการมีอยู่ของโลกเอาไว้ต่อไป และจิตเน่าเฟะดวงนี้จะหลอมรวมเข้ากับเหล่าลอร์ดแห่งบรรพกาล ผู้ที่หาญกล้าเชื่อมต่อตนเองเข้ากับกองไฟ

เมื่อร่างกายที่เปราะบางแทบแหลกสลายลงได้ไอโขลกจนมันพึงใจแล้วเขาจึงค่อยผ่อนกระแสลมปราณแล้วเอ่ยช้าๆอย่างมั่นคง

“โลกก็เหมือนกองไฟที่มีวัฏจักรของมันเอง เมื่อมีเกิดขึ้นมันก็ต้องดับไปสักวัน…แค่เวลาที่ล่วงผ่าน”

เสียงระฆังที่ดังสะท้อนนั้นสะท้านลึกเข้าไปภายในใจที่ว่างเปล่าของเขา ห้วงกาลเวลาได้ไหลเวียนมาบรรจบถึงจุดแห่งความเสื่อมสลายแล้ว

เมื่อไฟอ่อนกำลังลง เสียงเพรียงเรียกจากเหล่่าผู้แสวงหา เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไกลมาเพื่อเฝ้ารอคอยการปรากฎตัวของลอร์ด ออฟ ซินเดอร์ ที่จะช่วยกอบกู้โลกใบนี้ไว้ได้ก็ยิ่งชัดเจน

ทว่าบัดนี้บังลังค์อัคคี ณ แท่นบูชาทุกอันกลับว่างเปล่า เมื่อปราศจากผู้ที่ต้องทำหน้าที่เชื้อไฟเปลวไฟบนโลกก็ทวีความอ่อนแรง เงามืดของ ดิ อะบิสยิ่งกล้าแข็ง

เพราะเขาเลือกปฏิเสธที่จะเจริญรอยตามที่บรรพบุรุษที่เขียนเส้นเอาไว้ อารยธรรมของมนุษย์จึงใกล้ถึงกาลดับสูญ…ลอธริคเองก็ไม่ต่างกัน เงื้อมเงาของดิ อะบิสได้ครอบทับในเงาตาคนทั่วไปและดึงให้อาณาจักรแห่งนี้กลายเป็นเพียงดินแดนต้องสาป มีเพียงเหล่าซากศพเน่าเปื่อยไร้สติเดินเพ่นพ่านทำร้ายทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า

เขาผู้ปฏิเสธการทำหน้าที่ในวงจรอุบาวท์สามานย์เพื่อยื้อเวลาของโลกที่แสนโหดร้ายนี้ไว้จะต้องเฝ้ามองโลกพังทลายไปต่อหน้า

มันคือทางเลือกของเขาที่เลือกจะยืนมองเวลาของยุคแห่งเดินไปจนหมดสิ้นอายุขัยของมัน

พักตร์ขาวซีดไม่ต่างจากซากศพบดบังสายตาด้วยมงกุฎสีเงินทอประกายก้มลงมองร่างกายพิพลพิการที่ประทับนั่งงองุ้มปราศจากซึ่งสง่าราศีแห่งสายเลือดสีน้ำเงินบนกำแพงวังนิ่งนานก่อนริมฝีปากบางจะเอื้อนเอ่ยสุขุม

“ข้า ลอเรี่ยน ในฐานะพี่ชายจักขอยืดหยัดเคียงข้างอนุชาลอธริค ไม่ว่าจักเป็นหุบเขาสูงเทียบฟ้าหรือขุมนรกอเวจีข้าจักมิพรั่นพรึงต่อสิ่งใด”

“แล้วพี่ท่านมิหวาดกลัวต่อคำสาปหรอกฤา…คำสาปที่จักฉุดรั้งให้ท่านต้องพลอยตกต่ำเพียงเพื่อข้าผู้เดียว”

