[Ficlet] Novelber Day 23 & 30: Vampire & Trick or Treat

Day 23 & 30: Vampire & Trick or Treat

Disclaimer: This is work of fanfiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer don’t claim any ownership over them.

.

.

.

.

.

บรรยากาศวันฮาโลวีนในราชอาณาจักรลูซิสเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวาน กลิ่นไอของการเฉลิมฉลองยังคงหลงเหลือให้เห็นอย่างประปรายตามถนนหนทาง ร้านค้า และบ้านเรือนของประชาชนทั่วไป ผู้คนต่างยังคงหลงใหลอยู่ในห้วงอารมณ์สนุกสนานรื่นเริงซึ่งเป็นเรื่องที่มีไม่มากนักท่ามกลางภาวะตึงเครียดของสงครามที่กำลังระอุเป็นไฟนอกกำแพงเมือง ได้ยินหลายสำนักข่าวรายงานว่าแม้แต่พวกผู้อพยพมาจากนอกกำแพงเองก็ยังร่วมรวมตัวกันเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ในเขตที่พำนักของตนเองช่วงคืนฮาโลวีน

ในค่ำคืนนี้ห้องรับแขกภายในอพาร์ทเมนต์หรูหรากว้างขวางกลางมหานครคราวน์ ซิตี้เองก็คึกคัก ที่พักของส่วนพระองค์ของเจ้าชายหนุ่มน็อคทิสเปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือนถึงสี่คน เสียงสนทนาโหวกเหวกดังไปมาสลับกับเสียงทำอาหารจากมุมห้องครัวเล็กๆ

ม่านตาสีน้ำทะเลจ้องมองความอึกทึกที่ช่วยขับไล่บรรยากาศเงียบเหงายามที่เขาอยู่คนเดียวไปจนหมด เจ้าชายหนุ่มถืออภิสิทธิ์ราชวงศ์นั่งเอกเขนกสบายใจไม่ทำอะไรทั้งสิ้นเฝ้ามองแขกผู้มาเยือนกำลังวุ่นวายจัดการโน่นแทนตัวเองทั้งหมด

คืนนี้พร้อมโต้ชักชวนเขามาร่วมฉลองเทศกาลฮาโลวีนย้อนหลังด้วยการดูภาพยนต์สยองขวัญมาราธอน เป็นไอเดียที่ดูไม่ดีเท่าไรแต่น็อคทิสก็เผลอตกปากรับคำไปแล้วเพราะทนลูกอ้อนของเพื่อนสนิทไม่ไหว เจ้าชายหนุ่มเลยออกความเห็นว่าพวกเขาควรชวนทั้งอิกนิสและกลาดิโอ้มาร่วมด้วย

น่าประหลาดใจที่อิกนิสตอบตกลงคำเชิญชวนนั้นอย่างไม่ลังเล ด้านกลาดิโอ้เองก็รับคำว่าจะมาร่วมด้วยอย่างสบายๆอีกทั้งราชองค์ร่างโตยังบอกด้วยว่าจะพาไอริส น้องสาวสุดที่รักของเขามาด้วยเพราะคืนนี้ท่านพ่อคราลัสคงมีประชุมกับองค์ราชาเช่นเคย ส่วนพ่อบ้านจาเรตเองก็ไม่อยู่ที่บ้านตระกูลอามิทิเซียเนื่องจากต้องพาหลานชายกลับไปเยี่ยมคนที่บ้านตนเอง

พร้อมโต้ที่แลจะเชี่ยวชาญในเรื่องระบบสายไฟฟ้าและเครื่องยนต์ต่างๆรับอาสาจัดการเรื่องต่อเครื่องเล่นแผ่นBlu-rayเข้ากับจอโทรทัศน์สีดำมะเมือมตัวใหญ่ที่ตั้งตะหง่านเป็นศรีสง่าอยู่หน้าโซฟา น็อคทิสมองดูเพื่อนตัวเองที่กำลังก้มๆเงยๆจ้องมองขั้วปลั๊กเสียบสายอย่างลังเลแวบหนึ่งก่อนจะเหลียวศีรษะกลับไปมองกลาดิโอ้ที่ยืนเก้ๆกังๆอยู่บริเวณเคาเตอร์ห้องครัวเฝ้ามองดูไอริสยืนช่วยอิกนิสอยู่ที่หน้าเตา…ดูท่าราชองครักษ์หนุ่มจะไม่คุ้นเคยกับการเข้าครัวเท่าไร!

สักพักเสียงพร้อมโต้ก็ร้องด้วยความตื่นเต้นขึ้นว่าสามารถทำได้เรียกสายตาของเจ้าชายหนุ่มให้กลับมาสนใจเจ้าโทรทัศน์ตรงหน้า เสียงติ๊ดเบาๆดังมาจากหน้าจอสีดำก่อนที่มันจะเริ่มทำงานฉายภาพและส่งเสียง ในเวลาไล่เลี่ยกันอิกนิสก็เตรียมอาหารว่างและเครื่องดื่มเสร็ตเช่นกัน น็อคทิสได้ยินเสียงไอริสสั่งการให้พี่ชายร่างโตถืออาหารไปวางที่โต๊ะหน้าโซฟาได้เลย

คงมีแต่ไอริส…อาจจะรวมอิกนิสอีกคนที่น่าจะสามารถสั่งให้กลาดิโอลัสยอมทำโน่นนี่ให้อย่างง่ายดายโดยที่คนตัวใหญ่เองก็ยินดีทำตามแบบไม่ปริปากบ่นสักคำ

หากเป็นเขากับพร้อมโต้นะหรอ….เหอะ! คิดแล้วก็น่าเจ็บใจหน่อยๆอ่ะนะ!

อาหารว่างที่อิกนิสช่วยตระเตรียมให้ในคืนนี้เป็นพวกแซนวิชคำเล็กเหมาะกับการหยิบแล้วโยนเข้าปากรวดเดียว มีของทอดนิดหน่อยเป็นตัวเคียงพอหอมปากหอมคอเพราะพร้อมโต้ชอบบ่นเหมือนเป็นผู้หญิงเสมอๆว่าตัวเองอ้วนไม่ค่อยอยากกินของทอด ส่วนเครื่องดื่มในคืนนี้เนื่องจากคนส่วนมากในห้องนี้อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะดื่มของมึนเมาได้อิกนิสจึงเตรียมเป็นน้ำสปาร์คกิ้งรสผลไม้กับกาแฟEbonyซึ่งเป็นยี่ห้อโปรดของตัวเอง

น็อคทิสนั่งอยู่ท่ามกลางแผ่นBlu-rayพลางหันไปปรึกษาพร้อมโต้กับไอริสว่าคืนนี้พวกเขาควรจะเลือกภาพยนตร์เรื่องไหนมาดูก่อนกันดีเพื่อช่วยสร้างบรรยากาศฮาโลวีน น็อคทิสหยิบพวกหนังผีสยองขวัญสั่นประสาขึ้นแต่กลับถูกพร้อมโต้ค้านสุดเสียงเพราะเจ้าตัวกลัวผีมาก กลาดิโอ้กับอิกนิสไม่ออกความเห็นใดๆเขาจึงคาดว่าเป็นพวกดูหนังไปหมดทุกประเภท สุดท้ายไอริสจึงเป็นคนเสนอภาพยนตร์เรื่อง Van Helsing และทุกคนที่กำลังอยู่ในภาวะเดธแอร์ก็พลอยเห็นดีเห็นงามด้วย

Van Helsing เป็นเรื่องราวของนักล่าปีศาจที่มีคู่ปรับตลอดกาลเป็นราชาแห่งหมู่แวมไพร์ ท่านเค้าท์แดรกคูล่า ตลอดทั้งเรื่องจะเป็นการเดินทางของนักปีศาจมือฉมังที่พยายามจะปราบแวมไพร์ตัวร้ายจากการคิดจะครอบครองโลกใบนี้ เขาต้องพบเจอกับสัตว์ประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวมีชื่อแฟรงเกนสไตน์ ต่อสู้กับมนุษย์ป่าเพื่อพยายามปลดปล่อยพี่ชายของแอนนา วาเลเรียส หญิงสาวแสนสวยจากตระกูลนักล่าปีศาจที่บรรพบุรุษของเธอได้สาบานว่าจะไม่ยอมขึ้นสวรรค์แม้จะมอดม้วยไปจากโลกใบนี้แล้วก็ตามหากราชาแวมไพร์ยังไม่ถูกกำจัดไปและโลกยังถูกคุกคามด้วยเหล่าผีดูดเลิอดพวกนี้จนกระทั่ตนเองต้องคำสาปกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าเสียเอง

น็อคทิสตื่นตาตื่นใจกับภาพยนตร์อย่างมากด้วยเนื้อเรื่องที่ดำเนินฉับไวเข้มข้นแถมมีช่วงให้ต้องรู้สึกลุ้นระทึกตลอดทำให้ชั่วเวลาของตัวหนังเกือบสองชั่วโมงจบลงอย่างรวดเร็ว

ไอริสดูเหมือนจะประทับใจกับอาชีพนักล่าปีศาจของ Van Helsing อย่างมาก เธอปลาบปลื้มในความคล่องแคล่วว่องไวช่วงที่นักล่าปีศาจออกล่าเหยื่อของตนแถมอาวุธแต่ละชนิดที่เขาใช้ที่ดูเท่อย่างมาก เธอถึงกับเปรยว่าอยากลองเป็นนักล่าปีศาจดูบ้างกันเลยทีเดียว แต่ดูเหมือนว่ากลาดิโอลัสจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดนี้ของน้องสาวเท่าไรนัก ขึ้นชื่อว่าปีศาจก็ย่อมต้องอันตรายมากชายหนุ่มก็ไม่ชื่นชอบจะให้น้องสาวคนเดียวไปเสี่ยงอันตรายแบบนั้น

ระหว่างที่ทุกคนกำลังพักผ่อนฆ่าเวลาเพื่อรอชมภาพยนตร์เรื่องถัดไปตามที่พร้อมโต้ชักชวนว่าคืนนี้จะเป็นการดูหนังมาราธอนไปจนกว่าจะเช้า จู่ๆกระดิ่งหน้าประตูห้องของน็อคทิสก็ดังขึ้นบ่งบอกว่ามีคนมา

แต่มาในเวลาดึกดื่นขนาดนี้นะหรือ?

แถมยังเปิดประตูเองไม่ได้ด้วย!

