[SF]- FFXV: Sunset Waltz

Title: Sunset Waltz

Paring: Ignis Scientia x Noctis Lucis Caelum (IgNoct)

Rating: PG

Ost. Track: Sunset Waltz

ตกหลุมไฟนอลสิบห้าแบบฉุดไม่ขึ้น เราจะเวียนว่ายตายเกิดในด้อมนี้ต่อไปนั่นแล

จริงๆแล้วแต่งเสร็จมาเดือนกว่าละค่ะ ลืมอัพให้ 😂 ถือเป็นฟิคต้อนรับ DLC Episode Ignis ที่จะมาพรุ่งนี้ละกันค่ะ หาอะไรใสๆเยียวยาความดราม่าตับแตก 😭😭

ป.ล. รูปสแนปช็อตทุกภาพในฟิคนี้เป็นรูปจากเกมเพลย์ที่เราเล่นเองนะคะ 😄

.

.

.

.

.

.

แสงอาทิตย์เริ่มอัสดงจับที่เส้นขอบฟ้า เมฆสีแดงคล้อยต่ำอำลาดวงตะวันที่กลับจมหายไป ปักษาน้อยใหญ่ต่างดเร่งรุดโบยบินกลับรังก่อนความมืดของรัตติกาลจะมาเยือน ไม่ต่างจากคณะเดินทางกิตติมศักดิ์ของเจ้าชายน็อคทิสจากคราวน์ ซิตี้เองก็เช่นกันที่ต้องหยุดพักเพื่อเติมพลังและฟื้นฟูสภาพร่างกายอ่อนล้าจากการไล่ล่ามอนสเตอร์มาตั้งแต่กลางคืนของเมื่อวาน

เต้นท์ผ้าใบสีเขียวเนื้อหนาสามารถกันฝนและลมได้ดีเหมาะกับการออกภาคสนามถูกจัดแจงกางเพื่อเป็นที่นอนพักผ่อนในค่ำคืนนี้อยู่กลางเนินสูงริมเขาที่เป็นเขตปลอดภัยจากสัตว์ร้ายและปีศาจ การได้ทานอาหารร้อนๆปรุงสดใหม่จากวัตดุดิบชั่นดีที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเขาทั้งสี่คนช่างเป็นสวรรค์น้อยๆบนดิน ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลเมืองรอบด้านมีเพียงแต่ต้นไม้กับฝุ่นดินแต่ด้วยความสามารถอันล้นเหลือของที่ปรึกษาหรืออีกนัยหนึ่งคือพี่เลี้ยงส่วนตัวของน็อคทิสก็สามารถเนรมิตให้อาหารในคืนนี้เทียบเคียงกับเมนูราคาแพงในภัตตาคารหรูหราที่กัลดิน คีย์ได้ไม่ยาก

หลังอิ่มหนำกับอาหารมื้อเย็นแล้วนั่นเป็นช่วงเวลาที่บางทีแต่ละคนเลือกจะใช้เวลาส่วนตัวอยู่กับกิจกรรมที่ชอบเพื่อการผ่อนคลาย บางทีพวกเขาทั้งสี่ก็เลือกที่มานั่งล้อมรอบกองไฟอุ่นๆพูดคุยเรื่องสัปเพเหระหรือแม้แต่ประชุมเครียดเรื่องแผนการต่างๆในวันรุ่งขึ้น

“อิกนิส นายนี่ดูดีตลอดเวลาเลยนะ”

น็อคทิสอดที่จะแซวข้าราชบริภารคนสนิท ในมือก็กดปุ่มเลื่อนดูภาพจากกล้องถ่ายรูปที่พรอมพ์โต้ถ่ายเก็บระหว่างวันอย่างตื่นเต้น “ดูท่าสู้นี่สิ ทั้งนายทั้งกลาดิโอ้แจ๋วไปเลยแหะ”

คนได้รับคำชมยังคงหน้านิ่งราวเหมือนปรกติมือยังคงสาละวนกับการจัดเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบแต่หากลองสังเกตุที่มุมปากดีๆใบหน้าคมที่สะท้อนเงาจากไฟนั้นกำลังยิ้มน้อยๆ…ใครบ้างละจะไม่ชอบคำชม!

ม่านตาเขียวเหลือบฟ้าจางๆใต้เลนส์ใสกริ้งแอบชำเลืองมองดูเจ้าชายหนุ่มที่นั่งเอกเขนกพิงผนักไปกับเก้าอี้ผ้าใบกดดูภาพมากมายในกล้อง

“รูปนี้ก็ดี นี่ก็ด้วย ถ่ายมาได้โอเคมากเลย…ทำไมพรอมพ์โต้ไม่เห็นถ่ายฉันออกมาดูดีแบบนี้บ้างเลย” เสียงเจ้าชายตัวดีทำปากจิ๊จ๊ะขัดใจเมื่อเขาลองกดดูรูปถัดๆไปอีกเสียงบ่นยิ่งดังหึ่งๆเมื่อนั่งมองดูภาพที่เพื่อนสนิทถ่ายตัวออกมาแล้วไม่โอเค…หน้ามืดไร้แสง เห็นแต่แผ่นหลัง กำลังก้มหน้าเก็บของบางอย่างบนพื้น หรือหน้าทิ่มดินอยู่เพราะถูกมอนสเตอร์สะบัดกระเด็นลอยมากองบนพื้นก็มี!

“เฮ้ออออ นี่หากคนบอกว่าพรอมพ์โต้เกลียดฉันคงจะน่าเชื่อถือมากถ้าไม่ได้เป็นเพื่อนกันมานานละนะ” คนเป็นถึงเจ้าชายได้แต่บ่นอุบอย่างอ่อนใจกับทักษะการถ่ายรูปของเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่ดูจะขึ้นๆลงๆยังหาความเป็นมืออาชีพไม่ค่อยได้เท่าไร

“ไม่ตายคาเท้ามอนสเตอร์นี่ก็บุญแล้วนะ”

“ฮะฮะ จริงด้วย นายพูดตรงใจฉันเลยอิกนิก ก็เล่นชอบไถลตัวเองไปถ่ายรูปอยู่ใต้ตัวมอนสเตอร์ตัวมหึมาแบบนั้น ไม่ถูกอุ้งเท้ามันเหยียบก็ถือว่าทำบุญมาดีแล้ว” เสียงหัวเราะใสๆจากเจ้าชายหนุ่มอย่างอ่อนอกอ่อนใจ มือขาววางกล้องถ่ายรูปของเพื่อนสนิทลงบนเก้าอี้ว่างข้างตัว

“เฮ้ออ แต่นายก็ดูดีตลอดเวลาเลยจริงๆละนะ” น็อคทิสพูดเปรยขึ้นพลางเอนหลังพิงกับผนักเก้าอี้ผ้าพร้อมกับยืดแขนขึ้นบิดขี้เกียจขับไล่ความเมื่อยขบจากการนั่งรถนานๆทิ้ง ม่านตาสีครามลุ่มลึกไล่จับจ้องร่างสูงปราดเปรียวของคนสนิทที่ขยับเดินมาใกล้

“จริงๆนายเองก็ควรทำตัวเองให้ดูภูมิฐานสมฐานะเจ้าชายลูซิสเหมือนนะน็อคท์”

“แล้วฉันไม่มีออร่าของราชวงศ์เลยหรือไงเล่า!?”พวงแก้มขาวของเจ้าชายพองลมออกเล็กน้อย ถึงอีกฝ่ายจะเติบโตขึ้นแต่เวลาอยู่กับคนสนิทที่ดูแลตนเองมาตั้งแต่ยังเล็กน็อคทิสก็อดไม่ได้ที่จะมีมุมความเป็นเด็กใส่อิกนิสเป็นครั้งคราวด้วยความเคยชิน

เพราะสูญเสียพระราชมารดาอาเลียไปตั้งแต่น็อคทิสยังอายุได้เพียงไม่กี่เดือน เจ้าชายหนุ่มจึงเจริญชันษาด้วยการอภิบาลจากหลานชายเพียงคนเดียวของตระกูลไซเอนเทียมาตลอด อิกนิสจึงเป็นมากกว่าข้าราชบริภารคนสนิทของน็อคทิส เขาทำหน้าที่เลี้ยงดู ปกป้อง และอบรมสั่งสอนเจ้าชายน้อยให้เติบใหญ่เพื่อเป็นหน้าเป็นตาและความหวังของคนในราชอาณาจักรลูซิสต่อไป แต่หากดูจากรูปลักษณ์ในตอนนี้แล้วน็อคทิสก็ยังดูห่างไกลคำว่าราชาผู้ทรงศักดิ์และสิทธิ์เสียเหลือเกิน

เสียงถอนหายใจยาวๆดังมากจากที่ปรึกษาส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาท ดูเหมือนช่วงที่เขาดูแลน็อคทิสอาจจะตามใจเจ้าชายตัวดีมากไปสักนิด แต่กระนั้นเองอิกนิสก็ไม่อาจทำใจแข็งบีบบังคับเจ้าชายน้อยพระองค์นี้มากเกินไป…เขาเข้าใจดีว่าชีวิตของน็อคทิสมีภาระแสนหนักอึ้งผูกพันมากแค่แค่ไหน

แต่การเข้าใจเด็กหนุ่มกับหน้าที่ที่เขาต้องทำมันแยกกันคนละเรื่องอย่างสิ้นเชิง! ในฐานะที่ปรึกษาส่วนพระองค์เขาจะต้องเตรียมน็อคทิสให้พร้อมก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินทางไปพบกับท่านหญิงลูน่าเฟรย่า ว่าที่พระชายาที่อัลทิเชีย

ท่านหญิงกับน็อคทิสเคยพบเจอกันตั้งแต่สมัยทั้งคู่ต่างยังเยาว์วัย ภายหลังทั้งสองฝ่ายจะต้องแยกจากกันนานนับสิบปี ท่านหญิงต้องถูกคุมขังอยู่ใต้อำนาจของจักรวรรดิ แม้จะลักลอลติดต่อกันผ่านทางสมุดบันทึกมาโดยตลอดแต่ต่างฝ่ายต่างไม่ได้สัมผัสถึงอุปนิสัยใจคอของอีกคนอย่งลึกซึ้ง และอิกนิสมองว่านั่นเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องเตือนสติน็อคทิสให้รับรู้ถึงความรับผิดชอบอีกอย่างที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงตัวเขาไปสู่ช่วงวัยผู้ใหญ่มากขึ้น

“นี่ต้องให้ฉันช่วยระลึกไหมว่าตัวเองมีคู่หมั้นรออยู่อีกฟากของโพ้นทะเลนี่…น็อคท์นายไม่ควรทำให้ท่านหญิงผิดหวังนะ” ชายหนุ่มผมสีคาราเมลเข้มเอ่ยอย่างสุขุมพลางใช้นิ้วขยับแว่นตาบนใบหน้า

“บอกอย่างอื่นที่ฉันไม่ยังรู้แทนดีกว่าอิกนิส” คนนั่งบนเก้าอี้สนามเอ่ยอย่างสบายใจพร้อมจุดยิ้มท้าทายใส่ราชเลขานุการ

“นี่พวกเราเองก็ออกห่างจากเขตเมืองคราวน์ ซิตี้มานานพอสมควร ฉันควรทบทวนบทเรียนการเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ดีกับนายก่อนที่พวกเราจะเดินทางไปหาท่านหญิงลูน่าเฟรย่าสักหน่อยเป็นอย่างไร?” อิกนิสเอ่ยเสียงเรียบพลางจุดยิ้มขึ้นที่มุมปาก

“นายจะให้ฉันทำอะไรละ?” น็อคทิสหรี่ตามองข้าราชบริภารคนสนิทอย่างไม่ไว้ใจ

“เรามาลองเต้นรำกันสักนิดได้หรือไม่ ฝ่าพระบาท” คราวนี้รอยยิ้มท้าทายได้ย้ายจากใบหน้าขององค์ชายรัชทายาทมาอยู่บนใบหน้าเกลี้ยงเกลาของที่ปรึกษาหนุ่มแทนในขณะที่น็อคทิสเริ่มทำหน้าแหยๆใส่คนพูด

“เต้นรำหรอ!?…เออ ไม่ดีมั้งอิกนิส!”

เขารู้ดีว่าน็อคทิสไม่เชี่ยวชาญเรื่องลีลาศมาแต่ไหนแต่ไรเพราะอิกนิสเป็นคนสอนเจ้าชายน้อยมาเองกับมือมีหรือจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเชี่ยวชาญและไม่เชี่ยวชาญอะไรบ้าง

“Shall we dance, your highness?”

ร่างสูงโปร่งแลโดดเด่นในแสงตะวันที่จวนเจียนจะอัสดงขยับเข้ามาใกล้เจ้าชายหนุ่มที่นั่งบนเก้าอี้สนาม ฝ่ามือใหญ่ใต้ถุงมือหนังสีเงินเคลื่อนตัวสอดแทรกไปตามนิ้วเรียวยาวพลางช้อนเชยชัดนำให้น็อคทิสลุกขึ้นมา อีกฝ่ายแสดงสีหน้าย่ำแย่ไม่เบาจนคนแอบมองเกือบหลุดขำออกมา อิกนิสโอบรั้งช่วงเอวของสอบใต้เสื้อสีดำนั้นให้เขยิบแนบชิดกับช่วงตัวของเขาเองเบามือ ที่ปรึกษาจุดยิ้มน้อยกับท่าทีเก้ๆกังๆของคนในอ้อมแขนก่อนที่ขาเรียวจะเริ่มก้าวเดินเดินถอยหลังเพื่อเปิดโอกาสให้น็อคทิสได้เดินมาข้างหน้าตามที่เขาชักนำไป

“ทำไมฉันเต้นเป็นผู้หญิงละ!!”

คนที่กำลังแข้งขาเริ่มพันกันยุ่งเพราะทำไรอะไรไม่ได้มากนอกจากเต้นลีลาสไปตามจังหวะที่อิกนิสนำให้เริ่มโวยวายพร้อมกับทำตัวยุกยิกขยับซ้ายทีขวาทีในอ้อมแขนของที่ปรึกษาตัวเอง

“ตั้งใจเต้นหน่อยน็อคท์ ฉันไม่อยากถูกนายเหยียบอีกหรอกนะ” อิกนิสนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อคนเต้นรำของเขากะจังหวะพลาดก้าวลงมาเหยียบปลายนิ้วก้อยในรองเท้าของเขาแบบเฉี่ยวๆไป

“ระ..รู้แล้วละน่า!!” คนที่เหยียบเท้าชาวบ้านเอ่ยตอบตะกุกตะกัด

เขาคงจะเมาแสงแดดยามเย็นแบบนี้แน่ๆ ตอนนี้หน้าของน็อคทิสร้อนเห่อไปจนถึงใบหูแถมใจก็ยังเต้นโครมครามหนักมากเวลาที่แอบเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของอิกนิสที่จีบแสงสีส้มทองอ่อนจนเกิดเงา แม้แต้กลิ่นโคโลนญ์หอมสะอาดบนผิวกายของอิกนิสที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดัก็ยังสามารถปั่นป่วนสติของเจ้าชายหนุ่มให้รู้สึกกระสับกระส่ายได้เมื่อกลิ่นนั้นเจือจางผสมไปกับกลิ่นเหงื่อของอีกคนหนึ่งได้อย่างลงตัว

เขาต้องตั้งสมาธิกับจังหวะก้าวเท้าอย่างมากท่ามกลางสิ่งรบกวนรอบด้าน ทั้งโครงหน้าคมสันของที่ปรึกษาหนุ่มที่จ้องมองลงมา แววตาสีมรกตคู่สวยใต้กรอบแว่นนั้น กลิ่นหอมอ่อนจางชวนเคลิ้บเคลิ้ม ไออุ่นจากฝ่ามือหนาที่โอบกอดเอาไว้มั่น

“อ๊ะ ขอโทษที!!”

