[Short Fic] Final Fantasy XV – Emotional

Title: Emotional

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Genre: A/U, Drama, Yaoi

Paring:

(Main) Gladiolus Amicitia x Ignis Scientia

(Support) Prompto Argentum x Noctis Lucis Caelum (Really!? ah.. not sure)

Rating: PG (ใสๆไม่ใส่สีใส่ไข่)

Warning!!! Main story will be spoiled. This fiction was written for the story after finishing main quest “Trial of Leviathan” in Chapter 9 The Calling. If you don’t want to be spoiled, please skip it.

Comments: เราเป็นคนแต่งเราจะแต่งฟิคดมกาวเบอร์ไหนก็ได้ เขียนฟิคกาวแค่ไหนก็ได้ มโนไกลก็แค่ไหนก็ได้ เอ้า ซู๊ดดดดด

 

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

 

เสียงบานประตูค่อยๆเปิดแง้มเข้ามาอย่างระมัดระวังเพราะกริ่งเกรงว่าอาจจะทำทำให้คนที่ด้านในตกใจ อีกอย่างเขาก็ไม่อยากรบกวนใครอีกคนที่ยังคงตกอยู้ใต้ห้วงความฝันของดวงดาวอันยาวนาน

 

“นั่นนายหรอพรอมโต้?” เสียงของคนที่ถามฟังทุ้มฟังดูลุ่มลึกเปี่ยมด้วยความรอบรู้ ความสงบนิ่งและหนักแน่นเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

 

“อะ..ฉันเองอิคนิส” เด็กหนุ่มผมสีทองสว่างเหมือนขนของเจ้าโจโคโบะมีอาการสะดุ้งเล็กน้อยเพราะไม่ทันตั้งตัวว่าคนที่อยู่ด้านในจะรู้ตัวเร็วขนาดนี้ก่อนจะรีบตอบรับกลับ

 

“กลาดิโอ้ให้ฉันมาเปลี่ยนเวรเฝ้าน็อคกับนายนะ”

 

“เข้าใจแล้วละ” อิคนิสถอนหายใจออกมายาวๆ พรอมโต้เดินเข้ามายืนใกล้ๆโซฟาตัวใหญ่ที่ตั้งหลังให้กับเตียงนอนกว้างหลังโตที่อิคนิสกำลังนั่งอยู่ ลูกแก้วสีฟ้าจรัสที่เคยเปี่ยมด้วยแววแห่งความรื่นเริงดูมืดมนไปถนัดตาเมื่อมองเห็นร่างคนคนหนึ่งกำลังหลับใหลอยู่

 

“น็อคยังไม่ตื่นเลยหรอ นี่ก็ผ่านมาตั้งหลายวันละนะ?”

 

“ยังเลย ไม่รู้ว่าจะตื่นเมื่อไรด้วยสิ”

 

สีหน้าของพรอมโต้เมื่อได้ยินอิคนิสเอ่ยเช่นนั้นก็ยิ่งมีแววหม่นหมองทวีคูณขึ้น เขาก้มลงไปมองใบหน้าของอิคนิสท ริ้วรอยบาดแผลที่ยังแลดูสดใหม่บริเวณดวงตาของอิคนิสที่แม้จะมีแว่นตาสีดำเข้มบดบังไว้แต่ก็ไม่อาจซุกซ่อนความเสียหายทางกายภาพนั้นได้มิดชิด มันทำให้เขายิ่งรู้สึกหน่วงในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก

 

“หมอที่ท่านเลขานุการแห่งอัลทิสเซียช่วยพามารักษาให้ก็บอกว่าตอนนี้น็อคพ้นขีดอันตรายแล้วแต่ที่ยะ….”

 

“นายโอเคนะอิคนิส?”

 

“อา…ไม่เป็นไรอะไรมากหรอก” หลังนิ่งงันกันไปหลายอึดใจราชเลขานุการส่วนพระองค์ก็ตอบออกมา “ขอเวลาสักหน่อยเดี๋ยวฉันก็ปรับตัวได้”

 

เจ้าตัวพยายามทำเสียงให้นิ่งสงบมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่อย่างไรเสียสำหรับคนที่ใช้ชีวิตร่วมกันมานาน โตมาด้วยกัน เดินทางด้วยกัน ร่วมทุกข์สุขด้วยกันตลอดทางไม่มีทางเลยที่จะเล็ดรอดความเปลี่ยนแปลงในคำพูดนั้นได้ พรอมโต้สัมผัสได้ถึงความสั่นเครือบางเบาตรงหางเสียงนั้นชัดเจน

 

มันไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับกันได้ง่ายๆที่จู่ๆตัวเองต้องกลายเป็นคนพิการแบบนี้!!

 

“ไม่ต้องห่วงอิคนิส ฉันกับทุกคนจะคอยช่วยเหลือนาย” มือใหญ่ที่คุ้นเคยกับการจับแต่กระบอกปืนวางลงเหนือบ่ากว้างใต้ชุดสูทเนี๊ยบ เขาเผลอบีบบ่าของอิคนีสด้วยความรู้สึกที่หลากหลายปนเปกันในใจ ได้แต่หวังว่าเพื่อนคนนี้จะรับรู้ถึงความปรารถนาดีและมุ่งมั่นของเขาผ่านทางสัมผัสนี้

 

“ขอบใจมาก” อิคนิสยังคงพูดน้อยไม่ต่างจากเดิม ใบหน้าคมสันนั้นยังคงสงบนิ่ง เขาค่อยๆพยุงร่างกายของตัวเองขึ้นมาอย่างเชื่องช้าโดยมีพรอมโต้คอยช่วยเหลือบ้าง เด็กหนุ่มผมทองสว่างไสวเดินมาส่งคนที่ตัวสูงกว่าตัวเองถึงหน้าประตูห้องเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะเจ้าตัวยังคงไม่ชินกับการเดินไปมาโดยปราศจากการมองเห็นเช่นเดิม

 

“ส่งฉันแค่นี้เถอะ ฝากดูแลน็อคด้วยนะ”

 

“อือ เชื่อมือฉันได้เลย”

 