เพื่อความปลอดภัยขององค์รัชทายาท อพาร์ทเมนต์ของน็อคทิสจะอยู่ในชั้นที่ล็อคไว้ไม่ให้คนทั่วสามารถเข้ามาสร้างความวุ่นวายได้ การจะผ่านเข้ามาได้นั้นจะต้องมีการสแกนคีย์การ์ดเพื่อยืนยันบุคคลก่อน และโดยมากแล้วคนที่น็อคทิสสนิทสนมด้วยมักจะได้รับมอบคีย์การ์ดห้องกันทุกคนเพื่อที่พวกเขาจะได้ไปมาได้สะดวกมากขึ้น ยกเว้นพร้อมโต้ที่เขาพยายามยกคีย์การ์ดให้อีกฝ่ายอย่างไรก็ไม่ยอมรับบอกแค่คำเดียวว่ากลัวทำหายดังนั้นพร้อมโต้จึงต้องรอเขาเปิดประตูให้หรือติดสอยห้อยตามคนอื่นๆที่มีคีย์การ์ดเข้าแทน สำหรับพร้อมโต้แล้วไม่น่าห่วงเลยเพราะเกินกว่าครึ่งของหน่วยคราวน์การ์ดจดจำพร้อมโต้ได้แน่นอน

บรรยากาศในห้องที่กำลังสบายๆกลับกลายเป็นตึงเครียดในพริบตาเพราะไม่รู้ว่าคนที่อยู่ด้านหน้าประตูนั้นมาดีหรือมาร้ายกันแน่ ไอริสแอบส่องจากที่มองลอดออกไปด้านนอกก็บอกได้แค่ว่าข้างนอกเป็นผู้ชายรูปร่างสูงแต่เขาสวมหมวกทรงสูงมีปีกเลยทำให้มองเห็นหน้าตาไม่ถนัดนัก

อิกนิสจึงวางแผนว่าให้พร้อมโต้เป็นคนเปิดประตูและให้กลาดิโอ้แอบซุ่มอยู่ใกล้ๆเผื่อมีเหตุฉุกเฉินอะไรจะได้ช่วยกันได้ทันท่วงที ส่วนอิกนิสจะอยู่ประกบติดกับน็อคทิสและไอริสช่วยคุ้มกันอีกชั้นหนึ่ง

ตอนแรกเจ้าโจโคโบะน้อยงอแงใส่ว่าเพราะอะไรถึงให้ตนเองไปทำหน้าที่ที่ดูเสี่ยงอันตรายขนาดนี้แต่ก็ถูกกลาดิโอ้หิ้วหลังคอไปวางแหมะหน้าประตูห้อง แถมยังถูกกดดันด้วยเสียงกดกระดิ่งเรียกรอบที่สอง

เจ้าตัวทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ก่อนจะค่อยๆปลดล็อคประตูห้องเปิดมันออกอย่างช้าๆด้วยจิตใจลุ้นระทึก กลาดิโอ้กับอิกนิสเองก็จับจ้องตาไม่กระพริบด้วยประสาทที่ตื่นตัวสุดขีด

แต่คนที่อยู่หลังบานประตูนั้นกลับทำให้พร้อมโต้ที่มีโอกาสเห็นเป็นคนแรกตกใจมากกว่าจะหวาดกลัวเสียอีก

เพราะนั่นคือราชารีจิสกับท่านลอร์ดคลารัสยืนยิ้มแผล่อยู่พร้อมกับส่งเสียงถามพร้อมโต้ดังชัดเจนว่า ‘Trick or treat’ ท่ามกลางความตกตะลึงกับทุกคนในห้อง

ใครจะเชื่อว่าราชากับเสนาบดีคนสนิทจะคิดเล่นอะไรพิเรนท์ๆแบบนี้กันเล่า!!

หลังจากทุกคนคลายความตระหนกแล้วลอร์ดคลารัสจึงค่อยๆอธิบายให้ทุกคนฟังว่าวันนี้งานประชุมนั้นสามารถยุติได้ก่อนกำหนดที่วางไว้ และเมื่อท่านลอร์ดเล่าให้องค์ราชาทรงทราบว่าคืนนี้พวกเขาจะมารวมตัวกันที่ห้องของเจ้าชายน็อคทิสด้วยกันทั้งหมดจากที่ได้ยินกลาดิโอ้พูดแว่วๆ ราชารีจิสจึงทรงดำริอยากเสด็จมาเป็นการส่วนพระองค์ นอกจากจะมาเยี่ยมพระโอรสที่ไม่ได้พบหน้ามาสักพักแล้วก็ถือเป็นการผ่อนคลายพระอิริยาบถด้วย

องค์ราชาทรงสนพระทัยเมื่อได้ยินว่าคืนนี้พวกเขาจะดูหนังมาราธอนกัน ก่อนจะตรัสเล่าเรื่องสมัยก่อนที่พระองค์ยังเป็นเพียงเจ้าชายและได้ออกเดินทางไปกับลอร์ดคลารัส วีรกรรมแสบๆสมัยยังหนุ่มๆของพระองค์กับพระสหาย งานนี้เรียกได้ว่าเป็นการเผาพ่อของกลาดิโอลัสอย่างแท้จริง

ถึงแม้จะทรงเมตตาและอ่อนโยนอีกทั้งยังทรงพระราชทานพระราชานุญาตให้พวกเขาทำตัวตามสบายได้แต่ทุกคนก็ล้วนแต่เกร็งเกรงกันไปหมดจนราชารีจิสตัดสินพระทัยดำเนินเลี่ยงออกมาปล่อยให้เด็กๆหนุ่มสาวได้สนุกสนานกันอย่างเต็มที่ ทรงดำเนินออกไปยังระเบียงกว้างของอพาร์ทเมนต์ที่น็อคทิสกำลังยืนพิงระแนงรั้วอย่างใจลอย พระราชาทรงไปประทับยืนเคียงข้างพระโอรสก่อนจะส่งยิ้มบางๆให้

น็อคทิสเองก็รู้สึกปลาบปลื้มใจที่คนที่เขารักต่างมาพร้อมหน้าพร้อมกันในวันนี้ อาจจะฉุกละหุกและน่าตื่นเต้นไปบ้าง แต่ทุกคนในที่นี้คือคนที่น็อคทิสรักและอยากเห็นพวกเขามีรอยยิ้มแบบนี้ตลอดไป

ว่าแล้วก็อดคิดถึงลูน่าไม่ได้ ถ้าหากหญิงสาวได้มาอยู่ตรงนี้ด้วยกันคงจะมีความสุขไม่น้อยที่ได้ที่ดูหนังด้วยกัน หัวเราะไปกับมุกตลกฝืดๆของพร้อมโต้ด้วยกัน ได้ชิมขนมฝีมืออิกนิสด้วยกัน…

ดูเหมือนองค์ราชาจะทรงคาดเดาได้ว่าพระโอรสกำลังคิดถึงใคร ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นพลางชี้ชวนให้น็อคทิสมองดูดวงจันทร์สีนวลที่กำลังส่องแสงสว่างละออตาอยู่กลางฟากฟ้ายามค่ำคืน

‘พระจันทร์คืนนี้สวยจริงๆเลยนะ” นั้นคือพระดำรัสที่ทรงประทานแด่บุตรชายสุดที่รัก

แม้ตอนนี้พวกเขาจะอยู่ใจกลางเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยแสงสีจัดจ้านแต่จันทราบนฟากฟ้าก็ยังคงงดงามเด่นชัดไม่แปรเปลี่ยน

น็อคทิสได้แค่หวังว่าตอนนี้เขากับจันทร์อสกดวงที่อยู่ห่างไกลออกไปจะกำลังเฝ้ามองและภาวนาต่อพระจันทร์ดวงเดียวกัน

“ใช่ คืนนี้พระจันทร์สวยจริงๆด้วยท่านพ่อ”

.

.

.

.

.

Advertisements

[Ficlet] Novelber Day 22: Thunderstorm

Day 22: Thunderstorm

Disclaimer: This is work of fan fiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer doesn’t claim any ownership over them.

.

.

.

.

.

การต้องออกมาตะลุยกลางทุ่งกลางเขาทุรกันดารแถมบางที่ยังห่างไกลชุมชนและแสงสว่างแบบนี้ สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทั้งสี่คนต้องปรับตัวให้คุ้นเคยคือการจัดการตัวเองให้ทะมักทะแมงและคล่องตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้นกว่าตอนอาศัยในอินซอมเนีย

ด้วยความที่ทั้งสี่คนต่างก็เป็นผู้ชายทั้งทีมมันช่วยลดเรื่องความจุกจิกในการปรับเปลี่ยนได้อย่างมาก ไม่ได้ว่าผู้หญิงมีปัญหาแยะหรอกนะแต่พวกเธอต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ๆกว่าอะไรๆจะเริ่มลงตัวได้

อันนี้ต้องบอกว่า Based on Gladio’s direct experience เลย!!

กลาดิโอ้คิดว่าในหมู่คณะเดินทางสี่คนแล้ว เขาเป็นคนที่ปรับตัวและสามารถใช้ชีวิตแบบนี้ได้ง่ายสบายๆกว่าคนอื่นที่สุด ส่วนหนึ่งอาจเพราะกลาดิโอ้ชอบการออกผจญภัยและใช้ชีวิตกับกิจกรรมกลางแจ้งอยู่แล้ว แถมเสื้อผ้าหน้าผมของเขานี่ก็เหมาะกับทุกสถานการณ์มากๆเมื่อลองเทียบกับสามคนที่เหลือ ไม่ว่าจะแดดผนตกลมแรงแค่ไหน กลาดิโอ้ลัสคนนี้เอาอยู่สุดๆ!

โดยเฉพาะเวลาฝนตกเนี่ยละที่เขาบอกว่าตัวเองได้เปรียบกว่าชาวบ้านแบบนำโด่ง!!

ทุกครั้งที่ฝนตกทั้งน็อคทิส พร้อมโต้ และอิกนิสจะวิ่งหาที่หลบกับจ้าละหวั่นเพราะทรงผมของพวกเขาสามคนมีการจัดแต่งไว้อย่างดีด้วยเจลแต่งผมกับสเปรย์ซึ่งมักจะละลายไหลไปกับสายฝนและเหงื่อเสมอๆ แต่กลาดิโอไม่ใช่ เขาไม่ได้ใช้เจลใดๆแต่งผม ดังนั้นเขาจึงสามารถตื่นสายลุกมาอาบน้ำแต่งตัวแล้วก็แค่รวบผมก็เรียบร้อยแล้ว ไม่เหมือนสามคนนั้นที่ต้องรีบแหกขี้ตาตื่นเช้ามานั่งจัดทรงผมตั้งแต่แสงอรุณแรกของวัน

ดังนั้นเวลาพวกเขาเจอฝนอิกนิสมักจะแนะนำแกมบังคับให้ทุกคนหลบเข้าหาที่กำบังก่อน นอกจากจะเรื่องสุขภาพที่เจ้าตัวเป็นห่วงแล้วก็คือเรื่องทรงผมเสียทรงเนี่ยละที่ถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่อยากจะบอกนะแต่สภาพของผมของทั้งน็อคทิส อิกนิสและพร้อมโต้เวลาที่ผมเปียกลู่ไปด้วยฝนและกระเจิงด้วยลมแรงนี่บอกตรงๆเลยว่า ดูไม่จืด!!

เหมือนภาพที่เขาเห็นอยู่ตอนนี้ไง!!