เพราะในหัวมัวแต่คิดถึงเรื่องน่าอายมากมายที่ต่อให้ตายน็อคทิสก็จะไม่มีวันยอมปริปากบอกที่ปรึกษาคนสนิทตรงหน้าเด็ดขาด เจ้าชายหนุ่มเลยไม่ทันระวังก้าวเท้าพลาดเหยียบลงไปบนรองเท้าหนังของอิกนิสเต็มแรง

อา…ดูจากสีหน้าของคนถูกเหยียบแล้วมันน่าจะเจ็บไม่น้อยทีเดียว!

แต่เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายอิกนิสนะ…ก็แค่แอบคิดเท่านั้นแต่เท้าเจ้ากรรมดันก้าวผิดจังหวะไปเอง มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่จริงๆ ก็คนมันไม่เก่งสเตปลีลาศนี่หน่า!!

อิกนิสยอมละมือออกปล่อยให้เจ้าชายหนุ่มได้กลับมายืนเอง มืออุ่นนี่เคยโอบแผ่นของน็อคทิสขยับไปดันแว่นตาบนใบหน้าเกลี้ยงเกลาให้เข้าที่ก่อนจะพูดประโยคที่ทำเอาคนฟังเสียวสันหลังท้ายทอยเย็นวาบ

“ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยดีเท่าไรนะฝ่าพระบาท…เห็นทีว่าเราต้องหมั่นทบทวนบทเรียนการเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ดีควรต้องมีกิริยามารยาทอย่างไรกันใหม่แล้ว!!”

แสงแดดสุดท้ายของวันที่สะท้อนวาวบนเลนส์กระจกยิ่งส่งเสริมภาพลักษณ์น่ากลัวของอิกนิสขึ้นไปอีกเท่าตัว

“ไม่เรียนแล้ว ไม่เรียนแล้ว จะไปไหนก็ไปเลยอิกนิส!!!” น็อคทิสโวยลั่นก่อนจะรีบวิ่งหนีไปจากจุดนั้นอย่างรวดเร็วด้วยความหวาดหวั่น

ไม่เรียนแล้ว!!…เรื่องอะไรจะยอมไปยืนเอาหนังสือเทินบนหัวแล้วเดินให้อีกฝ่ายคอยเอาไม้เรียวมาตีเวลาเผลอทำตัวตามสบายอีกรอบกันเล่า!!

ม่านตาสีเขียวกระจ่างหลังเลนส์กระจกใสมองตามแผ่นหลังสีดำของเด็กหนุ่มที่เขาเลี้ยงดูมาเองกับมืออย่างขบขัน

ดูท่าว่าเขาจะเลี้ยงอีกฝ่ายดีมากเกินไปหน่อย คงยังอีกนานกว่าเด็กน้อยของเขาจะเติบโตเป็นราชาที่สง่างามสมบูรณ์พร้อม

.

.

.

.

.

.

Advertisements

[Ficlet] – FFXV: NyxLuna

Pairing: Nyx Ulric x Lunafreya Nox Fleuret

Genre: Alternate Universe

..

..

..

..

..

..

..

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีตำนานเลื่องลือถึงฝูงเงือกฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ในท้องทะเลลึก ชาวบ้านแถบชายฝั่งต่างมีเรื่องเล่ามากมายที่ผูกพันกับเงือกมาช้านาน

ในตำนานบอกขานถึงว่าเงือกเหล่านี้มีส่วนท่อนบนเป็นมนุษย์ ฉลาดปราดเปรื่องและมีสติปัญญาสูงส่ง ทว่าส่วนลำตัวช่วงล่างนั้นไม่ใช่ขาสองข้างกลับเป็นหางรูปใบพายยาวใหญ่เหมือนมัจฉาแหวกไปมาในกระแสคลื่น

เงือกเป็นสิ่งมีชีวิตที่แสนลึกลับ บ้างก็เล่าลือกันว่าเผ่าเงือกนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดุร้ายชอบร้องเพลงล่อลวงชาวประมงที่ออกหาปลาในคืนเกือนมืดแล้วจับกินเป็นอาหาร แต่บ้างก็บอกเล่าถึงความโอบอ้อมอารีของเงือกที่คอยช่วยเหลือกะลาสีเรือที่พลัดตกน้ำไปจนรอดชีวิตมาได้

แต่แม้จะมีตำนานบอกเล่ามากมายมาแต่โบร่ำโบราณทว่าหาเคยมีผู้ใดพบเจอเงือกแบบเป็นๆไม่ ทุกอย่างที่พวกเขารู้เกี่ยวกับเงือกล้วนเป็นคำบอกเล่าที่ส่งต่อปากต่อปาก จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งไม่มีหลักฐานใดๆมายืนยันได้

นิกซ์เองก็คิดว่าเรื่องเล่าแบบนั้นช่างเหลวไหลเพ้อเจ้อเสียเหลือเกิน เขาเป็นลูกชายของนายพรานมือดีของหมู่บ้าน ฝีมือการล่าของนิกซ์เองก็เป็นที่กล่าวขานยกย่องไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพ่อของเขา อาชีพนักล่าที่ต้องบุกป่ารกพงไพรได้พบเจอกับสิ่งแปลกประหลาดมากมายเกินกว่าผู้เฒ่าผู่แก่บางคนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านมานมนานเสียอีก ดังนั้นเขาจึงไม่เชื่อในเรื่องของเงือกที่ฟังดูไร้สาระ นิกซ์มักขอตัวลุกหลบไปอย่างสุภาพเมื่อมีใครสักคนที่เริ่มเปิดประเด็นการถกเถียงเรื่องน่าเสียเวลาแบบนี้ขึ้นมา

ยกเว้นก็แต่ว่าเซลีน่า น้องสาวสุดที่รักของเขาที่มักเจ็บออดๆแอดๆต้องนอนบนที่นอนของเธอตลอดเวลาจะอ้อนวอนขอให้ท่านแม่เล่านิทานให้ฟังคลายเหงาทำให้นิกซ์ไปกล้าปฏิเสธหนีไปแบบทุกครั้ง

วันนี้นิกซ์หอบหิ้วอุกปรณ์ตกปลาแบบง่ายๆที่ทุกบ้านชาวประมงแถวชายทะเลจะมีติดบ้านกันไว้ออกมาด้วย เขามุ่งหน้าไปยังชายฝั่งที่เสียงคลื่นสาดซัดซู่ๆดังมาเป็นระยะ กลิ่นเกลือที่ลอยมาพร้อมกับลมทะเลเย็นๆทำให้จิตใจของเขารู้สึกสดชื่น

แม้จะเก่งกาจเรื่องการล่าสัตว์มากกว่าการล่าปลา แต่อย่างไรเสียเขาเองก็ทีสายเลือดลูกของทะเลเหมือนกัน การได้ออกมาตกปลาเงียบๆคนเดียวช่วยเคลียร์สมองที่เต็มไปด้วยความคิดหลากหลายให้สงบได้ บางครั้งการทิ้งเวลากับอะไรที่ต้องอดทนรอก็ไม่ได้แย่เสมอไป

ครั้งนี้นิกซ์ตั้งใจจะเดินไปหลบตกปลาเงียบๆในจุดที่ห่างไกลผู้คน เขาเดินวกวนอ้อมหลังชะง้อนผาใหญ่บ่ายหน้าสู่จุดตกปลาลับที่เขามักแอบมาเสมอๆ เมื่อเตอจุดที่เหมาะสมเขาวางถังใบย่อมลงบนโขดหินจัดแจงเกี่ยวเหยื่อเข้าขอเบ็ดและเหวี่ยงมันออกมา

การตกปลาเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลามันไม่สามารถเร่งเร้าให้ปลามากินเบ็ดได้ตามที่ใจปรารถนา นิกซ์ต้องรอสักพักกว่าที่เหยื่อจะยอมตะครุบกินเบ็ดที่วางล่อไว้ เมื่อสายเบ็ดเริมสั่นกระตุกเพราะแรงดิ้นเอาชีวิตรอดของเจ้าปลาเคราะห์ร้ายนิกซ์ก็ต้องรั้งดึงสลับกับผ่อนแรงเพื่อฉุดปลาขึ้นจากน้ำ

แสงตะวันที่เริ่มบ่ายคล้อยไปทางตะวันตกบ่งบอกช่วงเวลาที่ล่วงผ่านไปพอสมควรแล้ว พรานหนุ่มมองดูจำนวนปลาใหญ่น้อยที่นอนนิ่งในถังไม้อย่างพึงพอใจ มันคงพอเพียงสำหรับปากท้องของคนที่บ้านไปอีกหลายวัน ในสมองของเขาครุ่นคิดถึงกรรมวิธีต่างๆนานาที่จะช่วยถนอมปลาพวกนี้ให้สามารถเก็บรักษาได้นานพลางก้มเก็บข้าวของเตรียมมุ่งหน้ากลับหมู่บ้าน

ฉับพลันที่หูว่องไวขอพรานนักล่าได้ยินเสียงของสตรีแว่วมาในเสียงคลื่นทะเล นิกซ์ชะงักไปด้วยคิดว่าตนเองนั้นหูฝาด บางทีอากาศร้อนๆกับกลิ่นเกลือเข้มข้นก็อาจทำให้คนเราหลอนได้ เมื่อลองเงี่ยหูฟังอีกรอบเขากลับไม้ได้ยินเสียงอะไรอีกแล้ว

ชายหนุ่มนิ่งเงียบสักพักจนแน่ใจว่ารอบตัวของเขาไม่มีเสียงอื่นใดนอกเสียจากเสียงลมพัดหวืดกับเสียงคลื่นที่กระทบหินเขาจึงเริ่มลงมือเก็บของต่อ นิกซ์หันหลังหมุนกายเตรียมเดินไปยังทางหลักเข้าสู่หมู่บ้านด้วยจิตใจเบิกบาน เขาเฝ้าคิดถึงเนื้อเสียบไม้ย่างร้อนๆแกล้มเหล้าหมักอันเป็นเครื่องดื่มประจำถิ่นที่ลือชื่อ

แต่แล้วขาของเขาก็ต้องชะงักลงอีกเมื่อเสียงของหญิงสาวยังคงแว่วมาแผ่วเบา ครั้งนี้นิกซ์มั่นใจว่าเขาไม่ได้หูฝาดเพราะเสียงนั้นสะท้อนมาจากหลังโขดหินใหญ่ พรานหนุ่มค่อยๆวางข้าวของพะรุงพะรังในมือลงอย่างระวังไม่ให้มันก่อเสียงรบกวนก่อนที่จะย่องอย่างเงียบกริบอ้อมโขดหินใหญ่ไป

เมื่อสงสัยต้องพิสูจน์ สัญญาตญาณของพรานนักล่าในตัวนิกซ์ตื่นตัวสุดขีดพอกับความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นอันเป็นพื้นฐานในตัวมนุษย์ทุกคน

ภาพตรงหน้าทำให้นิกซ์ตกตะลึง เขาเห็นหญิงสาวงดงามกัยเรือนผมสีทองปลั่งดุจไหมทองในราชวัง เธออยู่ในชุดสีขาวประดับประดาไปด้วยเปลือกหอยกับเพชรพลอยแวววาวจับตายิ่งนัก สตรีแปลกหน้านอนราบทอดกายไปกับหาดทราย เจ้าหล่อนเหมือนพยายามเอื้อมมือออกมาเพื่อคว้าอะไรบางอย่างบนพื้นด้านหน้า

การได้พบหญิงสาวที่งดงามกับเครื่องแต่งกายหรูหราในเขตหมู่บ้านห่างไกลความเจริญขนาดนี้นับแปลกแท้ แต่ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่ากลับเป็นลำตัวช่วงล่างของเธอที่นอนแช่อยู่ในฟองน้ำเค็มมากกว่า นิกซ์มั่นใจว่าเขาตาไม่ฝาดพร่ามัว ยามที่เธอพยายามเอื้อมมือจนสุดแขนส่วนที่ควรเป็นขาสองข้างกลับกลายเป็นหางรูปร่างเหมือนปลาก็สะบัดยกขึ้นมา

เกล็ดสีเงินเหลือบฟ้าอ่อนกับม่วงมันเป็นประกายวาวระยับใต้แสงอาทิตย์ไม่มีทางหลอกตาเขาได้!

นิกซ์ถึงกับแอบหยิกแขนตัวเองเพื่อพิสูจน์ว่าตอนนี้เขาไม่ได้กำลังเมาหลับอยู่ที่บ้านของลิเบอร์ตัสจนฝันบ้าบอเป็นตุเป็นตะ แต่รอยจ้ำสีแดงกับความเจ็บบนผิวบ่งบอกว่าตอนนี้เขาไม่ได้กำลังฝันไป

ตรงหน้าเขาคือนางเงือกที่ตำนานของหมู่บ้านเล่าลือกันมานานจริงๆ!

ชายหนุ่มแอบเฝ้ามองเงือกสาวที่พยายามจะเอื้อมมือขึ้นมาคว้าอะไรบางอย่างบนพื้นทรายหลายรอบอย่างอดทน ความแวววาวของเจ้าสิ่งนั้นสะท้อนกับแสงแดดจนเขาที่มองจากจุดนี้ยังเห็นได้ชัดเจน ยิ่งคลื่นสาดซัดมันยิ่งลอยเขยิบเข้ามาให้พื้นแห้งมากขึ้นเรื่อยๆ

หญิงสาวพยายามจนเหนื่อยอ่อนแต่เธอก็ยังไม่สามารถนำสิ่งที่นิกซ์คาดว่าน่าจะเป็นของตัวเองกลับคืนไปได้ ดูเหมือนเธอจะไม่สามารถขยับตัวขึ้นมาจากน้ำทะเลได้เช่นกัน ดูแล้วก็ให้นึกสงสาร

นิกศ์ค่อยๆเดินออกจากที่ซ่อนอย่างเงียบกริบระหว่างที่เงือกสาวผมทองกำลังฟุบหน้าลงกับพื้นทรายด้วยความอ่อนล้า เขาก้าวเท้าแผ่วเบาไปยังจุดที่เห็นแสงวูบไหวบนพื้นก่อนจะหยิบสิ่งที่ทำให้เธอยอมปรากฎตัวขึ้นในบริเวณนี้มาถือไว้

มันคือหวีสับสีเงินประดับมุกฝีมือประณีตยิ่งนัก นิกซ์ไม่เคยคาดคิดเลยว่าในชีวิตนี้จะมีโอกาสได้จับต้องสิ่งของล้ำค่าขนาดนี้

ความคิดด้านชั่วร้ายของมนุษย์ก็ย่อมมีแต่ความใจอ่อนของเขากลับมีสูงกว่า ยิ่งนิกซ์ได้แอบเฝ้ามองความเพียรของเงือกสาวมาระยะหนึ่งแล้วด้วยเขายิ่งไม่อาจทำร้ายเธอได้ เจ้าหวีสับอันนี้น่าจะเป็นของที่มีคุณค่าทางใจพอสมควรมิเช่นนั้นเธอคงไม่พยายามที่จะตามมันกลับคืนไปมากถึงเพียงนี้

เขาถือมันไปทรุดกายลงข้างๆหญิงสาวที่นอรอ่อนระโหยอยู่ในฟองคลื่นก่อนจะยื่นมันไปไว้ตรงหน้า แสงสะท้อนของเงินวาววับใส่ดวงตาอีกฝ่าย หญิงสาวที่นอนทอดกายในน้ำเค็มผุดลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น เธอรีบคว้าเอามันไปถือด้วยสีหน้าปิติยินดีก่อนที่จะรับรู้ถึงตัวตนของมนุษย์อีกคน

ดวงตาสีฟ้ากระจ่างของเงือกสาวมองดูแล้วเหมือนท้องฟ้าสดใสไร้เมฆจับจ้องใบหน้ามนุษย์อย่างตกตะลึงก่อนที่มันจะเบิ่งกว้างแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกตกใจ เธอเผลอร้องอุทานก่อนจะสะบัดหางของตนเองตีน้ำใส่นิกซ์อย่างแรงแล้วรีบกระโจนกลับลงน้ำลึกไป

นิกซ์ร้องสบถตกใจกับท่าทางตื่นๆและน้ำที่สาดใส่จนเปียกปอนไปทั้งตัว ชายหนุ่มล้มก้มจ้ำเบ้าลงในน้ำเค็มจนกางเกงเปียกชุ่มไปทั้งตัว มือหนายกขึ้นลูบหน้าที่เปื้อนน้ำกับทรายออกอย่างหงุดหงิด

ไม่เคยคิดว่าจะเป็นการทำคุณบูชาโทษแบบนี้เลย!!

