[Fan Fiction] Final Fantasy XV – Distain_Part III

Title: Distain

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Genre:Drama / Angst

Rating: R (ขอเพิ่มเรทพาร์ทนี้)

Previously: Part I / Part II

Comments: แต่งๆหายๆตามสภาพงานของคนเขียนเองค่ะ งวดนี้ขอมาแบบสั้นๆนะคะ แต่ตอนจบตอนหน้าคือยาวจัดเต็มค่ะ *ชูสามนิ้วแบบลูกเสือ*

อีกอย่างคือคนเขียนแต่งในมือถือล้วนๆ ถ้าเจอเราพิมพ์ผิดพิมพ์ขาดตกตรงไหนไปแจ้งไว้ได้นะคะ

———————————-
:

:

:

มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดท่านว่าไหม

ชอบโหยหาอดีตอันหอมหวานและหวาดหวั่นต่ออนาคตไม่อาจคาดเดาได้

จนบางครั้งก็หลงลืมแม้แต่ลมหายใจของตัวเองในยามนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

:

:

:

———————————-

:

:

:

เสียงผิวปากฮัมเพลงเบาๆสบายอารมณ์ดังลอยลมมาแต่ไกล เสนาบดีแห่งจักรวรรดิพลิกแผ่นกระดาษที่อัดแน่นด้วยตัวอักษรเรียงรายเป็นระเบียบงดงามของท่านผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพที่ตั้งใจเขียนถึงน้องสาวสุดที่รักของตนเองเต็มหน้าขึ้นอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์เนื้อความในนั้น เรวุสพยายามย้ำเตือนไม่ให้ลูน่าเฟรย่าทำอะไรที่เกินกำลังของตัวเองมากจนเกินไปอีกทั้งยังกำชับว่าหลังจากนี้การตรวจค้นของกองทัพในอาณาเขตของพวกลูซิสจะยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น การที่เธอจะซ่อนตัวในเขตลูซิสต่อไปจึงค่อนข้างอันตราย เขาจะส่งคนไปรับหญิงสาวและคนสนิทอย่างลับๆเพื่อพากลับมาหลบที่เทเนไบร์เป็นการชั่วคราว

เมื่ออ่านจนจบแล้วคิ้วเรียวเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยก่อนที่เจ้าตัวจะอมยิ้มออกมาแล้วจึงพับจดหมายนั้นเก็บเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมสีดำของตนเอง

“จะพากลับเธอไปเทเนไบร์อย่างนั้นหรือ? อา พวกเด็กๆสมัยนี้คิดน้อยแถมยังใจร้อนกันเสียจริงๆน้า”

ราชทูตแห่งจักรวรรดินิฟเฟลไฮม์ถอนหายใจออกมาอย่างเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการเสแสร้งแกล้งทำ มือหนาหยิบหมวกสีดำใบเก่งขึ้นมาหมุนเล่นก่อนจะวางมันเหนือกลุ่มผมสีไวน์แดงของตนเองเบามือ เสียงทุ้มลึกหัวเราะในลำคอด้วยพึงพอใจ

“ชักตื่นเต้นแล้วสิ…อยากรู้จริงๆว่าแผนการของเจ้าต่อไปมันจะเป็นยังไงกัน?”

:

:

:

กายสูงโปร่งดูโดดเด่นแม้ยามจ้องมองจากที่ไกลๆสาวเท้ายาวๆเดินอย่างว่องไวผ่านซุ้มประตูโค้งที่สลักเสลาลวดลายละเอียดลออ เสียงฝักดาบที่เจ้าตัวพกติดไว้ใต้เข็มขัดสีดำตีกระทบกับชุดเกราะที่สวมไว้บนช่วงท่อนขายาวเพรียวดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอตามฝีเท้าที่ก้าวย่างไป ตาคมเหลือบแลมองดูความวิจิตรงดงามของซุ้มประตูรวมถึงรูปปั้นที่ตั้งเรียงรายไปตามทางเดินที่ทอดยาวเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกเบาโหว่งในจิตใจ