มาดแม้นเชษฐาจะให้สัญญาเป็นมั่นเหมาะ ทว่าเขาก็ไม่ใคร่ดึงพี่ชายสูงศักดิ์แห่งตนมาสู่นรกโลกันตร์ที่้เขาหาได้นำเป็นต้องลงมาร่วมทนทุกข์ด้วยไม่

“ลอธริคเอ๋ย ทั้งข้าแลเจ้านั้นเราต่างพันผูกกันมานับแต่ยังอยู่ในครรโภธรของพระมารดา ทั้งความคิดสัมผัสรู้สึกที่มีร่วมกันมา มิมีสิ่งใดที่ข้าไม่อาจทำเพื่อเจ้าได้” ร่างกำยำใหญ่มหึมาขยับมาช้อนโอบอุ้มกายาเล็กแบบบางในชุดสีดำไปถือแนบอุระไว้ เสียงโลหะของเกราะหนักหนาไหวขยับชัดเจนใต้ความสงัดงันตามด้วยเสียงลมหายใจสองเสียงที่สอดประสานกันประหนึ่งท่วงคีตาขับกล่อม

“แม้ว่าข้าจักต้องถูกสาปไปชั่วกัลป์ ข้าก็ยินดีน้อมรับคำสาปนั้นไปพร้อมกับเจ้า”

เขาไม่เคยร่ำไห้ แม้ยามที่พระมารดาได้สาบสูญไปจากอาณาจักรอย่างไร้สาเหตุ ทว่าครานี้ดวงตาที่ฝ้าฟางคู่นี้อาจจักเริ่มเลอะเลือน เพราะมันขับหยดน้ำอุ่นร้อนออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ยามที่เขาพักพิงในอ้อมกอดอบอุ่นของพระเชษฐา ครอบครัวคนเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่

“…สักวันหนึ่งคนคนนั้นจะปรากฎกายขึ้นต่อหน้าข้าและพี่ท่าน แม้จะเป็นเพียงเศษเถ้าธุลี…แต่ใจก็ยังถวิลหาในเปลวเพลิงอันเจิดจรัส”

“ถ้าเช่นนั้นข้าจักปกป้องเจ้ามิให้สิ่งใดกล้ากำเริบเสิบสานมาฉุดรั้งเจ้าไปทำหน้าที่ที่้เจ้ามิได้พึงใจ แม้มันอาจเป็นการปลิดลมหายใจของข้าลงก็ตาม!”

และนั้นคือประโยคสุดท้ายที่เขาได้ยินลอเรี่ยนเอื้อนเอ่ย

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

และแล้ววันเวลาที่เขาพรั่นพรึงก็ได้เวียนมาบรรจบ เมื่อบานประตูห้องพระบรรทมที่ถูกปิดกั้นไว้ช้านานถูกเปิดออกอีกครั้งด้วยน้ำมือของเศษเถ้าธุลีจอมโอหังตนหนึ่ง

“อา ในที่สุดก็มีสุนัขรับใช้ตนใหม่หลงทางเข้ามาท้าชิงอีกแล้ว ขอต้อนรับท่านผู้้เป็นเถ้าถ่านที่ถูกเลือกให้เฝ้าตามหาเหล่าซินเดอร์

อันที่จริงแล้วพวกลอร์ดหาได้ใส่ใจในตัวข้าอีกไม่ คำสาปของการเชื่อมตนเองเข้ากับเปลวอัคคี มรดกตกทอดมาแต่บรรพกาล ปล่อยให้วงจรสามานย์เหล่านั้นเน่าหายไปจากโลกใบนี้เถอะ

เจ้าทำหน้าที่ของเจ้าได้ยอดเยี่ยมมาก มันคงถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะต้องพักผ่อน”

