[Drabble] Final Fantasy XV

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: Noctis Lucis Caelum (TYL) x Ravus Nox Fleuret

Genre: Alternate Universe , Out of main story, No plot

เน้นกาวและความไร้สติไร้สตางค์ แต่งแบบไม่เน้นความจริงใดๆในโลกอีก //ยื่นทินเนอร์ให้คนอ่าน

=======

.

.

.

.

.

.

ดวงตาสองสีจ้องเขม็งมองดูชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำเข้มตัดเย็บอย่างปราณีตไม่วางตา อีกฝ่ายถึงแม้จะยังดูตัวผอมเพรียวแต่เขาสังเกตุได้ว่ารูปร่างสมสัดส่วนใต้ผืนผ้าเนื้อดีนั้นอุดมไปด้วยมัดกล้ามสมบูรณ์แบบคนที่ออกกำลังสม่ำเสมอ

แววตาระแวงหรี่มองใบหน้าที่คมคายที่แลดูคุ้นตาเสียเหลือเกิน คนตรงหน้าช่างละม้ายคล้ายคลึงกับเจ้าชายรัชทายาทแห่งลูซิส เสียแต่ภาพในความทรงจำของเรวุสที่มีนั้นเป็นใบหน้าของเด็กหนุ่มอ่อนเยาว์กับใบหน้าสะอาดเกลี้ยงเกลาออกจะเจ้าสำอางค์นิดๆกับทรงผมซอยสั้นติดต้นคอที่มักถูกจับทรงให้ชี้ระไปด้านหลังไม่ใช่ชายหนุ่มที่รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนอายุปาไปสามสิบปีแถมใบหน้ามีหนวดเครารุงรังกับทรงผมสั้นที่เหมือนโดนจัดทรงปัดไว้ลวกๆแบบนี้ แถมสีหน้าของเด็กหนุ่มในห้วงความคิดนั้นยังคงเป็นสีหน้าเฉื่อยฉาง่วงนอนประหนึ่งจะสามารถปิดสวิทช์ตัวเองแล้วหลับลงไปในวินาทีใดวินาทีตลอดเวลา แต่คนตรงหน้านี้ไม่ใช่สีหน้านิ่งสงบ แลดูสุขุมมีเค้าหน้าจากท่านรีจิสแบบนั้น….ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนน็อคนิส ลูซิส เคลัมที่เขาเคยรู้จักเลยสักนิด!

พลันใบหน้าขาวที่มีหนวดสั้นแซมประปรายตามสันกรามแกร่งก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างขบขันกับสีหน้าเคลือบแคลงสงสัยอย่างโจ่งแจ้งของคนที่มองดูเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าแล้วกลับจากเท้าขึ้นไปศีรษะอีกรอบราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง รอยยิ้มบางๆอบอุ่นแย้มออกยิ่งทำให้ดวงหน้าแสนคุ้นเคยนั้นดูนุ่มนวลละมุนละไมจนจิตใจคนมองถึงกับสั่นวูบไหว

เรวุสถึงกับเผลอลืมหายใจไปแวบนึงก่อนจะครางออกมาเมื่อลูกแก้วสองสีนั้นประสานเข้ากับอัญมณีสีครามที่วาววับที่เต็มไปด้วยประกายตาแพรวพราวราวกับรู้เท่าทัน…ดวงหน้านั้นยังคงเค้าโครงเดิมของเด็กหนุ่มอ่อนวัยที่เขาเคยชังน้ำหน้ามาตลอดแน่นอน!!

ไอหมอนี่คือเจ้าชายเด็กหน้าละอ่อนที่เขาเคยปรามาสไว้ว่าไม่มีความเหมาะสมกับลูน่าเฟรย่า น้องสาวคนเดียวของเขาเลยสักนิดตอนที่รู้ข่าวว่ามีเจ้าชายหนุ่มจากลูซิสแวะเวียนมาเกาะแกะน้องสาวของเขา

ตอนนั้นอารมณ์หวงน้องมันพุ่งพล่านจนไม่อาจห้ามได้…แต่จะโทษเขาได้หรือที่จะมองว่าน็อคทิสไม่คู่ควรกับลูน่า

น้องสาวของเขาเป็นถึงเจ้าหญิงแห่งเทเนไบรสูงส่งพ่วงด้วยตำแหน่งเทพพยากรณ์ผู้นำสาส์นจากทวยเทพมาสู่มนุษย์ ในขณะที่น็อคทิสยังเป็นแค่เจ้าชายหนุ่มไร้ผลงานใดๆ วันๆเอาแต่เกาะติดราชเลขานุการไซเอนเธียไม่ต่างกับแม่หมีลูกหมี พอมีปัญหาอะไรก็วิ่งตาลีตาเหลือกไปพร้อมกับสหายสนิทอาร์เจนทั่มเข้าไปร้องกระแง้วๆขอความช่วยเหลือจากราชองครักษ์ตัวโตตระกูลอามิซิเทีย

ว่าง่ายๆก็คือตอนนั้นน็อคทิสทั้งไร้น้ำยา ไร้ความสามารถ ไร้ความน่าเชื่อถือใดๆทั้งสิ้น แบบนี้จะให้เขาที่ดำรงตำแหน่งสูงถึงผู้บัญชาการกองทหารหมื่นแสนของจักรวรรดินิฟเฟิลไฮม์รู้สึกไว้วางใจกล้าฝากผีฝากไข้น้องสาวเขาให้กับเด็กหนุ่มปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นนั้นได้หรือ

ดังนั้นทุกครั้งที่น็อคทิสแอบลักลอบติดต่อเข้ามาหาลูน่าเฟรย่า เขาจึงต้องออกโรงกีดกั้นทุกวิถีทาง เมื่อน็อคทิสโทรศัพท์มาหาเขาก็แกล้งมารับสายเองป้องกันไม่ให้ลูน่าสามารถรับสายคุยกับอีกฝ่ายได้ ถ้าน็อคทิสส่งจดหมายมาให้ เขาก็แกล้งเอาจดหมายไปโยนให้อัมบรากับพรายน่าแทะเล่นแล้วเอาตัวรอดจากน้องสาวไปแบบสบายๆด้วยการโทษว่าเพราะเจ้าหมาน้อยทั้งสองตัวที่เป็นคนทำลายจดหมายนั้น

แต่แล้วจู่ๆการติดต่อทั้งหมดทั้งมวลก็หายไปสร้างทั้งความประหลาดใจและสบายใจที่ในที่สุดเจ้าชายหนุ่มน้อยก็ยอมพ่ายแพ้ให้กับการเป็นก้างขวางคอของเขา ได้ยินแว่วๆมาจากพวกสายที่ส่งต่อๆกันมาว่าราชารีจิสทรงละอายพระทัยที่รัชทายาทมีแต่คนปรามาสว่าไม่เอาอ่าวยิ่งนักจึงตัดสินใจส่งพระราชโอรสสุดที่รักพระองค์เดียวให้ออกเดินทางไปฝึกฝนตนเองไปทั่วอีออสทำให้ข่าวคราวของเจ้าชายน็อคทิสค่อยๆห่างหายจากแวดวงซุบซิบของชนชั้นสูงไปสักพักใหญ่ๆจนเรวุสเองก็เริ่มลืมเรื่องของเจ้าชายหนุ่มน้อยไปด้วยความมีเขาเองก็มีภาระหน้าที่การที่ยุ่งวุ่นวายไม่น้อยในแต่ละวันจนกระทั่งจู่ๆอีกฝ่ายกลับมายืนปรากฎตัวตรงหน้าอย่างไม่มีที่มาที่ไปแถมยังส่งยิ้มเผล่มาให้เหมือนทองไม่รู้ร้อนแบบนี้

ให้ตายสิ ทำไมโตเร็วแบบนี้!! เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนของคนตรงหน้าเช่นนี้แล้วเรวุสอดไม่ได้ที่จะต้องแอบสบถในใจ

น็อคทิสไม่ใช่แค่หนุ่มน้อยวัยรุ่นหน้าละอ่อนที่เขาเคยสบประมาทว่าไร้น้ำยาอีกแล้ว คนตรงหน้าคือชายหนุ่มที่เติบโตและพร้อมจะก้าวขึ้นเป็นราชาอย่างสมบูรณ์

ถึงอย่างนั้นแต่…แต่อีกฝ่ายก็ยังเตี้ยกว่าเขาอยู่ดีละหน่า!!

นิดๆหน่อยๆเรวุสก็เอา เขาเป็นพวกเจ้าคิดเจ้าแค้นกัดไม่ปล่อยง่ายๆจนโดนอาร์ดีน เสนาบดีใหญ่ของนิฟเฟิลไฮม์แซวเอาบ่อยๆ

น็อคทิสขยับย่างเข้ามาใกล้ร่างสูงโปร่งสะโอดสะองในชุดผู้บัญชาการสีขาวตัวยาวอย่างสุขุม ทุกๆฝีเท้าที่อดีตเจ้าชายหนุ่มหน้ามนก้าวเข้ามาประชิดเรวุสรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่ลอยอวลอยู่รายล้อมร่างในชุดสีรัตติกาลนั้น มันรุนแรงเกรี้ยวกราดทว่าโอบล้อมไปด้วยความสงบนิ่ง…ช่างเป็นพลังที่ขัดแย้งกันเสียเหลือเกิน!

เรวุสไม่รู้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาน็อคทิสต้องพบเจอกับอะไรมาบ้าง แต่ที่แน่ๆมันเปลี่ยนแปลงเด็กหนุ่มไร้ความสามารถคนหนึ่งให้กลายเป็นชายชาตรีแสนองอาจได้

ปลายรองเท้าหนังเรียวยาวสีดำขลับหยุดนิ่งเบื้องหน้าปลายเท้าที่สวมใส่เกราะเหล็กหนักหนา ดวงตาเรียวรีสีครามลุ่มลึกน่าหลงใหลคู่นั้นเงยขึ้นสบประสานกับลูกแก้วสองสีไม่เข้าคู่ที่หรี่มองกลับลงมาอย่างหวาดระแวงก่อนที่รอยยิ้มขบขันอ่อนโยนจะคลี่ประดับบนใบหน้าคร้ามนั้นยิ่งทำให้ดวงพักตร์ของเจ้าชายน็อคทิสทีสเน่ห์จับใจจนคนมองแอบใจเต้นแรงหมือนจะเป็นโรคหัวใจ….หากว่าอีกฝ่ายเป็นอิสตรีคงได้มีอ่อนระทวยล้มพับลงไปเพราะไม่อาจต้านทานรอยยิ้มนั้นได้แน่ๆ

“ฉันมารับราชินีกลับไปอินซอมเนีย” เสียงทุ้มเปล่งออกมาอย่างแน่วแน่มั่นคง

“หากเจ้าชายหมายถึงเจ้าหญิงลูน่าเฟรย่าหม่อมฉันเกรงว่าอาจจะไม่…”

“ฉันหมายถึงท่านต่างหากละ” น็อคทิสหลุดเสียงหัวเราะออกมาหลังจากพยายามกลั้นขำอยู่นาน

“หะ….” สมองที่ควรเป็นอวัยวะที่ใช้คิดไตร่ตรองกลับค้างเปลี่ยนสภาพเป็นรูปวงกลมหมุนวนโหลดดิ้งแบบตอนที่คอมพิวเตอร์ในกราเลียกำลังจะเสียไม่มีผิด

“นี่ไม่รู้หรือไงว่าคนอื่นเขาต้องสู้ออกไปฝึกฝนนานนับสิบปีเพื่อกลับมาหาท่านเลยนะ” น็อคทิสขยับตัวเข้ามาประชิดร่างของเรวุสที่นิ่งงันค้างเพราะช็อคหนักไปแล้ว ฝ่ามือหนาอบอุ่บลอบโอบช่วงเอวสอบเย้ายวนที่ตัวเองมักแอบหมายตามองทุกครั้งที่ร่างขาวนี้เดินผ่านกอนจะออกแรงดึงรั้งให้คนที่อายุมากกว่าเอนอิงเข้ามาตนเอง

“ตอนนี้ฉันพร้อมจะรับตำแหน่งราชาอย่างสมภาคภูมิแล้ว ฉันเลยต้องมารับราชินีของฉันก่อนอย่างไรเล่า”

รอยยิ้มน่าหลงใหลคลี่เหนือกลีบปากสีอ่อนก่อนที่ใบหน้าขาวแซมด้วยหนวดเครารำไรตามสันกรามแกร่งจะแหงนเงยขึ้นมา มือร้อนรุ่มเหมือนเปลวไฟประคองดวงหน้าขาวเกลี้ยงเกลาของผู้บัญชาการหนุ่มให้โน้มลงไปหาก่อนที่ริมฝีปากบางคู่สวยนั้นถูกครอบครองอย่างนุ่มนวล ความหยุ่นนิ่มลากละเลงดูดดุนไปบนปากของชายหนุ่มผมขาวสว่างก่อนที่จะส่งปลายชิวหาร้อนล่วงล้ำเข้าไปกวาดต้อนลิ้มลองรสชาติที่ตนเฝ้าใฝ่ฝันมานานนับปีๆอย่างเพลิดเพลิน

ทำไมจูบเก่งแบบนี้!!! เรวุสได้แต่ร้องประท้วงในใจ ชวนให้สงสัยว่าช่วงที่เจ้าตัวหายหน้าหายตาไปจากแวดวงสังคมชั้นสูงของอีออสน็อคทิสได้ไปฝึกฝนอะไรมาบ้าง

“กลับอินซอมเนียกันนะราชินีของฉัน!!!”

ให้ตายเหอะ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ไม่นะ!!!!!!!!

เรวุสถึงกับกรีดร้องในใจ

.

.

.

.

.

=======

Me: จบเหอะ ไร้สาระมาก แค่อยากแต่งโมเมนท์เรือผีของตัวเองเท่านั้นเอง 😂😂😂😂

[Drabble] Final Fantasy XV – King’s Sworn Shield

Title: King’s Sworn Shield

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Rating: G

Paring: Clarus Amicitia x Regis Lucis Caelum

แวะมาแจวเรือผีของตัวเองค่ะ *ปิดหน้าอาย* เขามีลูกมีเมียแล้วเรายังไม่วายอีกนะเนี่ย 😂😂

=====
เสียงเด็กทารกดังอ้อแอ้เป็นระยะๆมาจากเปลที่ตั้งอยู่ในห้องกว้างที่ประดับประดาด้วยข้าวขอเครื่องใช้สำหรับเด็กอ่อนมากมาย

บานประตูถูกผลักเปิดเข้ามาพร้อมกับร่างสามร่างที่ค่อยๆทยอยเดินเรียงกันเข้ามาด้านในอย่างระมัดระวัง คนแรกคือชายวัยสามสิบกว่าในชุดสูทสามชิ้นสีดำลายทางยาวสีขา และอีกสองคนที่เดินตามเข้าคือชายวัยไล่เลี่ยกับคนแรกในชุดขุนนางระดับสูงของอาณาจักรลูซิสที่ทั้งยาว หนัก และรุ่มร่ามที่เดินจูงเด็กชายตัวน้อยวัยราวๆสี่ขวบเข้ามาในห้อง

ชายผมดำคนแรกที่เดินเข้ามาหันไปสบตากับบุรุษผมสีบรูเน็ทยาวระต้นคอ ดวงตาสีเขียวลุ่มลึกคู่นั้นมีแววขบขันเมื่อสบประสานกับม่านตาสีฟ้าของฝั่งตรงข้ามจนคนถูกมองต้องแสร้งกระแอมไอขับไล่ความขวยเขิน

“เจ้ากระแอมไอทำไมคลารัส?” รีจิส…หรือตอนนี้ต้องเรียกว่าราชารีจิส ลูซิส เคลัม ราชาลำดับที่ 114 แห่งราชอาณาจักรลูซิสแกล้งถามเพื่อนสนิทของตนเอง

“เปล่าๆ…เอ่ย เปล่าพะยะค่ะ” เพราะความเคยชินทำให้คลารัสเผลอตอบกลับรีจิสเช่นเคยเหมือนตอนที่ชายหนุ่มยังเป็นแค่เจ้าชายและชอบออกไปท่องเที่ยวผจญภัยกับพวกพ้อง

“งั้นก็แนะนำน็อคทิสให้กลาดิโอลัสเขารู้จักสิ” ใบหน้าของคนเป็นราชาแย้มยิ้มบางๆเหนือริมฝีปากคู่สวยนั้นทำเอาคราลัส อามิซิเทีย ราชองครักษ์และสหายคนสนิทที่สุดได้แต่ถอนหายใจ

“กลาดิโอลัส นั่นคือเจ้าชายน็อคทิส” ชายหนุ่มเจ้าของร่างกายสูงใหญ่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อทรุดกายลงด้านข้างเด็กชายผมดำที่ดวงตาสีน้ำตาลแดงกำลังวาววับด้วยความอยากรู้อยากเห็น ใบหน้าเกลี้ยงเกลาคมสันพยักเพยิดไปทางเปลเด็กทารกที่ตั้งอยู่กลางห้อง

“เจ้าชายน็อคทิสหรือครับ?” เสียงสดใสของเด็กน้อยร้องถามยามที่เขาหันกลับมามองบิดาของตนเอง

“ใช่แล้ว ไม่ลองเข้าไปดูน้องชายของเจ้าใกล้ๆหน่อยละ” ฝ่ามือใหญ่แต่อบอุ่นของกษัตริย์หนุ่มโอบหลังเด็กน้อยพลางออกแรงรุนเบาๆให้เขาเดินตรงไปยังเปลที่เจ้าชายนอนทรงประทับนอนอยู่

กลาดิโอลัสในวัยสี่ขวบมีท่าทีลังเลแต่ก็ยอมเดินตรงไปที่เปล เด็กน้อยมีเหลียวหลังกลับมามองบิดาของตนเองแวบหนึ่งราวกับไม่มั่นใจว่าตนเองสามารถเข้าไปใกล้ๆเจ้าชายรัชทายาทพระองค์น้อยได้หรือไม่ก่อนที่คราลัสจะพยักหน้าลงเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กลาดิโอลัสจึงหมุนตัวกลับไปเดินต่อ

อันที่จริงแล้วเปลของรัชทายาทแห่งราชบังลังค์ลูซิสนั้นค่อนข้างสูง เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันทุกคนล้วนแต่ต้องเขย่งปลายเท้าหากอยากจะมองเห็นทารกน้อยในเปล แต่กับเด็กชายกลาดิโอลัสที่ได้รับอานิสงค์รูปร่างสูงใหญ่ตามคราลัสมาจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ 

เด็กชายผมสีดำสั้นเกรียนราวทรงทหารยืนเกาะขอบเปลพลางจ้องมองดูสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยที่กำลังนอนส่งเสียงอ้อแอ้อย่างตื่นเต้น “โหหห ทำไมตัวเล็กจังครับ ดูมือเขาสิ เล็กนิดเดียวเอง”

ดวงตาเล็กๆสีฟ้าเข้มคู่นั้นของทารกน้อยจ้องมองใบหน้าของเด็กชายเขม็ง น่าแปลกที่เขาไม่ร้องไห้งอแงแม้คนตรงหน้าจะเป็นคนแปลกหน้า กลาดิโอลัสลองยื่นนิ้วลงไปจิ้มผิวขาวนุ่มของเจ้าตัวน้อยในเปลอย่างนึกสนุกก่อนที่นิ้วสั้นๆของเขาจะถูกเจ้าชายน้อยจับเอาไว้อย่างอยากรู้อยากเห็น

“น็อคทิสเพิ่งเกิดได้ไม่นาน ก็ต้องตัวเล็กเป็นธรรมดาอยู่แล้ว…เป็นยังไงน้องชายเจ้าน่ารักหรือไม่กลาดิโอลัส?” ราชาหนุ่มแย้มสรวลพอใจเมื่อได้เห็นสีหน้าตื่นเต้นของเด็กชายผมดำ 

“ครับ น่ารักมาก” ดวงหน้าอ่อนเยาว์พยักหน้ารัวเร็วพร้อมรอยยิ้มกว้างไร้เดียงสา

“กลาดิโอลัส” คราลัสเอยเรียกชื่อบุตรชายคนโตของตนเองก่อนที่ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำหนักและยาวจะขยับก้าวเข้ามาประชิดเปลทารกน้อย ชายหนุ่มผู้สาบานตนเป็นโล่ห์ผู้คุ้มครองกษัตริย์แห่งลูซิสยอบตัวลงคุกเข่าด้านข้างเด็กชาย มือใหญ่ร้อนโอบอุ้มฝ่ามือของกลาดิโอลัสเอาไว้มั่น

“พ่ออยากให้เจ้าสัญญากับพ่อสักข้อจะได้ไหม” บิดาเอ่ยช้าๆแต่หนักแน่นกับบุตรชายของตนเอง “เมื่อเติบใหญ่ในภายภาคหน้า พ่อขอให้เจ้าจงรับหน้าที่ปกป้องคุ้มครองว่าที่ราชาแห่งอาณาจักรลูซิสจะได้ไหม?” 

ดวงตาน้ำตาลแดงคู่น้อยจ้องมองใบหน้าเคร่งขรึมองบิดาอย่างไม่ค่อยเข้าใจก่อนที่เด็กชายจะหันกลับไปมองทารกตัวจ้อยที่นอนอยู่กลางเปล

“ขอจงเป็นโล่ห์ผู้ปกปักรักษาดวงดาวพวกเรา ในภายภาคหน้าพ่ออยากให้เจ้าเป็นทั้งเพื่อนตายและผู้คอยชี้นำทางในยามที่เจ้าชายน็อคทิสทรงสับสนหาหนทางไม่เจอ”

“ท่านพ่อ…”

“การเป็นโล่ห์แห่งกษัตริย์คือพันธะ คือความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกัน หน้าที่นี้สำคัญยิ่งและไม่มีวันจบสิ้นจนกว่าความตาย…จะพรากเราฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปจากกัน”

ดวงตาสีฟ้าบนใบหน้าคมสันจ้องมองกลับไปยังจุดที่ราชของเขาประทับยืนอยู่ ร่างกายใหญ่โตค่อยๆยืนขึ้นจนยืดเต็มความสูงของตนเอง ม่านตาสีเขียวลุ่มลึกของชายในชุดสูทสีดำมีแวววูบไหวสะท้อนห้วงอารมณ์ลึกๆเพียงแวบเดียวก่อนที่มันจะกลับกลายเป็นนิ่งงัน

ตั้งแต่เด็กคราลัสสาบานว่าจะปกป้องและดูแลรีจิสและเขาก็ยึดมั่นในคำสัตย์สาบานนั้นมาตลอด เขาเคารพการตัดสินใจและทางเลือกของรีจิสทุกอย่าง ขอเพียงแค่ได้ยินเคียงข้างรีจิสและสนับสนุนให้รีจิสสามารถยืนหยัดบนพายุแห่งความแปรปรวนนี้ได้อย่างเข้มแข็งก็พอ..นี่คือหน้าที่ของโล่ห์ผู้ถวายชีวิตแด่ราชาที่เขารัก

รีจิสพยายามกดข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านในใจด้วยสีหน้าเรียบเฉย…เขาคือราชามีหน้าที่ต่อประชาชนที่พึงกระทำและตอนนี้สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใดคือ ความปลอดภัยของน็อคทิส

ท่ามกลางมรสุมการเมืองที่รุมเร้าและการกดดันรอบด้านจากจักรวรรดินิฟเฟิลไฮม์ มงกุฎบนศีรษะของเขานั้นไม่ต่างหลวดหนามแหลมคมในขณะที่ปลายเท้าของเขายืนเหยียบอยู่บนคมมีด

เหตุผลคือสิ่งที่เขาต้องใช้ในการตัดสินใจ อารมณ์และความรู้สึกของเขาคือสิ่งที่ต้องละเลยไป

“ท่านพ่อ…ข้ายินดี ข้าอยากปกป้องเขา” ท่ามกลางความรู้สึกอึดอัดที่โรยตัวลงรอบห้อง เสียงของเด็กชายกลาดิโอลัสช่วบดึงบรรยากาสอึมครึมกลับขึ้นมาอีกครั้ง

เด็กชายดูตื่นเต้นกับทารกน้อยน็อคทิสและดีใจที่จะได้เป็นช่วยดูแลปกป้องสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆที่ยังไม่อาจดูแลตัวเองได้

“โตขึ้น ข้าจะเป็นเข้าร่วมคราวน์การ์ดแบบท่านพ่อและข้าจะช่วยท่านปกป้องท่านรีจิสกับเจ้าชายน็อคทิสด้วยครับ”

รอยยิ้มบางแย้มบนใบหน้าของคราลัส เขาเอื้อมมือไปลูบกลุ่มผมสีมืดที่สั้นเกรียนนั้นอย่างเอ็นดู “ได้ยินแบบนี้พ่อก็ดีใจ”

เสียงบานประตูฝั่งตรงข้ามห้องเปิดเข้ามาพร้อมกับการปรากฎตัวของบรรดาแม่นมและนางกำนัลในวัง ทุกคนต่างรีบยอบตัวลงถวายความเคารพองค์ราชาอย่างนอบน้อม รีจิสที่แม้จะไม่พึงใจกับพิธีรีตองของชาววังมากนักแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาจึงเพียงแค่ยกมือปรามน้อยๆ

“พวกแม่นมมากันแล้ว งั้นพวกเราไปกันเถอะ พวกเธอจะได้ทำงานกันสะดวกๆ” ราชารีจิสตรัสขึ้นอย่างเคร่งครึม คราลัสพยักหน้าลงเห็นด้วยก่อนจะเอื้อมมือไปจูงกลาดิโอลัสออกห่างเปลบรรทมของเจ้าชายน้อย

เด็กชายยังคงเหลียวหลังกลับไปมองทารกน้อยที่บัดนี้ถูกแม่นมโอบอุ้มขึ้นมาแนบทรวงอกอย่างเป็นห่วงแม้เขาจะเดินมากับบิดาจนถึงประตูทางออกแล้ว

เมื่อเห็นอาการเช่นนั้น องค์ราชาจึงตรัสกับเด็กชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน”ไว้เราค่อยมาเยี่ยมน็อคทิสกันใหม่นะ”

กลาดิโอลัสตัวน้อยมีสีหน้าเศร้าสร้อยแต่ก็ยอมพยักหน้ารับคำก่อนที่เขาจะเดินออกไปพร้อมกับลอร์ดคราลัสและราชารีจิสแต่ไม่วายยังแอบโผล่หน้ากลับเข้ามาจากหลังบานประตูพร้อมกับโบกมือบ๊ายบายให้น็อคทิสเรียกเสียงหัวเราะเอ็นดูจากเหล่าแม่นมที่ยืนเรียงรายในห้องได้ไม่น้อย
“แล้วมาเล่นกันใหม่นะเจ้าชายตัวน้อย”

=====

[Drabble] Final Fantasy XV – Black Sheep

Title: Black Sheep

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Rating: PG

Main: Prompto Argentum (feat. Noctis Lucis Caelum & Ardyn Izunia)

Warning! แต่งตามอารมณ์หลังจากส่องเทรเลอร์DLC Episode Promptoจบ เนื้อหาอิงจากภาพในเทรเลอร์เอามายำใหญ่ใส่กาวกวนๆแล้วดมเองแบบงงๆค่ะ 

ป.ล. เนื้อหาจะไม่ตรงกับDLCทั้งหมดเพราะเราแต่งเอาไว้เล่นๆไว้ช่วงก่อนDLCออกนะคะ

=====

.

.

.

คนเราเลือกที่จะเกิดไม่ได้แต่คนเราเลือกที่จะเป็นได้ 

แค่พูดนะมันง่าย เพราะความจริงแล้วความจริงคือเงามืดที่เกาะติดเราไปทุกหนทุกแห่ง

หนีเท่าไรก็หนีไม่ได้ หลบอย่างไรก็ไม่มีทางพ้น

.

.

.

=====

สีขาวสว่างเจิดจ้าของกองหิมะขาวโพลนสะท้อนอยู่ในดวงตาสีฟ้าใสกระจ่างของเขา 

พรอมพ์โต้เกลียดเสียงทุ้มที่แสนนุ่มนวลชวนฟังแบบนั้นผู้ชายเจ้าของเรือนผมหนักศกสีไวน์แดง คำพูดเนิบนาบเชื่องช้าทว่าคมปลาบเหมือนใบมีดกรีดเข้าที่กลางก้อนเนื้อในช่องอก

“เจ้านะรู้ตัวเองมาตลอดว่าตัวเองพิเศษ…ไม่สิ ไม่ใช่พิเศษ ต้องเรียกว่าแตกต่าง แปลกแยก ไม่เข้าพวกกับคนอื่นมาแต่ไหนแต่ไรไม่ใช่หรือ?”

ใช่ เขารู้ตัวเองดีว่าตัวเองนั้นไม่เหมือนคนอื่นๆที่อยู่รายล้อมตัวเขา 

“เจ้ารู้มาตลอดว่าตัวเองเป็นแกะดำที่มีที่มาที่ไปแสนจะไม่ธรรมดา เพราะแบบนี้เลยไม่กล้าจะทำตัวสนิทสนมกับใคร”

เขาจะบอกใครได้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน ใครที่ไหนจะเข้าใจว่าเขาคือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้เกิดออกมาจากท้องแม่ด้วยความรัก แต่ก่อกำเนิดขึ้นจากหลอดแก้วและความทะเยอทะยานของคนบางคน

ใครจะเห็นใจสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาจากห้องทดลองของจักรวรรดินิฟเฟิลไฮม์ที่โหดเหี้ยมที่ไล่รุกรานเผาบ้านเมืองของคนอื่นอย่างไร้ความปรานี

“แต่สุดท้ายเจ้าก็เผลอหลงใหลไปกับเวทมนตร์ของเจ้าชายแห่งลูซิสเข้าสินะ ฮาฮาฮ่า”

แล้วเขาผิดหรือที่แอบรักคนที่ไม่อาจเอื้อมถึง  น็อคทิสช่างสูงส่งสง่างามและเกินกว่าที่เขาจะวาดฝัน

“โอ๊ะโอ๋ ความรักนะมันไม่ผิดหรอก แต่เจ้าคิดหรือว่าฝ่าพระบาทเองนะจะรับตัวประหลาดแบบเจ้าได้…เจ้าจะกล้าเอื้อมมือที่แสนโสมมนั้นไปแตะต้องเจ้าชายผู้สูงศักดิ์งดงามเช่นนั้นหรือ?”

เด็กหนุ่มผมทองรู้สึกถึงความร้อนวาบบนใบหน้าตกกระของตนเองด้วยความละอาย ร่างกายโปร่งเพรียวใต้เสื้อกันหนาวตัวใหญ่และหนักหนาเริ่มมีเหงื่อซึมออกมา พรอมพ์โต้ไม่เคยคิดว่าตนเองจะสามารถรู้สึกร้อนจนเหงื่อออกมากขนาดนี้ท่ามกลางน้ำแข็งและหิมะที่ลาดยาวออกไปสุดสายตาได้

เขาผิดหรือที่พยายามจะมีชีวิตใหม่ สร้างตัวตนของตนเองขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนความแปลกแยก มีชีวิตอยู่ในชื่อที่แตกต่างไปจากเดิม ได้พบเจอคนดีๆ เรียนรู้และเติบโตที่จะเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง และได้ตกหลุมรักคนคนหนึ่ง

แต่ทำไมคนคนนั้นถึงพยายามจะฆ่าเขา…หรือว่าคนคนนั้นจะไม่ต้องการเขาอีกแล้ว

หรือว่าน็อคทิสจะรู้ความจริงแล้วตัวเขานั้นคือข้อผิดพลาดที่มีที่มาอันแสนดำมืด?

“ครั้งสุดท้ายบนรถไฟ เจ้าชายเขาบอกเจ้าว่าอะไร…ฉันจะฆ่านายใช่ไหม”

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!” 

“เขาโจมตีเจ้า เขาผลักเจ้าจนกระเด็นตกลงไปจากหลังคาขบวนรถไฟเลยนี่น่า โธ๋ๆ ช่างน่าสงสารเหลือเกิน เด็กน้อยเอ๋ย”

“ฉันบอกว่าให้พอยังไงเล่า พอได้แล้ว!!” พรอมพ์โต้คำรามลั่นท่ามกลางหมอกและควันที่พร่าเบลอ เขาตะโกนออกไปสุดเสียงอย่างไร้ทิศทางอย่างสิ้นหวัง

“จุ๊ๆ งั้นเรามาทบทวนความทรงจำของเจ้ากันสักนิดหน่อยดีไหม มาดูกันว่าเจ้าชายแสนดีของเจ้าจะยังรับได้ไหมที่เจ้าเป็นแกะดำที่แสนชั่วร้าย”

เสียงฝีเท้าที่พรอมพ์โต้คุ้นเคยค่อยๆก้าวย่างเหยียบไปบนผืนน้ำแข็งและปุยหิมะนุ่มทำเอาจังหวะการเต้นของหัวใจของคนฟังถึงกับสะดุด ชุดสีดำสนิททั้งตัวของผู้มาใหม่ช่างตัดสะท้อนกับภาพฉากหลังที่แสนสว่างสดใดเจิดจรัส

ประกายตาระแวงและไม่ไว้วางใจที่ฉายชัดในม่านตาสีฟ้าครามลุ่มลึกเหมือนผืนมหาสมุทรแสนสวยคู่นั้นทำให้เด็กหนุ่มผมทองอร่ามรู้สึกปวดใจ…ปิดบังต่อไปไม่ได้แล้วจริงหรือ?

“นะ…น็อคท์” กลีบปากสีอ่อนที่แห้งแตกเพราะอากาศหนาวจัดครางชื่อออกมาด้วยเสียงที่เบาหวิวแทบจะพัดหายไปกับเสียงกระแสลมที่โหยหวน

“น็อคท์ คือฉัน…ฉัน…”

“นายหลอกลวงฉันมาตลอดพรอมพ์โต้” น้ำเสียงเยือกเย็นและราบเรียบของน็อคทิสสั่นสะท้านร่างทั้งร่างของเด็กหนุ่มผมทองได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดวงตาสีฟ้ากระจ่างเสหลบแววตาแข็งกร้าวของเพื่อนสนิทที่จับจ้องมาที่เขา

“ฉัน…ฉันไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง แต่ แต่…”

“ถ้าอย่างนั้นนายคือสายลับของนิฟเฟิลไฮม์!” 

