[Drabble] FFXV: First Sight

Paring: Prompto Argentum x Cindy Aurum

Rating: G

.

.

.

.

ถึงปากจะบอกคนอื่นปาวๆเสมอมาว่าตัวเองไม่เคยเชื่อเรื่องพรหมลิขิต รักแรกพบอะไรแต่จริงๆแล้วพรอมพ์โต้ก็แอบคาดหวังเสมอ

เขาหวังว่าสักวันเขาจะมีโอกาสได้พบเจอ ‘นางฟ้า’

เธอคือคนที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรง คนที่ทำให้ใจของเขาสั่นไหว คนที่เขาอยากจะใช้ชีวิตด้วยกันไปคนแก่เฒ่า

แต่คงจะยากสักหน่อย เพราะนิสัยจริงๆของพรอมพ์โต้เป็นคนที่ขี้อาย ภายนอกที่ทุกคนรู้จักเขาว่าเป็นร่าเริง เข้ากับคนอื่นได้ง่าย แถมยังติดนิสัยเจ้าชู้นิดๆนั้นเป็นเพียงแค่เปลือกนอกที่เขาเพียรพยายามสร้างขึ้นมา

แล้วใครจะรู้ว่าวันหนึ่งพรอมพ์โต้จะมีโอกาสได้พบเจอ ‘นางฟ้า’ ของเขาในวันที่อากาศร้อนระอุเหมือนตกอยู่ในบ่อลาวาแถมแผนการทุกอย่างที่วางไว้ก็พาลไม่เป็นใจไปหมด

รถเรกัลเลียที่ควรจะเป็นยานพาหนะพาพวกเขามุ่งหน้าสู่กัลดีน คีย์ดันมาเสียดับคาที่กลางถนนว่างเปล่าที่ดูไร้จุดสิ้นสุด รอบตัวเขามีเพียงท้องทุ่งเวิ้งว้างกับท้องฟ้ากระจ่างไร้เมฆบดบังแสงอาทิตย์

พวกเขาลองพยายามโบกรถขอความช่วยเหลือจากรถคันอื่นที่นานๆทีจะวิ่งผ่านมาแต่กลับถูกเพิกเฉยไม่ใยดีแต่ประการใด ก็พอเข้าใจได้ว่าข่าวคราวการรุกรานของจักรวรรดิสร้างความระส่ำระสายไปทั่วจนผู้คนต่างไม่ไว้วางใจกัน แต่พรอมพ์โต้ก็ไม่คาดคิดว่าคนนอกกำแพงจะแล้งน้ำใจกันขนาดนี้

สุดท้ายอิกนิสก็ตัดสินใจว่าสิ่งที่พวกเขาพอจะทำได้คือการใช้พละกำลังที่มีค่อยๆเข็นรถที่เสียนี้มุ่งหน้าไปยังจุดพักรถที่แฮมเมอร์เฮด ที่นั่นเป็นปั๊มน้ำมันและมีอู่ซ่อมรถรวมถึงร้านอาหารให้นักเดินทางได้พักผ่อนหย่อนคลายก่อนเดินทางไกล พวกเขาจะได้เอารถเข้าตรวจเช็คและพักผ่อนที่นั่นได้ คาดการจากสภาพสัญญาณนำทางในโทรศัพท์ที่เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ พวกเขาน่าจะอยู่ไม่ห่างจากปั๊มมากนัก

คำว่าไม่ไกลของอิกนิสนั้นหลอกลวงทั้งเพเลย เพราะกว่าจะถึงปั๊มน้้ำมันที่บอกไว้ระยะทางมันก็ไกลหลายไมล์มากๆแถมแดดที่สาดส่องกลางศีรษะพวกเขาก็แผดเผาพื้นถนนยางมะตอยที่พวกเขากำลังย่ำไปจนรู้สึกเหมือนกำลังเดินบนกระทะอังไฟก็ไม่ผิด อากาศที่เดือดพล่านขนาดนี้ทำเอาทุกคนเหงื่อโทรมกายหมดแรงใจเกือบไปไม่ถึงแฮมเมอร์เฮดเสียแล้ว

โชคยังดีที่พวกเขาหอบสังขารกันมาถึงปั๊มน้ำมันได้ก่อนและที่นั่นพรอมพ์โต้ก็ได้เจอ ‘นางฟ้า’ ของเขา!

‘นางฟ้า’ ของพรอมพ์โต้ไม่ได้อยู่ในชุดสีขาวสะอาดและมีปีกขนนกแบบในภาพวาด เธอมาในชุดช่างสีเหลืองสดใสทะมัดทะแมงรับกับเส้นผมสั้นสีทองสว่างและใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำมันเครื่องที่ข้างแก้ม เธอก้าวเดินเข้ามาพวกเขาด้วยท่าทางมั่นใจแต่สุภาพก่อนจะแนะนำตัวว่าเธอชื่อ ซินดี้ เป็นหลานสาวของคุณลุงซิด ในขณะที่พรอมพ์โต้กำลังนั่งหมดเรี่ยวแรงอยู่บนพื้นซีเมนต์จากการออกแรงเข็นรถคันมหึมาที่น้ำหนักมหาศาลพร้อมกับก่นด่าสาปแช่งอากาศร้อนอ้าวที่ทำให้ชุดเสื้อหนังสีดำของเขากลายเป็นเตาอบไป

เธอกล่าวแสดงความยินดีกับน็อคทิสที่กำลังจะเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับท่านหญิงลูน่าเฟรย่าในเร็วๆนี้ก่อนจะเริ่มสำรวจความเสียหายของตัวเรกัลเลียอย่างสนใจ

วาจาเฉลียวฉลาดฉะฉาน ท่าทางมาดมั่น ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา แถมด้วยความรอบรู้ในเรื่องเครื่องจักรกลสร้างความประทับใจให้กับพรอมพ์โต้อย่างมาก เขาแอบเฝ้ามองดูซินดี้ตรวจสอบระบบเครื่องยนต์รถเรกัลเลียแบบไ่ม่หวั่นเกรงคราบโลหะกับน้ำมันหล่อลื่นไม่วางตา

มันเป็นความรู้สึกที่ดีที่ก่อเกิดในใจตั้งแต่แรกพบ…ซินดี้แตกต่างจากผู้หญิงอื่นๆจริงๆ! ยิ่งมีโอกาสได้พูดคุยทำความรู้จักเขายิ่งประทับใจ!

น่าเสียดายที่พรอมพ์โต้ไม่มีโอกาสสร้างความรู้สึกดีๆให้กับซินดี้ได้จดจำตั้งแต่วันแรกที่เธอเจอเขาเพราะตอนนั้นเขาได้แต่นั่งแหมบหมดแรงเนื้อตัวมอมแมมด้วยเหงื่อไคล แถมตอนนั้นพวกเขายังยากจนข้นแค้นขนาดแทบไม่มีเงินสักกิลจะมาจ่ายค่าซ่อมเรกัลเลียให้เธอด้วยซ้ำ!!

ถ้าไม่ใช่เพราะซินดี้ใจดีช่วยแนะนำงานฮันเตอร์หาเงินให้กับพวกเขามีหวังชื่อน็อคทิสได้ไปเด่นหราบนหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งแน่นอนว่ามกุฎราชกุมารแห่งลูซิสเป็นพวกนักชักดาบ ไม่จ่ายเงินค่าซ่อมรถแน่แท้!!!

“เฮ้ มองไม่วางตาเลยนะ” เสียงเย้าแหย่มาพร้อมข้อศอกพระราชทานที่กระแทกเข้ามาใส่สีข้างคนที่มัวแต่ยืนพิงบานประตูเหม่อมองช่างสาวคนเก่งไกลๆจากรถบ้านติดกับร้านอาหารของทากะในเขตปั๊มน้ำมัน

“อย่าขัดจังหวะน่าน็อคท์” ชายหนุ่มที่แอบเฝ้ามองกันไปย่นหน้าใส่เจ้าชายเล็กน้อยก่อนจะรีบหันกลับไปมองหญิงสาวชุดสีเหลืองที่โดดเด่นมองเห็นได้ชัดเจนแม้จะอยู่ห่างในระยะนี้ เจ้าหล่อนกำลังสาละวนกับการซ่อมแซมเรกัลเลียของพวกเขาหลังจากเจ้าชายตัวดีพามันไปวิ่งวิบากในท้องทุ่งมาจนสภาพยับเยินไม่เบา

“สรุปแล้วคนนี้จริงหรอ?” เจ้าชายหนุ่มผมดำเอนตัวยืนพิงกรอบประตูฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าสบายๆพร้อมกับเลิกคิ้วสูงเป็นเชิงถาม

“อือ คนนี้ละ” แม้แก้มจะขึ้นสีระเรื่อเขินอายแต่ริมฝีปากบางกลับมีรอยยิ้มสว่างไสวปรากฎบนหน้าขาวตกกระน้อยๆช่วงโหนก

“ได้บอกเขาแล้วหรือยัง?” พรอมพ์โต้ทำหน้าสลดลงนิดหน่อยก่อนจะส่ายหัวยุกยิกปฏิเสธ

“นายนี่มันจริงๆเลยพรอมพ์โต้” น็อคทิสอดที่จะหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้ ถึงแม้ว่าใครต่อใครจะหาว่าเขาอ่อนหัดไร้ประสบการณ์เรื่องความรัก แต่กับท่าทางระริกระรี้ดีใจกับอาการเขินอายของเพื่อนสนิททุกครั้งเวลาเขาบอกว่าจะกลับมาที่แฮมเมอร์เฮดทีไรก็ทำให้คนอย่างน็อคทิสพอจะเดาอะไรได้บ้าง

“ดีแล้ว เจอเขาแล้วก็รักษาเขาไว้ให้ดี อย่าให้เขาหายไปนะ” เจ้าชายหนุ่มตบบ่าเพื่อนน้อยๆก่อนจะเดินหลบเข้าไปในรถปล่อยให้พรอมพ์โต้เฝ้ามองคนที่ตัวเองแอบปลาบปลื้มต่อไปเงียบๆ

ในใจของน็อคทิสก็เฝ้าภาวนาให้คนขี้อายรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปสารภาพความรู้สึกกับหญิงสาวได้ในเร็ววันนี้!!

.

.

.

.

==========

เป็นฟิคที่อยากเขียนให้ปอมและซินดี้แบบปัจจุบันทันด่วนมากๆค่ะ พอดีวันนี้กลับเข้าไปเล่น FFXV หลังจากไม่ได้เล่นมาสักพักแล้วปอมแจกภาพที่เราเอามาทำเป็นภาพประกอบฟิคนี้มาให้ เลยอยากแต่งอะไรนิดหน่อยให้ปอมเนื่องในโอกาสที่ทำงานดีค่ะ 💕 (นานทีปีหนจะแจกภาพงามๆให้ค่ะ 😂😂)

ทำดีต่อไปนะเจ้าหนูปอม ✌️💪

Advertisements

[Drabble] FFXV: Mistake

Pairing: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Rating: G

ช่วงนี้เขียนได้แต่อะไรสั้นๆเพราะสภาพสังขารอันไม่เที่ยงค่ะ 😂

ว่าแต่มันเรียกว่า Drabble ได้หรือเปล่า!?

*

*

*

มือเรียวใต้ถุงมือแบบเปลือยปลายนิ้วสีดำที่กำลังยกขึ้นหมายจะเคาะบานประตูเรียกคนด้านในถึงกับนิ่งชะงักไปเมื่อหูของเขาได้ยินเสียงคุยของเจ้าของห้องดังลอดออกมาเสียก่อน

“เดี๋ยวก่อนเรวี่ อยู่นิ่งๆสิ!!”

เรวี่!?

คิ้วสีบลอนด์ซีดบนใบหน้าที่ปรกติก็บึ้งตึงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งมุ่นขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยินเจ้าของห้องเอ่ยเรียกชื่อที่ไม่คุ้นเคย

“ชู่วๆ อย่าดิ้นสิขอฉันดูก่อน”

เสียงทุ้มนุ่มนวลของนายกรัฐมนตรีแห่งนิลเฟิลไฮม์นั้นยังคงพยายามปลุกปลอบอะไร…หรือใครสักคนที่อยู่ร่วมห้องกับเขาให้สงบลง

ความสงสัยใคร่รู้ส่งผลให้ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพจักรวรรดิตัดสินใจละมือลงมาแนบลำตัวก่อนจะขยับร่างเข้าไปแนบชิดกับบานประตูที่ยังปิดสนิทพร้อมกับเอียงหูนาบเหนือแผ่นไม้นั้นหวังจะเงี่ยหูฟังได้ถนัดถนี่ยิ่งขึ้น

“อืม เด็กดี เด็กดี มาๆไหนพลิกตัวอ้าขาออกหน่อยสิเรวี่”

คำพูดล่อแหลมที่ดังลอดออกมาจากข้างในห้องพาลทำให้คนในชุดคลุมสีขาวที่กำลังทำตัวลับๆล่อๆหน้าห้องถึงกับหน้าร้อนวูบวาบ

…หรือว่าหมอนั่นจะ!?