ตอนนี้ทั้งสี่คนกำลังยืนหลบฝนที่โปรยปรายลงมาอยู่ใต้ผาหินสูงแห่งหนึ่ง ด้านนอกขาวโพลนอื้ออึงไปด้วยเสียงลมพัดโหยหวนกับแสงสายฟ้าที่แปลบปลาบน่ากลัว

หลังจากเอาตัวรอดจากทดสอบของอาร์เคี่ยนที่วงแหวนแห่งเคอร์เธสมาได้อย่างหวุดหวิด พวกเขาก็ได้พบกับผู้ส่งสารของพระเจ้าที่จู่ๆก็มาปรากฎตัวอย่างลึกลับบริเวณโจโคโบะ วิซ เธอได้นำสาส์นจากสตรอมเซนเดอร์มาสู่องค์ราชาแห่งจอมราชันให้เขาออกตามหาจุดรับพลังทั้งสาม และนั่นเลยทำให้พวกเขาต้องออกตะล่อนไปทั่วตามเสียงแนะนำของผู้ส่งสารที่ก้องในหัวของน็อคทิสเป็นระยะๆ

กลาดิโอ้แอบเหล่มองน็อคทิสที่กำลังยืนบ่นหัวเสียกับฝนที่จู่ๆก็ตกหนักแบไม่ให้โอกาสพวกเขาเตรียมตัวเตรียมใจกันเลย หลังจากพบกับเจนเทียน่าและเริ่มออกตามหาแหล่งพลังของสตรอมเซนเดอร์ท้องฟ้าก็เริ่นปั่นป่วน มีฝนตกฟ้าร้องไม่ยอมหยุดมาหลายวันแล้ว ยิ่งน็อคทิสเข้าใกล้ขุมพลังมากเท่าไรฟากฟ้ายิ่งอาละวาด มีหนหนึ่งที่จู่สายฟ้าแรงสูงผ่าลงใส่ต้นไม้ใหญ่ไม่ห่างจากจุดที่พร้อมโต้กำลังยืนอยู่เล่นเอาเจ้าโจโคโบะหัวเหลืองขวัญเสียงอแงไม่ยอมหยุด

เขายืนมองน็อคทิสกับพร้อมโต้ที่ยืนบ่นหงุงหงิงเรื่องผมที่เปียกลู่เสียทรงแบบไร้ทางแก้ไขกันอยู่สองคนก่อนนะแอบสำรวจมองอิกนิสที่กำลังยืนปัดเม็ดฝนที่เปียกชื้นบนเสื้อแขนยาว กระบังสูงตั้งที่ถูกจัดแต่งทรงไว้อย่างประณีตทุกเช้าเริ่มเหี่ยวยุบตัวลงมา ลูกผมสีอ่อนที่ปรกติจะถูกปาดเก็บขึ่นเรียบร้อยก็เริ่มหลุดร่วงลงมาระหน้าผาก

กลาดิโอ้กำลังจะหลุดขำกับสภาพหัวยุ่งเหยิงของอีกคนแต่ดูเหมือนอิกนิสจะรู้ตัวก่อน ที่ปรึกษาร่างสูงหมุนกลับมามองคนที่กล้าเสียมารยาทเช่นนี้ ราชองครักษ์ถูกดวงตาสีเขียวนิ่งเยือกเย็นหันมาสบประสานเข้าให้ สีหน้าอิกนิสดูสงบเกินกว่าจะไว้วางใจและคืนนี้เขายังไม่อยากนั่งกินอาหารกระป๋องรสชาติห่วยๆคนเดียว ดังนั้นเขาจึงรีบกลืนเสียงหัวเราะลงคอไปอย่างว่องไว

….เห็นไหมบอกแล้วเสื้อผ้าหน้าผมของเขานี่ละสบายที่สุด ว่าแต่ทำไมรู้สึกยุกยิกในจมูกจัง

“ฮัดชิ้วว!!”

เออ แต่พอฝนตกมันก็หนาวๆหน่อยเพราะเสื้อคลุมมันไม่มีกระดุมกลัดอ่ะน่ะ

.

.

.

.

.

[Ficlet] Novelber Day 21: Stink

Day 21: Stink (กลิ่นสาบ)

Disclaimer: This is work of fan fiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer doesn’t claim any ownership over them.

.

.

.

.

.

พร้อมโต้กำลังพยายามหว่านล้อมให้อิกนิสยอมอนุมัติงบประมาณเข้าพักโรงแรมในค่ำคืนนี้อย่างเอาเป็นเอาตาย ใบหน้าขาวแฝงรอยกระอ่อนทำหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้หากว่าราชเลขานุการมือหนึ่งปฏิเสธคำขอร้องนี้สร้างความอึดอัดใจอย่างมากให้กับคนตัวสูงโปร่ง

ปรกติแล้วคณะเดินทางกิตติมศักดิ์จากอินซอมเนียอันประกอบด้วยหนึ่งเจ้าชาย หนึ่งองครักษ์ หนึ่งพ่อครัว เอ่อะ ไม่ใช่สิต้องเป็นหนึ่งที่ปรึกษา และหนึ่งพระสหายของเจ้าชายมักจะออกท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆด้วยรถยนต์คันงามที่ได้มากจากพระราชา รับงานล่ามอนสเตอร์เพื่องานเสริมเพื่อยังชีพ และนอนเต้นท์กลางป่าท่ามกลางหมู่ดาวเพื่อประหยัดงบกินอยู่

เอาจริงๆแล้วโร้ดทริปครั้งนี้มันเป็นการเดินทางไปเพื่อส่งน็อคทิสไปเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับท่านหญิงลูน่าเฟรย่าที่ตอนนี้อยู่ไกลพวกเขาออกไปถึงอัลทิสเชีย ถือได้ว่าเป็นงานระดับช้างและมีความสำคัญอย่างมาก

แต่พร้อมโต้ก็ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดราชารีจิสจึงส่งพระโอรสพระองค์เดียวให้เดินทางเพียงลำพังกับคนอารักขาเพียงสามคน…ถ้าให้นับจริงๆก็แค่สองคนแหละ เพราะเขาฝีมือต่อสู้อ่อนด้อยมากที่สุดในทีม อย่างมากก็ได้แค่ใช้ปืนสู้ป้องกันตัวเอง เรื่องจะช่วยสนับสนุนแบบอิกนิสกับกลาดิโอ้นะหรอ ลืมไปได้เลย!!

คนเดินทางน้อยไม่ว่าอะไร ประเด็นคือทำไมไม่ให้เงินกับน็อคทิสมาแยะๆหน่อยต่างหาก! คุ้นๆว่าเขาเคยลองเปรยถามเรื่องนี้กับน็อคทิสเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจากเจ้าชายเลย

พวกเขาได้รับเงินมาบ้างเป็นค่าใช้จ่ายก่อนออกเดินทางจากคราวน์ ซิตี้แต่ระหว่างทางรถเรกัลเลียคันงามดันเกิดเสียจนต้องเข็นมาเข้าอู่ซ่อมที่แฮมเมอร์เฮด เลยถูกลุงคนหนึ่งที่อ้างว่าตัวเองเป็นเพื่อนสนิทเก่าก่อนขององค์ราชาเก็บค่าซ่อมรถแบบขูดเลือดขูดเนื้อจนสิ้นเนื้อประดาตัวกันเลยทีเดียว แถมตาลุงซิดยังไม่มีความยำเกรงใดๆต่อฐานะของน็อคทิสเลยด้วยซ้ำ ลุงซิดนั่นเตะตูดพวกเขาให้ออกไปรับงานล่าสัตว์ประหลาดเพื่อเอาเงินมาจ่ายค่าส่วนต่างที่ยังเหลืออยู่อีกนิดหน่อย

โชคยังดีที่ลุงซิดมีหลานสาวที่เต็มใจยินดีช่วยเหลือพวกเขาที่กำลังลำบากเลยทำให้พร้อมโต้ไม่รู้สึกขุ่นเคืองใจมากนัก ซินดี้เป็นคนสวยจัด มีน้ำใจ ปราดเปรียวทะมัดทะแมงเหมาะกับงานช่างหนักหนา แถมยังเป็นเจ้าของทรวดทรงองค์เอวที่มักจะทำให้ชายหนุ่มทุกคนต้องไขว่เขวเสมอๆ

เอ่อ นี่บ่นกันถึงไหนแล้วนะ…อ่อ! วกกลับมาเข้าประเด็นสำคัญของเรื่องนี้

เพื่อประหยัดเงินที่มีไม่มากทั้งคณะเดินทางจึงเน้นการนอนค้างแรมกลางป่าเขาลำเนาไพรเป็นหลัก การได้นอนโรงแรมดีๆนี่แทบจะนับครั้งได้ด้วยมือข้างเดียวด้วยซ้ำไป

พร้อมโต้ไม่ได้รังเกียจการนอนค้างแรมในเต้นท์ แต่คนเรามันก็ต้องมีบ้างที่อยากนอนเตียงอุ่นๆหนุนหมอนนุ่มๆ และที่สำคัญคือการได้อาบน้ำฝักบัวสบายๆและทำความสะอาดชุดที่สุดแสนซกมกของพวกเขาให้กลับมามีกลิ่นหอมเหมือนเพิ่งหยิบออกมาจากตู้เสื้อผ้า

โดยเฉพาะวันนี้ที่พวกเขาเพิ่งกลับมาจากการล่ามอนสเตอร์ในแหล่งน้ำเฉอะแฉะ ตอนแรกที่น็อคทิสตกปากรับเควสล่าบริเวณดัสก้ามันก็เป็นแค่งานง่ายๆไม่อันตรายอะไร แต่จู่ๆเจ้ามาร์สโบโร้ตัวใหญ่มหึมากับหนวดหยึกหยึยนับพันของมันก็ปรากฎตัวขึ้นระหว่างที่พวกเขาทั้งสี่กำลังเก็บกวาดสัตว์ประหลาดที่ถูกจ้างวานมาให้กำจัด มันอาละวาดหนักมากจนอิกนิสมองว่าไม่ควรปล่อยมันไว้เพราะอาจทำอันตรายต่อประชาชนที่สัญจรไปมาหรือฮันเตอร์อื่นๆได้

ถามว่าพร้อมโต้อยากสู้ไอ้เจ้าตัวปัญหาตัวใหญ่เท่าบ้านแบบนี้ไหม?

งั้นก็ขอบอกตรงๆเลยว่า ไม่!!

แต่เพราะมีเพื่อนเป็นเจ้าชายไง หน้าที่ของเชื้อพระวงศ์เรียกร้องให้น็อคทิสต้องกำจัดสัตว์ประหลาดพวกนี้เพื่อความผาสุกของผู้คน ดังนั้นเพื่อช่วยเพื่อนพร้อมโต้ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าไปคลุกวงในการต่อสู้ด้วย!!

การสู้เจ้ามาร์ลโบโร้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพวกมันแข็งแกร่งและไม่แพ้ทางธาตุต่างๆเท่าไรพวกเขาสามคนต้องกลิ้งไถลผ่านน้ำที่ส่งกลิ่นไม่ค่อนพึงประสงค์เท่าไร โดนเมือกเหนียวหนืดสัมผัสน่าขนลุกเลอะเต็มตัว แถมยังโดนเป่าด้วยหมอกพิษสีเขียวอื๋อกลิ่นเหม็นสุดๆรดทั้งตัวตั้งไม่รู้กี่รอบ ส่วนเจ้าชายนะหรอ…วาร์ปหนีไปเกาะต้นไม้มั้งละเสาไฟมั้งละก่อนที่จะโดนมาร์ลโบโร้พ่นควันพิษใส่ แถมนอกจากนี้พวกเขายังต้องคอยวิ่งหลบลูกหลงระเบิดเวทของน็อคทิสที่ปาใส่กันจ้าละหวั่น

สรุปคือกว่าจะล้มสัตว์ประหลาดได้พวกเขาก็สะบักสะบอมและมอมแมมไปทั้งตัว แถมตัวยังเหม็นเขียวไปด้วยกลิ่นแปลกประหลาดที่ชวนให้เวียนหัวตลอดเวลา

ดังนั้นคืนนี้พร้อมโต้จะไม่ขอทนนอนเต้นท์และอาบน้ำเย็นเฉียบลวกที่ข้างลำธารอีก คืนนี้เขาจะต้องได้นอนเตียงนุ่มๆเพื่อฟื้นคืนพลังงานที่สูญเสียไปกลับมาและได้อาบน้ำอุ่นสบายๆเพื่อชำระล้างคราบเมือกน่าขยะแขยงพวกนี้ให้สะอาดหมดจด!!

ต่อเขาจะต้องตื้อคุกเข่าอ้อนวอนฝ่ายบัญชีของทีมอย่างไรพร้อมโต้ก็ยอม!