“ไม่ ฉันไม่ได้เป็นสายลับ น็อคท์นายต้องเชื่อฉันนะ!!” ใบหน้าขาวมีรอยกระประปรายส่ายหน้ารัวเร็วปฏิเสธข้อกล่าวหานั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย ขอบตาของเขาร้อนระรื่นพร้อมกับหยาดน้ำอุ่นๆที่เอ่อท้นขึ้นมา

“นายทรยศต่อลูซิส…นายทรยศฉัน ทรยศกลาดิโอ้กับอิกนิส”

“ไม่น็อคท์ ฉันไม่เคยทรยศนาย สาบานได้”

“นายรู้ใช่ไหมพรอมพ์โต้ คนทรยศมีโทษสถานเดียวคือ ตาย!!!” 

ดาบยาวสีดำทะมึนก่อตัวขึ้นจากเกร็ดอากาศบางเบาสีฟ้าประหนึ่งละอองดาวที่พร่างพรายบนฟากฟ้ายามรัตติกาลในมือของรัชทายาทแห่งอาณาจักรลูซิสที่ล่มสลาย ลวดลายสลักเสลาละเอียดละอออันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวปรากฎตราสัญลักษณ์ราชลัญจกรแห่งสายเลือดสีน้ำเงินอันสูงศักดิ์

“เฮ้ บัดดี้ นี่นายตั้งใจจะฆ่าฉันจริงๆอย่างนั้นหรอน็อคท์”

เสียงหัวเราะแหบแห้งดังลอดออกมาอย่างขมขื่น ประกายวาบวับของใบมีดสะท้อนฉาบทับเหนือดวงหน้าสมบูรณ์แบบที่แสนจะเรียบเฉยประหนึ่งไร้ซึ่งชีวิตชีวา ปลายโลหะเย็นเยียบแหลมคมถูกยกขึ้นชี้หน้ายามที่ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีดำเข้มโดดเด่นนั้นขยับย่างเท้าเข้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ 

“อย่าทำแบบนี้น็อคท์…ฉัน…ไม่อยากทำ” 

“คนที่ทรยศไม่มีทางหนีพ้นการลงโทษไปได้หรอก”

น้ำเสียงนั้นยังคงทรมานพรอมพ์โต้ด้วยคำพูดต่อไป ปืนสีเงินกระบอกยาวให้สัมผัสที่แสนเยือกเย็นในมือของเด็กหนุ่มสั่นระริกท่ามกลางไอหนาวเหน็บที่เสียดแทรกไปตามร่าง ไอสีขุ่นพ่นระบายออกมาทุกห้วงลมหายใจของเด็กหนุ่มผมทอง

“ปีศาจร้ายย่อมไม่มีวันโผล่ออกไปร่วมเดินเคียงข้างราชาผู้ถูกเลือกได้ เจ้าผู้เกิดจากเศษซากอาจมย่อมไม่มีวันหนีพ้นความจริง”

หยาดน้ำใสหลั่งรินออกมาจากหางตาคู่เรียว “ได้โปรด หยุดที อย่าบังคับให้ฉันต้องทำแบบนี้” 

“แต่เขาจะฆ่าเจ้านะ เจ้าไม่เห็นหรือ…ดาบนั้น สายตานั้น เขาไม่ปล่อยให้เจ้ารอดไปได้” เสียงกระซิบแผ่วเบาของมารร้ายที่ลอยกระทบข้างใบหูไปอย่างอ่อนโยนจากด้านหลัง

เด็กหนุ่มผมทองมองเห็นเงาของน็อคทิสที่เยื้องย่างเข้ามาอย่างสุขุมฝ่ากองหิมะมาพร้อมกับดาบแห่งราชวงศ์ในมือด้วยหางตา

“จบมันสิ…ทำไม่ได้งั้นหรือ เพราะเจ้ามันก็แค่สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากความล้มเหลวสินะ”

ไม่ ฉันไม่ได้เกิดจากความล้มเหลว

“เจ้ามันก็แค่ไอ้คนขี้ขลาด คนขี้แพ้ คนไร้ค่า”

ไม่จริง ฉัน…ไม่ใช่คนที่ขี้แพ้ ฉัน…

“งั้นก็พิสูจน์สิ พิสูจน์ว่าแกไม่ได้เกิดจากความผิดพลาด แกไม่ได้ไร้ค่าแบบพวกมาจิเทคตัวอื่นๆ”

ไม่ ฉันไม่อยากทำ ฉันไม่ได้เป็นพวกหนูทดลองของพวกสวะอย่างแก

“ฮาฮาฮ่า เจ้าหนีความจริงไม่พ้นหรอกเด็กน้อยเอ๋ย”

ม่านตาสีฟ้ากระจ่างเหมือนฟากฟ้าฤดูร้อนมีหยดน้ำใสหลั่งรินออกมาก่อนที่มันจะเบิ่งกว้างออกยามที่จ้องมองดูฝ่ามือของตนเอง…มันกลายเป็นมือที่มีโลหะสีเขียวคลุมไว้ ทั้งร่างของพรอมพ์โต้กลายเป็นหุ่นจักรกลมาจิเทคของนิฟเฟลไฮม์

“เจ้ามันคือแกะดำที่ไม่มีวันมีชีวิตเหมือนคนอื่นได้!!” เสียงปีศาจแสนกลยังคงก้องสะท้อนไปมาในหัวของพรอมพ์โต้ไม่ยอมหยุด อาร์ดีนยังคงรื่นรมย์กับการทรมานจิตใจของสิ่งมีชีวิตที่เขามองว่าเป็นเพียงแค่ผลผลิตชิ้นหนึ่งจากห้องทดลอง

“เจ้ามันคนไร้ค่า เจ้ามันก็เหมือนหุ่นยนต์ตัวอื่นๆ เจ้าไม่มีวันกลับไปหาพวกเขาได้อีก!”

“ไม่ ไม่ หยุด! ฉันบอกให้หยุดไง หยุด….พอสักที!!” 

เสียงปืนในมือดังลั่นกึกก้องท่ามกลางความเงียบสงบของทุ่งหิมะสีขาวโพลนอันเวิ้งว้าง ควันสีหม่นกรุ่นลอยตรงปากกระบอกปืนพกประจำตัวของพรอมพ์โต้ที่ชี้ไปทางร่างของน็อคทิสที่กำลังย่างสามขุมเข้ามา

“ฉัน…ฉันไม่ใช่…ไม่ใช่…” พรอมพ์โต้ที่กำลังสับสนได้แต่พูดออกมาเท่านั้น หัวสมองของเขาว่างเปล่าและจิตใจของเขาก็เจ็บปวด

ม่านมายาที่คลุมร่างตรงหน้าค่อยๆสลายหายไปเช่นเดียวกับภาพมายาบนตัวเขา โฉมหน้าที่จริงของรัชทายาทแห่งลูซิสกลับกลายเป็นเพียงแค่หุ่นมาจิเทคที่ทรุดร่วงลงไปนอนกองเหนือปุยหิมะ แม้จะถูกกระสุนยิงจนเสียหายมันยังคงกระเสือกกระสนจะลุกขึ้นมาเพื่อทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย ฝ่ามือขวาของมันยื่นออกมาหวังจะคว้าตัวเป้าหมายตรงหน้า

พรอมพ์โต้มองดูร่างของสิ่งที่มีจุดกำเนิดเดียวกับตนเองด้วยความรู้สึกทั้งหวาดกลัวและสับสน…มันคือ…พี่น้องของเขา ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาฆ่าตัวเขาเองไปมากเท่าไรแล้ว!?

แวบหนึ่งเด็กหนุ่มผมทองกลับมองเห็นหุ่นมาจิเทคที่ดิ้นรนอยู่บนพื้นหิมะหนาวเหน็บนั้นเป็นตนเอง…เขากำลังดิ้นรน พยายามจะมีชีวิตรอดอย่างโดดเดี่ยว

‘น็อคท์ ถ้านายได้รับรู้ว่าฉันคือตัวประหลาดนายจะรับฉันได้ไหม หรือนายจะเกลียดฉันไปเลย?’

พรอมพ์โต้พยายามทุกอย่างทั้งๆที่ซ่อนความกลัวนี้เอาไว้ในใจมาตลอด

เพื่อน็อคทิส เขายอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อที่จะได้ยืนหยัดปกป้องเจ้าชายคนนี้ได้สมภาคภูมิ..เพื่อที่จะรักน็อคทิสได้อย่างเปิดเผย แต่เขาก็กลัวเหลือเกินว่าถ้าคนอื่นๆได้รับรู้ว่าเขามาจากไหนเขาจะต้องสูญเสียทั้งมิตรภาพและความรักไปพร้อมๆกัน

เงามืดของต้นกำเนิดเขาคือเงาร้ายที่ตามหลอกหลอยพรอมพ์โต้มาตลอดไม่ว่าเขาจะหลับหรือตื่นนอน ยิ่งตอนนี้ได้มารับรู้วัตถุประสงค์ที่แท้จริงการของกำเนิดของตนเองแล้วเขายิ่งไม่มั่นใจว่าจะสามารถกลับไปสู่จุดเดิมที่เขาเคยยืนหยัดได้อีก

‘เฮ้ Shortcake นี่นายนั่งรถกับพวกเขามาตั้งนานยังไม่รู้นิสัยสามคนนั้นอีกหรอ?…พวกเขาทั้งสามคนห่วงนายมากเลยรู้ตัวไหม’

จู่ๆคำที่อาราเนียบอกเขาก็แล่นเข้ามาในความคิด หญิงสาวพยายามปลอบตอนที่นั่งพักรอบกองไฟเพื่อหลบความหนาวเย็นและพายุหิมะยามค่ำคืน แต่พรอมพ์โต้กำลังช็อคกับสิ่งที่เพิ่งได้รับรู้ก่อนหลบหนีออกมาจากศูนย์ทดลองบ้าๆนั้นเลยไม่มีสติมากพอจะคิดอะไรมากกว่าการนั่งจมจ่อมตัวเองลงสู่ห้วงแห่งความสับสนว้าวุ่น 

‘เด็กน้อย ถ้านายมัวแต่กลัวนายก็นะไปไหนไม่ได้ ถ้านายมัวแต่ห่วงคนอื่นๆว่าจะคิดอะไรต้องการอะไรนายก็จะไม่รู้ว่าจริงๆนายเป็นใครและต้องการอะไร!’

ฉัน…ต้องการอะไร 

สิ่งที่ฉันต้องการ

ภาพของน็อคทิสที่ยื่นมือมาลูบหัวเขาพร้อมกับบอกว่าไม่เป็นไรวาบขึ้นในหัว

ภาพของกลาดิโอ้ที่จับเขาทุ่มพื้นอย่างแรงพร้อมกับหัวเราะลั่นอย่างสะใจโดยมีอิกนิสยืนส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับการละเล่นแผลงๆอยู่ไม่ไกลผุดขึ้นมาในสมอง

สิ่งที่เขาต้องการ…คือการอยู่กับน็อคทิสและมีทุกคนอยู่กัน!!

ไม่ว่าเขาจะเป็นตัวอะไร เกิดมาจากไหน มันไม่สำคัญสักนิด ใครจะมองว่าเขาคือแกะดำ ตัวโชคร้ายหรืออะไรก็แล้วแต่…เขาขอเพียงแค่น็อคท์และทุกคนเข้าใจ

หยาดน้ำตาสีใสไหลออกจากหางตาสีฟ้าคู่คม ใบหน้าตกกระเปลี่ยนกลายเป็นอารมณ์มุ่งมั่นแทนที่ความสิ้นหวัง มือใต้ถุงมือสีดำหนากระชับด้ามกระบอกปืนคู่ใจตัวเองก่อนจะยกขึ้นแล้วเล็งไปที่ร่างของหุ่นมาจิเทคบนพื้น

เขาตัดสินใจแล้วและจะไม่ถอยหลัง ต่อจากนี้เขาจะต้องเดินทางต่อไป ถึงไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรเขาก็ต้องรับมันให้ได้

เพราะเขาคือเขา พรอมพ์โต้ อาร์เจนทั่ม และเขาจะไม่ยอมให้ใครมาปั่นหัวว่าเขาเป็นอย่างอื่นได้อีก!!

เสียงปืนดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง เสียงกระสุนที่พุ่งทะยานแหวกอากาศเป็นเสียงหวีดร้องแหลมสูงก่อนที่จะตามด้วยเสียงของโลหะที่กระทบกัน เม็ดกระสุนเจาะทะลุเกราะหนาของหุ่นที่นอนรอจุดจบบนพื้นหิมะนั้น เสียงของการปริแตกร้าวก่อนที่ทุกอย่างจะกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง ดวงตาสีแดงฉ่านของเศษซากชิ้นส่วนเหล็กค่อยๆดับลงจนกลายเป็นดำสนิท

“น็อคท์ รอฉันก่อนนะ!!”

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

แต่งให้หนูพรอมพ์เท่ระเบิดล้ำหน้าชายน็อคไปหรือเปล่าเนี่ย 😂😂😂 โธ่ ชายมี DLC ของตัวเองก็ดันไปคานิวอลน่ารักมุ้งมิ้งในขณะที่คนอื่นๆเขาทำภารกิจเท่ๆระเบิดภูเขาเผากระท่อมกันใหญ่ 😅😅

[Short Fiction] Final Fantasy XV – Veiled in the Black (Re: Connect)

Title: Veiled in the Black

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Genre: AU / Sci-fi / Movie plot

Rating: PG

Previously: First Connect

Comments: เกิดติดใจเลยหยิบเอามาปัดฝุ่นเขียนต่อเล่นๆค่ะ ยังคงคอนเซปท์เดิม คือ มีเท่าไรจบเท่านั้นไม่ได้วางแผนจะเขียนต่อยาวๆค่ะ

ย้ำอีกรอบนะคะ ฟิคชั่นเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการแต่งหลังจากคนเขียนไปดู Ghost in The Shell มาเลยลองเอาพล็อตหนังมายำมั่วใส่กับถังกาว FFXV ที่มีดูค่ะ

=====

Everyone around me, they feel connected to something.

Connected to something, I’m not.

The Major – Ghost in The Shell

=====

.

.

.

สายลมค่ำคืนกรรโชกกระทบใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลาวพัดพาให้เส้นไหมสีเงินยาวประบ่าที่ล้อมกรอบดวงหน้าขาวนั้นสยายกระจายออกพริ้วล้อไปกับกระแสวายุแรงกล้า รูปร่างสูงโปร่งเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสมส่วนใต้ชุดคลุมเนื้อหนาสีดำทึบเพียงชิ้นเดียวยืนท้าทายความหนาวเหน็บบนยอดอาคารสูงลิบ ดวงตาสองสีที่แสนสงบเยือกเย็นไร้ชีวิตชีวาเหม่อมองความเวิ้งว้างเบื้องหน้าอย่างไม่นึกหวั่นเกรง

“ผู้การ ยังอยู่หรือเปล่าครับ” เสียงใสๆของเด็กหนุ่มที่เพิ่งย่างวัยยี่สิบได้ไม่นานดังมาตามสัญญาณบนอุปกรณ์สื่อสารไร้สายที่ร่างสูงโปร่งสวมใส่ติดใบหูตนเองเอาไว้

“ยังอยู่โลกิ รายงานมา!” มือเรียวใต้เสื้อคลุมยาวยกขึ้นแตะเครื่องสื่อสารที่หูของตนเองเพื่อเปิดระบบ

“สายรายงานมาว่ากลุ่มที่ลักลอบซื้อขายข้อมูลของไซบอร์คอยู่ในตึกนี้ แต่ผมพยายามสแกนหาเท่าไรก็ไม่พบเลย” ปลายเสียงดูหงุดหงิดและร้อนรนนิดหน่อยจนคนฟังสัมผัสได้ เจ้าตัวคงอดหัวร้อนอารมณ์บูดไม่ได้เพราะได้รับคำสั่งให้เฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้กระทำความผิดแต่กลับหาตัวคนทำไม่เจอเลยทั้งๆที่เพียรพยายามส่องหามาตลอดสามชั่วโมง

“ข้อมูลไซบอร์คเลยหรือ?” เรียวคิ้วสีทองขาวเรียวเหนือตาคมเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เนื่องจากทางรัฐบาลต้องการจำนวนหุ่นยนต์และการวิจัยเรื่องหุ่นยนต์ให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ กฎหมายควบคุมการผลิต การวิจัยและการซื้อขายจึงถูกจำกัดวงให้อยู่ในวงแคบๆ มีบริษัทยักษ์ใหญ่เงินทุนหนาเพียงไม่กี่รายที่สามารถเข้าถึงตลาดนี้และได้รับสิทธิ์ในการซื้อขายหุ่นยนต์ ดังนั้นการบักลอบซื้อขายข้อมูลเพื่อการสร้างจักรกลเป็นเคสค่อนค้างข้างหายากและถือเป็นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ร้ายแรงมาก

“ก็ตามสายของเรา ผมได้รับรายงานมาแบบนี้”เสียงจากปลายสายพ่นลมหายใจออกใจดังพรืดๆใส่หูเขาจนอดรู้สึกรำคาญไม่ได้แต่เขาก็ไม่ห้ามปรามอีกฝ่ายแต่อย่างใด “แต่บางทีเข้าไปแล้วอาจจะเจอแค่ขี้เมานั่งหลีสาวนมโตอยู่ก็เป็นได้นะครับ”

“อย่าเหลวไหลโลกิ” คนฟังปรามมุกตลกฝืดไร้สาระของอีกฝ่ายอย่างเคร่งครึม

“ปัญหามันอยู่ที่ผมพยายามสแกนหาว่าเจ้าคนพวกนี้มันไปแอบอยู่ตรงซอกหลืบไหนของตึกไม่เจอเนี่ยสิผู้การ”

“น่าจะมีวางเครื่องส่งสัญญาณรบกวนไว้เราเลยหาไม่เจอ…โลกิช่วยเชื่อมต่อระบบDepth Trackingกับตัวฉันที” เขาครุ่นคิดไปสักพักก่อนเสียงนิ่งราบเรียบเอ่ยสั่งขึ้น…ในเมื่อพึ่งพาความสามารถของมนุษย์ไม่ได้ หุ่นยนต์อย่างเขาก็ต้องเป็นคนออกโรงแทน

“จัดให้ครับ!” เจ้าของชื่อที่อยู่ปลายสายดูร่าเริงมากขึ้น เสียงเคาะแป้นพิมพ์รัวเร็วดังเพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่โปรแกรมจะเชื่อมต่อเข้ากับระบบในร่างของเขา เสียงของหญิงสาวราบเรียบเป็นจังหวะเสมอกันดังขึ้นในสมองของร่างสูงโปร่งแจ้งเตือนการเชื่อมประสาน

ม่านตาสองสีแตกต่างกันเรืองแสงขึ้นจางๆพลางสอดส่ายไปทั่วเริ่มการค้นหาเป้าหมายไปตามอาคารสูงลิบที่มีผังการสร้างสุดแสนสลับซับซ้อน อีกทั้งยังคราคร่ำไปด้วยผู้คนนับพันที่เดินไปหาขวักไขว่ไปมาจนน่าเวียนหัว ด้วยศักยภาพสายตาของมนุษย์ธรรมดาแล้วไม่อาจจำแนกใบหน้าของคนมากมายในเวลารวดเร็วได้ หากแต่เขาคิอจักรกลที่ปรับแต่งมาอย่างทรงประสิทธิภาพ การต้องจำแนกข้อมูลจำนวนมหาศาลในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีนั้นกลับเป็นเรื่องแสนง่ายดาย

“ฉันเหมือนจะเจอกลุ่มหนูของพวกเราแล้วนะ” เซนเซอร์ตรวจจับของเขาเหมือนจะเช็คเจอกลุ่มผู้กระทำผิดที่กำลังสุมหัวกันอยู่ในห้องๆหนึ่งภายใน “ชั้น 67 ห้อง 67037 มีคนแปดคนในห้อง”

“รับทราบ จะประสานติดต่อให้ส่งกำลังไปที่พื้นที่เป้าหมายครับ” เสียงลากครืดยาวๆอย่างฉับไวดังลอดหูฟังของเขาออกมา ดูเหมือนโลกิจะรีบสไลด์เก้าอี้ไปยังแผงควบคุมเพื่อติดต่อไปยังศูนย์บัญชาการกลาง เสียงพูดรายงานรัวเร็วสะท้อนออกมาต่อเนื่องจากอีกฝาก

ดวงตาสองสีที่ยังเชื่อมต่อกับโปรแกรมติดตามจับจ้องกลุ่มเป้าหมายของตนเองนิ่ง ทว่าหัวคิ้วตรงกลางระหว่างหน้าผากนั้นเริ่มค่อยๆขยับมุ่นผูกเข้าหาเมื่อเห็นความเคลื่อนไหวที่เกิดในห้องๆนั้น

“โลกิ พวกเขากำลังจะจะออกไปจากห้องกันแล้ว!!”

“เรากำลังส่งกำลังเสริมไป อีกสิบนาทีถึงเป้าหมายครับ” ปลายเสียงเริ่มแตกตื่นก่อนเสียงพรมนิ้วบนแป้นพิมพ์จะยิ่งดังถี่รัวเพื่อประสานงานกลับไปฝั่งกำลังเสริม

“ไม่ทันแล้ว เดี๋ยวฉันลุยเองไปก่อน” ร่างสูงโปร่งขยับก้มตัวลงพร้อมฝ่ามือเรียวที่เอื้อมลงแตะปืนกระบอกสั่นที่เขามักพกติดตัวตลอดเวลาตรงช่วงปลีน่องใต้ชุดหนักหนาที่สวมใส่อยู่ขึ้นมาตรวจเช็คความพร้อมก่อนจะสอดมันกลับลงไป

“แต่ผู้การครับ…ผู้การยังไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติภารกิจนะครับ!!” โลกิรีบห้ามปรามอีกฝ่ายลิ้นแทบจะพันกัน

“ฉันไม่สนใจ!!”

เมื่อจบประโยคเส้นเคเบิลเชื่อมต่อที่ถูกยึดโยงอยู่กับร่างกายของเขาบริเวณท้ายทอยก็ถูกกระชากออกแบบไม่ใยดี ช่วงขายาวแข็งรงก้าวขึ้นไปยืนตรงขอบตึกที่สูงลิบอย่างหมิ่นเหม่ หากเป็นคนทั่วไปต้องมายืนอยู่บนดาดฟ้าตึกที่สูงประหนึ่งปากเหวแบบนี้คงต้องมีอาการสั่นสะท้านกลัวตายกันบ้าง หากแต่เขาไม่เหมือนคนพวกนั้นเพราะเขาคือหุ่นจักรกลที่ถูกพัฒนาขึ้นาด้วยเทคโนโลยีระดับสูง กายเพรียวกลับหลังหันก่อนจะหลับตาลงแล้วเอนตัวทิ้งร่างกายสู่ความเวิ้งว้างของอากาศปล่อยให้คนในสายกรีดร้องอย่างตื่นตระหนกต่อไป

“ผู้การเรวุสครับ!!!!”

.

.

.

“วันนี้ก็ยังผลงานยอดเยี่ยมตามเคยนะผู้การ”

น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลส่งเสียงกระเซ้าเย้าแหย่ดังลอดมาจากลำโพงสื่อสารในรถยนต์สีเงินคันงามที่พุ่งทะยานไปบนท้องถนนเรียกตาคมสองสีให้อดปรายไปมองด้วยสายตาหงุดหงิดไม่ได้ เขาแทบจะนึกสีหน้ายิ้มละไมกับแววตาพราวระยับบนใบหน้าของคนปลายสายตอนที่กำลังพูดอยู่นี้ออกทันที

“ผมแค่ทำงานตามหน้าที่!!” วาจาสุภาพแต่แฝงด้วยความห้วนสั้นและปราศจากความเกรงใจอย่างชัดเจนดังโต้ตอบกลับไปก่อนที่ร่างโปร่งที่กำลังนั่งหน้าตายอยู่ที่เบาะข้างหน้าเคียงข้างคนขับจะเบนสายตาของตนเองออกไปมองบรรยากาศข้างนอกยานพาหนะดับความหงุดหงิดใจแทน

“ด็อกเตอร์อิซูเนียครับ ผู้การได้รับความเสียหายที่แขน ผมจะพาเขาเข้าไปหานะครับ” สารถีหนุ่มจำเป็นรีบแจ้งรายงานปลายสายก่อนเพราะกลัวว่ากว่าเขาจะพาเรวุสไปถึงศูนย์ได้อีกฝ่ายจะเลิกงานกลับบ้านไปเสียก่อน เป็นที่เลื่องลือกันดีถึงความเกียจคร้านของนักวิจัยระดับสูงรายนี้ว่ามักเข้างานสายแต่เลิกงานตรงเวลาเสมอแถมช่วงเวลาหลังเลิกงานไปแล้วด็อกเตอร์อิซุเนียเป็นคนที่ตามหาตัวยากระดับพระกาฬคนหนึ่งทีเดียว จนบางทีเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าอะไรทำให้ชายวัยกลางคนท่าทางดูเหลาะแหละไม่เอางานเอาการแบบนี้ก้าวขึ้นไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าศูนย์วิจัยบริษัทกราเลียได้

“หืม เสียหายมากงั้นหรือ?” น้ำเสียงทุ้มสะท้อนความสงสัยมาจากปลายสาย

“ไม่ได้เป็นอะไรมาก ไม่ต้องเข้าไปหานายก็ได้” คนที่ถูกพาดพิงเอ่ยเสียงห้วนตัดขึ้น

“ไม่ได้หรอกครับ” โลกิรีบปฏิเสธทันควัน เด็กหนุ่มที่นั่งหลังพวงมาลัยเหยียบคันเร่งขึ้นอีกส่งผลในยานพาหนะสีเงินรูปร่างปราดเปรียวนี้พุ่งทะยานไปข้างหน้าก่อนที่เขาจะเปิดไฟเลี้ยวขวาแล้วขับแซงรถอีกคันขึ้นไป “คำสั่งลงมาโดยตรงจากท่านประธานอัลเดอร์แคปท์เชียว ผมไม่กล้าขัดหรอก”

“แต่มันแค่แผลถลอก…”  ยังไม่ทันที่เรวุสจะได้แย้งจนจบประโยคดีเขาก็ถูกโทนเสียงทุ้มละมุนขัดขึ้น

“ไม่ดื้อสิเรวุส เด็กน้อยของฉัน”

“ฉันไม่ได้ดื้อ!!!” นั่นเป็นคำที่เขาฟังกี่ครั้งก็ไม่นึกชอบใจเลยจริงๆ

“หวายๆ ดูเหมือนจะทำให้เด็กน้อยโกรธแล้วสินะ” สุ้มเสียงทุ้มน่ารำคาญใจยังคงดังล้อเลียนเขาไม่ยอมหยุด

“ด็อกเตอร์ครับอย่าล้อผู้การมากๆสิครับ” คนที่ต้องมาทำหน้าที่สารถีจำเป็นอย่างโลกิได้แต่ห้ามปรามคนแก่ที่ชอบทำตัวไม่สมอายุอย่าอ่อนอกอ่อนใจ “เห็นใจคนขับแบบผมหน่อย ผมยังอยากมีชีวิตกลับไปถึงศูนย์แบบครบสามสิบสองนะครับ”

แค่เรวุสปรายตาดุๆใส่เขา โลกิก็เครียดจนร่างกายเกร็งจะแย่ ขืนให้คนตัวสูงโดนกวนประสาทมากๆผู้การหน้าตานคนนี้อาจเลือกพังรถคันนี้ทิ้งแล้วไม่ยอมกลับศูนย์วิจัยพร้อมเขาก็เป็นได้ซึ่งคนที่จะซวยไม่ใช่คนที่กำลังเย้าแหย่คนหน้าตายแต่เป็นเขาเนี่ยละที่จะต้องวิ่งตะลอนๆไปทั่วเมืองเพื่อตามหาอีกฝ่ายแบบครั้งก่อนๆ

ปลายสายหัวเราะเบาๆกับคำห้ามปรามของเจ้าพนักงานหนุ่มน้อยที่กำลังเหงื่อตก

“งั้นก็แค่นี้แล้วกันนะ…ฉันรอเจอเธออยู่นะเด็กน้อย”

อีกฝ่ายจบการสนทนาลงแค่นั้น ดวงตาสองสีเหลือบกลับมามองดูลำโพงที่เงียบเสียงลงไปแล้วด้วยแววตาที่อ่านยากก่อนที่เจ้าของเรือนผมสีทองขาวยาวประบ่าจะเบือนหน้าออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้งเพื่อมองดูความเป็นไปของโลกภายนอก ผู้คนกำลังเดินไปมาขวักไขว่บนท้องถนนท่ามกลางแสงสีสันยามราตรี ทุกชีวิตดำรงไปตามทิศทางและครรลองของมันที่ควรจะเป็น

เรวุสมองดูชีวิตของมนุษย์อย่างนึกสงสัย ทุกคนต่างใช้ชีวิตตามปรกติราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวไม่รับทราบถึงภัยอันตรายที่แอบแฝงและซุกซ่อนตัวอยู่ในความมืด หรือจะพูดให้ถูกก็คือ…ทุกคนรับรู้แต่จงใจทำเมินเฉยต่อมันตราบเท่าที่มันไม่สร้างความเดือดร้อนใดๆให้ตนเอง หากสิ่งนั้นเริ่มมีท่าทีคุกคามตนเองเมื่อนั่นละที่มนุษย์จะเริ่มเคลื่อนไหวและต่อต้านมัน เพราะนี่ละคือสันดานของมนุษย์!!

น่าแปลกที่ภาพของคุณแม่สาวแสนสวยที่กำลังจูงมือเด็กตัวน้อยน่ารักอยู่บนฟุตบาทดึงดูดสายตาและความสนใจของเขาอย่างมาก ม่านตาสองสีจับจ้องสองร่างตั้งแต่รถของพวกเขายังแล่นจากจุดที่สามารถมองเห็นได้ไกลๆ เมื่อโลกิค่อยๆขับรถไปเรื่อยๆพกวเขาก็ขยับเข้าไปใกล้สองแม่ลูกนั้นจนสามารถมองเห็นรายละเอียดต่างได้อย่างชัดเจนมากขึ้น มารดาเป็นหญิงสาวร่างสูงเพรียวผมสีบรูเน็ทหยักศกยาวสลวย เธอสวมใส่โค้ทหนังตัวยาวที่ลงไปกองคร่อมบนพื้นฟุตบาทยามที่เธอยอบตัวลงไปคุยกระซิบกระซาบกับเด็กสาวตัวน้อยผมทองสว่าง มือเรียวซุกซ่อนอยู่ใต้ถุงมือสีดำอบอุ่นจะเอื้อมไปกอบกุมฝ่ามือน้อยๆของสาวน้อยในชุดสีชมพูน่ารักแล้วทั้งคู่ก็ค่อยๆพอกันจูงมือพาเดินกันไปอย่างมีความสุข เรวุสเฝ้ามองภาพนั้นจนกระทั่งรถที่เขานั่งแล่นเลยผ่านสองแม่ลูกที่แสนสวยงามไป

โลกใบนี้ช่างแปลกประหลาด…มันมีทั้งความสะอาดบริสุทธิ์และความบิดเบี้ยวอย่างสุดขั้วอยู่ในที่เดียวกัน เวลาเดียวกันได้อย่างเหมาะเจาะ

เสี้ยววินาทีนั้นความรู้สึกปวดร้าวเหมือนสมองในกระโหลกของเขากำลังจะแจกออกเป็นเสี่ยงๆก็โจมตีเข้ามาในหัวของเขาอย่างกระทันหันจนเจ้าตัวเบลอครางออกมาด้วยความทรมาน ม่านตาของเรวุสพร่าเบลอจนโฟกัสอะไรไม่ได้สักอย่างพร้อมกับภาพเลอะเลือนที่ยากจะจับจับใจความหรือหาต้นสายปลายเหตุก็พรั่งพรูเข้าในหัวของเขา

เสียงหัวเราะใสๆของใครสักคนสะท้อนในหูเขา…ภาพของฝ่ามือที่ยื่นมาตรงหน้ากับดวงตาสีฟ้าใสกระจ่างคู่นั้น

เรวุสคำรามออกมาพร้อมกับยกมือขึ้นกดขมับของตนเองบริเวณที่เจ็บร้าวเหมือนโดนของแข็งๆทุบลงไปซ้ำๆและนั่นมาพอจะทำให้คนขับที่นั่งมาด้วยต้องหันมาสนใจ โลกิหันมามองเขาแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วงว่าต้องการให้เขาหยุดรถหรือไม่

“ไม่เป็นไร ฉันยังโอเค ขับต่อไปเถอะโลกิ” เด็กหนุ่มผมทองผู้นั่งอยู่หลังพวงมาลัยทำสีหน้าลังเลเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้หยุดรถและยังคงขับต่อไปตามคำสั่งของอีกฝ่าย รถคันงามสีเงินยังคงแล่นฉวัดเฉวียนไปตามท้องถนนยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงสีและผู้คน ร่างสูงเพรียวผ่อนลมหายใจของตนเองลงพร้อมกับหลับตาลงแล้วเอนหลังตนเองลงกับเบาะหนังสีครีมสะอาดตา

บางทีมันอาจเป็นผลกระทบมาจากความเสียหายที่เขาได้รับระหว่างการปฏิบัติภารกิจคืนนี้…แบบนี้เขาคงจะหนีไม่พ้นจะต้องไปเจอหน้าคนที่ไม่อยากเจอเสียแล้ว เพราะหมอนั่นคือคนที่รู้จักร่างกายนี่ดีที่สุดและสามารถซ่อมแซมมันให้กลับคืนสภาพเดิมได้

.

.

.