นิกซ์ลุกขึ้นจากน้ำทะลด้วยจิตขุ่นมัว ทั้งๆที่เขาช่วยเธอแท้ๆนอกจากจะไม่แม้แต่คำขอบคุณแล้วเธอกลับทำเปียกไปทั้งตัวแบบนี้ด้วย

“ขะ…ขอโทษด้วยค่ะ ท่านมนุษย์เป็นอะไรมากไหม” เสียงหวานใสฟังแล้วระรื่นหูดังแว่วมา “ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”

ชายหนุ่มเหลียวมองรอบกาย เขาไม่เห็นเงือกสาวแต่ยังได้นอนเสียงแสดงว่าเธอยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ใกล้นี้เป็นแน่แท้

“ไม่ยักรู้ว่าชาวเงือกจะเป็นคนไม่มีมารยาทขนาดนี้ คนเขาช่วยตัวเองไว้ขอบคุณสักคำยังไม่มีเลย แถมยังโดนดีดน้ำใส่หน้าด้วย”

หญิงสาวเงียบไม่ตอบกลับเขา เธอหายเงียบไปสักพักก่อนที่นิกซ์จะเห็นเงาของเส้นผมสีทองสว่างของเธอบวิเวณผิวน้ำห่างออกไป เธอค่อยๆปรากฎตัวขึ้นแหวกว่ายเข้ามาใกล้เข้ามา

“ข้ามิได้เจตนาจะทำร้ายท่านจริงๆ ขอท่านมนุษย์ได้โปรดอย่าถือสาเราด้วยเถิด” เงือกสาวพูดด้วยสีหน้าสลดสำนึกผิด

“แล้วนี่ไม่คิดจะขอบคุณกันหน่อยหรือ ฉันช่วยให้เธอได้เจ้าหวีสับอันนั้นคืนไปนะ” เขาว่าพลางพะยักพะเยิดใส่เครื่องประดับล้ำค่าที่หญิงสาวถือประคองไว้ในมือ

เธอก้มลงมองสิ่งที่ถือไว้แนบอกแล้วยิ้มบางๆออกมา “…ในนามของเผ่าเงือก เราขอบคุณท่านมนุษย์ยิ่งนักที่ได้ให้ความช่วยเหลือเราในครั้งนี้ บุณคุณในครั้งนี้ของท่านเราจักไม่ลืมเลือน หากแม้นมีสิ่งใดที่ท่านมนุษย์ปรารถนาจงบอกกล่าวแก่เรา ถ้ามันมิเกินแก่กำลังแลความสามารถของข้าแล้วไซร้ ข้ายินดีช่วยเหลือเพื่อตอบแทนท่าน”

นิกซ์เผลอพ่นลมใส่เมื่อได้ยินคำพูดสุดแสนเป็นทางการที่ฟังแล้วชวนแสลงหูยิ่งนัก

“เลิกเรียกฉันว่าท่านมนุษย์สักที ฉันมีชื่อนะเรียกว่า นิกซ์ ก็ได้”

เขามองเห็นสีหน้าลังเลบนใบหน้างามหมดจดนั้นก่อนที่ริมฝีปากบางจะเอ่ยชื่อเขาออกมา “นิกซ์”

“ใช่ ว่าเธอละชื่อว่าอะไร มาทำอะไรแถวนี้?”

“เรามีนาม ลูน่าเฟรย่า น็อกซ์ เฟลอเร็ท เป็นธิดาของเผ่าเงือกที่คุ้มครองดินแดนแถบนี้มาช้านาน ยินดีที่ได้รู้จักค่ะนิกซ์” เงือกสาวเอ่ยแนะนำตัวอย่างสุภาพ

นิกซ์ถึงกับมึนตึบกับชื่อแซ่ยาวเหยียดของหญิงสาว “ลูน่าเพรน่า อะไรนะ!?”

“ลูน่าเฟรย่าค่ะ”

“งั้นเรียกลูน่าเฉยๆได้ไหม?”

“…ถ้าช่วยให้สะดวกมากขึ้นข้าก็ยินดีให้ท่านเรียกนามเช่นนั้นนะคะ”

สภาวะมึนตึงไม่รู้จะไปต่ออย่างไรโรยตวลงโอบล้อมหนึ่งคนหนึ่งเงือก มนุษย์หนุ่มก็เอาแต่มองหางปลาของสิ่งมีชีวิตในตำนานปรัมปราอย่างใคร่รู้ ในขณะเงือกสาวสะบัดครีมนางลอยตัวในน้ำอย่างอึดอัดใจ เธอไม่คุ้นเคยกับการที่ต้องถูกมนุษย์จับจ้องราวกับสิ่งแปลกประหลาดเช่นนี้

“เอ่อ นี่…ถามอะไรหน่อยสิ” จู่ๆนิกซ์ก็ถามขึ้นช่วยทำลายกำแพงแห่งความอัดอั้นที่มีระหว่างสองฝ่ายลงได้ดีพอควร “หวีสับนั่นนะ…สำคัญมากเลยหรือ เธอดูพยายามจะนำมันกลับคืนไปมากๆเลย”

ลูน่าเบิ่งตากว้างเล็กน้อย เธอไม่ได้คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะแอบจับจ้องดูการกระทำของเธอเองนานถึงขนาดนั้น ก่อนที่รอยยิ้มสว่างไสวคลี่บนกลีบปากสีชมพูอ่อนระบายให้เค้าหน้าหวานยิ่งดูละมุนนุ่มนวลกว่าเคย

“ข้าหาทราบไม่ว่ามีอาคันตุกะ ที่แท้ท่านคอยเฝ้าดูข้าอยู่นานพอสมควรเช่นกัน ช่างน่าละอายแท้” เธอหัวเราะเสียงใจกังวาน

“เครื่องประดับชิ้นนี้…เป็นของขวัญเชษฐาของข้าเอง ข้ามักประดับมันติดกายเสมอมา ทว่าครานี้ข้าพลั้งเผลอทำมันหลุดลอยไปกับกระแสธารามันเลยถูกพัดพาขึ้นมาที่นี่ค่ะ เลยต้องรบกวนท่านให้ช่วยนำพามันกลับมาให้ ต้องขอบคุณอีกนะคะนิกซ์”

“แต่จริงเธอสามารถขึ้นมาหยิบมันแล้วก็กลับลงไปเองได้นี่?” นายพรานหนุ่มถามสิ่งที่ตนสงสัยตั้งแต่ตอนที่เห้นเงือกสาวพยายามเอื้อมคว้าหวีสับของตนเองที่ริมฝั่ง

ใบหน้ากระจ่างหม่นแสงลงเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าเบา “มันเป็นคำสาป พสุธาจักทำให้กำลังของพวกเราอ่อนแรง พื้นที่ของเราคือสายธารอันเชี่ยวกราดเท่านั้น ข้ามิอาจเหยียบย่างขึ้นไปยังดินแดนมนุษย์ได้”

เงือกสาวเหม่อมองฟากฟ้าที่เริ่มแดง แสงตะวันคล้อยต่ำลงทุกนาที เธอเห็นสมควรแก่เวลาแล้วที่จะต้องกลับลงสู่โลกบาดาลใต้มหาสมุทร บัดนี้เชษฐาของเธออาจจะกำลังกังวลที่เธอจู่ๆหายตัวไปจากวังบาดาลเป็นเวลานานจนสั่งทหารให้ออกติดตามอยู่ก็เป็นได้

แม้เงือกจะสะบันสัมพันธ์ไม่ติดต่อไปมาหาสู่กับเผ่ามนุษย์มานานนับพันปีแล้วแต่เธอผู้กำเนิดมาภายหลังมิอาจหักห้ามความอยากรู้อยากเห็นในตัวมนุษย์ได้เลย ตั้งแต่เล็กลูน่ามักจะแหวกว่ายมายังผิวน้ำแลพรางตัวจากประสาทการรับรู้ของพวกมนุษย์ เธอเฝ้ามองและเรียนรู้วิถีชีวิตแบบคนบนบกแม้พี่เรวุสของเธอจะพยายามห้ามปรามด้วยความเป็นห่วง

เรวุสไม่เชื่อในพวกมนุษย์ เขามักบอกว่ามนุษย์นั้นอันตราย ไร้สัจจะ และเห็นแก่ตัว แต่ลูน่ายังคงมีความหวังว่าสักวันทั้งสองเผ่าจะสามารถกลับมาไปมาหาสู่ดุจดั่งอดีตกาลได้

ลูน่าเคยพบเห็นนิกซ์ที่มานั่งตกปลาแถบนี้มาหลายครั้ง เธอมักแอบเรียกเขาว่า มนุษย์ตาคม เพราะไม่ทราบชื่อเขา เธอมักแอบมองเขาตกปลาเงียบๆหรือเวลาเขาไปเล่นกับเด็กๆแถวท่าเรือ

เขาช่างโดดเด่นท่ามกลางมนุษย์บนบกนั้น! ดังนั้นเธอจึงผวาตกใจที่จู่ๆเขามาช่วยเหลือไว้เช่นนี้

“ตะวันจวนจะสายัณฑ์แล้ว เห็นทีข้าต้องขอตัวร่ำลากลับไปยังท้องทะเล” ลูน่าว่ายน้ำเขยิบเข้ามาใกล้ชายฝั่ง ม่านตาฟ้าใสจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มของมนุษย์หนุ่มที่ยืนบนโขดหิน

“ท่านคือมีผู้มีพระคุณของข้า นิกซ์ ข้าไม่อาจวิงวอนมิให้ท่านเอื้อยเอ่ยกับผู้ใดว่าท่านเคยพบเจอข้าได้นั่นสุดแท้แต่ท่านที่จะเลือกเช่นไร ข้าย่อมเคารพต่อการตัดสินใจเสมอ”

เธอได้แค่วัดใจ เธอแอบมองเขามานานและเธอเชื่อมั่นในเขาแม้เขาจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่พี่ชายสุดที่รักของเธอปรามาสไว้ เงือกสาวแสนสวยยิ้มบางๆก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะขยับว่ายห่างออกไป นิกซ์ใจวูบไหวลังเลเมื่อหญิงสาวเอ่ยลาเช่นนี้

“เดี๋ยวก่อน…”

ร่างขาวผินหน้ากลับมามองมนุษย์ที่ชายฝั่ง “ถ้าไม่บอกคนอื่นว่าเคยเจอกัน เธอจะยังยอมมาพบกันอีกได้ไหม?”

ดวงหน้าหมดจดไม่ตอบเพียงแค่แย้มยิ้มละมุนพยักหน้าลงน้อยๆก่อนที่เงือกสาวจะกระโดดดำดิ่งลงสู่ห้วงทะเลลึกคืนสู่บาดาลอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองทิ้งไว้ชายหนุ่มมนุษย์ยืนมองความวังเวงของทะเลที่มีเสียงนกนางนวลบินกลับรังกับกลิ่นไอเกลือ

นิกซ์นิ่งมองกระแสคลื่นที่สาดกระทบหินเป็นจังหวะเบาๆราวกับเสียงดนตรีขับกล่อม รอยยิ้มงดงามพิมพ์ใจกับเสียงใสกังวาลของหญิงสาวผมทองสุกสว่างที่เพิ่งจากไปยังคงติดตรึงอยู่ในใจของเขา

ตอนแรกเขาจะพลั้งเผลอเกรี้ยวกราดใส่เธอไปเขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจ อยากขอโทษลูน่าที่ดันเผลอทำตัวไร้มารยาทแบบนั้นใส่เธอ หากมองในแง่มุมของเธอเองเขาคือคนแปลกหน้าไม่น่าแปลกใจที่เธอจะกลัวเขาแบบนั้น

อยากเจอเธออีกครั้ง!!

จะมีโอกาสนั้นอีกไหมหนอ?

ชายหนุ่มเดินกลับมาหยิบข้าวของของตนเองขึ้นมาพร้อมกับเดินมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยจิตใจเลื่อนลอย

นิกซ์ไม่เคยเชื่อว่าเงือกมีจริง แต่จู่ๆวันนี้เขากลับไปพบเจอเงือกตัวเป็นๆอย่างไม่คาดฝัน เขาไม่รู้หรอกว่าจริงๆแล้วหญิงสาวจะดุร้ายแบบตำนานที่เล่าลือหรือแท้จริงแล้วเธอเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนโยนกันแน่ หากแตเขาเชื่อว่าถ้าเขทรักษาสัญญาที่มีต่อเธอ เธอจะยอมมาพบเขาอีก!!

“จะรอเจอกันอีกนะ ลูน่า”

..

..

..

..

..

..

..

[ Tale Never Ends ]

[Ficlet] Novelber Day 29: Til the day do us apart

Day 29: Til the day do us apart

Disclaimer: This is work of fan fiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer doesn’t claim any onwership over them.

Warning! Chapter 15 Spoiler Alert!! Please avoid this fiction if you’ve not completed the game yet.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ความตายนั้นหนักหนาเหมือนขุนเขาแต่กลับให้ความรู้สึกเบาหวิวเหมือนขนนกที่ล่องลอยในอากาศ

แม้จะเตรียมใจมามากแค่ไหนแต่เขาก็ไม่อาจอดกลั้นความหวาดหวั่นที่พุ่งเข้ามาขย้ำกลางหัวใจได้เลยจริงๆ

ตลอดช่วงเวลายาวนานที่ไม่รู้กลางวันกลางคืน เขาหลับใหลอยู่ในห้วงความฝันใจกลางผลึกคริสตัล เขาฝันถึงความทรงจำที่มีร่วมกับทุกคน เสียงหัวเราะรอยยิ้มคราบน้ำตาที่ได้ร่วมแบ่งกันมา ความรักความเสียสละที่ทุกคนทำเพื่อเขา…เพื่อปูทางให้เขาผู้มีหน้าที่ของราชารออยู่เบื้องหน้า

“จงก้าวต่อไปอย่างหาญกล้า สหายของฉัน”

เขาเอ่ยลาเพื่อนสนิท ตั้งใจขอให้เพื่อนๆทั้งสามคนของเขาช่วยต่อสู้ประวิงเวลาที่ถดถอยลงจนแทบไม่มีแล้วก่อนจะบ่ายหน้าก้าวเดินมายังท้องพระโรงอันเป็นที่ประทับขององค์ราชัน

ทุกย่างก้าวที่ล่วงผ่านพระราชวังแห่งนี้ เขาตั้งใจซึมซับทุกไอความทรงจำแสนสุขและเศร้าที่เคยมี

นายถอยกลับไม่ได้แล้วนะ

พร้อมโต้นายพูดถูก….เขาไม่สามารถถอยหลัง เขาหนีไม่ได้ ชะตากรรมโลกนั้นตกอยู่บนบ่าของเขาตั้งแต่เขายังไม่ได้ลืมตาดูโลกที่สวยงามแห่งนี้เลยด้วยซ้ำ

แต่เขาก็ไม่อาจทำเฉยเมยทนมองโลกใบนี้ล่มสลายลงไปได้ เขาไม่อาจยอมแพ้โดยยังไม่ได้สู้สุดความสามารถ

เบื้องหน้าเขาคือราชบังลังค์อันยิ่งยง ที่สถิตแห่งอำนาจแห่งพระราชา ผลึกคริสตัลศักดิ์สิทธิ์ยังคงสงบนิ่งประหนึ่งหลับใหลแต่ไอเวทมนตร์หนักแน่นขิงมันยังแผ่ซ่านบาดแทงผิวหนังของผู้ที่อาจหาญเข้าใกล้

เขาเอื้อมมือลงไปสัมผัสบังลังค์เย็นเยียบด้วยจิตใจโหยหาอาวรณ์ ภาพของอดีตราชาที่ประทับนั่งอย่างเข้มแข็งกล้าหาญส่งเขาให้ออกเดินทางไกลแม้จะรู้ดีว่านั่นคือครั้งสุดท้ายที่พ่อลูกจะได้ยืนอยู่ร่วมโลกเดียวกันยังแจ่มชัด

“ผมกลับบ้านมาแล้วครับท่านพ่อ ผมเก่งกล้าขึ้นกว่าเดิม แต่มันก็ต้องเสียเวลาไปนานกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้”

พ่ออยู่ไม่ห่างเขา…พ่อไม่เคยจากเขาไปไหนเลยแม้ความตายจะพรากท่านไปจากโลกใบนี้

“ท่านพ่อ ลูน่า ทุกๆคน…ขอบคุณมากนะที่ช่วยกันต่อสู้กันมาจนถึงตอนนี้”

ความรักอันบริสุทธิ์ที่เขามีต่อท่านพ่อกับลูน่าและมิตรภาพแสนงดงามระหว่างเขากับอิกนิส พร้อมโต้ กลาดิโอ้รวมถึงคนอื่นๆที่เขาได้เคยพบพานมาตลอดช่วงชีวิตที่ผ่าน มันไม่เคยจางหาย

เขาจะโอบกอดความทรงจำล้ำค่าอันอบอุ่นละมุนละไมที่แฝงรสชาติความขมขื่นนี้ไว้ไม่เสื่อมคลาย

เขาจะไม่โดดเดี่ยวแม้ต้องดำดิ่งลงไปเพื่อเผชิญหน้ากับต้นกำเนิดของความมืดในอีกภพเพราะเขามีทุกๆคนที่เขารักและรักเขาเป็นกำลังใจ

มาดแม้นว่าค่ำคืนนิจนิรันทร์นี้จะล่วงพ้นไป อรุณรุ่งวันใหม่จะมาเยือน สายโซ่แห่งชะตากรรมที่ร้อยรัดพวกเขาไว้กับความทุกข์ทรมานจะจบสิ้นลง แต่ความรักที่มีให้ต่อกันจะคงอยู่ตลอดกาล

ดาบของบิดาปรากฎขึ้นในหัตถ์แห่งองค์ราชาก่อนที่มันจะถูกปักลงเบื้องหน้า

“จงปรากฎกายต่อหน้าข้า บรรพกษัตริย์แห่งลูซิสทั้งหลาย ข้าพร้อมยุติเรื่องทั้งมวลนี้แล้ว”

.