บรรยากาสแสนสงบร่มรื่นที่ไม่อาจหาได้เมื่อเขาอยู่ที่นิฟเฟลไฮม์ สายลมอ่อนๆที่พัดโชยกลิ่นหอมของดอกซิลเลบลอสซั่มสีน้ำเงินเข้ม ดอกไม้ประจำอาณาจักรเทเนไบร์ที่ห่างหายไปจากความทรงจำเสียนานชวนให้หวนคำนึงถึงอดีตอันแสนสุข นานแล้วที่เรวุสไม่ได้กลับมาเยี่ยมเยือนบ้านเกิดตัวเอง ด้วยภาระหน้าที่การงานที่แสนจะวุ่นวายทำให้เขาไม่อาจปลีกตัวไปไหนมาไหนได้ดั่งที่ใจประสงค์ ยามปรกติแล้วลูน่าจะพำนักอยู่ที่คฤหาสน์เฟเนสทาล่าในเทเนไบร์มากกว่าเขาภายใต้ความจับมองอย่างใกล้ชิดของกองทัพจักรวรรดิ

ครั้งล่าสุดที่เขาได้กลับมาเหยียบบ้านตัวเองนั่นคือช่วงก่อนเหตุการณ์ความวุ่นวายในเมืองอินซอมเนีย ตอนนั้นเรวุสรีบร้อนกลับมาเมื่อได้ทราบถึงแผนการองน้องสาวที่จะลอบหลบหนีไปพบราชารีจิสด้วยตัวเอง พี่ชายคนนี้แทบอยากจะจับตัวหญิงสาวมาตีก้นเสียหลายทีกับความคิดบุ่มบ่ามไม่เข้าท่าเช่นนั้น เขาไม่มีเวลาดื่มด่ำกับการได้กลับมาแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่คิดในหัวของเขาคือต้องรีบจัดการกันตัวลูน่าเฟรย่าออกไปจากแผนการของจักรวรรดิให้ได้ หากทำไม่ได้ก็ต้องพยายามทำให้เธอเข้าไปพัวพันด้วยน้อยที่สุด

ร่างสูงเพรียวในชุดผู้บัญชาการระดับสูงก้าวล่วงเข้ามาในห้องโถงรับรองที่ตั้งอยู่ในคฤหาสน์ การประดับตกแต่งอย่างงดงามปราณีตทว่าเรียบง่ายบ่งบอกถึงลักษณะนิสัยของลูน่าเฟรย่าได้เป็นอย่างดี ม่านตาสองสีกวาดมองรอบๆและซึมซับความรู้สึกอบอุ่นซึ่งแอบแฝงไปด้วยความอึมครึมเศร้าสร้อยนั้นอย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่ง

“ท่านลอร์ดเรวุสค่ะ” เสียงแหบแห้งและสั่นเครือน้อยๆบ่งบอกถึงอายุของหญิงสาวที่เอ่ยเรียกชื่อของเขาจากด้านหลัง

ชายหนุ่มผมทองขาวหมุนตัวกลับไปหาคนที่ขานนามของตัวเองก่อนที่รอยยิ้มอ่อนโยนแบบที่ไม่เคยปรากฎแน่นอนตลอดช่วงที่เขาอยู่ที่กราเลียจะคลี่ประดับเหนือกลีปปากบางสีอ่อน

“มาเรียเองหรือ?”หน้ากากเย็นชากระด้างถูกหยิบมาสวมตลอดเวลาที่ต้องอยู่ในถิ่นของศัตรูถูกปลดทิ้งไป เรวุสเอ่ยเรียกข้ารับใช้ผู้สัตย์ซื่อต่อตระกูลน็อซ ฟลูเรทมาอย่างยาวนานด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสำเนียงที่เขาใช้ตอนทำงาน ตระกูลของหญิงชราตรงหน้าทำงานรับใช้สายเลือดเทพพยากรณ์ของเขามาหลายชั่วอายุคนด้วยความซื่อสัตย์ ตัวมาเรียเองก็เคยดูแลรับใช้พวกเขาสองพี่น้องมาตั้งแต่ตอนที่พวกเขายังเยาว์วัยจึงไม่น่าแปลกใจที่เรวุสจะรู้สึกผูกพันกับหญิงชรามากพอที่จะเปิดเผยตัวตนอีกด้านที่ต้องกดทับเอาไว้ตลอด