บานประตูที่ปิดลงพร้อมกับความสงบที่กลับมาครอบคลุมบริเวณกว้างในห้องนอนใหญ่แห่งนี้ เด็กหนุ่มในชุดสีดำสนิทค่อยๆย่างเท้าเดินเข้าไปใกล้ๆเตียงนอน

 

ม่านตาสีฟ้าเฝ้ามองดูใบหน้าของคนที่หลับใหลในห้วงอนธกาลโดยไร้วี่แววว่าจะฟื้นคืนสติก่อนที่จะเอื้อมมือขึ้นไปลูบไล้ดวงหน้าที่เขาเฝ้าหลงใหลมาตลอด แต่ก็ทำได้แต่เฝ้ามองและคอยดูแลเจ้าชายคนมาดแยะใกล้ๆเท่านั่น หลายสิ่งหลายอย่างเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เขาไม่กล้าก้าวต่อไป ทั้งเรื่องส่วนตัวของตัวน็อคทิสเองทั้งเรื่องส่วนตัวของเขาเองที่ไม่อาจบอกใครในโลกใบนี้ได้

 

“เฮ้ เจ้าหญิงนายควรตื่นได้นะ นายจะมาทำตัวขี้เซานอนกินแรงชาวบ้านแบบนี้ไปอีกนาน แค่ไหนกัน”

 

เขาเผลอกัดปากของตัวเองเบาๆยามที่จ้องมองเปลือกตาสีอ่อนที่บดบังอัญมณีสีฟ้าครามลุ่มลึกราวกับสีของท้องทะเลคู่นั้นไว้ “จริงๆฉันยังมีอีกหลายเรื่องที่ฉันยังไม่มีโอกาสเล่าให้นายฟังเลยนะ นายไม่คิดอยากจะลุกขึ้นมาฟังหรือไงสหาย”

 

มือข้างขวาที่สวมใส่ถุงมือและสายรัดข้อมือที่ต้องใส่ไว้ตลอดเวลาด้วยเหตุผลบางประการไล่เขี่ยปอยผมสีดำที่ยุ่งเหยิงของคนที่กำลังหลับลึกจนไม่รู้สึกตัวว่าเขากำลังนั่งใกล้ๆอยู่ตรงนี้แล้ว

 

“จริงๆฉันเองก็ไม่รู้ว่าฉันอยากให้นายตื่นขึ้นมาเจอกับความจริงหรือนอนหลับไปแบบนี้ แบบไหนมันจะดีกว่ากัน…จะว่าไปฉันนี่ก็ตลกนะว่าไหมน็อค” พรอมโต้เผลอหลุดเสียงหัวเราะที่แฝงความขมขื่นออกมาเพียงลำพัง

 

ภาพความทรงจำเมื่อตอนยังเป็นเพียงเด็กน้อยวัยประถมที่ไหลย้อนกลับเข้ามา ภาพวันแรกที่เขามีโอกาสได้เห็นเจ้าชายน็อคนิส ลูซิส เคลัมที่โรงเรียนที่เดินสวนกันตรงระเบียงทางเดินของโรงเรียน…เขาในตอนนั้นเป็นแค่เด็กตัวอ้วนฉุไร้สเน่ห์ไร้ความสนใจต่อโลกรอบตัวเองอย่างสิ้นเชิง โลกทั้งใบของเขามีแค่กล้องถ่ายรูปที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทเท่านั้น ไม่เคยคาดคิดว่าสักวันหนึ่งตัวเองจะมีโอกาสได้เป็นเพื่อนคนสนิทของเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ที่ฐานันดรไม่ธรรมดาเช่นนี้

 

ความเคร่งขรึมเกินวัยและสีหน้าเฉยชากึ่งๆอมทุกข์ของคนที่อายุเท่ากันกับเขาแต่บุคลิคช่างต่างราวกับท้องฟ้าและหุบเหวเช่นนี้ช่างแปลกตาและน่าดึงดูดใจ ทุกวันหลังจากนั้นเขาจะแอบลอบมององค์ชายรัชทายาทแห่งราชวงศ์ลูซิสจากที่ไกลๆ แต่กระนั้นเขาก็ไม่บังอาจเอื้อมกล้าที่จะพาตัวเองเข้าไปใกล้ชิดกับอีกฝ่ายเพราะรู้ดีว่าตนเองนั้นไม่มีอะไรคู่ควรกับคนมียศฐาบรรดาศักดิ์เช่นนั้น

 

จะว่าไปพรอมโต้เองก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีไม่น้อยที่ในที่สุดเขาก็มีโอกาสได้เข้าไปทำความรู้จักกับเจ้าชายองค์นี้หลังจากการสนับสนุนของท่านหญิงลูน่าเฟรย่า น็อซ ฟลอเร็ท อดีตเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรเทเนไบรหนึ่งในดินแดนที่ถูกจักรวรรดินิฟไฮม์รุกรานและยึดครองไปจนต้องกลายเป็นปริปักษ์กับอาณาจักรลูซิสโดยปริยายทั้งๆที่แต่เดิมทั้งสองฝ่ายนั้นเป็นมิตรสหายไปมาหาสู่กันอย่างยาวนาน นอกจากนี้มันยังส่งผลให้เขาพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างหนักจนสามารถมายืนเคียงข้างน็อคทิสในฐานะเพื่อนสนิทได้อย่างเต็มปาก

 

ตลอดช่วงเวลาที่อยู่กันเขารับรู้ได้ถึงความกดดันและความคาดหวังมากมายที่น็อคทิสต้องแบกรับเอาไว้ในฐานะมกุฎราชกุมารของอาณาจักร แม้คนทั้งอาณาจักรจะมองดูว่าเจ้าชายรัชทายาทตนเองนั้นดูเป็นคนเฉื่อยชาเหลาะแหละไม่เอางานเอาการและคงไม่มีทางครองราชย์ประสบความสำเร็จดั่งพระบิดา ราชาเรจิส ลูซิส เคลัม ได้ทรงวางแนวทางไว้ แต่เขารู้ดีกว่าใครว่าบุคคลที่ถูกชาวบ้านปรามาสไว้เช่นนั้นเป็นคนที่เก่งและมีความสามารถมากแค่ไหน แต่ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหนก็ไม่มีวันหนีพ้นเงาปีกของผู้ที่พ่อที่แผ่กว้างได้

 

ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าน็อคทิสโชคดีหรือโชคร้ายที่เกิดมีพ่อเก่งกาจขนาดนี้!?