“ยินดีต้อนรับกลับสู่โลกอีกครั้งเด็กน้อย”

นั้นคือประโยคแรกที่ได้ยินและสามารถจดจำได้แม่นยำหลังจากผมได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าตัวเองนอนหลับไปนานแค่ไหน เมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งเขาก็อยู่ในร่างของหุ่นยนต์เรียบร้อยแล้ว

คนคนนั้น…ด็อกเตอร์อิซูเนียบอกเขาว่าไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังเป็นคงมนุษย์ถึงแม้ร่างกายตอนนี้จะกลับกลายเป็นเครื่องจักรกลที่ห่อหุ้มด้วยสารสังเคราะห์ที่ให้สัมผัสเรียบลื่นเหมือนผิวกายคนทั่วไป เขาพิเศษกว่าหุ่นอื่นๆ เขาไม่ถูกนับเป็นจักรกลที่เพราะภายในศีรษะนี้บรรจุสมองของมนุษย์ซึ่งถือเป็นสติปัญญาและมีจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์เอาไว้

แต่เขาไม่มีอดีต…จำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ทั้งชีวิตของตัวเองก่อนหน้านี้ หน้าที่การงาน ครอบครัว เพื่อนสนิท คนรัก เรวุสเฝ้าถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า พยายามจะสืบส่องกลับเข้าไปสมองตนเองมองหาบางสิ่งบางอย่างที่าจะยังพอหลงเหลือช่วยบ่งบอกบอกตัวตนในอดีตของตนเอง

แต่ทุกอย่างคือความว่างเปล่า…เป็นความเวิ้งว้างสีดำมืด

เหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลกที่แสนกว้างใหญ่ใบนี้ ไม่มีใครที่เป็นเหมือนเขา ไม่มีใครที่สามารถเข้าใจความเปล่าเปลี่ยวนี้ได้

ทุกครั้งที่เขาได้ทิ้งตัวผ่านความเวิ้งว้างของอากาศ ตัวตนแสนเปล่าเปลี่ยวของเขาเหมือนกำลังโบยบินหลุดพ้นไปจากข้อผูกมัดที่มีอยู่บนโลกใบนี้ แต่เมื่อใดที่เท้าของเขากลับมาแตะบนพื้นอีกครั้ง หน้าที่ที่ถูกบันทึกใส่เป็นโปรแกรมเอาไว้ในหัวสมองก็เริ่มทำงานของมันทันที นั้นคือสาเหตุว่าทำไมเขาถึงชอบกระโจนเข้าหาความตายและความว่างเปล่า!

ปัญญาประดิษฐ์แบบเขามันไม่ต่างอะไรจากตุ๊กตาที่ว่างเปล่า เพียงแต่เพราะพวกนักวิจัยเอาสมองของพวกมนุษย์มาใส่เข้าไปหุ่นที่ไร้จิตวิญญาณแบบนี้ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้พวกเขากลายเป็นมนุษย์ขึ้นมาได้

คนทุกคนบนโลกนี้มีสายสัมพันธ์บางอย่างที่เชื่อมโยงพวกเขาเอาไว้กับบางสิ่งหรือบางคน ซึ่งสายสัมพันธ์รูปแบบนี้…เป็นสิ่งเขาไม่มี!!

.

.

.

เสียงเครื่องจักรกลที่กำลังซ่อมแซมร่างกายที่ได้รับความเสียหายของเขาดังอย่างต่อเนื่อง หุ่นยนต์ขนาดจิ๋วหลายตัวกำลังสาละวนอยู่กับการต่อเติม เชื่อมประสาน ร่างกายของเขาที่ฉีกขาดออก เรวุสทำได้แค่เพียงนอนเหม่อมองไฟบนเพดานเงียบๆปล่อยให้พวกมันทำงานตามหน้าที่ของมันไป

“เอาเป็นว่างานคืนนี้ของผมเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้วนะครับด็อกเตอร์” เสียงโลกิดังลอยมาตามลม เขาน่าจะยืนห่างออกไปจากเตียงเรวุสกำลังนอนซ่อมแซมอยู่ไม่ไกลฟังเอาจากระดับความก้องของเสียง

“อา ขอบใจมากนะโลกิ วันนี้นายก็กลับไปพักผ่อนได้แล้ว”

“เยสสส งั้นผมไปละนะ คืนนี้นัดสาวเดทไว้ไม่อยากให้แม่คนสวยต้องรอนาน” สุ้มเสียงของเด็กหนุ่มผมทองเจ้าของฉายาเจ้าพ่อไอทีของบริษัทกราเลียแทบจะปิดบังความลิงโลดเอาไว้ไม่อยู่ เดาได้ว่าตอนนี้หน้าของคนพูดคงกำลังยักคิ้วหลิ่วตายิ้มบานแฉ่งไม่แพ้ดอกไม้ยามเช้าที่ได้รับไออุ่นจากพระอาทิตย์กันเลยทีเดียว

เรวุสได้ยินเสียงทุ้มนุ่มนวลหัวเราะพร้อมกับกระแอมไอเบาๆอย่างไว้ชั้นเชิงก่อนที่อีกฝ่ายจะเอ่ยปรามออกมา “เอาเป็นว่าอย่ามัวแต่กกแม่สาวของนายจนลืมตื่นไปร่วมเทรนนิ่งกับฝั่งกำลังภาคสนามวันพรุ่งนี้ก็แล้วกันนะโลกิ”

“คร้าบ คร้าบบบบ ทราบแล้ว” 

อาร์ดีนโคลงหัวอย่างอ่อนอ่อนใจกับเสียงตอบรับแบบไร้ความใส่ใจของเด็กหนุ่มที่ดังแว่วๆมาจากไกลๆ เมื่อแผ่นหลังของหนุ่มไอทีหายลับไปแล้วด็อกเตอร์หนุ่มจึงค่อยๆสืบเท้าขยับเข้าไปหาร่างขาวที่กำลังนอนทอดกายอยู่เหนือเตียงยาวปล่อยให้หุ่นยนต์ในความดูแลของเขาจัดการทุกอย่างไปโดยไม่ปริปากบ่นใดๆ

“อีกแปบเดียวก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว” มือหนาเอื้อมไปลูบกลุ่มเส้นไหมสีทองขาวซีดพลางแกล้งม้วนเกี่ยวปลายผมเหยียดตรงนั้นเล่นเบามือ

“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร” ดวงตาสองสีของคนที่นอนนิ่งอยู่เหลือบมามองคนพูดเพียงแวยเดียวก่อนจะเบนกลับไปแหงนมองหลอดไฟที่ส่องสว่างอยู่เหนือศีรษะตัวเองราวกับจะบอกว่าตนเองนั้นไม่ได้สนใจว่าการซ่อมแซมนั้นจะต้องกินเวลานานแค่ไหน

ชายผมม่วงอมแดงเหยียดยิ้มออกมานิดหน่อยก่อนจะผลเดินไปหยิบแผงรายงานอิเล็คโทรนิคขึ้นมากดเลื่อนดูข้อมูลต่างๆ “แล้วช่วงนี้ร่างกายเป็นยังไงบ้างหืม?” 

“ก็ปรกติดี แต่เหมือนโปรแกรมที่คุณลงไว้ให้น่าจะรวน” เรียวเข้มบนใบหน้ากร้านประดับหนวดเคราเลิกขึ้นสูงนิดหน่อยกับคำตอบนั้น

“รวนแบบไหนหรือ?”

“ผมเห็นภาพซ้อน…ภาพบางอย่างมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นแต่ผมกลับเห็นมัน” เรวุสกระพริบตาน้อยๆพลางอธิบายอย่างใจเย็น “มันเพิ่งเกิดก่อนเรามาที่ศูนย์นี้เอง ผมคาดว่ามันเป็นเพราะระบบกระทบกระเทือนจากบาดแผลที่แขนนี้”

อาร์ดีนมุ่นหัวคิ้วอย่างครุ่นคิด อันที่จริงความเสียหายจากแผลในค่ำคืนนี้ไม่ได้รุนแรงจนเป็นอันตรายต่อระบบส่วนกลางของเรวุส ดวงตาสีอำพันกวาดมองรายละเอียดอย่างว่องไวพลางขยับปลายนิ้วสากสไลด์เลื่อนเพื่ออ่านข้อมูลในมือที่ได้มาจากการเชื่อมต่อออกมาจากตัวเรวุสอย่างถี่ถ้วน

“คุณดูกังวล?” เสียงเรียกด้านหลังทำให้กายสูงสะดุ้งเบาๆทว่าเขาสามารถกลบเกลื่อนเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน

“ไม่มีอะไรน่ากังวลที่รัก” รอยยิ้มแย้มละไมถูกวาดขึ้นบนใบหน้ากร้านยามที่ด็อกเตอร์หนุ่มหมุนกายกลับไปตอบคำถาม “มีความผิดปรกติในตัวโค้ด แต่ฉันสามารถจัดการลบส่วนที่บกพร่องแล้วลงให้ใหม่ได้”

“ว่าแต่เด็กน้อย…แต่ได้ใช้ยาที่ฉันให้ไปตรงตามเวลาหรือเปล่า?”

“ส่วนมากก็ตรง..แต่มีลืมใช้ไปสองครั้ง” คนตอบทำเสียงอ้อมแอ้มเบาๆราวกับเด็กๆที่ถูกแม่จับได้ว่าทำความผิด

“หนุ่มน้อย เธอไม่ควรลืมสิ่งสำคัญแบบนี้รู้ไหม” เสียงทุ้มนุ่มนวลบ่นหึ่งๆขี้นมา “ยานั้นจะช่วยให้การเชื่อมต่อระหว่างสมองกับตัวของเธอสมบูรณ์ยิ่งขึ้น”

ใบหน้าขาวที่ล้อมกรอบด้วยเส้นไหมเงินละเอียดเอียงมองมานังคนที่กำลังอ้าปากบ่นด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ “ไม่ได้ตั้งใจจะลืมสักหน่อย…แต่ว่ามันคือสาเหตุของอาการของผมหรือ?”

“ก็ยังไม่ยืนยันหรอกว่าใช่หรือเปล่า แต่ฉันเห็นโค้ดบางอย่างในโปรแกรมของเธอทำงานผิดปรกตินั่นอาจส่งผลต่อระบบความทรงจำและสมองของเธอได้” ชายวัยกลางตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้พลางยกไหล่ขึ้นน้อยๆราวกับจะบอกอีกฝ่ายว่าอะไรๆก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

“เธออยากให้ฉันจัดการแก้ไขโค้ดของเธอตอนนี้เลยไหมละหนุ่มน้อย?”

“งั้นคุณก็จัดการต่อได้เลย” น้ำเสียงนิ่งราบเรียบราวกับไม่ใส่ใจดังขึ้นมาจากร่างขาวที่นอนอยู่กลางห้อง

ตาคมสีอำพันเหลือบไปมองคนพูดน้อยๆก่อนจะกรีดยิ้มบางๆขึ้นที่มุมปาก “เธอจะอนุญาตให้ฉันลบและแก้ไขข้อมูลในตัวของเธอหรือผู้การ?”

“ผมผู้การเรวุส ยินยอมให้คุณทำการดัดแปลงและแก้ไขข้อมูลภายในตัวผมได้”

ริมฝีปากหยักยิ้มอย่างอ่อนใจก่อนเสียงทุ้มจะเปรยออกมา “เธอนี่มีเรื่องทำให้ฉันประหลาดใจได้ตลอดเวลาเลยนะหนุ่มน้อย”

ตอนนี้ขั้นตอนการซ่อมแซมภายนอกเสร็จสมบูรณ์ดีแล้ว เจ้าหุ่นยนต์ตัวจ้อยที่ทำงานของมันจนเรียบร้อยต่างเคลื่อนตัวออกห่างจากเตียงที่เรวุสกำลังทอดร่างอยู่แล้วพากันหลบเร้นตัวเองออกไปจากห้องอย่างว่องไว ด็อกเตอร์หนุ่มผมม่วงอมแดงในชุดกราวน์สีขาวคลี่ยิ้มบางๆราวกับปลอบใจคนที่เหลือบมามองทั้งที่จริงๆไม่มีความจำเป็นใดๆเลยด้วยซ้ำ ปลายนิ้วพรมลงเหนือแป้นป้อนคำสั่งในการลบโปรแกรมที่เขามองว่ามีปัญหาทิ้งแล้ว ม่านตาสองสีของร่างขาวเพรียวสมส่วนที่กำลังเหยียดยาวบนแท่นรอรับการซ่อมแซมวาวแสงขึ้นระหว่างที่คำสั่งกำลังไหลป้อนเข้าสู่ระบบกลางในตัวผ่านทางสายเคเบิลสีดำยาวที่เสียบติดบริเวณท้ายทอยไว้แน่นหนา

“ไม่ต้องห่วงเด็กน้อย ผ่อนคลายไว้แล้วทุกอย่างจะโอเค” โทนเสียงแหบแต่ยังคงนุ่มนวลไม่ต่างจากวันแรกที่เขาได้ยินคนคนนี้พูดตอนนั้น ปลายนิ้วสากเอื้อมไปกดปุ่มอีกปุ่มให้ทำงาน ไซลิงค์กระบอกใหญ่ดีดตัวเองออกมาจากที่เก็บก่อนที่แรงดันจะบีบให้ของเหลวข้นสีเหลืองทองที่ไหลเวียนอยู่ภายในฉีดลงในสายที่เชื่อมต่อกับท้ายทอยของเรวุส

ทั่วทั้งร่างเรวุสรู้สบายอย่างน่าประหลาด ดวงตาทั้งสองข้างหลบลงใต้เปลือกตาน้ำนม ร่างโปร่งปล่อยความรู้สึกของตนเองให้ไหลไปตามกระแสของระบบที่วิ่งไป สมองเขาปลอดโปร่งมากขึ้นจนทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะพลั้งปากเล่าสิ่งที่เขาได้พบเจอมาตอนที่เดินทางกลับมาที่ศูนย์ “ตอนพวกเรานั่งรถกลับมาผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง…เธอจูงลูกสาวเดินไปด้วยกัน” 

“ฟังดูน่ารักดีนี่ ฉันไม่ยักรู้ว่าเธอจะสนใจอะไรละเอียดอ่อนแบบนี้ด้วยนะ” 

“ตอนที่ผมเห็นเธอจับมือเด็กคนนั้นมันทำให้ผมคิด…” 

“เธอคิดอะไรอย่างนั้นหรือเด็กน้อย?” ชายวัยกลางคนกดเสียงต่ำถามพลางค่อยๆสืบเท้าย่างสามขุมเข้าไปยังเตียงเหล็กกว้างที้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางของห้องนี้ สายตาสีอำพันจับจ้องร่างขาวนวลที่ยังคงนอนนิ่งหลับตาไม่รับรู้ถึงสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงของคนที่ถามตนเอง

เรวุสยังคงไม่ตอบ จวบจนเสียงส้นรองเท้าหนังมันวาวกระทบกับพื้นเป็นจังหวะหยุดลงเมื่อร่างสูงใหญ่ใต้ชุดกราวน์สีขาวสว่างไสวหยุดลงด้านข้างเตียง เปลือกตาเคยปิดบังดวงตาเรียวเอาไว้จึงค่อยๆลืมขึ้น ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกาของหุ่นจักรกลที่นอนนิ่งผินกลับมาจนม่านตาสองสีไม่เข้าคู่กันนั้นสบประสานเข้ากับนัยน์ตาสีทองของชายหนุ่มวัยกลางคน

“มันทำให้ผมสงสัยว่าร่างกายของมนุษย์ที่แท้จริงเป็นยังไง” แววตาใสซื่อที่จ้องมองกลับมานั้นไม่มีสิ่งใดแอบแฝงทั้งสิ้น…มันเต็มไปด้วยความสงสัยปนอ้างว้าง

“ทำไมถึงสงสัยอะไรแบบนั้นเล่าเรวุส?” อาร์ดีนก้มหน้าลงถามหุ่นจักรกลในความดูแลของตนเองเสียงเรียบ มือหนาเอื้อมลงไปลูบไล้กลุ่มไหมสีทองซีดที่แผ่กระจายอยู่บนเตียงเหล็กสีดำแข็งกระด้าง

“เพราะผมไม่ใช่มนุษย์…ผมแตกต่างจากพวกเขา ถึงจะดูเหมือนมากแค่ไหน แต่…ผมก็ยังไม่ใช่อยู่ดี”

ฝ่ามือเรียวที่แสนเย็นชืดยกขึ้นมาจับฝ่ามือสากที่กำลังหยอกล้อเส้นผมของตนเองก่อนที่หุ่นยนต์ที่กำลังนอนราบอยู่จะออกแรงดึงให้มนุษย์ร่างสูงใหญ่โอนเอียงล้มตัวลงมาบนที่ที่ตนเองกำลังนอนเหยียดกายอยู่ เรวุสพลิกสลับร่างของตนเองให้นั่งคร่อมทับด็อกเตอร์หนุ่มเอาไว้

อาร์ดีนยังคงมีสีหน้านิ่งสงบ ไม่ตกใจไม่แตกตื่นใดๆ ดวงตาสีทองคมกริบคู่นั้นจับจ้องขึ้นไปยังร่างกายขาวนวลเปลือยเปล่าที่ออกแรงนั่งทับไว้ไม่ให้ขยับหนีไปไหนได้พร้อมกับที่อีกฝ่ายเริ่มทำการสำรวจร่างกายของเขาอย่างสนใจใคร่รู้

ปลายนิ้วเรียวขยับเข้ามาใกล้ดวงตามากขึ้นเรื่อยๆจนเขาต้องหลับตาลงตามสัญชาตญาณการป้องกันตัวเพื่อปกป้องอันตรายที่อาจทำร้ายตาของเขาได้…มันเป็นกลไลธรรมชาติที่มีในตัวมนุษย์ทุกคน

“ด็อกเตอร์…คุณรู้สึกยังไงตอนที่มือของผมสัมผัสดวงตาของคุณ”

“…รู้สึกเย็น มือของเธอมันเย็นมากเลยรู้ไหมเด็กน้อย!”

ความเย็นวูบวาบสร้างความรู้สึกประหลาดไล่แตะไปตามช่วงหน้าผากที่มีริ้วรอยแห่งวัยปรากฎจางๆจากนั้นมันก็เลื่อนไหลลงมาตามสันดั้งโด่งรั้นแล้วก็แก้มกร้านเพราะเจ้าตัวไม่ค่อยใส่ใจในการดูแลผิวพรรณแบบคนอื่นเท่าไร

สัมผัสเรียบลื่นจากปลายนิ้วของเรวุสไล้ไปตามสันกรามชัดเจนที่มีตอหนวดสั้นๆขึ้นประปรายอันเป็นผลมาจากความเกียจคร้านของเขาที่จะตื่นขึ้นมาจัดการมันให้เรียบร้อยในตอนเช้าก่อนมาทำงานแบบผู้ชายคนอื่นๆที่ชอบให้หน้าตัวเองเกลี้ยงเกลา แต่อาร์ดีนมองว่าใบหน้าของเขาที่มีหนวดเคราแซมบ้างแบบนี้ถือเป็นสเน่ห์เฉพาะตัวอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ แถมสาวๆหลายคนที่เข้ามาติดพันกับเขาก็ดูจะชอบมันเป็นพิเศษด้วย

ดวงตาสองสีส่องประกายสนุกสนานและสนอกสนใจกับการสำรวจร่างกายของชายวัยกลางคนที่เขาจัดการกดแนบติดกับเตียงไว้ ปลายนิ้วโป้งของหุ่นจักรกลบดเบียดเข้ากับกลีบปากสีอ่อนของคนมีอยู่เบื้องล่างตนเอง “แล้วถ้าผมสัมผัสบนริมฝีปากของคุณละ คุณรู้สึกยังไง?”

“ก็แปลกๆนิดหน่อยแต่น้ำหนักของเธอบนตัวฉันมันสร้างความลำบากให้ฉันมากกว่านะที่รัก”

เรวุสกำลังลองสัมผัสริมฝีปากจริงๆของมนุษย์ด้วยความใคร่รู้ ความหยุ่นนุ่มที่ปลายนิ้วเรียกให้ภาพของโลกิที่เขาแอบเห็นหลายวันก่อนตอนที่เจ้าตัวเอาริมฝีปากของตนเองไปแนบบนริมฝีปากของสาวน้อยหน้าตาน่ารักคนหนึ่งกวนความสงสัยกลับขึ้นมาอีกครั้ง

“แล้วถ้าผมใช้ริมฝีปากของตัวเองสัมผัสลงไปมันจะแตกต่างกันไหม” เสียงทุ้มของร่างที่นั่งคร่อมทับถามออกมาอย่างซื่อๆ
ทว่าคราวนี้เสียงทุ้มกลับหัวเราะเบาๆในลำคอตอบกลับคำถามนั้น “ทำแบบนั้นมันอันตรายต่อตัวเธอเองมากนะเด็กน้อย”

หุ่นยนต์ที่เต็มไปด้วยความสงสัยจ้องมองใบหน้ากร้านของมนุษย์อย่างชั่งใจก่อนที่ดวงหน้าขาวจะโน้มลงไป ริมฝีปากสีอ่อนซีดให้ความรู้สึกเย็นเยียบแตกต่างจากริมฝีปากของมนุษย์ทั่วไปแนบลงบนกลีบปากของอาร์ดีนแล้วแช่เอาไว้นิ่งนาน เขาทำตามแบบอย่างที่เขาเห็นโลกิทำกับหญิงสาวคนนั้น ม่านตาสองสีจ้องลึกเข้าไปในอำพันคู่คมอย่างไม่หลบเลี่ยง

ฝ่ามือสากกร้านเอื้อมขึ้นไปปลดขั้วสายเคเบิลสีดำที่ยังคงเชื่อมต่อร่างของเรวุสกับระบบส่วนกลางเอาไว้ออก ร่างขาวผ่องที่คร่อมทับเอาไว้กระตุกเล็กน้อยจากการที่หลุดออกจากการเชื่อมโยงแบบกะทันหัน แต่มันไม่เป็นอันตรายใดๆต่อข้อมูลและโปรแกรมในตัวเขาแต่อย่างใด

อาร์ดีนขยุ้มจับหลังลำคอขาวเพรียวนั้นด้วยท่าทางไม่ต่างจากเวลาคนกำลังจับแมวน้อยที่กำลังซุกซนสำรวจไปมาบนตัวของเขาพลางออกแรงดึงใบหน้าของหุ่นยนต์ที่แนบริมฝีปากลงมาอย่างไร้ศิลปะและปราศจากความรู้สึกสเน่หาอย่างสิ้นเชิงออกห่าง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของมนุษย์จะพลิกกายกลับขึ้นมาคร่อมทับร่างกายโปร่งเพรียวสมส่วน ช่วงแขนแข็งแรงแทรกเข้าไปตรงกลางของร่างที่เล็กกว่าใช้เข่าของตนเองกดร่างเรวุสเอาไว้จากตรงช่วงท้องน้อย

“อยากรู้ไหมละเด็กน้อยว่าเวลามนุษย์สัมผัสกันมันเป็นยังไง?”

รอยยิ้มแสนกลคลี่ประดับเหนือริมฝีปากหยักเข้ารูป ด็อกเตอร์หนุ่มผมสีไวน์แดงแกล้งวางนิ้วของตนเองลงบนหน้าท้องของอีกฝ่ายก่อนจะจงใจลากไล้ไปตามลอนกล้ามบางๆบนผิวกายขาวเรียบลื่นนั้น

“เธอยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้อีกแยะเด็กน้อย…อย่างแรกเลยคือ อย่าไว้ใจอยู่ตามลำพังกับหมาป่าที่หิวกระหาย”

ดวงตาสองสีที่จ้องมองเขาอย่างไม่วางตาด้วยแววตากึ่งตื่นเต้นกึ่งประหลาดใจแบบนั้นช่างดูปลุกเร้าอารมณ์ดิบเถื่อนบางอย่างในตัวชายผมแดงให้มันออกมาโลดแล่นได้เป็นอย่างดี

“…และอย่างที่สองคือ อย่าให้หมาป่าเป็นคนสอนบทเรียนกับเธอนะเด็กน้อย!!”

.

.

.

[Short Fiction] Touken Ranbu Online – คืนร่ำสุราใต้แสงจันทร์

(เป็นฟิคที่แต่งและเคยลงไว้ใน Exteen ค่ะ คนแต่งต้องการสำรองข้อมูลไว้ที่นี่ด้วยเนื่องจากไฟล์ต้นฉบับส่วนมากของเราหายไปตอนคอมติดไวรัสค่ะ)

Title: คืนร่ำสุราใต้แสงจันทร์

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Touken Ranbu Online (刀剣乱舞)

Pairing: Ishikirimaru x Nikkari Aoe

Rating: NC

Comment: การแจวเรือนั้นไซร้ต้องอาศัยความไร้สติสตางค์เป็นหลักนะคะ กรุณาใช้จักรยานในการอ่านฟิคนี้ คำแนะนำคือให้ซดวอดก้าสัดขวดตามด้วยเบียร์อีกสักโหลแล้วฟิคจะสนุกขึ้นล้านเท่า ขอบอกอีกครั้งบอกหมอเป็นพวกซ่อนรูปและหมอแอบร้ายกาจ

.

.

.

.

 

“ทำไมข้าถึงเป็นดาบศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้นะ” 

“เรื่องวิญญาณก็มีส่วน แต่เหตุหลักคือเพราะการคร่าชีวิตเด็กเล็ก” 

“เป็นเพราะเรื่องนั้นจริงๆด้วย” 

“ก็นะ แต่ถ้าผ่านไปหลายร้อยปีแล้วอาจจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็เป็นได้

วันนั้นเป็นครั้งแรกที่เขาได้คุยกับอิชิกิริมารุ เจ้าของนามดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพการรักษาตอนที่ออกไปสำรวจเส้นทางด้วยกัน เพราะได้ยินเสียงเล่าลือมาจากพวกเด็กๆทันโทว่าดาบที่ท่านเจ้าบ้านได้มาใหม่นั้นเป็นดาบที่ถูกถวายสักการะและมีชีวิตอยู่แต่ในศาลเจ้ามาตลอดยิ่งทำให้สนใจใคร่อยากรู้ว่าจะเป็นคนเช่นไร

การได้เจอตัวจริงก็ไม่แตกต่างจากที่คาดคิดเอาไว้นัก อีกฝ่ายเป็นคนสุภาพเรียบร้อยสมกับที่อาศัยอยู่ในเขตศาลเจ้าจริงๆ อิชิกิริมารุไม่ช่างเจรจาเฉกเช่นจิโร่ทาจิแต่ก็ไม่ใช่คนพูดน้อยแบบโอคุริคาระ ใบหน้าหล่อเหลานั้นมีรอยยิ้มเรียบๆประดับอยู่เสมอไม่เคยขาด เจ้าตัวแลดูเป็นคนใจดีและเป็นมิตรกับทุกคนในฮงมารุโดยเฉพาะกับพวกเด็กๆทันโทที่ชอบเข้าไปชวนคุยชวนเล่นด้วยกัน แถมยังเชี่ยวชาญการรักษาจนท่านซานิวะยังแอบเรียกขานด้วยชื่อเล่นว่าท่านหมอ

แม้จะได้ได้เห็นหน้าค่าตากันมาตลอดแต่ไม่เคยสบโอกาสได้แนะนำตัวกันอย่างเป็นทางการหรือพูดคุยกันเลยสักครั้ง ทุกครั้งที่เดินสวนทางเจ้าตัวก็มักจะแย้มรอยยิ้มอบอุ่นส่งให้ก่อนแยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจของตนเอง การได้ร่วมทัพออกไปต่อสู้ด้วยกันในวันนั้นจึงถือเป็นเป็นการทำความรู้จักกันเป็นครั้งแรก

=====

วงน้ำชายามบ่ายวันนี้ที่มีเพียงเขา อิชิกิริมารุและท่านซานิวะ เนื่องจากสึคุโมะคามิตนอื่นๆถูกส่งออกไปสำรวจเพื่อตามหาดาบโคคิทสึเนะมารุ อีกสองกลุ่มใหญ่ก็ออกไปสำรวจหาทรัพยากรมาสำรองไว้ในฮงมารุ กลุ่มที่เหลือถ้าไม่ได้รับมอบหมายให้ออกไปดูแลม้ากับทำไร่ทำสวนก็จะปลีกวิเวกไปพักผ่อนตามห้องของตัวเอง

“นี่ ท่านอิชิกิริมารุทานขนมนี่หน่อยสิ เดี๋ยวข้าป้อนให้เลยนะ” นิคคาริหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนานยามที่ยื่นซากุระโมจิที่ได้เพิ่งได้รับมาจากมิทสึทาดะมาจากในครัวไปไว้ตรงหน้าโอดาจิหนุ่มเจ้าของชื่อ

ซานิวะหญิงที่นั่งร่วมอยู่ด้วยก็พลอยหัวเราะร่วนชอบใจยามที่ได้เห็นสีหน้าลำบากใจของอิชิกิริมารุ “เอาน่าท่านหมอนิคคาริซังอุตส่าห์จะป้อนให้เลยนะคะ”

หลังจากได้ทำความรู้จักกันในวันนั้นเรียบร้อยแล้ว กิจวัตรประจำวันของเขาก็คือการหาเรื่องแกล้งดาบใหญ่เล่มนี้ นิคคาริรู้สึกหมั่นไส้กับท่าทางสงบนิ่งและคำตอบแบบเรียบเรื่อยเช่นนั้นของอีกฝ่ายเสียเหลือเกิน แน่นอนคนที่ได้รับการยกย่องให้เป็นดาบแห่งเทพการรักษาจะพูดอะไรก็ย่อมได้ทั้งสิ้น ในขณะที่เขานั้นเคยเกือบจะได้สิทธิ์นั้นเช่นเดียวกันแต่เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นทุกอย่างเลยพลิกผันไป เขากลายเป็นดาบที่มีนามเรียกขานถึงความน่าหวาดหวั่นน่ากลัว ไม่มีใครมานิยมชมชอบผิดกับอิชิกิริมารุที่กลายเป็นดาบเทพมีแต่คนมายกย่องบูชา

งานแกล้งอิชิกิริมารุนั้นกลายเป็นเรื่องจริงจังมากเสียจนเขาต้องไปนั่งปรึกษาหารือกับท่านทสึรุมารุคุนิกางะ จอมป่วนชาวบ้านชาวช่องแห่งฮงมารุกันเลยทีเดียว นิคคาริแอบยอมรับกับตัวเองในใจลึกๆว่านึกสนุกเสียเหลือเกินที่ได้เห็นสีหน้าแปลกแตกต่างไปจากปรกติของอิชิกิริมารุ ยามที่เจ้าตัวทำหน้าลำบากใจหรือไม่พึงพอใจอะไรสักอย่างแต่จนแล้วจนรอดเข้าก็ยังไม่เคยเห็นอิชิกิริมารุจะโกรธเขาอย่างจริงจังสักที อย่างมากที่สุดก็เพียงแค่ตำหนิเล็กน้อยเลยว่าสิ่งใดสมควรไม่สมควรราวกับเป็นคุณแม่ที่กำลังสั่งสอนเด็กน้อยเลยชักจะได้ใจขึ้นมาเรื่อยๆ

“อา แม้แต่ท่านหญิงก็พลอยเห็นดีเห็นงามเช่นนี้ด้วยหรือขอรับ” อิชิกิริมารุที่นั่งเก็บปลายเท้าเรียบร้อยประคองถ้วยชาร้อนในมือขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาคู่เรียวสีฟ้าเข้มคู่นั้นเหลือบมองใบหน้ายิ้มแย้มของนิคคาริก่อนจะหันมองมองหญิงสาวคนเดียวของเรือนที่กำลังนั่งหัวเราะสนุกสนาน

“แหมๆท่านหมอก็แค่ขนมชิ้นเดียวเองนะคะ อย่าคิดมาก”

“นั้นสิครับไม่ต้องเกรงใจ มาผมป้อนให้นะครับ” อิชิกิริมารุถอนหายใจน้อยๆก่อนจะพนักหน้าด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายผิดกับใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องของนิคคาริ

มือเรียวที่ยื่นขมนให้โอดาจิหนุ่มถูกคว้าไปในเสี้ยววินาทีถัดไปโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก่อนที่อิชิกิริมารุจะอ้าปากรับซากุระโมจิกลิ่นหอมหวานนั้นเข้าไปในปาก ปลายลิ้นของคนถูกป้อนพันเกี่ยวเข้านิ้วเรียวกวาดเก็บเศษแป้งของขนมที่ติดบนมือของเขาเกลี้ยง แม้อิชิกิริมารุจะปล่อยมือของเขากลับไปนั่งเคี้ยวขนมหงุบหงับตามเดิม นิคคาริก็ยังคงนั่งหน้าแดงซ่านใจเต้นแรงกับการกระทำที่ไม่คาดคิดเช่นนั้นของอีกฝ่ายท่ามกลางใบหน้าเหวอเหรอหราของท่านซานิวะ

“อา ฮะฮ่าๆ วันนี้ช่างสงบสุขเสียจริงๆนะ” นายหญิงเจ้าเรือนฮงมารุหัวเราะออกมาหลังจากหุบปากที่อ้าค้างลงมาได้

“อืม นั้นสินะครับ หวังว่าวันนี้พวกนั้นจะพบดาบโคคิทสึเนะมารุนะครับ” ได้ทีก็รีบเปลี่ยนเรื่องหาบทสนทนาอื่นๆขึ้นมาขัดพลางพยายามปลอบใจตัวเองที่กำลังเต้นระรัวเร็วเหมือนมีคนมาตีกลองศึกใบใหญ่อยู่กลางช่วงอก

“ข้าก็หวังแบบนั้นละ ข้าจะได้เอาโคคิสทึเนะมารุมาล่อมิคาสึกิให้มาหาพวกเราเร็วๆไง”

“แต่ข้าว่าคงยากนะครับ ฮ่าฮ่า”

“นี่อาโอเอะซัง…ข้าชอบเจ้านะ”

จู่ๆคนที่นั่งเงียบไปสักพักก็พูดโพล่งขัดออกมาแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ ประโยคสั้นๆที่หลุดออกมาจากปากของอิชิกิริมารุกลางวงน้ำชาเอาเขาเผลอปล่อยทำซากุระโมจิในมือที่ตั้งท่าจะกินหล่นกลิ้งไปกับพื้นอย่างน่าเสียดาย ในขณะที่หญิงสาวคนเดียวในวงเกือบพ่นน้ำชาออกมาจากปากโดยไม่มีท่าทางของกุลสตรีแม้แต่น้อย

