[Fan Fiction] Final Fantasy XV – Distain_Part I 

Title: Distain

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Genre:Drama / Angst

Rating: PG

Comments: เห็นว่าทาบาตะโดโนะมีแพลนจะเพิ่มบทให้พี่ท่านในเกม เลยต้องรีบดมกาวแต่งสิ่งที่อยากทำเสียก่อน ตอนแรกตั้งใจจะเขียนสั้นๆแต่เขียนไปเขียนมาเริ่มยาวเลยขอตัดแบ่งมาเป็นพาร์ทๆแทนแล้วกันนะคะ 

———————————-
:

:

:

มนุษย์ก็เหมือนกับน้ำเหลวๆที่ไร้ซึ่งอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง

เพื่อมีชีวิตอยู่รอดได้แล้ว มนุษย์สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นไปตามสภาวะรอบด้าน

เพราะแบบนี้อย่างไรเล่า การหยอกล้อเล่นกับจิตใจมนุษย์ถึงได้น่าสนใจ

อยากรู้จริงๆว่าจิตใจของมนุษย์จะบิดเบี้ยวเป็นรูปทรงอะไรได้บ้าง

:

:

:

———————————-

:

:

:

ข่าวการล่มสลายของคราวน์ ซิตี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วความหวาดหวั่นให้กับผู้คนในอาณาจักรอื่นๆอย่างมากมาย สงครามระหว่างลูซิสและนิฟเฟลไฮม์ที่ลากยาวยืดเยื้อมานานถึงคราวยุติลงด้วยชัยชนะของฝั่งจักรวรรดิ

กษัตริย์รีจิส ลูซิส เคลัม ราชาแห่งราชวงศ์ลูซิสลำดับที่ 113 ถูกพบว่าเสด็จสวรรคตภายในพระราชวังซิทาเดลกลางเมืองอินซอมเนียภายหลังจากหมอกควันจากเปลวเพลิงและกระบอกปืนจางหายในยามรุ่งสาง ในขณะที่ยังไร้ข่าวคราวใดกล่าวถึงชะตากรรมที่แท้จริงของเจ้าชายน็อคทิส ลูซิส เคลัม องค์รัชทายาทพระองค์เดียวของอาณาจักรนอกจากเสียงเล่าลือที่คาดเดาไปต่างๆนานาว่าเจ้าชายพระองค์น้อยน่าจะสิ้นพระชนม์ไปพร้อมพระราชบิดาแล้วก็ตาม ทำให้ตอนนี้ทั้งเมืองอินซอมเนียและคริสตัลอันเป็นขุมพลังของสายเลือดแห่งลูซิสต่างตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพจักรวรรดิอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์แบบ

ร่างสูงใหญ่ของรัฐมนตรีแห่งนิฟเฟลไฮม์ก้าวฝีเท้าหนักๆของตัวเองไปอย่างเอื่อยเฉื่อยใจเย็น เสียงผิวปากอารมณ์ดีดังแว่วไปตลอดทางในขณะที่มือหนาหมุนหมวกผ้าสีดำใบเก่งของตัวเองไปมาระหว่างที่เขากำลังเดินออกจากยานรบส่วนตัวมุ่งหน้าเข้าสู่ศูนย์กลางกองบัญชาการที่ตั้งอยู่ในกราเลีย เมืองหลวงของนิฟเฟลไฮม์

เพราะทุกอย่างล้วนดำเนินไปที่ละย่างก้าวตามแผนที่วางไว้อย่างราบรื่น…จุดจบของเรื่องนี้อยู่อีกไม่ไกลโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องเร่งเร้าเพื่อให้ได้มันมา ทุกอย่างหมุนไปตามครรลองที่ควรจะเป็นหากแต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย

แต่สำหรับอาร์ดีนแล้วระยะเวลาที่หลายคนมองว่ายาวนานมากแค่ไหน…มันก็แค่ไม่กี่อึดลมหายใจเท่านั้น!