 

เสียงครางอือเบาๆของคนที่หมดสติไปตั้งแต่ล้มสัตว์มนต์อสูร เลวิอาธานได้ดึงให้พรอมโต้หลุดจากภวังค์ หากมองเผินๆอาจทำให้เข้าใจผิดว่าร่างนั้นปราศจากสัญญาชีพหากแต่ยังมีลมหายใจที่ทำให้ช่วงอกและท้องเคลื่อนไหวเป็นจังหวะช้าๆบ่งบอกว่าร่างกายนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ ใบหน้าของรัชทายาทแห่งลูซิสที่ยังหลับใหลไม่ได้สติซีดขาวและเย็บเยียบแฝงด้วยแววความเจ็บปวดล้ำลึก ตามร่างกายยังคงมีริ้วรอยและความฟกช้ำจากการต่อสู้อย่างหนักหน่วง

 

“ลูน่า…” เสียงแหบและแผ่วเบาประหนึ่งสายลมอ่อนที่พัดผ่านยอดหญ้าพร้อมกับมือที่เอื้อมออกราวกับต้องการจะไขว่คว้าบางสิ่งตรงหน้าเอาไว้ “ฉัน..ฉันแค่อยาก..ปกป้องเธอ”

 

ระหว่างที่มืออันไร้เรี่ยวแรงของคนไม่ได้สติกำลังจะร่วงตกลงพรอมโต้ได้แค่มือน็อคทิสเอาไว้ สองมือกอบกุมมือของคนที่ตกอยู่ในห้วงฝันร้ายมาจุมพิตอย่างแผ่วเบาถนุถนอม

 

ทุกครั้งที่อีกฝ่ายเรียกชื่อลูน่าเขาเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องรู้สึกหงุดหงิดลึกๆในใจแม้จะสามารถข่มกลั้นความงุ่นง่านเอาไว้ได้ด้วยท่าทางร่าเริงสดใสรวมทั้งเฉไฉไปคุยเรื่องสัพเพเหระได้ตลอดทุกครั้ง เช่น เอาประเด็นการสมรสของน็อคทิสกับท่านหญิงสูงศักดิ์มาหยอกล้อให้เจ้าชายคนมาดแยะได้เขินหน้าแดงจนต้องแกล้งหนีไปงีบนอนแทน

 

สำหรับพรอมโต้แล้ว เขาไม่นึกเกลียดท่านหญิงแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเขาทั้งรัก เคารพและเทิดทูนท่านหญิงลูน่าอย่างมาก เขาปรารถนาจะได้พบเธอและคุยกับเธอด้วยตัวเองสักครั้ง เพราะหากไม่มีเธอคอยส่งกำลังใจและสนับสนุนเขาในวันนั้น เขาเองก็ไม่รู้ว่าปัจจุบันชีวิตของเขาจะหันเหไปในทิศทางใด

 

แต่รักและเทิดทูนมันต่างกันรักและชอบ ความรู้สึกสับสนและยอกย้อนในใจที่ครอบงำจิตใจของเขามาตั้งแต่เริ่มต้นการเดินทางสู่อัลทิสเซีย จริงๆต้องบอกว่าความรู้สึกทั้งหลายมันประดังประเดเข้ามาตั้งแต่วันที่ทราบว่าการแต่งงานอย่างกระทันหันระหว่างสองคนนี้แล้วต่างหาก

 

“แต่ว่าไม่เอายังไงทั้งนายหรือฉัน เราต่างก็ไม่มีโอกาสได้คุยกับท่านหญิงสักคำเลย” เด็กหนุ่มผมทองเหลือบสายตาที่เคลือบด้วยความเศร้าไปมองไดอารี่ปกสีแดงที่แสนคุ้นตาวางอยู่แทบเตียงด้านขวามือ…ไดอารี่ที่เขาเห็นน็อคทิสมักได้รับจากเจ้าอัมบรา สุนัขขนดำน่ารักน่าเอ็นดูของท่านหญิงลูน่า

 

“ฉันไม่รู้จริงๆน็อคว่าถ้านายต้องตื่นขึ้นมาเพื่อพบว่าลูน่าตายเพื่อปกป้องนาย….นายจะทำยังไงต่อไป”

“ฉันไม่ใช่เจ้าชายที่มีพรวิเศษสามารถลบล้างคำสาปนิทราของแม่มดใจร้ายได้แบบในนิทานตอนพวกเรายังเด็กๆ แต่ฉันขอแค่ว่านายจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป…น็อคทิส”

 

ชื่อเต็มๆของที่ไม่ค่อยเรียกนับตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมานาน พรอมโต้เอ่ยเรียกชื่อของเจ้าชายสูงศักดิ์ด้วยหัวใจที่พองโตไปด้วยความคาดหวังก่อนจะโน้มตัวลงไปหาผู้ที่หลับใหล ริมฝีปากของทั้งสองคนค่อยๆแนบชิดกันอย่างนุ่มนวลและแผ่วเบาทว่านิ่งนาน ลมหายใจร้อนระอุของผู้ที่กระทำการอุกอาจได้เฉพาะยามนี้เท่านั้นเป่าผ่านประหนึ่งต้องการถ่ายทอดความร้อนและไอชีวิตของตนเองใส่เข้าไปในร่างกายอีกฝ่าย

 

“ได้เวลาต้องตื่นบรรทมสักทีแล้วนะเจ้าหญิง ทุกคนกำลังรอนายอยู่นะน็อค”

 

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

 

เสียงบานประตูที่ปิดลงทำให้เขารับรู้ได้ว่าคนที่นั่งเฝ้าไข้คนอื่นโดนไม่คิดแม้แต่จะเจียมสังขารตนเองนั้นได้ออกมาจากห้องนอนใหญ่อันเป็นที่ประทับรักษาตัวขององค์ชายรัชทายาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

