[Drabble] Final Fantasy XV – Inanity

Title: Inanity

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Rate: PG

Genre: A/U

Comments: พล็อตง่อยๆที่งอกออกมาตอนนั่งรอขึ้นเครื่องบินกลับบ้าน หนีมาแจวเรือนี้บ้างกลัวขุ่นพี่เรวุสจะเหงาหงอยใจ

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

เคยเห็นแมลงที่ชอบบินวนรอบไฟอันร้อนแรงหรือไม่

มองแล้วก็ให้ชวนสงสัยว่า เพราะเหตุมันจึงใจกล้าบินเข้าไปหาความตายเช่นนั้น

ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่าเมื่อเข้าใกล้เปลวเพลิงก็จะต้องโดนมอดไหม้สูญสิ้น

แต่กลับห้ามใจไม่ให้ตัวเองเข้าไปใกล้ความเย้ายวนร้อนแรงนั้นได้เลย

เขาก็เหมือนแมลงแสนโง่เขลาพวกนั้น ทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายคือเปลวไฟทมิฬแต่กลับห้ามใจตัวเองไม่ได้ ยอมเอื้อมมือลงเล่นกับความร้อนแสนอันตรายนั้น…และสุดท้ายมันก็จะมอดไหม้ไป

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าของชายวัยกลางคนที่มีหนวดกระร่อมกระแหลมราวกับเจ้าตัวไม่ค่อยใส่ใจแบบนั้นมันน่ารำคาญ เพราะที่นั่งประชุมของเขากับหมอนั้นมันดันเป็นฝั่งตรงข้ามกันแบบนี้คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอสีหน้าทะเล้นหยอกเย้านั้น

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดผู้บัญชาการสีขาวสะอาดตาตีหน้าหงิกใส่ท่านรัฐมนตรีแห่งนิเฟลไฮม์อย่างไร้เยื่อใยก่อนที่ดวงตาสองสีไม่เข้าคู่กันนั้นจะตวัดกลับไปมองจอโปรเจคเตอร์ที่ฝ่ายวิจัยกำลังคร่ำเคร่งนำเสนอผลการผลิตกองทัพจักรกลต่อองค์จักรพรรดิ

ยิ่งพยายามเลี่ยงไม่มองเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงประกายโลมเลียจากเนตรสีอำพันที่จับจ้องมาที่เขา สายตาแบบนั้นมันทำให้เขารู้สึกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นของคนแก่จอมเจ้าเล่ห์นั้นมาโอบไล้ตามเนื้อตัวก็ไม่ปานจนรู้สึกขนลุกซู่ไปทั่วสรรพสางค์จนแทบฟังการนำเสนอไม่รู้เรื่อง

เรียวคิ้วคมที่หลบเร้นอยู่ใต้เรือนผมหยักศกสีม่วงอมแดงเข้มนั้นหยักขึ้นราวกับจงใจหยอกล้อเมื่อเห็นชายหนุ่มผมขาวมีอากัปกิริยาเช่นนั้นจนเรวุสอดไม่ได้ต้องถลึงตาใส่กลับ

ท่านผู้การแห่งกองทัพนิฟเฟลไฮม์พยายามรวบรวมสติที่แตกกระจัดกระจายกลับมาพร้อมกับเพ่งสมาธิไปที่ตารางและกราฟบนหน้าจอและข่มใจให้เมินเฉยต่อการหยอกเย้าราวกับเด็กน้อยของคนแก่ที่ขอบทำตัวไม่ยอมโตสักที

เพียงไม่กี่นาทีปลีน่องเรียวใต้ชุดเสื้อคลุมขาวประดับลวดลายวิจิตรก็ถูกสะกิดเบาๆ รอบแรกเขายังทำตัวทองไม่รู้ร้อนได้ แต่สักพักแรงสะกิดนั้นก็ถี่ขึ้นจนกลายเป็นน่ารำคาญแถมมันยังลากลามขึ้นมาถึงต้นขาส่วนบนของเขาด้วย