อันที่จริงตอนนี้เขากำลังท่องเที่ยวเตร็ดเตร่อยู่แถวๆชายทะเลที่กัลดีน คีย์ ใช้ว่างที่มีแวบไปทักทายและหยอกล้อกับคณะเดินทางของเจ้าชายน็อคทิสที่ตอนนี้ข่าวออกกันให้ครึกโครมว่าสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ทว่าจู่ๆเจ้าเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ที่อาร์ดีนมักละเลยทอดทิ้งมันตลอดเวลากลับแผดเสียงเรียกร้องความสนใจจนเขาอดไม่ได้ที่จะหงุดหงิด ทีแรกท่านรัฐมนตรีแห่งจักรวรรดิวางแผนจะตีมึนไม่รับสายและปล่อยให้คนโทรหายอมแพ้ไปเอง หากแต่อีกฝ่ายก็คงดื้อด้านไม่แพ้กันจนไม่ยอมวางสายเสีย สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการที่เขาต้องบึ่งยานรบมุ่งหน้ากลับมาที่กราเลียตามพระบัญชาของจักรพรรดิอัลเดอร์แคปท์

ถึงกระนั้นอาร์นก็ยังไม่รู้สึกขุ่นเคืองใจมากนักที่ต้องถูกเรียกตัวกลับมาฉุกเฉินแบบนี้ ตรงกันข้ามที่เขายิ่งรู้สึกสนุกและตื่นเต้นราวกับเด็กชายตัวน้อยๆที่เพิ่งได้รับของเล่นชิ้นใหม่หลังจากได้รับข่าวว่ากองทัพกำลังวางแผนจะโอบล้อมวงแหวนอันเป็นที่ตั้งของอุกกาบาทที่ตกลงมาทำลายล้างอารยธรรมโซลไฮม์เมื่อพันกว่าปีก่อน นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าในวงแหวนเป็นที่สถิตของเทพบรรพกาลนามว่า อาร์เคี่ยน ไททัน

รัฐมนตรีแห่งนิฟเฟลไฮม์รู้สึกเบิกบานใจจนแทบจะฮัมเพลงออกมาได้ระหว่างที่กำลังยืนรอลิฟท์เพื่อพาเขาขึ้นไปยังชั้นสูงสุดของป้อมปราการ เมื่อลิฟท์มาหยุดจอดและบานประตูเหล็กหนานั้นเปิดออก ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำยาวหนารุ่มร่ามก็ก้าวเท้าเข้าไป รอยยิ้มสนุกสนานซุกซนคลี่ประดับบนใบหน้าของชายวัยกลางคนไม่ต่างจากตาคมที่มีแววไม่น่าไว้วางใจพราวระยับขึ้นเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ภายในลิฟท์ก่อนแล้ว

เรือนร่างสูงสง่าในชุดคลุมตัวนอกสีขาวสะอาดตรงกันข้ามกับชุดของอาร์ดีนอย่างสิ้นเชิงนั่นสอดรับกับเรือนผมสีทองขาวสุกสว่างของเจ้าตัวอย่างไร้ที่ติ ดวงหน้าขาวแฝงความเยือกเย็นและแข็งกระด้างไว้จางๆมุ่นหัวคิ้วเข้าหากันเมื่อดวงตาสองสีมองเห็นว่าใครกำลังเดินเข้ามา เขาขยับตัวหลบไปอีกข้างเปิดทางให้ท่านรัฐมนตรีของอาณาจักรได้เดินเข้ามายืนขนาบข้างภายในลิฟท์อย่างเลี่ยงไม่ได้

“สวัสดีท่านผู้บัญชาการ” เสียงเรวุสถอนหายใจยาวๆอย่างเหนื่อยหน่ายใจระบายออกมาทันทีที่สิ้นเสียงยียวนเอ่ยทักทายจากคนที่เพิ่งเข้ามา

“เห็นว่าเมื่อวานกว่าวาสเทลจะติดต่อได้ ฉันนึกว่าท่านจะหนีการประชุมไปเสียแล้ว” คิ้วเรียวใต้เรือนผมสีแดงอมม่วงแปลกตายกขึ้นเมื่อได้ยินการตอบรับที่แสนเมินเฉยเย็นชาเช่นนั้น