“เด็กดี นายนี่สวยมากๆเลยเรวี่ ไหนขอฉันข้างล่างของนายหน่อย….อ๊า ไม่้เอาน่าไม่ต้องเขินอายไปหรอกหน่า!!”

เสียงของรัฐมนตรีจอมอู้งานที่สุดโลกยังคงดังลอดประตูออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยคที่ทำให้คนแอบฟังรู้สึกหน้าม้านและสะท้านอายยิ่งนัก นอกจากนี้ยังทำให้เรวุสอดขุ่นเคืองใจในความรู้จักกาลเทศะของอีกฝ่ายไม่ได้

ตนเองเป็นถึงรัฐมนตรีและที่ปรึกษาส่วนพระองค์ขององค์พระจักรพรรดิ แต่กลับไม่ยอมทำงานทำการ กลับพาคู่ขามาพลอดรักกันกลางสถานที่ทำงานกลางวันแสกๆแบบไม่ใส่ใจกฎระเบียบแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน!!!

มือหนาเอื้อมไปบิดลูกบิดประตูเปิดออกพร้อมกับก้าวขาเข้าไปภายในห้องของที่ปรึกษาส่วนพระองค์อย่างถือวิสาสะ ม่านตาสองสีคมกริบกวาดมองสอดส่องหาคนตัวที่กำลังทำตัวเกียจคร้านใส่เกียร์ว่างเป็นสาเหตุให้งานของเขาไม่สามารถดำเนินการต่อได้จนต้องเดินมาตามเองถึงที่นี่

ผู้บัญชาการหนุ่มนิ่วหน้ากับกองเอกสารปึกใหญ่ที่ยังคงกองะพะเนินเต็มโต๊ะทำงานตัวกว้างยังคงไม่มีวี่แววจะได้รับการเหลียวแลแต่ประการใด เรวุสเดาะลิ้นด้วยความขัดใจก่อนพยายามมองว่าเจ้าของห้องที่พล่ามไม่ยอมหยุดนั้นหายไปไหน

หางตาเรียวเหลือบเห็นร่างในชุดสีดำกำลังนั่งเอกเขนกอยู่บนโซฟารับแขกอีกมุมของห้องใหญ่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าตัวคงกำลังเคล้าคลอสำราญใจกับคู่ขาที่ชื่อเรวี่เป็นแน่แท้

ช่วงขาเรียวยาวใต้ชุดคลุมตัวนอกสาวเท้าฉับๆดิ่งไปหาตัวปัญหาพร้อมกับอ้าปากร่ายยาวตำหนิติเตียน

“อาร์ดีน อิซูเนีย ท่านเป็นถึงรัฐมนตรีและที่ปรึกษาแท้ๆ ไฉนถึงได้ทำตัวไร้ยางอายเช่นนี้ กล้าขนาดพาคนเข้ามาทะ…”

วาจาแข็งกร้าวชะงักกึกในทันทีทันใดเมื่อเรวุสเห็น’เรวี่’ บนตักของที่ปรึกษาจอมเจ้าเล่ห์เต็มสองตา

ดวงตาเรียวสวยสองสี

หูแหลมชี้ตั้งสองข้าง

ขนสีขาวปลอดสะอาดตา

ช่วงตัวดูแข็งแรงปราดเปรียว

อุ้งเท้าเป็นสีชมพูเด่นชัด

เมื่อ ‘เรวี่’ อ้าปากเขี้ยวแหลมเล็กน่ารักทั้งสองข้างก็โผล่ออกชัดเจน

เรวี่สังเกตุเห็นผู้มาใหม่ในห้องมันถึงลุกขึ้นยืนสี่ขาบนหน้าตักของอาร์ดีนพร้อมกับเอียงหน้ามองดูคนที่ถือวิสาสะเข้ามาในห้องอย่างสงสัยก่อนที่ ‘เรวี่’ จะส่งเสียงร้องหง่าวออกมาทีหนึ่ง

ใช่…เรวี่เป็นแมว…แมวสีขาวปลอดนัยน์ตาสอสี!!

ท่าทางที่แปลกจากเดิมของเหมียวน้อยบนตักทำให้เจ้าของห้องเหลียวหลังกลับมามอง

“อ้าว สวัสดีท่านผู้การ มีธุระอะไรกับฉันหรือถึงได้มาเยี่ยมเยือนกันถึงห้องทำงานแบบนี้?” เจ้าของห้องทำหน้าเหรอหราราวกับเขานั้นไม่รู้จริงๆว่าผู้บัญชาการสูงสุดได้บุกเข้ามาห้องแล้ว แต่สีหน้าเสแสร้งแบบนั้นไม่อาจตบตาเรวุสไปได้

“อา พอดีเลยเมื่อกี้ฉันกำลังแปรงขนให้้เรวี่ใกล้จะเสร็จแล้ว โปรดรอสักครู่นะท่านผู้การ” เจ้าของห้องแกล้งพะยักพะเยิดไปที่แปรงหวีขนแมวที่กำลังถืออยู่ในมือ”เรวี่นะดื้อมากเลยไม่ยอมอยู่นิ่งๆให้ฉันจัดการสักที”

เรวี่ยืนบิดตัวอย่างเกียจคร้านบนหน้าตักของอาร์ดีนก่อนสะบัดหางไม่ใส่ใจคนที่พยายามยะคว้าตัวมันไว้ แมวน้อยกระโดนแผล้วเดินเยื้องย่างไปตรงไปหาเรวุส ก่อนที่เจ้าตัวขนปุยสีสะอาดซุกไซ้เคล้าคลอแทบเท้าผู้บัญชาการสูงสุด ม่านตาสองสีเบิ่งกว้างด้วยไม่คาดคิดก่อนร่างสูงโปร่งจะพยายามขยับเท้าหลบเจ้าเหมียว แต่มันก็ยังคงเดินตามตื้อไม่ยอมห่าง

“เจ้าเหมียวตัวนี้มันหลงทางมาฉันเห็นเข้าเลยอดสงสารไม่ได้ ก็เลยพามันมาอยู่ด้วย…พอเห็นตาของมันแล้วอดคิดถึงผู้การไม่ได้เลยตั้งชื่อให้ว่า เรวี่” อาร์ดีนก็ยังคงร่ายยาวตามสไตล์ตัวเองพลางมองดูเรวี่ที่ดูท่าจะติดใจเรวุสพยายามเดินพะเน้าพะนอไม่ยอมหยุด

“ท่านผู้การนี่ช่างน่าอิจฉาจริงๆเลยนะ เรวี่แทบไม่ยอมฉันอุ้มเลยด้วยซ้ำ” เรวุสหันขวับไปมองค้อนตาเขียวใส่เจ้าของเสียงทุ้มที่นั่งเท้าคางมองดูเขาแถมยังทำเสียงกระเง้ากระงอดน้อยใจอยู่บนโซฟา ในขณะที่ขาก็พัลวันยกหลบเจ้าตัวแสบสีขาวปลอดที่คงนึกว่าเขากำลังเล่นสนุกด้วย มันมุดลอดเท้าเรวุสไปมาพลางใช้จนอ่อนนุ่มซุกไซ้้เขา

“โอ๊ะๆ ระวังหน่อยผู้การ” เพราะมัวแต่พยายามขยับตัวหลบแมวน้อยทำให้แข้งขาของเขาพันกันเกือบจะล้ม ยังดีที่้เจ้าของห้องที่ลุกมายืนข้างๆเขาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ดึงตัวเรวุสไว้ได้ทันท่วงที แขนกำยำเอื้อมมือคว้าเอวสอบไว้พร้อมกับถือวิสาสะเอามือซุกซนวางแหมะบนสะโพกแน่น

ม่านตาสองสีไม่เข้าคู่ดุดันจ้องเขม็งคนฉวยโอกาสลวนลาม “ปล่อย!!”

แต่ดูเหมือนคำสั่งขึงขังนั้นจะเป็นแค่สายลมที่ลอยผ่านโสตของรัฐมนตรีผมสีม่วงเจือแดง อีกฝ่ายดูไม่ใส่แถมยังรั้งร่างในชุดคลุมสีขาวยาวให้ขยับแนบสนิทกับตนเอง เมื่อเรวุสจะอ้าปากเอ่ยประท้วง ปลายนิ้วยาวก็วางแนบเหนือกลีบปากนุ่มคล้ายกับปรามให้้้เขาเงียบเสียงลง

“ชู่ว เด็กดี” ประกายตากรุ่มกริ่มไม่น่าไว้วางใจพราสระยับในดวงตาสีน้ำตาลเหลือง รอยยิ้มแสนกลแบบที่คนมองเกลียดชังคลี่บนเรียวปากหนาหยักเข้ารูปบนใบหน้ากร้านนั้นก่อนที่อาร์ดีนจะแกล้งเปรยออกมาดังๆให้คนฟังต้องหน้าร้อนวูบด้วยอับอาย

“ใครหนอ เข้าใจผิดคิดว่าฉันแอบเอาคู่รักมากกในห้อง เฮ้อ!! ทำความดีแท้ๆแต่กลับไม่มีใครมองเห็นเสียได้”

พวงแก้มขาวแดงก่ำด้วยละอายใจที่ถูกอีกฝ่ายตำหนิ อยากจะเถียงกลับไปใจแทบขาดว่าเพราะนิสัยของอีกฝ่ายแท้ๆต่างหากที่พาลทำให้เขาไม่อาจคิดอะไรที่เป็นเรื่องดีๆได้

“หืม? ว่ายังไงท่านผู้การ ฉันรอฟังอยู่นะ” น้ำเสียงทุ้มยียวนดังกระซิบข้างหู แถมด้วยฝ่ามือร้อนระอุที่เลื้อยไล้ไปตามช่วงเอวคอดจนรู้สึกขนลุก

“ฉันขอ…โทษ” เรวุสกัดฟันกรอดเอ่ยคำที่ไม่อยากพูดออกไป

รอยยิ้มน่าชังวาดกว้างบนใบหน้าอาร์ดีนที่ค่อยเคลื่อนประชิดเข้ามาคลอเคลียดวงหน้าขาวผ่องที่มักบึ้งตึงคิ้วขมวดหากันเสมอๆ

“ฉันยกโทษให้” เสียงทุ้มแหบทว่าแฝงความนุ่มนวลไว้กระซิบเหนือกลีบปากหยุ่นนิ่มสีอ่อน

เจ้าเหมียวสีขาวปลอดแหงนหน้ามองดูสองร่างที่ตวัดกอดรัดกันแนบแน่น นัยนตาคู่โตสองสีของมันจ้องมองชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีทองซีดกำลังถูกชายกลางคนผมสีไวน์แดงกระเซิงรุกไล่จุมพิตอย่างหนักหน่วง มันเอียงคอมองด้วยความสนใจพลางสะบัดหางไปมาอย่างใคร่รู้สักพัก เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจมันแล้วแมวขาวจึงลุกขึ้นหมุนตัวสะบัดยาวของตนเองเดินหันหลังจากไป

*

*

*

[Drabble] FFXV: The Temptation

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Rating: R (หรือเปล่า? 😂)

Previously: The Invitation

..

..

..

..

..