พวกเขาไม่รู้แน่ชัดว่าระหว่างการต่อสู้กับบททดสอบเพื่อสร้างพันธสัญญาระหว่างราชันผู้ถูกเลือกโดยดวงดาวกับเทพเจ้าแห่งสายน้ำแห่งโลกอดีตนั้นเกิดอะไรขึ้น เพราะกว่าพวกเขาจะฝ่าฟันเข้าไปถึงใจกลางน้ำวนที่สาดซัดอย่างรุนแรงนั้นทุกอย่างก็สายแล้ว สิ่งที่พบคือเจ้าหญิงลูน่าเฟรย่าทรงสิ้นพระชนม์อยู่ตรงนั้นทว่าเธอยังคงโอบกอดเจ้าชายน็อคทิสเอาไว้แน่นราวกับต้องการปกป้องเขาอย่างเต็มที่

 

ตั้งแต่ช่วยเจ้าชายแห่งลูซิสกลับมาได้จากกลางคลื่นทะเลคลั่งอันเป็นผลมาจากแรงพิโรธของเลวิอาธานที่บัดนี้ยินยอมผูกสัญญาให้ยืมพลังเรียบร้อยแล้วน็อคทิสก็ตกอยู่ใต้ห้วงฝันอันยาวนานเกือบสัปดาห์โดนไม่มีทีท่าว่าจะยอมตื่นขึ้นมาสักที แม้หมอมือหนึ่งของอัลทิสเซียที่ท่านเลขานุการลำดับที่ 1 แห่งอัลทิสเซียช่วยหามารักษาให้จะเพียรพยายามเท่าใดก็ไม่เป็นผล ท่ามกลางความเป็นกังวลของเพื่อนๆทุกคน

 

แต่ที่น่าเจ็บใจและตกใจยิ่งกว่าสำหรับกลาดิโอ้นั้นคือการที่อิคนิสได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างการปะทะจนทำให้ดวงตาทั้งสองข้างต้องมืดบอดลง!!

 

เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างไม่ค่อยสม่ำเสมอสลับกับเสียงของไม้เท้าที่เจ้าตัวใช้พยุงและเป็นเครื่องนำทางสร้างความหงุดหงิดใจอย่างมากให้กับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงราชองครักษ์ส่วนพระองค์ของมกุฎราชกุมารแห่งอาณาจักรลูซิส กลาดิโอ้สาวเท้าเดินดิ่งไปหาคนไม่เจียมสังขารที่กำลังคลำทางเดินไปสะเปะสะปะและกำลังจะเดินชนโต๊ะที่ประดับแจกันดอกไม้สูงกลางห้องไว้แบบเต็มๆ

 

อาจเพราะเขามีความอัดอั้นใจที่สุมในอกมาหลายวันหรือเพราะคนที่บาดเจ็บยังไม่ทันฟื้นตัวดีพอ แรงดึงนั้นทำให้ร่างสูงโปร่งของท่านราชเลชานุการถึงกับเซถลาลอยเข้ามาปะทะร่างใหญ่ท่านราชองครักษ์ทันที กลาดิโอ้ถึงกับขมวดคิ้วยุ่งยากใจ ปรกติอิคนิสไม่เคยมีท่าทีอ่อนแรงมากขนาดนี้

 

“โอ่ย จะเดินชนโต๊ะอยู่แล้วยังไม่รู้หรอ!” น้ำเสียงหนักและแฝงความแข็งกร้าวเอาไปทำเอาคนฟังทั่วไปหลายคนรู้สึกหวาดกลัวคนตัวใหญ่คนนี้มานักต่อนัก แต่มันคงใช้ไม่ได้ผลกับคนที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักตั้งแต่ยังเล็กๆเพื่อเป็นเลขานุการควบตำแหน่งผู้วางกลยุทธ์ให้กับมกุฎราชกุมารแน่นอน

 

“อ่อ โทษทีพอดีตามองไม่เห็นนะ” แม้จะสูญเสียดวงตาไปแล้วแต่อิคนิสก็ยังคงเป็นอิคนิส เขาไม่ได้สูญเสียความพูดน้อยต่อยหนักแมจี้จุดลงไปกลางปมปัญหาที่กำลังร้อนระอุด้วย แต่กระนั้นประโยคยอกย้อนเช่นนี้ไม่ได้เหมาะกับสถานการณ์เท่าไรนักได้เมื่อเทียบกีบสีหน้าเกรี้ยวกราดของคนที่ฟังทำท่าเหมือนหมีตัวโตงุ่นง่านอารมณ์ฉุนเฉียวพร้อมจะอาละวาดตลอดเวลา

 

แต่หากมองในอีกแง่ต่อให้อิคนิสมองเห็นสีหน้าอีกฝ่ายเขาก็คงยังพูดอยู่ดี!! ใครๆก็รู้กันทั้งวังว่าท่านราชเลขานุการส่วนพระองค์นั้นแอบความปากคอเราะร้ายไว้ใต้วาจาที่แสนสุภาพอ่อนน้อมนั้นมากแค่ไหน

 

“รู้ว่ามองไม่เห็นแล้วทำไมไม่ให้เจ้าพรอมโต้พาเดินออกมาส่ง” กลาดิโอ้ได้แต่กัดฟันข่มใจนับหนึ่งไปถึงล้านมองหน้าเฉยเมยของคนตัวสูงโปร่งในชุดสูทสุภาพผมเผ้าเรียบร้อยดั่งปรกติ ที่หากไม่สังเกตุดีๆอาจไม่รู้เลยว่าคนตรงหน้าสูญเสียแก้วตาไปแล้ว กลาดิโอ้รู้อยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายพยายามทำตัวให้เหมือนปรกติมากที่สุดราวกับพยายามจะลืมเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นกับตัวเองไป…แต่มันไม่ใช่เรื่องจะทำเป็นมองข้ามผ่านแล้วปล่อยไปเลยสักนิด!!