.

.

.

.

เมื่อราชาแห่งจอมราชันปรากฎขึ้น ความมืดจะถูกขับไล่ไปและแสงแรกของตะวันจะกลับมาเยือนขอบฟ้าอีกครั้ง

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

========================

สวัสดีค่ะ Sarelrus เองนะคะ ไหนๆก็เขียน Novelber มาจนจบเดือนแล้วแต่ยังไม่เคยได้พูดคุยอะไรกันคนที่หลงเข้ามาอ่านเลยก็เลยขอเม้าท์มอยด้วยนิดนึงนะคะ ส่วนใครถามหาของ Day 30: Trick or Treat เราแต่งควบกับ Day 23: Vampire ไว้นะคะ สามารถไปตามอ่านตามนี้ได้เลยค่ะ Warp

ก่อนอื่นขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านที่ได้หลงเข้ามาอ่าน Novelber หรือ ฟิคอื่นๆนะคะ เราไม่ใช่คนเขียนที่ดีเท่าไรแต่ก็ดีใจที่ยังมีคนอ่านงานง่อยๆของเราค่ะ

จริงๆแล้วเราเป็นพวกขี้เกียจมากๆ กว่าจะแต่งฟิคทีรอไปนานๆสามชาติมาเรื่องหนึ่งด้วยซ้ำค่ะ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะสามารถเขียนฟิคได้ทุกวันครบเดือนเลย การได้มาลองเขียน Novelber เลยเป็นการกระตุ้นตัวเองให้คิดให้เขียนได้ดีตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาค่ะ

งานเขียนของเรายังมีข้อบกพร่องอีกมาก หากใครอยากติชมแนะนำเสนออะไรสามารถทิ้งคอมเมนต์ไว้ได้เลยนะคะ เราอ่านของทุกคนหมดจริงๆแต่อาจไม่ได้ตอบกลับทุกคนได้เพราะภาระงานต้องขออภัยด้วยนะคะ

ยังไงก็ขอบคุณทุกคนมากๆค่ะ ไว้เจอกันโอกาสหน้านะคะ 😀

[Ficlet] Novelber Day 28: Beast

Day 28: Beast

Disclaimer: This is work of fan fiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer doesn’t claim any ownership over them.

.

.

.

.

.

มนุษย์ที่แท้จริงแล้วก็คือสัตว์ร้าย!!

มันคือสัตว์ประหลาดที่สวมใส่ชุดที่เรียกว่ามนุษย์เพื่อซ่อนเร้นจิตใจที่มีความซับซ้อนและวกวนยากแท้ที่ใครจะหยั่งคาดคิดถึง

เป็นเรื่องน่าขัน หากเป็นตัวตนของเขาสมัยก่อนเขาคงจะพยายามโต้แย้งคำพูดพวกนี้อย่างเอาเป็นเอาตายว่ามันไม่เป็นจริง แต่ตัวตนของเขาในตอนนี้เขากลับทำแค่เพียงยืนนิ่งยิ้มเยาะเย้ยกับความจริงนั้นอย่างเฉยชา

ว่ากันว่าเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปคนเราก็จะมีมุมมองต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแม้ว่าสิ่งที่เรากำลังมองดูอยู่นั้นจะเป็นสิ่งเดิมก็ตาม

ตัวเรานั้นไม่เปลี่ยน…เรายังคงเป็นคนเดิม แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น ความรอบรู้เพิ่มพูน และประสบการณ์ที่พบเจอมาระหว่างการเติบโต

สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เปลี่ยนความคิดของเราไป มันคือตัวชี้วัดทิศทางของชีวิตคนคนหนึ่งว่าเขาจะโน้มเอียงไปทางตาชั่งฝั่งดีหรือชั่วร้ายมากกว่ากัน

หากสิ่งที่เราได้พบเจอมาตลอดคือความดีงามและเอื้ออาทร เขาคนนั้นก็น่าจะมีแนวโน้มที่จะเป็นคนดี เขาแค่ว่าบอก ‘น่าจะ’ ล่ะน่ะเพราะไม่มีสิ่งใดในโลกหล้าที่สามารถบ่งบอกได้อย่างแน่ชัดว่าใครคือคนที่ดีใคร ใครคือคนที่เลวหรอก แต่ไม่ว่าจะดีหรือเลว ช่วงวันเวลาและวัยที่ผ่านเลยไปนั่นแลจะช่วยกลั่นกรองผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตและทดสอบว่าคนที่พบเจอนั้นเป็นเช่นไร

เมื่อครั้งเยาว์และโง่งม เขาเฝ้าหลงใหลไปกับเสียงเยินยอของพวกมนุษย์ที่ผลัดกันวนเวียนเข้ามาเลียแข้งเลียขาด้วยคาดหวังบางสิ่งบางอย่างจากเขาเสมอๆ

นอกจากพลังพิเศษของสายเลือดลูซิสที่ทำให้ทุกคนล้วนยำเกรงในอำนาจของเขา พรอันน่ามหัศจรรย์ที่เขาได้รับประทานมาจากทวยเทพให้ใช้ในการเยียวยารักษาโรคระบาดแห่งดวงดาวก็ทำให้ทุกคนยอมสยบแทบเท้าของเขา

ถ้อยคำยกยอหวานล้ำอาบยาพิษของพวกมนุษย์ล่อลวงให้เขาที่ยังเยาว์วัยหลงเชื่อและมีศรัทธา เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายให้ทุกคนได้มีชีวิตใหม่ที่สว่างไสว เขาเสียสละรับเอาเชื้อโรคร้ายโสมมพวกนั้นมากักเก็บไว้ภายในร่างกายของตนเองโดยไม่นึกรังเกียจใดๆ

จวบจนวันที่ผลึกคริสตัลได้ปฏิเสธเขาและตัวตนของเขาในฐานะผู้นำแสงสว่างมาสู่โลกใบนี้ เทพเจ้าต่างก็หันหลังให้เขา ทุกคนที่เขาเคยช่วยเหลือต่างทอดทิ้งเขาอย่างไร้เมตตาแม้เขาจะร้องขอและวิงวอนอย่างสิ้นหวัง

ด้วยความโศกเศร้าและผิดหวังทำให้เขาพลั้งเผลอปลดปล่อยพลังดำมืดที่เฝ้าเพียรพยายามสะกัดกลั้นเอาไว้ภายในร่างกายออกมา เขาไม่มีเจตนาจะทำร้ายใครเลยในตอนนั้น แต่ห้วงอารมณ์ที่ดำดิ่ง ณ เวลานั้นกระตุ้นเร้าให้ขุมพลังร้ายที่เขาดูดซับเอาไว้หลุดออกมาอาละวาด

คนพวกนั้นแตกตื่น เขาจดจำสีหน้าหวาดหวั่นและถ้อยคำสาปแช่งจากผู้คนที่เขาช่วยเหลือเอาไว้ได้ดี คนพวกนั้นคือคนที่เขาเคยรักและเมตตาด้วยน้ำใสใจจริง

ปีศาจร้าย ขอให้มันตกนรกมอดไหม้ทุกข์ทรมานอย่าได้ผุดได้เกิดอีก

เสียงก่นด่าสาปส่งที่ดังมาจากทั่วทุกสารทิศ ก้อนอิฐแข็งที่ปาเล็งมาที่ศีรษะของเขาจนเลือดสีดำสนิทไหลซึมออกมา เสียงอุทานด้วยความกลัวกับสีโลหิตแปลกประหลาดนั้นเซ็งแซ่

เปลือกนอกของความเป็นมนุษย์แสนสวยงามหากค่อยๆลอกคราบแห่งความลวงที่ปกปิดความน่าสะอิดสะเอียดออกแล้วไซร้ มนุษย์นั้นก็เหมือนๆกัน

สับปลับ ปลิ้นปล้อน เห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้น!!

มนุษย์ถือว่าตนเองนั้นมีสติมีอารยธรรมสูงส่งกว่าสัตว์ แต่จริงๆแล้วมนุษย์นั้นต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าสัตว์ร้ายใดๆในโลกใบนี้เสียอีก

แม้แต่สัตว์ประหลาดที่ดุร้ายที่สุดยังมีเจตจำนงค์ที่แน่วแน่ มันล่าสัตว์อื่นเพื่อมีชีวิตรอด แต่มนุษย์นั้นบางครั้งก็ล่าเพื่อเอาชีวิตรอด แต่หลายครั้งมันก็เพื่อความสนุก ความสาแก่ใจ

เหยื่อของมนุษย์มีทั้งเดรัจฉานและมนุษย์ด้วยกันเอง มันเข่นฆ่าไม่เลือกอย่างเหี้ยมโหด มนุษย์กำจัดสิ่งที่ตนมองว่าแปลกปลอมไม่เข้าพวกอย่างเลือดเย็นและมองว่านั่นคือความถูกต้อง จิตใจที่บิดเบี้ยวด้วยความกลัวกับริษยาฉุดรั้งสติปัญญาสูงส่งที่มนุษย์เทิดทูนมากกว่าสิ่งให้ตกต่ำจมพื้นดิน

ปีศาจในคราบมนุษย์จับเขามัดตรึงไว้ด้วยโซ่และตรวนหนักหนา ลากเขาข้ามทะลสู่เกาะลึกลับที่เต็มไปด้วยม่านหมอก พวกมันทรมานเขาต่างๆนานา เหล็กแหลมลนไฟ แส้ หอก ดาบ ทวน มากมายระดมทิ่มแทงมาบนร่างกายอย่างไร้ความปราณีเมื่อรู้ว่าเขานั้นไม่อาจตายได้

ราวกับตกนรกโลกันตร์สมดั่งคำสาปแช่ง จะมีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้ แต่อยากตายก็ตายไม่ได้เช่นกัน!!

เขาต้องเฝ้าทนรับการทรมานอย่างไม่รู้จุดสิ้นสุด สลบไปด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพื่อรับการลงทัณฑ์แสนขมขื่น

จนวันหนึ่งที่เขาเองก็ไม่รู้มันนานแค่ไหนหลังจากที่เขาถูกจับมา ณ ที่แห่งนี้ ข่าวแพร่สะพัดถึงการขึ้นครองราชย์ของผู้นำแห่งแสงสว่างคนใหม่…อิซูเนีย

เขาคือซากของอดีตที่ถูกทอดทิ้งอย่างไร้ค่าไว้เบื้องหลัง ต้องทนกล้ำกลืนความทุกข์ทรมานนี้อย่างมีความหวังริบหรี่ว่าสักวันทุกคนจะเข้าใจและให้อภัย กลับมายอมรับเขาอีกครั้ง

แต่จิตใจที่โสมมของมนุษย์ก็สอนบทเรียนให้เขาตระหนักได้ว่า ความรุ่งโรจน์ในอดีตของเขานั้นมันคือคำลวง มนุษย์ไม่ได้ต้องการเขา มนุษย์แค่ต้องการใครก็ได้สักคนหนึ่งที่สามารถตอบสนองความปรารถนาอันไร้ขอบเขตสิ้นสุดของตนได้ตามประสงค์ และมนุษย์พร้อมที่ฉีกกระชากสิ่งที่หมดค่าหมดราคาทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใยไร้สำนึก

ความน่ารังเกียจของมนุษย์ได้ชำระล้างความโว่เขลาของเขาให้หมดไปและเปิดดวงตาของเขาให้มองโลกแห่งความเป็นจริงที่แสนโหดร้ายชัดเจน

เขาหลบหนีจากการคุมขังมาได้และซ่อนเร้นตัวเองในเงามืดอย่างยาวนาน เฝ้ามองผู้คนเวียนว่ายตายเกิดไปอย่างสมเพช แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านเลยไปนานเท่าใดสันดานเนื้อแท้ของมนุษย์ก็ยังคงร้ายกาจไม่เคยเปลี่ยนแปลง เขาได้เฝ้าชมมหรสพฉากเดิมผลัดเปลี่ยนตัวละครขึ้นมาแสดงซ้ำแล้วซ้ำเล่านับพับปี

เพราะเช่นนี้กระไร เขาถึงได้บอกว่า สัตว์ร้ายที่แท้จริงบนโลกใบนี้ก็ คือ มนุษย์ นั่นแล!!

.

.

.

.

.

[Ficlet] Novelber 26 & 27: Rumor & Love Philtre

Day 26 & 27: Rumor & Love Philtre

Disclaimer: This is work of fan fiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer doesn’t claim any ownership over them.

Previously: Day 9: Ex

.

.

.

.

.

หลังจากพร้อมโต้ได้เห็นช็อตสำคัญที่ว่ากลาดิโอ้กำลังพยายามรุกจีบแม่สาวช่างซ่อมรถซินดี้ที่เจ้าตัว(แอบ)ปลาบปลื้มอยู่ในงาน Assassin’s Festival แบบไร้ซึ่งความเกรงใจเจ้าตัวใดๆก็ยิ่งหดหู่ใจ

ทั้งๆที่คนตัวโตก็รู้ดีว่าพร้อมโต้ทั้งหลงรักและเทิดทูนซินดี้มากขนาดไหน ตลอดเวลาที่เดินทางไปมาด้วยกันหนุ่มผมทองเฝ้าพร่ำเพ้อถึงแต่แม่สาวช่างซ่อมมากแค่ไหน แต่ดูเหมือนราชองครักษ์ส่วนพระองค์ของน็อคทิสจะถือคติว่า ใครดีใครได้ มากกว่า รักษาน้ำใจเพื่อน

คงเพราะกลาดิโอ้เจนสนามรักกว่ามากกว่าใครเพื่อนเลยมองว่าการที่ใครคนหนึ่งจะชอบใครอีกคนมันเป็นเรื่องของโอกาสและการทำคะแนน หากเขาตรงสเปคของซินดี้และสามารถทำให้ซินดี้ชอบเขาได้ก็ไม่ถือเป็นการแย่งเพื่อน แต่หากว่าพร้อมโต้สามารถจีบซินดี้ติดได้ก็คือดวงสมพงษ์กันเอง

แต่จากการที่น็อคทิสเล่าเรื่องรักๆใคร่ๆขององครักษ์ส่วนตัวของเขาให้พร้อมโต้ฟังดูเหมือนจะยิ่งเป็นการสาดน้ำมันร้อนๆลงไปบนเปลวเพลิงแห่งความสิ้นหวังในใจของเพื่อนสนิท

วันถัดมาเจ้าตัวยิ่งห่อเหี่ยวไม่มีกระจิตกระใจจะร่วมสนุกกับกิจกรรมในงานเลยแม้ว่าน็อคทิสจะพยายามเป็นฝ่ายลองออกปากชวนก็ตาม…ขนาดพาไปเล่นโจโคโบะที่ซุ้มโจโบโบะ เรซที่เจ้าตัวชื่นชอบเป็นหนักหนายังไม่สามารถฉุดให้พร้อมโต้กระตือรือร้นได้เลย!