เมื่อปลายเท้าซุกซนนั้นยิ่งลากยาวลากเข้ามาลึกขึ้นใต้ชุดคลุมตัวยาว ร่างสูงที่พยายามตีสีหน้านิ่งมากที่สุดถึงกับขบกรามแน่นกลั้นลมหายใจพลางส่งสายตาดุๆใส่คนที่นั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่ฝั่งตรงข้าม รอยยิ้มสนุกสนานน่ารังเกียจนั้นวาดขึ้นบนมุมปากที่มักชอบยิ้มแย้มอย่างดูหมิ่นคนอื่นในสายตาของเขา

ยิ่งเขาเลือกเมินเฉยเท่าไร อาร์ดีนยิ่งสนุกกับการหยอกเย้าเท่านั้น เหมือนเป็นการชักเย่อทางอารมณ์กันกันระหว่างคนสองคน คนหนึ่งจับปลายเชือกไว้แน่นในขณะที่อีกคนก็แกล้งกระตุกปลายเบาๆไปเรื่อยๆจนคนที่ถือเชือกไว้จะหมดความอดทน

จวบจนฟางความอดกลั้นของเรวุสขาดลงเพราะปลายเท้าซุกซนของอีกฝ่ายพยายามเลื้อยไหลเข้าแตะส่วนกลางของร่างกายของเขา ร่างกายของท่านผู้บัญชาการแห่งนิเฟลไฮม์สะดุ้งเฮือกด้วยความไม่คาดคิดว่าอีกคนจะใจกล้าทำเรื่องแบบนี้กลางที่ประชุม ด้วยความตกใจเรวุสถึงกับลุกพรวดขึ้นกลางที่ประชุมท่ามกลางความงุนงงและสงสัยของคนอื่นๆที่จับจ้องมาที่ชายหนุ่มเป็นตาเดียว

“ท่านนายพล มีอะไรหรือเปล่า?” ดวงตาเรียวเล็กของจักรพรรดิเอียโดลาสที่หรี่มองมาทำให้เขารู้สึกอับอาย

“หามิได้พะยะค่ะ กระหม่อมแค่รู้สึกว่าในห้องประชุมนี้จะมีหนูมาวิ่งไปมาเท่านั้น”

“หนูงั้นหรือ?” ท่ามกลางเสียงซุบซิบที่เซ็งแซ่ขึ้น เหล่าขุนนางระบสูงของนิเฟลไฮม์ต่างมองหน้ากันเลิกลั่กด้วยความตกใจ

“เราไม่เห็นหนูสักตัวที่นี่”

“มีแน่ๆพะยะค่ะ เพราะมันเพิ่งวิ่งผ่านขาหม่อมฉันไปเอง” เรวุสตีหน้าเย็นชาพลางตวัดสายตาพิฆาตใส่คนฝั่งตรงข้ามที่นั่งยิ้มหวานให้แบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“ประชุมกันต่อเถิดทุกท่าน เรื่องหนูมันแค่เรื่องเล็กๆไม่น่าใส่ใจอะไรทั้งสิ้น” ชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวรับกับเรือนผมสีหิมะสว่างไสวกล่าวอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะขยับตัวลงนั่งนิ่งตามเดิม

ก็แค่หนูแก่ๆที่ไม่น่าใส่ใจอะไร ถ้ายิ่งเต้นหนักๆเข้าก็ยิ่งเป็นไปตามเกมที่อีกฝ่ายบรรจงวางไว้

ปล่อยให้เล่นเองคนเดียว เดี๋ยวก็คงเหนื่อยขาดใจไปเอง

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

การประชุมอย่างยาวนานหลายชั่วโมงวันนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว เหล่าขุนนางทุกคนต่างมีสีหน้าอ่อนล้าและเหน็ดเหนื่อยจากการประชุมที่มีหัวข้อหนักหนา ทุกคนต่างเร่งรีบเก็บข้าวของเดินกลับไปพักผ่อนไม่เว้นแม้แต่เขาที่อยากกลับห้องไปนั่งเงียบๆสงบใจก่อนจะเริ่มคลียร์กองภูเขาเอกสารบนโต๊ะที่ตั้งรออยู่