 

“เขาต้องดูแลน็อค อีกอย่างฉันยังมีขาเดินเองได้” อิคนิสเน้นเสียงในประโยคท้ายพร้อมทั้งระบายลมหายใจออกมาหนักๆบ่งบอกถึงความขุ่นเคืองใจอย่างมากซึ่งไม่บ่อยนักที่เขาจะทำพฤติกรรมเช่นนี้ เขาไม่ชอบที่ทั้งกลาดิโอ้และพรอมโต้ปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับคนที่ง่อยเปลี้ยเสียขาทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว

 

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวไปพักผ่อนก่อน” อาจเพราะกลาดิโอ้นั้นนิ่งงันไปนานหลายอึดใจ ชายหนุ่มผู้เปรียบเสมือนมันสมองของกลุ่มเดินทางจึงตัดสินใจสรุปว่าอีกฝ่ายไม่มีธุระอะไรกับตนเองอีกแล้ว

 

“อิคกี้ ฉันว่าเรื่องนี้พวกเราจะต้องคุยกัน” ขาเรียวยาวสมส่วนที่กำลังก้าวเดินชะงักลง

 

“นายยังมีอะไรที่ไม่ได้พูดอีกงั้นหรอกลาดิโอ้” เจ้าของชื่อทำได้แค่บดกรามตัวเองอย่างโกรธขึ้งเมื่อได้ยินน้ำเสียงช้าเนิบนาบเช่นนั้น แต่เขาก็พยายามสะกดอารมณ์เพื่อให้การสนทนาสามารถดำเนินต่อไปได้

 

“ฉันว่านายไม่ควรเดินทางต่อไปอิคกี้ นายควรพักรักษาตัวอยู่ที่นี่จนกว่าแผลนายจะหาย หลังจากนั้นฉันจะขอให้เวสค์แฮมช่วยติดต่ออิริสและพานายกลับไป”

 

“แต่ภารกิจของพวกเรายังไม่เสร็จสิ้นแล้วให้ฉันทิ้งน็อคไปสู้ตามลำพังแบบนี้หรอ?” สีหน้าเฉยชาของชายหนุ่มผมน้ำตาลเริ่มเปลี่ยน “นายก็รู้ฉันทำไม่ได้”

 

“น็อคไม่ได้สู้แค่คนเดียว ยังไงฉันกับพรอมโต้ก็ต้องไปกับน็อคด้วยแน่นอนอยู่แล้ว” น้ำเสียงของกลาดิโอ้กดต่ำลงจนเกือบจะใกล้เคียงกับเสียงคำรามในคอของสัตว์ป่าอยู่แล้ว

 

“ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ไม่ได้อยู่ดี ฉันมีหน้าที่ต้องดูแลน็อค ท่านราชาผู้ล่วงลับทรงได้ฝากฝังฉันไว้…”

 

“พระองค์ทรงฝากฝังเจ้าชายไว้กับเราทุกคนละ”

 

“หรือนายกังวลว่าฉันจะกลายเป็นตัวถ่วงของกลุ่ม สบายใจได้ฉันจะพยายามดูแลตัวเอง”

 

เขาเกลียดความดื้อด้านและหัวรั้นของอิคนิสที่สุด เกลียดมาตลอด เจ้าตัวเป็นคนฉลาดเฉลียวหาตัวจับยากมากในคนอายุน้อยวัยเดียวกันแต่บางครั้งหัวแข็งกับบางเรื่องได้อย่างน่าตกใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับองค์รัชทายาทของอาณาจักรแล้วละก็อิคนิสยอมสู้แบบหลังชนฝาและกัดไม่ปล่อย ที่ผ่านมาบางอย่างเขาเห็นว่ามันพออะลุ่มอะลวยได้ถึงได้ยอมๆมาเรื่อยๆ แต่เรื่องนี้เขาเห็นสมควรว่าจะต้องลงดาบตัดสินให้เด็ดขาด

 

“ฉันจะไม่พูดเรื่องเดิมซ้ำอีกรอบ ยังไงนายก็ต้องพักรักษาตัวที่นี่ก่อนกลับไปอยู่กับอิริสที่คาเอม”

 

เส้นโทสะเริ่มแล่นริ้วในหัวของคนที่ฉลาดที่สุดที่สุดในกลุ่มเดินทางกลุ่มนี้ “นายไม่มีสิทธิ์มาบังคับ ฉันจะไปด้วยได้หรือไม่มีมันไม่ใช่เรื่องที่นายตัดสินใจ”

 

“แต่ระหว่างต่อสู้ฉันกับพรอมโต้ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะดูแลนายได้ตลอดเวลา”

 

กลาดิโอ้ยิ่งทวีความหงุดหงิด บางทีเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องง่ายๆแบบนี้คนตรงหน้าถึงได้พยายามเสแสร้งแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจอยู่ได้ แต่ที่แน่ๆมันเป็นการกวนประสาทที่น่าคาญมาก

 

“แต่ฉันสามารถดูแลตัวเอง…”

 

“พอได้แล้วอิคนิส!!!!” กลาดิโอ้แทบจะตวาดออกมาด้วยความเหลืออดบ่งบอกถึงเส้นความอดทนที่ขาดผึงจนคนฟังถึงกับสะดุ้ง แม้จะมองไม่เห็นสีหน้าแต่เขาสัมผัสได้ถึงความเกรี้ยวกราดที่แผ่กำจายออกมาจากร่างสูงใหญ่ ร่างสูงโปร่งสมส่วนของท่านราชเลขานุการถูกกระชากไปกระแทกกับกำแพงห้องที่เยือกเย็นผิดกับบรรยากาศที่แสนคุกรุ่นตรงหน้า

 

แม้อิคนิสจะมองไม่เห็นแล้วแต่เขารับรู้ได้ว่ากลาดิโอ้กำลังยืนประจัญหน้ากับตัวเขาเอง ข้างหลังเขาเป็นเพียงพื้นผนังห้องที่เย็นสะท้านแต่เบื้องหน้าเขามีร่างกายใหญ่ของราชองครักษ์ส่วนพระองค์ผู้ถวายสัตย์สาบายว่าจะยอมพลีกายและวิญญาณของตนเพื่อปกป้องเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์แห่งลูซิส ที่สำคัญผู้เป็นดั่งโล่ห์แห่งกษัตริย์นั้นกำลังขุ่นเคืองเขาอย่างหนัก

 

“ได้อิคนิส นายบอกนายดูแลตัวเองได้ไหนลองแสดงฝีมือหนีให้ฉันดูหน่อยสิ!!!”