“พูดแบบนี้จะตีความได้ว่าท่านเป็นห่วงเป็นใยคนแก่ๆแบบข้าหรือเปล่านะท่านผู้บัญชาการ” ร่างสูงเดาะลิ้นถูกใจพลางเอ่ยยั่วเย้าอีกฝ่ายอย่างนึกสนุก

“ท่านจะอยู่หรือไปตายทีไหนก็หาใช่ธุระกงการอะไรของฉันไม่” วาจาขวานผ่าซากตัดบทสนทนาฝั่งตรงข้ามดังฉึบได้ทันควัน อความารีนกับอเมทิสต์คู่คมหรี่มองชายวัยกลางคนอย่างเยือกเย็น

“แหมๆ ท่านผู้บัญชาการ อย่าทำตัวห่างเหินกันไปหน่อย ยังไงพวกเราก็เป็นคนรู้จักคุ้นเคยกันนมนานแล้วนะ” ริมฝีปากหยักสวยไม่ว่าเปล่า กายสูงกว่าก็เขยิบเข้าไปใกล้ๆชายหนุ่มผมสีทองออกขาว อาร์ดีนโน้มตัวไปด้านข้างก่อนจะแกล้งยกมือขึ้นทำท่าทางจะเชยคางอย่างไม่นึกหวั่นเกรงต่อตำแหน่งของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย

“ถอยออกไปห่างๆหน่อย แค่นี้ก็ร้อนจะแย่อยู่แล้ว” เรวุสบ่นพลางขมวดคิ้วจนมันแทบจะผูกกันเป็นปมบนใบหน้า เขามีสีหน้ากระอักกระอ่วนบอกไม่ถูกแบบที่อาร์ดันชอบที่สุดเวลาโดนเจ้าตัวถูกเขาจู่โจมแบบนี้

ชายวัยกลางคนเจ้าของเรือนผมสีม่วงแดงหัวเราะหึหึอย่างพึงพอใจที่ได้เห็นท่าทางอึดอัดวางตัวไม่ถูกที่ทางของท่านผู้บังคับบัญชากองทหารแห่งนิฟเฟลไฮม์ก่อนที่เขาจะยอมขยับตัวออกมายืนข้างๆอย่างสงบรอคอยให้ลิฟท์นำพาพวกเขาทั้งสองคนขึ้นไปยอดของปราการรบแห่งนี้

ม่านตาสีทองแอบลอบสำรวจทั่วกายของชายหนุ่มที่ยืนหน้าตายอยู่ข้างๆ ไล่ลงมาจากไหปลาร้าขาวผ่องที่พ้นออกมาจากปกคอเสื้อแบบตั้ง ช่วงไหล่ลาดลงมารับกับช่วงแขนยาวสมส่วนที่แม้แขนด้านขวาจะกลายเป็นแขนโลหะไปแล้วก็ยังดูไม่ขัดตา เนินอกกว้างเข้ากับสอบเอวที่คอดเข้ามาจนเห็นได้ชัดเจนแม้เจ้าตัวจะอยู่ใต้ชุดคลุมสีขาวตัวยาว

ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของรัฐมนตรีแห่งจักรวรรดิเอาไว้กลับเป็นบางอย่างที่อีกฝ่ายสะพายคล้องไว้ใต้เข็มขัดสีดำตรงช่วงสะโพก…ทุกครั้งที่ร่างสูงโปร่งขยับตัวดาบยาวสีเงินวาววับจะไหวกระทบท่อนขาเรียวยาว การพกดาบในนิฟเฟลไฮม์นั้นว่าประหลาดแล้วเพราะโดยมาอาวุธที่กองทัพนิยมใช้มักเป็นปืนกลแต่ที่น่าสนใจกลับเป็นลวดลายประดับอันแสนอ่อนช้อยละเอียดลออบนใบดาบและด้ามจับนั้นมากกว่า ความวิจิตรงดงามของรอยสลักเสลาที่แสนแปลกตาไม่เหมือนกับลวดลายใดๆที่สามารถหาได้จากร้านขายอาวุธในเขตแดนของจักรวรรดิบ่งบอกว่าที่มาของเจ้าดาบงามเล่มนี้ได้เป็นอย่างดี

ดาบประจำพระองค์ของอดีตราชารีจิส ลูซิส เคลัมผู้ล่วงลับ!!