ทุกคนลุกขึ้นแล้วหายตัวไปอย่างว่องไวยกเว้นก็แต่ท่านรัฐมนตรีคนเก่งที่ยังมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและดูสบายๆมากกว่าคนอื่น

ร่างสูงในอาภรณ์สีดำหนาหลายชั้นน่าอึดอัดสาวเท้าเข้ามาใกล้อดีตเจ้าชายแห่งเทเนไบร์พร้อมรอยยิ้มกวนประสาท

“วันๆไม่มีงานไม่มีการทำหรือไงท่านรัฐมนตรี” เมื่ออีกฝ่ายตั้งใจเข้ามาแบบนี้เขาย่อมไม่รอช้าเปิดสงครามใส่ก่อนทันที

“โอะโอ๋ อย่าเย็นชาหนักสิฝ่าบาท เราไม่ได้เจอหน้าทักทายกันมาสักพักแล้วนะ”

เรวุสไม่ชอบให้ใครเรียกตัวเองว่า ‘ฝ่าบาท’ เพราะรู้แก่ใจดีว่าเขาไม่มีโอกาสได้รับการเรียกขานแบบนั้นอีกแล้วแต่อีกฝ่ายก็จงใจพูดแบบนั้น

อนาคตของเขา อนาคตของลูน่า อนาคตของเทเนไบร์…ทุกอย่างสูญสิ้มลายไปพร้อมความตายของท่านแม่ซิลวาและเปลวเพลิงที่เผาผลาญคฤหาสน์เมื่อ12ปีก่อน

ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีขาวเหลือบเงินระยับเหยียดรอยยิ้มบางๆอย่างขมขื่นใส่ก่อนจะหันหลังเดินกลับห้องทำงานตัวเองโดยทิ้งคนที่ตั้งใจเดินมากวนอารมณ์เขาอย่างไม่ใส่ใจ

เสียงฝีเท้าหนักๆเดินตามมาเช่นเคยพร้อมน้ำเสียงยียวนไล่หลังมาติดๆ

“จะรีบไปไหนละฝ่าบาท เพิ่งประชุมมาเสร็จพักสักหน่อยก็ได้”

“ในจักรวรรดินี่คงจะมีแต่ท่านละที่วันๆไม่ทำงานทำการอะไรแต่ยังได้รับเบี้ยเลี้ยงเงินเดือนตลอด”

“จุ๊ๆ ทำไมพูดแบบนั้นละ ทุกวันนี้ฉันก็ทำงานนะท่านผู้การ ไม่งั้นท่านจะมีเจ้าหุ่นกระป๋องงี่เง่าพวกนั้นเอาไประเบิดเล่นแบบนั้นหรือ?”

เรวุสส่งเสียงหึหนักๆให้พร้อมปรายสายตาเหยียดใส่ เจ้าตัวพูดอย่างสบายๆราวับไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าหุ่นจักรกลพวกนั้นมีเบื้องลึกอันดำมืดเกินกว่าจะบรรยายออกมาได้

เขาพยายามจะเลิกใส่ใจเสียงนกเสียงกาแล้วมุ่งหน้าสู่ห้องทำงานตัวเองเต็มฝีเท้าหวังจะสลัดหนูแก่ๆที่เดินตามตลอดให้หลุดพ้น

เมื่อถึงประตูหน้าทำงานส่วนตัว มือข้างขวาที่ยังคงเป็นกายเนื้อมนุษย์ปรกติเอื้อมไปบิดลูกบิดเปิดบานไม้สลักเสลาลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์แบบดั้งเดิมของเทเนไบร์ไว้ด้วยโลหะสีเงินแวววาวแตกต่างจากประตูห้องอื่นๆอย่างสิ้นเชิง

นับเป็นความเมตตาปราณีอย่างเหลือล้นขององค์จักพรรดิที่มอบให้แก่เชลยศึกเช่นเขา!