อิกนิสเองก็คงลำบากใจดูจากสีหน้าครุ่นคิดเครียดๆนั้น คงเพราะสภาพคล่องทางการเงินของคณะเดินทางที้ยังไม่ดีมากนักหลังจากต้องทุ่มเงินหมดหน้าตักเพื่อซ่อมรถเรกัลเลียให้กลับมาพร้อมใช้งานอีกครั้ง แต่พร้อมโต้ก็ไม่ยอมแพ้อย่างไรคืนนี้เขาต้องไปนอนโรงแรม ไม่ต้องถึงขั้นดีเยี่ยมแต่ขอแค่เตียงไม่มีเห็บหมัดหรือมดมาสร้างความรำคาญใจก็พอแล้ว

พร้อมโต้เห็นอิกนิสมีแววตาลังเลเล็กน้อยก่อนจะหมุนกายกับไปถามผู้นำของทีมว่าตกลงแล้วจะพักที่ไหนในค่ำคืนนี้หรือน็อคทิสยังอยากจะออกไปตะลุยล่ายามกลางคืนอีก แต่อิกนิสกลับพบว่าน็อคทิสนั้นหมดเรี่ยวแรงยืนผล็อยหลับไปแล้วเรียบร้อยโดยมีกลาดิโอ้ช่วยหิ้วปีกจับคอเสื้อจากด้านหลังประคองไว้อยู่

เมื่อไม่มีคนตัดสินใจปัญหาให้ พร้อมโต้จึงใช้ลูกอ้อนดับเครื่องชนจนอิกนิสใจอ่อนยอมขับรถไปโมเทลใกล้ๆและเปิดห้องพักขนาดกลางสำหรับพวกเขาทั้งสี่คน

หลังจากกลาดิโอ้จัดการโยนเจ้าชายที่หลับลึกเอาแรงไปก่อนล่วงหน้าคนอื่นไว้บนที่นอนแล้ว สิ่งแรกที่พร้อมโต้ทำคือแย่งกลาดิโอ้พุ่งเข้าห้องอาบน้ำไปอย่างว่องไว เขาได้ยินเสียงโวยวายขององครักษ์ตัวโตดังมาจากด้านนอกประตูห้อง พร้อมโต้ได้นึกขอโทษขอโพยอีกคนในใจแต่งวดนี้เขาต้องขอลัดคิวมาก่อนจริงๆ!

ขอบคุณพระเจ้า ในที่สุดก็จะได้ล้างกลิ่นเหม็นสาบอับๆนี้ออกจากตัวสักที!!

.

.

.

.

.

[Ficlet] Novelber Day 20: Toy Car

Day 20: Toy Car (รถเด็กเล่น)

Disclaimer: This is work of fan fiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer doesn’t claim any ownership over them.

.

.

.

.

.

ความฝันเมื่อวัยเยาว์ยามที่พวกเรายังเล็กไม่เคยหายไปไหน มันยังคงอยู่ในตัวของเราตลอดเวลา แม้ว่าเราเองจะไม่สามารถทำมันให้สำเร็จด้วยด้วยตัวเองแต่ความฝันนั้นมันก็เชื่อมต่อไปให้คนอื่น เราจะยืนยิ้มอย่างเป็นสุขที่ได้เห็นความฝันของเราประสบความสำเร็จ

นิกซ์เองก็เชื่อเช่นนั้น!!

เมื่อตอนยังเป็นเด็ก นิกซ์เคยอยากได้รถยนต์เด็กเล่นคันเล็กๆมาก เขาแอบเฝ้ามองเด็กคนอื่นๆมีรถพวกนั้นและนำพวกมันมาเล่นสนุกกันอย่างอิจฉา

นิกซ์เองก็อยากมีโอกาสมีรถของเล็กเท่ๆสักคันแล้วเอามันไปเล่นกับเพื่อนๆบ้าง

แต่เขาก็เคยได้รับโอกาสนั้น!

ครอบครัวของนิกซ์ที่กาลาดไม่ใช่ครอบครัวที่ร่ำรวยมากพอจะเอาเงินอันแสนมีค่าไปใช้กับสิ่งของฟุ่มเฟือยแบบนั้นได้

บ้านของนิกซ์มีแค่เขา แม่ และน้องสาวชื่อเซลีน่า แม่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อดูแลความเป็นอยู่และปากท้องของทุกคนตั้งแต่นิกซ์จำความได้

เมื่อนิกซ์โตมาพอเขาก็เริ่มช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ เขาทำงานมากเท่าที่จะทำได้และเก็บหอมรอมริบทุกทางเพื่อเอาไว้ส่งเสียให้น้องสาวคนเดียวผู้เปรียบเสมือนแสงสว่างสดใสของนิกซ์และแม่

จนเมื่อจักรวรรดิได้รุกรานเข้ายึดครองบ้านเกิดของเขา นิกซ์ต้องสูญเสียทุกอย่างที่เป็นจุดมุ่งหมายของชีวิตไป จนกระทั่งนิกซ์ได้ย้ายจากกาลาดเข้ามาอาศัยอยู่ในกำแพงคราวน์ ซิตี้และเข้าทำงานเป็นคิงส์เกลฟในสังกัดขององค์ราชารีจิส เขามุ่งมั่นใหม่ของนิกซ์คือการช่วยผู้ที่ต้องทุกข์ทนจากการโหดเหี้ยมของนิฟเฟิลไฮม์และปลดปล่อยบ้านเกิดเมืองนอนให้เป็นอิสระ

แม้จะโตจนเป็นผู้ใหญ่มีงานมีการทำ ออกไปไล่ล่ามอนสเตอร์ตัวมหึมาตายในดาบเดียว ถล่มหุ่นยนต์รบของพวกจักรวรรดิราบเป็นหน้ากลองแต่นิกซ์ก็ยังคงแอบเก็บความหวังว่าเขาจะมีโอกาสได้ซื้อรถยนต์เด็กเล่นแบบสมัยยังเด็กอยู่ดี

บางวันที่ว่างเว้นจากหน้าที่ นิกซ์จะแอบเดินไปดูรถพวกนั้นในร้านขายของเล่น แต่เขาก็ไม่กล้าตัดใจซื้อพวกมันเสียที ถึงจะทำงานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายที่ริมชายแดนมาก็มากและหน่วยคิงส์เกลฟเองจะสังกัดขึ้นตรงต่อองค์ราชา แต่เงินเดือนของพวกเขาเทียบเคียงกับข้าราบการทั่วไปไม่แยะพอจะกินใช้หรูหราได้ขนาดนั้น ไม่เช่นนั้นแล้วทหารหน่วยคิงส์เกลฟไม่เป็นหนี้ยามะซัง เจ้าของร้านอาหารและเหล้าในเขตที่พักคนอพยพในกำแพงกันหัวบานขนาดนี้หรอก

นิกซ์วนเวียนไปแอบส่องรถของเล่นที่เขาชอบเป็นระยะๆตลอดเวลา มีแอบเสียวๆบ้างเวลาไปเจอเด็กชาวอินซอมเนียเดินวนเวียนรอบๆมันอย่างสนใจ และจะรู้สึกโล่งใจเมื่อรถคันน้อยน่ารักพวกนั้นยังไม่ถูกขายออกไป

จนวันหนึ่งพวกนิกซ์ที่เพิ่งเสร็จงานที่ศูนย์บัญชาการของหน่วยเกลฟ เขา ลิเบอร์ตัส โครวและเพลน่าต่างอยากเปลี่ยนบรรยากาศมาเดินชมเมืองหลวงที่แม้จะอยู่มาก็นมนานแต่ไม่ค่อยมีเวลาได้เดินอ่อยอิ่งเชยชมความศิวิไลซ์เท่าไรเพราะประเดี๋ยวก็ต้องถูกสั่งให้ไปรบชายแดนพวกเขาได้รับคำสั่งให้กลับเข้ามาในอินซอมเนียเพียงชั่วขณะเพื่อขนยุทธโปกรณ์กับยารักษากลับไปแนวหน้าอีกรอบ

พวกเขาสี่คนเดินผ่านร้านขายของเล่นที่นิกซ์ชอบแวะเวียนมาแอบดูของเล่นเป็นประจำ พวกเขาเจอเด็กชายกับแม่ที่ดูน่าจะเป็นผู้อพยพยืนอยู่หน้าร้าน เด็กน้อยร้องไห้เพราะเขาอยากได้รถของเล่นแต่แม่ของเขาพยายามปลอบประโลมลูก เธอเองก็ลำบากไม่มีเงินมากพอจะซื้อของสุรุ่ยสุร่ายได้ แค่ทุกวันนี้การจะทำให้บ้านมีกินครบสามมื้อยังเป็นไปได้ยาก

มันเป็นสิ่งคนจากนอกกำแพงทุกคนต้องประสบพบเจอ ชีวิตของผู้อพยพไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาถูกชาวเมืองอินซอมเนียรังเกียจและตั้งแง่ งานดีๆที่ได้ค่าจ้างสูงไม่เคยถึงมือพวกเขา หากไม่ใช่เพราะองค์ราชาที่ทรงพระปรีชาและมีวิสัยทัศน์กว้างไกลตัดสินพระทัยเปิดรับคนอพยพเข้าทำงานในหน่วยคิงส์เกลฟเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้ประชาชนแล้วฐานะของคนอพยพคงจะยิ่งลำบากกว่าที่เป็นอยู่นี่

ภาพตรงหน้าสร้างความสะเทือนใจให้กับทุกคนที่พบเจออย่างมาก แต่พวกเขาช่วยอะไรเธอไม่ได้ โครวช่วยให้เวทรักษาบาดแผลเล็กๆน้อยให้กับคนเป็นแม่ ส่วนเพลน่ากับลิเบอร์ตัสก็เจียดเงินอันมีน้อยนิดของตนเองให้กับหญิงแปลกหน้าคนนั้นเพื่อที่เธอจะได้มีเงินพอซื้ออาหารประทังชีพ อย่างไรเสียก็เป็นพวกพ้องคนจากนอกกำแพงด้วย น้ำใจเล็กๆน้อยๆก็ช่วยกันไปเท่าที่ทำได้

หญิงแปลกหน้าร้องไห้โอด้วยความตื้นตันใจและพยายามขอชื่อพวกเขาไว้เผื่อจะติดต่อเพื่อแสดงความขอบคุณก่อนที่เธอจะพาลูกชายตัวน้อยเดินจากไป

ในวินาทีนั้นนิกซ์ตัดสินใจอย่งรวดเร็ว เขาวิ่งเข้าไปในร้านขายของเล่นไล่หลังด้วยเสียงแตกตื่นของเพื่อนๆและหยิบรถคันน้อยที่นิกซ์เฝ้ามองดูมันมานานไปจ่ายเงิน เกลฟหนุ่มวิ่งออกมาและวิ่งไล่หลังตามหาหญิงสางกับลูกของเธอ ด้วยทักษะการไล่ตามอันแสนยอดเยี่ยมสมตำแหน่งมือหนึ่งในหมู่ดาบแห่งราชัน นิกซ์ใช้เวลาไม่นานก็สามารถตามหาเธอเจอ

รถคันน้อยสีแดงเข้มถูกส่งให้เด็กชาย เด็กน้อยตื่นเต้นอย่างมากที่ได้รับของขวัญอย่างไม่คาดคิด แต่แม่ของเด็กชายพยายามปฏิเสธน้ำใจของเขาอย่างสุภาพ เธอรู้สึกว่าสิ่งนีมีราคามากเกินกว่าที่เธอจะรับได้แต่เธอซาบซึ้งใจในความกรุณาของทุกคนยิ่งนัก

เพื่อให้เธอยินยอมรับของจากเขานิกซ์จำเป็นต้องร่ายยาวถึงชีวประวัติของเขาว่าเป็นใครมาจากไหนเพราะอะไรถึงอยากให้ของขวัญชิ้นนี้กับลูกชายของเธอ นิกซ์อยากให้เธอได้รับรู้ถึงความตั้งใจดีของเขาว่าการให้ครั้งนี้มันมีความสำคัญมากแค่ไหน เขาพยายามอธิบายจนกระทั่งเพื่อนๆที่เหลือติดตามนิกซ์มาทันและได้ร่วมฟังประวัติชีวิตของเขากันหน้าสลอน

สุดท้ายหญิงแปลกหน้าก็ยอมรับของขวัญจากเขา เธอกล่าวขอบคุณในความมีน้ำใจของเหล่าเกลฟทุกคน เด็กหนุ่มตัวน้อยรับรถยนต์ของเล่นไปอย่างตื่นเต้นก่อนจะโบกมืออำลานิกซ์ไปพร้อมแม่

คืนนั้นนิกซ์โดนเพื่อนๆแซวยับในวงเหล้าพร้อมกับซอกแซกถามนั่นนี่จากเขาไปมากมายเกี่ยวกับความหลงใหลในของเล่นของเขา บางทีนิกซ์ก็อยากจะเลี่ยงไม่ตอบแต่เพื่อนๆก็เซ้าซี้ไม่ยอมหยุดจริงๆ แต่ก็อดเวทนาหน้าที่กระหายอยากรู้อยากเห็นของคนรอฟังไม่ไหวจริงๆ

แต่อย่างน้อยคืนนี้นิกซ์ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเหล้าค่าอาหารที่ร้านยามะซังเองละกัน เพราะเพื่อนๆอีกสามคนตกลงกันว่าคืนนี้จะช่วยออกค่าเหล้าให้แทนฮีโร่ผู้ปกป้องความฝันของเด็กๆที่ตอนนี้กำลังหมดตูดหมดตัวแบบไม่มีเงินสักกิลเดียวเลยด้วยซ้ำหลังจากซื้อรถของเล่นคันนั้นไป

จนกว่าจะถึงสิ้นเดือนนี้ นิกซ์ก็คงจะต้องทำตัวเกาะเพื่อนๆกินไปก่อนที่เงินเดือนก้อนใหม่จะออกมา

.