เขาเฝ้ามองดูหุ่นมาจิเทคที่ส่งไปหาคนคนหนึ่งเดินกลับมามือเปล่าเช่นทุกวัน มันไม่ได้นำคำตอบรับจากคนที่เขามาดหมายกลับมาด้วยเช่นทุกครั้ง ม่านตาอำพันฉายแววอ่อนใจปนขบขันก่อนจะโบกไล่หุ่นยนต์ตัวนั้นให้ออกไป

ทุกวันที่เขาเฝ้าเพียรส่งคำเชื้อเชิญไปยังอดีตเจ้าชายสูงศักดิ์แห่งเทเนแบร ทว่าผลความตั้งใจนี้กลับคว้าน้ำเหลวเสมอมา อีกฝ่ายช่างใจแข็งตั้งป้อมไม่ยอมมาพบเขาเป็นการส่วนตัวเลยสักครั้ง

แต่อาร์ดีนก็ยังคงเฝ้าส่งกุหลาบดอกน้อยกับการ์ดเชิญไปให้เรวุสไม่เคยว่างเว้น

มันอาจจะดูโง่เง่าที่เขาเลือกไม่ยอมแพ้กับคนที่ปฏิเสธแข็งกร้่าวแบบเรวุส แต่อาร์ดีนกลับยังใจเย็นและเลือกที่จะไม่สะทกสะท้านแม้จะถูกอีกฝ่ายตัดรอนแบบเหลือเยื่อใย

ค่ำคืนนี้อาร์ดีนเลือกที่จะนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องพักส่วนตัวอย่างสบายใจ โสตประสาทฉับไวของเขาจับได้ถึงเสียงฝีเท้าที่แสนคุ้นหูดังจากโถงทางเดินพลอยให้รอยยิ้มบางๆยกขึ้นบริเวณมุมปาก

เสียงฝีเท้าที่คาดหมายหยุดลงหน้าห้องของเขาทว่ากลับไร้เสียงเคาะเรียก เขาเลือกที่จะนิ่งบนเก้าอี้ พลิกหน้าหนังสืออ่านต่อไปอย่างใจเย็น คนที่ยืนด้านนอกน่าจะกระสับกระส่ายไม่น้อยราวกับยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรที่จะเคาะบานประตูเรียกคนด้านในดีหรือไม่

เสียงฝีเท้ากับชุดเกราะกระทบกันเดินไปมาหน้าห้องบ่งบอกว่าคนที่เดินมาถึงนั้นว้าวุ่นใจมากเพียงใด อาร์ดีนลอบยิ้มขบขันกับความมาดแยะของอีกฝ่ายที่เพียรรักษาไว้ เขาแกล้งพลิกหน้าหนังสือถัดไปขึ้นอ่านเพื่อเป็นการรั้งรอให้ผู้มาเยือนตัดสินใจได้โดยไม่เร้งเร้า

.

5

.

4

.

3

.

2

.

1

.

บิงโก!!

เสียงเคาะประตูเบาๆสองทีดังขึ้นตรงกับที่อาร์ดีนคาดการณ์ไว้อย่างแม่นยำ คนตัวสูงใหญ่ขยับลุกขึ้นสาวเท้าตรงไปประตูอย่างเชื่องช้าประหนึ่งจะกลั่นแกล้งคนที่รออยู่ด้านนอกให้กระวนกระวายด้วยกลัวว่าจะมีใครมาพบเห็นตนเองยืนลับๆล่อๆแถวหน้าห้องของรัฐมนตรียามวิกาล

เมื่อบานประแง้มเปิดออก ใบหน้าขาวนวลบึ้งตึงล้อมกรอบด้วยเส้นไหมเงินแวววาวจับตาเรียกความสำราญให้กับคนมองยิ่งยวด

เด็กน้อยของเขามักไม่ค่อยยิ้ม ทุกคราที่พบกันอีกฝ่ายมักจะหยิบเอาหน้ากากเครียดขรึมมาใส่ไว้

และถ้ายิ่งเขาแย้มรอยยิ้มพึงใจมากเพียงใดฝั่งตรงข้ามยิ่งทำหน้าเกลียดชังเหมือนอยากฉีกทึ้งเขาออกเป็นชิ้นๆ

อาร์ดีนฉวยโอกาสโอบรอบเอวคอดรั้งให้กายใต้ชุดขาวพิสุทธิ์ถลำตัวเข้ามาภายในห้องพัก เสียงล็อคบานประตูตามไล่หลังไม่ห่าง

นิ้วเรียวเอื้อมไปเกลี่ยไล้ปรางค์ขาวนวลก่อนจะช้อนเชยปลายคางให้เชิดยกขึ้นชิดกับใบหน้ารกครึ้มของตนเอง ริมฝีปากหยักโน้มลงไปเคล้าคลอเหนือเรียวปากหยุ่นนิ่มทว่าไม่ได้ครองครองลงไปในทันที เขาเลือกที่จะรั้งรอจนเมื่อแน่ใจว่าเรวุสไม่ได้มีทีท่าปัดรอนเขาออก อาร์ดีนจึงบรรจงบดเบียดจุมพิตลงไป

เขาค่อยๆกดน้ำหนักลงไปทีละน้อยอย่างถือสิทธิ์ เรียวลิ้นชื้นอ้อยอิ่งบนไล้วนไปบนกลีบปากนุ่มพร้อมกับรุกคืบเข้าไปพันเกี่ยวกับอีกคนอย่างเชื่ิองช้า

เสียงครางเครือประท้วงของคนในอ้อมแขนฟังดูยังไม่ประสา อาร์ดีนจงใจค่อยๆละเลียดชิมความหอมหวานของกุหลายม่วงดอกตูมดอกนี้แบบไม่รีบร้อน

ผลสัมฤทธิ์ของความเพียรและเฝ้ารออย่างอดทนช่างหวานล้ำและคุ้มค่า มือหนาลูบไล้ไปตามสัดส่วนแน่นหนันเหมาะมืิอของร่างโปร่งตรงหน้่า

กว่าเหยื่อตัวงามของเขาจะยอมก้าวลงสู่กับดับพรางที่วางล่อไว้อาจจะยาวนาน แต่รางวัลของคนที่อดเปรี้ยวไว้กินหวานทีหลังมันย่อมอร่อยกว่าการดึงดันจะกินผลที่ยังไม่สุกงอมเต็มที่

ใต้เงาสลัวมีสองร่างที่โถมทับกันประหนึ่งกำลังโรมรัน สลับด้วยเสียงหอบพร่ากระเส่่าหวิวหวามเหนื่อยอ่อน

…คืนนี้เจ้ากุหลาบม่วงแสนสวยได้แย้มบานสะพรั่งอวดโฉมของตนเองต่อหน้าดวงตาอำพันที่เฝ้าจับจ้องด้วยหลงใหล…

..

..

..

..

..

[Drabble] FFXV: The Invitation

Pairing: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Rating: PG

..

..

..

..

..

การ์ดเชื้อเชิญสีพิสุทธิ์นอนเคียงคู่กับดอกกุหลาบสีม่วงเข้มหนึ่งดอกบนถาดเงินแวววาวที่ถูกประคองเข้ามาวางบนโต๊ะทำงานของเขาด้วยหุ่นมาจิเทคตัวหนึ่งเหมือนเดิมในทุกๆวัน

และเรวุสก็เลือกที่จะปฏิเสธคำชวนที่อีกคนเพียรส่งมาให้ไม่ขาดอยู่ร่ำไปเฉกเช่นทุกวัน

นัยเนตรสองสีคมกริบตวัดมองชื่อที่ลงท้ายไว้บนการ์ดขาวสะอาดตาเพียงแวบเดียวก่อนจะโบกมือไล่หุ่นยนต์ที่รับหน้าที่ผู้ส่งสาสน์ออกไปจากห้องทำงานด้วยสีหน้ารำคาญ

เขาไม่อาจปริปากบ่นหรือฝากถ้อยคำตัดรอนใดๆกลับไปให้คนที่ส่งมาได้เลยเพราะหุ่นยนต์พวกนี้ไม่สามารถเจรจาได้ พวกมันมีหน้าที่เพียงแค่รับคำสั่งให้ปฏิบัติตามเท่านั้น

มุมปากบางสีอ่อนเม้มสนิทอย่างครุ่นคิดหนักหน่วงเมื่อเสียงบานประตูเหล็กหนักหนาปิดสนิทลง

ไม่รู้ว่าที่อีกฝ่ายยังคงเพียรพยายามส่งคำเชื้อเชิญแบบเดิมมาให้เขาทุกวันนี้เป็นเพียงเพราะความสนุกสนานที่จะได้เอาชนะเขาเหมือนเด็กๆ หรือจริงๆแล้วเจ้าตัวนั้นปรารถนาอยากเจอเขาจริงๆแต่โง่เง่าไม่รู้เบื้องลึกว่าเหตุใดเขาถึงไม่อยากไปพบเขาในที่รโหฐาร

กุหลาบบานสะพรั่งสีแปลกตาที่นอนเคียงข้างบัตรเชิญถูกหยิบยกขึ้นมา ปลายจมูกโด่งรั้นโน้มลงดอมดมกลิ่นหอมหวานละมุนของมันที่ช่วยช่วยขับไล่อารมณฺว้าวุ่นใจของเขาไปได้เช่นทุกครั้ง

รอยยิ้มเหยียดคลี่เหนือกลีบปากนุ่มที่กดจุมพิตลงบนผกาดอกน้อยแผ่วเบา ราวกับเขากำลังส่งมอบจุมพิตให้กับผู้ที่ฝากมันมาผ่านกลีบบุปผาบอบบางนี้

แม้จะแสนรังเกียจและหวาดหวั่นใจ แต่้เรวุสก็อดใจตนเองไม่ให้ตกบ่วงที่อีกฝ่ายจงใจขุดล่อเหยื่อไม่ได้เลย

….บางทีคืนนี้เขาอาจจะยอมไปพบคนหน้าด้านคนนั้นสักครั้ง…

ร่างในชุดคลุมสีพิสุทธิ์ได้แอบครุ่นคิดในใจเมื่อหางตาสบเข้ากับชื่อของคนที่้เขาเฝ้าตามตื้อไม่ยอมเลิกบนมุมกระดาษบัตรเชิญ

‘Ardyn Izunia’

..

..

..

..

..

[SF] – Day of Doom

Fandom: Dark Souls III

Paring: Lorian, Elder prince 🗡️ / Lothric, Younger prince 👑

Warning: This is fiction based on characters from Dark Souls III and my own imagination. Copyright do belongs to Fromsoftware; I don’t claim any ownership over them.

Sources:

1. The Moof ➡️ Link

2. Dark Souls 3 wiki fextralife ➡️ Link

.

.

.

.

.

โลกแห่งไฟที่กำลังมอดดับ คำทำนายแห่งยุคมืดที่กำลังคลืบคลานประชิดเข้ามอย่างไร้สิ้นหนทางหลีกหนี

ไพ่ตายใบสุดท้ายที่อาจช่วยปลุกชีพยุคสมัยแห่งเปลวไฟอันโชติช่วงชัชวาลอีกครั้ง

เสียงระฆังที่ลั่นกังวานไปทั้งพื้นพิภพ สัญญาณเรียกขานให้เหล่าลอร์ด ออฟ ซินเดอร์ต่างๆขึ้นประทับบังลังค์เพลิง

เพื่อเชื่อมโยงตนเองเข้ากับกองไฟที่อ่อนแสงลงและเต็มไปด้วยเถ้าถ่าน เป็นเชื้อเพลิงมอดไหม้ต่อลมหายใจของโลกแห่งไฟยังคงยืนยาวต่อไป

.

.

.