แต่การได้รับความปราณีจากผู้ที่กุมชะตากรรมเหนือเส้นด้ายชีวิตแบบนั้นไว้ก็ย่อมต่องแลกเปลี่ยนมาด้วยอะไรบางอย่าง ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ได้มาฟรีๆหรอก เพราะโลกใบนี้มันแสนโหดร้ายเสมอนั้นคือสิ่งที่ประสบการณ์สอนเขามา

ม่านตาสองสีไม่เข้าคู่กันเหลือบมองลายสีเงินงดงามอย่างดูแคลนในโชคชะตาของตนเองก่อนที่ร่างสูงโปร่งก้าวเท้าผ่านบานประตูเข้าไป

ไม่กี่วินาทีต่อมารู้สึกกระตุกวูบตัวลอยอย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างกายที่ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับมาตราฐานบุรุษทั่วไปถูกรวบอุ้มลอยขึ้นด้วยคนที่เขามองว่าชอบทำตัวไร้น้ำยาเหยาะแหยะไม่เอาถ่านที่สุดในอาณาจักร

เสียงบานประตูปิดลงพร้อมกับร่างของท่านผู้การแห่งกองทัพนิฟเฟลไฮม์ที่ถูกกดนาบลงบนแผ่นไม้หนา อาร์ดีนลากฝ่ามือหนาและสากระคายของตนเองไล้ลงไปเหนือกระดูกไหปลาร้าที่ไม่ถูกปกเสื้อคอตั้งบดบังไว้ไปยังลำคอเรียวก่อนจะช้อนใต้กรามบังคับให้คนเยาว์วัยกว่าต้องเงยหน้าขึ้นมาสบตา

“ชุดของท่านยังถอดยากเหมือนเคยนะท่านผู้การ กลัวสัมผัสขององค์จักรพรรดิขนาดนั้นเชียวหรอ?”

อำพันสีทองทอประกายยั่วเย้าอย่างสนุกสนานประสานกับดวงตาสีน้ำตาลและฟ้าใสที่เปี่ยมไปด้วยเพลิงพิโรธเมื่ออีกฝ่ายจงใจจี้จุดที่มาของเครื่องแต่งกายแสนซับซ้อนนี้

“ปล่อยมือสักทีแล้วออกไปซะ ไม่งั้นฉันจะเรียกให้คนข้างนอกมาลากท่านออกไป” คนที่ถูกบังคับให้ต้องเงยหน้าพูดเสียงต่ำข่มขู่

“ชู่…ใจเย็นสิท่านผู้การ เราคนกันเองค่อยพูดค่อยจากันได้” ชายที่มากอาวุโสกว่ายังคงเอ่ยๆอย่างสบายๆไร้ท่าทีเกรงกลัวใดๆ

“อ่ออ…แล้วก็อย่าคิดใช้พลังจากแขนซ้ายของท่านใส่ฉันเลยนะ อย่าลืมเสียละว่าพลังพวกนั้นมาจากใคร” อดีตเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ถึงกับขบฟันกรอดอย่างขุ่นเคือง…เขาเสียเปรียบอีกฝ่ายทุกทาง

“ท่านผู้การเวลาอยู่ในห้วงอารมณ์ดุร้ายแบบนี้ช่างงดงามจริงๆ”

เรวุสไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงชอบพูดว่าเวลาเขาโกรธจะยิ่งสวย คำว่าสวยกับบุรุษดูไม่เข้าเค้ากันเลยสักนิด ชายหนุ่มแน่ใจว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะเล่นเกมอะไรกันแน่

ระหว่างที่ชายหนุ่มผมขาวกำลังคิดสับสนใบหน้าของอาร์ดีนค่อยๆขยับก้มลงมาใกล้ ปลายจมูกโด่งรั้นของอีกฝ่ายเคล้าคลอกันไปมาจนลมหายใจร้อนระอุปะทะกัน

คนที่จับร่างในชุดขาวสะอาดตาตรึงไว้บรรจงลากเรียวชิวหาไล้วนเหนือกลีบปากนุ่มสีอ่อนก่อนจะกดจุมพิตลงมาอย่างอุกอาจรุนแรง ความสากระคายของลิ้นหนาบุกรุกเข้ามาในอุ้งปากของอีกคนอย่างจาบจ้วงเพื่อกวาดชิมรสหวานที่ซ่อนเร้นไว้ข้างในอย่างตะกลุมตะกลาม