ภาพตรงหน้าของเขาคือการห่ำหั่นประหัตประหารกันอย่างเอาเป็นเอาตายระหว่างพระเชษฐาที่ยืนหยัดปกป้องเขาดั่งคำสัจสาบานที่มอบไว้และอันเดดตนหนึ่งที่หาญกล้ามาท้าทายพวกเขาถึงเขตพระราชฐานชั้นใน

แม้เชษฐาของเขาจะเลื่องลือถึงความเก่งกาจทว่าเขาก็อดกังวลใจมิได้ด้วยอันเดดตนนั้นฝีมือร้ายกาจไม่เบา อีกทั้งบัดนี้คำสาปร้ายอันมีต้นกำเนิดมาตากตัวของเขาก็กำลังกัดกินร่างกายของลอเรี่ยนจนอีกฝ่ายพิกลพิการไม่แตกต่างกัน ตอนนี้ลอเรี่ยนมิอาจใช้ขาก้าวเดินได้อีกต่อไป เพียงแค่ฝืนยืนได้ไม่ถึงเสี้ยวอึดใจเดียวกับนับว่าอดกลั้นเสียเต็มประดาแล้ว อีกทั้งหูและปากของเขาก็มืดบอดไปเสียสิ้น ไม่ได้สามารถได้ยินและเอ่ยสิ่งใดได้อีก

แม้ลอเรี่ยนจะมีฝีมือฉกาจหรืออาวุธเลิสเลอเพียงใดแต่ข้อจำกัดทางกายภาพต่างลดทอนความได้เปรียบในการเข้าสัปประยุทธิ์ลงอย่างมาก จวบจนเขาเห็นพระเชษฐาพ่ายแพ้ราบคาบทรุดกายาลงไปนอนแน่นิ่งบนพื้นต่อหน้าคิดแล้วให้อดเวทนาไม่ได้

พี่ชายผู้สูงสง่าเป็นดั่งสัญลักษญ์เจิดจ้าสว่างไสวแห่งลอธริคต้องมาสิ้นชื่อด้วยอันเดดตนหนึ่งเช่นนั้นฤา?

“โอ้ พี่ชายของข้า ข้ากำลังไปหาท่าน พี่ชายแห่งข้า เจ้าชายผู้ไม่มีวันพ่ายแพ้แห่งลอธริค” เขาร่ายเวทนำพาร่างกายที่อ่อนระโหยลงสู่พื้นห้องบรรทมที่วันนี้มันอาจเป็นลานประหารสำหรับพวกเขาทั้งสองก็เป็นได้

มือขาวซีดผอมแห้งมีแต่หนังหุ้มกระดูกสั่นเทาเอื้อมไปกอบกุมหัตถ์ของพระเชษฐาที่นอนนิ่งประหนึ่งซากศพไร้วิญญาณ ใบหน้าซูดใต้ผ้าคลุมสีเข้มทะมึนโน้มลงไปกระซิบใกล้ๆ

“จงลุกกลับขึ้นมาเถิดหากท่านปรารถนา ด้วยนั้นคือคำสาปที่เราทั้งสองได้ถูกตีตราไว้ด้วยกัน”

เปลวไฟได้พัดโหมท่วมวรองค์ขององค์ชายแห่งลอธริคทั้งสอง พระอนุชาขยับเคลื่อนร่างผอมบางของตนเองไปโอบกอดด้านหลังของพระเชษฐาที่เริ่มขยับลุกขึ้นตามเสียงเพรียงเรียกอีกครั้ง

“ด้วยคำสาปที่ยึดโยงเราทั้งสองไว้ หากข้ายังมิสิ้นลมหายใจ ท่านก็จักไม่มีวันวายชนม์เช่นกัน”

.

.

.

.

.