.

.

.

.

[ – O M A K E -]

.

.

.

.

.

ข่าวการหายตัวไปอย่างลึกลับของรัชทายาทสายเลือดลูซิสหลังจากเสด็จเข้าในเมืองหลวงกราเลียของจักวรรดินิฟเฟิลไฮม์ที่ล่มสลายไปแล้วสร้างความหวาดหวั่นพรั่นพรึงให้กับคนหมู่มาก

พวกเขาสูญเสียเทพพยากรณ์ สตรีผู้เป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาไปในกระแสน้ำเชี่ยวกราดที่อัลทิสเชีย มาบัดนี้พวกเขายังต้องสูญเสียชายผู้เป็นดั่งตัวแทนแห่งแสงสว่างไปอีกคน นั่นย่อมกระทบต่อความหวังและจิตใจของประชาชนให้รู้กท้อแท้สิ้นหวัง

ท้องฟ้ามืดลงเรื่อยๆ แสงตะวันที่เคยทอทักทายยามอรุณรุ่นเริ่มจางหายไป รัตติกาลครอบครองกาลเวลานานขึ้นเรื่อยๆจนทุกคนต่างกังวลว่าสักวันในอนาคตอันใกล้นี้พวกเขาอาจจะไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์อีก

เพื่อเอาชีวิตรอดผู้คนต่างมารวมตัวกันและสร้างกองกำลังป้องกันตนเองจากภัยของสัตว์ร้ายรวมถึงปีศาจที่นับวันยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น เลสทาลั่มกลายสภาพเป็นเมืองปราการคุ้มกันภัยเพราะมีแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าจากอุกาบาตยักษ์

ลิเบอร์ตัสเพิ่งลงจากรถบรรทุกหลังจากออกเดินทางไล่ล่าปีศาจกับเก็บสะสมเสบียงร่วมกับเหล่าคิงส์เกลฟรุ่นใหม่

ในฐานะรุ่นพี่มากประสบการณ์การต่อสู้เขามีหน้าที่ช่วยนายพลคอร์ฝึกฝนการรบและดูแลความปลอดภัยของขบวนคาราวานที่เดินทางออกเก็บเกี่ยงพลังงานจากเศษเสี้ยวอุกาบาต

ถึงจะเก่งแต่เขาก็เหนื่อยเป็นท้อเป็นเหมือนกัน อีกทั้งยังมีความกังวลถึงเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ตอนนี้ยังคงหายหน้าหายตาเลยหลังจากเหตุการณ์โจมตีเมืองอินซอมเนียจบลง ไม่ว่าจะพยายามสืบเสาะจากแหล่งพักพังชั่วคราวของชาวอินซอมเนียอย่างไรก็ไม่มีข่าวคราวเลย

เหมือนนิกซ์หายไปเฉยๆอย่างไร้ร่องรอย!

ลิเบอร์ตัสคิดว่ตอนนี้นิกซ์คงกำลังวุ่นวายกับการช่วยเหลือประชาชนที่หนีภัยสงคราม เขาอาจต้องเดินทางไปเรื่อยๆไม่มีที่พักเป็นหลักแหล่งและไม่รู้ว่าจะสามารถติดต่อเขาได้ที่ไหน ดังนั้นลิเบอร์ตัวเลยพยายามทิ้งข้อความและสัญลักษณ์ไว้ตามเส้นทางที่เขาได้ไปให้มากที่สุด เผื่อว่านิกซ์ที่กำลังผ่านไปจะสังเกตเห็นและติดต่อกลับมาได้

เกลฟหนุ่มชาวกาลาดเข็นรถที่บรรจุเสี้ยวหินอุกาบาตที่สามารถเก็บมาได้นำไปส่งฮอล์ลี่ที่กลางเมืองเลสทาลั่ม เมื่อพวกสาวๆได้นำเอาแหล่งพลังงานไฟฟ้าไปเก็บเป็นที่เรียบร้อยแล้วลิเบอร์ตัสก็เริ่มคิดถึงเรื่องอาหาร กระเพาะของเขาร้องครากรุนแรงจากการอดข้าวเช้าและเที่ยง

ระหว่างที่ลิเบอร์ตัวกำลังก้าวเท้าลงขั้นบันไดหินของเมืองไป ชายหนุ่มสังเกตเห็นคุณลุงซิดที่เป็นช่างซ่อมบำรุงอาวุธมือหนึ่งของเมือง(ในขณะนี้)กำลังยังยืนคุยกับเด็กชายคนหนึ่งอย่างเอ็นดู

เด็กน้อยดูกระตือรือร้นและแสดงความสนอกสนใจอย่างเหลือล้น เขาขอร้องให้ซิดช่วยสอนเรื่องเครื่องจักรกลรถและอาวุธต่างๆให้ เขาอยากจะเป็นลูกมือที่ดีของทั้งลุงซิดและหลานสาวเขาที่ชื่อ ซินดี้

เขาอดอมยิ้มกับความไร้เดียงสาของเด็กๆที่มีพรสวรรค์ทำให้พวกเขายังคงมีความสุขและยิ้มแย้มได้แม้สถานการณ์เลวร้ายในตอนนี้ หากแต่ลิเบอร์ตัสตาไวพอจะแอบเห็นสิ่งที่เด็กน้อยถือไว้อนบอกตัวเองตลอดเวลาที่ยืนคุยกับซิด

มันคือรถเด็กเล่นสีแดงเข้ม!!

เด็กน้อยยิ้มตาเป็นประกายตอนที่บอกลุงซิดว่าเขาอยากช่วยคนอื่นและอยากเป็นฮีโร่ให้กับคนอื่นเหมือนที่ฮีโร่ของเขาเคยช่วยเขาเอาไว้ก่อนหน้าที่ความวุ่นวายพวกนี้จะเกิดขึ้น

.

.

.

.

.

[Ficlet] Novelber Day 18: Dangerous

Day 18: Dangerous (อันตราย)

Disclaimer: This is work of fan fiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer doesn’t claim any ownership over them.

.

.

.

.

.

ใครๆก็บอกว่านิฟเฟิลไฮม์คิอดินแดนที่เต็มไปด้วยอันตรายและคนบ้า ซึ่งอาราเนียกล้ารับประกันว่าสิ่งที่คนเล่าลือกันมาเนี่ย…มันจริงสุดๆเลย!!

อาราเนียบอกได้ว่ารอบตัวของเธอมีแต่ตัวอันตรายเดินไปมาขวักไขว่ตั้งแต่เธอตัดสินใจรับงานกับจักวรรดินิฟเฟิลไฮม์

ในห้องประชุมโต๊ะรูปวงกลมที่มีจอมอนิเตอร์ปรากฎตราจักรวรรดิสรแดงเด่นหราตรงกลางแห่งนี้เธอสามารถแบ่งจำพวกคนอันตรายที่กำลังนั่งรวมตัวกันอยู่ ณ จุดนี้ออกได้ 3 จำพวก คือ อันตราย / อันตรายมาก / อันตรายที่สุด

กลุ่มแรกที่เธอมองว่าอันตรายธรรมดา คือ ไม่ค่อยมีพิษสงร้ายแรงให้ต้องกังวลใจเท่าไรเวลาอยู่ด้วยกัน อาจมีบ้างที่ต้องนึกระแวงแต่หาวิธีรับมือได้ไม่ยากเย็นนัก คนกลุ่มแรกกลุ่มนี้อาราเนียนับโลกิ คาลิโก และพวกทหารเอ็มทีที่ยืนรับคำสั่ง

ไมได้อยากจะดูถูกนายทหารทั้งสองที่เป็นเพื่อนร่วมอาชีพหรอกนะ แต่ทั้งสองคนชอบมีความคิดแปลกๆอย่างคิดว่าจะสามารถจับตัวเจ้าชายรัชทายาทแห่งลูซิสได้อย่างง่ายดายแม้ตัวเองจะโดนแก๊งชายหนุ่มทั้งสี่คนตลบหลังหน้าแหกกลับมานิฟเฟิลไฮม์ถึงสองรอบแล้วก็ตาม

กลุ่มถัดมาที่เธอมองว่าอันตรายมาก สำหรับกลุ่มนี้คือกลุ่มคนที่มีความคิดและความต้องการซับซ้อนกว่าคนทั่วไป เวลาทีเธอต้องรับมือกับคนพวกนี้จะต้องนิ่งและอ่านความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายดีๆก่อนจะตัดสินใจอะไรออก และคนที่เธอมองว่าคือกลุ่มคนอันตรายมาก คือ ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ เรวุส น็อกซ เฟลอเร็ท กับ จักรพรรดิอัลเดอร์แคป

อาจดูเป็นเรื่องตลกที่เจ้าชายสูงศักดิ์ของอาณาจักรหนึ่งกลายมาเป็นผู้ควบคุมกองทัพของจักรวรรดิ แต่ในฐานะเชลยในการจับตาของนิฟเฟิลไฮม์แล้ว เรวุสสามารถก้าวกระโดดในหน้าที่การงานได้อย่างน่าประทับใจมาก เขาเติบโตและก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งระดับสูงในกองทัพได้ในช่วงอายุที่ยังน้อยเมื่อเทียบกับนายทหารอื่นๆที่ประจำการมานานกว่า นอกจากนี้แล้วเรวุสยังเป็นคนที่มีขีดอารมณ์ที่ค่อยข้างต่ำไปนิดซึ่งอาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ความสูญเสียในวัยเยาว์กับความขัดแย้งในบทบาทตัวเองกับน้องสาว ดังนั้นอาราเนียจะต้องประสาทไวพอเวลาที่เธอจงใจจะวางแผนกวนประสาทอดีตเจ้าชายหนุ่มเบื้องหน้า

ส่วนองค์จักรพรรดิ เธอคิดว่าแค่ชื่อตำแหน่งของเขาก็อธิบายถึงความปราดเปรื่องของชายชราที่ดูอ่อนระโหยบนเก้าอี้ตัวใหญ่นั้นได้ดี การเป็นผู้นำของประเทศประเทศหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายและเขาก็สามารถทำมันได้ดีทีเดียว…เมื่อตอนตรั้งยังอดีตน่ะนะ