เมื่อเพื่อนร่วมงานไม่มีใจจะเล่นสนุกด้วยมันก็พาลให้บรรยากาศร่วมงานกร่อยตาม น็อคทิสได้แต่ลากพร้อมโต้ที่กำลังเหม่อลอยเดินไปเดินมาเข้าซุ้มโน่นออกซุ้มนี้อย่างเบื่อหน่าย

เข้าใจว่าเพื่อนอกหักและกำลังโกรธกลาดิโอ้ที่กล้าแทงข้างหลังกันแบบนี้…แต่เขากำลังมาเที่ยวงานเทศกาลรื่นเริงนะ ไม่อยากเสียโอกาสพลาดร่วมสนุกกับกิจกรรมดีๆแบบนี้ที่ไม่ได้มีเวลาจัดตลอด!!

ตลอดทางพวกเขาทั้งสองยังแอบได้ยินหญิงสาวชาวเมืองและต่างเมืองที่มาร่วมงานนี้กำลังหวีดร้องตื่นเต้นถึงชายหนุ่มร่างกำยำกับแผ่นหลังที่มีรอยสักนกอินทรีตัวใหญ่เป็นระยะ

อืม! ดูเหมือนสาวๆจะชอบหนุ่มสไตล์เข้มแข็งปกป้องตัวเองได้มากกว่าหนุ่มน่ารักสินะ สงสัยจะมีแต่เขากับพร้อมโต้เนี่ยละที่ขายไม่ออก อย่างน้อยอิกนิสก็ดูสุขุมใจเย็นเป็นผู้นำให้พึ่งพาได้

ระหว่างที่กำลังคิดเลื่อนลอยหูของน็อคทิสก็พลันไปได้ยินสาวๆที่รวมกลุ่มกับกำลังกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างที่น่าสนใจเขา

พวกหล่อนคุยกันว่ามีข่าวลือที่น่าเชื่อถือได้ถึงแม่มดฝีมือที่เดินทางมาไกลจากดินแดนตะวันออกได้มาร่วมงานเทศกาลครั้งนี้ด้วย แม่มดตนนี้เชี่ยวชาญในการทำยาสเน่ห์ให้คนรักคนหลงได้ พวกหล่อนอยากพบแม่มดและขอให้เธอช่วยทำยาสูตรพิเศษนี้ออกมา

เจ้าชายหนุ่มถึงกับหูผึ่งกับข่าวลือนี้กันเลยทีเดียว เขารีบสะกิดให้คนที่กำลังเดินเหมือนเป็นซอมบี้ข้างกายมาตลอดทั้งงานเงี่ยหูฟังที่พวกหล่อนกำลังสนทนาทันที

จากที่จับใจความได้คร่าวๆ แม่มดตนนี้จะร้องขอให้คนที่อยากได้ยาลึกลับของเธอไปกำจัดปีศาจฝีมือร้ายกาจและนำชิ้นส่วนบางอย่างของมันมาปรุงยา ซึ่งวัตถุดิบชองแต่ละคนจะไม่เหมือนกันขึ้นอยู่วัตถุประสงค์ของผู้ใช้ว่าอยากเอาไปใช้เพื่ออะไร

พร้อมโต้ถึงกับตาโตกับข้อมูลที่ได้แอบฟังมา ชายหนุ่มเขย่าแขนน็อคทิสพลางคะยั้นคะยอขอให้เจ้าชายช่วยสืบหาแม่มดตนนี้ จากที่พวกหญิงสาวพวกนั้นคุยกันเธอน่าจะหลบอยู่ในตึกร้างเก่าๆไม่ไกลจากทางออกของเลสทาลั่มที่จะมุ่งหน้าไปเวสเปอร์พูลมากนัก

ชายหนุ่มผมทองขอร้องว่าเขาอยากพบแม่มดเผื่อว่าเธอจะช่วยหาทางให้เขาสมหวังในความรักกับซินดี้ได้

ทั้งๆที่น็อคทิสเองก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้แถมเขาเองไม่อยากเอาตัวเองไปพัวพันกับเรื่องไสยศาสตร์เวทมนตร์ดำอะไรมากเท่าไร แต่พอเห็นสายตาลูกอ้อนที่พร้อมโต้ใช้วิงวอนขอให้เขาช่วยเหลือแล้วก็อดใจแข็งปฏิเสธเพื่อนไม่ได้ เจ้าชายหนุ่มจึงตกปากรับคำว่าจะช่วยสืบหาแม่มดลึกลับตนนี้

ชายหนุ่มสองคนวิ่งลัดเลาะไปตามเส้นทางเดินในเมืองเลสทาลั่ม พยายามหลบเลี่ยงการปะทะกับหุ่น MT ของจักรวรรดิที่ถูกส่งเข้ามาตรวจตราวางเวรยามในเมืองให้มากที่สุด ในกรณีจำเป็นจริงๆน็อคทิสก็จำต้องใช้เทคนิคของพวกนักฆ่าในการหลอกล่อศัตรูมาในมุมที่เหมาะสมและจัดการเก็บพวกมันอย่างเงียบเชียบ

พวกเขาเดินมาจนถึงจุดที่คาดว่าน่าจะเป็นที่พักชั่วคราวของแม่มดที่สาวๆกล่าวถึง หลังจากสำรวจห้องพักที่ว่างเปล่ามากหลายห้องพวกเขาก็พบว่ามีห้องพักห้องหนึ่งมีคนอาศัยอยู่

กลิ่นกำยานฉุนแสบจมูกปะทะใส่หน้าพวกเขาทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ภายในมีเทียนไขถูกจุดเพื่อเพิ่มความสว่างให้กับห้องที่เหม็นอัพและมืดทึบ ด้ายสีขาวถูกผูกระโยงระยางไปมาเต็มห้องกับตุ๊กตารูปร่างพิกลพิการช่วยเพิ่มความน่าหวาดหวั่นให้กับสถานที่แห่งนี้ได้อย่างดี

น็อคทิสขนลุกซู่พร้อมกับพร้อมโต้ที่ถลามาเกาะแขนเขาไว้แน่นด้วยความกลัวประหนึ่งลูกลิงที่กอดแม่ลิงไว้ หญิงนางหนึ่งใต้ชุดคลุมยาวคร่อมพื้นกับฮู้ดหนักสวมปิดปังใบหน้าไว้เดินออกมากล่าวต้อนรับพวกเขาด้วยเสียงแหบพร่า

เธอถามจุดประสงค์ของการมาครั้งนี้จากทั้งสองคนช้าๆ น็อคทิสต้องกระทุ้งศอกใส่พร้อมโต้ให้พูดหลังจากอีกคนมัวแต่อ้ำๆอึ้งๆไม่ยอมพูดเสียที เมื่อเธอทราบสาเหตุที่ชักนำพวกเขามาหาเธอบอกว่ายินดีจะช่วยและปรุงน้ำมันพรายที่หากเอาไปแตะสาวคนไหนจะหลงรักทันทีให้กับพร้อมโต้หากว่าเขายอมรับข้อตกลงไปล่าบางอย่างให้เธอและนำวัตถุดิบกลับมาให้

สิ่งที่เธอเรียกร้องทำเอาน็อคทิสช็อคตาเหลือก เพราะเธอบอกให้เขาไปล่า Pyromancer ซึ่งเป็นภูติพรายชั้นสูง มีฤทธิ์มากและแข็งแกร่งสุดๆ ซึ่งเจ้า Pyromancer นี้จะหลบเร้นตัวเองอยู่ในดันเจี้ยนลึกที่เธอจะเป็นแจ้งพิกัดที่ตั้งในแผนที่ให้

ลำพังตอนพวกเขาเจอเจ้าภูติพรายนี้แบบครบสี่คนแถมยังอัดมันไม่เลี้ยงเรียกได้ว่ารุนแรงขนาดถ้าไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตยังต้องใช้เวลาในการโค่นมันนานอักโข แถมมันยังมีเวทมนตร์ที่รุนแรงสามารถสาปพวกเขาให้กลายเป็นรูปปั้นหินได้ซึ่งน่ารำคาญมากๆ ถ้าต้องออกไปล่าแค่สองคนมีหวังตายได้กลับจุดเซฟวนไปแน่นอน

งานนี้น็อคทิสบอกได้คำเดียวว่าหินมาก นอกจากจุดมุ่งหมายในการออกล่าจะโหดพนะกาฬขนาดนี้เจ้าชายหนุ่มเองก็คิดหาเหตุผลดีๆที่จะขับรถเรกัลเลียออกยังสถานที่ที่แม่มดตนนั้นระบุไว้ได้โดยปราศจากการรับรู้ของอิกนิส

พร้อมโต้เดินหน้าแหยออกมา แค่เห็นว่าต้องไปล่า Pyromancer อีกฝ่ายก็รู้สึกถดถอยแล้ว น็อคทิสก็ได้แต่ครุ่นคิดว่าจะช่วยเหลืออย่างไรดี แต่ก็จนปัญญามากๆ

พวกเขาเดินตะหรัดตุเหล่ไปเรื่อยๆจนมาถึงช่วงบันไดกลางเมืองและได้เจออิกนิสกำลังยืนชมการเดินไต่ท่อของพวกนักแสดงกายกรรมอยู่ด้วยสีหน้าชื่นชม ที่ปรึกษาหนุ่มเอ่ยทักทั้งสองคนก่อนจะสังเกตุเห็นสีหน้าแปลกๆของทั้งน็อคทิสและพร้อมโต้ และเขาสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่าเด็กหนุ่มทั้งสองมีปัญหาอะไรบางอย่างแน่นอน

อิกนิสจัดแจงลากสองหนุ่มตัวดีกลับโรงแรมแต่ไม่ลืมแวะซื้อเมนู Serum Skewer เอาไปเก็บไว้เป็นอาหารว่างรองท้องเผื่อว่าใครหิว

ด้วยสายตาที่เฉียบแหลมและฝีปาดคมกรอบสมตำแหน่งที่ปรึกษา อิกนิสสามารถทำให้ทั้งน็อคทิสและพร้อมโต้คายความลับออกมาได้แบบหมดไส้หมดพุง ก่อนที่ทั้งสองคนจะถูกบิดหูลงโทษคนละทีเบาๆด้วยฝีมือคุณแม่ของทีม

อิกนิสบ่นหึ่งว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นไม่ถูกต้อง เขาไม่ควรไปยุ่มย่ามเรื่องส่วนตัวของทั้งกลาดิโอ้และซินดี้ หากพร้อมโต้รักซินดี้ก็ไม่ควรเล่นสกปรกแบบนี้ เขาควรก้าวไปเธออย่างกล้าหาญและทำคะแนนให้เธอหันมาสนใจอย่างสมเกียรติ อิกนิสถามพร้อมโต้กลับว่าเขาภาคภูมิใจจริงๆหรือหากว่าซินดี้หันมาสนใจเขาเพียงเพราะสิ่งเหล่านี้ แน่นอนพร้อมโต้ตอบว่าไม่

เสียงสวดดังยาวมาจากราชเลขานุการก่อนที่แผ่นกระดาษประกาศจะถูกส่งมาให้พวกเขา น็อคทิสรับมันอ่านอย่างไม่เข้าใจ

บนหน้ากระดาษนั้นเป็นประกาศเตือนจากทีมผู้จัดงาน Asssassin’s Festival เตือนผู้ร่วมงานอย่าหลงเชื่อแก๊งส์ต้มตุ๋นหลอกลวงที่แอบอ้างว่าตนเองมีเวทมนตร์แะสามารถใช้มันช่วยเหลือยรรเทาความเดือดร้อนของท่านได้ หากท่านพบเห็นคนที่น่าสงสัย หรือได้จ่ายเงิน / ส่งมอบของให้พวกแก๊งส์ ไปแล้วสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยเพื่อดำเนินการจดบันทึกความเสียหายและรับเป็นพยานหลังจากพวกหลอกลวงได้ถูกจับกุมเรียบร้อยแล้ว

.

.

.

.

.

[Ficlet] Novelber Day 24 & 25: Transform & Cliche

Day 24 & 25: Transform & Cliche

Discliamer: This work of fan fiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer doesn’t claim any ownership over them.

.

.

.

.

.

รถเรกัลเลียเปิดประทุนคันงานแล่นตรงไปตามเส้นทางมุ่งหน้าสู่เมืองเลสทาลั่มท่ามกลางเสียงโหวกเหวกตื่นเต้นของทั้งน็อคทิสและพร้อมโต้ที่คุยกันไม่ยอมหยุดตั้งแต่ก่อนขึ้นรถ

ยิ่งพวกเขาขับเข้าใกล้เลสทาลั่มมากเท่าไรแถบผ้าและป้ายประกาศเชิญชวนผู้คนที่สัญจรไปมาให้มาร่วมสนุกใน Asssassin’s Festival ยิ่งเห็นแยะขึ้น เมื่อเจ้าชายหนุ่มเห็นป้ายประกาศงานเฟสติวัลก็ยิ่งอยู่ไม่สุข เขากระตือรือร้นเป็นพิเศษผิดจากช่วงเวลาปรกติที่มักจะง่วงงุนทำตัวเฉื่อยชาระหว่างการนั่งรถเดินทาง

กลาดิโอ้เป็นฝ่ายสงสัยว่าเพราะเหตุใดทั้งน็อคทิสและพร้อมโต้ถึงได้อยากมาเที่ยวงานเทสกาลขนาดนั้นจนถึงกับรบเร้าขอให้อิกนิสขับรถมาไกลจากแหลมคาเอมกันเลยทีเดียว

ตอนนี้พวกเขากำลังเตรียมตัวรอลุงซิดซ่อมแซมเรือขององค์ราชารีจิสที่จอดนิ่งสนิทหลบอยู่ในท่าเรือลับใต้ประภาคารริมทะเลที่คาเอมมานานหลายสิบปีให้เสร็จเรียบร้อยพวกเขาจึงจะสามารถข้าใมหาสมุทรไปยังอัลทิสเชียเพื่อพบกับท่านหญิงลูน่าเฟรย่าที่เฝ้ารออยู่อีกฝั่งได้ แต่บังเอิญว่าเมื่อสองวันก่อนเจ้าชายตัวดีดันเปิดวิทยุฟังข่าวซึ่งปรกติแล้วเขาไม่เคยทำเลยด้วยซ้ำก่อนจะได้ยินเสียงประกาศเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมสนุกในงาน Asssassin’s Festival กัน น็อคทิสรีบบอกพร้อมโต้และทั้งสองคนก็รีบหาข้อมูลก่อนจะวิ่งแจ้นไปอ้อนวอนอิกนิสให้ขับรถพาไปเที่ยวงาน ลงท้ายด้วยความใจอ่อนของราชเลขานุการที่ตหลงรับปากจะพาทุกคนมางานนี้