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะคะท่านเรวุส” มาเรียค่อยๆเดินกระโผลกกระเผลกออกมาต้อนรับชายหนุ่มแต่ชายหนุ่มร่างสูงกลับเป็นฝ่ายรีบสาวเท้าเข้าไปประคองหญิงชราแทนเสียเอง

“อา กลับมาแล้วมาเรีย”

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนบนใบหน้าเหี่ยวย่นของมาเรียมองดูแขนซ้ายของเขาด้วยแววตาเศร้าสลด มือสั่นน้อยๆของเธอเอื้อมมาสัมผัสโลหะสีเงินวาววับที่เชื่อมติดกับร่างสูงสง่านั้นก่อนที่บ่อน้ำตาจะท่วมท้นขึ้นมา

“โธ่ ท่านเรวุสของบ่าว” หญิงชราพูดพลางปาดซับน้ำตาตัวเองปอยๆไม่ยอมหยุดจนชายหนุ่มร่างสูงต้องยอบตัวลงมากอดปลอบประโลมเธอ

“มาเรีย ฉันไม่เป็นไรแล้ว” เสียงทุ้มนุ่มนวลเอ่ยเบาๆ “ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องทุกคนที่นี่ ทั้งลูน่า มาเรีย เจนเทียน่า ฉันจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนทำอะไรพวกเธอเด็ดขาด”

“บ่าวทราบค่ะท่านเรวุส แต่เห็นสภาพของท่านแล้วมันอดไม่ได้จริงๆ” เรวุสอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างขมขื่นกับประโยคนั้นของมาเรียก่อนที่ดวงหน้าเกลี้ยงเกลานั้นจะรีบปรับสีหน้าตัวเองให้กลับมาแย้มยิ้มบางๆ มือข้างขวาที่ยังคงเป็นร่างกายมนุษย์ยกขึ้นช่วยปาดซับหยาดน้ำตาของหญิงชราที่มีจิตใจซื่อตรงและมั่นคงต่อพวกเขาเสมอมาด้วยความซาบซึ้งใจ

หลังจากเรวุสปลอบหญิงรับใช้คนสนิทจนเธอกลับมาสงบอีกครั้งเขาก็ตัดสินใจเอ่ยปากถามถึงคนที่เพิ่งกลับมาบ้านเช่นเดียวกับเขาและเป็นสาเหตุที่ทำให้เรวุสต้องลอบกลับมาเทเนไบร์เช่นนี้

“มาเรีย…แล้วลูน่าละ?”

“ท่านหญิงลูน่าน่าจะอยู่ที่เดิมละค่ะ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นเรวุสก็พอจะรู้แล้วว่าจะพบตัวน้องสาวได้ที่ไหน ร่างสูงโปร่งยิ้มน้อยๆแล้วพยักหน้าลงเป็นเชิงว่ารับรู้ก่อนจะหมุนกายตั้งใจจะออกเดินไป หากไม่มีเสียงของหญิงรับใช้ชราเอ่ยทักไล่หลังขึ้นมาเสียก่อน

“แต่ท่านเรวุสค่ะ ท่านหญิงสีหน้าไม่ค่อยดีเลยตั้งแต่เธอกลับมา เหมือนไม่ค่อยมีแรง ทานอาหารก็ไม่ค่อยได้ แถมยังชอบแอบไปนั่งร้องไห้คนเดียวบ่อยๆด้วย”

“อา…เข้าใจแล้วละ”

“ได้โปรดช่วยท่านหญิงลูน่าด้วยนะคะ ฉันสงสารท่านเหลือเกิน” เรวุสทำได้เพียงแค่ยิ้มบางๆกับคำขอนั้นก่อนจะสาวเท้าเดินมุ่งหน้าไปตรงไปยังเขตอุทยานหลวงซึ่งอยู่ลึกสุดด้านในของคฤหาสน์