 

เจ้าของชื่อไม่แน่ใจว่าการหนีที่กลาดิโอ้ต้องการจะสื่อถึงอะไร แต่ก่อนที่สมองอันปราดเปรื่องของนักวางแผนประจำราชวงศ์จะไตร่ตรองได้ทัน ร่างกายทั้งร่างของเขาก็ถูกกดตรึงแนบไปกับกำแพงด้วยฝ่ามือใหญ่โตของกลาดิโอ้ แรงบีบที่ต้นแขนนั้นรุนแรงราวกับคีมเหล็กบนจักรกลสังหารของพวกจักรวรรดิจนเขาเผลอปล่อยมือจากไม้เท้านำทางที่ถืออยู่

 

ใบหน้าแข็งกร้าวประดับด้วยรอยแผลเป็นที่ซีกหน้าขวาชัดเจนก้มลงมาหาคนที่ตนเองควบคุมเอาไว้ ลมหายใจร้อนระอุของสองคนปะทะกันรุนแรงก่อนที่ริมฝีปากของอิคนิสจะครอบครองอย่างรวดเร็ว

 

กลีบปากสีอ่อนถูกดูดดุนอย่างดุร้ายจน ฝ่ายที่ถูกบังคับให้ต้องรับจุมพิตที่แสนอุกอาจต้องส่งเสียงครางอืออึงประท้วงในลำคอ ชายหนุ่มผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนเฉลียวฉลาดและสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีเยี่ยมมาตลอดถึงกับรู้สึกว่าสมองของตนเองตอนนี้กลายเป็นแค่เซลล์เนื้อเยื่ออะไรสักอย่าง มันว่างเปล่าและหยุดนิ่งเมื่อเขารับรู้ได้ถึงปลายลิ้นร้อนที่รุกไล้เข้ามาในโพรงปากชุ่มชื้น ยิ่งเขาพยายามต่อต้านและดันมันออกไปเท่าไรอีกฝ่ายยิ่งเกี่ยวกระหวัดได้มากขึ้น

 

บุรุษผู้สาบานตนเป็นโล่ห์คุ้มครององค์ราชันหรี่ตามองดูใบหน้าของคนที่เขากำลังจุมพิตอย่างขัดขืนในใจ ม่านตาสีอำพันเหลือบแลรอยบาดแผลฉกรรจ์ที่ยังสดใหม่บนใบหน้าของเจ้าตัวก่อนจะจ้องมองทะลุผ่านเงาของแว่นสีดำที่บดบังดวงตาอีกฝ่ายเอาไว้ ภาพในอดีตวันวานที่ได้สบประสานกับอัญมณีสีเขียวที่แสนนิ่งสงบคู่นั้นไหลวนกลับมา

 

ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ที่เขายอมปล่อยให้อิคนิสเข้ามาวุ่นวายในชีวิต เจ้าตัวเข้ามามีอิทธิพลต่อจิตใจและความรู้สึกมากมายขนาดนี้โดยที่ไม่รู้ตัวเลยสักนิด หน้าที่ของพวกเขาต่อองค์รัชทายาทของอาณาจักรอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาทั้งสองคนถูกเกี่ยวรัดเอาไว้ด้วยกัน คนหนึ่งก็เป็นเลขานุการส่วนพระองค์อีกคนก็เป็นราชองครักษ์

 

เพราะอิคนิสสูญเสียมารดาบังเกิดเกล้าไปตั้งแต่ยังเล็กๆ หลังจากนั้นตัวเขาเองก็ถูกเคี่ยวเข็ญให้ฝึกฝนตัวเองเพื่อเป็นทั้งเพื่อนและมือขวาคนสนิทขององค์ชาย ส่งผลให้อิคนิสติดนิสัยคอยดูแลน็อคทิสไม่ห่างราวกับแม่ไก่กางปีกปกป้องลูกเจี๊ยบตัวน้อยตลอดเวลา และนั้นส่งผลให้เจ้าตัวเผลอตัวก้าวล้ำเข้ามาดูแลคนรอบข้างตัวน็อคทิสด้วย ทั้งเขาและพรอมโต้ต่างถูกท่านราชเลขานุการจอมเนี๊ยบคนนี้เข้ามาช่วยจัดการอะไรหลายๆอย่างให้เข้ารูปเข้ารอย

 

กลาดิโอ้ยอมรับว่าตัวเองว้าวุ้นใจมากระหว่างช่วงการปะทะกับทหารของจักรวรรดิเพื่อช่วยอพยพพลเรือนผู้บริสุทธิ์ในเมืองแอคคอร์โด้ ภาพความโหดร้ายของสายน้ำที่สาดซัด การโจมตีของมังกรวารี บริวารของเทพเจ้าเลวิอาธานและกองทหาร MT ที่เข่นฆ่าผู้คนไม่เลือกหน้า ทุกอย่างวุ่นวายและอยู่เหนือขีดความสามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ได้

 

ตอนที่ได้รับข่าวจากทางทหารของอัลทิสเซียว่าไฮเดียนปฏิเสธไม่ยอมทำสัญญากับน็อคทิสและลานอัญเชิญได้กลายเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดไปแล้วนั้นเขาแทบคลั่งตาย ใจหนึ่งก็ห่วงองค์ชายที่ต้องต่อสู้เพียงลำพัง แต่หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมานั้นก็สำคัญไม่แพ้กันจนไม่อาจละทิ้ง

 

เขาห่วงน็อคทิสมากแค่ไหน เขายิ่งห่วงอิคนิสมากเป็นทวีคูณ…เพราะคนคนนี้ไม่เคยนึกห่วงตนเองเลยสักครั้ง สิ่งแรกที่ต้องมาก่อนเสมอคือองค์รัชทายาท

อิคนิสจัดลำดับความสำคัญสูงสุดในชีวิตของตัวคือตัวน็อคทิส

 