เมื่อกลาดิโอ้เปรยถามขึ้นว่าทำไมหนึ่งเจ้าชายกับหนึ่งพระสหายถึงได้ดูตื่นเต้นกับงานเทศกาลมากขนาดนี้ น่าประหลาดที่เขากลับได้รับคำตอบจากอิกนิสแทนเสียอย่างนั้น ที่ปรึกษาหนุ่มอธิบายให้ฟังพลางหมุนพวงมาลัยบังคับให้รถคำงามเลี้ยวไปตามทางว่า น็อคทิสและพร้อมโต้นั้นต่างเป็นแฟนตัวยงของซีรีย์นี้เล่นเกมมาครบทุกภาคแถมยังตามเก็บของที่ระลึกข งเกมไว้มากมายในห้องนอนที่ซิทาเดล ซึ่งน็อคทิสก็รีบแย้งว่าหากอิกนิสได้ลองเล่นเกมนี้บ้างเชื่อว่าจะตกหลุมรักเกมภราดรแห่งมือสังหารได้ไม่ยาก แต่คำแย้งนี้ก็ตกไปเมื่ออิกนิสแกล้งเปรยเตือนเจ้าชายหนุ่มให้เข้าคิดถึงภาระหน้าที่ที่รอเข้าสานต่อในอนาคตอยู่

น็อคทิสชอบเกม Assassin’s Creed มากและเขาก็ตื่นเต้นมากที่พร้อมโต้เองก็หลงใหลเกมนี้เช่นกัน ตัวเกมในแต่ละภาคนั้นมีเอกลักษณ์และความพิเศษของตัวเองมันเองชัดเจน ด้วยพล็อตเรื่องที่ไม่จำเจซ้ำซาก ( Chiche Plot) บอกเล่าถึงความเป็นมาและสิ่งที่นักฆ่าคนหนึ่งต้องทำไม่ว่าจะเต็มใจไม่เต็มใจจะทำเพื่อรักษาความเป็นเสรีชนให้กับมนุษยชาติก็ทำให้น็อคทิสประทับใจอย่างมาก นอกจากนี้ตัวละครนำของแต่ละภาคก็มีแง่มุมมิติการชีวิตที่ลึกซึ้งแตกต่างกันไป (Cliche Character) เขาอาจเป็นได้ทั้งคนที่ดีอยากช่วยเหลือผู้คน คนทรยศต่อพี่น้องร่วมภราดร หรือแม้แต้โจรสลัดที่จับพลัดจีบพลูกลายมาเป็นนักฆ่าก็ได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้รสชาติการเล่าเรื่องของเกมซีรีย์นี้ไม่น่าเบื่อ แถมเกมยังสร้างเขียนเนื้อเรื่องหลักของทุกภาคให้มีความเชื่อมโยงกันในเรื่องการไล่ล่าสมบัติของอารยธรรมแรกเริ่มจนทำเอาน็อคทิสติดหนึบต้องนั่งมาไล่เล่นเกมจนครบถ้วนทุกภาคเพื่อทำความเข้าใจจักรวาลของภารดรนักฆ่าได้อย่างถ่องแท้

เมื่ออิกนิสขับรถเข้ามาถึงในเขตเมืองเลสทาลั่มพวกเขาได้เห็นผู้คนมากมายที่ทยอยเดินทางร่วมงานรื่นเริงกับอย่างคึกคัก นี่ถือเป็นงานสนุกสนานรื่นเริงขนาดใหญ่งานแรกที่มีหลังจากข่าวความสูญเสียยิ่งใหญ่ของลูซิสเมื่อหลายเดือนก่อนจึงไม่น่าแปลกใจที่ประชาชนทั่วไปจะแห่แหนกันมา พวกเขาต้องการความสนุกสนานและแสงสีบันเทิงใจช่วยเยียวความเศร้าระทม

ราชเลขานุการบ่นเรื่องที่จอดรถที่คับแคบเนื่องจากจำนวนรถของคนเข้าร่วมงานที่มากมายเหลือเกิน กว่าจะขับรถวนหาที่จอดที่เหมาะกับขนาดรถเรกัลเลียได้ก็เสียเวลาไปสักพักกันเลยทีเดียว

เมื่อลงมาจากรถแล้วทั้งน็อคทิสและพร้อมโต้ต่างก็ตื่นตาตื่นใจกับกิจกรรมร่วมสนุกตามซุ้มจัดงานต่างๆที่ทีมงานจัดเตรียมไปเรียงรายเต็มไปหมด นอกจากนี้คนที่เข้าร่วมงานต่างพากันแปลงโฉมตัวเองไปใส่ชุดแอสซาซินกันเต็มไปหมดเลย

พวกเขาทั้งสี่คนเดินขึ้นบันไดมุ่งหน้าเข้าไปภายในตัวเมืองก่อนจะสังเกตุเห็นหอคอยขนาดสูงที้ตั้งอยู่ ด้านล่างของมันมีกองฟางหนาทึบตั้งเรียงรายเต็มไปหมดจนกลาดิโอ้อดเอ่ยปากถามไม่ได้ว่ากองฟางพวกนี้มันมีไว้เพื่ออะไร

อิกนิสช่วยอธิบายให้ฟังว่านี่คือการแสดง Leap of Faith เป็นทักษะขั้นสูงของพวกแอสซาซิน พวกเขาจะปีนป่ายพาตัวเองขึ้นยังจุดที่สูงมากก่อนจะกระโดดลงมาโดยใช้กองฟางพวกนี้คอยรองรับร่างกายไม่ให้ได้รับบาดเจ็บจากการทิ้งตัวดิ่งลงแบบนั้น งานนี้ทำเอากลาดิโอ้ถึงกับเบ้หน้าเพราะเขาไม่คิดว่าจะมีใครรอดชีวิตจากการกระโดดลงมาจากตึกสูงได้โดยใช้แค่ฟางหนาๆรับน้ำหนัก

เสียงกู่ร้องเชียร์สลับเสียงปรบมือของฝูงชนที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากประภาคารสูงดึงความสนใจของทุกคนให้เงยหน้าขึ้นไปมองชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังยืนอย่างหมิ่นเหมาอยู่ริมขอบอย่างน่าหวาดเสียวยิ่งนัก เขายกมือเป็นเชิงขอบคุณทุกกำลังใจส่งมาให้ก่อนจะหลับตาแล้วโน้มตัวออกมาสู่ความเวิ้งว้างทิ้งให้ร่างกายลอยละลิ่วลงมาอย่างรุนแรงรวดเร็วก่อนจะตกทุบใส่กองฟางที่จัดเตรียมไว้อย่างดี ฝูงชนเงียบเสียงไปวูบหนึ่งระหว่างที่ทุกคนกำลังลุ้นระทึกว่าเขาจะรอดหรือไม่ ชายหนุ่มในชุดฮู้ดคลุมมิดชิดก็โผล่ขึ้นมาจากกองฟางโบกมือให้ทุกคนเหมือนจะบอกว่าเขาไม่เป็นอะไรเรียกเสียงปรบมือให้ดังกระหึ่มอีกครั้ง

เมื่อการแสดงผาดโผนด้านหน้าจบลงพวกน็อคทิวจึงเดินเข้าไปในตัวเมือง พวกเขาได้เจอกับฮอลลี่และซินดี้ที่กำลังยืนคุยกันอย่ออกรส สองสาวต่างสไตล์ส่งเสียงเรียกทักทายชายหนุ่มทั้งสี่คน ฮอลลี่ดูจะแปลกใจที่ฮันเตอร์มือหนึ่งของเมืองสนิทสนมกับเพื่อนของเธอมากจนกระทั่งแม่ช่างซ่อมสาวอธิบายว่าพวกเขาเองก็ถือเป็นลูกค้าคนสำคัญของอู่ที่แฮมเมอร์เฮดเช่นกัน

ฮอลลี่เสนอว่าชุดที่พวกเขาสวมใส่อยู่นั้นมันค่อนข้างแตกต่างจากคนอื่นๆในงานมากเกินไป เธอยินดีจะให้พวกเขายืมชุดแอสซาซินไปใส่ก่อนเพื่อจะได้ดูกลมกลืนไปดับบรรยากาศรอบด้าน แน่นอนว่ากลาดิโอ้ไม่เห็นด้วยแต่อิกนิสกับมองว่าเป็นการดีที่พวกเขาจะแต่งกายเลียนแบบนักฆ่าในงานเทศกาลนี้มักอาจช่วยให้เขาหลบหลีกการต้องปะทะกับพวกจักรวรรดิที่ชอบจุ้นจ้านได้ดีหากพวกเขาทำตัวกลบกลืนไปกับประชาชนทั่วไป พร้อมโต้เองก็ถามน็อคทิสด้วยตาเป็นประกายตื่นเต้นว่าเขาจะยอมเปลี่ยนชุดไหม แต่ว่าพร้อมโต่นั้นตื่นเต้นและอยากเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดแอสซาซินจะแย่แล้ว

น็อคทิสในฐานะแฟนคลับตัวยของซีรีย์นี้มีหรือจะยอมพลาดโอกาสดีๆที่ได้ลองแต่งชุดเป็นเหมือนตัวละครที่เขาชื่นชอบ เจ้าชายหนุ่มแทบจะตอบตกลงฮอลลี่ในวินาทีถัดไปที่หญิงสาวเสนอไอเดียนี้ขึ้นมาเล่นเอาองครักษ์ร่าโตกรอกตาบนอย่าเหนื่อยหน่าย

เครื่องแต่งกายแบบนักฆ่าถูกแจกจ่ายให้พวกเขาแต่ละคนแยกย้ายกันไปจัดการตัวเองตามแต่จะสะดวกก่อนจะกลับมารวมตัวกันที่จุดเดิมตรงนี้

น็อคทิสได้แปลงโฉมจากเจ้าชายแห่งลูซิสที่คุ้นเคยกับเสื้อผ้าโทนสีดำอันเป็นสีประจำราชวงศ์ไปเป็นชุดนักฆ่าที่มีพื้นฐานมาจากชุดของเมไจแห่งอียิปต์โบราณ ชุดที่ได้รับมามีความละเอียดในด้านการตัดเย็บและประดับประดา เขาสามารถสวมใส่และเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวไม่ติดขัดใดๆสมกับที่เป็นชุดใส่เพื่แการลอบเร้นเข้าไปยังสถานที่ต่างๆ จุดที่น็อคทิสประทับใจมากที่สุดก็หนีไม่พ้นอาวุธมีดลับตรงสนับข้อมือที่เขาสามารถใช้งานได้จริงๆ

พร้อมโต้กับกลาดิโอ้ดูจะไม่มีปัญหากับชุดนักฆ่าที่สวมใส่เท่าไรนัก โดยเฉพาะกลาดิโอ้ที่การแต่งกายแบบนี้จะยิ่งขับความหล่อเท่ดิบเถื่อนของตนเองให้โดดเด่นยิ่งกว่าเดิม แต่คนที่ดูจะมีประเด็นกับชุดใหม่นี้คืออิกนิส เพราะเจ้าตัวคุ้นเคยกับเครื่องแต่งกายที่สุภาพและมิดชิดมากกว่า เจ้าตัวดูเขินอาบกับการใส่ชุดที่เปิดเผยแผ่นอกกับแผ่นหลังชัดเขนขนาดนี้จนกลาดิโอ้แกล้งแซวเล่นเป็นที่ครื้นเครง

ฮอลลี่ยินดีให้พวกเขายืมชุดเธอจนกว่างานเทศกาลนี้จะจบ เธอเชื้อเชิญให้พวกเขาไปร่วมเล่นกิจกรรมมากมายที่ถูกจัดเตรียมรอให้พวกเขาได้ไปสนุกกันก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันไปเดินเที่ยวรอบเมืองกัน

.

.

.

.

.

[Ficlet] Novelber Day 23 & 30: Vampire & Trick or Treat

Day 23 & 30: Vampire & Trick or Treat

Disclaimer: This is work of fanfiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer don’t claim any ownership over them.

.

.

.

.

.

บรรยากาศวันฮาโลวีนในราชอาณาจักรลูซิสเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวาน กลิ่นไอของการเฉลิมฉลองยังคงหลงเหลือให้เห็นอย่างประปรายตามถนนหนทาง ร้านค้า และบ้านเรือนของประชาชนทั่วไป ผู้คนต่างยังคงหลงใหลอยู่ในห้วงอารมณ์สนุกสนานรื่นเริงซึ่งเป็นเรื่องที่มีไม่มากนักท่ามกลางภาวะตึงเครียดของสงครามที่กำลังระอุเป็นไฟนอกกำแพงเมือง ได้ยินหลายสำนักข่าวรายงานว่าแม้แต่พวกผู้อพยพมาจากนอกกำแพงเองก็ยังร่วมรวมตัวกันเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ในเขตที่พำนักของตนเองช่วงคืนฮาโลวีน

ในค่ำคืนนี้ห้องรับแขกภายในอพาร์ทเมนต์หรูหรากว้างขวางกลางมหานครคราวน์ ซิตี้เองก็คึกคัก ที่พักของส่วนพระองค์ของเจ้าชายหนุ่มน็อคทิสเปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือนถึงสี่คน เสียงสนทนาโหวกเหวกดังไปมาสลับกับเสียงทำอาหารจากมุมห้องครัวเล็กๆ

ม่านตาสีน้ำทะเลจ้องมองความอึกทึกที่ช่วยขับไล่บรรยากาศเงียบเหงายามที่เขาอยู่คนเดียวไปจนหมด เจ้าชายหนุ่มถืออภิสิทธิ์ราชวงศ์นั่งเอกเขนกสบายใจไม่ทำอะไรทั้งสิ้นเฝ้ามองแขกผู้มาเยือนกำลังวุ่นวายจัดการโน่นแทนตัวเองทั้งหมด

คืนนี้พร้อมโต้ชักชวนเขามาร่วมฉลองเทศกาลฮาโลวีนย้อนหลังด้วยการดูภาพยนต์สยองขวัญมาราธอน เป็นไอเดียที่ดูไม่ดีเท่าไรแต่น็อคทิสก็เผลอตกปากรับคำไปแล้วเพราะทนลูกอ้อนของเพื่อนสนิทไม่ไหว เจ้าชายหนุ่มเลยออกความเห็นว่าพวกเขาควรชวนทั้งอิกนิสและกลาดิโอ้มาร่วมด้วย

น่าประหลาดใจที่อิกนิสตอบตกลงคำเชิญชวนนั้นอย่างไม่ลังเล ด้านกลาดิโอ้เองก็รับคำว่าจะมาร่วมด้วยอย่างสบายๆอีกทั้งราชองค์ร่างโตยังบอกด้วยว่าจะพาไอริส น้องสาวสุดที่รักของเขามาด้วยเพราะคืนนี้ท่านพ่อคราลัสคงมีประชุมกับองค์ราชาเช่นเคย ส่วนพ่อบ้านจาเรตเองก็ไม่อยู่ที่บ้านตระกูลอามิทิเซียเนื่องจากต้องพาหลานชายกลับไปเยี่ยมคนที่บ้านตนเอง

พร้อมโต้ที่แลจะเชี่ยวชาญในเรื่องระบบสายไฟฟ้าและเครื่องยนต์ต่างๆรับอาสาจัดการเรื่องต่อเครื่องเล่นแผ่นBlu-rayเข้ากับจอโทรทัศน์สีดำมะเมือมตัวใหญ่ที่ตั้งตะหง่านเป็นศรีสง่าอยู่หน้าโซฟา น็อคทิสมองดูเพื่อนตัวเองที่กำลังก้มๆเงยๆจ้องมองขั้วปลั๊กเสียบสายอย่างลังเลแวบหนึ่งก่อนจะเหลียวศีรษะกลับไปมองกลาดิโอ้ที่ยืนเก้ๆกังๆอยู่บริเวณเคาเตอร์ห้องครัวเฝ้ามองดูไอริสยืนช่วยอิกนิสอยู่ที่หน้าเตา…ดูท่าราชองครักษ์หนุ่มจะไม่คุ้นเคยกับการเข้าครัวเท่าไร!