รอยยิ้มเหยียดจางยกขึ้นที่มุมปากเมื่อเห็นเรวุสเผลอไผลยกมือขึ้นมาลูบไล้ด้ามจับดาบที่มีรูปปีกหนึ่งข้างประดับ ใบหน้าเย็นชาที่มักฉายแววแข็งกระด้างตลอดเวลาดูเหม่อลอยไปในห้วงความคิดที่คนอื่นเข้าไม่ถึง

เขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าอดีตเจ้าชายหนุ่มจากเทเนไบร์กำลังครุ่นคิดสิ่งใดจึงได้ตัดสินใจนำดาบของราชารีจิสกลับมาด้วยภายหลังจากที่เขาถูกปฏิเสธความเหมาะสมที่จะครอบครองแหวนแห่งลูซิไอจนต้องสูญเสียแขนข้างหนึ่งไป…บางทีดาบเล่มนี้มันอาจถูกใช้เป็นเครื่องระลึกเตือนใจถึงความเกลียดชังและโกรธแค้นของเขาที่มีต่อชายคนหนึ่งมาเกือบครึ่งชีวิต

ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าท่านผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพวางแผนจะทำอะไรต่อไป!

“ถึงแล้วท่านรัฐมนตรี” โทนเสียงราบเรียบแต่ยังคงมีจังหวะการพูดที่ไพเราะสมกับที่ถูกฝึกฝนในรั้วในวังมาตั้งแต่ยังเล็กดังแหวกห้วงความคิดขึ้นมา เตือนสติให้ชายวัยกลางคนต้องเหลือบสายตาขึ้นมองหมายเลขชั้นทีลิฟท์กำลังหยุดจอดนิ่งสนิท

“โอ้ว ถึงแล้วหรือเนี่ย ไวดีจริงๆ” อาร์ดีนเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะพร้อมกับคลี่ยิ้มยียวนใส่อีกฝ่ายแต่กลับโดนสายตาดุๆพิฆาตของเรวุสจ้องใส่เข้าให้เมื่อเขาเริ่มรู้สึกตัวว่ากำลังโดนคนแก่จอมเจ้าเล่ห์ลวนลามร่างกายทางสายตาอยู่

ทั้งสองรีบสาวเท้ามุ่งหน้าไปสู่ห้องประชุมใหญ่ที่ที่องค์จักรพรรดิเอียโดลาสประทับรออยู่ เวิร์สเทล ชายผู้เป็นหัวหน้าศูนย์วิจัยหุ่นจักรกลอันเป็นเทคโนโลยีที่สร้างความแข็งแกร่งไร้เทียมทานให้กับกองทัพนิฟเฟลไฮม์เป็นคนออกมาต้อนรับและพาพวกเขาไปนั่งประจำที่ของตัวเอง

เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้วการประชุมวางแผนการรบจึงเริ่มต้นขึ้น อาร์ดีนทิ้งตัวลงบนเก้าอี้เบาะนวมเนื้อนุ่มสีแดงอย่างเหนื่อยหน่ายยามที่นั่งฟังอารัภบทยาวยืดจากเวิร์สเทลที่กำลังกล่าวถวายรายงาน เขาอยากจะหาวนอนออกมาให้รู้แล้วรู้รอดเสียด้วยซ้ำหากไม่ติดว่ายังเกรงใจขององค์จักรพรรดิอยู่บ้าง ทว่าความสนใจของทั้งหมดทั้งมวลของท่านรัฐมนตรีของเริ่มแปรเปลี่ยนจากเนื้อหาการประชุมที่น่าจะลากยาวนานและแสนน่าเบื่อไปยังบุคคลในชุดขาวที่เข้ามาในที่ประชุมพร้อมกับเขาแทนม่านตาทองสว่างเริ่มจับจ้องไปยังร่างสูงโปร่งโดดเด่นของท่านผู้บังคับบัญชากองทัพที่นั่งห่างออกไป