เรวุสรู้สึกได้ถึงความร้อนเห่อไปทั่วใบหน้าจนรู้สึกหูอื้อตาลายทุกครั้งที่อาร์ดีนแกล้งเขาแบบนี้ เขาพยายามดันกายในชุดอาภรณ์สีดำสนิทที่หนาและหนักออกแต่อีกฝ่ายกลับเลื่อนมือลงทาบเหนือช่วงเอวคอดรั้งให้เขาแนบสนิทกับตัวอีกฝ่ายเข้าไปอีก

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร มันอาจผ่านไปแค่นาทีสองนาทีแต่สำหรับอดีตเจ้าชายหนุ่มแล้วจุมพิตที่แสนหนักหน่วงและเอาแต่ใจของคนแก่คนนี้มันช่างยาวนานเหลือเกินจนเขาเริ่มรู้สึกเหมือนจะขาดใจ

ม่านตาทั้งสองข้างที่พร่ามัวของเรวุสเหลือบลืมขึ้นมองคนที่ยังบังคับตนเองจุมพิตก่อนจะยิ่งตกตะลึงตะลานใจเมื่อเห็นใบหน้าของฝ่ายตรงข้าม

ผิวที่ขาดซีดราวกับซากศพที่ผุพังมานาน…คราบโลหิตสีดำทมิฬไหลย้อยออกมาจากเปลือกตาอย่างน่าสยดสยอง…ม่านตาเป็นวงแหวนสีส้มที่มีหลุมดำมืดอยู่ตรงกลางราวกับดูดกลืนชีวิตทั้งมวลได้

ชายหนุ่มตกใจจนเผลอออกผลักอาร์ดีนแบบสุดกำลังเท่าที่มี และเพราะแรงผลักนั้นทำให้ใบหน้าที่มีหนวดเคราหรอมแหรมราวเจ้าตัวนั้นไม่ตั้งใจโกนให้มันเกลี้ยงเกลาในที่สุดก็ยอมผละออกในที่สุด ทิ้งให้บุรุษที่อ่อนเยาว์กว่าได้แต่หอบหายใจลึกๆราวกับเพิ่งโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ

เรวุสรีบหันกลับไปจ้องหน้าคนที่ยังคงส่งยิ้มยียวนกวนประสาทให้อย่างไม่อยากเชื่อสายตา…ทุกอย่างปรกติ ใบหน้านั้น ดวงตานั้น ปรกติ!!!

หรือเขาจะตาฝาดเอง!?

“จ้องฉันด้วยสายตาร้อนแรงแบบนี้ อยากให้ฉันจูบท่านอีกรอบก็บอกได้นะท่านผู้การ”

“…ไม่ต้อง พูดอะไรบ้าๆ”

“เอาน่าๆ ฉันเข้าใจ หากท่านเบื่อองค์จักพรรดิละจะหันมาซบอกทางนี้ฉันก็ยินดีนะท่านผู้การ…เห็นฉันอย่างนี้แต่ก็ยังฟิตไม่แพ้หนุ่มๆแบบท่านหรอกนะ”

ถ้อยคำล่อแหลมน่าหวาดเสียวแบบนั้นลอดออกมากจากปากคนที่มีตำแหน่งสูงศักดิ์เช่นนี้ได้อย่างไร แต่อีกฝ่ายกลับพูดอย่างไม่สะทกสะท้านพร้อมขยิบตาน้อยๆให้

“ท่านมันบ้าพูดออกมาได้อย่างไร ออกไปจากห้องเดี๋ยวนี้!!!” ใบหน้าขาวผ่องของชายหนุ่มผมขาวถึงกับแดงเห่อประหนึ่งโดนนาบด้วยเหล็กร้อน เขารีบคว้าตัวรัฐมนตรีจอมอู้งานส่งออกไปนอกประตูอย่างรวดเร็ว

เสียงปิดประตูดังสนั่นไล่หลังร่างสูงในชุดสีดำพร้อมกับเสียงลั่นกลอนตามในทันที

“อา ไล่กันเสียแล้วหรอน่าเสียดายนะแต่ไม่เป็นไร หากท่านเหงาคืนนี้ฉันจะบอกเตียงของฉันยังว่างนะท่านผู้การ” คนกวนประสาทยังคงแกล้งส่งเสียงหยอกเย้าคนในห้องที่ลั่นกลอนประตูไปแล้ว รอยยิ้มเหยียดขึ้นที่มุมปากยามที่อาร์ดีนหมุนตัวกลับไปจ้องมองบานประตูไม้สลักลาย

“ไปให้พ้น!!”