สักพักเสียงพร้อมโต้ก็ร้องด้วยความตื่นเต้นขึ้นว่าสามารถทำได้เรียกสายตาของเจ้าชายหนุ่มให้กลับมาสนใจเจ้าโทรทัศน์ตรงหน้า เสียงติ๊ดเบาๆดังมาจากหน้าจอสีดำก่อนที่มันจะเริ่มทำงานฉายภาพและส่งเสียง ในเวลาไล่เลี่ยกันอิกนิสก็เตรียมอาหารว่างและเครื่องดื่มเสร็ตเช่นกัน น็อคทิสได้ยินเสียงไอริสสั่งการให้พี่ชายร่างโตถืออาหารไปวางที่โต๊ะหน้าโซฟาได้เลย

คงมีแต่ไอริส…อาจจะรวมอิกนิสอีกคนที่น่าจะสามารถสั่งให้กลาดิโอลัสยอมทำโน่นนี่ให้อย่างง่ายดายโดยที่คนตัวใหญ่เองก็ยินดีทำตามแบบไม่ปริปากบ่นสักคำ

หากเป็นเขากับพร้อมโต้นะหรอ….เหอะ! คิดแล้วก็น่าเจ็บใจหน่อยๆอ่ะนะ!

อาหารว่างที่อิกนิสช่วยตระเตรียมให้ในคืนนี้เป็นพวกแซนวิชคำเล็กเหมาะกับการหยิบแล้วโยนเข้าปากรวดเดียว มีของทอดนิดหน่อยเป็นตัวเคียงพอหอมปากหอมคอเพราะพร้อมโต้ชอบบ่นเหมือนเป็นผู้หญิงเสมอๆว่าตัวเองอ้วนไม่ค่อยอยากกินของทอด ส่วนเครื่องดื่มในคืนนี้เนื่องจากคนส่วนมากในห้องนี้อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะดื่มของมึนเมาได้อิกนิสจึงเตรียมเป็นน้ำสปาร์คกิ้งรสผลไม้กับกาแฟEbonyซึ่งเป็นยี่ห้อโปรดของตัวเอง

น็อคทิสนั่งอยู่ท่ามกลางแผ่นBlu-rayพลางหันไปปรึกษาพร้อมโต้กับไอริสว่าคืนนี้พวกเขาควรจะเลือกภาพยนตร์เรื่องไหนมาดูก่อนกันดีเพื่อช่วยสร้างบรรยากาศฮาโลวีน น็อคทิสหยิบพวกหนังผีสยองขวัญสั่นประสาขึ้นแต่กลับถูกพร้อมโต้ค้านสุดเสียงเพราะเจ้าตัวกลัวผีมาก กลาดิโอ้กับอิกนิสไม่ออกความเห็นใดๆเขาจึงคาดว่าเป็นพวกดูหนังไปหมดทุกประเภท สุดท้ายไอริสจึงเป็นคนเสนอภาพยนตร์เรื่อง Van Helsing และทุกคนที่กำลังอยู่ในภาวะเดธแอร์ก็พลอยเห็นดีเห็นงามด้วย

Van Helsing เป็นเรื่องราวของนักล่าปีศาจที่มีคู่ปรับตลอดกาลเป็นราชาแห่งหมู่แวมไพร์ ท่านเค้าท์แดรกคูล่า ตลอดทั้งเรื่องจะเป็นการเดินทางของนักปีศาจมือฉมังที่พยายามจะปราบแวมไพร์ตัวร้ายจากการคิดจะครอบครองโลกใบนี้ เขาต้องพบเจอกับสัตว์ประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวมีชื่อแฟรงเกนสไตน์ ต่อสู้กับมนุษย์ป่าเพื่อพยายามปลดปล่อยพี่ชายของแอนนา วาเลเรียส หญิงสาวแสนสวยจากตระกูลนักล่าปีศาจที่บรรพบุรุษของเธอได้สาบานว่าจะไม่ยอมขึ้นสวรรค์แม้จะมอดม้วยไปจากโลกใบนี้แล้วก็ตามหากราชาแวมไพร์ยังไม่ถูกกำจัดไปและโลกยังถูกคุกคามด้วยเหล่าผีดูดเลิอดพวกนี้จนกระทั่ตนเองต้องคำสาปกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าเสียเอง

น็อคทิสตื่นตาตื่นใจกับภาพยนตร์อย่างมากด้วยเนื้อเรื่องที่ดำเนินฉับไวเข้มข้นแถมมีช่วงให้ต้องรู้สึกลุ้นระทึกตลอดทำให้ชั่วเวลาของตัวหนังเกือบสองชั่วโมงจบลงอย่างรวดเร็ว

ไอริสดูเหมือนจะประทับใจกับอาชีพนักล่าปีศาจของ Van Helsing อย่างมาก เธอปลาบปลื้มในความคล่องแคล่วว่องไวช่วงที่นักล่าปีศาจออกล่าเหยื่อของตนแถมอาวุธแต่ละชนิดที่เขาใช้ที่ดูเท่อย่างมาก เธอถึงกับเปรยว่าอยากลองเป็นนักล่าปีศาจดูบ้างกันเลยทีเดียว แต่ดูเหมือนว่ากลาดิโอลัสจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดนี้ของน้องสาวเท่าไรนัก ขึ้นชื่อว่าปีศาจก็ย่อมต้องอันตรายมากชายหนุ่มก็ไม่ชื่นชอบจะให้น้องสาวคนเดียวไปเสี่ยงอันตรายแบบนั้น

ระหว่างที่ทุกคนกำลังพักผ่อนฆ่าเวลาเพื่อรอชมภาพยนตร์เรื่องถัดไปตามที่พร้อมโต้ชักชวนว่าคืนนี้จะเป็นการดูหนังมาราธอนไปจนกว่าจะเช้า จู่ๆกระดิ่งหน้าประตูห้องของน็อคทิสก็ดังขึ้นบ่งบอกว่ามีคนมา

แต่มาในเวลาดึกดื่นขนาดนี้นะหรือ?

แถมยังเปิดประตูเองไม่ได้ด้วย!

เพื่อความปลอดภัยขององค์รัชทายาท อพาร์ทเมนต์ของน็อคทิสจะอยู่ในชั้นที่ล็อคไว้ไม่ให้คนทั่วสามารถเข้ามาสร้างความวุ่นวายได้ การจะผ่านเข้ามาได้นั้นจะต้องมีการสแกนคีย์การ์ดเพื่อยืนยันบุคคลก่อน และโดยมากแล้วคนที่น็อคทิสสนิทสนมด้วยมักจะได้รับมอบคีย์การ์ดห้องกันทุกคนเพื่อที่พวกเขาจะได้ไปมาได้สะดวกมากขึ้น ยกเว้นพร้อมโต้ที่เขาพยายามยกคีย์การ์ดให้อีกฝ่ายอย่างไรก็ไม่ยอมรับบอกแค่คำเดียวว่ากลัวทำหายดังนั้นพร้อมโต้จึงต้องรอเขาเปิดประตูให้หรือติดสอยห้อยตามคนอื่นๆที่มีคีย์การ์ดเข้าแทน สำหรับพร้อมโต้แล้วไม่น่าห่วงเลยเพราะเกินกว่าครึ่งของหน่วยคราวน์การ์ดจดจำพร้อมโต้ได้แน่นอน

บรรยากาศในห้องที่กำลังสบายๆกลับกลายเป็นตึงเครียดในพริบตาเพราะไม่รู้ว่าคนที่อยู่ด้านหน้าประตูนั้นมาดีหรือมาร้ายกันแน่ ไอริสแอบส่องจากที่มองลอดออกไปด้านนอกก็บอกได้แค่ว่าข้างนอกเป็นผู้ชายรูปร่างสูงแต่เขาสวมหมวกทรงสูงมีปีกเลยทำให้มองเห็นหน้าตาไม่ถนัดนัก

อิกนิสจึงวางแผนว่าให้พร้อมโต้เป็นคนเปิดประตูและให้กลาดิโอ้แอบซุ่มอยู่ใกล้ๆเผื่อมีเหตุฉุกเฉินอะไรจะได้ช่วยกันได้ทันท่วงที ส่วนอิกนิสจะอยู่ประกบติดกับน็อคทิสและไอริสช่วยคุ้มกันอีกชั้นหนึ่ง

ตอนแรกเจ้าโจโคโบะน้อยงอแงใส่ว่าเพราะอะไรถึงให้ตนเองไปทำหน้าที่ที่ดูเสี่ยงอันตรายขนาดนี้แต่ก็ถูกกลาดิโอ้หิ้วหลังคอไปวางแหมะหน้าประตูห้อง แถมยังถูกกดดันด้วยเสียงกดกระดิ่งเรียกรอบที่สอง

เจ้าตัวทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ก่อนจะค่อยๆปลดล็อคประตูห้องเปิดมันออกอย่างช้าๆด้วยจิตใจลุ้นระทึก กลาดิโอ้กับอิกนิสเองก็จับจ้องตาไม่กระพริบด้วยประสาทที่ตื่นตัวสุดขีด

แต่คนที่อยู่หลังบานประตูนั้นกลับทำให้พร้อมโต้ที่มีโอกาสเห็นเป็นคนแรกตกใจมากกว่าจะหวาดกลัวเสียอีก

เพราะนั่นคือราชารีจิสกับท่านลอร์ดคลารัสยืนยิ้มแผล่อยู่พร้อมกับส่งเสียงถามพร้อมโต้ดังชัดเจนว่า ‘Trick or treat’ ท่ามกลางความตกตะลึงกับทุกคนในห้อง

ใครจะเชื่อว่าราชากับเสนาบดีคนสนิทจะคิดเล่นอะไรพิเรนท์ๆแบบนี้กันเล่า!!

หลังจากทุกคนคลายความตระหนกแล้วลอร์ดคลารัสจึงค่อยๆอธิบายให้ทุกคนฟังว่าวันนี้งานประชุมนั้นสามารถยุติได้ก่อนกำหนดที่วางไว้ และเมื่อท่านลอร์ดเล่าให้องค์ราชาทรงทราบว่าคืนนี้พวกเขาจะมารวมตัวกันที่ห้องของเจ้าชายน็อคทิสด้วยกันทั้งหมดจากที่ได้ยินกลาดิโอ้พูดแว่วๆ ราชารีจิสจึงทรงดำริอยากเสด็จมาเป็นการส่วนพระองค์ นอกจากจะมาเยี่ยมพระโอรสที่ไม่ได้พบหน้ามาสักพักแล้วก็ถือเป็นการผ่อนคลายพระอิริยาบถด้วย

องค์ราชาทรงสนพระทัยเมื่อได้ยินว่าคืนนี้พวกเขาจะดูหนังมาราธอนกัน ก่อนจะตรัสเล่าเรื่องสมัยก่อนที่พระองค์ยังเป็นเพียงเจ้าชายและได้ออกเดินทางไปกับลอร์ดคลารัส วีรกรรมแสบๆสมัยยังหนุ่มๆของพระองค์กับพระสหาย งานนี้เรียกได้ว่าเป็นการเผาพ่อของกลาดิโอลัสอย่างแท้จริง

ถึงแม้จะทรงเมตตาและอ่อนโยนอีกทั้งยังทรงพระราชทานพระราชานุญาตให้พวกเขาทำตัวตามสบายได้แต่ทุกคนก็ล้วนแต่เกร็งเกรงกันไปหมดจนราชารีจิสตัดสินพระทัยดำเนินเลี่ยงออกมาปล่อยให้เด็กๆหนุ่มสาวได้สนุกสนานกันอย่างเต็มที่ ทรงดำเนินออกไปยังระเบียงกว้างของอพาร์ทเมนต์ที่น็อคทิสกำลังยืนพิงระแนงรั้วอย่างใจลอย พระราชาทรงไปประทับยืนเคียงข้างพระโอรสก่อนจะส่งยิ้มบางๆให้

น็อคทิสเองก็รู้สึกปลาบปลื้มใจที่คนที่เขารักต่างมาพร้อมหน้าพร้อมกันในวันนี้ อาจจะฉุกละหุกและน่าตื่นเต้นไปบ้าง แต่ทุกคนในที่นี้คือคนที่น็อคทิสรักและอยากเห็นพวกเขามีรอยยิ้มแบบนี้ตลอดไป

ว่าแล้วก็อดคิดถึงลูน่าไม่ได้ ถ้าหากหญิงสาวได้มาอยู่ตรงนี้ด้วยกันคงจะมีความสุขไม่น้อยที่ได้ที่ดูหนังด้วยกัน หัวเราะไปกับมุกตลกฝืดๆของพร้อมโต้ด้วยกัน ได้ชิมขนมฝีมืออิกนิสด้วยกัน…

ดูเหมือนองค์ราชาจะทรงคาดเดาได้ว่าพระโอรสกำลังคิดถึงใคร ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นพลางชี้ชวนให้น็อคทิสมองดูดวงจันทร์สีนวลที่กำลังส่องแสงสว่างละออตาอยู่กลางฟากฟ้ายามค่ำคืน

‘พระจันทร์คืนนี้สวยจริงๆเลยนะ” นั้นคือพระดำรัสที่ทรงประทานแด่บุตรชายสุดที่รัก

แม้ตอนนี้พวกเขาจะอยู่ใจกลางเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยแสงสีจัดจ้านแต่จันทราบนฟากฟ้าก็ยังคงงดงามเด่นชัดไม่แปรเปลี่ยน

น็อคทิสได้แค่หวังว่าตอนนี้เขากับจันทร์อสกดวงที่อยู่ห่างไกลออกไปจะกำลังเฝ้ามองและภาวนาต่อพระจันทร์ดวงเดียวกัน

“ใช่ คืนนี้พระจันทร์สวยจริงๆด้วยท่านพ่อ”

.

.

.

.

.

[Ficlet] Novelber Day 22: Thunderstorm

Day 22: Thunderstorm

Disclaimer: This is work of fan fiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer doesn’t claim any ownership over them.

.

.

.

.

.

การต้องออกมาตะลุยกลางทุ่งกลางเขาทุรกันดารแถมบางที่ยังห่างไกลชุมชนและแสงสว่างแบบนี้ สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทั้งสี่คนต้องปรับตัวให้คุ้นเคยคือการจัดการตัวเองให้ทะมักทะแมงและคล่องตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้นกว่าตอนอาศัยในอินซอมเนีย

ด้วยความที่ทั้งสี่คนต่างก็เป็นผู้ชายทั้งทีมมันช่วยลดเรื่องความจุกจิกในการปรับเปลี่ยนได้อย่างมาก ไม่ได้ว่าผู้หญิงมีปัญหาแยะหรอกนะแต่พวกเธอต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ๆกว่าอะไรๆจะเริ่มลงตัวได้

อันนี้ต้องบอกว่า Based on Gladio’s direct experience เลย!!

กลาดิโอ้คิดว่าในหมู่คณะเดินทางสี่คนแล้ว เขาเป็นคนที่ปรับตัวและสามารถใช้ชีวิตแบบนี้ได้ง่ายสบายๆกว่าคนอื่นที่สุด ส่วนหนึ่งอาจเพราะกลาดิโอ้ชอบการออกผจญภัยและใช้ชีวิตกับกิจกรรมกลางแจ้งอยู่แล้ว แถมเสื้อผ้าหน้าผมของเขานี่ก็เหมาะกับทุกสถานการณ์มากๆเมื่อลองเทียบกับสามคนที่เหลือ ไม่ว่าจะแดดผนตกลมแรงแค่ไหน กลาดิโอ้ลัสคนนี้เอาอยู่สุดๆ!

โดยเฉพาะเวลาฝนตกเนี่ยละที่เขาบอกว่าตัวเองได้เปรียบกว่าชาวบ้านแบบนำโด่ง!!