ภาพของทุ่งดอกซิลเลบลอสซั่มสีน้ำเงินกว้างสุดลูกหูลูกตาช่างน่าตื่นตะลึงรอต้อนรับการกลับบมาเยือนบ้านของเรวุสอีกครั้ง กลีบอ่อนบางของบุปผาแห่งเทเนไบร์ปลิวไหวในสายลมที่พัดโบกก่อนจะค่อนๆร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน กายสูงเพรียวค่อยๆย่างเยื้องผ่านทุ่งสีไพลินสวยนั้นไปพลางสอดส่องสายตามองหาน้องสาวของตนเอง

ซิลเลบลอสซั่มเปรียบเสมือนตัวแทนความฝันและความหวังของพวกเขายามที่เยาว์วัยไร้เดียงสาและไม่เคยต้องพบพานกับความโหดร้ายของชีวิต

นอกจากนี้ลูน่ายังถือว่าเจ้าดอกไม้สีน้ำเงินเข้มแสนสวยที่แสนบอบบางนี้คือสื่งที่เชื่อมต่อสายสัมพันธ์ระหว่างเธอกับน็อคทิสเอาไว้แม้ทั้งสองคนจะแยกจากกัน เมื่อครั้งที่น็อคทิสในวัยเยาว์ได้เดินทางมาหาเทเนไบร์เพื่อหาหนทางเยียวยาอาการบาดเจ็บสาหัสของเขาหลังจากถูกจู่โจมด้วยปีศาจมาริริธ ลูน่าเคยมอบมงกุฎดอกไม้ที่ร้อยเรียงจากกลีบดอกซิลเลบลอสซั่มให้เด็กชาย เจ้าชายพระองค์น้อยประทับใจในความสวยงามน่ารักของมันจนเอ่ยปากชมและนั่นทำให้ลูน่าภาคภูมิใจมาก

ภายหลังจากการบุกโจมตีของพวกกองทัพจักรวรรดิ แม้คฤหาสน์เฟเนสเทล่ายังคงรอดพ้นเปลวเพลิงแห่งการทำลายล้างของนิฟเฟลไฮม์แต่ก็ตกอยู่ในการควบคุมจับตามองทุกฝีก้าวมาตลอด ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ร้อนระอุเหมือนจะปะทุเป็นไฟได้ทุกเมื่อมันกลับไม่อาจหยุดเด็กสาวคนน้อยไม่ให้ออกมาที่อุทยานหลวงและลงมือปลูกบุปผาชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของดินแดนนี้ได้ ทุกวันลูน่าจะออกมาดูแลดอกไม้พวกนี้ด้วยตัวเองแม้หลังจากที่เธอได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งเป็นเทพพยากรณ์แล้วลูน่าก็ยังคงทำตัวเช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยน

หญิงสาวหวังว่าจะมีสักวันที่น็อคทิสจะได้กลับมาเยือนเทเนไบร์อีกครั้งและพวกเขาจะได้นั่งชมความสวยงามของทุ่งซิลเลบลอสซั่มแห่งนี้ด้วยกัน

ในที่สุดเรวุสก็มองเห็นคนที่อยากพบ ลูน่าเฟรย่ายืนอยู่ห่างออกไปท่ามกลางมวลซิลเลบลอสซั่มที่เบ่งบานสะพรั่งแข่งกันอวดโฉมของตนเองอยู่แทบเท้าของเทพพยากรณ์ ดวงหน้างดงามของหญิงสาวดูซีดเซียวและอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัดแม้เขามองจากระยะห่างขนาดนี้ ความรู้สึกกังวลผุดพรายขึ้นมาในจิตใจของเรวุส ชายหนุ่มรีบสาวเท้าฝ่าทุ่งดอกไม้มุ่งหน้าไปยังจุดที่หญิงสาวกำลังยืนอยู่