อาร์ดีนเฝ้ามองมาตลอด เขาคอยเฝ้าดูการเติบโตของเรวุสนับตั้งแต่เด็กชายหนุ่มน้อยได้ย่างเท้าเข้ามาสู่กองทัพของจักรวรรดิ จากเจ้าชายเชื้อพระวงศ์แสนสูงศักดิ์ สายเลือดขัตติยะสีน้ำเงินที่ได้รับความเคารพบูชาในฐานะลูกหลานขอเทพพยากรณ์ผู้สามารถสื่อสารกับเทพเจ้าและเยียวยาโรคระบาดร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนในอีออสมานานมาแล้ว

ตั้งแต่เกิดมาชีวิตของเรวุสช่างสงบสุขและน่าอิจฉาเหลือแสน เรวุสเกิดมาบนความสมบูรณ์พรั่งพร้อมในทุกๆด้าน แม้เทเนไบร์จะถูกจักรวรรดิรุกรานยึดครองมาช้านานแต่เขาก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขกับพระราชินีซิลวา เทพพยากรณ์ ณ เวลานั้นและเจ้าหญิงลูน่าเฟรย่า น้องสาวที่เรวุสรักใคร่เอ็นดูที่สุดภายใต้ร่มเงาของคฤหาสน์เฟเนสทาล่าอันเป็นที่พำนักของผู้สืบสายเลือดเทพพยากรณ์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งได้รับยกเว้นจากการล่วงล้ำของกองทัพมาตลอด

เรวุสได้รับการยกย่องเอาใจใส่และดูแลในฐานะรัชทายาทและอนาคตราชาแห่งเทเนไบร์ เจ้าชายพระองค์น้อยผู้แสนอ่อนโยนและสัตย์ซื่อเจริญชันษากำลังอยู่ในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เขาเพิ่งเติบโตล่วงเลยความเยาว์วัยได้ไม่นานแต่ก็ไม่อาจเรียกขานว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ได้เต็มปาก

ทว่าความไร้เดียงสาและความฝันทั้งมวลของเจ้าชายหนุ่มน้อยกลับถูกฉีกกระชากเหยียบย่ำทำลายลงพร้อมทั้งอาบย้อมความขาวพิสุทธิ์นั้นด้วยความโหดร้ายและโสมมของโลกใบนี้ในพริบตาเดียวที่ใบดาบเล่มเขื่อนของนายพลปีศาจแห่งกองทัพนิฟเฟลไฮม์แทงทะลวงผ่านร่างของพระราชมารดาต่อหน้าต่อตาของเรวุสกลางอุทานหลวงคราที่อาณาจักรได้มีโอกาสต้อนรับราชารีจิสและเจ้าชายน็อคทิสตัวน้อยที่เสด็จมาเยือนอาณาจักรเทเนไบร์

ร่างของพระราชมารดาซิลวาที่ล้มฟุบลงไปบนกองโลหิตมากมายที่ท่วมทะลักออกมารวมทั้งสาดกระเซ็นมาเปรอะเปื้อนใบหน้าของเรวุส เปลวอัคคีร้อนแรงแผดเผารอบตัว เจ้าชายพระองค์น้อยได้เพียงแต่คร่ำครวญขอความเมตตาจากราชาผู้ยิ่งยงแหงลูซิสให้ช่วยเหลือ ทว่าเป้าหมายหลักของผู้รุกรานคฤหาสน์เฟเนสทาล่าคือหมายเอาชีวิตของเชื้อพระวงศ์แห่งลูซิสทั้งสองยิ่งเร่งเร้าให้ราชารีจิสไม่อาจหยุดเพื่อช่วยเหลือได้ องค์ราชาทำได้แค่เพียงโอบอุ้มบุตรชายตนเองหลบหนีเส้นแห่งความตายที่ทาบทับลงมาไปได้อย่างฉิวเฉียดโดยต้องเลือกทอดทิ้งสายเลือดน็อซ ฟลูเรทเอาไว้เบื้องหลัง