——————————————————-

เชื่อว่ามีหลายคนอ่านละงง คนแต่งก็งงค่ะ เนื้อเรื่องเกม Dark Souls มันซับซ้อนแบบนี้ล่ะค่ะ แถมเนื้อเรื่องในเกมก็ไม่ได้ให้มากทั้งหมดต้องไปปะติดปะต่อ จินตนาการ คาดเดากันเองต่อด้วย🤣

สำหรับฟิคนี้คือทดลองมือนะคะ หลังจากร้างไม่ได้เขียนอะไรมาสักพัก เห็นฮิตๆออเจ้าคำโบราณๆกันเลยอยากลองเขียนแนวภาษาเก่าๆดูบ้าง พอดีช่วงนี้ติดเกมนี้และชอบประวัติของสองศรีพี่น้องคู่นี้ด้วยเลยหยิบมาทดลองแต่งดู เนื้อเรื่องบางส่วนแต่งเองบางส่วนอิงจากบทสนทนาที่ตัวละครพูดในเกมนะคะ อาจจะเขียนชื่อสถานที่และตัวละครไม่ถูกต้องขออภัยล่วงหน้าไว้ ณ ที่นี้ด้วย 🙏🙏

[Drabble] – FFXV: Confined

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Genre: Alternate Universe / Fantasy

Rating: R

Previously: Captive

.

.

.

เพราะงดงามสูงส่งเหลือจะประมาณค่าได้เขาจึงปรารถนา

เพราะอยู่ไกลเกินกว่าเอื้อมไปคว้ามาเขาจึงต้องแย่งชิงมาครอบครอง

เพราะดวงตาแสนงามคู่นั้นไม่เคยเหลียวแลเขาจึงต้องจองจำ

เจ้ามนุษย์ตัวน้อยที่แสนเย่อหยิ่ง

เจ้านกน้อยในกรงทองของข้า

.

.

.

เสียงน้ำดังกระเพื่อมกระทบขอบหินอ่อนขาวเนื้อเย็นเยียบ ม่านควันสีขุ่นลอยฟุ้งประหนึ่งผืนม่านที่ปรารถนาจะซ่อนเร้นบางสิ่งในห้องเอาไว้ เงาพร่ามัวท่ามกลางไอหนาทึบเผยให้เห็นสองร่างที่แนบชิดซ้อนทับกันอยู่ริมขอบอ่างอาบน้ำกว้าง

กายาโปร่งเพรียวสมบูรณ์ด้วยกล้ามเนื้อนอนคว่ำหน้าราบไปกับหินอ่อนที่แผ่ไอเย็นซ่านแตกต่างจากช่วงล่างเปลือยเปล่าที่แช่อยู่ในน้ำอุ่นร้อนอย่างสิ้นเชิง เรือนผมเปียกลื่นมือสีเงินประดุจแสงจันทร์กระจ่างในรัตติกาลเดือนเพ็ญทิ้งตัวเคล้าคลอแผ่นหลังขาวเนียนเย้ายวนสายตาสีอำพันที่ลุกโหมด้วยเพลิงปรารถนา เรือนร่างสีแทนกำยำไม่แตกต่างกันขยับกระหนาบชิดให้ส่วนล่างที่ถูกบดบังด้วยสายธาราบดเบียดต้นขาหนั่นเย้ายวนตรงหน้า ปลายชิวหาก้มชื้นแฉะลากเลียเนื้อขาวละเอียดก่อนคมเขี้ยวจะฝังขบเม้มสร้างริ้วรอยแดงเข้มกระจัดกระจายราวกับจิตรกรที่ละเลงสีสันบนผืนผ้าพิสุทธิ์ จารึกเอกลักษณ์ของตนเองไว้บนงานศิลป์ชั้นยอด