“อะ… ฮะฮ่าๆ นี่ล้อกันเล่นใช่ไหมครับเนี่ย” เขาพยายามแก้เกมแกล้งทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน โดยมีเสียงไอค่อกแค่กสำลักน้ำชาของท่านซานิวะดังประกอบ

“ข้าไม่ได้ล้อเล่น” เจ้าตัวยังคงยืนยันหนักแน่นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ถ้าข้าจำไม่ผิดนี่ไม่ใช่วันโกหกของพวกมนุษย์นะครับท่านอิชิกิริมารุ”

“เพราะข้าไม่ได้โกหกไงขอรับ”

“ตะ..แต่มาพูดตอนนี้มันก็ไม่เหมาะสมนะครับ” นิคคาริปฏิเสธรัวเร็วจนลิ้นแทบจะพันกัน

อิชิกิริมารุทำหน้างุนงงประหลาดกับคำพูดของเขาก่อนจะหันไปมองเห็นสีหน้าตกใจของท่านซานิวะหญิง โอดาจิหนุ่มถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆพร้อมกับแย้มรอยยิ้มละไมราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร

“โอยะ ข้าคงอยู่แต่ในศาลเจ้านานเกินไปเลยไม่ค่อยรู้วิธีการของคนอื่นๆทั่วไปสินะขอรับ”

=====

คืนนี้ท่านซานิวะได้สาเกรสเลิศมาจากร้านเหล้าในเมือง นางบอกแค่ว่าเจ้าของร้านฝากมาให้อิชิกิริมารุเพราะลูกชายของเขาหายจากอาการเจ็บป่วยหนักได้หลังจากมีโอกาสได้เข้าไปสักการะเทพแห่งการรักษามาเมื่อเดือนที่แล้ว แน่นอนว่าการมาถึงสุรารสดีเช่นนี้ไม่รอดพ้นการรู้เห็นจากจิโร่ทาจิ โอดาจิแสนสวยที่ใครๆต่างพากันมองเจ้าตัวเป็นพี่สาวคนโตไปหมดแล้ว หากแต่คำสั่งของนายหญิงแห่งฮงมารุถือเป็นเด็ดขาดทำเอาจิโร่ทาจิได้แต่ยืนกระทืบเท้างอแงไม่พอใจที่ตัวเองอดลิ้มรสสาเกชั้นหนึ่งไหนี้ก่อนที่เจ้าตัวจะโดนทาโร่ทาจิผู้เป็นพี่ชายลากตัวกลับไปห้องพัก

นิคคาริโอบอุ้มไหสุราชั้นเลิศที่ได้รับมาจากหญิงสาวเพียงคนเดียวในบ้าน สายตาสองสีมองสอดส่ายหาคนที่ไม่อยู่ร่วมเล่นสนุกกับคนอื่นๆในห้องทานอาหารคืนนี้จนได้มาพบว่าอิชิกิริมารุกำลังนั่งพักผ่อนชมดาวชมเดือนอยู่ตรงชานเรือนริมสวนสวย

“อยู่ตรงนี้เองท่านอิชิกิริมารุ” เสียงเรียกของเขาดึงอัญมณีสีฟ้าคู่เรียวที่กำลังเหม่อมองดวงดาราสีเงินที่พร่างพรายประดับบนผืนนภาสีมืดให้กลับลงมาได้

อิชิกิริมารุแย้มรอยยิ้มอ่อนโยน “มีอะไรอย่างนั้นหรือขอรับอาโอเอะซัง”

“นายท่านฝากเจ้านี่มาให้นะครับ” นิคคาริว่าพูดพร้อมยกไหสุราในมือชูให้ดู

“อา ขอบใจมาก ลำบากเจ้าแท้ๆเชียวอาโอเอะซัง”

“งั้นข้ากลับเข้าไปในเรือนแล้ว” ร่างแบบบางในชุดเครื่องแบบสีนำเงินเข้มหันหลังกลับตั้งท่าจะเดินกลับเข้าด้านในหากไม่มีเสียงนุ่มเอ่ยเรียกจากคนที่ยังนั่งอยู่

“จะไม่ดื่มด้วยกันหรือขอรับอาโอเอะซัง”

จอกเหล้าสีแดงสองจอกถูกเติมเต็มด้วยของเหลวสีใสกลิ่นหอมชวนให้ลิ้มลอง  เงาของดวงจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้าสะท้อนอยู่บนน้ำใสนั้น

“ดาบศักดิ์สิทธิ์กับดาบปีศาจมานั่งร่ำสุราใต้แสงจันทร์แบบนี้ประหลาดดีแท้นะครับ” นิคคาริว่าเช่นนั้นก่อนจะคว้าจอกสุราสีใสแล้วทรุดตัวนั่งลงบนชายเรือนข้างๆร่างสูง

“ฮะฮ่าๆ นั้นสินะ” โอดาจิหนุ่มหัวเราะตอบรับอย่างอารมณ์ดีก่อนจะยกจอกสีแดงสดในมือขึ้นดิ่ม

การมีเครื่องดื่มมึนเมามาเป็นตัวช่วยเช่นนี้ทำให้ทั้งเขาและอีกฝ่ายแลดูผ่อนคลายจากยามปรกติลงมาก ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานตั้งแต่เรื่องนายหญิงของฮงมารุที่ชอบทำเรื่องแปลกประหลาด สึคุโมะคามิเล่มอื่น การต่อสู้ และเรื่องสัพเพเหระทั่วไป ทั้งสองพูดคุยกับอย่างเพลิดเพลินพลัยสายตาของเขาก็เห็นว่าจอกเหล้าในมือของโอดาจิร่างใหญ่นั้นว่างเปล่าแล้ว

“มัวแต่คุยกันเพลิน ให้ข้ารินเหล้าใหม่นะครับท่านอิชิกิริมารุ?”

“ไม่เป็นไรข้ารินเองได้”

อิชิกิริมารุปฏิเสธเสียงนุ่มนวลก่อนจะเอื้อมมือมายกไหสุราเตรียมจะนำไปรินเอง เมื่อเห็นเช่นนั้นนิคคาริจึงแกล้วเอื้อมมือลงไปยกไหสุราเช่นกัน ฝ่ามือเย็นของเขาแตะโดยหลังมือของอิชิกิริมารุอย่างจงใจ โอดาจิหนุ่มนิ่งชะงักลงไปสักพักแล้วค่อยๆขยับเลื่อนฝ่ามือของตัวเองออกไปเงียบๆ

ช่างน่าแปลกยิ่งนัก หลังจากวันนั้นที่อิชิกิรมารุได้ทำการบอกรักกับเขาอย่างอุกอาจต่อหน้าท่านซานิวะไปแล้ว สึคุโมะคามิของโอดาจิเล่มนี้ก็เพียรพยายามหลบเลี่ยงหน้าของเขาตลอดเวลา ทั้งๆที่เป็นคนบอกว่าชอบเขาเองแท้ๆแต่กลับหนีหน้าและเลี่ยงจากอยู่ใกล้ๆกับเขาเสียเช่นนั้น

“ท่านหนีหน้าข้าทำไมหรือครับ”

“ข้าเปล่าหลบหน้าเจ้าสักนิดนะอาโอเอะซัง”

“ไหนท่านบอกว่าชอบข้าไงครับ” นึกสนุกอย่างไรไม่ทราบเขาถึงได้หยิบยกประเด็นวันนั้นขึ้นมาหยอกเย้าคนร่างสูงด้านข้าง “ถ้าชอบข้าจริงๆก็น่าจะแสดงออกให้เห็นชัดเจนหน่อยนะครับ”

อิชิกิริมารุยังคงนั่งนิ่งรับฟังก่อนจะเอ่ยปากถาม “ถ้าเช่นนั้นอยากให้ข้าทำยังไงละขอรับอาโอเอะซัง”

นิคคาริแย้มรอยยิ้มก่อนจะยื่นมือของตัวเองไปตรงหน้าอิชิกิริมารุ “เริ่มแรกเอาแค่ลองจับมือกันก่อนเป็นยังไงครับ”

โอดาจิหนุ่มถอนหายใจน้อยๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มอ่อนโยนให้ มือใหญ่ใต้ชุดคาริงินุยกขึ้นมาค่อยๆสัมผัสเข้ากับมือของวากิซาชิร่างบางช้าๆก่อนจะแทรกเรียวนิ้วประสานเข้ากับนิ้วของเขา ในจังหวะที่เจ้าตัวยังไม่ได้ระมัดระวังดีนิคคาริก็แนบริมฝีปากของตัวเองลงบนแก้มของอิชิกิริมารุอย่างว่องไว

“ฮะฮ่า ตกใจไหมครับท่านอิชิกิริมารุ” วินาทีนั้นเขาแทบเข้าใจความรู้สึกของทสึรุมารุคุนินางะทันทีว่าทำไมถึงได้ชอบกลั่นแกล้งชาวบ้านไปทั่วแบบนั้น

อิชิกิริมารุทำตาโตขึ้นมาเล็กน้อยราวกับประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนที่อัญมณีสีฟ้าเข้มลุ่มลึกคู่นั้นจะหรี่เล็กลง รอยยิ้มใจดีอ่อนโยนยังคงประดับบนใบหน้าของโอดาจิที่ได้สมญานามว่าดาบศักดิ์สิทธิ์ไม่เปลี่ยนแปลงแต่มันกลับทำให้คนมองรู้สึกเย็นวาบขึ้นที่หลังคออย่างบอกไม่ถูก มือใหญ่ใต้ชุดคาริงินุสีเขียวเอื้อมขึ้นมาประคองใบหน้าของเขาอย่างถนุถนอม ปลายนิ้วโป้งของอิชิกิริมารุบดเบียดเข้ากับริมฝีปากล่างของเขาเบาๆ

“อาโอเอะซัง เจ้าลืมไปหรือเปล่า” น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉยเอ่ยขึ้นเบาๆ “ก่อนข้าจะถูกนำมาไว้ที่ศาลเจ้าข้าก็เคยมีชีวิตทางโลกมาก่อนนะ”

“ข้าพยายามอดทนอดกลั้นอยู่ แต่ดูเหมือนอาโอเอะซังนั้นจะไม่เคยระมัดระวังตัวเองเอาเสียเลยนะขอรับ”

=====

ปลายนิ้วเรียวสวยบรรจงกดลากไปตามผิวกายขาวผ่องช่วงไหปลาร้า รังสรรค์ริ้วรอยสีแดงบางๆไปตามทางที่เคลื่อนผ่าน ก่อนที่มือซุกซนจะค่อยๆเลื่อนไหลเข้าเข้าไปใต้เสื้อเชิ้ตสีขาว นัยน์ตาสองสีที่ไม่น่าจะเข้าคู่กันสะท้อนภาพร่างสูงใหญ่ที่กำลังกดตรึงร่างของเขาไว้แนบแน่น กลีบปากสีอ่อนหลุดเสียงครางเครือในลำคอออกมาเรียกความพึงพอใจให้คนที่อยู่ด้านบนยิ่งนักยามที่ตุ่มไตสีแดงเข้มที่ประดับอยู่บนแผ่นอกถูกหยอกล้อรุนแรง

ทำไมเรื่องถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปได้ เพียงแค่เพราะเขาอยากเห็นสีหน้าตกใจของคนคนนี้แท้ๆ

“อะ อือ พอก่อน” เรือนร่างบอบบางกว่าบิดเร้าด้วยความปรารถนา นิคคาริได้แต่หลับตาผินหน้าซุกลงกับผ้าคลุมสีขาวของตัวเองที่ถูกนำมาใช้เป็นที่ปูรองกับพื้น เขาไม่กล้าสู้หน้าคนที่กำลังกระทำการอุกอาจบนร่างกายของตนเอง

“อาโอเอะซัง” เสียงทุ้มนุ่มนวลของคนตัวใหญ่ที่เคยได้ยินมาตลอดมีสำเนียงที่ผิดแผกไปเดิม น้ำเสียงที่เรียกขานชื่อของเขานั้นสั่นเครือและเร้าร้อน ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมาประคองดวงหน้าสวยก่อนจะตามมาด้วยการประกบจุมพิตที่เบาๆ

รสจูบแผ่วเบาเจือไปด้วยกลิ่นของสาเกที่ร่วมดื่มด่ำกันมา ปลายชิวหาสากของอิชิกิริมารุเริ่มซอกไซ้เข้าสู่โพรงปากของคนที่ถูกกดตรึงเอาไว้กวาดต้อนลิ้มลองรสชาติหวานหอมที่ซ่อนเร้นอยู่ด้านใน นิคคาริพยายามต่อต้านการรุกเร้านั้นแต่ก็เพียงไม่นานก่อนที่เขาจะพันเกี่ยวลิ้นของตัวเองเข้ากับอีกฝ่าย

เสียงของกระดุมเสื้อกระเด็นกระดอนไปตามพื้นห้องดังแว่วเข้าหูหลังจากเสื้อของเขาถูกกระชากออกแต่ไม่สามารถดึงสติของเจ้าของชุดให้กลับคืนมาได้ เรือนร่างขาวผุดผ่องที่ปรกติแล้วมักถูกซุกซ่อนไว้ใต้เครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มหนาถูกเปิดออก นิคคาริได้แต่หน้าร้อนแดงยามที่เงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาของอิชิกิริมารุที่กำลังมองสำรวจร่างกายของเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ราวกับกำลังจับจ้องภาพวาดโบราณ

“…พะ พอก่อน เลิกมองได้แล้ว” คนที่ถูกมองพยายามยกมือขึ้นมาปิดบังร่างกายตัวเอง ดวงหน้าสวยแดงก่ำเหมือนเป็นไข้สูง แต่มือใหญ่ของร่างสูงกลับเอื้อมลงมากอบกุมแล้วยึดตรึงเอาไว้กับพื้นอีกครั้งก่อนจะเอ่ยปากยามที่ใช้สายตาโลมเลียทุกสัดส่วนของเขา

“ทำไมละ อาโอเอะซังสวยเสียขนาดนี้”

“ไม่…สวยสักหน่อย”

“ไม่เลยขอรับ อาโอเอะซังสวยมาก…สวยจนข้าอยากจะกัดกินไปหมดทั้งตัวเลย” คำสารภาพแบบตรงๆทื่อๆเช่นนั้นทำเอาคนฟังหน้ายิ่งร้อนเห่อไปหมด

“พูดอะ..อะไรแบบนั้น”

อิชิกิริมารุบรรจงลูบไล้และและจุมพิตไปบนร่างกายของนิคคาริลากไล้จากซอกคอหอมเลื่อนต่ำผ่านหน้าท้องเนียน โอดาจิร่างใหญ่ค่อยๆประพรมสร้างร่องรอยสีกุหลาบช้ำบนผิวขาวราวกับต้องการทิ้งหลักฐานความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเอาไว้บนตัวของวากิซาชิร่างบางนี้ทุกตารางส่วน เสียงครวญครางพร้อมกับจังหวะหอบหายใจหนักดังสะท้อนไปมาบนชานเรือนที่เงียบสงัด

ความแข็งขืนใต้ร่มผ้าที่ปลดปล่อยออกมาจากกางเกงผ้าสีเข้ม ยามที่อิชิกิริมารุสัมผัสผ่านมันแม้เพียงบางเบาก็เรียกเสียงครางเครือจากนิคคาริได้ไม่ยาก ไอร้อนรุ่มจากฝ่ามือที่กอบกุมสัดส่วนเครียดขึงชองเขาเอาไว้รวมเข้ากับแรงปะทะเสียวซ่านที่เกิดจาการสาวรูดรั้งรุนแรงยิ่งทำให้สติสัมปชัญญะของเขากระเจิดกระเจิง แต่นิคคาริก็ยังพยายามสะกดกลั้นเสียงของตัวเองเอาไว้เพราะเกรงเหล่าเด็กๆทันโทที่กำลังหลับพักผ่อนอยู่ที่ห้องพักไม่ไกลจากบริเวณนี้มากจะได้ยินเสียงไม่บังควรเช่นนี้เข้า

“อย่ากัดปากตัวเองสิ ให้ข้าได้ยินเสียงเจ้าหน่อย”

ฝ่ามือที่กำส่วนสงวนของร่างกายเอาไว้แน่นพลางรูดรั้งขึ้นลงเป็นจังหวะ เสียงของเหลวเฉอะแฉะสะท้อนในแก้วหูของเขาชัดเจน อิชิกิริมารุพยายามหว่านล้อมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวกับยาพิษรสหวานล้ำเช่นนั้นเกือบทำให้เขาขาดสติ วากิซาชิร่างบางได้แต่เม้มปากส่ายหัวยิกๆต่อต้านสุดกำลัง คนตัวสูงกว่าได้ยิ้มน้อยๆออกมาอย่างอ่อนใจกับท่าทางปฏิเสชของอีกฝ่ายที่มองอย่างไรก็แลดูน่ารักและน่ากลั่นแกล้งไปพร้อมๆกัน

อิชิกิริมารุที่ใครๆในเรือนพากันเรียกขานว่าท่านหมอผู้ใจดีของฮงมารุนั้นแตกต่างกับอิชิกิริมารุคนที่อยู่เหนือร่างของนิคคาริในยามนี้อย่างสิ้นเชิง แม้รอยยิ้มและสีหน้าอ่อนโยนราวกับต้องการปลอบประโลมเขาจะไม่เปลี่ยนไปจากยามปรกติแม้แต่น้อย แต่นิคคาริสัมผัสได้ถึงความเร้าร้อนและเอาแต่ใจของร่างสูงที่กำลังหยอกเย้ากับร่างกายของเขาอย่างสนุกสนาน โอดาจิร่างใหญ่ลูบไล้กับแก่นกายของเขาด้วยมือเพียงไม่นานก็เลื่อนตัวลง ใบหน้าคมเข้มเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้บริเวณอันเป็นจุดศูนย์กลางของเรือนร่างบุรุษที่กำลังตื่นตัว ดวงตาสีฟ้าลุ่มล้ำเฉกเช่นสีของมหาสมุทรที่ล่อลวงให้คนหลงใหลเช่นนั้นเหลือบแลขึ้นมาสบประสานกับดวงตาสองสีของเจ้าของเรือนร่างเพียงแวบเดียวก่อนที่จะจรดริมฝีปากลงจุมพิตปลายยอดชื้นแฉะนั้นแล้วค่อยๆครอบครองมันเข้าไปทั้งหมด

ความอบอุ่นของอุ้งปากที่โอบอุ้มส่วนเครียงขึงของเขาและสัมผัสสากระคายของชิวหาที่พันเกี่ยวกับผิวอ่อนของเขาเอาไว้ยิ่งกระตุ้นเร้าให้นิคคาริได้แตร้องครางออกมาอย่างสุขสม เสียงแปลกประหลาดไม่คุ้นเคยของการกระทำรักนั้ปลุกเร้าให้นิคคารินอนบิดเด้วยความสะท้านอายหากแต่ใจทั้งๆที่ร่างกายก็เร้าร้อนเอาแต่ใจไม่เชื่อฟังเช่นนั้น มือขาวขยุ้มเอาผ้าผืนน้อยของตัวเองที่ปูรองรับกายไว้เบื้องล่างแน่นยามที่ความรู้สึกร้อนระอุในตัวกำลังพลุ่งพล่านราวกับภูเขาไฟที่กำลังจะทะลักทลายออกมา เพียงไม่นานความปรารถนาสีขาวขุ่นที่ถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่องในตัวร่างบอบบางก็ปลดปล่อยเข้าในไปในปากของอิชิกิริมารุออกมาพร้อกับเสียงครางปนหอบเหนื่อยลากยาว

อิชิกิริมารุเงยขึ้นกลับขึ้นมาพร้อมคราบรักข้นเหนียวที่เปรอะเปื้อนตรงมุมปากซ้ายเป็นทางยาว เขาเพียงแค่ยิ้มน้อยๆพร้อมกับยกนิ้วขึ้นมาเช็ดร่องรอยนั้นก่อนจะลากเลียสิ่งที่เปรอะเปื้อนกลืนกินเข้าไปโดยไม่มีทีท่ารังเกียจแม้แต่น้อย นิคคาริได้แต่เพียงนอนหอบหายใจมองดูการกระทำนั้นด้วยใบหน้าร้อนฉ่า ร่างกายของเขาเปียกชุ่มเหงื่อราวกับเพิ่งกลับจากการฝึกซ้อมดาบก็ไม่ปาน ช่วงล่างที่เพิ่งเป็นอิสระจากการควบคุมของร่างสูงใหญ่นั้นเหนียวเหนอะไปหมดจนรู้สึกไม่สบายตัว

ร่างบอบบางของวากิซาชิหนุ่มที่อยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยถูกโอบอุ้มขึ้นมาวางบนตักของอิชิกิริมารุอย่างถนุถนอม มือใหญ่ที่คุ้นเคยกับการจับดาบฟาดฟันศัตรูเช่นนั้นกลับประคับประคองเขาเบามือประหนึ่งคนตรงหน้านั้นเป็นแก้วใสที่บุบสลายได้ง่าย นิคคาริอยู่ในท่ากึ่งนั่งนอนภายใต้อ้อมกอดอบอุ่นนั้น สองมือเกี่ยวกระหวัดรอบคอของที่คนอุ้มเขาไว้แน่น

“ท่าน..ไปเรียนรู้มาจากไหน” น้ำเสียงสั่นน้อยๆถามที่สิ่งค้างคาในใจออก ทั้งๆที่อิชิกิริมารุชอบบอกคนอื่นไปทั่วว่าตัวเองเป็นดาบที่อยู่ในศาลเจ้ามาตลอด แต่การกระทำอุกอาจเช่นนี้ทำให้ยากจะเชื่อได้ว่าเจ้าตัวอยู่แต่ในศาลเจ้าจริงๆ

“ฮะฮ่า ข้าก็บอกแล้วไงว่าข้าก็เคยมีประสบการณ์ทางโลกมาบ้างนะอาโอเอะซัง”

“กะ…โกหกหมดเลยสินะ”

“ฮะฮ่า ก็แล้วแต่เจ้าจะคิดก็แล้วกัน”

อิชิกิริมารุหัวเราะออกมาน้อยๆก่อนจะก้มจูบเบาๆลงบนเรือนผมสีเขียวเข้มหอมกรุ่นที่ยุ่งเหยิงของคนในอ้อมแขน ร่างใหญ่กระขับร่างเปลือยเปล่าของนิคคาริเข้ากับแผ่นอกกว้างของตัวเอง ลูกแก้วสีแดงก่ำและสีเขียวอ่อนเหลือบมองชุดคาริงินุของโอดาจิหนุ่มที่ยังคงอยู่อย่างครบถ้วน

ทั้งๆที่เขาโดนแกล้งโดนปั่นหัวจนเป็นถึงขนาดนี้แล้วแต่อีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมสัมผัสกับเขาโดยตรงเสียที

“ขี้โกงจริงๆ” เสียงของวากิซาชิร่างบางพึมพำออกมาเบา ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเล็กๆแล่นพล่านไปมาในหัวอย่างหยุดไม่อยู่

“เพราะข้าไม่ใช่ดาบศักดิ์สิทธิ์ใช่ไหม ท่านถึงไม่อยากสัมผัสข้าตรงๆ”

“หืม เจ้าว่าอะไรนะ” อิชิกิริมารุยังไม่ทันได้ตั้งตัวดีก็โดนมือเรียวบางที่เกาะเกี่ยวกดศีรษะอยู่โน้มลงมาหา นิคคาริประกบจูบเข้ากับอิชิกิริมารุอย่างรวดเร็ว ร่างเล็กบางเป็นฝ่ายรุกเร้าเข้าหาอย่างรุนแรง อิชิกิริมารุครางลึกๆในลำคอก่อนที่นิคคาริจะผละแยกออกแล้วกระชากคนที่โอบอุ้มตัวเองไว้ลงนอนบนพื้นแทน

“คนขี้โกง” ร่างผอมบางของนิคคารินั่งคร่อมทับร่างใหญ่ของโอดาจิเจ้าของฉายาดาบศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ แสงจันทร์สีขาวนวลอาบไล้เรือนร่างแบบบางสมสัดส่วนแลดูเย้ายวนใจคนมองจนยากที่จะปฏิเสธได้ นัยน์เนตรสองสีที่จับจ้องคนด้านล่างแฝงเว้าวอนเชิญชวนยามที่มือข้างหนึ่งเริ่มกระตุ้นเร้ายอดอกของตัวเองพลางเลื่อนมือที่ยังว่างอีกด้านลงไปสู่ส่วนกลางของร่างกายที่ยังอ่อนตัวอยู่

“ไม่อยากสัมผัสข้าอย่างนั้นหรือครับ” นิคคาริขบเม้มริมปีฝ่ากเล็กน้อยยามที่เอื้อนเอ่ยออกมาเช่นนั้น “ทั้งๆที่ทำให้ข้าเป็นถึงขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมเปิดเผยตัวตนของตัวเองอีกหรอท่านอิชิกิริมารุ”

“เจ้าอยากให้ข้าเปิดเผยตัวตนอย่างนั้นหรือ” อิชิกิริมารุหัวเราะออกมาเบาๆราวกับไม่รู้สึกรู้สากับภาพสุดแสนเย้ายวนตรงหน้า มือแกร่งเอื้อมไปโอบประคองเอวบางเอาไว้ราวกับตั้งใจประคองไม่ให้คนที่นั่งอยู่บนร่างกายตนเองต้องลื่นล้มไป ใบหน้าสะอาดยังคงระบายรอยยิ้มอบอุ่นทว่าในดวงตาสีฟ้าเข้มนั้นกลับมีเปลวเพลิงบางอย่างลุกโชนอยู่

นิคคาริเลือกที่จะไม่ตอบ ดวงตาต่างสีคู่นั้นเพียงแค่จับจ้องประสานกับเนตรสีฟ้าเรียวแทนคำตอบ

เขาอยากเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความปรารถนาของคนตรงหน้า อยากเห็นอารมณ์อื่นๆที่คนคนนี้จะแสดงออกมายามที่ไม่ได้อยู่กับคนอื่น

เขาอยากเห็นตัวตนที่แท้จริงของจิตวิญาณแห่งดาบนาม อิชิกิริมารุ เหลือเกิน

อิชิกิริมารุนอนนิ่งประคองอีกฝ่ายอยู่บนพื้นไม้เฝ้ามองเขาสัมผัสตนเองด้วยดวงหน้าที่ยิ้มแย้มไปเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย ร่างบอบบางได้แค่กัดปากด้วยความเจ็บใจกับความใจเย็นนั้น ความร้อนรุ่มที่แม้จะเพิ่งปลดปล่อยไปแต่กลับปะทุกลับขึ้นมาได้อย่างง่ายดายจากสัมผัสเพียงน้อยนิดที่เขาเป็นเขาปลุกปั่นตัวเองโดยมีสายตาเจ้าเล่ห์นั้นจับจ้องทุกอิริยาบทเป็นตัวช่วยเร้า นิคคาริเริ่มหอบหายใจถี่และหนักหน่วงขึ้นยามที่ขยับมือของตนเองสาวรูดแก่นกายเบื้องล่าง ความเปียกชื้นสีใสเจือด้วยคราบขาวขุ่นน้อยๆหลั่งออกมาจากปลายยอดสีแดงก่ำตลอดเวลาและทุกจังหวะที่เคลื่อนไหว

จวนเจียนที่ความต้องการของเขากำลังจะถึงฝั่งฝันอีกครั้งทว่ามือใหญ่ของอิชิกิริมารุกลับตะปบหมับล็อคการเคลื่อนไหวของเขาเอาไว้อย่างสิ้นเชิง นิคคาริได้แต่ร้องคำรามออกมาด้วยความขัดใจ

“อะ อือ…ปล่อย มือ”

“อาโอเอะซัง เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามข้าเลยนะ” คนถามยังคงถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มใจดีขัดกับการกระทำอย่างสิ้นเชิง

ร่างกายที่นั่งอยู่ด้านบนบิดเร้าอย่างทรมานด้วยความต้องการที่พลุ่งพล่าน “ปะ…ปล่อยมือนะ”

“แต่ข้ายังไม่ได้ฟังคำตอบของเจ้าเลยนะ” อิชิกิริมารุเอ่ยถามพร้อมกับออกแรงบีบข้อมือของคนบนร่างตัวเองเล็กน้อย

“เจ็บนะ อะ…” นิคคาริร้องออกมาอย่างเจ็บปวด ดวงตาคู่สวยที่มักซ่อนเร้นอยู่ใช้เส้นไหมสีเขียวเข้มนั้นมีหยาดน้ำใสคลอระเรื่อ สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บจากแรงบีบบริเวณข้อมือและความทรมานที่ต้องการปลดปล่อยตัวเอง

ปลายนิ้วโป้งของคนตัวใหญ่ที่บังคับเขาเอาไว้ฉวยโอกาสถูไล้ไปบนรูเล็กๆบนสัดส่วนที่กำลังชูชันเต็มที่ก่อนจะออกแรงกดบดเบียดลงไปเรียกให้หยาดน้ำขาวไหลเอ่อออกมา นิคคาริหลุดเสียงครางหวานออกอย่างห้ามไม่อยู่ แทบลืมไปเสียแล้วด้วยซ้ำว่าทำไมตอนแรกเขาถึงพยายามสะกดกลั้นเสียงของตัวเองเอาไว้

“อาโอเอะซัง” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อของเขาอย่างอ่อนโยนราวกับนานพรายรัวร้ายที่ขุดกับดักเอาไว้ล่อกวางน้อยตัวงามให้มาตกหลุม

“…”

“ว่ายังไงอาโอเอะซัง”

“ดะ โปรด…สัม…ขะ…ข้า” เสียงนั้นเบาแทบจะกลายเป็นการกระซิบ ในคอของเขารู้สึกแห้งผากราวกับมีเม็ดทรายละเอียดมาฉาบไว้จนควานหาโทนเสียงของตนเองไม่เจอ

“หืม ข้าได้ยินไม่ค่อยชัดเลยอาโอเอะซัง”

“ได้โปรด…สัมผัสข้าด้วย อะ…อือ” นิคคาริแทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองเมื่อต้องเป็นฝ่ายเอ่ยประโยคที่น่าอับอายเช่นนี้โดยที่คนด้านล่างตัวของเขายังคงยิ้มละไม ทั้งๆที่ตั้งใจจะกลั่นแกล้งให้อีกฝ่ายแท้ๆทำไมเรื่องมันถึงได้กลับตาลปัตรเป็นแบบนี้ได้

เรือนร่างแบบบางถูกจับกดทอดตัวคว่ำหน้าไปกับพื้นไม้ ร่างสูงใหญ่ขอบโอดาจิประกบกอดอยู่ด้านหลังพลางซุกไซ้บริเวณซอกคอของเขาไม่ยอมห่าง ลมหายใจอุ่นๆเป่ารดไปบนผิวกายที่เริ่มเย็นเพราะอากาศยามค่ำคื่น

“ข้าบอกไว้ก่อนว่า ถึงเจ้าจะร้องให้หยุดข้าจะไม่หยุดกลางคันหรอกนะขอรับ อาโอเอะซัง” แม้อิชิกิริมารุจะพูดเช่นนั้นแต่สติของเขาก็ไม่มีมากพอจะรับรู้หรือตอบโต้ใดๆอะไรอีกแล้ว

 

=====

เสื้อผ้าที่เคยสวมใส่ถูกถอดออกก่อนจะถูกโยนไปอีกทางอย่างไม่ใยดี อิชิกิริมารุจุมพิตเขาอย่างดูดดื่มใต้แสงจันทราที่สว่างไสวอยู่กลางท้องฟ้าสีมืด ร่างใหญ่กว่าโอบประคองร่างกายแบบบางจากด้านหลังไว้เอาไว้แน่น

“สวยจริงๆ ไม่ผิดจากคิดเอาไว้เลย” น้ำเสียงของโอดาจิหนุ่มแผ่วเบาราวกับล่องลอยอยู่ในความฝัน ม่านตาสีน้ำทะเลนั้นไล่มองสำรวจเรือนร่างแบบบางที่เปลือยเปล่าของนิคคาริ

“เลิกพูด….แบบนั้นสักทีครับ…อ๊า” เสียงร้องประท้วงขาดห้วงเมื่อลิ้นหนาลากเลียเนื้ออ่อนบริเวณหลังใบหูของเขา

อิชิกิริมารุเฝ้ามองดูสีหน้าสีหน้าที่เต็มไปด้วยความปรารถนาของนิคคาริด้วยความพึงพอใจก่อนจะเริ่มปลดเปลี้ยงอาภรณ์ที่สวมใส่ออก แสงจันทราสีนวลยามราตรีฉาบไล้ไปตามผิวกายขาวที่มีมัดกล้ามพอเหมาะ นิคคาริได้แต่เหม่อมองร่างกายกำยำสมกับที่เป็นดาบใหญ่ที่เคยซ่อนเร้นอยู่ใต้ชุดคาริงินุสีเขียวนั้นอย่างตกตะลึง

มือใหญ่กอบกุมมือของเขาเอาไว้แล้วชักจูงราวกับนำทางมันลงสู่เบื้องล่างอย่างไม่ลังเล อิชิกิริมารุสอนให้เขาใช้ปลายนิ้วของตัวเองค่อยๆสอดแทรกเข้าไปในช่องทางด้านหลังแม้เขาจะร้องด้วยความตกใจแต่โอดาจิหนุ่มก็หาได้หยุดมือไม่

สองนิ้วก็แล้ว สามนิ้วก็แล้วอีกฝ่ายก็ยังคงดึงดันให้เขาใช้มือตัวเองกับด้านหลัง เสียงของเหลวที่ไหลสะท้อนไปมาดังอื้ออึงจนเขารู้สึกเวียนหัวไปหมด น้ำเสียงนุ่มนวลบรรจงกระซิบคำหวานที่ข้างหูล่อลวงให้เขาทำเรื่องที่น่าอับอายยิ่งนักแต่ตัวเขาเองก็หักห้ามใจไม่ได้ รสชาติของตัณหาที่ถูกยื่นมาจ่อตรงหน้าช่างเย้ายวนใจให้ตกลงไปในหลุมกับดักยิ่งนัก กายบางสั่นสะท้านและบิดเร้าด้วยต้องการให้อีกฝ่ายเข้ามาเติมเต็ม

“…ทะ ท่าน อิชิกิร…”

“เรียกว่าอิชิกิริมารุก็พอ” เจ้าของชื่อดาบศักดิ์สิทธิ์ลูบไล้ใบหน้าของคนที่อยู่ด้านล่าง ริมฝีปากบรรจงป้อนรสจูบหวานอย่างเชื่องช้าให้เขาก่อนจะละออกมา

“อาโอเอะซัง ข้าให้เจ้าเลือกว่าจะว่าจะลุกหนีไปตอนนี้ก็ได้ ข้าจะไม่บังคับขืนใจเจ้าแต่อย่างใดหากเจ้าไม่ต้องการและจะไม่ถือโทษโกรธใดๆเจ้าในภายหลัง” อิชิกิริมารุพูดด้วยสีหน้าจริงใจกว่าทุกครั้ง รอยยิ้มอ่อนโยนที่มีมาตลอดนั้นจางไป “แต่ถ้าเจ้าไม่ไปตอนนี้ข้าจะไม่หยุดและเจ้ามาโทษข้าอีกไม่ได้แล้วนะ”

นิคคาริกระพริบตาถี่ๆราวกับพยายามตั้งสติ สมองที่ตื้อตันไปหมดกำลังประมวลผลคำพูดเหล่านั้นเหล่านั้นอย่างหนักหน่วง

“ข้า…” วากิซาชิหนุ่มพยายามจะตอบแม้จะมีอาการหอบหายใจหนักๆอยู่ ดวงตาสองสีประสานมองเข้าไปในม่านตาสีฟ้าลุ่มลึกคู่นั้นเพื่อค้นหาคำตอบ

อิชิกิริมารุให้ทางเลือกกับเขาอีกครั้ง หากทั้งสองข้ามผ่านขีดความสัมพันธ์ในคืนนี้ไปทุกอย่างก็ไม่มีทางกลับไปเป็นอย่างเดิมอีก อิชิกิริมารุเองอาจจะยังรู้สึกไม่มั่นใจในความรู้สึกของเขาเพราะแม้แต่เขาเองก็ยังไม่รู้ใจตัวเองเลยว่าชอบอิชิกิริมารุจริงๆหรือไม่

“..ข้า..” แววตาลังเลวาวขึ้น นิคคาริขยับเบี่ยงตัวเปลี่ยนท่าเป็นการนอนตะแคงข้างในอ้อมกอดของคนตัวใหญ่ ที่หางตาของเขาแวบหนึ่งเห็นเป็นสีหน้าเศร้าสร้อยของอิชิกิริมารุก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางๆเช่นเดิม

“เข้าใจแล้วละ” โอดาจิหนุ่มแย้มรอยยิ้มน้อยๆก่อนจะขยับตัวตั้งท่าจะลุกขึ้น “ข้าผิดเองที่เอาแต่ใจกับเจ้า”

“อิชิกิริมารุ…”

“ไม่ต้องห่วงหรอกข้าบอกแล้วว่าจะไม่ฝืนใจเจ้า”

ใบหน้าขาวสะอาดนั้นระบายแววของความผิดหวังเอาไว้แม้จะยังคงมีรอยยิ้มอ่อนประดับอยู่ สีหน้าเช่นนั้นเขาไม่เคยเห็นอีกฝ่ายทำมาก่อน นิคคาริรู้สึกได้ถึงลมหายใจของตนเองที่ขาดสะดุดห้วงยามที่ได้เห็นคนตรงหน้าแสดงออกมาเช่นนั้น

เขาอยากเห็นตัวตนที่แท้จริงของอิชิกิริมารุ นั้นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงอยู่ตรงไหนไม่ใช่หรือ!?