บนกำแพงเมืองลอธริคสูงลับตา เขาเหม่อมองดูฟากฟ้าสีหม่นหมองด้วยนัยน์ตาที่พร่ามัว เศษขี้เถ้าธุลีชีวิตปลิวว่อนในอากาศ กลิ่นสาบสางเหม็นไหม้น่ารังเกียจคละคลุ้งทุกห้วงลมหายใจที่สูดดม เสียงกรีดร้องทุกข์ทรมานของทหารหาญของอาณาจักรที่เริ่มสูญสิ้นซึ่งแล้วซึ่งสติสัมปชัญญะและความรู้สึกเยี่ยงมนุษย์ทั่วไปดังก้องสลับกับเสียงคำรามลั่นของไวเวิร์นตัวมหึมาที่โฉบบินลงมาเกาะเหนือป้อมปราการ เป่าพ่นลมหายใจเพลิงทมิฬกาลเผาผลาญทุกชีวิตให้ราบพณาสูรไปในพริบตา

โอเซียรอส ราชาแห่งอาณาจักรลอธริคและสมเด็จพระบิดาของเขาได้เสียสติวิปลาศจนไม่อาจว่าราชการงานเมืองได้นานแล้ว อีกทั้งหลักชัยทั้ง 3 อันเป็นดั่งแก่นกลางหัวใจของการปกครองก็แตกแยกด้วยลัทธิเทวทูตแห่งสรวงสวรรค์ที่บังเกิดขึ้นมาในยุคสมัยของเขา สงครามกลางเมืองที่เหล่าทหารกล้าและอัศวินสูงศักดิ์จะต้องหยิบอาวุธขึ้นมาห่ำหั่นกันเองอย่างเลือดเย็นก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เงามืดแห่งความเสื่อมสลายทาบทับเหนืออาณาจักรที่รุ่งโรจน์ถึงขีดสุด

คราบเลือดแดงฉานสาดกระเซ็นกำแพงปราการลอธริค

โลหิตของพวกพ้องไหลอาบย้อมคมดาบเป็นสีชาด

ศพแล้วศพเล่าทับถมจนกลายเป็นเนินสูง

ผู้คนเข่นฆ่าล้มตายกันล้มตายดั่งใบไม้ที่หลุดร่วงจากกิ่งก้านในช่วงเหมันตฤดู

ช่างน่าเศร้าที่ความยิ่งใหญ่ของโลกกำลังจะถึงจุดจบ

ช่างน่าหดหู่ยิ่งนักที่ต่องเฝ้ามองยุคทองค่อยๆมอดดับไปเร็วขึิ้นชั่วยามที่ล่วงผ่านเลย

“หากเจ้าคิดเช่นนั้นใยจึงปฏิเสธเสียงระฆังที่เปล่งกังวานร้องเรียกเจ้าเล่า?” วาจานิ่งสงบดังมาจากร่างกายที่สูงใหญ่มหึมาที่ยืนตระหง่านอยู่เคียงข้างเขาเหนือกำแพงเมือง ปลายผมสีเงินสว่างยาวประบ่ากว้างของเขาพริ้วไหวน้อยๆใต้สายลมอ่อน ภาพเบื้องหน้าดูสงบเยือกเย็นและมั่นคงราวกับความโกลาหลใดๆก็มิอาจสั่นคลอนคนผู้นี้ไปได้

ณ ที่แห่งนี้คือเขตพระราชฐานชั้นในอันเป็นที่ประทับแห่งองค์ราชา ในเวลามันยังคงปลอดภัยจากความวุ่นวายภายนอกและได้รับการอารักขารัดกุมจากอัศวินในชุดเกราะเงินแวววาวที่เดินลาดตระเวณขวักไขว่ไปมา เสียงคมศาตราวุธตีกระทบชุดเกราะหนาทุกจังหวะเคลื่อนไหวกึกก้องโถงทางเดินและปราการชั้นในสุดไม่ขาด

“พี่ท่านหยอกข้าเล่นแล้ว”

เขาตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอ่อนระโหย เรือนร่างแบบบางอ่อนเปลี้ยใต้ชุดคลุมสีทมิฬสั่นน้อยประหนึ่งว่าเจ้าของร่างนั้นกำลังพยายามจะสรวลสรรในความขบขันของมุกตลกนั้น ทว่าเพียงไม่นานเขาก็ต้องไอโขลกออกมาอย่างหนักจนกายาสูงสง่าต้องผินพักตรามามองด้วยห่วงใย

อุ้งมือใหญ่ที่คุ้นชินกับการกอบกุมดาบประจำดาบเล่มเขื่อนแผดเผาด้วยไฟโลกันตร์เลื่อนมาปลอบประโลมอนุชาแฝดของตนด้วยความอ่อนโยนยิ่ง แม้เขาจะมีรูปร่างที่ใหญ่โตเทอะทะแต่กลับปลอบโยนได้ถนุถนอมยิ่งนัก

โอรสใต้ร่มเศวตฉัตรของราชาโอเซียรอสนั้นหาใช่โอรสโดดไม่ หากแต่พวกเขานั้นกำเนิดมาสู่โลกแห่งนี้พร้อมกัน ทั้งสองได้รับการขนานพระนามว่า เจ้าชายลอเรี่ยน และ เจ้าชายลอธริค

แม้จะเป็นฝาแฝดที่กำเนิดสู่โลกพร้อมกัน หากแต่พวกเขานั้นแตกต่างกันราวท้องนภาและก้นเหวลึก

ลอเรี่ยนผู้พี่นั้นครอบครองร่างกายที่ใหญ่มหึมาและพละกำลังที่เหลือล้นไม่ต่างเผ่าพันธุ์ยักษาอันเป็นเชื้อสายจากพระราชมารดา เมื่อเจริญชันษามากขึ้นก็ได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวินทรงเกียรติของอาณาจักร เขาเป็นองค์ชายที่สมสง่าสมภาคภูมิ

ต่างจากเขาอย่างสิ้นเชิง ลอธริคผู้เป็นน้องกำเนิดมาพร้อมกับร่างกายพิกลพิการและสุขภาพที่อ่อนแอจนแทบไม่อาจลุกจากแท่นบรรทมได้ เขามิเคยมีโอกาสเหยียบย่างออกไปนอกเขตพระราชวังแม้สักนิด สิ่งเดียวที่ดูจะเป็นข้อดีของเขานั้นคือพลังอำนาจเวทมนตร์มหาศาลที่ติดกายมาแต่กำเนิด และดวงชะตาแห่งผู้เสียสละที่เขาต้องแบกรับเอาไว้นับแต่ดวงตาเลอะเลือนคู่นี้ยังไม่ได้ลืมขึ้นดูโลก

ลอธริคถูกกำหนดไว้ให้เป็นลอร์ด ออฟ ซินเดอร์ ด้วยพลังอำนาจเวทมนตร์มหาศาลที่มีติดกายมา ตำแหน่งยิ่งใหญ่นี้พ่วงมาพร้อมภาระหนักอึ้ง

สักวันเขาจะต้องสละชีพของตนเองเพื่อขึ้นครองบังลังค์อัคคีที่จะเผาผลาญร่างกายผุพังนี้ให้เป็นจุล เรือนร่างที่มอดไหม้จะเติมเชื้อไฟให้กับเปลวเพลิงแรกของโลกเพื่อให้มันลุกโชนร้อนแรงและคงดำรงการมีอยู่ของโลกเอาไว้ต่อไป และจิตเน่าเฟะดวงนี้จะหลอมรวมเข้ากับเหล่าลอร์ดแห่งบรรพกาล ผู้ที่หาญกล้าเชื่อมต่อตนเองเข้ากับกองไฟ

เมื่อร่างกายที่เปราะบางแทบแหลกสลายลงได้ไอโขลกจนมันพึงใจแล้วเขาจึงค่อยผ่อนกระแสลมปราณแล้วเอ่ยช้าๆอย่างมั่นคง

“โลกก็เหมือนกองไฟที่มีวัฏจักรของมันเอง เมื่อมีเกิดขึ้นมันก็ต้องดับไปสักวัน…แค่เวลาที่ล่วงผ่าน”

เสียงระฆังที่ดังสะท้อนนั้นสะท้านลึกเข้าไปภายในใจที่ว่างเปล่าของเขา ห้วงกาลเวลาได้ไหลเวียนมาบรรจบถึงจุดแห่งความเสื่อมสลายแล้ว

เมื่อไฟอ่อนกำลังลง เสียงเพรียงเรียกจากเหล่่าผู้แสวงหา เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไกลมาเพื่อเฝ้ารอคอยการปรากฎตัวของลอร์ด ออฟ ซินเดอร์ ที่จะช่วยกอบกู้โลกใบนี้ไว้ได้ก็ยิ่งชัดเจน

ทว่าบัดนี้บังลังค์อัคคี ณ แท่นบูชาทุกอันกลับว่างเปล่า เมื่อปราศจากผู้ที่ต้องทำหน้าที่เชื้อไฟเปลวไฟบนโลกก็ทวีความอ่อนแรง เงามืดของ ดิ อะบิสยิ่งกล้าแข็ง

เพราะเขาเลือกปฏิเสธที่จะเจริญรอยตามที่บรรพบุรุษที่เขียนเส้นเอาไว้ อารยธรรมของมนุษย์จึงใกล้ถึงกาลดับสูญ…ลอธริคเองก็ไม่ต่างกัน เงื้อมเงาของดิ อะบิสได้ครอบทับในเงาตาคนทั่วไปและดึงให้อาณาจักรแห่งนี้กลายเป็นเพียงดินแดนต้องสาป มีเพียงเหล่าซากศพเน่าเปื่อยไร้สติเดินเพ่นพ่านทำร้ายทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า

เขาผู้ปฏิเสธการทำหน้าที่ในวงจรอุบาวท์สามานย์เพื่อยื้อเวลาของโลกที่แสนโหดร้ายนี้ไว้จะต้องเฝ้ามองโลกพังทลายไปต่อหน้า

มันคือทางเลือกของเขาที่เลือกจะยืนมองเวลาของยุคแห่งเดินไปจนหมดสิ้นอายุขัยของมัน

พักตร์ขาวซีดไม่ต่างจากซากศพบดบังสายตาด้วยมงกุฎสีเงินทอประกายก้มลงมองร่างกายพิพลพิการที่ประทับนั่งงองุ้มปราศจากซึ่งสง่าราศีแห่งสายเลือดสีน้ำเงินบนกำแพงวังนิ่งนานก่อนริมฝีปากบางจะเอื้อนเอ่ยสุขุม

“ข้า ลอเรี่ยน ในฐานะพี่ชายจักขอยืดหยัดเคียงข้างอนุชาลอธริค ไม่ว่าจักเป็นหุบเขาสูงเทียบฟ้าหรือขุมนรกอเวจีข้าจักมิพรั่นพรึงต่อสิ่งใด”

“แล้วพี่ท่านมิหวาดกลัวต่อคำสาปหรอกฤา…คำสาปที่จักฉุดรั้งให้ท่านต้องพลอยตกต่ำเพียงเพื่อข้าผู้เดียว”

มาดแม้นเชษฐาจะให้สัญญาเป็นมั่นเหมาะ ทว่าเขาก็ไม่ใคร่ดึงพี่ชายสูงศักดิ์แห่งตนมาสู่นรกโลกันตร์ที่้เขาหาได้นำเป็นต้องลงมาร่วมทนทุกข์ด้วยไม่

“ลอธริคเอ๋ย ทั้งข้าแลเจ้านั้นเราต่างพันผูกกันมานับแต่ยังอยู่ในครรโภธรของพระมารดา ทั้งความคิดสัมผัสรู้สึกที่มีร่วมกันมา มิมีสิ่งใดที่ข้าไม่อาจทำเพื่อเจ้าได้” ร่างกำยำใหญ่มหึมาขยับมาช้อนโอบอุ้มกายาเล็กแบบบางในชุดสีดำไปถือแนบอุระไว้ เสียงโลหะของเกราะหนักหนาไหวขยับชัดเจนใต้ความสงัดงันตามด้วยเสียงลมหายใจสองเสียงที่สอดประสานกันประหนึ่งท่วงคีตาขับกล่อม

“แม้ว่าข้าจักต้องถูกสาปไปชั่วกัลป์ ข้าก็ยินดีน้อมรับคำสาปนั้นไปพร้อมกับเจ้า”

เขาไม่เคยร่ำไห้ แม้ยามที่พระมารดาได้สาบสูญไปจากอาณาจักรอย่างไร้สาเหตุ ทว่าครานี้ดวงตาที่ฝ้าฟางคู่นี้อาจจักเริ่มเลอะเลือน เพราะมันขับหยดน้ำอุ่นร้อนออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ยามที่เขาพักพิงในอ้อมกอดอบอุ่นของพระเชษฐา ครอบครัวคนเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่

“…สักวันหนึ่งคนคนนั้นจะปรากฎกายขึ้นต่อหน้าข้าและพี่ท่าน แม้จะเป็นเพียงเศษเถ้าธุลี…แต่ใจก็ยังถวิลหาในเปลวเพลิงอันเจิดจรัส”

“ถ้าเช่นนั้นข้าจักปกป้องเจ้ามิให้สิ่งใดกล้ากำเริบเสิบสานมาฉุดรั้งเจ้าไปทำหน้าที่ที่้เจ้ามิได้พึงใจ แม้มันอาจเป็นการปลิดลมหายใจของข้าลงก็ตาม!”