จักรพรรดิอัลเดอร์แคปทรงลือชื่อในเรื่องความเฉลียวฉลาดและมีแนวคิดพลิกแพลงประยุกต์สิ่งใหม่ๆให้เข้ากับสิ่งที่มีอยู่ได้เสมอ เมื่อครั้นอดีตทรงเป็นจักรพรรดิที่อ่อนโยนเป็นที่รักของประชาชนอย่างมาก แต่ช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์สว่างไสวของพระองค์ได้เลือนหายไปแล้วตามกาลเวลา บัดนี้จักรวรรดิหลงเหลือแต่เพียงจักรพรรดิที่โหดเหี้ยม กระหายสงครามและต้องการครอบครองโลกใบนี้ไว้ใต้เท้าของตนเอง

และสุดท้าย…คนที่อาราเนียมองว่าเขาคือตัวอันตรายที่สุดแล้ว ไม่ใช่แค่อันตรายต่อตัวเธอเองเท่านั้น บางทีหมอนี่อาจจะอันตรายต่อจักรวรรดิและอาณาจักรอื่นๆทั่วไปด้วย

ชายวัยกลางคนกับผมสีไวน์แดงเข้มแปลกตามาพร้อมรอยยิ้มยียวนลึกลับไม่น่าวางใจกำลังนั่งไขว่ห้างมองดูคนอื่นๆในห้องด้วยดวงตาสีเหลืองเหมือนอำพันคู่นั้นอย่างกึ่งประเมินกึ่งเหยียด เบื้องหน้าเขามีป้ายชื่อกับตำแหน่งประกาศกร้าวความน่าเกรงขามไว้เด่นหรา

อาร์ดีน อิซูเนีย นายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาส่วนพระองค์

เห็นหมอนี่นั่งยิ้มแย้มอารมณ์ดีแถมดูมีน้ำใจกับคนอื่นๆอย่างทั่วถึงแบบนี้ อาราเนียอดไม่ได้ที่จะนึกรังเกียจอีกคนอย่างช่วยไม่ได้ อาร์ดีนคือใครมีประวัติความเป็นมาอย่างไรไม่มีใครบอกได้ จู่ๆชายแปลกประหลาดคนนี้ก็ปรากฎตัวขึ้นพร้อมกับบอกเล่าถึงความลับดำมืดของอดีตที่จักรวรรดิสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างเสริมความแข็งแกร่งของกองทัพไม่มีวันตายได้ ซึ่งสิ่งนี้ต้องตรงตามพระประสงค์ของจักรพรรดิอัลเดอร์แคป

ความปลิ้นปล้อนฉอเลาะของชายวัยกลางคนตรงหน้านี้ทำให้เขาสามารถหยั่งรากแทรกซึมเข้ามาในจักรวรรดิได้ไม่ยาก นับวันอาร์ดีนยิ่งเติบโตและเข้มแข็งจนอาจเกินเงื้อมเงาขององค์จักรพรรดิไปแล้วฝนตอนนี้

แม้จะไม่รู้แน่ชัดในจุดประสงค์ที่แท้จริงของอีกคน…หรือจะพูดให้ถูกคือไม่เคยรู้และไม่อาจคาดเดาได้เลยด้วยซ้ำ อาราเนียก็จัดลำดับความร้ายกาจของอาร์ดีนอยู่ในขั้นที่ต้องเฝ้าระวังและเอาตัวออกห่างอีกฝ่ายไว้ให้มากที่สุด เพื่อที่เธอจะได้ปลอดภัยจากความมืดที่โอบล้อมเอาไว้แน่นหนาและ….

การกลั่นแกล้งเย้าหยอกด้วยความสนุกสนานที่ทำเอาคนโดนยั่วประสาทแทบหัวเสียเหมือนที่เรวุสกำลังโดยอีกฝ่ายเล่นงานอยู่นี่ละ!!

.

.

.

.

.

[Ficlet] Novelber Day 17: Screw up

Day 17: Screw up (ขยำ)

Disclaimer: This is work of fan fiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer doesn’t claim any onwership over them.

.

.

.

.

.

เขาคิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไรลงไปในสมุดบันทึกปกสีแดงตรงหน้าดี!!

มือขาวเอื้อมไปฉีกแผ่นกระดาษสีขาวเต็มไปด้วยร่องรอยการขีดเขียนเต็มไปหมดออกมาอ่านด้วยความหงุดหงิดใจก่อนที่เจ้ากระดาษจะถูกเจ้าชายหนุ่มขยำแล้วโยนทิ้งไปอีกทาง

บนพื้นอีกด้านของอพาร์ทเมนต์กว้างมีก้อนกระดาษที่ถูกขยำทิ้งไปหล่ยกระจัดกระจายอยู่หลายก้อนบ่งบอกได้ว่าเด็กหนุ่มเจ้าของห้องนั้นพยายามจะคิดถ้อยคำเพื่อส่งสาส์นไปหาเจ้าของสมุดที่อยู่ไกลออกไปหลายพันไมล์มากแค่ไหน เขามีอะไรหลายอย่างที่อยากบอกผู้รับสาร มีเรื่องตลกๆสนุกสนานมากมายที่อยากจะแบ่งปันให้อีกคนได้รับรู้ อีกทั้งความรู้สึกห่วงหาอาทรที่อัดแน่นอยู่ในใจยากจะเอ่ยพรรณนาออกไปมาได้ สุดท้ายน็อคทิสก็เลยไม่รู้ว่าเขาควรเขียนอะไรหรือตอบกลับอะไรหญิงสาวที่อยู่ที่ฝั่งของมหาสมุทร

เขาเฝ้าเรียบเรียงความคิดและสิ่งที่อยากบอกเล่าออก น็อคทิสบรรจงร่างมันลงกระดาษหลายสิบหนก่อนที่พวกมันจะถูกขยำทิ้งไปกองบนพื้นแบบที่เห็น

เด็กหนุ่มผมดำเอนหลังลงนอนราบบนโซฟาตัวโต ม่านตาสีครามเหม่อมองเพดานห้องก่อนที่มือซ้ายที่วางแนบอยู่กับเบาะสีดำจะรับรู้ถึงอะไรบางอย่างที่พยายามดุนฝ่ามือของเขาเบาๆ ศีรษะทุยผงกขึ้นมามองดูกลุ่มก้อนขนสีเทาดำที่นั่งกระดิกหางไหวๆพลางแลบลิ้นส่งเสียงเรียกเขาอยู่ด้านข้างที่นั่ง

อัมบรายังคงอยู่ที่ลูซิส เจ้าหมาน้อยคือตัวนำพาสาส์นจากเขาไปสู่ลูน่าและนำพาคำสวดภาวนาของเทพพยากรณ์กลับมาสู่เขาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านนี้ เมื่อน็อคทิสยังไม่อาจตอบกลับเจ้าของสมุดบันทึกได้อัมบราจึงยังไม่ไปไหน มันจะเฝ้าวนเวียนเดินไปมาในห้องของน็อคทิสหรือบางทีเจ้าหมาน้อยก็หายตัวไปอย่างไร้ร่อยรอยก่อนที่มันจะกลับมาปรากฎตัวขึ้นเอง

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นสุนัขส่งสาส์นของท่านหญิงลูน่าที่พยายามเอาจมูกเปียกๆของตนเองมาดุนดันมือของเขา น็อคทิสก็ทิ้งตัวกลับลงไปนอนแผ่พร้อมกับยกมือขึ้นลูบหัวอัมบราเบาๆจนหมาน้อยร้องหงิงๆด้วยความชอบใจ

น็อคทิสนอนครุ่นคิดถึงข้อความที่เขาควรจะตอบกลับลูน่าอย่างถี่ถ้วนก่อนที่ร่างเพรียวจะผุดลุกขึ้นมานั่งบนโซฟา ดวงตาคมมองดูสุนัขส่งสาส์นที่นั่งเอียงคอมองเขาอย่างสงสัยพลางกระดิกหางไปมาด้วยความใคร่รู้

เจ้าชายหนุ่มละสายตาจากตัวขนปุกปุยเบื้องหน้าไปมองกองร่างจดหมายที่กลับกลายเป็นก้อนขยะกระจุกตัวบนพื้นห้องนิ่งสักพัก รอยยิ้มบางๆแย้มประดับบนโครงหน้าคมสันของเจ้าหนุ่มจนดวงตาสีท้องฟ้ายามราตรีสว่างไสว เขาตบหัวอัมบราก่อนจะคว้าเอาสมุดบันทึกเล่มน้อยห่อปกสีแดงประดับลวดลายพฤกษาสีทองที่แม้จะเริ่มดูเก่าซีดลงไปตามอายุแต่ก็ยังคงงดงามเหมือนครั้งแรกที่เขาได้รับมอบมาจากมือของหญิงสาวขึ้นมาพลิกเปิดไปหน้ากระดาษว่างเปล่าถัดมาจากแผ่นที่มีข้อความของลูน่าเขียนอยู่ มือขวาหยิบปากกาขึ้นมาจรดปลายลงไปเตรียมเขียนสิ่งที่อยากบอกเล่าให้อีกคนได้รับรู้ด้วยกัน

.

.

.

.

.

[ – Omake – ]

.

.

.

.

.

น็อคทิสกำลังยืนพิงรั้วระเบียงของห้องพักอย่างสบายอารมณ์ อัมบราได้รับสมุดบันทึกจากเขาและเดินทางนำพามันกลับไปหาผู้เป็นเจ้าของเรียบร้อยแล้ว

ตอนนี้เขากำลังเฝ้ามองดูแสงอาทิตย์ยามเย็นสีส้มอมแดงที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า จากมุมมองบริเวณห้องพักของเขา ความสูงระดับนี้ทำให้ผู้คนมากมายที่กำลังเดินไปมาบนท้องถนนภายในเมืองอินซอมเนียดูเล็กจิ๋วไปถนัดตา

เจ้าชายหนุ่มมัวแต่เพลิดเพลินกับการเฝ้ามองชีวิตของคนอื่นด้วยความสนใจก่อนที่บานประตูห้องพักของเขาจะเปิดออก

คนที่เดินเข้ามาในห้อง คือ อิกนิส ซึ่งไม่น่าแปลกใจเท่าไร ราชเลขานุการมักมาที่อพาร์ทเมนต์ของน็อคทิสเป็นประจำเพื่อช่วยดูแลในเรื่องอาหารกินและงานบ้านงานเรือนที่องค์รัชทายาทไม่ค่อยจัดการให้เป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากนี้อิกนิสยังคอยเขียนสรุปและนำส่งรายงานความเคลื่อนไหวและเหตุการณ์สำคัญๆทางการเมืองที่เขาควรทราบในฐานะว่าที่ราชาแห่งราชบังลังค์ลูซิสมาให้น็อคทิสเสมอๆแม้จะไม่ได้พักอยู่ในซิทาเดลแล้วก็ตาม

เจ้าชายหนุ่มกำลังจะอ้าปากทักทายคนสนิทที่เพิ่งมาถึงแต่กลับจับสังเกตุได้ว่าสายตาคมกริบของอิกนิสนั้นไม่ได้จับจ้องมาที่ตัวเขาเลย!

ชายหนุ่มผมสีคาราเมลเหลือบมองกองกระดาษที่ถูกขยำทิ้งเรี่ยรายไว้บนพื้นก่อนจะหันมาตั้งคำถามกับเจ้าของห้องว่าขยะพวกนั้นคืออะไร

เจ้าชายหนุ่มถึงกับแอบสบถในใจ…เขาลืมเก็บกวาดให้เรียบร้อยหลังจากส่งอัมบรากลับไปแล้ว และอิกนิสก็ไม่ชอบความไม่เป็นระเบียบแบบนี้

แม้ว่าน็อคทิสจะรีบพุ่งตัวไปกวาดก้อนกระดาษพวกนั้นลงถังขยะอย่างว่องไวประหนึ่งใช้พลังวาร์ปสไตร์คไปเก็บแต่เขาหนีไม่พ้นเสียงบ่นหึ่งๆของที่ปรึกษาตนเองอยู่ดีว่าทำไมถึงชอบทำห้องรกรุงรังแบบนี้ทำเอาน็อคทิสแทบอยากวาร์ปพุ่งตัวหนีเสียงบ่นนั้ออกนอกระเบียงห้องกันเลยทีเดียว

.