ท้ายที่สุดสกุณาสีขาวตัวจ้อยสองตัวไร้ซึ่งผู้ใดคุ้มครองก็ถูกเด็ดปีกทิ้งอย่างทารุณก่อนจะถูกจับคุมขังไว้ในคุกทองที่หรูหรางดงาม ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้จะไร้ซึ่งอิสรภาพ เกียรติยศศักดิ์ศรี ยศฐาศักดินาอันมีมาแต่ก่อนเดิมล้วนถูกลดทอนเหลือเพียงคำว่า ‘เชลยศึก’ ในความดูแลของจักรวรรดิ

ทว่าแม้จะตกเบี้ยล่างแต่เรวุสก็ยังคงพยายามยืนหยัดในรูปแบบของตนเอง เพื่อให้ลูน่าเฟรย่า น้องสาวและครอบครัวเพียงคนเดียวที่หลงเหลืออยู่สามารถรอดพ้นการคุกคามของนิฟเฟลไฮม์ เจ้าชายน้อยตัดสินใจเข้าร่วมกับกองทัพจักรวรรดิอย่างไม่มีทางเลือก

ท่ามกลางความโหดร้ายรุมเร้าเข้ามาฉีกทึ้งและลบล้างความอ่อนเยาว์ไร้เดียงสาของอดีตองค์ชายสูงศักดิ์ อาร์ดีนได้เห็นความแปรเปลี่ยนของเรวุสที่ต้องเติบโตขึ้น ดวงหน้าขาวที่มีรอยตกกระจางๆที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้มมีหน้ากากกระด้างปิดบังอารมณ์ที่แท้จริงเอาไว้ไม่ต่างจากนัยน์ตาสีฟ้ากระจ่างเหมือนอความารีนใสที่มักฉายแววเฉยชาราวกับไร้ความรู้สึกต่อทุกสิ่งในโลกใบนี้

แต่ดูเหมือนสิ่งที่จะทำให้อาร์ดีนถูกใจในตัวอดีตเจ้าชายแห่งเทเนไบร์มากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นนิสัยพื้นฐานเดิมของเจ้าตัวที่แม้จะผ่านไปกี่ปีหรือต้องพบเจอความโหดร้ายของโลกใบนี้มากแค่ไหนเรวุสก็ยังคงมีความอ่อนโยนและซื่อสัตย์แฝงไว้ในตัวตลอดเวลา ภายใต้หน้ากากเย่อหยิ่งและดุดันที่อดีตเจ้าชายสูงส่งหยิบขึ้นมาสวมเพื่อปิดบังตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ เนื้อแท้ของเรวุสยังคงบริสุทธิ์ขาวสะอาดเฉกเช่นเดียวกันกับอาภรณ์ประจำตำแหน่งของเขาที่เจ้าตัวจงใจเลือกมาสวมใส่เพื่อสร้างความแตกต่างตนเองกับคนอื่นๆในกองทัพ

เรวุสช่างแตกต่างกับเขาเสียเหลือเกิน เขาผู้พบพานกับความมืดและหลอมรวมกับสีดำนั้นไปจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว…ช่างน่าริษยาที่เจ้าตัวยังสามารถดำรงตนอยู่ในแสงสว่างที่เจิดจรัสแม้จะผ่านความหนักหนาโหดร้ายของชีวิตมาขนาดนั้น

หากสามารถหลั่งหยาดหยดแห่งความโสมมที่ไหลเวียนอยู่ในภายในตัวเขาลงสู่ผืนผ้าขาวพิสุทธิ์นั้นได้หัวใจของอาร์ดีนคงเปรมปรียิ่ง 