และนั้นคือประโยคสุดท้ายที่เขาได้ยินลอเรี่ยนเอื้อนเอ่ย

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

และแล้ววันเวลาที่เขาพรั่นพรึงก็ได้เวียนมาบรรจบ เมื่อบานประตูห้องพระบรรทมที่ถูกปิดกั้นไว้ช้านานถูกเปิดออกอีกครั้งด้วยน้ำมือของเศษเถ้าธุลีจอมโอหังตนหนึ่ง

“อา ในที่สุดก็มีสุนัขรับใช้ตนใหม่หลงทางเข้ามาท้าชิงอีกแล้ว ขอต้อนรับท่านผู้้เป็นเถ้าถ่านที่ถูกเลือกให้เฝ้าตามหาเหล่าซินเดอร์

อันที่จริงแล้วพวกลอร์ดหาได้ใส่ใจในตัวข้าอีกไม่ คำสาปของการเชื่อมตนเองเข้ากับเปลวอัคคี มรดกตกทอดมาแต่บรรพกาล ปล่อยให้วงจรสามานย์เหล่านั้นเน่าหายไปจากโลกใบนี้เถอะ

เจ้าทำหน้าที่ของเจ้าได้ยอดเยี่ยมมาก มันคงถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะต้องพักผ่อน”

ภาพตรงหน้าของเขาคือการห่ำหั่นประหัตประหารกันอย่างเอาเป็นเอาตายระหว่างพระเชษฐาที่ยืนหยัดปกป้องเขาดั่งคำสัจสาบานที่มอบไว้และอันเดดตนหนึ่งที่หาญกล้ามาท้าทายพวกเขาถึงเขตพระราชฐานชั้นใน

แม้เชษฐาของเขาจะเลื่องลือถึงความเก่งกาจทว่าเขาก็อดกังวลใจมิได้ด้วยอันเดดตนนั้นฝีมือร้ายกาจไม่เบา อีกทั้งบัดนี้คำสาปร้ายอันมีต้นกำเนิดมาตากตัวของเขาก็กำลังกัดกินร่างกายของลอเรี่ยนจนอีกฝ่ายพิกลพิการไม่แตกต่างกัน ตอนนี้ลอเรี่ยนมิอาจใช้ขาก้าวเดินได้อีกต่อไป เพียงแค่ฝืนยืนได้ไม่ถึงเสี้ยวอึดใจเดียวกับนับว่าอดกลั้นเสียเต็มประดาแล้ว อีกทั้งหูและปากของเขาก็มืดบอดไปเสียสิ้น ไม่ได้สามารถได้ยินและเอ่ยสิ่งใดได้อีก

แม้ลอเรี่ยนจะมีฝีมือฉกาจหรืออาวุธเลิสเลอเพียงใดแต่ข้อจำกัดทางกายภาพต่างลดทอนความได้เปรียบในการเข้าสัปประยุทธิ์ลงอย่างมาก จวบจนเขาเห็นพระเชษฐาพ่ายแพ้ราบคาบทรุดกายาลงไปนอนแน่นิ่งบนพื้นต่อหน้าคิดแล้วให้อดเวทนาไม่ได้

พี่ชายผู้สูงสง่าเป็นดั่งสัญลักษญ์เจิดจ้าสว่างไสวแห่งลอธริคต้องมาสิ้นชื่อด้วยอันเดดตนหนึ่งเช่นนั้นฤา?

“โอ้ พี่ชายของข้า ข้ากำลังไปหาท่าน พี่ชายแห่งข้า เจ้าชายผู้ไม่มีวันพ่ายแพ้แห่งลอธริค” เขาร่ายเวทนำพาร่างกายที่อ่อนระโหยลงสู่พื้นห้องบรรทมที่วันนี้มันอาจเป็นลานประหารสำหรับพวกเขาทั้งสองก็เป็นได้

มือขาวซีดผอมแห้งมีแต่หนังหุ้มกระดูกสั่นเทาเอื้อมไปกอบกุมหัตถ์ของพระเชษฐาที่นอนนิ่งประหนึ่งซากศพไร้วิญญาณ ใบหน้าซูดใต้ผ้าคลุมสีเข้มทะมึนโน้มลงไปกระซิบใกล้ๆ

“จงลุกกลับขึ้นมาเถิดหากท่านปรารถนา ด้วยนั้นคือคำสาปที่เราทั้งสองได้ถูกตีตราไว้ด้วยกัน”

เปลวไฟได้พัดโหมท่วมวรองค์ขององค์ชายแห่งลอธริคทั้งสอง พระอนุชาขยับเคลื่อนร่างผอมบางของตนเองไปโอบกอดด้านหลังของพระเชษฐาที่เริ่มขยับลุกขึ้นตามเสียงเพรียงเรียกอีกครั้ง

“ด้วยคำสาปที่ยึดโยงเราทั้งสองไว้ หากข้ายังมิสิ้นลมหายใจ ท่านก็จักไม่มีวันวายชนม์เช่นกัน”

.

.

.

.

.

——————————————————-

เชื่อว่ามีหลายคนอ่านละงง คนแต่งก็งงค่ะ เนื้อเรื่องเกม Dark Souls มันซับซ้อนแบบนี้ล่ะค่ะ แถมเนื้อเรื่องในเกมก็ไม่ได้ให้มากทั้งหมดต้องไปปะติดปะต่อ จินตนาการ คาดเดากันเองต่อด้วย🤣

สำหรับฟิคนี้คือทดลองมือนะคะ หลังจากร้างไม่ได้เขียนอะไรมาสักพัก เห็นฮิตๆออเจ้าคำโบราณๆกันเลยอยากลองเขียนแนวภาษาเก่าๆดูบ้าง พอดีช่วงนี้ติดเกมนี้และชอบประวัติของสองศรีพี่น้องคู่นี้ด้วยเลยหยิบมาทดลองแต่งดู เนื้อเรื่องบางส่วนแต่งเองบางส่วนอิงจากบทสนทนาที่ตัวละครพูดในเกมนะคะ อาจจะเขียนชื่อสถานที่และตัวละครไม่ถูกต้องขออภัยล่วงหน้าไว้ ณ ที่นี้ด้วย 🙏🙏

[Drabble] – FFXV: Confined

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Genre: Alternate Universe / Fantasy

Rating: R

Previously: Captive

.

.

.

เพราะงดงามสูงส่งเหลือจะประมาณค่าได้เขาจึงปรารถนา

เพราะอยู่ไกลเกินกว่าเอื้อมไปคว้ามาเขาจึงต้องแย่งชิงมาครอบครอง

เพราะดวงตาแสนงามคู่นั้นไม่เคยเหลียวแลเขาจึงต้องจองจำ

เจ้ามนุษย์ตัวน้อยที่แสนเย่อหยิ่ง

เจ้านกน้อยในกรงทองของข้า

.

.

.

เสียงน้ำดังกระเพื่อมกระทบขอบหินอ่อนขาวเนื้อเย็นเยียบ ม่านควันสีขุ่นลอยฟุ้งประหนึ่งผืนม่านที่ปรารถนาจะซ่อนเร้นบางสิ่งในห้องเอาไว้ เงาพร่ามัวท่ามกลางไอหนาทึบเผยให้เห็นสองร่างที่แนบชิดซ้อนทับกันอยู่ริมขอบอ่างอาบน้ำกว้าง

กายาโปร่งเพรียวสมบูรณ์ด้วยกล้ามเนื้อนอนคว่ำหน้าราบไปกับหินอ่อนที่แผ่ไอเย็นซ่านแตกต่างจากช่วงล่างเปลือยเปล่าที่แช่อยู่ในน้ำอุ่นร้อนอย่างสิ้นเชิง เรือนผมเปียกลื่นมือสีเงินประดุจแสงจันทร์กระจ่างในรัตติกาลเดือนเพ็ญทิ้งตัวเคล้าคลอแผ่นหลังขาวเนียนเย้ายวนสายตาสีอำพันที่ลุกโหมด้วยเพลิงปรารถนา เรือนร่างสีแทนกำยำไม่แตกต่างกันขยับกระหนาบชิดให้ส่วนล่างที่ถูกบดบังด้วยสายธาราบดเบียดต้นขาหนั่นเย้ายวนตรงหน้า ปลายชิวหาก้มชื้นแฉะลากเลียเนื้อขาวละเอียดก่อนคมเขี้ยวจะฝังขบเม้มสร้างริ้วรอยแดงเข้มกระจัดกระจายราวกับจิตรกรที่ละเลงสีสันบนผืนผ้าพิสุทธิ์ จารึกเอกลักษณ์ของตนเองไว้บนงานศิลป์ชั้นยอด

ปีศาจร้ายพร่ำกระซิบเรียกนามมนุษย์ว่าเรวุสพลางเล้าโลมปลุกปั่นอารมณ์เบื้องลึกของมนุษย์ที่ถูกกดซ่อนเอาไว้อย่างระเริงใจ นิ้วสากระคายกดลากฟอนเฟ้นเรือนร่างน่าปรารถนาเบื้องหน้าด้วยความสุขสม ลมหายใจหอบสะท้านหนักเป็นห้วงๆผสมผสานกับเสียงครางครือดังแว่วลอดเรียวปากสีอ่อนอ้าเผยอสอดประสานกับท่วงทำนองหยอกเย้าน่าลุ่มหลงที่ขยับเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวน้ำ สะโพกเต่งตึงที่บิดส่ายไปตอบสนองต่อกระแสสันซ่านที่รุมเร้าร่างกายขาวผ่องราวกับคำเชิญชวนให้ตนนั้นรุกรานยิ่งปั่นป่วนสติแทบแตกกระเจิง

ราชาปีศาจร้ายคำรามลึกในลำคออย่างอดกลั้น ภาพกลีบปากนุ่มที่เม้มแน่นสนิทพยายามฝืนต้านกามารมย์ที่แผ่ซ่านไปทั้งตัวกับสายตาสองสีแปลกประหลาดที่ฉายประกายชิงชังปะปนไปกับกรุ่นไอกฤษณาเหลือบมองย้อนกลับมาตนนั้นช่างปลุกเร้าความร้อนร่านกลางตัวของเขาจนถึงจุดเดือนพล่านได้ดีเยี่ยม เพียงคมเล็บสะกิดเกี่ยวปลายยอดอ่อนไหวที่เติบโตอยู่ใต้กระแสน้ำแผ่วเบา เจ้าของเรือนผมเงินยวงก็ถึงกับสะท้านเฮือกบิดเร้ากาย เรียวนิ้งยาวเผลอจิกครูดไปบนพื้นหินเยือกเย็นหวังเพียงให้มันช่วยลดทอนความหวาบหวามที่กำลังกลืนกินตนอยู่

เสียงเรียกนามของปีศาจว่า อาร์ดีน ขาดเป็นห้วงๆเรียกรอยยิ้มกระหยิ่มให้ฉายชัดบนดวงหน้ากร้านแฝงริ้วรอย กลีบปากหนาหยักเข้ารูปคลี่ยิ้มพึงใจกับปฏิกิริยาตอบสนองของมนุษย์ตัวน้อยในกำมือของตน ยิ่งเจ้าปีศาจอารมณ์ดีมากเท่าไรจังหวะการเย้าหยอกของมันก็ยิ่งนุ่มนวลน่าหลงใหลจนกายขาวเพรียวแทบคลุ้มคลั่ง

ความรู้สึกพองโตเหมือนร่างกายกำลังจะแหลกสลายลงไปพริบตาช่างน่าหวาดหวั่นทว่ายิ่งขับเน้นรสชาติตื่นเต้นในเพลงสวาทให้เร้าร้อนทวีคูณ เรวุสเกลียดตนเองที่ไม่อาจหักห้ามใจไม่ให้ลุ่มหลงในท่วงทำนองหยาบโลนของอาร์ดีนได้ เขาพ่ายแพ้ให้กับปีศาจที่โรมรันเข้ามายึดครองบ้านเกิดเมืองนอนของตนไปแล้วแม้แต่เรื่องบนเตียงเขาก็ไม่ยังอาจเอาชนะอาร์ดีนได้

ราวกับที่แห่งนี้หลงลืมสิ้นซึ่งกาลเวลานับแต่จ้าวแห่งปีศาจทั้งมวลอุ้มพาราชามนุษย์แสนบริสุทธิ์มากักขังไว้ แสงสว่างบนฟากฟ้าไม่อาจระบุได้ว่ามันคือดวงตะวันแรงกล้าหรือจันทราสีนวล

หากแต่กรงทองหรูหราแห่งหาได้มืดทึบน่าหวาดหวั่นแต่กลับสว่างไสวโอบล้อมด้วยบุปผาชาติพฤกษาหอมละมุนนานาพันธุ์ เจ้าปีศาจช่างเอาอกเอาใจเชลยในเงื้อมมือตนยิ่งนัก ทั้งที่แห่งนี้ก็มีบ่าวไพร่มากเหรื่อรอปรนนิบัติรับใช้ไม่ห่างเพียงแค่เขาเอ่ยปากสิ่งที่ต้องการ…ทว่ายามนี้เหล่าทาสรับใช้ต่างหลบเร้นกายหายไปกันหมดราวกับรู้ดีว่านายเหนือหัวแห่งตนนั้นไม่ปรารถนาให้มีสิ่งใดมาขัดขวางรบกวนช่วงเวลาแห่งสำราญนี้