.

.

.

.

[Ficlet] Novelber Day 16: Hope

Day 16: Hope

Disclaimer: This is work of fan fiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer doesn’t claim any ownership over them

.

.

.

.

.

เมื่องแสงอาทิตย์อัสดง รัตติกาลอันไร้สิ้นสุดมาเยือน ฟากฟ้ามืดครึ้มด้วยม่านหมอก แสงสว่างถดถอยจนกลายเป็นมืดมิด เหล่าปีศาจร้ายออกอาละวาดเข่นฆ่าผู้คนอย่างไร้ปราณี

มนุษย์ที่ยังเหลือรอดชีวิตต่างพากันมารวมตัวที่ปราการแห่งสุดท้ายอันเป็นสถานที่ที่ยังมีกระแสไฟฟ้าช่วยขับเคลื่อนชีวิตให้เดินหน้าต่อไป แสงสว่างที่ยังหลงเหลือช่วยขวางกั้นปีศาจไม่ให้กล้าล่วงล้ำเข้ามา

กองกำลังแห่งองค์ราชาร่วมมือกับประชาชนต่อสู้เพื่อปกป้องความหวังแห่งโลกอีออสเอาไว้

เหล่าผู้ศรัทธาต่างสวดภาวนาแม้ยามนี้โลกจะสูญสิ้นสายเลือดแห่งเทพพยากรณ์ไปแล้ว แต่ความหวังและความเชื่อมั่นในตัวราชาแห่งองค์ราชันผู้หลับใหลอยู่ภายในผลึกคริสตัลเพื่อรวบรวมพลังชำระล้างยังคงไม่จางหาย

เมื่อใดที่ราชาผู้ถูกเลือกตื่นขึ้น ความมืดทั้งมวลจะถูกปัดเป่าไป แสงตะวันสีทองจะทอประกายจับที่ขอบฟ้า

‘เธอ’ ยืนมองโลกที่พังพินาศราวกับถึงกาลดับสูญเบื้องหน้า แม้ไร้ซึ่งความความทรงจำว่าตนเองเป็นใครแต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในสมองแสนว่างเปล่าคือเธอต้องปกป้องผู้คนและบ้านของเธอ

เธอคือดาบแห่งองค์ราชัน และเธอจะเฝ้ารอวันที่พระราชาของเธอเสด็จกลับมาอย่างมีความหวัง รุ่งอรุณจะมาเยือนหากทุกคนร่วมแรงกันต่อสู้และไม่หมดหวังหมดศรัทธา

.

.

.

.

.

[Ficlet] Novelber Day 15: Cage

Day 15: Cage (กักขัง)

.

.

.

.

.

แด่ “เธอ” ผู้ถูกจองจำอิสรภาพและพันธนาการด้วยโชคชะตามาตลอดทั้งชีวิต

ขอให้ทั้ง “เธอ” และ “เขา” ได้พบความสุขสมหวังในอีกภพชาติ

ไม่ต้องแบกรับความทุกข์ขมขื่นระทมแสนหนักหนา

ปราศจากการพลักพราก การจากลาและคราบน้ำตาอีกต่อไป

.

.

.

.

.

15 November xxxx

ถึง ลูน่าเฟรย่า น้องสาวอันเป็นที่รักยิ่ง

พี่ตั้งใจเขียนจดหมายฉบับถึงเธอที่อยู่ไกลจากพี่ไปหลายแสนไมล์ ไม่รู้ว่ากว่าจดหมายฉบับจะถูกส่งถึงมือของเธอพี่จะยังมีลมหายใจได้ยืนอยู่ในโลกใบเดียวกับเธอหรือไม่

เวลาผ่านไปรวดเร็วหรือเกินจนพี่อาจหลงลืมอะไรไปหลายอย่าง ให้ย้อนคิดดูพี่ยังคงระลึกถึงเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของพวกเราสองคนในทุ่งดอกไม้ตอนวัยเยาว์ พวกเราฟังท่านแม่เล่านิทานและอ้อมกอดอบอุ่น พี่มักอิจฉาน้องเวลาที่ท่านแม่กอดเธอไว้นานกว่าที่กอดพี่แต่พี่ก็เข้าใจเพราะอนาคตของเธอมันแสนหนักหนากว่าที่คนทั่วไปจะแบกรับมันเอาไว้ได้

ถึงแม้เราจะเติบโตขึ้นและมีความคิดที่แตกต่างกันไป แต่พี่อยากบอกน้องให้รู้ว่า ไม่มีวันไหนเลยที่พี่ไม่คิดถึงและห่วงหาอาทรในตัวน้อง น้องอาจจะมองว่าพี่แข็งกร้าวเย็นชาแต่พี่จำเป็นต้องทำ ชีวิตในเงื้อมมือจักวรรดิไม่ใช่เรื่องง่าย พี่ไม่มีทางเลือกอื่นที่จะสามารถต่อกรปกป้องทุกคนที่บ้านของเราได้ แต่ขอให้เชื่อในตัวพี่ว่าพี่จะพยายามทำทุกวิถีทางที่พอจะทำได้เพื่อช่วยให้น้องบรรลุสิ่งที่ตั้งใจไว้

นับตั้งแต่บ้านของเราถูกจักวรรดิยึดครองไว้มันน่าเศร้ายิ่งนักที่เราทั้งสองคนถูกกักขังไว้ในกรงทอง พวกเราถูกพรากจากอิสระที่มองเห็นเบื้องหน้าแต่ไม่อาจไขว่คว้าเอาไว้ได้ และเธอต้องแยกจากคนที่เธอรักทั้งหัวใจเพราะหน้าที่ที่เหนี่ยวรั้งไว้ มันช่างเจ็บปวดเหลือจะบรรยายได้ที่พี่ต้องทนเห็นน้องสาวของพี่ทุกข์ใจ

อดีตแสนเลวร้ายคือสิ่งที่ผูกรัดพี่เอาไว้กับความขมขื่นแต่สำหรับเธอแล้วอนาคตแสนเศร้าคือพันธนาการที่ทำให้เธอทุกข์ระทม

พี่ได้แต่ภาวนาให้สิ่งที่พี่เพียรทำอยู่จะช่วยปลดโซ่ตรวนแห่งโชคชะตาและเงื้อมมือของพวกจักรวรรดิที่ร้อยรัดพวกเราทั้งสองคนเอาไว้ในความมืดมิดเช่นนี้ได้

วันหนึ่งในภายภาคหน้าพี่วาดหวังว่าพี่จะมีโอกาสได้เห็นน้องสาวตัวน้อยของพี่ยิ้มอย่างสุขใจและมีความสุขกับชีวิตที่น้องได้เลือกเอง ไม่ต้องถูกจองจำด้วยภาระที่น้องแบกรับอย่างไม่มีทางเลือก ได้ใช้ชีวิตอิสระท่ามกลางผู้คนรักน้องและคนที่น้องได้มอบหมดหัวใจ

พี่ได้แค่สวดอ้อนวอนต่อเทพเจ้าให้พี่ยังมีเวลาที่ยืดยาวมากพอจะได้เห็นวันนั้นของน้องด้วย

รักและเป็นห่วง

จาก พี่ชายของเธอ เรวุส น็อกซ เฟลอเร็ท

เสียงฮัมเพลงอารมณ์ดีของราชทูตและที่ปรึกษาส่วนพระองค์ในองค์จักรพรรดิของจักรวรรดินิฟเฟิลไฮม์ดังแว่วกังวานชัดเจน ร่างสูงใหญ่โดดเด่นเดินยักย้ายทอดน่องวนรอบโต๊ะทำงานของผู้บัญชาการทหารแบบไร้ซึ่งความเกรงอกอกใจใด สายตาสีอำพันซุกซนจะจับจ้องถ้อยคำพรรณนาที่ร้อยเรียงยาวบนหน้ากระดาษในมือก่อนที่รอยยิ้มแสยะจะวาดขึ้นบนกลีปปากหยักได้รูปใต้หนวดสั้นหรอมแหร่มนั้น

ช่างน่าเศร้าเหลือเกินที่ทั้งเทพพยากรณ์และพี่ชายของเธอจะไม่มีวันได้เห็นภาพความฝันแสนสงบสุขนั้นอีก…

วิญญาณดวงหนึ่งได้ลอยลับไปท่ามกลางกระแสคลื่นที่พัดโหมรุนแรงในอัลทิสเชีย

อีกดวงหนึ่งเพิ่งได้รับการปลดปล่อย…ไม่สิ ได้รับการกำเนิดใหม่และถูกคุมขังอยู่ในกรงมืดทึบมิดชิดใต้ปราการเซคนอทัส กำลังกรีดร้องอย่างทรมานเฝ้ารอองค์ราชาแห่งดวงดาวมาช่วยปลดปล่อย

แผ่นกระดาษที่เรวุสตั้งใจร้อยเรียงถึงน้องสาวของเขาถูกวางกลับบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่เงียบร้าง

จงมาเถิดราชาแห่งแสงสว่าง

จงมาและยอมรับความพ่ายแพ้ต่อความมืดที่ผูกรักทุกดวงวิญญาณเอาไว้!!

.

.

.

.

.

[Ficlet] Novelber Day 14: Whisper

Day 14: Whisper (เสียงกระซิบ)

Disclaimer: This is work of fan fiction based on Final Fantasy XV Universe copyrighted by Square Enix. Writer doesn’t claim any ownership over them.

.

.

.

.

.

น็อคทิสกำลังทำการทดลองอะไรบางอย่างที่เขาได้ฟังมาจากพร้อมโต้

เพื่อนสนิทตัวดีของเขาเล่าให้ฟังว่าตัวเองได้อ่านเจอจากนิตยสารที่จุดแวะพักข้างทางว่าถ้าเราแอบกระซิบใส่หูคนที่กำลังอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่นแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นเขาจะมีความคิดหรือทำตามที่เสียงกระซิบนั้นบอกไว้

ในหนังสือยกตัวอย่างเคสของหญิงสาวคนหนึ่งทั่แต่งงานกับสามีมานานแต่ภายหลังสามีของเธอมีอาการปึงปังเย็นชาใส่เธอตลอด เธอได้รับคำแนะนำจากเพื่อนว่าให้ใช้เทคนิคกระซิบข้างหูนี้ดู เธอจึงตัดสินใจทำตามลองแอบกระซิบข้างหูของสามีเธอว่า “ได้โปรดรักฉัน” ในตอนกลางคืนหลังจากสามีเธอเข้านอนแล้ว ในวันรุ่นขึ้นสามีของเธอก็มีพฤติกรรมที่แปลกไป เขากลับมาเอาอกเอาใจใส่เธออีกครั้งแถมยังชักชวนเธอไปทานอาหารเย็นสุดหรูทั้งๆที่เขาไม่ทำมานาน หลังจากนั้นเธอก็กระซิบคำนี้ที่ข้างหูสามีทุกคืนและความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ดีขึ่นเรื่อยๆจนตอนนี้เธอกับสามีกำลังจะไปฮันนีมูนรอบที่สองหลังแต่งงาน

มันอาจฟังดูเป็นเรื่องบ้าบอไร้สาระแต่น็อคทิาดันเกิดปิ๊งไอเดียดีๆขึ้นมาได้

ถ้าเขาสามารถใช้วิธีกล่อมอิกนิสให้ไม่ต้องบีบบังคับให้เขากินผักได้ละ!!!