ปีศาจร้ายพร่ำกระซิบเรียกนามมนุษย์ว่าเรวุสพลางเล้าโลมปลุกปั่นอารมณ์เบื้องลึกของมนุษย์ที่ถูกกดซ่อนเอาไว้อย่างระเริงใจ นิ้วสากระคายกดลากฟอนเฟ้นเรือนร่างน่าปรารถนาเบื้องหน้าด้วยความสุขสม ลมหายใจหอบสะท้านหนักเป็นห้วงๆผสมผสานกับเสียงครางครือดังแว่วลอดเรียวปากสีอ่อนอ้าเผยอสอดประสานกับท่วงทำนองหยอกเย้าน่าลุ่มหลงที่ขยับเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวน้ำ สะโพกเต่งตึงที่บิดส่ายไปตอบสนองต่อกระแสสันซ่านที่รุมเร้าร่างกายขาวผ่องราวกับคำเชิญชวนให้ตนนั้นรุกรานยิ่งปั่นป่วนสติแทบแตกกระเจิง

ราชาปีศาจร้ายคำรามลึกในลำคออย่างอดกลั้น ภาพกลีบปากนุ่มที่เม้มแน่นสนิทพยายามฝืนต้านกามารมย์ที่แผ่ซ่านไปทั้งตัวกับสายตาสองสีแปลกประหลาดที่ฉายประกายชิงชังปะปนไปกับกรุ่นไอกฤษณาเหลือบมองย้อนกลับมาตนนั้นช่างปลุกเร้าความร้อนร่านกลางตัวของเขาจนถึงจุดเดือนพล่านได้ดีเยี่ยม เพียงคมเล็บสะกิดเกี่ยวปลายยอดอ่อนไหวที่เติบโตอยู่ใต้กระแสน้ำแผ่วเบา เจ้าของเรือนผมเงินยวงก็ถึงกับสะท้านเฮือกบิดเร้ากาย เรียวนิ้งยาวเผลอจิกครูดไปบนพื้นหินเยือกเย็นหวังเพียงให้มันช่วยลดทอนความหวาบหวามที่กำลังกลืนกินตนอยู่

เสียงเรียกนามของปีศาจว่า อาร์ดีน ขาดเป็นห้วงๆเรียกรอยยิ้มกระหยิ่มให้ฉายชัดบนดวงหน้ากร้านแฝงริ้วรอย กลีบปากหนาหยักเข้ารูปคลี่ยิ้มพึงใจกับปฏิกิริยาตอบสนองของมนุษย์ตัวน้อยในกำมือของตน ยิ่งเจ้าปีศาจอารมณ์ดีมากเท่าไรจังหวะการเย้าหยอกของมันก็ยิ่งนุ่มนวลน่าหลงใหลจนกายขาวเพรียวแทบคลุ้มคลั่ง

ความรู้สึกพองโตเหมือนร่างกายกำลังจะแหลกสลายลงไปพริบตาช่างน่าหวาดหวั่นทว่ายิ่งขับเน้นรสชาติตื่นเต้นในเพลงสวาทให้เร้าร้อนทวีคูณ เรวุสเกลียดตนเองที่ไม่อาจหักห้ามใจไม่ให้ลุ่มหลงในท่วงทำนองหยาบโลนของอาร์ดีนได้ เขาพ่ายแพ้ให้กับปีศาจที่โรมรันเข้ามายึดครองบ้านเกิดเมืองนอนของตนไปแล้วแม้แต่เรื่องบนเตียงเขาก็ไม่ยังอาจเอาชนะอาร์ดีนได้

ราวกับที่แห่งนี้หลงลืมสิ้นซึ่งกาลเวลานับแต่จ้าวแห่งปีศาจทั้งมวลอุ้มพาราชามนุษย์แสนบริสุทธิ์มากักขังไว้ แสงสว่างบนฟากฟ้าไม่อาจระบุได้ว่ามันคือดวงตะวันแรงกล้าหรือจันทราสีนวล