ณ ที่แห่งนี้ราชาปีศาจได้ช่วยสอนให้มนุษย์ตัวจ้อยที่แสนหยิ่งยโสได้รับรู้ถึงห้วงปรารถนาเบื้องลึกแสนเย้ายวนที่เจ้าตัวเพียรปฏิเสธเสมอมา

ช่างโง่เง่าโง่งมที่เรวุสเผลอไผลหลงระเริงไปกับมัน รสชาติของราคะช่างหวานล้ำอันตรายราวกับหยาดน้ำผึ้งเดือนห้าที่จอมมารร้ายเฝ้าเย้าหยอกป้อนให้กับราชามนุษย์ลิ้มลองไม่ขาด แม้จะพยายามผลักไสปฏิเสธไปมากเท่าไรอ้อมกอดแสนเจ้าเล่ห์เอาแต่ใจนั้นก็สามารถหลอกล่อให้เขาตกหลุมพรางแห่งตัณหาได้เสมอ ทุกค่ำคืนจอมบงการจะล่อลวงให้เขาต้องเดินมาติดกับดักกฤษณาดำมืดยั่วยวนใจด้วยวาจาดอกไม้แอบแฝงไว้ด้วยความหยาบโลนทุกครั้ง เรวุสแทบลืมสิ้นถึงทุกสิ่งทั้งหน้าที่หนักอึ้งที่ตนแบกรับมาตลอดและคนที่ตนเคยแอบเฝ้ามองอยู่ห่างไกลมาตลอด…ราชาแห่งแสงสว่างท่ามกลางรัตติกาลอันมืดมิด

เขาหลงลืมราตรีที่ครั้งหนึ่งเคยหลงใหลและกระโจนลงไปสู่ห้วงวังวนอเวจีหยาบช้าที่แสนร้อนร่านนี้

ค่ำคืนนี้ก็เช่นกันที่เขาไม่อาจหลบหนีจากอ้อมกอดที่คุมขังเขาไว้ได้อีกเช่นเคย มันเริ่มต้นด้วยแววตาเจ้าชู้กรุ่มกริ่มและถ้อยคำช่างจำนรรจานุ่มนวลเย้ายวนให้ภุมรินที่ติดใจในรสสวาทหวานละมุนก่อนที่มันจะจบลงด้วยความสัมพันธ์แปลกประหลาดที่ยากแท้จะบัญญัติความหมายถ่องแท้ของมันได้ เรวุสได้แต่ปล่อยให้เปลวเพลิงปรารถนาแผดเผาร่างกายนี้ชักนำให้เขาล่อยลอยไปตามเกมรักวิปลาศนี้

….กลิ่นกุหลาบอ่อนจางจากน้ำมันหอมระเหยโชยต้องปลายนาสิกเฉกเช่นทุกครั้ง….

….กระแสคลื่นหวิวหวามพุ่งทะยานตามจังหวะหยอกเย้าชื้นแฉะอย่างถนุถนอม…

….ห้วงเสียงห้าวที่คำรามอย่างสุขสมมาพร้อมกับความเสียวซ่านที่แปลบปลาบจากช่วงล่างขึ้นมา….

….เรือนร่างที่โยกไหวตามท่วงทำนองรุกเร้าชวนสะท้านที่โรมรันเข้ามาไม่หยุดหย่อน….

รัตติกาลนี้เขาก็ยังไม่อาจหลบหนีจากปีศาจที่คุมขังเขาไว้ได้ ยิ่งนับสายสัมพันธ์แปลกพิศดารนี้ระหว่างมนุษย์กับปีศาจยิ่งเกี่ยวกระหวัดร้อยรัดเขาไว้กับอาร์ดีน

ดวงหน้าเรียวได้รูปถูไถนาบไปกับหินเย็น ปล่อยให้ผู้ที่จองจำเขาไว้ยึดครองช่วงเอวสอบเพรียวกับสะโพกเต่งตึงตามอำเภอใจ เมื่ออีกฝ่ายไร้การต่อต้านขัดขืนราชาปีศาจยิ่งย่ามใจ มันยิ่งออกสำรวจทิ้งร่องรอยความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของบนร่างขาวพิสุทธิ์ทุกซอกทุกมุมทั้งภายนอกภายใน ร่างใหญ่กำยำตรึงกายขาวละเอียดเบื้องหน้าไว้พร้อมทั้งถาโถมบดขยี้ช่องทางคับแน่นที่มีเพียงตนเท่าที่ได้ครอบครอง เสียงครวญครางกระเซ้าระรื่นหูจากเรวุสด้วยความพึงใจยิ่งปลุกเร้าท่วงทำนองรุกรานให้ถี่รัวยิ่งขึ้นเพื่อส่งมอบคลื่นหฤหรรษ์ล้ำลึกยากจะพรรณนาให้กับคู่สวาทของตน

กระแสน้ำที่ร้อนรุ่มแทบเท้าของพวกเขาไม่อาจเทียบเคียงไฟราคะที่ลุกโชน ยิ่งสองร่างขยับไหวบดเบียดแนบชิดกัน พายุอารมณ์ปรารถนาก็ยิ่งลอยเตลิดไม่อาจหยุดยั้ง จนกระทั่งสายน้ำเอ่อทะล้นออกมานอกอ่างกว้างพร้อมกับเสียงหวีดร้องเสียวซ่านผสานกับเสียงคำรามลึกของรสชาติสุขสมเปรมปรีที่ดังติดต่อกันสะท้อนก้องภายในห้องมโหฬารเงียบงันแห่งนี้

ราชามนุษย์ที่อ่อนล้านอนทอดกายยาวหายใจเหนื่อยอ่อน ม่านตาสองสีงดงามปิดลงเพื่อพักผ่อนหวังให้ตนเองสามารถฟื้นคืนพลังที่สูญเสียไปกลับมาบ้างแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม เขารับรู้แค่เพียงความอุ่นร้อนของกลีบปากหยักที่ไล่จุมพิตแผ่นหลังของตนเองไปมาอย่างนุ่มนวลแตกต่างจากสัมผัสช่วงแรก

อยากรู้เหลือเกินว่าปีศาจที่ฉุดพรากเขามาจากบ้านเกิดเมืองนอนตนนี้จะคิดเช่นไรยามที่ครอบครองร่างกายไร้ค่านี้ตามแต่ใจต้องการ

ดวงตาสีทองประดุจอำพันนั้นจะมองเขาด้วยแววตาแบบไหนยามที่ตนนั้นบดขยี้ศักดิ์ศรีอันน้อยนิดของเขาให้เป็นผุยผง

เรวุสได้แค่เฝ้าเก็บงำความสงสัยไว้เพราะบัดนี้เขาไร้เรี่ยวแรงใดๆแล้ว ราชามนุษย์ผู้ตกเป็นเชลยได้แต่ครุ่นคิดภายในใจอยู่ในอ้อมกอดร้อนแรงของปีศาจหยาบช้าที่หาญกล้าจองจำครอบครองเขาไว้ในกรงทองหลังนี้

.

.

.

[Ficlet] – FFXV: Kitchen

Main: Ravus Nox Fleuret & Ignis Scientia

Rating: PG

Warning: Alternate ending of the main game in DLC Episode Ignis spoil alert!

..

..

..

..

..

เรวุสได้ยินเสียงคลุกคลักแปลกประหลาดดังมาจากในครัว ความสงสัยผลักดันให้ร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบสีขาวพิสุทธิ์ค่อยๆก้าวเดินไปอย่างเงียบเชียบระวังระไวไปตามทางที่มุ่งหน้าสู่ห้องครัว

น่าแปลกที่มีคนเข้าไปยุ่มย่ามในครัวของคฤหาสน์เฟเนสเทล่าในยามดึกดื่นแบบนี้ ตอนนี้สถานที่พำนักแห่งสายเลือดเทพเทพพยากรณ์แห่งเทเนบรายหลังนี้แทบจะเรียกได้ว่าเงียบร้างไร้ผู้คนหลังจากอาณาจักรสูญเสียลูน่าเฟรย่าไป เหล่าข้ารับใช้ดั้งเดิมที่เคยมีไม่ล้มหายตายจากก็ลาออกแยกย้ายไปคนละทิศละทางจนหมด

ตัวเรวุสเองนับแต่กลับมาพำนักที่เทเนบรายดั่งเดิมก็หามีข้ารับใช้มากมายคอยดูแลแบบเมื่อครั้ยสมัยยังเยาว์วัยไม่ เขามีเพียงแม่นมมาเรียที่ตอนนี้ก็ชราภาพมากแล้วคอยจัดแจงเรื่องส่วนตัวให้นิดหน่อยเท่านั้น อีกอย่างเรวุสเองก็ติดนิสัยทำทุกอย่างด้วยตนเองตอนที่อาศัยอยู่นิฟเฟิลไฮม์กลับมาด้วย ดังนั้นรูปแบบการใช้ชีวิตของเขาจึงเรียบง่ายไม่จำเป็นต้องมีข้ารับใช้มากมาย

เมื่อมีคนในคฤหาสน์ไม่กี่คน ห้องครัวขนาดใหญ่ของที่นี่จึงเงียบเหงาเพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตระเตรียมอาหารมากมายแบบสมัยก่อน เรวุสยังคงหวนคิดถึงเมื่อตอนยังเด็กที่เขาเคยแอบหลบมาเรียเข้ามาซุกซนในห้องครัวใหญ่ของคฤหาสน์ได้แม่นยำ กลิ่นหอมของเนื้ออบชิ้นโตราดซอสเกรวี่ชุ่มช่ำผสมผสานไปกับกลิ่นของเนยสดบนขนมพายที่เพิ่งร้อนกรุ่นออกจากเตายังติดตรึงในความทรงจำแม่นยำ แม้เขาจะถูกแม่ครัวใหญ่ดุที่แอบเข้ามาวุ่นวายในสถานที่แบบนี้แต่เธอก็แอบให้คุกกี้ถั่วกับเขามาหลายชิ้นก่อนจะพยายามเชิญเจ้าชายน้อยให้กลับขึ้นไปด้านบน

ภาพเมื่อสมัยอดีตไม่อาจเทียบเคียงปัจจุบันได้ ห้องครัวของคฤหาสน์ตอนนี้ไม่ได้ถูกใช้งานหนักและปราศจากคนครัวเดินทำงานขวักไขว้อีกแล้ว ตัวเรวุสเองไม่ใช่คนที่ทานมาก ในแต่ละวันมันถูกมาเรียใช้งานเพียงแค่เตรียมมื้ออาหารเบาๆกับน้ำชาหรือกาแฟระหว่างวันนิดหน่อยเท่านั้น ดังนั้นเรวุสจึงค่อนข้างมั่นใจว่าคนที่กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ในครัวกลางดึกแบบนี้ไม่ใช่มาเรียแน่นอน

ช่วงขาเรียวยาวใต้กางเกงสีอ่อนหุ้มเกราะเบาไว้ค่อยๆสืบเท้าไปถึงหน้าครัวที่เป็นเป้าหมาย แสงสว่างจากภายในลอยผ่านรอยแง้มบานประตูที่ปิดไว้ไม่สนิทดี กายกำยำขยับแนบตนเองกับบานไม้สีซีดเสี้ยวหน้าขาวล้อมกรอบด้วยเส้นไหมสีทองอ่องจางชะเง้อแอบลอบมองสำรวจด้านในผ่านช่องประตูนั้น

เรือนร่างสูงโปร่งโดดเด่นในชุดคิงส์เกลฟแบบลำลองสีดำทะมึนกำลังเดินไปมาระหว่างเคาท์เตอร์ครัวอย่างคล่องแคล่ว เจ้าตัวคงไม่ได้อยากให้ชุดเครื่องแบบตัวนอกเปรอะเปื้อนจึงถอดวางไว้ห่างออกไป เขาเกือบลืมไปว่าอิกนิส ไซเอนเทีย หนึ่งในราชองครักษ์คนสนิทของน็อคทิสเองก็อยู่ที่เทเนบรายด้วยเช่นกัน