รอยยิ้มแบบนั้น สีหน้าเศร้าสร้อยแบบนั้น

ตัวตนของอิชิกิริมารุที่เขาอยากรู้จัก!!

มือขาวเรียวรีบคว้าเกี่ยวชายเสื้อคาริงินุเอาไว้แน่นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะผละออกจากกัน อิชิกิริมารุที่กำลังลุกขึ้นหยุดชะงักก้มลงมองดูนิคคาริด้วยสายตาสงสัย

“…ไหนใครบอกว่าแม้ข้าจะร้องให้หยุดก็จะไม่ยอมหยุดไงละ” เสียงพึมพำเบาๆดังมาจากคนที่นอนอยู่ด้านล่าง

“ได้โปรดเปิดเผยตัวตนของท่านกับข้าด้วยอิชิกิริมารุ” ยามที่เอื้อนเอ่ยประโยคนี้ออกไปนิคคาริรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหูอื้อตาลายชอบกล ได้แต่พูดออกไปเบาๆราวกับกระซิบออกไป

รอยยิ้มแย้มกว้างระบายบนใบหน้าขาวสะอาด เจ้าของชื่อที่ถูกเรียกขานโน้มใบหน้าลงมาจุมพิตวากิซาชิหนุ่ม เรียวลิ้นรุกเข้าไปในโพรงปากของคนตัวบางหนักหน่วงจนคนถูกจูบได้แต่ร้องครางประท้วง ร่างสูงกำยังโอบรัดกายแบบบางแนบแน่น

“จับตัวไว้ได้แล้ว” อิชิกิริมารุพูดออกมา “หลังจากนี้จะไม่ยอมปล่อยให้หนีแล้วนะขอรับอาโอเอะซัง”

“มะ…หมายความยังไงครับ”

“อาโอเอะซัง ข้ารักเจ้านะ” เสียงกระซิบทุ้มต่ำและแผ่วเบาดังที่ข้างหู เป็นประโยคสั้นๆง่ายๆแต่คนฟังรู้สึกเหมือนเลือดลมในร่างกายจะพาลไหลย้อนไม่เป็นทีทางของตัวเอง หัวใจที่เต้นเร้าอยู่ที่กลางอกนั้นสั่นระรัวจนกลัวว่าตัวเองอาจจะเป็นโรคอะไรขึ้นมากระทันหันหรือไม่

อิชิกิริมารุกอดรัดร่างกายของเขาแนบสนิทราวกับไม่ต้องการให้มีช่องว่างใดๆแยกทั้งสองออกจากกัน ริมฝีปากและปลายนิ้วเรียวยาวประพรมลากไล้ไปทั่วผิวขาวที่เต็มไปด้วยรอยช้ำสีกุหลาบเข้ม ความปรารถนาในกามรมณ์ที่ถูกขัดจังหวะเมื่อสักครู่ไม่นานก็สามารถฟิ้นคืนขึ้นมาได้ ยามที่อิชิกิริมารุบรรจงขบเม้มเม็ดทับทิมสีแดงก่ำบนแผ่นอกแกร่งที่ให้ชูชันพร้อมกับเสียดสีเรือนร่างของตนเองกับเขาเบาๆ เขาร้องครางออกมาเมื่อสัมผัสได้ถึงความแข็งขืนที่ร้อนรุ่มจากเบื้องล่างของอีกฝ่าย

นิ้วแกร่งหยอกเย้าช่องทางด้านหลังที่ยังไม่แย้มบานดีแม้เขาจะได้ทำการนำร่องสำรวจเส้นทางไปแล้วมารอบหนึ่งก็ตาม แต่เพราะยังขาดประสบการณ์จึงทำให้ผลการสำรวจนั้นล้มเหลว อิชิกิริมารุแย้มรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แบบที่คนมองรู้สึกใจไม่ดีเท่าไรก่อนจะใช้นิ้วตัวเองกดแยกปากทางแล้วสอดใส่นิ้วของตัวเองเข้าไปช้าๆ นิคคาริถึงกับหายใจสะดุดก่อนจะได้แต่นอนสั่นเทิ้มรับสัมผัสที่แสนเย้ายวนนั้น

เสียงครวญครางเบาๆดังเป็นระยะทุกครั้งที่คนขี้แกล้งพยายามใช้ท้องนิ้วกระทบกระเทียบเข้ากับผนังภายในสร้างความปั่นป่วนให้กับร่างกายของเขา นิคคาริอยากจะเอื้อมมือไปตีคนกระทำมากมายเสียแต่ตอนนี้ตัวของเขาสั่นสะท้านหมดแรงเสียแล้ว ได้แต่ส่งสายตาขุ่นมองตำหนิคนทำ หากแต่สายตาเช่นนั้นหาได้มีความน่ากลัวเพราะอัญมณีสองสีไม่เข้าคู่กันนั้นทั้งเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่วาววับเชิญชวนให้คนมองยิ่งอยากรังแกคนตรงหน้าหนักขึ้นไปอีก

ฝ่ามือร้อนระอุโอบอุ้มสะโพกเพรียวบางให้ยกลอยขึ้น เรียวขาขาวถูกจับแยกออกแล้ววางพาดอยู่บนท่อนแขนกำยำก่อนจะเกี่ยวกระหวัดเข้ากับแผ่นหลังกว้างแบบอัตโนมัติยามที่ความเครียดขึงของอีกฝ่ายค่อยๆสอดประสานเข้ามาในร่างกายของเขาเชื่องช้า ความรู้สึกเจ็บและอึดอัดไม่คุ้นเคยกำลังบีบรัดทรมาน

เขาระบายลมหายใจออกมาหนักๆระหว่างที่พยายามปรับตัวเพื่อรองรับอิชิกิริมารุโดยมีอีกฝ่ายพยายามช่วยลูบไล้และฟอนเฟ้นไปตามเรือนร่างแบบบางที่มีหยาดเหงื่อเกาะพราว สะโพกแกร่งเริ่มขยับเข้าออกเนิบนาบเชื่องช้าเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เขาต้องบาดเจ็บ แต่ก็เพียงไม่นานนักที่จังหวะเคลื่อนไหวของอิชิกิริมารุจะแปรเปลี่ยนเป็นรุนแรงและดุดัน ร่างสูงโน้มตัวลงมาจุมพิตเขาดูดดื่มก่อนจะกระทั้นกายเข้ามาอย่างแรงจนสุด ทำเอาคนร่างบางกว่าต้องกระถดถอยหลังไปเล็กน้อย

อิชิกิริมารุหอบหายใจหนักๆที่ข้างใบหูของเขา มือใหญ่เกาะเกี่ยวสะโพกเพรียวเอาแน่นก่อนจะขยับตัวเข้าไปอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง จังหวะสอดประสานของร่างสูงจาบจ้วงมากยิ่งขึ้นจนร่างของเขาสั่นคลอนไปทั้งตัว นิคคาริรู้สึกหูอื้อไปหมดได้ยินแต่ผิวอ่อนของทั้งสองคนกระทบกันรวมกับเสียงของเหลวเปียกชื้นเหนอะเหนาะดังสะท้อนในแก้วหู ความคิดอ่านทั้งหมดทั้งมวลเหมือนจะจางหายไปหลงเหลือเพียงแค่ความปรารถนาจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับคนที่กำลังกอดรัดเขาอยู่ เขาทำได้แค่เกาะเกี่ยวแผ่นหลังกว้างของคนที่กำลังครอบครองเอาไว้แน่นก่อนจะได้ยินเสียงร้องครางหนักหน่วงในจังหวะรุกเร้าสุดท้ายที่ร่างสูงใหญ่กระทั้นกายเข้ามา

ความร้อนรุ่มที่เอ่อล้นอยู่บริเวณส่วนกลางของร่างกายกระตุ้นเร้าให้เขาต้องเอื้อมมือลงไปจัดการมันออก มือเรียวขยับรูดรั้งสัดส่วนสงวนของตนเองตามที่ใจปรารถนาเป็นจังหวะ นิคคาริหายใจหนักหน่วงจนแผ่นอกสะท้อนขึ้นลงชัดเจน

แรงเสียดสีเร่งจังหวะมากขึ้นก่อนที่น้ำเมือกสีขาวขุ่นเหนียวฉีดพ่นออกอีกครั้งมาจากแก่นกายที่ชูชันของเขาเปรอะเปื้อนเต็มช่วงล่างและหน้าท้อง ใบหน้าของวากิซาชิหนุ่มเห่อร้อนไปหมดเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะจากคนเขี้แกล้งที่ยังประสานกายกับเขาอยู่ตลอดเวลาที่เผ้ามองเขาจัดการกับร่างกายของตัวเอง

ร่างกายกำยำโอบกอดเขาไว้เมื่อถอนส่วนที่สอดประสานกันออกมา เขารู้สึกได้ถึงความเหนียวเหนอะของของเหลวที่ไหลเปื้อนช่วงล่างและปลีน่องได้อย่างชัดเจน ริ้วสีแดงจางปรากฎขึ้นมาใบหน้าของนิคคาริก่อนที่ใบหน้าคมของดาบศักดิ์สิทธิ์จะซุกไซ้เข้ามาคลอเคลีย ประกายตาที่เคยนิ่งสงบของอิชิกิริมารุนั้นกรุ่นไปด้วยไอราคะที่ไม่สามารถปิดบังได้ สายตาที่เต็มไปด้วยความต้องการหนักหน่วงแบบนั้นทำให้นิคคาริรู้สึกเขินอายอย่างมากเพียงแค่อิชิกิริมารุคลี่ยิ้มบางๆ

ดูเหมือนอีกฝ่ายจะจับสังเกตุได้ว่าเขากำลังอาย อิชิกิริมารุเลยตั้งท่าเหมือนจะก้มลงมาจูบเขาอีกครั้ง นิคคาริก็รีบหลับตาลงอย่างว่องไวแต่จนแล้วจนรอดอีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมประกบปากจูบเสียที โอดาจิหนุ่มเปลี่ยนมาเป็นหอมแก้มเบาๆพร้อมกับส่งเสียงกระซิบอู้อี้ว่า “จูบได้ไหมขอรับอาโอเอะซัง”

“ก…ก็จูบไปตั้งหลายรอบแล้วไม่ใช่หรอ” เพราะความอายหรืออย่างไรก็ไม่ทราบเขาดันเผลอตอบแบบนั้นไปซึ่งเข้าเกมที่อีกฝ่ายจงใจวางไว้อย่างบรรจงดิบดี

รอยยิ้มแสนกลที่ไม่เคยพบยามอยู่กับคนอื่นปรกติแย้มออกมายิ่งทำให้ใจของนิคคาริเต้นแรงขึ้นไปอีก “นั่นสินะ งั้นอีกรอบก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยเนอะ”

“อะไรคืออีกรอบครับ!!!”

ยังไม่ทันที่นิคคาริจะประท้วงได้จบประโยคดี เจ้าของนามดาบศักดิ์สิทธิ์ก็ประกบปากจูบเข้ากับวากิซาชิหนุ่มพร้อมกับมือที่มักอยู่ไม่ค่อยเป็นสุขก็เริ่มเลื่อนลงไปส่วนสัดส่วนข้างล่างอีกครั้งอย่างจงใจ

“พอได้แล้ว…ท่าน…มันลามกที่สุด อะ…อือ”

=====

.

.

.

.

.

.

.

Off-Shot

(บทสนทนาระหว่างซานิวะและอิชิกิริมารุ)

“สรุปแล้วอิชิกิริมารุซังได้ปรับความเข้าใจกับนิคคาริซังแล้วสินะคะ”

“แน่นอนขอรับ ขอบพระคุณนายท่านที่เมตตาช่วยเหลือขอรับ”

“ฮะฮ่า งั้นเหล้าที่ให้ไปน่าจะได้ผลนะคะ อุตส่าห์สั่งมาเป็นพิเศษเลยทีเดียว”

“คงอย่างนั้นละขอรับ ฮ่าฮ่า”

“แต่ว่าน่าจะถนอมๆนิคคาริซังบ้างนะคะ เช้าวันนี้ตอนจัดทัพวุ่นวายกันใหญ่เพราะนิคคาริซังร่วมทัพออกไปไม่ได้”

“ครั้งหน้าข้าจะระมัดระวังให้มากกว่านี้ขอรับ”

=====
Me : สรุปอยากถามนิคกี้ว่าได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของหมอหรือยังคะ 5555555555555555555

[Drabble] Final Fantasy XV – Captive

Title: Captive

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Genre: AU / Fantasy

Rating: PG

Comments: สนองนี๊ดอยากแต่งอะไรสักอย่างแม้จะงานยุ่งมากๆเลยทดลองแต่งฟิคนี้ออกมาเล่นๆค่ะ

==================================

ท้องฟ้าของเมืองแดงฉานไปด้วยสีแห่งอัคคีร้อนแรงที่ลุกโหมเผาผลาญทั้งเมืองกลายเป็นทะเลเพลิง เสียงกรีดร้องครวญครางอย่างทุกข์ทรมานที่ดังกระหึ่มไปตามเส้นทางที่กองทัพปีศาจย่างกรายประหนึ่งมโหรีที่ขับกล่อมเรียกความหึกเหิม สัตว์ประหลาดรูปร่างใหญ่หน้าตาดุร้ายและมีคมเขี้ยวแหลมงุ้มยาวออกมาจากปากโก่งคอคำรามและเห่าหอนออกมาด้วยความพึงใจ

ในเขตพื้นที่พระราชฐานชั้นในอันเป็นที่พำนักของราชามนุษย์และถือเป็นเขตหวงห้ามของสามัญชนทั่วไปบัดนี้กลับถูกบุกรุกและทำลายด้วยฝีมือของปีศาจหน้าตาน่าสะพรึงกลัว กรงเล็บคมกริบเสียบแทงทะลุเข้าไปในร่างของเหล่านางกำนัลและข้าราชบริภาษอย่างดุดันแม่นยำไร้ซึ่งความปราณีใดๆจนร่างแล้วร่างเล่าล้มไปกองกับพื้นไม่ต่างใบไม้ร่วงที่บิดพริ้วจากต้นขั้วในสารทฤดู หยาดโลหิตข้นหลั่งรินออกมาอาบย้อมให้โถงทางเดินกว้างให้กลับกลายเป็นนรกสีเลือด

 ดวงตาสีอำพันมองดูเปลวเพลิงสีส้มแดงที่กำลังเริงระบำอยู่เบื้องหน้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มรื่นเริงใจ เสียงผิวปากฮัมเพลงพื้นบ้านโบราณที่นานแล้วหาเคยมีผู้ใดได้ยินยลดังแว่วกังวานมาเป็นจังหวะเรียบเรื่อยชวนฟัง เรือนกายสูงใหญ่ที่สวมใส่ชุดคลุมหลายชั้นสีทะมึนเข้มค่อยหมุนกายกลับเดินมุ่งหน้าไปยังบานประตูหนักและหนาขนาดมหึมาที่มีสมุนปีศาจเปิดมันออกไว้เพื่อต้อนรับราชาของพวกมัน รองเท้าหนังหนาเหยียบย่ำไปบนแอ่งโลหิตสีคล้ำที่ไหลกองท่วมพื้นส่งกลิ่นน่าสะอิดสะเอียดใจไปตลอดทางด้วยสีหน้าสดชื่นแสนผ่อนคลายประดุจว่าตนนั้นกำลังเดินเยื้องย่างชมบุปผานานาพันธุ์ในอุทยานก็ไม่ปาน ปลายเล็บแหลมบนนิ้วยาวบรรจงกรีดลากไปตามกำแพงหินอ่อนสีขาวสร้างร่องรอยและเสียงเสียดแก้วหูไปตลอดทางที่เดิน

พรมสีแดงสดปูลาดยาวจากปากทางประตูท้องพระโรงนำทางมุ่งไปสู่ราชบังลังค์หินอ่อนสีขาวที่สลักเสลาลวดลายเถาราชพฤกษ์ด้วยช่างฝีมือเลิศไว้อย่างประณีตอ่อนช้อย ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำหนาก้าวขึ้นขั้นบันไดสั้นๆที่ทอดตัวนำทางขึ้นไปก่อนร่างหนาจะทิ้งลงนั่งเหนือเก้าอี้ใหญ่อันเป็นสัญลักษณ์แห่งราชา เหล่าปีศาจต่างส่งเสียงแซ่ซ้องยินดีกึกก้องโถงท้องพระโรงกว้าง

จอมมารร้ายบนแท่นบังลังค์กระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะยกมือขึ้นปราม ทุกเสียงต่างสงบลงเพื่อรอฟังบัญชาจากนายเหนือหัวแห่งตน

“ขัยชนะเหนือเทเนไบร์แห่งนี้ข้ายินดียิ่งนัก แต่ก่อนมาที่นี่ข้าเคยได้ยินเสียงเล่ากันว่าที่นี่มีกล้วยไม้ขาวแสนสวย ไหนลองเอามาให้ข้าเชยชมสักหน่อยจักเป็นไรเชียว?”

“เชลยของท่านราชาพร้อมแล้ว. จักให้ข้าประกาศเบิกตัวเข้ามาเลยหรือพะยะค่ะ?” เสนาบดีปีศาจรีบกราบทูลอย่างประจบประแจงเอาใจ เมื่อได้สดับเช่นนั้นใบหน้าแกร่งพยักหน้าลงน้อยเป็นเชิงอนุญาต

เสียงประกาศเรียกเบิกตัวดังสะท้อนไปมาระหว่างผนังท้องพระโรงกว้างขวางก่อนที่ร่างขาวผ่องถูกยักษ์ร่างสูงใหญ่สองตัวฉุดกระชากเข้ามาท่ามกลางสายตาของเหล่าเสนาบดีปีศาจที่ยืนรายล้อมรอบห้อง แม้เจ้าตัวจะเพียรพยายามขัดขืนเพียงใดก็หาสู้กำลังวังชาอันผิดมนุษย์มนาของสมุนแห่งราชาปีศาจได้ เพียงแค่พวกมันกระตุกสายโซ่เหล็กที่ทั้งหนักและหนาที่พวกมันยึดโยงเอาบนข้อมือของเชลยศึก กายเพรียวของมนุษย์ตัวจ้อยก็แทบปลิวถลาไปตามแรงดึงนั้น ก่อนที่เจ้ายักษ์ปักหลั่นนั้นตะโยนร่างๆนั้นลงกับพื้นกลางโถงท้องพระโรงอย่างไม่ปราณีปราศัย เรือนกายสูงเพรียวใต้ชุดสีขาวตัวยาวที่บัดนี้ฉีกขาดและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีน้ำตาลเป็นละอองกระเซ็นไปทั่วกลิ้งกระเด็นไปหยุดแทบฐานบังลังค์ เส้นไหมสีทองออกขาวซีดยาวที่เดิมได้รับการตกแต่งถักเป็นเปียเกลียวอย่างประณีตงดงามหลุดลุ่ยออกมาบดบังใบหน้าของเจ้าตัวเอาไว้

แรงกระแทกนั้นส่งผลในร่างขาวนวลนั้นจุกตื้อจนต้องไอโคลกเสียงดังออกมา ใช้เวลาสักพักกว่าที่มนุษย์ตัวน้อยจะปรับตัวกลับคืนสู่ภาวะปรกติได้ ทว่าจอมปีศาจผู้ประทับนั่งบนบังลังค์ตระหง่านกลับยังคงใจเย็นไม่รีบร้อน ม่านตาสีอำพันเฝ้ามองโลมเลียผิวกายขาวนวลที่โผล่พ้นออกมาตามรอยฉีดขาดของอาภรณ์นั้น รอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์แสนพึงใจคลี่ประดับบนใบหน้ากร้านที่ล้อมกรอบด้วยเรือนผมหยักเป็นลอนคลื่นสีม่วงเจือแดงประหลาดตา

เจ้ามนุษย์ตัวน้อยค่อยๆยันกายขึ้นมาพลางก้มลงจ้องมองตรวนเหล็กที่มัดตรึงมือของตนเองไว้กับสายโซ่ที่ลากยาวไปจบในมือของลูกสมุนปีศาจร่างโต…เขาไร้ซึ่งหนทางที่จะหลบหนี แม้นจักมีฝีมือในการต่อสู้เก่งกาจปานใดก็ไม่อาจรับมือทั้งราชาปีศาจเบื้องหน้าพร้อมกับกองทัพของมันแค่เพียงลำพังได้ อีกทั้งเขาไม่อาจละทิ้งบริวารแวดล้อมของตนเองที่ยังคงมีลมหายใจอยู่ ณ เวลานี้เอาตัวรอดไปเพียงลำพังได้ แววตาเศร้าอาดูรเหม่อมองดูซากร่างกายของบ่าวไพร่ที่รับใช้ใกล้ชิดและสนิทคุ้นเคยมาตั้งแต่ครั้นยังเยาว์วัยต้องมาล้มตายอย่างไร้ค่าเพียงเพื่อปกป้องชีวิตของราชาแบบเขาเอาไว้

“นี่นะหรือราชาแห่งเทเนไบร์…ช่างงดงามเหลือจะพรรณนาได้จริงๆ”

สุ้มเสียงทุ้มติดความแหบพร่าทรงสเน่ห์เอาไว้ในช่วงท้ายเสียงดังขึ้นดึงความสนใจของผู้ที่ถูกล่ามตรวนแน่นหนาให้ต้องเงยกลับไปมองจอมมารผู้โหดเหี้ยมที่บุกทำลายดินแดนอันแสนสงบสุขนี้จนราบพณาสูรด้วยความรู้สึกชิงชัง ปีศาจร้ายตนนี้แปรเปลี่ยนสรวงสวรรค์สูงส่งพิสุทธิ์ให้กลับกลายแดนนรกโลกันตร์สีเพลิง

ร่างขาวสูดลมหายใจเข้าไปไปลึกพยายามข่มกลั้นความเกรี้ยวกราดที่เต้นเร้าทั่วสรรพสางค์พร้อมกับขยับเหยียดกายขึ้นจนเต็มความสูงของตนเองจ้องมองไปยังกายสูงใหญ่ที่อาจหาญประทับนั่งบังลังค์ราชา สุ้มเสียงเรียบเรื่อยเอื้อนเอ่ยเสียงดังฉะฉานเป็นจังหวะนุ่มนวลไพเราะอย่างภาคภูมิใจในนามแห่งตนให้ทุกคนในท้องพระโรงแห่งนี้ได้ยลยิน

“ใช่แล้ว เราคือเรวุส น็อคซ์ เฟลอเร็ทเป็นผู้ปกป้องอาณาจักรแห่งนี้ ยินดีที่ได้พบทุกท่านที่นี้”

แม้จะตกเป็นรองในสถานการณ์เช่นนี้แต่ร่างสูงโปร่งที่ยืนอย่างสงบแทบบังลังค์กลับหาได้มีท่าทีเกรงกลัวไม่ รอยยิ้มแสนกลกับแววตาแพรวพราวแบบที่คนมองรู้สึกชังยิ่งนักปรากฎบนใบหน้ากร้านที่มีหนวดเคราบางๆประดับตามสันกรามแกร่งมองดูมนุษย์ผู้หาญกล้าสบตากับเขา ราชาปีศาจแย้มสรวลก่อนเอ่ยแนะนำตนเองให้ให้เชลยศึกของตนเองทราบ “โปรดเรียกขานข้าว่าอิซูเนีย…อาร์ดีน อิซูเนีย” 

“ได้โปรดจดจำนามแห่งข้าเอาให้มั่นเพราะนับแต่บัดนี้ไปนั่นจักเป็นนามเดียวที่ท่านจะสามารถเรียกขานได้” 

วาจายั่วเย้าเช่นนั้นมาพร้อมกับรอยยิ้มกระหลิ่มกระเหลี่ยแบบที่เรวุสเกลียดเป็นหนักหนาหากแต่ต้องฝืนทนเพราะตนเองนั้นไม่อยู่ฐานะที่จะสามารถกระทำการใดๆได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป

“เราจักเรียกขานนามของใครก็หาใช่ธุระกงการอันใดของท่านไม่ ท่านคุมขังเราไว้แต่ท่านไม่อาจบังคับความคิดของเราได้!” ราชาผู้พ่ายแพ้กล่าวอย่างหนักแน่นทว่าดวงหน้าขาวที่เปรอะเปื้อนกลับเลือกที่จะเบนสายตามองไปอีกด้วยไม่ต้องการจะสบประสานตาตนเองกับประกายตาลุ่มลึกร้อนแรงที่สร้างความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจให้แก่เขายิ่งนัก

“โปรดอย่าทำท่าหมางเมินเย็นชานักเลย เรวุส…ไม่นึกห่วงประชาชนของเจ้าก็จงนึกหน้าเจ้าหญิงลูน่าเฟรย่าเอาไว้เถิด” อาร์ดีนไม่ใคร่พอใจนักที่อีกฝ่ายแสดงอาการต่อต้านตนเองอย่างเต็มที่ หากแต่ตอนนี้ราชาแห่งความมืดยังคงอารมณ์ดีมากพอจะหยอกล้อราชาแห่งโลกมนุษย์ได้ ความอวดดีและเย่อหยิ่งเช่นนี้ถูกใจเขานัก ขนาดอีกฝ่ายอยู่ในชุดที่ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนมอมแมมแถมผมเผ้ารึก็รุงรังไม้สวยงามแต่นั้นก็ไม่อาจบดบังความงามสง่าและสว่างไสวที่เจิดจรัสจากภายในตัวออกไปได้

น่าสนใจกระไรเช่นนี้…เจ้ามนุษย์จอมสามหาวที่แสนงดงาม!

“ห้ามเจ้าแตะต้องลูน่าแม้แต่ปลายก้อยมิเช่นนั้นเราจักได้เห็นดีกัน” วาจาก้าวร้าวอันไม่ควรมีดังมาจากเชลยมนุษย์จอมโอหังเรียกเสียงหัวเราะรื่นรมย์จากคนฟังได้ดีหนักหนา อย่างน้อยมันก็ช่วยดึงสายตาสองสีคู่เรียวนั้นให้กลับมาจับจ้องคนที่นั่งกึ่งกลางบนบังลังค์กว้างได้อีกครั้ง

คิ้วเรียวใต้เรือนผมหยักศกสีม่วงอมแดงหยักเลิกขึ้นข้างหนึ่งราวกับจงใจกวนประสาทคนมองก่อนที่มุมปากขวาจะกระตุกขึ้นแย้มยิ้มสนุกสนานแบบที่เรวุสเห็นแล้วรู้สึกไม่สบายใจ น่ากลัวว่าอีกฝ่ายกำลังวางแผนร้ายกาจบางอย่างในใจที่เขาจะไม่อาจปฏิเสธข้อเสนอนั้นได้

“ท่านก็ได้ทุกสิ่งที่ท่านต้องการแล้วใยยังต้องกักขังพวกเราและคนของเราอีก” เรวุสเอ่ยออกไปอย่างระมัดระวัง เขาไม่ใคร่ไว้วางใจความสงบนิ่งของร่างสูงใหญ่ที่นั่งเหนือบังลังค์มากนัก มันสงบและนิ่งจนเกินไปประหนึ่งช่วงเวลาทะลไร้คลื่นลมก่อนพายุใหญ่จะซัดกระหน่ำ

“จริงอยู่ที่ว่าข้านั้นชนะศึกและได้ครอบครองเมืองของท่านแล้ว หากแต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ข้าปรารถนาแต่ยังไม่ได้มันมาครอบครอง” อาร์ดีนเอ่ยช้าๆด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายราวกับสิ่งที่พูดออกมานั้นช่างน่าเบื่อหน่ายไม่ควรค่าใส่ใจใดๆ แผ่นหลังหนาใต้ชุดคลุมยาวสีทึบเอนพิงลงกับแผ่นหินอ่อนที่แสนเยือกเย็น ท่อนขายาวด้านขวายกขึ้นมาไขว้ห้างอย่างสบายอารมณ์

“นอกจากตรีศูลแห่งเทพพยากรณ์ที่พวกเจ้ายึดไปแล้ว ในอาณาจักรของเราหามีสิ่งใดอื่นที่มีค่าควรเมืองขนาดนั้นอีกไม่!!!” เรวุสเผลอหลุดความเกรี้ยวกราดที่เขาเฝ้าข่มกลั้นเอาไว้นับแต่ถูกโยนเข้ามากลางฝูงหมาป่าหิวกระหายที่พร้อมจะกระโจมเข้ามาขย้ำฉีกกระชากกายเนื้อนี้อย่างไร้ความเมตตา

“เย็นพระทัยไว้ก่อนฝ่าบาท…ให้ข้าเอ่ยให้จบก่อนเถิด” รอยแย้มสรวลสนุกสนานคลี่บนริมฝีปากหยักได้รูปเหนือคางที่มีไรหนวดเคราบางๆนั้น

“สิ่งที่เราพูดคือความสัตย์จริง นอกตรีศูลแห่งทวยเทพแล้ว ในอาณาจักรแห่งนี้หามีสิ่งใดที่สูงค่าไปกว่าอาวุธชิ้นนั้นไม่!!”