เมื่อเขาเข้าไปใกล้จึงได้สังเกตุเห็นว่าเธอไม่ได้อยู่ตามลำพัง ข้างกายบอบบางมีหญิงสาวอีกนางหนึ่งในชุดสีดำสนิทรับกับเรือนผมยาวสลวยสีนิลกาลกำลังยืนนิ่งสงบ ดวงหน้ารูปไข่อ่อนหวานกับนัยน์ตาทั้งสองข้างที่ปิดสนิทนั้นก้มลงพยักหน้าอย่างช้าๆเป็นเชิงว่าตนเองนั้นรับทราบ ทั้งสองกำลังสนทนากันอย่างเคร่งเครียดและดูเหมือนน้องสาวของเขานั้นจะพยายามไหว้วานบางอย่างให้คู่สนทนาช่วยทำแทน เรวุสไม่อาจได้ยินบทสนทนาของสตรีทั้งสองคนจากตรงนี้ชัดเจนนั้น เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นก็ดูเหมือนว่าลูน่าจะคุยกับนางสนองพระโอษฐ์ของตนเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“…ต่อจากนี้ฉันคงต้องขอฝากที่เหลือให้เจนเทียน่าช่วยดูแลต่อแล้วนะคะ”

“ช่างน่าเสียดายหากท่านได้เป็นผู้ส่งมอบมันให้แด่ราชาผู้ถูกเลือกด้วยตนเองคงจะเหมาะสมกว่านี้…แต่ข้าขอให้คำสัญญาว่ามันจะถูกส่งต่อถึงมือขององค์ราชาอย่างแน่นอน”

รอยยิ้มเศร้าคลี่เหนือใบหน้างดงามของหญิงสาวในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ เรือนผมสีทองที่ได้รับการจักแต่งอย่างประณีตทอประกายระยับประหนึ่งเสนไหมทองคำยามที่เธอเงยหน้าขึ้นมองแสงสว่างยามสณธยาที่อาบไล้ฟากฟ้า

“นั้นสินะคะ ฉันเองก็อยากจะทำแบบนั้นเพราะมันเป็นของสำคัญจริงๆ แต่เพื่อให้มั่นใจว่ามันจะถูกส่งมอบให้ถึงมือของน็อคทิสฉันคงต้องรบกวนเจนเทียน่าแล้วละค่ะ”

“คิดวางแผนอะไรกันอยู่ทั้งสองคน” เรวุสเดินฝ่ากอดอกไม้เข้าไปหาด้วยความหงุดหงิดเมื่อได้ยินน้องสาวของเขาเอ่ยเรียกชื่อเจ้าชายหนุ่มแห่งลูซิสออกมา

หญิงสาวทั้งสองคนมีท่าทีประหลาดใจที่ได้เห็นเรวุสที่นี่ นานพอสมควรแล้วที่ชายหนุ่มไม่ได้กลับเยือนบ้านตัวเอง เจนเทียน่ายอบตัวลงทำความเคารพเขาก่อนจะเดินเลี่ยงหลบออกไปเปิดโอกาสให้สองพี่น้องได้พูดคุยกันตามประสาหลังจากไม่ได้พบหน้ากันสักพัก

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะคะ” หญิงสาวหันมาเอ่ยทักทายพี่ชายตนเองพร้อมรอยยิ้มบางๆที่ดูอย่างไรก็เห็นได้ชัดว่ากำลังฝืนทำอยู่ “พี่เพิ่งมาถึงคงจะเหนื่อยเดี๋ยวจะฝากให้มาเรียช่วยจัดการเรื่องห้องพักกับของว่างให้ค่ะ”

“พี่เจอมาเรียแล้วตั้งแต่ตอนมาถึงแล้ว”

“…” เทพพยากรณ์สาวคนงามนิ่งสนิทก่อนจะเสหน้าหลบสายตาพี่ชาย

“ลูน่า พี่ว่าเราสองคนควรต้องคุยกันนะ”