เสียงระเบิดหัวเราะดังขึ้นก่อนที่เรวุสจะได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆของอีกฝ่ายจะเดินจากไปหลงเหลือไว้เพียงความสงบงันที่ค่อยๆโรยตัวลงมาครอบคลุมอาณาบริเวณโดยรอบ

ฝ่ามือโลหะกดนาบเหนือบานประตูไว้ในขณะที่มืออีกข้างที่เป็นกายเนื้อของเขาเองกดเหนือช่วงอก

หัวใจของเรวุสเต้นระรัวเร็วเหมือนมีคนกำลังตีกลองใบใหญ่อยู่กลางตัว

อาร์ดีน อิซูเนียคือคนที่แสนอันตราย เขาไม่ควรปล่อยให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ๆตัวเขาง่ายๆแบบนี้ สิ่งเดียวที่เขาวางแผนไว้ตอนที่ยอมรับแขนจักรกลซึ่งแฝงไว้ขุมพลังมหาศาลเกินกว่าจะพรรณานี้ได้คือหลอกดึงความรู้ของอีกฝ่ายมาใช้ประโยชน์ในการปกป้องลูน่าและเทเนไบร์เอาไว้ให้ได้

มือขวาเอื้อมไปจับความเย็นเยียบของโลหะที่เชื่อมต่อกับร่างกายของเขาราวกับเป็นเนื้อเดียวกันอย่างนึกสมเพช

เรียวลิ้นแลบเลียรสสัมผัสของอีกฝ่ายที่ยังหลงเหลืออ้อยอิ่งบนริมฝีปากตัวเอง…กลิ่นหอมของบุหรี่ที่ไม่เหมือนบุหรี่ที่มีขายที่ไหนในกราเลียเลย

ไม่มีใครรู้ว่าชายคนนี้คือใคร มีต้นกำเนิดมาจากไหน เขาพบเจออะไรมา เหตุใดจึงได้ทราบความลับของปีศาจ

เรวุสพยายามหา แต่ยิ่งหายิ่งไม่พบ ยิ่งขุดค้นกลับยิ่งเจอแต่ความว่างเปล่า ความลึกลับของอาร์ดีนยิ่งดึงดูดให้เขาต้องเข้าหา

ราวกับแมลงตัวจ้อยที่แสนโง่เง่าแต่กลับหาญกล้าบินเข้าไปท้าทายมัจจุราชในกองเพลิง กว่าจะตัวอีกทีแมลงตัวน้อยก็โดยเปลวเพลิงลามเลียเผาผลาญจนถึงความตายเสียแล้ว

บางทีคนโง่แบบเขาอาจจะตกบ่วงที่ถูกบรรจงขุดรอไว้ของชายลึกลับที่มีนามว่า อาร์ดีน อิซูเนียไปแล้วก็ได้

.

.

.

.

.

.

.

.

.
END

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ป.ล. ไม่รู้จะมีใครสงสัยไหม แต่ท่านพี่กับจักรพรรดิเอียโดรัสก็….ตามนั้นเลยนาจา

Advertisements

2 thoughts on “[Drabble] Final Fantasy XV – Inanity

  1. ลุงจะเจ้าชู้กะลิ้มกะเหลี่ยขณะทำงานไม่ได้นะ อย่าทำเรวุสสสสสสสส ฮรื้อออออ ชอบจังเลยค้าบ อ่านกำลังเพลินเลย จบซะแล้วงิ ไม้พายในมือสั่นแรงมากจริงๆ5555555

    Like

    • ช่วยกันแจวค่ะ ฮือออ กำไม้พายและดมกาวหนักมากค่ะ ขอบคุณที่แวะเวียนมาอ่านกันนะคะ

      Liked by 1 person

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s