หากแต่กรงทองหรูหราแห่งหาได้มืดทึบน่าหวาดหวั่นแต่กลับสว่างไสวโอบล้อมด้วยบุปผาชาติพฤกษาหอมละมุนนานาพันธุ์ เจ้าปีศาจช่างเอาอกเอาใจเชลยในเงื้อมมือตนยิ่งนัก ทั้งที่แห่งนี้ก็มีบ่าวไพร่มากเหรื่อรอปรนนิบัติรับใช้ไม่ห่างเพียงแค่เขาเอ่ยปากสิ่งที่ต้องการ…ทว่ายามนี้เหล่าทาสรับใช้ต่างหลบเร้นกายหายไปกันหมดราวกับรู้ดีว่านายเหนือหัวแห่งตนนั้นไม่ปรารถนาให้มีสิ่งใดมาขัดขวางรบกวนช่วงเวลาแห่งสำราญนี้

ณ ที่แห่งนี้ราชาปีศาจได้ช่วยสอนให้มนุษย์ตัวจ้อยที่แสนหยิ่งยโสได้รับรู้ถึงห้วงปรารถนาเบื้องลึกแสนเย้ายวนที่เจ้าตัวเพียรปฏิเสธเสมอมา

ช่างโง่เง่าโง่งมที่เรวุสเผลอไผลหลงระเริงไปกับมัน รสชาติของราคะช่างหวานล้ำอันตรายราวกับหยาดน้ำผึ้งเดือนห้าที่จอมมารร้ายเฝ้าเย้าหยอกป้อนให้กับราชามนุษย์ลิ้มลองไม่ขาด แม้จะพยายามผลักไสปฏิเสธไปมากเท่าไรอ้อมกอดแสนเจ้าเล่ห์เอาแต่ใจนั้นก็สามารถหลอกล่อให้เขาตกหลุมพรางแห่งตัณหาได้เสมอ ทุกค่ำคืนจอมบงการจะล่อลวงให้เขาต้องเดินมาติดกับดักกฤษณาดำมืดยั่วยวนใจด้วยวาจาดอกไม้แอบแฝงไว้ด้วยความหยาบโลนทุกครั้ง เรวุสแทบลืมสิ้นถึงทุกสิ่งทั้งหน้าที่หนักอึ้งที่ตนแบกรับมาตลอดและคนที่ตนเคยแอบเฝ้ามองอยู่ห่างไกลมาตลอด…ราชาแห่งแสงสว่างท่ามกลางรัตติกาลอันมืดมิด

เขาหลงลืมราตรีที่ครั้งหนึ่งเคยหลงใหลและกระโจนลงไปสู่ห้วงวังวนอเวจีหยาบช้าที่แสนร้อนร่านนี้

ค่ำคืนนี้ก็เช่นกันที่เขาไม่อาจหลบหนีจากอ้อมกอดที่คุมขังเขาไว้ได้อีกเช่นเคย มันเริ่มต้นด้วยแววตาเจ้าชู้กรุ่มกริ่มและถ้อยคำช่างจำนรรจานุ่มนวลเย้ายวนให้ภุมรินที่ติดใจในรสสวาทหวานละมุนก่อนที่มันจะจบลงด้วยความสัมพันธ์แปลกประหลาดที่ยากแท้จะบัญญัติความหมายถ่องแท้ของมันได้ เรวุสได้แต่ปล่อยให้เปลวเพลิงปรารถนาแผดเผาร่างกายนี้ชักนำให้เขาล่อยลอยไปตามเกมรักวิปลาศนี้

….กลิ่นกุหลาบอ่อนจางจากน้ำมันหอมระเหยโชยต้องปลายนาสิกเฉกเช่นทุกครั้ง….

….กระแสคลื่นหวิวหวามพุ่งทะยานตามจังหวะหยอกเย้าชื้นแฉะอย่างถนุถนอม…

….ห้วงเสียงห้าวที่คำรามอย่างสุขสมมาพร้อมกับความเสียวซ่านที่แปลบปลาบจากช่วงล่างขึ้นมา….

….เรือนร่างที่โยกไหวตามท่วงทำนองรุกเร้าชวนสะท้านที่โรมรันเข้ามาไม่หยุดหย่อน….