ผู้บัญชาการระดับสูงแห่งนิฟเฟลไฮม์เอ่ยขึ้นมาอย่างเคร่งขรึม ทว่าเทพพยากรณ์สาวกลับเลือกที่จะเมินเฉยต่อคำพูดนั้น ร่างบอบบางที่ดูไร้เรี่ยวแรงและผอมบางลงมากกว่าครั้งสุดท้ายที่เรวุสได้เจอแสร้งเดินเลี่ยงไปอีกทางราวจงใจหนี เธอแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอไม่ต้องการจะฟังในสิ่งที่เรวุสจะพูดต่อจากนี้

“นี่ไม่ใช่เวลาที่น้องจะมาทำตัวดื้อด้านแบบตอนเด็กๆแล้วนะลูน่า…น้องไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไร!!” ชายหนุ่มร่างสูงพยายามเดินไล่หลังตามน้องสาวไปไม่ลดละ

“ฉันรู้ตัวดีทุกอย่างค่ะพี่ ขอบคุณที่คอยเป็นห่วงและดูแลมาตลอด แต่นี่อหน้าที่…”

“หยุดทำเรื่องไร้สาระนี้เถอะลูน่าเฟรย่า!!”

หญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวสะอาดไม่แตกต่างจากพี่ชายของเธอชะงักกับเสียงตวาดของเรวุสที่ดังมาจากด้านหลัง ปรกติแล้วชายหนุ่มไม่เคยเลยสักครั้งที่จะแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวหรือขึ้นเสียงดังกับเธอมาก่อน แต่คราวนี้เจ้าตัวคงโกรธเคืองหนักจริงๆจนระงับอารมณ์ตัวเองไม่อยู่

“เด็กหนุ่มคนนั้นไม่มีวันเป็นราชาได้แน่นอน ถึงจะได้รับพลังจากเทพเจ้าไปแต่ฝีมือน็อคทิสยังห่างชั้นเกินไปเลย”เรวุสพูดห้วนอย่างมีโทสะเต็มเปี่ยมเมื่อหวนคิดถึงการเผชิญหน้ากันระหว่างเขากับเจ้าชายน็อคทิสในฐานทัพของจักรวรรดิ เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าน็อคทิสจะต้องลักลอบเข้ามาที่ฐานทัพเพื่อเอารถเรกาเลียของตนเองคืนกลับไปหลังจากที่เขาและพวกพ้องเอาชีวิตรอดมาจากบททดสอบของเทพไททันที่กลางวงแหวนแห่งคอเทสมาได้ ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือได้รับการช่วยเหลือออกมาจากเสนาบดีอาร์ดีน อิซูเนียที่วางแผนมาอย่างดิบดีเตรียมยานรบพร้อมพรักบินไปรับมาจากกลางธารลาวาและพื้นดินที่กำลังระเบิดแตกออก

อันที่จริงแล้วการยึดรถเรกาเลียมาเก็บเอาไว้ที่ฐานทัพจักรวรรดินี้เป็นแผนการณ์ที่เรวุสจงใจวางไว้เพื่อเขาและน็อคทิสจะได้มีโอกาสเจอกันสักที นอกจากนี้มันยังเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของว่าที่ราชาคนใหม่ซึ่งแน่นอนน็อคทิสสอบตกทุกแบบทดสอบของเรวุส ในสายตาของผู้บัญชาการสุงสุดแล้ว น็อคทิสไม่มีอะไรดีเลย เจ้าตัววางแผนไม่เก่งเลยยังดีที่มีราชเลขานุการไซเอนเธียคอยกำกับอยู่ไม่ห่าง นอกจากนี้ขีดความอดทนของน็อคทิสก็ยังไม่สูงพอสังเกตุได้จากนิสัยบุ่มบ่ามที่เจ้าตัวแสดงออกเมื่อเขาแกล้งพูดยั่วโมโห ตลอดเวลาน็อคทิสยังต้องพึ่งพาคนรอบกายตลอดเวลาซึ่งยิ่งมองแล้วยิ่งให้ต้องกังวลใจว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรหากโลกใบนี้ต้องฝากความหวังทั้งหมดทั้งมวลไว้ที่เด็กหนุ่มนิสัยแบบนี้