หลังจากการเผชิญหน้ากับอาร์ดีนที่อัลทิสเชีย อิกนิสได้แกล้งยอมรับข้อเสนอที่สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงอนาคตได้ของอาร์ดีนจนได้ล่วงรู้ถึงแผนการล้างแค้นของราชทูตแห่งนิฟเฟิลไฮม์ที่เจ้าตัวเฝ้ารอมานานนับพันปี อิกนิสได้เข้าต่อสู้ขัดขวางอาร์ดีนไม่ให้ทำลายผลึกคริสตัลและได้หยิบยืมพลังจากบรรพกษัตริย์แห่งลูซิสมาต่อกร…พลังเดียวกับที่เผาทำลายแขนซ้ายไปในเหตุการณ์รุกรานอินซอมเนีย ชายหนุ่มต่อสู้ช่วยประวิงเวลาจนกระทั่งเขาสามารถนำทางน็อคทิสมายังคริสตัลได้สำเร็จ

อาร์ดีนแม้จะพ่ายแพ้ในต่อสู้ครั้งนั้นแต่เจ้าตัวก็ไม่สูญสิ้นไปด้วยคำสาปของสิ่งชั่วร้ายที่ไหลวนเวียนในกายทำให้อาร์ดีนเป็นอมตะ เพื่อช่วยเหลืออิกนิสและโลกอีออสแล้วน็อคทิสยินยอมเข้าสู่ห้วงภวังค์แห่งคริสตัลอย่างเต็มใจ เขาได้ขอพลังจากทวยเทพให้ช่วยรักษาองครักษ์แสนห้าวหาญผู้นี้ที่พร้อมสละชีพตนเองแด่องค์ราชาก่อนที่ถูกกลืนหายไปกับแสงสว่าง

นับตั้งแต่นั้นมามุมมองของเรวุสที่มีต่ออิกนิสก็แปรเปลี่ยนไป น่าชื่นชมที่ราชาแห่งลูซิสนั้นมีองครักษ์ข้างกายที่แสนยอดเยี่ยม องครักษ์ที่พร้อมจะบุกฝ่าติดตามไปทุกหนทุกแห่งและพร้อมจะสละชีวิตเพื่อคุ้มครองราชาอย่าไร้สิ้นซึ่งความกังขาลังเลใดๆ น่าเสียดายยิ่งนักที่เขาไม่เคยมีคนสนิทที่เป็นได้ทั้งเพื่อน พี่ชาย และที่ปรึกษาได้แบบอิกนิส

หลังจากน็อคทิสหายเข้าไปในคริสตัลและอิกนิสฟื้นตัวจากการรักษาแล้ว สองอาณาจักรต่างร่วมมือกันวางแผนต่างๆเพื่อรับมืออาร์ดีนที่ตอนนี้น่าจะกบดานตนเองอยู่ใจกลางอินซอมเนียรอคอยการกลับมาของราชาผู้ถูกเลือกที่จะช่วยลบล้างคำสาปที่พันธนาการเขาไว้กับขุมอเวจีนี้ได้ ทั้งเรวุสและอิกนิสต่างได้ติดต่อไปมาหาสู่กันบ่อยยิ่งขึ้น แต่นี่นับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ราชองครักษ์หนุ่มแห่งลูซิสได้มาเยือนเทเนบรายอย่างเป็นทางการและได้เข้ามาพักภายในคฤหาสน์เฟเนสเทล่าแห่งนี้

มือขาวไร้ถุงมือแบบทุกครั้งที่เจอหน้ากันหยิบจับส่วนผสมมากมายที่ตวงไว้แล้วบรรจงผสมใส่ในชามใหญ่ที่มีตะกร้อผสมวางอยู่ก่อนจะค่อยๆตีตะล่อมให้มันเข้ากันด้วยความใจเย็น ดวงตาสีเขียวมรกตหลังแว่นตาจับจ้องมองสิ่งที่กำลังทำอย่างตั้งใจจนกระทั่งกลิ่นหอมอ่อนๆของขนมอบในเตาค่อยๆแรงขึ้นเจ้าตัวจึงยอมละมือจากชามส่วนผสมตรงหน้าไปคว้าเอาถุงมือกันความร้อนมาสวมก่อนที่เปิดหยิบถาดในเตาอบออกมา

เรวุสเผลอสูดเอากลิ่นหอมหวานของขนมที่เพิ่งอบเสร็จออกมาจากเตาเข้าไปเต็มปอด ดวงตาสองสีแอบเมี่ยงมองคนด้านในที่กำลังจัดแจงตรวจเช็คความเรียบร้อยของขนมบนถาดร้อนกรุ่นอย่างสนใจ กลิ่นหอมหวานที่ลอยอวลนั้นยั่วเย้าคนดมให้รู้สึกอยากลิ้มลองรสชาติขนมตรงหน้ายิ่งนัก นานมากแล้วที่เรวุสไม่ได้ทานของหวานที่แค่กลิ่นก็ชวนให้น้ำลายสอได้แบบนี้

“ท่านจะยืนหลบอยู่ข้างนอกอีกนานไหมครับ?”

จู่ๆน้ำเสียงเรียบสงบก็ดังมาจากด้านในห้องครัวทำเอาคนที่แอบเฝ้ามองอยู่ด้านหลังประตูเผลอสะดุ้งด้วยความตกใจ เรวุสไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัวว่าเขาแอบยืนหลบอยู่ตรงนี้

มือเรียวเอื้อมไปผลักบานประตูที่ปิดไม่สนิทนั้นให้เปิดออก เรือนกายสูงโปร่งในชุดขาวสะอาดตาก้าวเดินเข้าไปภายในห้องครัวประจัญหน้ากับคนที่กำลังสาละวนกับการผสมแป้งหรืออะไรสักอย่างในชามใบใหญ่ต่อจากเมื่อสักครู่

“ฉันได้ยินเสียงแปลกๆกลางดึกเลยต้องมาตรวจสอบไว้ก่อน” เรวุสพยายามตีสีหน้านิ่งยามที่พูดกับอิกนิส สองตาเฝ้ามองดูชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลกำลังกวนของเหลวหนืดๆสีขาวออกเหลืองอ่อนๆในชามที่ดูจะยังไม่ผสมกันเป็นเนื้อเดียวดีนักด้วยความสนใจในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษามาดมึนตึงไว้เต็มเปี่ยม เรวุสเองก็ไม่มีความรู้ด้านการทำครัวมากนักเขาไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่อีกคนกำลังทำอยู่นั้นคืออะไรกันแน่

“ผมต้องขออภัยด้วยที่เข้ามาวุ่นวายทำเสียงรบกวนกลางดึก…พอดีผมเห็นห้องครัวเลยอดคิดถึงการได้ทำอาหารไม่ได้” แม้ปากจะบอกว่าขออภัยแต่อิกนิสกลับพูดมันด้วยสีหน้าเรียบเฉย มือของอิกนิสไม่หยุดกวนผสมแป้งตรงหน้าเลยจนมันใกล้จะเนียนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว

“ก็เลยแอบถือวิสาสะเข้ามาใช้งานแบบนี้นะหรือ!?” เจ้าของบ้านเปรยดุด้วยเสียงไม่จริงจังเท่าไรก่อนจะชะงักไปเพราะชิ้นขนมที่หน้าตาแสนคุ้นเคยถูกคีบยื่นส่งมาตรงหน้าอย่างสุภาพ

“อะไร?” อดีตผู้บัญชาการทหารของจักวรรดิแสร้งหรี่ตามองดูขนมที่กรุ่นไอร้อนตรงหน้าอย่างไม่ไว้วางใจ

“ผมอยากให้ท่านเรวุสลองชิมขนมครับ” คนตอบยังคงตอบอย่างราบเรียบพร้อมกับรอยยิ้มบางๆสุภาพที่มุมปาก

คนผมทองซีดพ่นลมหายใจพรืดยาว เขาเองก็พอรู้มาว่าอิกนิสนั้นเป็นคนสนิทใกล้ชิดที่คอยดูแลน็อคทิสในทุกๆเรื่องรวมถึงเรื่องอาหารการกินของเจ้าเด็กนั่นด้วย คงจะคุ้นเคยกับการตระเตรียมของกินให้คนอื่นมาตลอด ยิ่งตอนนี้น็อคทิสก็ไม่อยู่ช่วยชิมอาหาร พรอมท์โต้กับกลาดิโอลัสเองก็แยกย้ายกันไปจัดการงานของตนเองคนละทิศละทางด้วยแล้ว เรวุสก็พอใจเข้าใจความเหงาของอิกนิส

คงเห็นครัวแล้วอดไม่ได้ติดนิสัยเดิมมาเลยถือโอกาสเข้ามายุ่มย่ามในบ้านของคนอื่นตามอำเภอใจแบบนี้!!

“ฉันไม่ใช่เด็กนั่นที่จะคอยมาเป็นหนูลองยาให้นายหรอกนะ” อดีตเจ้าชายกดเสียงต่ำแกล้งขู่ออกไป

อิกนิสกลับยิ้มบางๆราวกับขบขันในสิ่งที่เขาพูด ” สบายใจได้ครับ ในขนมนี้ไม่มีอะไรแปลกปลอมแน่นอน”

แม้อีกฝั่งจะดูน่าเชื่อถือและยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะอย่างไรเรวุสก็ยังไม่เอื้อมมือไปรับขนมชิ้นน้อยๆนั้นเสียทีจนคนส่งให้ถอดใจยอมวางมันกลับลงไปบนถาดตามเดิม

“ถ้าอยากจะทานเมื่อไรก็บอกผมได้นะครับ เดี๋ยวผมช่วยเตรียมชาร้อนๆในทานคู่กับขนมด้วย” องครักษ์หนุ่มแห่งลูซิสละมือกลับไปจัดการตีแป้งที่ที่ยังกวนค้างอยู่ให้เสร็จ

ม่านตาสองสีดูแปลกประหลาดเพ่งมองอีกคนที่ก้มหน้าก้มตามุ่งมั่นกับงานในมืออย่างใคร่ครวญ “…นายคงคิดถึงน็อคทิส” เสียงแข็งกระด้างนั้นแฝงความลังเลที่จะเอื้อนเอ่ย

ถึงแม้ใครต่อใครจะบอกว่าเรวุสเป็นคนที่เย็นชาต่อทุกสิ่งบนโลก แต่จริงๆแล้วเขาเป็นคนละเอียดอ่อนและเข้าใจคนอื่นๆได้ดี เขาเพียงแค่ต้องสวมหน้ากากเพื่อปิดบังตัวตนที่แท้จริงเอาไว้…เพื่อไม่ให้จิตใจที่เปราะบางด้วยความเมตตาขี้ใจอ่อนของตัวเขาเองต้องแหลกสลายลงไปด้วยความโสมมของมนุษย์ผู้เห็นแก่ได้

มือขาวที่จับตะกร้อผสมนั้นชะงักไปเล็กน้อยก่อนที่มันจะขยับตีต่อช้าๆเป็นจังหวะอีกครั้ง “จริงๆผมก็แค่หวังว่าจะสามารถทำขนมนี้ได้อย่างถูกต้องก่อนที่น็อคท์จะกลับมาเท่านั้นละครับ”

คิ้วสีซีดเลิกขึ้นสูงด้วยความแปลกใจ “นี่นาย…จริงจังขนาดนั้นเลยหรือ?”

ก็พอจะรู้มาบ้างเจ้าเด็กนั่นพยายามจะให้คนสนิทช่วยสรรสร้างขนมขึ้นชื่อของเทเนบรายมากนาน ตอนที่ลูน่ายังอยู่เธอยังเคยเอาภาพของอิกนิสที่ถือขนมที่พยายามลองทำมาอวดเขา แต่ตอนนั้นเรวุสไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก…ไม่นึกเลยว่าสุดท้ายเขาก็ต้องมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องไร้สาระน่าปวดหัวแบบนี้อีกจนได้!