รัตติกาลนี้เขาก็ยังไม่อาจหลบหนีจากปีศาจที่คุมขังเขาไว้ได้ ยิ่งนับสายสัมพันธ์แปลกพิศดารนี้ระหว่างมนุษย์กับปีศาจยิ่งเกี่ยวกระหวัดร้อยรัดเขาไว้กับอาร์ดีน

ดวงหน้าเรียวได้รูปถูไถนาบไปกับหินเย็น ปล่อยให้ผู้ที่จองจำเขาไว้ยึดครองช่วงเอวสอบเพรียวกับสะโพกเต่งตึงตามอำเภอใจ เมื่ออีกฝ่ายไร้การต่อต้านขัดขืนราชาปีศาจยิ่งย่ามใจ มันยิ่งออกสำรวจทิ้งร่องรอยความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของบนร่างขาวพิสุทธิ์ทุกซอกทุกมุมทั้งภายนอกภายใน ร่างใหญ่กำยำตรึงกายขาวละเอียดเบื้องหน้าไว้พร้อมทั้งถาโถมบดขยี้ช่องทางคับแน่นที่มีเพียงตนเท่าที่ได้ครอบครอง เสียงครวญครางกระเซ้าระรื่นหูจากเรวุสด้วยความพึงใจยิ่งปลุกเร้าท่วงทำนองรุกรานให้ถี่รัวยิ่งขึ้นเพื่อส่งมอบคลื่นหฤหรรษ์ล้ำลึกยากจะพรรณนาให้กับคู่สวาทของตน

กระแสน้ำที่ร้อนรุ่มแทบเท้าของพวกเขาไม่อาจเทียบเคียงไฟราคะที่ลุกโชน ยิ่งสองร่างขยับไหวบดเบียดแนบชิดกัน พายุอารมณ์ปรารถนาก็ยิ่งลอยเตลิดไม่อาจหยุดยั้ง จนกระทั่งสายน้ำเอ่อทะล้นออกมานอกอ่างกว้างพร้อมกับเสียงหวีดร้องเสียวซ่านผสานกับเสียงคำรามลึกของรสชาติสุขสมเปรมปรีที่ดังติดต่อกันสะท้อนก้องภายในห้องมโหฬารเงียบงันแห่งนี้

ราชามนุษย์ที่อ่อนล้านอนทอดกายยาวหายใจเหนื่อยอ่อน ม่านตาสองสีงดงามปิดลงเพื่อพักผ่อนหวังให้ตนเองสามารถฟื้นคืนพลังที่สูญเสียไปกลับมาบ้างแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม เขารับรู้แค่เพียงความอุ่นร้อนของกลีบปากหยักที่ไล่จุมพิตแผ่นหลังของตนเองไปมาอย่างนุ่มนวลแตกต่างจากสัมผัสช่วงแรก

อยากรู้เหลือเกินว่าปีศาจที่ฉุดพรากเขามาจากบ้านเกิดเมืองนอนตนนี้จะคิดเช่นไรยามที่ครอบครองร่างกายไร้ค่านี้ตามแต่ใจต้องการ

ดวงตาสีทองประดุจอำพันนั้นจะมองเขาด้วยแววตาแบบไหนยามที่ตนนั้นบดขยี้ศักดิ์ศรีอันน้อยนิดของเขาให้เป็นผุยผง

เรวุสได้แค่เฝ้าเก็บงำความสงสัยไว้เพราะบัดนี้เขาไร้เรี่ยวแรงใดๆแล้ว ราชามนุษย์ผู้ตกเป็นเชลยได้แต่ครุ่นคิดภายในใจอยู่ในอ้อมกอดร้อนแรงของปีศาจหยาบช้าที่หาญกล้าจองจำครอบครองเขาไว้ในกรงทองหลังนี้

.

.

.