ทุกครั้งที่ฝนตกทั้งน็อคทิส พร้อมโต้ และอิกนิสจะวิ่งหาที่หลบกับจ้าละหวั่นเพราะทรงผมของพวกเขาสามคนมีการจัดแต่งไว้อย่างดีด้วยเจลแต่งผมกับสเปรย์ซึ่งมักจะละลายไหลไปกับสายฝนและเหงื่อเสมอๆ แต่กลาดิโอไม่ใช่ เขาไม่ได้ใช้เจลใดๆแต่งผม ดังนั้นเขาจึงสามารถตื่นสายลุกมาอาบน้ำแต่งตัวแล้วก็แค่รวบผมก็เรียบร้อยแล้ว ไม่เหมือนสามคนนั้นที่ต้องรีบแหกขี้ตาตื่นเช้ามานั่งจัดทรงผมตั้งแต่แสงอรุณแรกของวัน

ดังนั้นเวลาพวกเขาเจอฝนอิกนิสมักจะแนะนำแกมบังคับให้ทุกคนหลบเข้าหาที่กำบังก่อน นอกจากจะเรื่องสุขภาพที่เจ้าตัวเป็นห่วงแล้วก็คือเรื่องทรงผมเสียทรงเนี่ยละที่ถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่อยากจะบอกนะแต่สภาพของผมของทั้งน็อคทิส อิกนิสและพร้อมโต้เวลาที่ผมเปียกลู่ไปด้วยฝนและกระเจิงด้วยลมแรงนี่บอกตรงๆเลยว่า ดูไม่จืด!!

เหมือนภาพที่เขาเห็นอยู่ตอนนี้ไง!!

ตอนนี้ทั้งสี่คนกำลังยืนหลบฝนที่โปรยปรายลงมาอยู่ใต้ผาหินสูงแห่งหนึ่ง ด้านนอกขาวโพลนอื้ออึงไปด้วยเสียงลมพัดโหยหวนกับแสงสายฟ้าที่แปลบปลาบน่ากลัว

หลังจากเอาตัวรอดจากทดสอบของอาร์เคี่ยนที่วงแหวนแห่งเคอร์เธสมาได้อย่างหวุดหวิด พวกเขาก็ได้พบกับผู้ส่งสารของพระเจ้าที่จู่ๆก็มาปรากฎตัวอย่างลึกลับบริเวณโจโคโบะ วิซ เธอได้นำสาส์นจากสตรอมเซนเดอร์มาสู่องค์ราชาแห่งจอมราชันให้เขาออกตามหาจุดรับพลังทั้งสาม และนั่นเลยทำให้พวกเขาต้องออกตะล่อนไปทั่วตามเสียงแนะนำของผู้ส่งสารที่ก้องในหัวของน็อคทิสเป็นระยะๆ

กลาดิโอ้แอบเหล่มองน็อคทิสที่กำลังยืนบ่นหัวเสียกับฝนที่จู่ๆก็ตกหนักแบไม่ให้โอกาสพวกเขาเตรียมตัวเตรียมใจกันเลย หลังจากพบกับเจนเทียน่าและเริ่มออกตามหาแหล่งพลังของสตรอมเซนเดอร์ท้องฟ้าก็เริ่นปั่นป่วน มีฝนตกฟ้าร้องไม่ยอมหยุดมาหลายวันแล้ว ยิ่งน็อคทิสเข้าใกล้ขุมพลังมากเท่าไรฟากฟ้ายิ่งอาละวาด มีหนหนึ่งที่จู่สายฟ้าแรงสูงผ่าลงใส่ต้นไม้ใหญ่ไม่ห่างจากจุดที่พร้อมโต้กำลังยืนอยู่เล่นเอาเจ้าโจโคโบะหัวเหลืองขวัญเสียงอแงไม่ยอมหยุด

เขายืนมองน็อคทิสกับพร้อมโต้ที่ยืนบ่นหงุงหงิงเรื่องผมที่เปียกลู่เสียทรงแบบไร้ทางแก้ไขกันอยู่สองคนก่อนนะแอบสำรวจมองอิกนิสที่กำลังยืนปัดเม็ดฝนที่เปียกชื้นบนเสื้อแขนยาว กระบังสูงตั้งที่ถูกจัดแต่งทรงไว้อย่างประณีตทุกเช้าเริ่มเหี่ยวยุบตัวลงมา ลูกผมสีอ่อนที่ปรกติจะถูกปาดเก็บขึ่นเรียบร้อยก็เริ่มหลุดร่วงลงมาระหน้าผาก

กลาดิโอ้กำลังจะหลุดขำกับสภาพหัวยุ่งเหยิงของอีกคนแต่ดูเหมือนอิกนิสจะรู้ตัวก่อน ที่ปรึกษาร่างสูงหมุนกลับมามองคนที่กล้าเสียมารยาทเช่นนี้ ราชองครักษ์ถูกดวงตาสีเขียวนิ่งเยือกเย็นหันมาสบประสานเข้าให้ สีหน้าอิกนิสดูสงบเกินกว่าจะไว้วางใจและคืนนี้เขายังไม่อยากนั่งกินอาหารกระป๋องรสชาติห่วยๆคนเดียว ดังนั้นเขาจึงรีบกลืนเสียงหัวเราะลงคอไปอย่างว่องไว

….เห็นไหมบอกแล้วเสื้อผ้าหน้าผมของเขานี่ละสบายที่สุด ว่าแต่ทำไมรู้สึกยุกยิกในจมูกจัง

“ฮัดชิ้วว!!”

เออ แต่พอฝนตกมันก็หนาวๆหน่อยเพราะเสื้อคลุมมันไม่มีกระดุมกลัดอ่ะน่ะ

.

.

.

.

.

[Ficlet] Novelber Day 21: Stink

Day 21: Stink (กลิ่นสาบ)

Disclaimer: This is work of fan fiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer doesn’t claim any ownership over them.

.

.

.

.

.

พร้อมโต้กำลังพยายามหว่านล้อมให้อิกนิสยอมอนุมัติงบประมาณเข้าพักโรงแรมในค่ำคืนนี้อย่างเอาเป็นเอาตาย ใบหน้าขาวแฝงรอยกระอ่อนทำหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้หากว่าราชเลขานุการมือหนึ่งปฏิเสธคำขอร้องนี้สร้างความอึดอัดใจอย่างมากให้กับคนตัวสูงโปร่ง

ปรกติแล้วคณะเดินทางกิตติมศักดิ์จากอินซอมเนียอันประกอบด้วยหนึ่งเจ้าชาย หนึ่งองครักษ์ หนึ่งพ่อครัว เอ่อะ ไม่ใช่สิต้องเป็นหนึ่งที่ปรึกษา และหนึ่งพระสหายของเจ้าชายมักจะออกท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆด้วยรถยนต์คันงามที่ได้มากจากพระราชา รับงานล่ามอนสเตอร์เพื่องานเสริมเพื่อยังชีพ และนอนเต้นท์กลางป่าท่ามกลางหมู่ดาวเพื่อประหยัดงบกินอยู่

เอาจริงๆแล้วโร้ดทริปครั้งนี้มันเป็นการเดินทางไปเพื่อส่งน็อคทิสไปเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับท่านหญิงลูน่าเฟรย่าที่ตอนนี้อยู่ไกลพวกเขาออกไปถึงอัลทิสเชีย ถือได้ว่าเป็นงานระดับช้างและมีความสำคัญอย่างมาก

แต่พร้อมโต้ก็ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดราชารีจิสจึงส่งพระโอรสพระองค์เดียวให้เดินทางเพียงลำพังกับคนอารักขาเพียงสามคน…ถ้าให้นับจริงๆก็แค่สองคนแหละ เพราะเขาฝีมือต่อสู้อ่อนด้อยมากที่สุดในทีม อย่างมากก็ได้แค่ใช้ปืนสู้ป้องกันตัวเอง เรื่องจะช่วยสนับสนุนแบบอิกนิสกับกลาดิโอ้นะหรอ ลืมไปได้เลย!!

คนเดินทางน้อยไม่ว่าอะไร ประเด็นคือทำไมไม่ให้เงินกับน็อคทิสมาแยะๆหน่อยต่างหาก! คุ้นๆว่าเขาเคยลองเปรยถามเรื่องนี้กับน็อคทิสเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจากเจ้าชายเลย

พวกเขาได้รับเงินมาบ้างเป็นค่าใช้จ่ายก่อนออกเดินทางจากคราวน์ ซิตี้แต่ระหว่างทางรถเรกัลเลียคันงามดันเกิดเสียจนต้องเข็นมาเข้าอู่ซ่อมที่แฮมเมอร์เฮด เลยถูกลุงคนหนึ่งที่อ้างว่าตัวเองเป็นเพื่อนสนิทเก่าก่อนขององค์ราชาเก็บค่าซ่อมรถแบบขูดเลือดขูดเนื้อจนสิ้นเนื้อประดาตัวกันเลยทีเดียว แถมตาลุงซิดยังไม่มีความยำเกรงใดๆต่อฐานะของน็อคทิสเลยด้วยซ้ำ ลุงซิดนั่นเตะตูดพวกเขาให้ออกไปรับงานล่าสัตว์ประหลาดเพื่อเอาเงินมาจ่ายค่าส่วนต่างที่ยังเหลืออยู่อีกนิดหน่อย

โชคยังดีที่ลุงซิดมีหลานสาวที่เต็มใจยินดีช่วยเหลือพวกเขาที่กำลังลำบากเลยทำให้พร้อมโต้ไม่รู้สึกขุ่นเคืองใจมากนัก ซินดี้เป็นคนสวยจัด มีน้ำใจ ปราดเปรียวทะมัดทะแมงเหมาะกับงานช่างหนักหนา แถมยังเป็นเจ้าของทรวดทรงองค์เอวที่มักจะทำให้ชายหนุ่มทุกคนต้องไขว่เขวเสมอๆ

เอ่อ นี่บ่นกันถึงไหนแล้วนะ…อ่อ! วกกลับมาเข้าประเด็นสำคัญของเรื่องนี้

เพื่อประหยัดเงินที่มีไม่มากทั้งคณะเดินทางจึงเน้นการนอนค้างแรมกลางป่าเขาลำเนาไพรเป็นหลัก การได้นอนโรงแรมดีๆนี่แทบจะนับครั้งได้ด้วยมือข้างเดียวด้วยซ้ำไป

พร้อมโต้ไม่ได้รังเกียจการนอนค้างแรมในเต้นท์ แต่คนเรามันก็ต้องมีบ้างที่อยากนอนเตียงอุ่นๆหนุนหมอนนุ่มๆ และที่สำคัญคือการได้อาบน้ำฝักบัวสบายๆและทำความสะอาดชุดที่สุดแสนซกมกของพวกเขาให้กลับมามีกลิ่นหอมเหมือนเพิ่งหยิบออกมาจากตู้เสื้อผ้า

โดยเฉพาะวันนี้ที่พวกเขาเพิ่งกลับมาจากการล่ามอนสเตอร์ในแหล่งน้ำเฉอะแฉะ ตอนแรกที่น็อคทิสตกปากรับเควสล่าบริเวณดัสก้ามันก็เป็นแค่งานง่ายๆไม่อันตรายอะไร แต่จู่ๆเจ้ามาร์สโบโร้ตัวใหญ่มหึมากับหนวดหยึกหยึยนับพันของมันก็ปรากฎตัวขึ้นระหว่างที่พวกเขาทั้งสี่กำลังเก็บกวาดสัตว์ประหลาดที่ถูกจ้างวานมาให้กำจัด มันอาละวาดหนักมากจนอิกนิสมองว่าไม่ควรปล่อยมันไว้เพราะอาจทำอันตรายต่อประชาชนที่สัญจรไปมาหรือฮันเตอร์อื่นๆได้

ถามว่าพร้อมโต้อยากสู้ไอ้เจ้าตัวปัญหาตัวใหญ่เท่าบ้านแบบนี้ไหม?

งั้นก็ขอบอกตรงๆเลยว่า ไม่!!

แต่เพราะมีเพื่อนเป็นเจ้าชายไง หน้าที่ของเชื้อพระวงศ์เรียกร้องให้น็อคทิสต้องกำจัดสัตว์ประหลาดพวกนี้เพื่อความผาสุกของผู้คน ดังนั้นเพื่อช่วยเพื่อนพร้อมโต้ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าไปคลุกวงในการต่อสู้ด้วย!!

การสู้เจ้ามาร์ลโบโร้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพวกมันแข็งแกร่งและไม่แพ้ทางธาตุต่างๆเท่าไรพวกเขาสามคนต้องกลิ้งไถลผ่านน้ำที่ส่งกลิ่นไม่ค่อนพึงประสงค์เท่าไร โดนเมือกเหนียวหนืดสัมผัสน่าขนลุกเลอะเต็มตัว แถมยังโดนเป่าด้วยหมอกพิษสีเขียวอื๋อกลิ่นเหม็นสุดๆรดทั้งตัวตั้งไม่รู้กี่รอบ ส่วนเจ้าชายนะหรอ…วาร์ปหนีไปเกาะต้นไม้มั้งละเสาไฟมั้งละก่อนที่จะโดนมาร์ลโบโร้พ่นควันพิษใส่ แถมนอกจากนี้พวกเขายังต้องคอยวิ่งหลบลูกหลงระเบิดเวทของน็อคทิสที่ปาใส่กันจ้าละหวั่น

สรุปคือกว่าจะล้มสัตว์ประหลาดได้พวกเขาก็สะบักสะบอมและมอมแมมไปทั้งตัว แถมตัวยังเหม็นเขียวไปด้วยกลิ่นแปลกประหลาดที่ชวนให้เวียนหัวตลอดเวลา

ดังนั้นคืนนี้พร้อมโต้จะไม่ขอทนนอนเต้นท์และอาบน้ำเย็นเฉียบลวกที่ข้างลำธารอีก คืนนี้เขาจะต้องได้นอนเตียงนุ่มๆเพื่อฟื้นคืนพลังงานที่สูญเสียไปกลับมาและได้อาบน้ำอุ่นสบายๆเพื่อชำระล้างคราบเมือกน่าขยะแขยงพวกนี้ให้สะอาดหมดจด!!

ต่อเขาจะต้องตื้อคุกเข่าอ้อนวอนฝ่ายบัญชีของทีมอย่างไรพร้อมโต้ก็ยอม!

อิกนิสเองก็คงลำบากใจดูจากสีหน้าครุ่นคิดเครียดๆนั้น คงเพราะสภาพคล่องทางการเงินของคณะเดินทางที้ยังไม่ดีมากนักหลังจากต้องทุ่มเงินหมดหน้าตักเพื่อซ่อมรถเรกัลเลียให้กลับมาพร้อมใช้งานอีกครั้ง แต่พร้อมโต้ก็ไม่ยอมแพ้อย่างไรคืนนี้เขาต้องไปนอนโรงแรม ไม่ต้องถึงขั้นดีเยี่ยมแต่ขอแค่เตียงไม่มีเห็บหมัดหรือมดมาสร้างความรำคาญใจก็พอแล้ว

พร้อมโต้เห็นอิกนิสมีแววตาลังเลเล็กน้อยก่อนจะหมุนกายกับไปถามผู้นำของทีมว่าตกลงแล้วจะพักที่ไหนในค่ำคืนนี้หรือน็อคทิสยังอยากจะออกไปตะลุยล่ายามกลางคืนอีก แต่อิกนิสกลับพบว่าน็อคทิสนั้นหมดเรี่ยวแรงยืนผล็อยหลับไปแล้วเรียบร้อยโดยมีกลาดิโอ้ช่วยหิ้วปีกจับคอเสื้อจากด้านหลังประคองไว้อยู่

เมื่อไม่มีคนตัดสินใจปัญหาให้ พร้อมโต้จึงใช้ลูกอ้อนดับเครื่องชนจนอิกนิสใจอ่อนยอมขับรถไปโมเทลใกล้ๆและเปิดห้องพักขนาดกลางสำหรับพวกเขาทั้งสี่คน

หลังจากกลาดิโอ้จัดการโยนเจ้าชายที่หลับลึกเอาแรงไปก่อนล่วงหน้าคนอื่นไว้บนที่นอนแล้ว สิ่งแรกที่พร้อมโต้ทำคือแย่งกลาดิโอ้พุ่งเข้าห้องอาบน้ำไปอย่างว่องไว เขาได้ยินเสียงโวยวายขององครักษ์ตัวโตดังมาจากด้านนอกประตูห้อง พร้อมโต้ได้นึกขอโทษขอโพยอีกคนในใจแต่งวดนี้เขาต้องขอลัดคิวมาก่อนจริงๆ!

ขอบคุณพระเจ้า ในที่สุดก็จะได้ล้างกลิ่นเหม็นสาบอับๆนี้ออกจากตัวสักที!!

.

.

.

.

.