จะสนุกแค่ไหนยามที่ได้เห็นใบหน้าขาวผ่องดวงนั้นซีดเผือดลงด้วยความสิ้นหวังอย่างสุดก้นบึ้งของหัวใจ

เจ้าตัวจะสีหน้าแบบไหนยามที่แสงสว่างเดียวในชีวิตที่เฝ้าถนุถนอมมาถูกปลิดทึ้งไป มันคงบันเทิงใจไม่น้อยยามที่ได้เห็นศักดิ์ศรีอันน้อยนิดที่เจ้าตัวเพียรเก็บรักษาถูกกระชากออกมาย่ำยีจมดินไปต่อหน้าต่อตาเพียงเพราะไม่สามารถปกป้องสิ่งที่อยากรักษาเอาไว้ได้

เวลานั้นเขาจะเฝ้ามองความขาวสะอาดที่ถูกอาบย้อมและละเลงด้วยสีดำของเขาพลางถูกความมืดกลืนกินจนไม่เหลืออะไร…มีเพียงความอ้างว้างและหวาดกลัวอันไม่สิ้นสุดคอยกระซิบย้ำเตือนที่ข้างหู

อาร์ดีนครุ่นคิดอย่างนึกสนุกจนอดไม่ได้ที่จะแย้มรอยยิ้มอย่างมาดหมายยามที่นัยน์ตาสีทองอร่ามคู่นั้นจับจ้องโลมเลียไปตามเรือนกายโปร่งเพรียวในชุดตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดที่เจ้าตัวเพิ่งได้รับแต่งตั้งไม่นานมานี้ แม้ชุดของอีกฝ่ายจะหนักหนาอีกทั้งประดับด้วยเกราะโลหะแต่การออกแบบที่ดีกลับช่วยขับเน้นให้ชายหนุ่มผมสีบลอนด์ทองซีดดูสง่างามน่าดึงดูดใจทุกท่วงท่าที่ขยับเคลื่อนไหว

อดีตเจ้าชายแห่งเทเนไบร์ในอาภรณ์ตัวยาวกำลังนั่งนิ่งเอนหลังพิงกับผนักเก้าอี้ตัวโตสนใจเนื้อหาการประชุมจนละเลยสิ่งอื่นรอบตัวไปเสียหมด หากแต่กระแสสายตาที่คอยจับจ้องมาที่ตัวเขาตลอดเวลานั่นสร้างความรำคาญใจไม่น้อยจนเรวุสต้องขยับตัวด้วยความอึดอัด อความารีนเรียวทั้งสองข้างแอบลอบเหลือบสำรวจรอบด้านอย่างระแวดระวังจนมาสบประสานเข้าให้กับรอยยิ้มกรุ่มกริ่มกวนประสาทบนใบหน้าของท่านรัฐมนตรี

เมื่ออาร์ดีนสังเกตุเห็นว่าเรวุสกำลังเหลือบมองที่ตนเอง ชายวัยกลางก็ยกยิ้มยียวนพร้อมกับยักคิ้วข้างหนึ่งส่งให้เป็นเชิงยั่วเย้า ฝ่ายที่ถูกหยอกล้อข้ามโต๊ะประชุมที่กว้างและไกลจากกันไม่ได้โต้ตอบกระไรกลับไป เขาเพียงแต่ตีสีหน้าเย็นชามึนตึงใส่อย่างไร้เยื่อใยก่อนที่จะดวงหน้าขาวล้อมกรอบด้วยเส้นไหมสีทองออกขาวจะผินกลับไปสนใจฟังแผนการจัดการอาร์เคี่ยนต่อไป

อาร์ดีนได้แค่หัวเราะหึๆเบาๆในลำคอแล้วจึงยอมละสายตาจากร่างในชุดสีขาวไป…ช่างเป็นปฏิกิริยาตอบกลับที่อาร์ดีนสามารถคาดเดาล่วงหน้าได้เช่นเคย

แต่ว่าบางครั้งการคาดเดาไม่ได้บ้างมันก็ทำให้อะไรๆน่าตื่นเต้นขึ้นนะ

:

:

:

———————————-

[ TBC ]

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s