คืนนั้นเจ้าชายหนุ่มนอนพลิกไปพลิกมาภายในเต้นท์อย่างกระวนกระวายปนตื่นเต้นในขณะที่ทั้งกลาดิโอ้และพร้อมโต้ต่างหลับสนิทไปนานแล้ว เขาแอบเงี่ยหูฟังเสียงอิกนิสล้มตัวลงนอนก่อนที่อีดฝ่ายจะเริ่มหลับนิ่ง มีเพียงเสียงลมหายใจเบาๆเป็นจังหวะช้าๆ

เมื่อรอบข้างกายเงียบลงน็อคทิสค่อยๆสะบัดผ้าที่อิกนิสอุตส่าห์ช่วยเอามาคลุมตัวเขาไว้ไม่ให้โดนอากาศเย็นตอนกลางคืนไปข้างตัว ร่างเพรียวในชุดเสื้อยืดสีดำกับกางเกงห้าส่วนลุกขึ้นช้าๆก่อนจะพยายามก้าวขาข้ามลำตัวใหญ่ของกลาดิโอ้ไปอย่างยากลำบาก แถมน็อคทิสเกือบสะดุดล้มหน้าคะมำด้วยความตกใจเพราะจู่ๆพร้อมโต้ดันละเมอโวยวายลั่นขึ้นมาตามด้วยเสียงหัวเราะ หลังจากยืนปลอบใจตัวเองอยู่ยกใหญ่พร้อมทั้งนึกคาดโทษเพื่อนตัวดีในใจเจ้าชายหนุ่มก็ค่อยๆขยับเข้าไปใกล้ร่างโปร่งที่นอนทอดตัวยาวอยู่ที่มุมเต้นท์

น็อคทิสหรี่ตาพยายามเพ่งมองใบหน้าของอิกนิสที่ปราศจากแว่นตาอย่างไม่คุ้นเคยเท่าไรท่ามกลางความมืดสลัวในเต้นท์แคบๆหลังนี้ ถึงจะอยู่ด้วยกันมานานแต่หน้าเปล่าๆไร้สิ่งบดบังแบบนี้ของอิกนิสก็ถือเป็นภาพหายาก แถมนี่เป็นภาพช่วงที่อีกฝ่ายกำลังนอนหลับด้วยแล้วเรียกได้ว่าเป็นช็อตSSRเลยก็ว่าได้ ถ้าไม่ติดว่ากล้องของพร้อมโต้แบตเตอรี่หมดอยู่น็อคทิสคงต้องได้แอบถ่ายรูปเก็บสักสองสามที

ชายหนุ่มเหลือบซ้ายแลขวารอบหนึ่งก่อนจะค่อยๆย่องไปหาคนตัวสูงแล้งเบียดตัวเองลงในที่ว่างแคบๆข้างๆตัวอิกนิส ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของเด็กหนุ่มยื่นเข้าไปใกล้คนที่กำลังหลับสนิทอยู่พร้อมกับยกมือขึ้นโบกซ้ายโบกขวาไปมาเหนือหน้าอิกนิสเป็นการตรวจสอบว่าอีกคนนั้นหลับนิ่งแน่ๆและจะไม่ตื่นขึ้นมาสร้างความตกใจให้เขาอีก…เห็นไหมเขาออกจะรอบคอบ!

เมื่อเห็นว่าที่ปรึกษาหนุ่มไม่มีวี่แววจะตื่นขึ้น เจ้าชายหนุ่มก็รีบโน้มหน้าลงไปที่ข้างใบหูของคนที่หลับใหล น็อคทิสรีบกระซิบอย่างรวดเร็วว่า ‘น็อคทิสไม่กินผัก’ สองสามครั้งและเมื่ออิกนิสเริ่มทำส่งงัวเงียเหมือนรำคาญเสียงรบกวนและพลิกตัวคล้ายจะตื่นขึ้นมาน็อคทิสก็ร้อนรนรีบผุดลุกขึ้นแล้วกระโดดกลับไปยังที่นอนส่วนของตนเองแต่ดันสะดุดขาพร้อมโต้จนล้มหน้าทิ่มลง

น็อคทิสรีบคว้าเอาผ้าห่มมาคลุมแล้วซุกตัวลงกับที่นอนนิ่งๆทำตัวให้เงียบที่สุดเพื่อรอดูว่าจะมีใครตื่นขึ้นมาเพราะเสียงอึกทึกของเขาหรือไม่ หลังจากนอนนิ่งนานพอสมควรและยังไม่เห็นวี่แววว่าจะใครตื่นเจ้าชายตัวดีก็รู้สึกโล่งใจปล่อยตัวเองตามสบายเข้าสู่นิทราฝันหวานอย่งกระหยิ่มใจสุดๆ

พรุ่งนี้แน่นอนว่าต้องไม่มีผักในจนอาหารเช้าของเช้าแน่นอน!!

กว่าน็อคทิสจะลุกขึ้นมาพระอาทิตย์ฉายแสงสว่างสดใสกับท้องฟ้าสีครามที่เบิกบานไร้เมฆหมอกมาบดบัง เจ้าชายหนุ่มขยี้ตางัวเงียด้วยความรู้สึกเพลียอ่อนล้าจากการที่เมื่อคืนนอนดึกกว่าปรกติจนพร้อมโต้ต้องมุดเข้ามาในเต้นท์แกล้งก่อกวนเขาให้ตื่นนอนเต็มตา

กลิ่นหอมของอาหารเช้าลอยแตะปลายจมูกโด่งรั้นทันทีที่น็อคทิสเยี่ยมหน้าออกไปด้านนอกเต้นท์สนามทำเอาเขาอดตื่นเต้นไม่ได้ว่าเช้าวันนี้อิกนิสจะทำอะไรให้กินเรียกพลังในยามเช้าสดใสแบบนี้

ซุปใสร้อนกรุ่นอุดมไปด้วยผักและเห็ดหลากหลายชนิดถูกเสิร์ฟขึ้นบนโต๊ะพร้อมรับประทาน กลิ่นหอมของซุปที่ถูกเคี่ยวอย่างพิถีพิพันปรุงรสมากลมกล่อมช่างเย้ายวนให้คนหิวทั้งหลายน้ำลายสอได้ไม่ยาก….แต่ไม่ใช่กับน็อคทิส!!!

เจ้าชายหนุ่มโวยหนักว่าเพราะอะไรมื้อเช้าที่เขาคาดหวังจึงกลายเป็นซุปผักล้วนแบบนี้ได้ เขาควาดหวังว่ามื้อเช้าอาจจะเป็นเมนูปลาหรือเนื้อย่างเสียบไม้เลิศรส อย่างเลวร้ายสุดก็ควรเป็นแซนวิชง่ายๆแต่ไม่ใช่ผักล้วนแต่เช้าแบบนี้

คนเกลียดผักเข้าเส้นโวยวายหน้าบูดบึ้งไม่หยุดแต่ก็จำใจต้องกล้ำกลืนกินเข้าไปเพราะไม่งั้นจะเขาจะต้องหิวโหยไม่มีแรงจนกว่าจะเที่ยงวันเลยทีเดียว

น็อคทิสผะอืดผะอมกับซุปผักจนเกือบหมดชามจนกระทั่งลอบสังเกตุเห็นสีหน้าขบขันของพ่อครัวใหญ่ที่แกล้งนั่งนิ่งไม่สะทกสะท้านใดๆอยู่ ฝั่งตรงข้ามตนเอง มือขาวในถุงมือหนังสีเงินประคองชามซุปตักขึ้นทานอย่างเรียบร้อยอย่างไม่ทุกข์ร้อนแต่ข้างมุมปากกลับจุดยิ้มบางๆแบบไม่น่าไว้วางใจ

ดวงตาสีเขียวเจือฟ้าของที่ปรึกษามาดนิ่งสบเข้ากับม่านตาสีไพลินของเจ้าชายฉายแววรู้เท่าทันแบบที่น็อคทิสอดรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งแขนไม่ได้

ดูเหมือนอิกนิสจะรู้ว่าเมื่อคืนคนทำเสียงวุ่นวายจะเป็นเขา…และดูเหมือนอีกฝ่ายจะได้ยินคำที่เขากระซิบกระซาบไปแบบแจ่มชัดเลยทีเดียว!!

น็อคทิสรู้สึกหน้าชาวาบอายจนแทบอยากจะเอาตัวเองมุดลงไปในดินเสียตอนนั้น

เขาแค่ไม่อยากกินผักสุดท้ายเลยถูกคนสนิทดัดหลังให้กินผักแต่เช้าแทน!

เฮ๊ย! นี่มันไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่น่า!!!

.

.

.

.

.

[Drabble] – FFXV: ArdynPrompto

..

..

..

ที่ปรึกษาร่างสูงใหญ่จุดยิ้มซุกซนพลางเดินวนเวียนรอบๆเสาเหล็กเย็นเยียบที่มัดตรึงเด็กหนุ่มผมทองเอาไว้แน่นหนาภายในห้องที่ปิดทึบ ม่านตาสีอำพันเหมือนดวงตาของแมวร้ายวาววับจับจ้องใบหน้ากระจ่างที่เปรอะเปื้อนคราบสกปรกมอมแมมจนบดบังความสวยงามนั้นเอาไว้อย่างขัดใจ

มือหนาสวมถุงมือคลี่ดึงผ้าเช็ดหน้าราคาแพงออกมาเช็ดซับหยดเหงื่อและคราบดำนั้นออกอย่างเบามือ เค้าโครงหน้าของเด็กหนุ่มที่ยังคงสลบไสลอยู่นั้นช่างละม้ายคล้ายกับเวิร์สเทลในวัยหนุ่มไม่มีผิด

สมแล้วที่เป็นสายเลือดเดียวกัน!

แต่ต่างกันตรงที่ใบหน้าของเวิร์สเทลเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและทะยานอยากจนเขาหมดความสนใจไป แต่กับสิ่งมีชีวิตเล็กๆตรงหน้านี้…ช่างดูเปรอะบางและน่าทำให้แหลกสลายลงไปเสียเหลือเกิน!

ชายวัยกลางคนเขยิบชิดร่างที่ถูกตรึงไว้ จมูกทรงขอแนบเข้าตรงจุดชีพจรที่กำลังขยับเต้นเบาๆตรงซอกต้นคอขาวเนียนพร้อมกับดอมดมกลิ่นไอบริสุทธิ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกลิ่นของแสงแรกของดวงตะวันในยามเช้า ลิ้นร้อนชื้นตวัดเลียรสชาติเค็มพร่าของเหงื่อไคลผสมผสานกับรสสนิมของหยาดเลือดที่ไหลซึม

กายสูงใหญ่ใต้คลุมสีเข้มเลื่อนมือลงไปโอบรั้งช่วงเอวผอมบางของคนที่ยังไม่ได้สติให้สะโพกของคนที่อ่อนวัยกว่าแนบชิดเสียดสีกับด้านหน้าของตนเองถนัดถนี่ขึ้น

รสชาติความใสสะอาดของเด็กน้อยทำให้เขามึนเมาและคลุ้มคลั่ง!!

ที่ปรึกษายิ้มร้ายก่อนที่ละหน้าของตนเองออกมาจากช่วงคอขาวเพรียว ใบหน้ากร้านมีหนวดเครารุงรังแยกเขี้ยวน้อยๆก่อนจะตวัดเลียริมฝีปากตัวเองอย่างหิวกระหายยามที่เพ่งมองใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ดวงตาสีฟ้าใสกระจ่างยังคงหลับนิ่งสนิท

ฝ่าพระบาทคงมิว่ามิกระไรหากเขาอยากจะหาอะไรทำเล่นแก้เหงา ถือเป็นการทำกิจกรรมฆ่าเวลาระหว่างรอฝ่าพระบาทมารับตัวเพื่อนสนิทของพระองค์กลับไปก็แล้วกัน

..

..

..