“ข้าไม่ได้ต้องการตรีศูลงี่เง่านั้นหรอกเรวุส” ร่างสูงผุดลุกขึ้นจากบังลังค์ที่นั่งครอบครองอยู่ ราชาปีศาจค่อยๆก้าวย่างลงมาตามขั้นบันไดจนมาหยุดยืนเบื้องหน้าร่างเพรียวที่ถูกโซ่ตรวนพันธนาการเอาไว้

“แต่ข้าต้องการบางสิ่ง…บางสิ่งที่แสนเลอค่างดงามจนข้าต้องยอมยกทัพมาด้วยตนเองเช่นนี้” ฝ่ามือแกร่งเคลื่อนมาช้อนเชยใต้สันกรามของเชลยศึกตรงหน้าตนเองอย่างนุ่มนวล ปลายเล็บแหลมคมบรรจงกดลากไล้ไปบนนวลแก้มบนพักตราที่ซีดเผือดนั้นเรียกหยาดเลือดให้ไหลซึมออกมาตามรอยแดงก่อนที่มือสากระคายแสนซุกซนนั้นเริ่มเลื่อนไหลไปตามผิวกายขาวเรียบลื่นบนเรือนร่างของเชลยในกำมือของตนพลางออกแรงโอบรั้งให้อีกฝ่ายขยับแนบชิดจนแทบจะร่างในชุดขาวแทบจะหลอมละลายกลายเป็นหนึ่งเดียวกับกายสูงใหญ่ในอาภรณ์สีอนธกาล ตาคมสีอำพันจ้องมองลึกเข้าในม่านตาสรอเมทิสต์และอความารีนน้ำงามที่เบิ่งกว้างด้วยความตื่นตระหนกพร้อมรอยยิ้มที่คลี่ออกมาเผยให้เห็นคมเขี้ยวยาวสองข้าง

“อย่ามาล้อกันเล่น” ราชามนุษย์ผู้งดงามตวาดออกมาอย่างเกรี้ยวกราด กลีบปากสีอ่อนสั่นระริกด้วยโทสะที่พลุ่งพล่านพร้อมกับพยายามดื้นรนต่อต้าน

“แน่นอนที่สุดฝ่าพระบาท…และบัดนี้สิ่งที่ข้าเฝ้าถวิลหาก็ได้มาตกอยู่ในมือของข้าแล้ว!” เสียงทุ้มสรวลออกเบาๆองด้วยความสำราญใจยามที่เห็นสีหน้าแตกตื่นไม่คาดคิดเช่นนั้นชวนให้หวนคำนึงถึงคราแรกที่พวกเขา…ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าราชาปีศาจได้มีโอกาสทอดพระเนตรเห็นราชามนุษย์สีขาวคราแรก

แม้นเพียงแวบแรกที่ข้าได้พบพานเจ้าผู้ลักลอบแอบพาน้องสาวออกไปเที่ยวเล่นในป่าที่ห่างไกลนั้น ความงดงามพิสุทธิ์นั้นช่างติดตาตรึงใจจนข้านั้นไม่อาจละสายตาไปจากเจ้าได้ ความเยือกเย็นที่แสนหยิ่งผยองของเจ้ายามที่ประทับองค์บนหลังอาชาไนยช่างแตกต่างจากรอยยิ้มแสนอ่อนโยนนุ่มนวลที่เจ้าแย้มให้ยามที่เจ้าหญิงพระองค์น้อยสวมมงกุฎดอกไม้สีฟ้าที่นางตั้งใจร้อยเรียงมาให้พี่ชายลงบนเรือนผมสีเงินนุ่มสลวยนั้น

นับแต่นั้นข้าเฝ้าถวิลหาและร้อนรุ่มปราถนาอยากครอบครองเจ้า ข้าได้แต่สงสัยว่าคนที่แสนยึดมั่นในศักดิ์ศรีเช่นนั้นจะทำสีหน้าแบบไหนหากถูกข้าครอบครอง ยามที่ได้ลากไล้เสียดสีร่างกายตนเองกับผิวกายเรียบลื่นของเจ้านั้นจะเป็นเช่นไร ร่างกายที่แสนเย้ายวนนั้นจะให้ความรู้สึกที่แสนร้อนรุ่มดั่งไฟเผาหรือหนาวเหน็บประหนึ่งหิมะในเหมันต์กันแน่

ใบหน้ากร้านของราชาแห่งความมืดเคลื่อนเข้าลงคลอเคลียใบหน้านวลที่เปรอะเปื้อน ลมหายใจอุ่นร้อนไล่เป่าไปตามหน้าผากเลื่อนลงมายังดั้งโด่งรั้นก่อนจะหยุดเหนือริมฝีปากสีอ่อนที่แห้งกรังเพราะขาดน้ำมาระยะเวลาหนึ่ง เชลยสูงศักดิ์หอบหายใจอย่างตื่นกลัวอยู่ในอ้อมแขนที่กักขังเขาไว้แน่นหนา

“จุมพิตนี้คือคำสาบานและคำสาปจากข้า…ที่จะผูกมัดเจ้าเอาไว้กับความมืดมิดนี้ตลอดนิรันดร์กาล”

เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบบอกราชาผู้พ่ายแพ้ในอ้อมแขนของตนเอง ม่านตาสองสีดุจอัญมณีน้ำงามแสนเลอค่าเบิ่งกว้างพร้อมกับใบหน้าขาวนวลที่พยายามเบี่ยงหลบใบหน้ากร้านที่โน้มลงมาอย่างสุดฤทธิ์ หากแต่ฝ่ามือใหญ่ของจอมมารร้ายนั้นกลับเอื้อมมาตรึงท้ายทอยของกายขาวเอาไว้แม่นมั่นบังคับให้เชลยตัวน้อยนั้นต้องรับจุมพิตแสนดุดันแต่ก็แฝงความหยอกเย้าอย่างไม่อาจหลีกหนีได้

.

.

.

.

ความปรารถนาที่ข้าเฝ้านับวันรอคอยได้มาถึงแล้ว นับจากนี้เจ้าคือสกุณาสีพิสุทธิ์ตัวน้อยที่ถูกข้าหักปีก เจ้าจงมีชีวิตอยู่ในกรงทองคำของข้าเพียงเพื่อขับขานบทเพลงที่แสนร้อนร่านและอ่อนหวานให้กับข้าเท่านั้น ไม่ว่าเจ้านั้นจักมีกี่โฉมหน้าที่หลบเร้นเอาไว้ ข้าจักกระเทาะเปลือกนอกแสนแข็งกร้าวและจองหองนั้นออกมาให้หมดสิ้น

จงอวดโฉมหน้าที่แท้จริงของเจ้าออกมาให้ข้าได้เห็นสิ เจ้ามนุษย์ตัวน้อยแสนเย่อหยิ่งของข้า

.

.

.

.

.

.

.

.

==================================

เคยคิดว่าแบบตลกๆว่า สวยกว่าลูน่าในโลกอีออสก็พี่ชายของเธอเนี่ยละค่ะ พี่ท่านงามจนจักรวรรดิต้องยกทัพมาตีเทเนไบร์เพื่อชิงตัวไป เลยเป็นที่มาของพล็อตมโนเกี่ยวกับความงามล่มเมืองมาเขียนเล่นในฟิคนี้ค่ะ 😂😂😂😂

[Short Fiction] Final Fantasy XV – Sweet & Sour

Title: Sweet & Sour

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: Gladiolus Amiticia x Ignis Scientia

Genre: Romance

Rating: PG

Comments: เป็นช่วงใน Brotherhood ก่อนหนุ่มๆออกเดินทาง ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการไปแซวภาพพ่อหมีกลาดี้ตอนวัยรุ่นในออฟฟิเชียลบุ๊คจากทวิตพี่แยม STECHA ค่ะ 😄

ดีใจได้แต่งคู่นี้สักที หลังจากดองมานานเกินทนค่ะ คู่ป๊าม๊าเป็นคู่แรกที่ชอบใน FFXV แต่กลับได้แต่งฟิคถึงน้อยกว่าคู่พรอมพ์น็อคอีกค่ะ

=====

อาหารรสหวานคือสิ่งที่ช่วยสร้างกำลังใจในวันที่หลายคนเหนื่อยล้า

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะชื่นชอบอาหารรสชาติหวานเลี่ยนแบบนั้น

บางครั้งรสชาติขม เปรี้ยว เค็ม หรือก็เป็นส่วนผสมที่ทำอาหารมีรสชาติกลมกล่อมขึ้น

ชีวิตของมนุษย์ก็เหมือนรสชาติอาหาร มันประกอบจากรสชาติชีวิตที่หลากหลายจนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า…ความทรงจำ

=====

เปลวไฟสีส้มแดงยังคงเริงระบำมอบแสงสว่างให้กับอาณาบริเวณโดยรอบท่ามกลางบรรยากาศมืดมืดของป่าเขาที่เย็นเยียบในช่วงรัตติกาล ความสว่างไสวเช่นนี้ช่วงขับไล่ไอหนาวของอากาศและฝูงสัตว์ร้ายที่ชอบมาป้วนเปี้ยนรอคอยเหยื่ออันโอชารสรอบๆแคมป์ไฟของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

ตาคมสีเขียวเบื้องหลังแว่นกรอบสี่เหลี่ยมที่ช่วยส่งเสริมให้ใบหน้าคมคายนั้นยิ่งโดดเด่นมองดูร่างของเด็กหนุ่มสองคนที่กำลังนอนอย่างสบายอกสบายใจอยู่กลางเต้นท์ เด็กหนุ่มผมดำขลับเลือกที่ซุกตัวเข้ากับผ้านวมอุ่นพร้อมกับขดตัวเข้าหากันดูท่าทางไม่ต่างลูกแมวน้อยที่กำลังนอนขี้เซา ในขณะที่เด็กหนุ่มผมทองอีกคนกลับนอนแผ่เหยียบแข้งเหยียดขาเต็มพื้นที่แบบไม่คิดจะเกรงใจคนอื่นที่ต้องเข้ามานอนร่วมในภายหลัง เสียงลมหายใจลึกๆดังเป็นจังหวะประสานกันเบาๆบ่งบอกว่าทั้งสองคนกำลังตกสู่ห้วงนิทราลึกเรียบร้อยแล้ว รอยยิ้มบางๆวาดขึ้นเหนือริมฝีปากหยักสวยก่อนที่เขาจะละมือออกจากผ้าที่เป็นส่วนของประตูเต้นท์นอนปล่อยให้สองคนในนั้นได้หลับอย่างไร้การรบกวนจนกว่าพระอาทิตย์จะมาเยือนในวันรุ่งขึ้น

กายสูงโปร่งเดินกลับมายังตรงที่นั่งข้างกองไฟก่อนจะเริ่มลงมือเก็บข้าวของเครื่องใช้ต่างๆให้เข้าที่เข้าทางตามเดิม พรุ่งนี้พวกเขาจะต้องออกเดินทางแต่เช้าหากไม่รีบจัดการเก็บอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ตั้งแต่กลางคืนพวกเขาจะต้องเสียเวลาอันมีค่ามาไล่เก็บของในตอนเช้าซึ่งอาจส่งผลให้ตารางการเดินทางต้องรวนได้และพวกเขาจะได้กลับไปถึงคาเอมช้าลง ดังนั้นอิกนิสจึงเลือกใช้เวลาในตอนนี้จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย

สองมือที่ยังคงสวมถึงมือหนังสีเงินมันวาวสาละวนกับการเช็ดทำความสะอาดเตาทำครัวและจานชามอาหารเย็นที่หมดเกลี้ยงไปนานแล้ว มื้อเย็นของพวกเขาวันนี้เป็นสเต็คเนื้อการูล่าราดกับซอสกระเทียมซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารที่กลาดิโอลัสโปรดปรานเป็นที่สุดนอกจากบะหมี่ถ้วยที่ไม่ค่อยจะมีสารอาหารครบถ้วนเท่าไร เขาตั้งใจทำของอร่อยๆที่กลาดิโอลัสชอบเป็นพิเศษเพื่อต้อนรับการกลับบ้านมาขององครักษ์ร่างโตที่จู่ๆมาขอแยกตัวไปทำภารกิจส่วนตัวของตนเองมาสักพักระหว่างที่พวกเขากำลังสาละวนกับการตามหาแร่มิธริลเพื่อนำมาให้ซิดใช้ในการซ่อมเรือที่จะพาพวกเขาไปยังอัลทิสเชีย

ก่อนจะแยกตัวไปกลาดิโอลัสไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรกับน็อคทิสหรือแม้แต่เขาเลยว่าเจ้าตัวจะไปไหนหรือไปทำภารกิจประเภทใด จนกระทั่งพวกเขาก็บังเอิญมาได้พบกันแบบไม่คาดคิดอีกครั้งที่กลางโรงไฟฟ้าในเลสเทลั่มเพราะเกิดปัญหามีปีศาจร้ายบุกโจมตีโรงฟ้าฟ้าทำให้ระบบการจ่ายไฟขัดข้องและทั้งเมืองก็ตกอยู่ภายใต้ความมืดตอนที่เขา น็อคทิส และพรอมพ์โต้มาถึงเมืองโดยอาศัยยานรบส่วนตัวของอาราเนีย ไฮน์วินด์ ทหารรับจ้างของกองจักรวรรดิที่ได้รับการจ้างวานพิเศษจากที่ปรึกษาจอมวางแผนแห่งกองทัพจักรวรรดิอาร์ดีน อิซูเนีย แม้จะไม่เชื่อใจในท่าทีอันเต็มไปด้วยเลศนัยกับหูตาแพรวพราวน่าสงสัยนั้นของราชทูตอิซูเนียแต่พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก การเดินทางด้วยรถมาเลสเทลั่มต้องใช้เวลานานกว่านั่งยานรบมากดังนั้นการมากับอาราเนียจึงถือว่าช่วยย่นระยะเวลาเดินทางที่ดีที่สุด

แม้จะน่าเจ็บใจที่ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามที่ราชทูตจอมเจ้าเล่ห์นั้นคิดล่วงหน้าไว้ทุกประการ แต่ตอนนี้พวกเขาก็ได้แร่มิธริลที่ปรับแต่งพร้อมที่จะนำไปใช้ซ่อมแซมเรือเรียบร้อยแล้ว น็อคทิสได้ฝากให้ไอริสนำมันเดินทางล่วงหน้าไปที่แหลมคาเอมที่ที่ซิดกำลังรอชิ้นส่วนสำคัญนี้อยู่ระหว่างที่พวกเขาขอตัวจัดการธุระแถวนี้ต่ออีกหน่อยก่อนจะตามไปสมทบภายหลัง

กลับมาที่เรื่องของกลาดิโอลัสอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายในโรงไฟฟ้าเลสเทลั่มจบลง องครักษ์ร่างใหญ่ก็เปิดเผยตัวเองออกมาจากชุดป้องกันรังสีที่แสนเทอะทะไร้การออกแบบสวยงามออกมาด้วยใบหน้าแสนแจ่มใสท่ามกลางความตกใจและดีใจของทุกคน…โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเขาเองเจ้าตัวกลับมาด้วยท่าทางทีสบายอกสบายใจขึ้นราวกับปัญหาบางอย่างที่รบกวนใจกลาดิโอลัสมาตลอดหลังจากที่พวกเขาบุกเข้าไปชิงรถเรกาเลียคืนในฐานทัพของนิฟเฟลไฮม์ถูกปัดเป่าออกไป แถมเจ้าตัวยังสำทับกลับใส่องค์ชายรัชทายาทด้วยว่าตอนนี้เขาแข็งแกร่งขึ้นมากๆแล้วด้วย

ความสงสัยของทุกคนพุ่งไปที่รอยบากใหม่ที่ปรากฎเด่นหราอยู่กลางหน้าผากของอีกฝ่าย ทำให้ตอนนี้บนหน้าของคนตัวโตจึงมีรอยแผลขนาดใหญ่สองเส้นตัดขวางกันเหมือนเครื่องหมายบวกจนน็อคทิสอดใจไม่ไหวเผลอแซวกลาดิโอลัสว่าหน้าเถื่อนไม่ต่างจากโจรภูเขาซึ่งเขาแอบลอบอมยิ้มน้อยๆอย่างเห็นด้วยในใจตอนที่เจ้าตัวเล่าถึงที่มาของรอยแผลรอยนี้ด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่งยวด

กระแสความคิดยังคงไหลเวียนในหัวแม้ว่าสองมือจะไม่หยุดขยับก็ตาม ตอนนี้พระจันทร์เริ่มคล้อยแล้วเขาต้องเร่งมือเพื่อจัดการเก็บของให้เข้าที่ทางและเตรียมตัวไปพักผ่อนบ้าง พรุ่งนี้หน้าที่ขับรถไปคาเอมก็คงไม่พ้นมืออิกนิสอีกแน่นอน น็อคทิสกับพรอมพ์โต้ต่างก็มีใบอนุญาตขับขี่แล้วและสามารถขับรถได้แต่เขาก็ยังไม่วายกังวลว่าหากให้สองคนนั้นขับแทนเรกาเลียคงได้เหลือแต่ชื่อกับซากเหล็กในเร็ววันดูจากผลงานการขับรถที่ผ่านๆมา เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาทั้งสี่คนจะถึงที่หมายอย่างปลอดภัยและรถจะยังอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานเมื่อพวกเขากลับมาจากอัลทิสเชียพร้อมเจ้าหญิงลูน่าเฟรย่า อิกนิสตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเป็นคนนั่งหลังพวงมาลัยรถ และหน้าที่คนควบคุมรถนั้นถือเป็นหน้าที่สำคัญ คนขับรถไม่ควรนอนดึกเพราะจะส่งผลต่อประสาทสมองทำให้การตัดสินใจช้าลงและความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุก็สูงขึ้น

อิกนิสก้มๆเงยๆกับการเก็บของตรงหน้า ใบหน้าคมกับนัยน์ตามรกตคู่สวยนั้นมัวแต่จับจ้องกับสิ่งที่ต้องทำอย่างมุ่งมั่นจนเขาแทบลืมรอบข้างไปจดหมดสิ้นหากไม่มีฝ่ามือใหญ่แสนอบอุ่นเลื่อนไหลมาโอบรอบเอวสอบใต้เสื้อเชิ้ตสีม่วงลายเสื้อดาวสีดำพร้อมออกแรงรั้งร่างของเขาให้เข้าไปแนบชิดกับกายกำยำจากทางด้านหลัง ริมฝีปากร้อนได้ทีก้มลงซุกไซ้ข้างลำคอระหงเบาๆสร้างความรู้สึกจั๊กจี้

“กลาดิโอ้ ฉันทำงานอยู่นะ” อิกนิสออกเสียงปรามเบาๆพลางเอียงหัวหลบสัมผัสใบหน้ากร้านที่ก้มลงมาซุกไซ้

“ขอนิดนึงหน่าอิกกี้” เสียงทุ้มดังอู้อี้มาจากข้างหลัง “ไม่ได้เจอหน้ากันหลายวันคิดถึงจะแย่แล้วน้า”

น้ำเสียงออดอ้อนของคนที่โอบกอดอิกนิสจากด้านหลังแนบแน่นทำให้คนตัวสูงโปร่งในอ้อมแขนกำยำต้องอดถอนหายใจออกมาด้วยความอ่อนใจไม่ได้ เวลาได้ยินคนตัวโตอ้อนแบบนี้ทีไรเขาก็อดใจอ่อนไม่ได้ทุกที อิกนิสยอมละมือจากข้าวของเบื้องหน้าตรงเองก่อนจะกลับหลังหันไปสบตากับดวงตาสีน้ำตาลเจือแดงที่แสนดุคู่นั้น

กลาดิโอลัสแย้มยิ้มกว้างบนหน้าของตัวเองเมื่ออิกนิสยอมหันกลับมาสบตาด้วย ร่างสูงใหญ่ค่อยๆปล่อยมือจากสะโพกมนของอีกฝ่ายแล้วใช้สองมือของตนเองบรรจงประคองช้อนใบหน้าคมคายของชายหนุ่มที่สวมใส่แว่นตากรอบสี่เหลี่ยมอย่างนุ่มนวลก่อนที่ใบหน้ากระด้างประดับหนวดเคราจะค่อยๆก้มลงไป ริมฝีปากหยักหนานาบลงบนกลีบปากสีอ่อนแผ่วเบา เรียวลิ้นลากไล้วนหยอกความนุ่มนวลของอิกนิสพลางค่อยๆรุกคืบเข้าไปโพรงปากแสนหวานนั้น ปลายลิ้นทั้งสองตวัดพันเกี่ยวดูดดุนซึ่งกันและกันอย่างเร้าร้อน มือเรียวใต้ถุงมือสีเงินวาวลูบไล้ไปตามแผ่นอกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามประหนึ่งเรียกร้องให้อีกคนทำมากกว่านี้

มือหนาที่เคยประคองเชยใบหน้าคมของราชเลขานุการเริ่มเลื้อยไหลไปตามร่างกายสมส่วนน่าสัมผัสของคนในอ้อมแขน สัมผัสร้อนแรงที่ต่างฝ่ายต่างห่างหายกันไปนับตั้งแต่การเดินทางสู่อัลทิสเชียเริ่มต้นขึ้นเริ่มเรียกร้องได้ทั้งสองร่างเสียดสีกายเข้าหากัน จุมพิตแสนรุกเร้าดูดดื่มไม่อาจเพียงพอเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปของคนสองคน

เมื่อกลาดิโอลัสยอมปล่อยอิกนิสให้เป็นอิสระ ชายหนุ่มตัวสูงโปร่งก็ถึงกับหอบหายใจอยู่ในอ้อมแขนแข็งแรงนั้น ม่านตาสีมรกตมองเห็นเปลวเพลิงปรารถนาสะท้อนลึกในแววตาสีน้ำตาลแดงนั้นชัดเจน แม้ตัวเขาเองจะต้องการไม่แตกต่างจากคนตัวสูงที่กำลังโอบกอดเขาไว้แต่ด้วยหลายๆปัจจัยตอนนี้สมองอันปราดเปรื่องของราชเลนุการก็ประมวลผลได้อย่างว่องไวถึงความเหมาะสม ฝ่ามือเรียวรีบยกขึ้นมาแตะริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวลเป็นการปรามใบหน้ากร้านที่โน้มลงมาคลอเคลียอีกครั้ง

“ตอนนี้ไม่ได้กลาดิโอ้ น็อคท์กับพรอมพ์โต้หลับอยู่ในเต้นท์นะ” เสียงแหบพร่าเอ่ยห้ามขึ้นแม้ใบหน้าของเขาจะเริ่มแดงและร้อนฉ่าด้วยความต้องการที่คุกรุ่นในร่างกายของตัวเองก็ตาม

ราชองครักษ์ส่วนพระองค์ของมกุฎราชมารแห่งลูซิสชะงักค้างกระพริบตาปริบๆสองสามทีก่อนที่สมองของเขาจะค่อยๆประมวลผลประโยคนั้นอย่างเชื่องช้า ใบหน้าที่ประดับหนวดเคราตามสันกรามแกร่งคลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจก่อนจะพยักหน้าลงเป็นเชิงบอกให้อีกคนรับรู้ว่าเขาเข้าใจแล้วท่ามกลางสีหน้าเบาใจของชายหนุ่มผู้สวมแว่นตาเป็นเนืองนิจ ไม่ว่าเมื่อไรหรือตอนไหนอิกนิสก็ยังคงเป็นอิกนิส เจ้าตัวจะติดนิสัยชอบคิดและประมวลผลแบบนี้เสมอๆ นอกจากนี้ทุกอย่างในชีวิตของอิกนิสมันทีเรื่องของน็อคท์เป็นอันดับแรกซึ่งบางครั้งเขาก็อดน้อยใจไม่ได้แต่ก็เข้าใจอีกฝ่ายเสมอมา ในเมื่ออิกนิสบอกว่าไม่ควรเขาก็จะไม่ดึงดันทำให้อีกคนหนึ่งรู้สึกลำบากใจ

อ้อมกอดที่บดเบียดแน่นค่อยๆคลายออกเปลี่ยนเป็นการสวมกอดหลวมๆ แต่ไม่วายที่ริมฝีปากหนาจะแอบฉกลงไปหอมนวลแก้มที่ขึ้นสีแดงระเรื่อของคนในอ้อมแขนพลางใช้จมูกโด่งสันของตนเองดอมดมกลิ่นน้ำหอมประจำตัวจางๆที่ทำให้รู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่ได้สูดดมเป็นการเอาคืนเล็กๆน้อยๆแล้วจึงยอมผละหน้าออกมา

“พรุ่งนี้ต้องแวะเข้าเมืองไปหาซื้อเสบียงก่อนอยู่แล้ว…คืนพรุ่งนี้พวกเราค่อยแยกห้องพักกับพวกน็อคท์ก็แล้วกัน” อิกนิสกระแอมไอน้อยๆขับไล่ความขวยเขินพร้อมกับยกมือขึ้นมาขยับแว่นตาให้เข้าที่และพยายามตีสีหน้านิ่งๆยามที่พูดกับกลาดิโอลัส “ตอนนี้เรามีเงินเก็บมากพอตัวอยู่ น่าจะหาห้องพักสองห้องในเมืองถัดไปได้ไม่ยาก”

“ขอบคุณนะอิกกี้” แววตาสีน้ำตาลแดงนั้นทีประกายแพรวพราวระยับขึ้นมาเมื่อได้ยินอีกฝ่ายบอกแบบนั้น…แทบจะอดใจรอคืนวันพรุ่งนี้ไม่ได้เลย

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตพอดีตัวหรี่ตามองดูความเจิดจรัสในดวงตาของคนที่ยังไม่ยอมหยุดกอดตัวเองอย่างความหมั่นไส้ก่อนที่จะต้องชะงักลงเมื่อสังเกตุเห็นรอยแผลขนาดใหญ่ที่กรีดคาดบนหน้าผากกว้างของคนตัวสูง ปลายนิ้วเรียวใต้ถุงมือเอื้อมไปแตะไล้บนความแข็งกระด้างของสะเก็ดที่เริ่มก่อตัวเหนือปากแผลยาวนั้นเบามือ รอยบากนี่ค่อนข้างหนักและลึกพอสมควรซึ่งอิกนิสแน่ใจว่ามันจะต้องทิ้งร่องรอยไว้บนใบหน้าคมสันของกลาดิโอลัสไม่ต่างจากแผลกรีดเดิมเป็นทางบนดวงตาซ้ายนั้น

“ตอนนั้นฉันคงหน้าเหมือนโจรป่าเถื่อนแบบที่เจ้าน็อคท์มันว่าเลยสินะ” กลาดิโอลัสเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกคนเอื้อมมือมาจับบาดแผลกลางหน้าผากของตนเอง บทสนทนาเมื่อยามเย็นช่วงทานอาหารเย็นถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงด้วยความขบขัน คนที่โดนเจ้าชายเรียกว่าหน้าเหมือนโจรป่าหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีแตกต่างจากสีหน้าคนที่มองดูรอยนั้นอย่างสิ้นเชิง

“น็อคท์ก็พูดเกินไป…” แม้อิกนิสจะพยายามพูดปลอบใจทว่าม่านตาสีมรกตน้ำงามจ้องมองรอยแผลเป็นที่ลากยาวจากหน้าผากกว้างผ่านเปลือกตาซ้ายลงมาอย่างน่าหวาดเสียวจนถึงโหนกแก้มสูงด้วยสีหน้าไม่สบายใจเท่าไร “แต่มันทำให้ฉันกลัวตอนที่เห็นมันครั้งแรก…เหมือนตอนนั้นไม่มีผิดเลย”

คราวนี้เป็นฝ่ายกลาดิโอลัสที่เป็นคนชะงักเสียงหัวเราะก่อนเสียงทุ้มจะพูดอ้อมแอ้มออกมาเบาๆ “อ่า…เป็นความทรงจำที่ไม่ค่อยดีสำหรับนายสินะอิกกี้”

“…ไม่ก็เชิงว่าไม่ดี แต่แค่ฉันเป็นห่วง…” คนฟังเอ่ยปฏิเสธหน้านิ่งก่อนจะชะงักไปเพราะหลังมือใหญ่ที่ยกขึ้นมาเกลี่ยไล้ไปตามเค้าโครงหน้าคมคายสมบูรณ์แบบนั้น

“ไม่ต้องห่วงไปหรอก ตอนนั้นกับตอนนี้มันต่างกันแล้วนะอิกกี้” กลาดิโอลัสยิ้มบางๆพลางจ้องมองใบหน้าของคนที่เขาเฝ้าคิดถึงมาตลอดนับตั้งแต่ขอแยกตัวออกไปทำภารกิจของตนเอง

“ฉันบอกแล้วไงว่าจะแข็งแกร่งเพื่อที่จะได้ปกป้องน็อคท์ พรอมพ์โต้…แล้วก็นาย”

คนได้ฟังคำยืนยันแบบนั้นก็คลี่ยิ้มอ่อนโยนที่นานๆครั้งจะมีโอกาสให้ได้เห็นบนใบหน้าคมคาย เปลือกตาสีน้ำนมหลับลงเผยให้เห็นแพขนตาหนาที่ทาบทับเป็นเขาเหนือโหนกแก้มเนียน อิกนิสเอียงใบหน้าน้อยๆรับสัมผัสนุ่มนวลจากปลายนิ้วที่สากด้วยรอยจากการฝึกซ้อมดาบอย่างหนักหน่วงนั้น มือเรียวใต้ถุงมือหนังยกขึ้นมาประกบทาบฝ่ามือร้อนนั้นเบาๆ

“ฉันรู้กลาดิโอ้”

.

.

.

.

.

(- – – สองปีก่อน – – -)

ข่าวเจ้าชายรัชทายาทของราชอาณาจักรลูซิสถูกปองร้ายด้วยฝีมือของพวกอันธพาลกลางใจเมืองกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทุกสำนักข่าวในอินซอมเนียพาดหัว เนื้อหาข่าวเอ่ยอ้างอิงแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือจากในซิทาเดลว่าเจ้าชายน็อคทิสผู้ที่บัดนี้เจริญพระชนมายุได้ 18 ชันษาถูกพวกแก๊งอันธพาลที่กำลังอยู่ในสภาพเมามายขู่กรรโชกและพยายามรุมทำร้าย โชคดีที่องค์ชายทรงปลอดภัยด้วยการถวายการอารักขาอย่างใกล้ชิดจากบุตรชายคนโตของตระกูลอามิทิเซีย ราชองครักษ์ส่วนพระองค์ที่ติดตามเสด็จไปด้วย หากแต่บุตรชายของท่านลอร์ดคลารัส อามิทิเซียไปรับบาดเจ็บจากการปกป้องเจ้าชายและกำลังเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ตอนนี้ประเด็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวลูเชี่ยนกำลังถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงและอภิปรายกันอย่างดุเดือดแม้ทางรัฐบาลจากซิทาเดลจะออกมายืนยันว่าจะจัดการดูแลและรักษาความปลอดภัยของภายในเมืองอินซอมเนียอย่างเคร่งครัดก็ตาม

กลาดิโอลัสตื่นขึ้นมาบนเตียงสีขาวขนาดใหญ่ เพดานห้องที่เขากำลังนอนจ้องมองด้วยดวงตาข้างขวาเพียงข้างเดียวนี้ก็เป็นสีขาว กลิ่นของยาที่อบอวลในห้องติดปลายจมูกโด่งรั้นบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าตอนนี้เขากำลังอยู่ที่ไหน หลังจากนอนนิ่งนานพอสมควรร่างกายสูงใหญ่และกำยำกว่าคนอื่นเมื่อเทียบกับวัยรุ่นที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันแล้วค่อยๆขยับลุกขึ้นช้าๆ

มือหนาที่สากและเต็มไปด้วยรอยจากการฝึกฝนดาบยกขึ้นมาลูบจับผืนผ้านุ่มที่พันอยู่รอบศีรษะของตนเองตั้งแต่ก่อนเขาตื่นขึ้นมาอยู่นานสองนานด้วยความรู้สึกรำคาญ เขาไม่เคยต้องถูกพันตาข้างหนึ่งแบบนี้มาก่อน การต้องมองโลกภายนอกด้วยดวงตาที่เหลือเพียงข้างเดียวเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากและคงต้องใช้เวลาปรับตัวอีกสักพักกกว่าที่เขาคุ้นชินกับมันได้

“พี่กลาดี้ โอ้ย ในที่สุดก็ยอมตื่นขึ้นมาสักทีนะคะ” เสียงใสๆของน้องสาวแสนน่ารักที่เขาชอบฟังเวลาเธอร้องเพลวเจื้อยแจ้วเสมอๆดังขึ้นไม่ไกลเตียงนอนออกไปเท่า

“โอ ไอริสเองหรอ” กลาดิโอลัสหันหน้าไปมองร่างผอมบางในเสื้อแขนกุดสีดำตัวยาวคลุมลงมาถึงช่วงสะโพกกับมินิสเกิร์ทที่เขามองกี่รอบก็ให้รู้สึกขัดใจกับความสั้นของมัน แต่ต่อให้เขาบ่นไปมากเท่าไรไอริสก็ไม่ใส่ใจอยู่ดี แถมดีไม่ดีเจ้าตัวจะบ่นเขากลับว่าไม่รู้จักคำว่าแฟชั่นอีกด้วยซ้ำ

เด็กสาวร่างผอมบางมีใบหน้าเกลี้ยงเกลารูปไข่รับกับดวงตาสีน้ำตาลใสแจ๋วน่ารักรีบร้อนวางข้าวของพะรุงพะรังในมือของตนเองลงบนโต๊ะกว้างในกว้างพร้อมรีบหรี่เดินเข้ามาเกาะข้างเตียงกว้างที่พี่ชายของเธอกำลังนอนพักฟื้นร่างกายอยู่

“หลับสบายดีไหมพี่กลาดี้” เด็กสาวส่งเสียงถามขึ้นพร้อมส่งเสียงหัวเราะคิกคัก

“ก็ดี นานๆทีได้หลับยาวๆแบบไม่ต้องมีคนมาปลุกกวนใจ” คนตอบเลือกกวนประสาทกลับเรียกฝ่ามือน้อยๆของน้องสาวให้ฟาดลงมาบนท่อนแขนกำยำเบาๆ กลาดิโอลัสหัวเราะหึหึออกมาก่อนจะต้องนิ่วหน้าเพราะรู้สึกเจ็บปลาบตั้งแต่บนหน้าผากลากยาวมาจนถึงโหนกแก้มซ้ายที่หลบอยู่ใต้ผ้าที่พันรอบอยู่

ไอริสหน้าเสียเล็กน้อยก่อนจะเดินมาแตะไหล่หนาของคนที่นั่งอยู่บนเตียงสีขาวเบาๆ “พี่โอเคไหม ให้ฉันเรียกพยาบาลมาไหม?”