กลาดิโอ้ไม่ทันได้รับรู้เลยว่าช่วงที่ปะทะกับเหล่าทหารหุ่นยนต์ของนิฟไฮม์อย่างดุเดือดที่กลางเมืองนั้นอิคนิสได้รับบาดเจ็บจากปืนไฟมารอบหนึ่งแล้วแต่เจ้าตัวก็ยังดันทุรังเป็นห่วงเจ้าชายที่กำลังสู้กับเลวิอาธานจนยอมบุกฝ่าเข้าไปเพื่อสมทบ และสุดท้ายก็ถูกพลังของเทพแห่งสายน้ำทำร้ายซ้ำสองเข้าไปอีก

 

จวบจนกระทั่งอิคนิสล้มลงบนพื้นและดวงตาสีเขียวแมกไม้ที่แสนคุ้นเคยคู่นั้นมีโลหิตสีคล้ำหลั่งรินออกมาไม่ยอมหยุดกลาดิโอ้ถึงได้ประจักษ์แจ้งว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บสาหัสแค่ไหน ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ได้แต่นึกเจ็บใจ สิ่งที่ทำได้คือกล่าวโทษตัวเองที่ไม่สามารถปกป้องอิคนิสได้ทั้งๆที่คนคนนี้ต่อสู้อยู่ไม่ห่างจากเขาเลยแท้ๆ

 

แต่ที่น่าโกรธที่สุดคือแม้เจ้าตัวจะเพิ่งฟื้นขึ้นมา สิ่งแรกที่อิคนิสถามกลับไม่ใช่อาการบาดเจ็บของตนเองหรือหนทางรักษาในอนาคตแต่อย่างใด แต่เขากลับแสดงความกังวลรวมถึงถามถึงอาการของน็อคทิสแทน

 

อิคนิสรับรู้ได้ถึงมือที่สั่นเทาของกลาดิโอ้และแรงบีบที่ค่อยๆคลายออกจึงสบโอกาส คมเขี้ยวคมขบกัดลงไปบนลิ้นหนาที่คนตัวโตกว่าดุนดันเข้ามาโดยที่เขาไม่เต็มใจและไม่ทันได้ตั้งตัว กลาดิโอ้คำรามเบาๆในลำคอก่อนจะยอมปล่อยมือจากท่านราชเลขานุการจอมดื้อดึง ชายหนุ่มตัวโตสบถออกมาหลังจากใช้หลังมือขวาของตัวเองปาดคราบเลือดที่มุมปากอย่างลวกๆ ต่างจากชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดสูทเต็มยศที่ถึงกับหอบเหนื่อยประหนึ่งวิ่งแข่งมาเสร็จ

 

“นี่แค่เตือนนาย ขนาดแค่ฉันนายยังหนีไม่รอด บอกไว้ก่อนมอนสเตอร์นะไม่ได้มีเมตตาเพราะนายมองไม่เห็นมันหรอกนะ!”

 

ทั้งสองคนนิ่งเงียบกันไปหลายนาทีหลังจากกลาดิโอ้ระเบิดอารมณ์ออกมา

 

“ทำไม ทำไมต้องไล่ฉัน…เพราะฉันตาบอดแล้วเลยหมดประโยชน์ต่อพวกนายแล้วใช่ไหม” อิคนิสสูดลมหายใจลึกๆก่อนกัดฟันเอ่ยสิ่งที่เสียดแทงหัวใจของตัวเองออกมา ฝ่ามือใต้ถุงมือหนังสีเงินกำแน่นเข้าหากัน

 

“ฉันไม่ได้หมายความถึงแบบนั้น!” คำถามแสนเรียบง่ายกับน้ำเสียงแผ่วเบาของคนตัวสูงในชุดสูทสง่างามช่วยทำให้อุณหภูมิบนหัวของโล่ห์แห่งราชันบรรเทาเบาบางลงได้บ้าง

 

“นายหมายความว่าอย่างฉันไม่รู้ แต่สิ่งที่สื่อสารออกมาฉันเข้าใจแบบนั้น”

 

จริงอยู่ว่าการที่จู่ๆต้องมาสูญเสียการมองเห็นทั้งสองข้างไปภายในระยะเวลาอันรวดเร็วขนาดนี้ ไม่มีการเตรียมใจ ไม่คาดคิดล่วงหน้าด้วยซ้ำว่าตัวเองจะโชคร้ายแบบนี้ แน่นอนมันทำใจลำบากแต่เขาก็พยายามยอมรับมันอยู่

 

ชีวิตในโลกที่มืดมืดตลอดทั้งวันทั้งคืนเช่นนี้มันน่ากลัวขนาดไหนไม่มีใครเข้าใจ ทุกวันที่ลืมตาขึ้นมามีเพียงความเวิ้งว้างของอนธกาลที่ไม่สิ้นสุดยิ่งทำให้อิคนิสรู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งกว่าตอนที่เขาสูญเสียมารดาไปเสียอีก

 

การชีวิตของเขายากลำบากมากขึ้นเมื่อนัยน์ตาทั้งสองมืดบอดลงเช่นนี้ หมอทุกคนในอัลทิสเซียต่างสรุปออกมาตรงกันว่าแผลบริเวณดวงของเขานั้นได้รับบาดเจ็บรุนแรงเกินกว่าจะเยียวยาหรือฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมได้อีก เป็นการฟังผลการรักษาที่หดหู่ที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา

 

ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขาเพียรพยายามปรับตัวกับโลกที่มืดหม่นโลกนี้โดยไม่เอะอะโวยวายว่ากล่าวโชคชะตาของตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องง่ายดายเท่าไรทั้งการกิน ลุกเดินไปไหนมาไหน จัดการเรื่องส่วนตัว แม้พรอมโต้จะพยายามช่วยเขาตลอดแต่อิคนิสไม่ต้องการเป็นภาระของใครทั้งสิ้น

 

เขาคือใคร อิคนิส สตูเปโอ สคีเอนเทีย ผู้ที่ได้รับฝึกฝนเพื่อเป็นราชเลขานุการของว่าที่ราชาแห่งลูซิสพระองค์ใหม่ ทุกทักษะทุกความรอบรู้ทุกความเชี่ยวชาญที่รับการเคี่ยวกรำมาอย่างหนักหน่วงนับสิบปีเพื่อที่วันหนึ่งในภายภาคหน้าเขาจะสามารถเป็นดั่งมือขวาและกำลังสำคัญสนับสนุนเจ้าชายน็อคทิส ลูซิส เคลัมได้ ทว่าทุกอย่างกับสูญเสียสลายไปทันทีที่เขาต้องสูญเสียดวงตาไป

 

ใครจะเข้าใจความสิ้นหวังที่เขาพยายามแอบซ่อนมันเอาไว้บ้าง?