“ผมเคยลองทำขนมนี้มาเป็นร้อยครั้งให้น็อคท์ชิมแต่ยังไม่เจอสูตรที่ใช่สักที” สีหน้าอ่อนใจปรากฎบนใบหน้าเกลี้ยงเกลายามที่จับมองขนมสีนวลอ่อนเบื้องหน้า “แต่น็อคท์เองก็จำไม่ได้รสชาติขนมสูตรดั้งเดิมมันเป็นอย่างไรกันแน่ ผมเลยอยากรบกวนท่านเรวุสที่น่าจะคุ้นเคยกับขนมนี้มากกว่าผมช่วยติชมหน่อยนะครับ”

ขนมอบใหม่ตรงหน้าดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วเรวุสไม่มีทางจดจำขนมของเทเนบรายสับสนกับขนมอื่นได้ อิกนิสสามารถทำมันออกมาได้คล้ายคลึงภาพในความทรงจำมาก ขนมอบลักษณะเหมือนทาร์ตขนาดย่อมตรงกลางมี เค้กเนื้อนุ่มละมุนลิ้นสอดไส้แยมเบอร์รี่เฉพาะถิ่นของเทเนบรายเอาไว้ ด้านบนโรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งสีขาวหวานหอม การได้ทานขนมนี้คู่น้ำชายามบ่ายช่างเป็นอะไรที่วิเศษยิ่งนัก

ปัญหาก็คือเรวุสไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องงานครัวเท่าไรนัก เขาแทบไม่ทราบส่วนผสมของเจ้าขนมเทเนบรายนี้เลยรู้เพียงแค่ว่าไส้แยมตรงกลางทำมาจากเบอร์รี่ที่สามารถเก็บได้ในอุทยานหลวง แถมรสชาติในความทรงจำที่เคยทานมันก็เลือนรางมากเหลือเกิน เรวุสเองก็ไม่แน่ใจว่าการลองชิมของเขาจะมีประโยชน์กับอิกนิสมากน้อยเพียงใด ยิ่งเห็นสีหน้าคาดหวังจากคนตรงหน้าที่มองดูมาที่เขาก็ยิ่งลำบากใจ!!

อย่างไรเสียนี่ก็เป็นขนมต้นตำรับของเทเนบราย และเรวุสคิดว่าเขาไม่ควรทำให้คนจากต่างอาณาจักรต้องผิดหวังเพียงเพราะเจ้าบ้านจำรสชาติของขนมบ้านเกิดเมืองนอนตัวเองไปได้

มือขวาสวมถุงมือเปลือยนิ้วเรียวเอื้อมไปหยิบขนมอบตรงหน้าขึ้นมาถือไว้ เรียวปากบางสีอ่อนเผยออ้ากัดขนมด้านหนึ่งไปเล็กน้อย กลิ่นหอมของนมและเนยชั้นดีที่ผสมอยู่ในแป้งอบอวลในปากของเรวุสหวนให้คิดถึงอดีตแสนหวาน เนื้อแป้งทาร์ตกรอบร่วนไปหน่อยแต่ก็เข้ากับเนื้อเค้กส่วนกลางที่นุ่มนวลละลายไปบนลิ้นได้ดี น่าเสียดายที่เขายังชิมได้ไม่ถึงไส้แยมผลไม้ตรงส่วนกลางของชิ้นขนม

“หวานเกินไป” สิ่งแรกที่เรวุสติงหลังจากกลืนขนมลงคอไปหมดแล้ว รสหวานที่แผ่ซ่านตั้งแต่เขากัดลงไปยังคงค้างบนปลายลิ้นและในช่วงลำคอ ถึงแม้เจ้านี่จะเป็นขนมหวานแต่เรวุสคิดว่ามันไม่ควรหวานแสบคอขนาดนี้

อิกนิสดูมีสีหน้าแปลกใจ “เอ๊ะ! ปรกติผมก็ทำความหวานประมาณนี้ให้น็อคท์มาตลอดนะครับ”

“เจ้าเด็กนั่น…เออ..น็อคทิสกินหวานเกินไปแล้วนะ” ร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบสีพิสุทธิ์บ่นก่อนจะเดินเลี่ยงไปรินน้ำเปล่ามาดื่มล้างความหวานซ่านในลำคอ

ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของอิกนิสมีแววครุ่นคิด ชายหนุ่มผมน้ำตาลลองบิขนมที่ตนเองลองผิดลองถูกมาหลายครั้งขึ้นมาชิมไปเล็กน้อยก่อนเสียงถอนหายใจทอดยาวจะดังขึ้น

“งวดหน้าผมคงต้องลดความหวานลงแล้ว อย่างน้อยก็เพื่อสุขภาพที่ดีของน็อคท์ ขืนให้กินบ่อยๆแบบนี้เบาหวานได้ถามหาแน่เลยครับ”

เรวุสไปตอบอะไรทำเพียงแค่พยักหน้าตอบรับก่อนจะกระดกน้ำดื่มจนหมดแก้วก่อนจะตั้งท่าสาวเท้าเดินออกจากห้องครัวไป

“แล้วมีตรงไหนอีกไหมครับที่ผมควรปรับปรุง” เสียงนุ่มนวลสุภาพดังจากเบื้องหลังชะงักฝีเท้าของเรวุสเอาไว้

ริมฝีปากบางสีอ่อนเม้มนิ่งครุ่นคิดตรึกตรองถึงรสชาติของขนนที่ลิ้มลองไปก่อนจะเอ่ยเบาๆ “แป้งมันกรอบร่วนไปหน่อย นอกนั้นฉันคิดว่าไม่มีปัญหา”

อิกนิสแย้มยิ้มด้วยความปิติกับคำชมที่ได้รับ “ขอบพระคุณท่านเรวุสเป็นอย่างสูงครับ”

คนแนะนำไม่ได้ตอบรับหรือหืออืออะไรกับคำขอบคุณของอิกนิส ตรงกันข้ามเรือนกายสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบสีพิสุทธิ์กลับยิ่งตีสีหน้าเรียบเฉยเหมือนแผ่นกระดาษใหม่เอี่อม ไม่ได้บึ้งตึงแต่ก็ไม่ได้ยินดียินดีเดินไปหยุดบริเวณหน้าบานประตูไม้สีซีด เรวุสตั้งท่าจะเดินออกไปจากบริเวณครัวแต่แล้วเขากลับเปลี่ยนใจหมุนตัวกลับมามองชายหนุ่มผมน้ำตาลที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตากวนส่วนผสมอีกครั้ง แววตาลังเลวาวเรืองในความสลัวระหว่างแสงสว่างด้านในกับความมืดด้านนอกก่อนที่เรวุสจะเอ่ยปาก

“ขนมพวกนั้นไว้พรุ่งนี้เอามากินต่อก็ได้ จะให้ทิ้งไปแบบนั้นก็น่าเสียดายเกินไป” เมื่อพูดจบอดีตผู้บัญชาการแห่งจักรวรรดิก็กลับหลังหันเดินจากไปทันทีทิ้งให้คนฟังแอบยืนอมยิ้มอยู่ในครัวกับความพยายามรักษามาดเข้มๆของเรวุสที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีผลเท่าไร

..

..

..

..

..

[Drabble] – FFXV: Morning

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Rating: PG-15

เป็นฟิคสั้นๆที่ลองเขียนเล่นลง privatter ไว้ค่ะ ไปทดลองใช้เพราะอยากหาแหล่งกบดานไว้ลงเวลาเขียนอะไรที่ล่อแหลมเกินไป 😂 แต่ฟิคอันนี้สะอาดใสๆวัยรุ่นชอบเลยเอามาโพสต์ที่นี่ให้อ่านกันค่ะ 😃

แสงสว่างที่สาดส่องแยงนัยต์ตาจนรู้สึกน่ารำคาญแม้ว่าดวงตาทั้งข้างจะยังปิดสนิทอยู่ แสงวูบไหวด้านนอกกระตุ้นให้เขาต้องค่อยๆปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก แต่ร่างกายที่เมื่อยล้าหนักอึ้งไปทั้งตัวยิ่งทำให้ความรู้สึกอยากตื่นขึ้นมายิ่งลดฮวบฮาบลงไปอีก ยิ่งสมองที่พร่าเบลอของเรวุสเริ่มใคร่ครวญถึงภาระงานยิบย่อยน่ารำคาญใจที่กองรอเขาบนโต๊ะทำงานตั้งแต่เมื่อวานก่อนของวันก่อนๆแล้วเขาก็ยิ่งไม่อยากลุกขึ้นตอนนี้เลยจริงๆ

เรือนร่างกำยำสมส่วนเต็มด้วยกล้ามเนื้อแน่นตัดสินใจพลิกตัวพร้อมดึงผ้าห่มอุ่นนุ่มมาคลุมกายเปลือยของตัวเองเพื่อพาตัวเองดำดิ่งลงสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง แต่แล้วเสียงทุ้มลึกพึมพำไม่ได้ศัพท์ที่ดังมาจากด้านหลังก็ทำให้เขาไม่สามารถหลับลงได้ นอกจากนี้เรวุสยังรู้สึกได้ถึงร่างใหญ่โตที่เขยิบซุกตัวเข้ามาหาเขาเพราะเจ้าตัวโดนเรวุสดึงผ้าห่มอุ่นๆไปนั้นเอง ดังนั้นเขาจึงเริ่มหาความอบอุ่นใหม่ที่จะนำพาตนเองกลับสู่นิทรารมย์ได้อีกครั้ง ช่วงแขนแข็งแรงเอื้อมโอบรัดรอบช่วงเอวสอบของอีกร่างไว้แน่นจนสัมผัสได้ถึงไอร้อนแผ่ซ่านจากร่างกายของผู้ที่อาจหาญบุกรุกขึ้นนอนบนเตียงของชายหนุ่มผมเงิน

เจ้าของเตียงนอนยกศีรษะขึ้นจากหมอนขนห่านเนื้อนุ่มละเอียดเอี้ยวหันมามองคนที่ถือวิสาสะขึ้นมานอนกับเขาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่อาจทราบได้ ปลายผมสีเหมือนไวน์แดงหยิกเป็นลอนพริ้ววูบไหวอยู่ตรงปลายหางตาสองสีที่แอบชำเลืองมามอง เสียงงึมงัมดังเบาๆก่อนที่จมูกโด่งสันจะซุกไซ้เข้ามาบริเวณท้ายทอยของเขา เรวุสรู้สึกจั๊กจี้ตรงจุดที่ถูกเบารดด้วยลมหายใจร้อนจนเผลอขยับตัวยุกยิกไปมาในอ้อมแขนที่กอดรัดเขาไว้แน่น

“นอนต่อเถอะ” เสียงทุ้มลุ้มลึกชวนให้เคลิ้มฝันกระซิบเบาๆจากด้านหลังพลางขยับร่างกายเปลือยเปล่าที่ใหญ่โตไม่แพ้กันแนบชิดแผ่นหลังขาวเนียน ความร้อนจากร่างกายกำยำที่กอดรัดเรวุสเอาไว้อย่างนุ่มนวลเริ่มขับกล่อมให้คนที่ยังไม่ตื่นเต็มดีเท่าไรนักรู้สึกง่วงงุนได้ไม่ยาก

ใจหนึ่งเขาอยากไล่อีกคนที่กล้าถือดีรุกล้ำขึ้นมานอนบนที่นอนของเขา แต่อีกใจหนึ่งกลับยั้งเรวุสเอาไว้ไม่ให้เอ่ยอันใดออกไป เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องสูญเสียบรรยากาศยามเช้าอันแสนสงบสุขเช่นนี้

น้อยครั้งเหลือเกินที่เขาจะได้พบเจอรัฐมนตรีจอมเจ้าเล่ห์คนนี้ในช่วงเวลาที่ปราศจากเสียงเย้าแหย่กวนประสาท ไม่ต้องคอยหวาดระแวงแววตาสีอำพันที่จับจ้องวางแผนจะยั่วเย้าให้เขาต้องอารมณ์เสียอยู่ร่ำไป

เรวุสครุ่นคิดในห้วงแห่งความง่วนงุน เขาเริ่มขยับกายซุกเข้าหาไออุ่นที่โอบอวลรอบตัวเองอย่างไม่ได้ตั้งใจ มือขวาเอื้อมไปกอบกุมฝ่ามือหนาของคนที่แอบฉวยโอกาสวางมันแหมะบนสะโพกตึงแน่นของเขาไว้อย่างหมิ่นเหม่ใต้ผ้าห่มเนื้อละเอียด อีกฝ่ายก็ประสานนิ้วยาวกุมมือของเรวุสไว้อย่างนุ่มนวล ความหนักอึ้งของเปลือกตาค่อยๆถ่วงในเขาดำดึ่งลึกลงสู่ภวังค์นิทราอีกครั้งท่ามกลางความอบอุ่นและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของคนด้านหลังที่โอบกอดเขาไว้

ยอมหยวนให้นอนด้วยแค่เช้านี้ก็แล้วกัน!!