มือหนารีบยกขึ้นมาบอกเป็นเชิงปรามน้องสาวเพราะไม่อยากให้เรื่องราวบานปลายใหญาโต “ไม่เป็นไร ยังไหวๆ”

ความเจ็บแปลบนั้นเพียงไม่นานก็ทุเลาลง กลาดิโอลัสรู้จักร่างกายของตนเองดีว่าเขาสามารถทนความเจ็บแค่นี้ได้หรือไม่  เมื่อรู้ดีว่าตนเองไม่ได้ปวดทรมานทุรนทุรายจนทนไม่ไหวเขาก็ไม่อยากวุ่นวายเรียกพวกพยาบาลที่น่าจะกำลังหัวหมุนกับการดูแลคนไข้อื่นๆมาให้ลำบากอีกฝ่ายเท่าไร

“พ่อต้องดีใจมากแน่ๆเลยที่รู้ว่าพี่ตื่นแล้ว” ไอริสเริ่มชวนคุยเสียงเจื้อยแจ้วร่าเริงตามแบบฉบับของเธอ มือเรียวเล็กส่งแก้วน้ำสะอาดให้กับคนป่วยบนที่นอนรับไปจิบแก้กระหายก่อนจะผละเดินกลับมาที่โต๊ะกว้างที่เจ้าตัววางข้าวของมากมายเอาไว้ น้องสาวของเขาหยิบเอาซุปใสออกมาจากบรรจงเทลงลงในชามปากกว้าง ไอร้อนกรุ่นยังคงโชยขึ้นมาจากของเหลวพร้อมกับส่งกลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอขึ้นมา

“ตอนที่พ่อรู้ข่าวจากพวกคราวน์การ์ดว่าพี่ได้รับบาดเจ็บ พ่อแทบจะบุกเข้าไปในห้องผ่าตัดเองเลยด้วยซ้ำ” ไอริสเล่าไปพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะขบขัน

“พ่อก็ตื่นตูมไปได้ พี่ไม่เป็นอะไรมากหรอก” กลาดิโอลัสส่ายหน้าน้อยๆด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อนใจกับสิ่งที่ได้ยิน…พ่อของเขาลอร์ดคลารัส อามิทิเซียมีนิสัยห้าวหาญ เถรตรงและดุเดือด ยามที่พูดในสิ่งที่ถูกที่ควร สิ่งที่ช่วยเตือนสติก็ไม่เคยไว้หน้าผู้ใดแม้แต่คนคนนั้นจะเป็นราชาสูงส่งผู้ปกครองอาณาจักรแห่งนี้ก็ตาม บางทีกลาดิโอลัสก็คิดว่าเขาเองก็ได้รับอิทธิพลด้านนี้มาจากพ่อของเขามากพอสมควรอยู่

“แต่หมอก็บอกว่าอาการพี่น่าเป็นห่วงจริงๆนะ” กลับเป็นไอริสที่หยุดมือจากการรินเทซุป ใบหน้าใสเกลี้ยงเกลานั้นมีแววสลดลงพร้อมกับดวงตาที่หม่นแสงเมื่อถึงเหตุการณ์วุน่วายเมื่อหลายวันก่อน “หมอบอกกับพ่อว่าต้องรอจนบาดแผลบนหน้าพี่หายดีก่อนถึงจะสามารถประเมินความเสียหายที่ดวงตาพี่ได้…บางทีพี่อาจจะต้องเสียตาซ้ายไปก็เป็นได้”

คนได้ฟังถึงกับนิ่งอึ้งไปนานพอสมควรกับสิ่งที่ได้ยิน หากจะต้องสูญเสียการมองเห็นทางซ้ายไปสำหรับกลาดิโอลัสเขาไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาในการดำรงชีวิตต่อไปหลังนี้ หากแต่นั้นค่อนข้างเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหน้าที่การงานของเขามากกว่า การเป็นโล่ห์แห่งกษัตริย์มีหน้าที่ในการถวายอารักขาความปลอดภัยให้กับคนในราชวงศ์ลูซิสเขาจำเป็นต้องมีการหูตาที่ว่องไวและทันต่อการเคลื่อนไหวของฝั่งศัตรู หากเขาเสียการมองเห็นฝั่งซ้ายไปนั้นคือจุดบอดที่ส่งผลต่อการต่อสู้ในอนาคตแน่นอน…บางทีเขาอาจต้องถูกปลดจากการเป็นองครักษ์รักษาพระองค์ของเจ้าชายเลยก็ได้ด้วยซ้ำ

“แต่หมอบอกว่ายังไม่แน่หรอกนะคะ” คงเพราะเห็นพี่ชายของตนเองนั่งนิ่งไปนาน เด็กสาวผมสีดำสนิทเหมือนสีขนนกกาน้ำจึงรีบพูดขึ้นด้วยเสียงร่าเริงกลบเกลื่อน “ไว้รอพี่หายดีแข็งแรงขึ้นแล้วแล้วเราค่อยมาว่ากันดีกว่ากันต่อเนอะพี่กลาดี้”

ชายหนุ่มร่างกำยำได้แค่หัวเราะหึหึพร้อมจ้องมองดูน้องสาวของตนเองสาละวนจัดการตระเตรียมอาหารอ่อนๆให้เขาต่อไป เขาไม่รู้ว่าตนเองนั้นหลับใหลไปนานเท่าไรและตอนนี้ด้านนอกเป็นอย่างไรบ้างแล้ว ความสงสัยเรียกให้กลาดิโอลัสเอ่ยปากถามคนเดียวที่ตอนนี้เขาพอจะถามได้

“ว่าแต่ตอนนี้ด้านนอกเป็นยังไงกันมั้ง?”

ดวงตาสีน้ำตากลมโตของเด็กสาวตัวบางเงยหน้าขึ้นมาจากกองของกินมากมายแวบนึงก่อนที่เธอจะหันกลับไปสนใจสิ่งที่กำลังทำในมือต่อ แต่ปากน้อยๆก็ยังคงเอ่ยเล่าความเคลื่อนไหวให้ฟังไปด้วย “ข่าวจากชายแดนก็ยังคงสงบเหมือนเดิมละค่ะ มีแค่บางสื่อที่รายงานความเคลื่อนไหวของพวกจักรวรรดิแถวๆชายแดนกาลาด ส่วนในเมืองนี่เรื่องของพี่กับน็อคท์นี่ร้อนแรงสุดๆไปเลยทำเอาที่วังวุ่นวายโกลาหลกันไปหลายวันอยู่”

“แล้วน็อคท์ตอนนี้อยู่ไหน?”

“โดนกักตัวอยู่ในซิทาเดลสิค่ะ” ไอริสอดหัวเราะออกมาเบาๆไม่ได้เมื่อพลันหวนนึกถึงสภาพเบื่อหน่ายถึงขีดสุดขององค์ชายรัชทายาทที่โดนคำสั่งกักตัวจากราชารีจิสให้อยู่แต่ในเขตวังพร้อมกับการดูแลอย่างใกล้ชิดตอนที่เธอเข้าวังไปเอาเยี่ยมท่านพ่อคลารัสเลยถือโอกาสแวบไปเยี่ยมเจ้าชายตัวดี

“คุณอิกนิสตอนนี้เลยกลับมารับหน้าที่ดูแลน็อทค์เต็มรูปแบบอีกครั้ง” ชื่อของราชเลขานุการมาดเนี๊ยบที่ดังขึ้นมาโดยที่เขายังไม่ทันได้ตั้งตัวทำเอาใจคนฟังเผลอกระตุก

“เอ่อะ…แล้วอิกนิส…ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?”

“…บางทีพี่ควรถามฉันเรื่องนี้ให้เร็วกว่านี้นะ”

.

.

.

กลาดิโอลัสกำลังนั่งๆนอนๆหายใจทิ้งไปอย่างไร้ค่าบนเตียงสีขาวกว้างอย่างเบื่อหน่าย ตอนนี้เขาคิดว่าตัวเองน่าจะพอเข้าใจอารมณ์ของเจ้าชายรัชทายาที่คงกำลังนอนกลิ้งไปมาบนเตียงกว้างในห้องพักส่วนตัวที่ซิทาเดลพอสมควร กิจวัตรตลอดสามสี่วันที่ผ่านมานี้ไม่มีแปลกใหม่เปลี่ยนแปลงเลยหลังจากเขาลืมตาฟื้นขึ้นมา เริ่มด้วยการมีพยาบาลเข้ามาวัดอุณหภูมิร่างกายและสภ่พบาดแผลบนใบหน้าของเขาในตอนเช้า ทานอาหารและยาปฎิชีวินะป้องกันการอาการอักเสบและฆ่าเชื้อ อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์หรือฟังวิทยุ เขาสามารถเดินไปหารวมถึงออกกำลังกายแบบเบาๆได้หากแต่หมอยังไม่แนะนำให้เขาออกแรงมากเกินไปในช่วงนี้จนกว่าบาดแผลตรงดวงตาจะสมานกันดีแล้ว

ตอนนี้คนในคราวน์การ์ดและซิทาเดลต่างทราบว่าเขาฟื้นแล้ว บางทีก็มีคนรู้จักแวะเวียนมาเยี่ยมและอยู่พูดคุยกันแก้เหงาบ้างแต่นั้นก็ยังน่าเบื่ออยู่ดี กลาดิโอลัสได้โทรศัพท์คุยกับพ่อของเขาตั้งแต่วันแรกที่ฟื้น แน่นอนว่าลอร์ดคลารัสที่ถวายการรับใช้ราชารีจิสในฐานะที่ปรึกษาย่อมมีภารกิจยุ่งเต็มมือจนไม่อาจปลีกเวลามาเยี่ยมเขาด้วยตนเองได้ แต่กลาดิโอลัสได้ยินสุ้มเสียงของพ่อผ่านอุปกรณ์สื่อสารก็พอใจและรู้ว่าคนเป็นพ่อปลื้มปิติแค่ไหนที่เขายังปลอดภัย

ยกเว้นใครอีกคนที่ไม่แม้แต่จะโทรศัพท์มาหรือโผล่หน้าค่าตามาเยี่ยมไข้เขาเลยด้วยซ้ำถึงแม้เจ้าตัวจะทราบข่าวของเขาดีก็ตาม!!

ทั้งๆที่พวกเขาสองคนกำลังคบหาดูใจกันอยู่แท้ อีกฝ่ายไม่น่าใจจืดใจดำกับเขาขนาดจะไม่ยอมมาดูดำดูดีกันเลยแบบนี้

แต่จะเรียกอีกคนว่าคนใจดำก็คงไม่ได้ เพราะตอนนี้น็อคท์กลับไปอยู่ที่ซิทาเดลแบบเดิมชั่วคราวอยู่ คนคนนั้นคงกำลังวุ่นวายกับการดูแลองค์มกุฎราชกุมารตามนิสัยที่เคยเลี้ยงดูเด็กหนุ่มมาตั้งอ้อนแต่ออด กลาดิโอลัสรู้ดีว่าอิกนิสได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ดูน็อคทิสตั้งแต่เจ้าตัวยังเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆด้วยซ้ำ ว่าเพราะฉะนั้นเขาไม่มีสิทธิ์บ่นไม่มีสิทธิ์โวยวายใดๆทั้งสิ้น สำหรับคนคนนั้นเรื่องของน็อคทิสคือสิ่งที่ถูกจัดลำดับไว้เป็นอันดับหนึ่งในชีวิตเสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาก็ตาม

เสียงทุ้มพ้นลมหายใจออกหนักๆดังสะท้อนไปมาในห้องกว้างที่แสนเงียบเหงาก่อนที่จู่ๆเสียงเคาะประตูห้องพักคนเจ็บจะดังขึ้น คิ้วเข้มขมวดเข้าหาอย่างประหลาดใจพลางนึกสงสัยว่าใครกันหนอที่มาในยามนี้ โดยปรกติแล้วหากเป็นไอริสมาช่วยเฝ้าไข้เธอจะไม่เคยเคาะประตูห้องรวมถึงคนในกลุ่มคราวน์การ์ดคนอื่นๆก็มักจะเปิดเข้ามาแบบไม่สนใจเรื่องมารยาทใดๆทั้งสิ้น

“ประตูไม่ได้ล็อค เข้ามาได้เลย” กลาดิโอลัสลุกขึ้นมานั่งเหยียดหลังตรงบนเตียงก่อนเปล่งเสียงบอกคนด้านนอกให้ทราบด้วยระดับเสียงที่ไม่หนักไม่เบาจนเกินไปเพื่อป้องกันไม่ให้เสียงของเขาไปรบกวนการพักผ่อนของคนป่วยห้องข้างเคียง

เมื่อคนด้านนอกได้ยินเช่นนั้นจึงตัดสินใจบิดลูกบิดบานประตูเปิดเข้ามา เรือนร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ๊ตสีขาวกับเสื้อกั๊กสีเข้มช่วยเพิ่มความภูมิฐานให้เจ้าตัวได้เป็นอย่างดี ช่วงขาเรียวยาวใต้กางเกงผ้าสีดำขยับก้าวพาตตัวเองเข้ามาในห้องสีขาวแห่งนี้อย่างงามสง่า ตาคมสีมรกตเข้มเบื้องหลังแว่นตากรอบสี่เหลี่ยมที่ขับให้ใบหน้าคมคายนั้นยิ่งโดดเด่นเหลือบแลมาสบประสานเข้ากับม่านตาสีน้ำตาลแดงที่กำลังเบิ่งกว้างด้วยความตกใจปนประหลาดใจกับการมาถึงอย่างที่เขาไม่ได้คาดคิด

อิกนิสเดินถือถุงกระดาษสีน้ำตาลเข้มในโตในอ้อมแขนเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉยยากที่จะคาดเดาว่าร่างสูงโปร่งกำลังคิดอะไรอยู่ ราชเลขานุการหนุ่มมาดเนี๊ยบเพียงแค่เอ่ยทักทายคนที่นอนบาดเจ็บบนเตียงด้วยน้ำเสียงนิ่งๆจนคนฟังแอบรู้สึกใจแป้วไม่น้อย

“อิกกี้” เสียงทุ้มหนักเอ่ยเรียกเสียงอ่อยแต่ดูเหมือนเจ้าของชื่อจะแกล้งทำหูทวนลมใส่ องครักษ์ส่วนพระองค์ร่างโตได้แต่นั่งหลังพิงกับหมอนนุ่มใบใหญ่ที่ยุบตัวตามแรงทับจากเรือนร่างกำยำ กลาดิโอลัสใช้ดวงตาข้างขวาที่ไม่ถูกผ้าสีขาวหนาพันปิดไว้มองดูกายโปร่งที่เดินจัดข้าวของในห้องไปมาโดยทำเสมือนในห้องไม่มีอีกคนอยู่ด้วย

อีกฝ่ายคงจะโกรธไม่ได้น้อยที่เขาบุ่มบ่ามเข้าช่วยน็อคท์แบบไม่ไม่คิดหน้าคิดหลังจนได้บาดเจ็บหนักมาแบบนี้…แต่ ณ ช่วงเวลาตอนนั้นกลาดิโอลัสไม่มีเวลาแม้แต่ตะใคร่ครวญสิ่งใดทั้งนั้น เขานึกแค่เพียงอย่างเดียวคือต้องปกป้ององค์รัชทายาทจากอันตรายตรงหน้าให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรตาม!

แล้วตอนนี้เขาก็กำลังเจ็บอยู่ด้วย อีกฝ่ายไม่ควรโกรธเขามากขนาดนี้สิ!!

“อิกกี้ ฉันขอโทษ” เมื่ออิกนิสเดินมาจัดแจกันดอกไม้บวิเวณโต๊ะตรงหัวเตียงนอน คนที่บาดเจ็บได้โอกาสจึงรีบหันไปหาคนที่เขาอยากเจอหน้ามาตลอดหลายวันที่พักรักษาตัวอยู่ที่นี่ ดวงตาคมสีมรกตสวยลึกลับภายใต้แว่นใสกรอบสี่เหลี่ยมชำเลืองมาเขานิดหน่อยแต่แล้วก็ละสายตากลับไปจดจ่อกับช่อดอกไม้ในมือตัวเองดังเดิม

กลาดิโอลัสไม่ใช่คนที่ไม่มีความอดทนอดกลั้น เขาถูกฝึกฝนมาเพื่อเป็นโล่ห์ของพระราชาต้องผ่านการทดสอบหนักหนาหลายประการกว่าจะมาสามารถขึ้นมายืนตรงจุดนี้ได้อย่างสมภาคภูมิ การที่ต้องเฝ้าระวังรอคอยนายเหนือหัวเป็นระยะเวลานานไม้เคยทำให้กลาดิโอลัสเบื่อหน่าย…เพราะมันคือหน้าที่ของเขา

แต่กับเรื่องนี้เขากลับรู้สึกทนไม่ได้เมื่ออิกนิสจงใจเมินเฉยและเล่นบทเงียบใส่ เอ่ยเรียกก็ไม่ยอมตอบกลับ พอคุยด้วยก็ทำเป็นไม่ได้ยิน พอต้องเจออาการเย็นชาของอิกนิสแบบนี้มันทำให้กลาดิโอลัสรู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก ฝ่ามือใหญ่เอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวที่กำลังสาละวนกับจัดกิ่งก้านของดอกไม้ใส่แจกันใบโต อิกนิสหยุดมือของตัวเองแล้วเอ่ยเรียบเรียบบอกให้คนป่วยบนเตียงปล่อยมือของเขา

“กรุณาปล่อยมือด้วยครับ”

“อิกนิส” ท่าที่หมางเมินแบบนั้นทำให้เส้นความอดทนของกลาดิโอลัสขาดลง องครักษ์ร่างสูงใหญ่จับข้อมือเรียวบางนั้นไว้มั่นพร้อมกับออกแรงดึงให้คนแสนงอนอีกคนหันหน้ามามองตนเองตรงๆสักที

“จะทำอะไรนะครับ!!” ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลามีแววตื่นตระหนกเมื่อจู่ๆอีกคนฉุดรั้งร่างของเขาเข้าไปใกล้ๆก่อนที่ท่อนแขนกำยำจะโอบอุ้มเขาขึ้นมานั่งคร่อมระหว่างหน้าตักกว้างของตนเอง เรือนร่างเพรียวบางเริ่มยุกยิกหลบอ้อมกอดที่พยายามกอดรัดร่างกายของเขาเอาไว้แน่น

กลาดิโอลัสจงใจใช้ฝ่ามือร้อนของตนเองโอบไล้ไปตามเรือนร่างสมส่วนนั้นราวกับกลั่นแกล้งอิกนิส ยิ่งอีกคนพยายามเบี่ยงตัวหลบเท่าไรคนตัวโตก็ยิ่งแกล้งมากเท่านั้น ดวงหน้าขาวที่อยากเจอมาตลอดสามสี่วันนี้เริ่มแดงระเรื่อชวนมอง ทั้งๆที่รู้ตัวว่าไม่ควรแกล้งอีกคนแต่พอเห็นท่าทีหลบเลี่ยงกับสีหน้าตื่นๆของอิกนิสที่ปกติไม่ค่อยจะได้เห็นเท่าไรนักยิ่งทำให้รู้สึกว่าอยากเห็นด้านอื่นๆของคนหน้านิ่งคนนี้มากขึ้น

“กลาดิโอลัส!!!”เมื่อโดนราชองครักษ์มือซนรุกรานมากขึ้นจนทนไม่ไหวแล้วราชเลขานุการจอมเนี๊ยบจึงต้องตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่่ายออกมาลั่นพร้อมกับปล่อยหมัดฮุกเข้าไปที่กลางลิ้นปี่ของคนที่แกล้งตนเองหนึ่งที

ถึงจะเป็นหมัดเพียงแค่หมัดเดียวแต่ความรุนแรงของมันก็ทำเอาคนโดนจุกตื้อไปเต็มๆจนน้ำตาแทบเล็ดออกมา เจ้าของชื่อปล่อยมือจากร่างผอมเพรียวที่นั่งอยู่บนตักของตัวเองทันทีก่อนจะก้มหน้าลงไปไอโคลกสักพักใหญ่ เมื่อเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอมแดงเงยหน้าขึ้นมาอีกรอบสายตาเยือกเย็นพิฆาตก็วาวเรืองมาจากชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเหมือนสีคาราเมลตรงหน้าแล้ว

“อิกนิสอย่าโกรธกันแบบนี้สิ”  แม้จะเห็นแววตาขุ่นเคืองในม่านตาสีมรกตนั้นแต่ก็ต้องทำใจดีสู้แม่เสือดุ น้ำเสียงทุ้มเริ่มใช้มาตราการออดอ้อนอีกฝ่าย

“งั้นก็เลิกแกล้งผมก่อนสิครับ”

“ไม่แกล้งนายแล้วก็ได้…สัญญา” กลาดิโอลัสฉีกยิ้มกว้างออกมา

อิกนิสพ่นลมหายใจออกมาหนักก่อนจะค่อยๆถอดหน้ากากสีหน้านิ่งๆนั้นออกไป ดวงตาเรียวมองดูผ้าที่พันอยู่รอบศีรษะของอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามออกมาอย่างสุภาพ “แผลเป็นยังไงบ้างครับ?”

“ก็ยังเจ็บๆบ้างบางเวลา แต่ตอนนี้มันรู้สึกคันยุบยิบๆข้างในมากกว่าบางก็อย่างหาอะไรเกา” มือหนาเอื้อมขึ้นไปแตะผ้าหนาๆที่บดบังดวงตาข้างซ้ายของตัวเองไว้ นิ้วยาวเผลอตัวเกาแกรกๆไปตามเนื้อผ้าเพราะความรู้สึกคันยุบยิบด้านในก่อนที่มือเรียวของอีกคนที่นั่งทับบนหน้าตักของเขาจะฟาดเพี๊ยะเข้าให้

“อย่าเที่ยวเกาสิครับ ถ้าแผลฉีกหรือติดเชื้อนายนั้นแหละที่จะต้องเจ็บตัวซ้ำสองนะ” เสียงเรียบๆของอิกนิสบ่นหึ่งๆขึ้นมาใส่คนมือซน

“นาย…เป็นห่วงฉันด้วยหรอ?”

คำถามสั้นๆแต่กลับทำให้ใบหน้าคนฟังเห่อร้อนและขึ้นสีลามไปยังใบหูได้ในระยะอันรวดเร็ว ดวงหน้าขาวเสมองไปด้านข้างหลบสายตาของกลาดิโอลัสที่จ้องเขม็งมา “นายคิดว่าฉันไม่เป็นห่วงนายเลยหรือ?”

“ฉันไม่ได้หมายความว่า…”

“ถ้านายคิดว่าฉันไม่ห่วงนายก็ไม่เป็นไร ถือเสียว่าฉันมาเยี่ยมนายแทนน็อคท์ที่ถูกสั่งกักบริเวณก็แล้วกัน” ร่างโปร่งเพรียวตั้งท่าจะขยับลุกขึ้นจากเตียงหากไม่มีท่อนแขนกำยำมาโอบรั้งร่างกายเอาไว้ กลาดิโอลัสรีบคว้าร่างสูงตรงหน้ารั้งเข้ามากอดไว้แนบแน่น เป็นการกอดแบบที่แตกต่างจากหนแรกอย่างสิ้นเชิง ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีดำยาวทาบเกยไปบนบ่าแกร่งของราชเลขานุการหนุ่มตรงหน้า

“อิกนิส ฉันขอโทษ” เสียงทุ้มหนักๆกระซิบอ้อนที่ข้างใบหูของคนในอ้อมแขนตนเองเบาๆ “ยกโทษให้ฉันนะ”

“แล้วฉันจะยกโทษอะไรให้นายได้ละครับ นายยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักอย่าง”

สุดท้ายก็ใจอ่อนกับคนแบบนี้จนได้อิกนิสได้แต่เฝ้าบ่นกับตัวเองในใจ

รอยยิ้มกว้างแสนเจ้าเล่ห์ฉีกกว้างบนใบหน้าคมเข้มที่เริ่มรกครึ้มไปด้วยหนวดเคราเพราะไม่ได้โกนหนวดมาหลายวัน มือเรียวของคนที่กำลังนั่งประจัญหน้าคร่อมบนตักหนายกขึ้นไปไล้ตามผืนผ้าขาวที่พันทับนัยน์ตาข้างซ้ายของอีกคนเบามือ แววตาสับสนในม่านตาสีเขียวแสนสวยที่คนตัวโตรู้ว่ามองเท่าไรก็ไม่รู้เบื่อสะท้อนชัดออกมาทั้งที่ยามปรกติแล้วมันจะนิ่งสงบจนคาดเดาได้ยากยิ่งตลอดเวลา

“คราวหลังอย่าบุ่มบ่ามเอาชีวิตไปเสี่ยงแบบนั้นอีกนะกลาดิโอ้” ศีรษะทุยๆที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีน้ำตาลคาราเมลซุกหน้าตัวเองลงไปกับแผ่นอกอุ่นกว้างพร้อมกับส่งเสียงอู้อี้ออกมา อิกนิสไม่ค่อยยอมเปิดเผยด้านอ่อนแอของคนเองให้คนอื่นได้เห็นเท่าไรนัก…ยกเว้นแต่ก็กับคนที่อยู่เบื้องหน้าเขา

“นายไม่รู้หรอกว่าฉันตกใจแค่ไหนตอนพวกคราวน์การ์ดมาแจ้งว่านายบาดเจ็บสาหัส”  ใบหน้าคมสันขาวผ่องถอยออกมาจากอ้อมอกของคนตัวใหญ่พร้มกับจ้องมองเข้าไปในม่านตาสีน้ำตาลอมแดงข้างขวาขององครักษ์หนุ่ม มือขาวสั่นน้อยๆทั้งสองข้างประคองใบหน้าแกร่ง ปลายนิ้วที่มีริ้วรอยจากการใช้มีดทำครัวค่อยๆลากไล้ไปตามสันกรามที่ประดับด้วยไรหนวด

“ฉันรู้ว่ามันเป็นหน้าที่ของนายที่ต้องปกป้องน็อคท์ แต่ฉันก็ไม่อยากให้นายทำอะไรที่มันเสี่ยงเกินไป” ชายหนุ่มผมน้ำตาลเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง คนตรงหน้าอาจไม่รู้ว่าเขาใจเขาสั่นไหวด้วยความหวาดหวั่นมากแค่ไหนตอนที่ได้รับข่าวว่ากลาดิโอลัสกำลังบาดเจ็บสาหัสจนต้องเข้าโรงพยาบาล ยิ่งได้รับรู้ว่าอีกคนอาจจะต้องสูญเสียดวงตาไปข้างหนึ่งนั้นยิ่งทำให้เขากลัว

กลัวว่า…อาจจะไม่ได้เจอหน้ากันอีก

กลัวว่าจะต้องเสียคนคนนี้ไป

“ถ้านายเป็นอะไรไปน็อคท์จะขาดคนที่ปกป้องเขาได้ไปทันที…แม้แต่ฉันเองก็ไม่สามารถทำทดแทนนายได้นะกลาดิโอ้”

“นี่อิกกี้ที่บ่นๆมาทั้งหมดเพราะนายห่วงแค่ว่าน็อคท์จะขาดคนคอยปกป้องหรือไง?”

เรียวคิ้วเข้มบนใบหน้าคมสันเลิกสูงเล็กน้อยด้วยความฉงนฉงายใจ ตาสีน้ำตาลเจือแดงคู่คมฉายแววน้อยใจเล็กน้อยจนคนมองอดรู้สึกใจอ่อนไม่ได้…คนอะไรตัวโตยังกับหมีแต่ขี้น้อยใจชะมัด นิสัยไม่เข้ากับหน้าตาเลยสักนิด!

อิกนิสมองดูแววตาขี้น้อยใจนั้นด้วยอดหมั่นไส้ไม่ได้ก่อนจะเม้มปากของตนเองเบาๆอย่างชั่งใจ ความรู้สึกหลากหลายแปลกประหลาดกำลังตีกันในวุ่นในหัวสมองน้อยๆนั่นอย่างเอาเป็นเอาตาย…เขาไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องความรักมาก่อน เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งใดคือสิ่งที่คนรักกันควรพูดควรทำให้กันจึงจะเหมาะสมและถูกต้องที่สุด

ตั้งแต่เด็กจนโตมาเวลาของอิกนิสที่มีทั้งหมดต่างทุ่มเทให้การดูแลน็อคทิสและการฝึกฝนตนเองให้สมบูรณ์พร้อมในทุกๆด้านเพื่อที่อนาคตของเขาจะได้เป็นหูตาและแขนขากำลังสำคัญให้กับว่าที่ราชาแห่งลูซิสได้อย่างสมภาคภูมิ อิกนิสมีเพื่อนในวัยเดียวกันไม่มากเพราะด้วยหน้าที่การงานของเขาส่วนหนึ่งด้วยแต่เขาไม่ได้รู้สึกน้อยใจแต่ประการใดที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยแบบเด็กวัยรุ่นทั่วๆไป ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำที่อิกนิสรู้สึกพอใจที่ตนเองได้ใช้เวลาที่มีในการช่วยแบ่งเบาภาระของท่านลุงของเขาและเลี้ยงดูน็อคทิสแทนท่านราชารีจิสที่ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมายจนไม่ว่างหาเวลามาดูแลพระโอรสได้ด้วยพระองค์เอง

ทุกวันของอิกนิสเริ่มต้นด้วยเรื่องของน็อคทิสในยามเช้าและจบลงด้วยเรื่องน็อคทิสในยามค่ำ ดังนั้นเรื่องความรักจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่อิกนิสเองก็ไม่เคยคาดหวังหรือจะพูดให้ถูกก็คือไม่เคยคิดถึงเลยด้วยซ้ำไป เมื่อเติบโตขึ้นเขาเคยได้รับจดหมายสารภาพรักจากนางกำนัลสาวสวยน่ารักที่ทำงานในซิทาเดลหลายคนแต่เขาล้วนแต่ปฏิเสธพวกหล่อนไปอย่างสุภาพเพราะรู้ตัวดีว่าภาระหน้าที่แล้วเขาไม่มีเวลามากพอที่จะสามารถดูแลเอาใจใส่พวกเธอได้มากเท่าที่หญิงสาวพวกนั้นคาดหวัง

เขาไม่ชอบการทำให้คนอื่นผิดหวัง การตัดไฟเสียแค่ต้นลมจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่เขาควรทำ!

เมื่อไม่เคยคาดหวังถึงเรื่องความรักใดๆ การที่จู่ๆกลาดิโอลัส อามิทิเซีย ราชองครักษ์หนุ่มตัวใหญ่ที่มีหน้าที่คอยถวายอารักขาองค์มกุฎราชกุมารเดินมาสารภาพรักพร้อมเอ่ยปากขอคบจึงถือเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายเขาไปมาก ตอนแรกอิกนิสเข้าใจว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะหยอกล้อเขาเล่นๆแต่เมื่อเห็นสายตามุ่งมั่นและประหม่าอายจากคนตัวโตแล้วเขาคิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหก

อิกนิสยังจำสีหน้าแดงก่ำเพราะความเขินอายของกลาดิโอลัสในวันนั้นได้อย่างแม่นยำระหว่างที่รอคอยคำตอบจากเขา ใบหน้าของคนตัวโตแดงจัดลามไปถึงใบหูเหมือนกำลังจะระเบิดตัวเองออกมาก่อนที่จะต้องคอตกเดินกลับไปอย่างผิดหวังเพราะเขาเลือกที่จะปฏิเสธไปเช่นเดียวกับที่เขาบอกหญิงสาวคนอื่นๆไปก่อนหน้านี้

แม้จะถูกปฏิเสธกลับบ้านไปแต่ดูเหมือนความมุ่งมั่นของราชองครักษ์ร่างใหญ่จะไม่ได้ถดถอยตามไปด้วย วันต่อๆมาเจ้าตัวยังคงแวะเวียนมาเกาะกะกับเขาไม่ห่าง เจอหน้าก็ยิ้มทักทาย บ้างก็ยักคิ้วหลิ่วตาหยอกให้ตอนเจอกันในห้องซ้อมการต่อสู้ระหว่างที่น็อคทิสฝึกอาวุธ บางทีกลาดิโอลัสก็สรรหาวัตถุปรุงอาหารหายากที่ได้มาจากเส้นสายของฮันเตอร์ในกลุ่มคราวน์การ์ดมาฝากอิกนิสเมื่อรู้ว่าเขาชอบทำการอาหาร

เคยได้ยินสุภาษิตโบราณที่ว่า น้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อน แต่จิตใจของเขาไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนหินผาแม้ใครๆจะต่างพาการเข้าใจว่าเขาเป็นคนแสนเย็นชาและเย่อหยิ่ง ทุกความเพียรพยายามและมุ่งมั่นของกลาดิโอลัสนั้นอิกนิสสามารถจดจำและรู้สึกได้ สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจตอบตกลงรับคำขอคบอีกครั้งของกลาดิโอลัสแม้จะยังรู้สึกไม่แน่ใจในความรู้สึกของตัวเองเท่าไรนัก

อิกนิสเคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ การปกครองการบริหาร วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ปรัชญาขั้นสูง หรือวิชาแสนยากอื่นๆที่เด็กในรุ่นราวคราวเดียวกันไม่สามารถเรียนกันไหวได้อย่างง่ายดาย แม้แต่วิชาเย็บปักถักร้อยของพวกผู้หญิงเขาก็สามารถทำจัดการได้ดีเยี่ยม แต่กับเรื่องนี้มันสร้างความยุ่งยากใจให้กับอิกนิสพอสมควร

ในซิทาเดลไม่ได้มีกฎระเบียบห้ามปรามไม่ให้เจ้าพนักงานในวังคบหากัน หากแต่อิกนิสก็ยังไม่พร้อมจะประกาศเรื่องนี้กับคนทั่วไปมากนัก ความสัมพันธ์ของพวกเขามีเพียงแค่น็อคทิส พรอมพ์โต้กับไอริสเท่านั้นที่รับทราบ ซึ่งทั้งสามคนต่างไม่ว่ากล่าวอันใดนอกจากอวยพรให้พวกเขามีความสุข

กลาดิโอลัสคือคนแรกที่อิกนิสยอมเปิดใจและคบหาในฐานะพิเศษนี้ การที่เขาไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ทำให้เขาวางตัวไม่ถูกเวลาต้องอยู่กับกลาดิโอลัสในฐานะของคนที่กำลังคบหากันอยู่ มันไม่สามารถนำความรู้ที่มีที่เคยได้เล่าเรียนมาปรับใช้ได้ อิกนิสเองก็พยายามวางตัวไม่ให้เข้าไปก้าวก่ายอีกคนมากเกินไปแต่บางครั้งด้วยหน้าที่ของเขามันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับเขา ด้วยฐานะผู้ดูแลเจ้าชายน็อคทิสและราชเลขานุการ ทั้งชีวิตของเขายอมมอบให้แก่รัชทายาทคนต่อไปของราชอาณาจักร ไม่ว่าจะต้องเสียสละเท่าไรอิกนิสก็ยินดีหากมันช่วยส่งเสริมให้น็อคทิสสามารถขึ้นสู่ราชบังลังค์ได้อย่างสมภาคภูมิ ส่วนกลาดิโอลัสนั้นคือโล่ห์แห่งราชัน ราชองครักษ์ผู้พร้อมจะสละชีวิตตนเองเพื่อปกป้องชีวิตขององค์มกุฎราชกุมาร กลาดิโอลัสพร้อมที่จะทะยานเอาตัวเองเข้ารับภยันตรายต่างๆนานาที่มุ่งประสงค์ปองร้ายต่อชีวิตของน็อคทิสอย่างไม่หวั่นเกรง

หนทางเบื้องหน้าอุปสรรคและขวากหนามมากมายกำลังรอพวกเขาอยู่ น็อคทิสยังต้องพิสูจน์ตนเองอีกมากเพื่อจะเติบโตและก้าวขึ้นสู่ราชบังลังค์แห่งลูซิส ซึ่งอิกนิสพร้อมจะเคียงข้างองค์รัชทายาทไปจนถึงวินาทีสุดท้าย

แต่กับคนตรงหน้านี้…เขาไม่อยากเสียกลาดิโอลัสไปทั้งๆที่รู้ว่าชีวิตของอีกคนนั้นตั้งอยู่บนความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน!