 

แต่เขาไม่ร้องไห้ฟูมฟายของสิ่งที่เกิดขึ้น อาจจะเพราะตอนนี้ดวงตาทั้งสองข้างของเขามันมืดบอดไปหมดแล้ว…บางทีเขาก็สงสัยว่าคนตาบอดจะร้องไห้ได้หรือเปล่า

 

“ฉันเข้าใจความปรารถดีของนาย กลาดิโอ้ลัส อามิซิเทีย” อิคนิสที่พยายามข่มใจของตัวเองไว้ “แต่อย่างที่ฉันบอกเรื่องนี้มันไม่ได้อยู่ที่นายตัดสินใจฉันจะรอให้น็อคทิสตัดสินเองว่าฉันควรได้ร่วมการเดินทางต่อไปหรือไม่!!”

 

“อิคนิส!!”

 

“ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้วฉันขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน ฝากดูแลสองคนนั้นในห้องนอนด้วย” ราชเลชานุการส่วนพระองค์ตัดสินใจจบการสนทนานี้ก่อนจะรีบหมุนตัวหลบออกมา เขาไม่สามารถเดินหลบกลาดิโอ้ได้รวดเร็วอย่างที่ใจคาดไว้แต่มั่นใจว่าอย่างน้อยเขาจะสามารถพาตัวเองกลับมาหลบในห้องพักได้หลังจากพยายามทำความคุ้นเคยกับเส้นทางมาสองสามวันแล้ว และที่สำคัญเขาไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักแน่นของคนตัวโตกว่าเดินตามมาจึงแน่ใจว่ากลาดิโอ้คงกำลังยืนหัวเสียอยู่ตรงจุดเดิม

 

แต่คนที่อิคนิสคาดการณ์ว่าคงกำลังยืนหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่นั้นกลับไม่ได้มีอาการใกล้เคียงกับจินตนาการที่อีกฝ่ายคิดไว้เลยแม้แต่น้อย ม่านตาสีอำพันเฝ้ามองแผ่นหลังเหยียดตรงสง่าของคนที่กำลังพยายามหนีความจริงสะท้อนอารมณ์ที่หลากหลายล้ำลึกก่อนที่กำปั้นหนักๆจะทุบลงบนกำแพงแรงๆ

 

กลาดิโอ้กัดฟันแน่น เขาไม่ได้โกรธที่อิคนิสไม่ยอมรับฟังเหตุผลของเขา แต่เขาเจ็บใจตัวเองที่ไม่สามารถปกป้องคนคนนี้ได้ทั้งๆที่คนนี้ร่วมสู้อยู่เคียงข้างเขาแท้ๆ

“ทำไมคนอื่นจะเป็นห่วงนายบ้างไม่ได้หรือไงอิคนิสทั้งๆที่ตลอดเวลานายคอยเป็นห่วงทั้งน็อค พรอมโต้และก็ฉันมาตลอด…ทำไมนายถึงไม่ยอมรับความรู้สึกของคนอื่นบ้างเลยอิคนิส?”

 

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

 

ไม่กี่วันหลังจากนั้นเจ้าชายน็อคทิสก็ฟื้นคืนสติอีกครั้งท่ามกลางความดีใจของทุกคนที่เฝ้ารอคอยมาตลอด หลังจากพักฟื้นฟูร่างกายจนแข็งแรงแล้วคณะเดินทางก็ตัดสินใจอำลาเมืองแห่งสายน้ำอันงดงามแห่งนี้และมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟเพื่อมุ่งหน้าไปยังอาณาจักรเทเนไบร ดินแดนบ้านเกิดเมืองนอนของท่านหญิงลูน่าเฟรย่า เทพพยากรณ์ผู้เสียสละตนเองเพื่อรักษาแสงสว่างของโลกใบนี้ไว้

 

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

..

————————————————————————–

Writer’s Talk: บางทีก็สงสัยว่าน็อคทิสนี่เป็นพระเอกของเรื่องจริงๆไหมหนอ มาแค่ชื่อบทมาเพื่อนอนหลับเฉยๆเหมือนเอามาแปะไว้ให้ครบองค์ประกอบเท่านั้น สงสารองค์ชายเสียจริง

Advertisements

4 thoughts on “[Short Fic] Final Fantasy XV – Emotional

  1. กลับมาอ่านอีกกี่รอบก็ยังชอบ โง้ยยยยย เจอคู่เจ้าชายแอบวูบเลย สงสารพรอมพ์อ่าาาา ส่วนคุณแม่ก็มีความดราม่า ไม่เข้าใจความเป็นห่วงของคุณพ่อเลยโอ้ยยยยย ชอบมากเลยค่ะ อ่านแล้วเพลินมากเลย ขอบคุณมากนะคะ^^

    Like

    • ขอบคุณที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนกันค่ะ ทางนี้ชอบแต่งสายดราม่าเลยออกมากี่เรื่องก็ดราม่าปวดตับ จะพยายามแวบไปฝั่งเฮฮามั้งละค่ะ ปวดตับมากๆตับจะพังก่อน 555

      Liked by 1 person

      • ชอบอ่านแนวดราม่าเหมือนกันค่ะ สายซาดิส เชิญคนเขียนลงแส้ได้เลยค่ะ โอ้ยยยย ชอบมากๆเลยยย ^^

        Like

      • แง๊ ทางนี้คงดราม่าแบบไม่ลงแส้อะไรหรอกค่ะ (ยิ้มเหี้ยมใส่ตัวละคร 555)

        Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s