องครักษ์ร่างสูงใหญ่ที่กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงอมยิ้มมองดูสีหน้ายุ่งยากใจของคนนั่งคร่อมตักของตักของตนเองอย่างขบขัน ทุกอย่างที่อีกคนกำลังครุ่นคิดนั้นเขาสามารถเข้าใจได้จากสีหน้าที่อิกนิสแสดงออกมาอย่างชัดเจน น้อยคนนักที่จะเห็นท่านราชเลขานุการในมุมมองนี้ซึ่งมันทำให้คนตัวโตรู้สึกหัวใจพองโตที่ได้เป็นหนึ่งในกลุ่มคยแสนน้อยนิดที่มีอิกนิสไว้วางใจ สองมือหนาฉวยโอกาสโอบรอบช่วงเอวสอบเข้ารูปแต่ค่อนข้างหมิ่นเหม่ลงไปใกล้สะโพกมนที่ซุกซ่อนอยู่ใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงสแสคสีดำสนิทพร้อมออกแรงรั้งกายโปร่งเพรียวเข้ามาใกล้ๆ

“เฮ้ย อิกกี้ บางทีนายไม่ต้องคิดมากอะไรขนาดนั้นก็ได้นะ” กลาดิโอลัสเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะน้อยๆพลางยกมือขึ้นเกลี่ยปอยผมสีน้ำตาลที่ปรกใบหน้านวลนั้นออกไปด้านข้าง

“แต่ว่า…ฉัน…” แววตากังวลสับสนนั้นดูน่ารักในความคิดของคนมอง แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาอยากเห็นประกายตาที่สดใสจากอิกนิสมากกว่าอยู่ดี

“อิกกี้ นายไม่ต้องห่วงฉันหรอก” ตาคมจ้องลึกเข้าไปมรกตน้ำงามตรงหน้า องครักษ์ผู้ทำหน้าที่โล่ห์แห่งกษัตริย์เอยออกมาอย่างหนักแน่น

“สิ่งเดียวที่นายต้องโฟกัสคือน็อคท์เท่านั้น สิ่งใดที่นายกับน็อคท์ไม่สามารถโฟกัสได้ ฉันจะโฟกัสให้พวกนายเอง”

“…”

“ฉันสัญญาว่าฉันจะเข้มแข็งขึ้นเพื่อปกป้องทั้งนายและน็อคท์ให้ได้” ราวกับการกล่าวสัตย์สาบานเบื้องหน้าองค์ราชาบนราชบังลังค์กลางท้องพระโรงอันแสนโอ่อ่า ชายหนุ่มผมดำตั้งใจเอ่ยพูดช้าๆชัดเจนๆกับคนในอ้อมแขนของตนเองอย่างมุ่งมั่น

“แต่ยังไงก็ต้องปกป้องน็อคท์ก่อนปกป้องฉันนะรู้ไหม” ชายหนุ่มสวมแว่นไม่วายสวมวิญญาณราชเลขามือหนึ่งเอ่ยแย้งออกมาทำเอาบรรยากาศที่กำลังจะซึ้งพังครืนลงมาไม่เป็นท่า กลาดิโอลัสถึงกับถอนหายใจออกด้วยความอ่อนอกอ่อนใจก่อนที่คนตัวสูงใหญ่จะต้องหยุดชะงักกับประโยคถัดมาของชายหนุ่มผมน้ำตาล

“ฉันแค่อยากให้นายรู้เอาไว้กลาดิโอ้ นายคือคนที่ฉันไว้ใจเทียบเท่าตัวฉันเอง เพราะนายกับฉันเรามีหน้าที่ร่วมกันคือดูแลน็อคท์…และฉันไม่อยากเสียนายไป”

เมื่อกล่าวจบใบหน้าเกลี้ยงเกลาโน้มไปหาดวงหน้ากร้านที่รุงรังด้วยหนวดเคราสีเข้ม ริมฝีปากหยุ่นนุ่มสีอ่อนนาบทับลงไปบนกลีบปากหนาหยักแล้วบรรจงบดเบียดเข้าหาอีกฝ่ายอย่างไม่ประสีประสา ดวงตาสีน้ำตาลแดงเบิ่งกว้างด้วยความตื่นตะลึงเล็กน้อยก่อนที่ช่วงแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามจะโอบรัดเรือนร่างเพียวสมส่วนนั้นเข้าหาตนเอง ปลายชิวหาสากร้อนลากเลียหยอกเย้าไปบนกลีบปากแสนไร้เดียงสาราวกับตั้งใจจะสอนบทเรียนการจูบที่แท้จริงให้ อิกนิสสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจเมื่อคนตัวสูงกว่าสอดแทรกลิ้นของตนเองเข้าไปในโพรงปากของตนเอง เขาพยายามใช้ลิ้นของตนเองผลักการรุกรานของฝั่งตรงข้ามออกไปแต่กลับกลายเป็นว่าลิ้นของทั้งสองฝ่ายยิ่งตวัดพันเกี่ยวเข้าหา

กลาดิโอลัสเลื่อนฝ่ามือของตนเองมากดบริเวณท้ายของอิกนิสบังคับให้ศีรษะทุยที่ปกคลุมด้วยเส้นไหมสีน้ำตาลเข้มนั้นแหงนเงยขึ้นหาตนเองเพื่อให้อิกนิสสามารถลิ้มรสจุมพิตของเขาได้ถนัดถนี่ยิ่งขึ้น ริมฝีปากหนากดจูบบดเบียดลงไปหาคนในอ้อมกอดตนเองรุนแรงและหนักหน่วงจนหยาดน้ำใสไหลรินออกมาตรงมุมปากบางที่แดงช้ำ มือเรียวที่คุ้นชินกับการตวัดเขียนอักษรวิจิตรบนหน้ากระดาษขยุ้มจับเสื้อคลุมสีขาวบนร่างกายขององครักษ์ร่างใหญ่พร้อมกับออกแรงจิกทิ้งมันอย่างไม่ปราณี เสียงของเหลวที่ไหลแลกเปลี่ยนไปมาในโพรงปากนั้นแสนเร้าร้อนและปลุกเร้าจนเขารู้สึกสะท้านอาย ภายในช่องโสตประสาทรู้สึกอื้อไปหมดจนไม่ได้ยินเสียงภายนอก

เมื่อกลาดิโอลัสยอมปล่อยเขาให้เป็นอิสระ อิกนิสก็แทบจะหอบหมดแรงกับจุมพิตที่ร้อนแรงยาวนานนั้น สองมือเรียวเกาะเกี่ยวบ่ากว้างของคนตรงหน้ายึดเอาไว้เป็นหลักไม่ให้เขาเอียงล้ม

“อิกกี้” เสียงของกลาดิโอดิลัสที่เปล่งออกมาแหบพร่าแปลกประหลาด ดวงตาดุดันสีแดงคู่นั้นกรุ่นไอปรารถนาออกมาอย่างชัดเจนก่อนที่ร่างโปร่งบางที่นั่งคร่อมทับอยู่บนตักกว้างจะรู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอมบางอย่างที่เคล้าคลออยู่บริเวณบั้นท้ายของตนเอง ความแข็งขืนจากร่างกายของคนที่่เขานั่งทับอยู่ดุนดันอยู่ใต้เนื้อผ้าสีขาวขึ้นเป็นรูปร่างใหญ่โต ใบหน้าขาวผ่องของราชเลขานุการมือหนึ่งถึงกับแดงและร้อนฉ่าขึ้นมาฉับพลัน

“กลาดิโอลัส นายมันคนหน้าไม่อาย!!!!” ร่างโปร่งรีบตะเกียดตะกายลุกขึ้นจากท่าทางล่อแหลมนั้นแต่กลับยังช้าเกินไปเพราะองครักษ์หนุ่มตัวใหญ่รีบรวบคนที่กำลังอายและตั้งท่าจะหนีอย่างเอาเป็นเอาตายไว้ได้ทัน กลาดิโอลัสพลิกกดร่างที่สวมใส่เสื้อเชิ้ตสีเชิ้ตกับกางเกงลงนอนราบบนเตียงกว้างแทบพร้อมกับใช้น้ำหนักกายของตัวเองกดทับอีกฝ่ายเอาไว้

“ไม่เป็นไรหน่าอิกกี้” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างสบายๆประหนึ่งจะปลอบอีกฝ่าย

“นี่เราอยู่ในโรงพยาบาลนะ ปล่อยมือเดี๋ยวนี้นะ…อึ้มมม” กลีบปากที่บวมแดงจากรสจูบร้อนแรงครั้งแรกถูกร่างหนาครอบครองอีกครั้งด้วยการมอบจุมพิตที่แสนรุกเร้าดูดดื่ม

และแล้วเสียงโวยวายทั้งมวลในห้องพักคนป่วยที่แขวนชื่อว่า กลาดิโอลัส อามิทิเซียก็สงบลงหลงเหลือเพียงเสียงขยับไหวของสองร่างกายที่สอดประสานกันอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยนคละเคล้าไปด้วยกลิ่นหอมหวานแสนรัญจวนน่าหลงใหล

.

.

.

.

.

( – – – ปัจจุบัน – – -)

“วันนี้จะนอนในเมืองกันหรอ?” น้ำเสียงยืดยานคางราวกับคนพูดกำลังจะหลับไม่หลับแหล่ดังมาจากเด็กหนุ่มที่ผมสีดำขลับของเขาถูกจัดแต่งทรงให้ชี้ไปด้านหลัง ดวงตาสีฟ้าเข้มเหมือนแซฟไฟร์น้ำงามมองดูผู้ที่เป็นคนคุมกระเป๋าเงินของคณะเดินทางด้วยแววตาประหลาดใจที่จู่ๆคนขับรถประจำคณะเดินทางเลี้ยวรถมุ่งหน้าเข้าเมืองเล็กๆระหว่างทางที่จะไปแหลมคาเอม

“อา…พอดีเราต้องแวะซื้อเสบียงก่อนมุ่งหน้าไปคาเอมเลยต้องแวะที่นี่ก่อน” อิกนิสเอ่ยเสียงนิ่งๆก่อนจะยกมือขึ้นมาขยับแว่นตาของตนเองให้เข้าที่ คิ้วเรียวสีเข้มมุ่นเข้าหากันเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด…ถึงจะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องพวกนี้เท่าไรแต่น็อคทิสจำได้เลาๆว่าพวกเขาเพิ่งซื้อวัตถุดิบอาหารกับเครื่องเทศไป มันไม่น่าจะหมดเร็วขนาดนั้นเพราะกลาดิโอลัส คนกินจุที่สุดในกลุ่มเพิ่งกลับมาเข้าร่วมเดินทางกับพวกเขาเมื่อวานนี้เอง

สงสัยคงหนีไปพ้นเรื่องอย่างว่าละนะ…คนเป็นเจ้าชายได้แต่โคลงหัวอ่อนใจ

“แยกสองห้องนอนใช่ไหม?” น็อคทิสยังคงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชาก่อนที่เหลือบไปมองผู้ที่ทำหน้าที่เป็นโล่ห์แห่งราชันให้กับตนเองที่ยืนห่างออกไปด้วยสีหน้ารู้ทัน

“ก็คงต้องเป็นแบบนั้น” ชายหนุ่มร่างสูงเพรียวโดดเด่นแสร้งกระแอมไอเบาๆทั้งที่จริงๆแล้วเขาไม่ได้รู้สึกติดขัดอะไรในลำคอตัวเองเลย

“เข้าใจแล้วละ…งั้นพรุ่งนี้ฉันคงต้องเป็นคนขับไปคาเอมสินะ” เจ้าชายสูงศักดิ์กระตุกยิ้มล้อเลียนพร้อมกับเอื้อมมือไปรับเงินจากอิกนิสมาถือไว้

“รบกวนนายด้วยแล้วกันนะ น็อคท์” สีแดงระเรื่อจางๆระบายขึ้นตรงโหนกแก้มสูงของคนตอบที่พยายามคุมสีหน้าให้เป็นปรกติมาที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ให้ตายสิพวกนายสองคนนี่” เด็กหนุ่มอดสบถออกมาเบาๆไม่ได้

“เย้ๆ คืนนี้ได้นอนโรงแรมแล้ว วิเศษไปเลยเนอะน็อคท์” เด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางกว่าคนอื่นๆกับเส้นผมสีทองสว่างสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นตะโกนลั่นออกมาพร้อมกับกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่วันนี้คณะพวกเขาได้นอนโรงแรมในตัวเมืองเสียทีหลังจากพวกเขาต้องหลังขดหลังแข็งนอนเบียดๆกันในเต๊นท์กลางป่ากลางเขามาหลายวัน

“ช่ายย วิเศษมากเลยละ” เจ้าชายรัชทายาทแห่งลูซิสกรอกตาขึ้นมองฟ้าเล็กน้อยก่อนจะเดินนำมุ่งหน้าไปหาสถานที่ที่เปิดให้เช่าห้องพักโดยมีเด็กหนุ่มผมทองเพื่อนสนิทวิ่งตามไปติดๆไปห่าง

.

.

.

.

.

END

 

=====

ปูลู ตอนท้ายๆนั้นคนแต่งเริ่มหมดมุกเลยเขียนมาได้แค่นี้ วอนคนอ่านเห็นใจด้วยนะคะ ><

[Drabble] Final Fantasy XV – Veiled in the Black

Title: Veiled in the Black

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: ??? X ???

Genre: AU / Sci-fi / Movie plot

Comments: มาสั้นๆมีแค่นี้จริงค่ะ จบเท่าไรก็มีแค่นั้นค่ะ ไม่มีต่อแล้ว 😂

= = = = =

.

.

“เอาตัวอย่างรหัส NH-01985 ออกมาได้”

.

.

“ช่วยด้วย ปล่อยผม ปล่อยผม!!!”

.

.

“อย่าเอาพี่ออกไปนะขอร้อง อย่าทำร้ายพี่”

.

.

“จัดการแยก NH-01987 ออกจาก NH-01985 เดี๋ยวนี้!!”

.

.

“เฮ้ย อย่าตีที่หัวสิโว๊ย ไอ้พวกโง่นี่ พวกนี้มันมีค่าก็ตรงที่สมอง ถ้าเสียหายไป แกรับผิดชอบไม่ไหวนะเว้ย!!”

.

.

“ปล่อยผม…ผมไม่อยากไป ปล่อยผมเดี๋ยวนี้!!!”

.

.

“พาตัวออกมาได้!!”

.

.

“สารเคมีออกฤทธิ์แล้ว ตอนนี้ระดับออกซิเจนลดต่ำลง หัวใจเต้นช้าลงแล้ว เตรียมตัวสำหรับการผ่าตัดได้”

.

.

“ประสาทสมองยังคงทำงานอยู่เต็ม100% เริ่มการทดลองเชื่อมประสานสมองกับร่างได้”

.

.

“การเชื่อมประสานระหว่างสมองของตัวอย่างรหัส NH-01985 กับร่างเสร็จสมบูรณ์”

.

.

“การทดลองเชื่อมประสานสำเร็จแล้ว พาตัวอย่าง RV-0169 ไปเข้ากระบวนการต่อไปได้”

.

.

.

.

.

.

.

.

“เอาละ ค่อยๆลืมตาขึ้นสิ”

เสียงเรียกที่ฟังดูห่างไกล ไม่รู้ว่าคนพูดคือใครแต่เสียงนั้นค่อยๆแทรกซึมเข้ามาในสติสัมปชัญญะของเขาทีละน้อย เขาก็เริ่มค่อยๆลองขยับเปลือกตาของตัวเองตามคำสั่งนั้น

“เด็กดี ค่อยๆทำแบบนั้นละ” เสียงทุ้มหนักเอ่ยอย่างนุ่มนวลอีกครั้ง

เปลือกตาของเขานั้นหนักมากแม้เขาจะพยายามค่อยๆกระพริบเพื่อลืมมันขึ้นแต่ดูเหมือนมันจะไม่ยอมทำตามคำสั่งเท่าไร

“ไม่ต้องรีบร้อนที่รัก เธอต้องค่อยๆปรับตัวเข้ากับแสงสว่างนะรู้ไหม!” ราวกับอีกฝ่ายรู้ว่าเขาพยายามจะลืมตาขึ้นไวๆจึงได้พูดปรามเบาๆด้วยเสียงกลั้วหัวเราะแบบนั้น

ในที่สุดความพยายามของเขาก็ประสบผลสำเร็จ ความสว่างของภายนอกค่อยๆลอดผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้ทีละน้อย แต่มันช่างเจิดจ้าจนเขาอดไม่ได้ที่จะต้องหรี่นัยน์ตาของตัวเองลงอีกครั้ง เขาหยีตาลงนิ่งนานสักพักรอจนสภาพดวงตาของตัวเองเริ่มปรับตัวกับความจ้าเบื้องหน้าได้จึงคลายสีหน้าออก

ภาพตรงหน้ามันช่างขุ่นมัวเหมือนมีแผ่นฟิล์มบางๆบดบังสายตาของเขาเอาไว้ จนกระทั่งมีมือดีมาช่วยดึงแผ่นพลาสติกใสที่คลุมหน้าของเขาเอาไว้ออกไป

“เอาละทีนี้ ก็ลองหายใจลึกๆดู” เขามองไม่เห็นคนที่พยายามพูดด้วยกับเขามาตลอด สิ่งเดียวที่ดวงตาของเขาเห็นคือดวงไฟวงกลมสีขาวจ้าสามดวงที่สาดส่องลงมา แต่บางอย่างบอกว่าเขาควรทำตามคำแนะนำที่อีกฝ่ายบอกมา

สันจมูกคมสั้นโด่งรั้นค่อยๆลองสูดอากาศเข้าไปในปอดของตัวเองอย่างช้าๆ แต่แล้วร่างกายของเขากลับไม่ยอมให้ความร่วมมือด้วย เหมือนลมหายใจนั้นจะไม่ยอมไหลเข้าในตัวแถมมันยังวิ่งวนสวนกลับออกมาในช่องเดิมทำเอาเขาสำลักอากาศจนไอโคลกออกมาก่อนที่จะมันเปลี่ยนเป็นการหายใจแบบสะอึกถี่รัวเพราะหายใจได้ไม่สะดวก

“ฮึก ฮึก ฮึก” เสียงลมหายใจที่ติดขัดดังถี่ๆจนร่างกายที่นอนนิ่งราบไปบนเตียงเริ่มสั่นกระตุก เขาพยายามอ้าปากเพื่อสูดอากาศหายใจช่วยอีกทางแต่มันก็ยังไม่ยอมไหลเวียนเข้าไปในร่างกายของเขาอยู่ดี ความจุกตื้ออัดทับช่วงอกของเขาเหมือนมีลูกตุ้มเหล็กหนักหนามาวางอยู่

“ใจเย็นๆหนุ่มน้อย ลองหายใจอีกรอบไม่ต้องรีบร้อน หายใจเข้าลึกๆแล้วผ่อนออกมาช้าๆ” เสียงนุ่มนวลอ่อนโยนแบบเดิมที่ได้ยินดังขึ้นด้านข้างตัวเขาอีกครั้งพร้อมกับฝ่ามือใหญ่และอบอุ่นที่วางลงสัมผัสเหนือหน้าผากช่วยปลอบประโลมเขาจากความตื่นตระหนก

“ดีแบบนั้นละ หายใจเข้าอีกรอบ เธอต้องค่อยๆปรับตัว” มือหนานั้นลูบหัวของเขาไปมาอย่างอ่อนโยนตลอดเวลาและยังพยายามพูดให้กำลังใจเขา

ความสงสัยทำให้เขาค่อยๆพยายามผินหน้าไปทางที่เขาได้ยินเสียงนั้น อยากจะรู้ว่าใครกันคือเจ้าของเสียงที่เขาได้ยินตั้งแต่เริ่มได้สติขึ้นมา

ภาพของชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ค่อยๆปรับตัวชัดเจนขึ้นในดวงตา อีกฝ่ายอยู่ในกราวน์สีขาวแบบเต็มตัวไม่แตกต่างจากคนอื่นๆในห้องที่กำลังรายล้อมตัวเขาอยู่ เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มนวลที่เขาได้ยินนั้นมีใบหน้าคมคายแต่ก็แฝงไว้ด้วยความหยาบกร้านอีกทั้งหนวดเคราประดับแซมประปรายใต้คางนั้นทำให้รู้สึกเหมือนเจ้าตัวไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเท่าไร เส้นผมหยักศกหนาสีเหมือนไวน์แดงที่ยาวระต้นคอถูกมัดรวบไว้อย่างลวกๆข้างหลัง ดวงตาสีทองใต้แว่นครอบสีใสคู่นั้นฉายแววปิติยินดีเมื่อมองเห็นว่าเขาหันมามองตนเองจนห้ามรอยยิ้มกว้างไม่ให้วาดขึ้นบนริมฝีปากหยักไม่ได้

“สวัสดี เด็กน้อย” อีกฝ่ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ

“ที่นี่ที่ไหนกัน?” เขาพึมพำออกไปราวกับยังไม่ได้สติดีนัก ความจ้าของแสงสว่างเหนือศีรษะเริ่มทำให้เขารู้สึกปวดร้าวในกระโหลกขึ้นมาทีละน้อย ไกนจะเสียงหึ่งๆของอะไรบางที่อยู่ด้านล่างนั่นอีกที่รบกวนระบบประสาทของเขาอย่างมาก

“ที่นี่คือศูนย์วิจัยของบริษัทกราเลีย เอ็นเตอร์ไพรซ์…อ่อ ไม่ต้องกังวลไปที่นี่ไม่มีใครทำร้ายเธอแน่นอนวางใจได้ ส่วนฉันคือดอกเตอร์ อิซูเนีย เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย”

ชายผมม่วงอมแดงพูดพร้อมรอยยิ้มก่อนจะละมือไปจากหน้าผากของเขาเพื่อรับแฟ้มประวัติอิเล็คโทรนิคจากคนร่างเล็กอีกคน เขามองเห็นไม่ชัดว่าอีกฝ่ายเป็นเพศอะไรเนื่องเจ้าตัวใส่เสื้อกราวด์ปิดบังไว้และสวมมาร์สป้องกันเชื้อโรคอีกด้วย แต่เขาคาดว่าคนคนนั้นน่าจะเป็นผู้หญิงเพราะขนาดร่างกายทีผอมบางและส่วนสูงที่น้อยกว่ามาก

“เธอมีพัฒนาการที่ประหลาดใจเสมอๆเลยนะ ตอนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ใช่ไหมละ” ชายวัยกลางคนมีแววตาพึงพอใจเมื่อมองดูผลรายงานในมือก่อนที่เขาจะหันหน้ากลับมาคุยกับเขาด้วย

“คุณหมายความว่ายังไง?” ความรู้สึกเจ็บร้าวในหัวเริ่มแผ่ขยายจากส่วนด้านหลังขึ้นมาไม่ยอมหยุดแม้ว่าเขาจะพยายามฝืนเอาไว้

ม่านตาสีทองชำเลืองลงมามองเขาเล็กน้อยแต่มีความสามารถพอที่จะทำให้เขาลืมหายใจไปชั่วขณะได้ ดวงตาคู่นั้นตรึงเขาไว้ให้ต้องจ้องมองตอบกลับได้อย่างง่ายดาย ก่อนอีกฝ่ายจะคลี่ยิ้มอ่อนโยนออกมาพร้อมตอบเขาอย่างนุ่มนวล

“เพราะฉันมองเห็นทุกอย่างให้หัวของเธออย่างไรเล่า ไม่ว่าเธอจะคิดอะไร รู้สึกอย่างไรฉันจะสามารถเห็นมันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง”

“….” เขาไม่จะตอบอะไร สิ่งเดียวที่ทำได้คือนอนจับจังหวะหายใจของตัวเองที่เริ่มคงที่มากขึ้นและสามารถสูดลมหายใจได้ลึก

“ดูเหมือนจะเริ่มดีขึ้นแล้วนะงั้นเรามาคุยกันสักหน่อยดีกว่าไหม” คนที่เฝ้ามองดูความเปลี่ยนแปลงมีท่าทีชอบใจที่เห็นว่าเขาสามารถหายใจด้วยตัวเองได้ดีขึ้นภายในระยะเวลาสั้นๆ มือหนาส่งแฟ้มประวัติคืนให้กับคนตัวเล็กด้านข้างก่อนเขาจะสาวเท้าขยับมายืนใกล้ๆที่ที่เขากำลังนอนราบอยู่

“นี่หนุ่มน้อย เธอจำอะไรได้บ้างไหม?”

ความรู้สึกปวดร้าวเหมือนมีอะไรมาบีบสมองเขาตลอดเวลาแแบบนี้ค่อนข้างเป็นอุปสรรคในการใคร่ครวญตรึกตรองอย่างมาก ยิ่งเขาพยายามเค้นสิ่งที่อยู่ในหัวออกมามากเท่าไรมันก็ยิ่งเจ็บปวดม่กเท่านั้นเหมือนกับร่างกายต้องการบอกเขาว่ามันความทรงจำนั้นไม่สมควรมีอยู่

“ไฟ…ไฟเต็มไปหมด เสียงระเบิด โอ้ยย อ๊ากก” เขาคำรามออกมาเพราะไม่อาจทนทรมานกับแรงบีบคั้นในหัวตัวเองได้ 

“ชู่ว ใจเย็นๆไม่ต้องรีบร้อน” ชายร่างสูงรีบพุ่งเข้ามาประชิด สองมือหนาคว้าร่างกายที่นอนสั่นเกร็งและเริ่มกระตุกแรงอยู่บนเตียงลาดยาว

“ทำไม…ร่างกาย….ทำไมไม่รู้สึกอะ…ไรเลย อ๊าก!!”

“เพราะนี่ไม่ใช่ร่างกายของเธอหนุ่มน้อย…ร่างของเธอโดนระเบิดทำลายไปหมดแล้ว เราช่วยไว้ได้แต่สมองของเธอเท่านั้น!!” เสียงทุ้มหนักกระซิบบอกที่ข้างหูเขาอย่างนุ่มนวล

“แต่ไม่ต้องกังวลไป เราสร้างร่างกายใหม่ให้เธอได้…เธอยังเป็นคนคนเดิม มีจิตวิญญาณเดิมภายใต้ร่างกายใหม่ที่ถูกออกแบบและปรับแต่งมาดีกว่าเดิม”

“อึ๊กก ” ตอนนี้เขาแทบไม้ได้ยินว่าอีกฝ่ายกำลังพร่ำบอกอะไรเขาอีกต่อไป 

“เขากำลังชัก เตรียมฉีดยาเข้าได้”

“ชู่วๆ ไม่ต้องกลัวไป อีกไม่นานเธอจะสามารถปรับตัวเข้ากับร่างกายใหม่นี้ได้เอง” ท่ามกลางความชุลมุลในห้องที่เกิดขึ้นในพริบตา ชายเจ้าของเรือนผมสีม่วงอมแดงประหลาดตายังคงความสงบเยือกเย็นและรอยยิ้มที่มักประดับบนใบหน้าคมคายนั้นตลอดเวลาไม่เปลี่ยน เขายังคงใช้สองมือกดตรึงร่างที่นอนนิ่งเกร็งกระตุกพร้อมกระซิบปลุกปลอบใจด้วยเสียงทุ้มติดแหบหน่อยๆช่วงท้ายแต่ฟังแล้วระรื่นหูยิ่งนัก

หลอดของเหลวสีเหลืองถูกบรรจุใส่กระบอกฉีดสีดำขนาดใหญ่ ปลายเข็มเรียวแหลมแทงผ่านสายที่เชื่อมต่อเข้ากับด้านหลังศีรษะของคนที่นอนอยู่กลางห้องแห่งนี้ แรงอัดดันผลักให้ตัวยาไหลไปตามสายที่ระโยงระยางเข้าสู่ร่างกายปลายทาง

ไม่นานนักร่างกายที่เกร็งแข็งและสั่นกระตุกก็เริ่มสงบลง ดวงตาของเขาค่อยๆหรี่ลงอย่างหมดเรี่ยวแรง เขาเฝ้ามองภาพใบหน้าคมที่มีหนวดเคราหรมแหรมนั้นพร่าเบลอลงไปช้าๆจนทุกอย่างกลับกลายเป็นสีดำมืดมิดสุดลูกหูลูกตา เสียงของชายคนนั้นจะดังกังวานมาจากที่ห่างๆที่เขาไม่อาจคาดเดาได้ว่า

“ไว้เราค่อยคุยกันใหม่นะ เรวุส!!”

.

.

.

ชายวัยกลางคนก้าวเท้าออกมาจากห้องที่ถูกปัดกั้นและควบคุมแน่นหนา เสื้อกราวน์สีขาวแบบเต็มตัวและแว่นตาใสที่สวมป้องกันถูกถอดออกวางคืนไว้ในที่ที่ทางศูนย์จัดเตรียมไว้ให้ เขากลับมาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตขาวที่ไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไรนัก แขนเสื้อยาวที่เขานึกรำคาญเสมอๆถูกพับเก็บขึ้นไปจนถึงข้อศอกอย่างลวกๆ  ช่วงขายาวใต้กางเกงสแลคสีดำเข้มสาวเท้าเดินไปยืนบริเวณหน้าต่างกระจกใส่ขนาดใหญ่เคียงข้างร่างกายผอมบางแลดูอ่อนแรงของชายชราผมขาวโพลนคนหนึ่งที่เฝ้ามองเหตุการณ์ภายในห้องนั้น

“วันนี้ลมอะไรหอบท่านอัลเดอร์แคปท์มาถึงห้องสังเกตุการณ์ได้ละครับเนี่ย?” เสียงทุ้มที่เคยฟังดูนุ่มนวลกลับกลายเป็นโทนเสียงยียวนขึ้นมาเอ่ยทักทายพร้อมเจือเสียงหัวเราะน้อยๆตรงท้ายประโยค

ตาคมปลาบของชายชราผู้กุมอำนาจสูงสุดด้วยฐานะของเจ้าของบริษัทแห่งนี้หันกลับมามองดอกเตอร์คนเก่งแสนอวดดีอย่างไม่นึกชอบใจ แต่คนถูกมองยังคงมีทีท่าไม่สะทกสะท้านยำเกรงอีกฝ่ายแค่อย่างใด ใบหน้าคมคายนั้นยิ้มละไมก่อนจะแสร้งค้อมศีรษะลงเล็กน้อยราวกับเสแสร้ง

“รายงายฉันมา”

“ร่างกายของเขาได้รับการปรับแต่งให้สมบูรณ์ไร้ที่ติ เรากำลังเร่งพัฒนาศักยภาพของชิ้นส่วนอยู่…เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นเขาจะเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพและไร้อะไรมาทัดเทียมได้แน่นอนครับ” ดวงตาของคนฟังวาวโรจน์ด้วยความพึงพอใจสูงสุด

“ดอกเตอร์อิซูเนียฉันต้องการให้ตัวอย่างทดลองตัวนี้สมบูรณ์โดยเร็วที่สุด” เสียงแหบพร่าออกคำสั่ง

“ไวขนาดนั้นเลยหรือครับท่าน?” เรียวคิ้วหนาเลิกขึ้นเล็กน้อยพร้อมแววตาประหลาดใจที่ฉายในม่านตาสีอำพันคู่คม

ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วนรอยแห่งกาลเวลาพยักเพยิดไปทางร่างกายที่ยังคงนอนนิ่งสนิทอยู่กลางห้องใหญ่นั้นผ่านบานกระจกใส

“เจ้าสิ่งนั่นคือสิ่งที่จะช่วยกอบกู้สถานการณ์ของบริษัทไว้ได้ ฉันลงทุนกับมันไปมากและต้องการให้มันพร้อมใช้งานเร็วที่สุด!!”

รอยยิ้มเหยียดวาดขึ้นบนกลีบปากหยักได้รูปเหนือหนวดเคราหรอมแหรม ชายร่างสูงโค้งให้กับผู้ที่ถืออำนาจสูงสุดในที่นี้ราวกับแสนเคารพนบน้อมต่ออีกฝ่ายยิ่งนัก

“อา…ตามบัญชาของจักรพรรดิ เขาจะพร้อมสำหรับการใช้งานในอีกไม่นานแน่นอนครับ”

ร่างหนายืดตัวกลับมายืนเต็มความสูงของตัวเองอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวหันหลังเดินออกไปปล่อยให้ชายชราเฝ้ามองความเคลื่อนไหวต่างๆผ่านกระจกใสต่อไป หางตาสีมองเหลือบแลกายผอมบางที่แทบจะไร้เรี่ยวแรงนั้นอย่างหมิ่นแคลน

“ช่างน่าเสียดาย….ช่างเสียดายจริงๆ”

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ใครที่เพิ่งดู Ghost in the Shell มาน่าจะพอคุ้นๆกับฉากเปิดเรื่องฉากนี้ค่ะ พอดีคนแต่งเพิ่งกลับมาจากดูหนังมีความรู้สึกพีคกับหนังเลยลองเอามาผสมกับจินตนาการกาวๆของตัวเองดูค่ะ

แอบเฉลยนิดนึงว่า NH-01987 คือรหัสบาร์โค้ดบนข้อมือของพรอมพ์โต้ นะคะ 😉 NH-01985 คือเลขที่เรามั่วขึ้นให้เป็นตัวทดลองรุ่นเดียวกับพรอมพ์โต้