แต่สิ่งที่ทำให้เรวุสขัดเคืองใจมากที่สุดคือในตอนนี้น็อคทิสได้ผูกพันธสัญญากับเทพเจ้าถึงสองในหกองค์แล้ว แต่เจ้าตัวดูเหมือนยังไม่รับรู้อะไรเลยว่าเพราะเหตุใดตัวเองถึงต้องมารับพลังของเทพเจ้า จะต้องมีใครบ้านที่เสียสละตัวเองเพื่อปูทางแห่งราชบังลังค์นี้ให้กับตนเอง…น็อคทิสไม่เคยรับรู้เลยว่าน้องสาวคนนี้ของเขาต้องเสียสละมากแค่ไหน

“แต่น็อคทิสคือคนในทำนายจริงๆ ท่านพี่เรวุสก็ทราบดี และคนอื่นๆเองก็ควรทราบถึงความจริงข้อนี้ด้วย!”

“ความจริงอย่างเดียวที่พี่รู้ตอนนี้คือน้องกำลังจะ ‘โยน’ ชีวิตตัวเองทิ้ง” เสียงของเรวุสตอนนี้แทบจะเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดเมื่อเห็นสีหน้าดื้อดึงไม่ยอมอ่อนข้อของลูน่า

ทำไมน้องสาวของเขาจะต้องทำมากมายขนาดนี้เพื่อคนที่ไม่มีอะไรเหมาะสมและคู่ควรกับความตั้งใจดีของเธอเลยแม้แต่น้อย!!!”

“นั้นก็อาจจะใช่” หญิงสาวผมทองหมุนตัวกลับมาโต้กลับ แม้หญิงสาวจะพยายามขึ้นเสียงแต่มันก็ยังดูอ่อนแลและไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจนคนมองอดใจกระตุกวูบไม่ได้

“แต่มันคือทางเลือกของน้องเองค่ะ” ใบหน้าซีดเซียวของเทพพยากรณ์หญิงหม่นหมองเมื่อต้องเอ่ยสิ่งที่เธอตระหนักรู้แจ้งแก่ใจตัวเองดีแล้วออกมาตรงๆแบบนั้น

“…” คนเป็นพี่ได้แค่เพียงนิ่งงัน เขาไม่รู้ว่าเขาควรจะเอ่ยตอบอะไรต่อไปดี

หยาดน้ำใสเอ่อล้นออกมาจากนัยนืตาสีฟ้ากระจ่าง “ขอเพียงแค่….ได้ยินเสียงของเขาคนนั้นอีกสักครั้ง ถ้าเราทั้งสองคน…จะมีโอกาสได้กลับมาหัวเราะสนุกสนานด้วยกันแบบตอนเรายังเด็ก…”

เธอไม่สามารถพูดสิ่งที่ปรารถนาจะเอ่ยออกมาได้จนจบประโยค ร่างกายผอมบางของหญิงสาวสั่นสะท้านยามที่เธอกำลังสะอื้นไห้เพราะล่วงรู้ถึงชะตากรรมของตัวเองดี…เธออาจไม่มีชีวิตอยู่รอดจนถึงวันที่จะได้พบหน้าน็อคทิสอีกครั้ง แต่ความหวังสูงสุดของลูน่าตลอดช่วงเวลาที่ถูกคุมขังโดยพวกจักรวรรดิคือการได้เจอน็อคทิสอีกครั้ง เพราะน็อคทิสคือแสงแห่งความหวังที่อยู่ปลายอุโมงค์อันมืดมิด เขาคือแรงผลักดันให้เธอดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป

เธออยากเจอ เจอพูดคุย อยากบอกเขาว่า…เธอรักเขามากแค่ไหนและเธอยินดีที่จะเสียสละตัวเองเพื่อวันหนึ่งข้างหน้าเขาจะได้ช่วยกอบกู้แสงสว่างให้กับโลกใบนี้

เรวุสไม่อาจเอื้อนเอ่ยอะไรต่อไปได้อีก ดวงตาสองสีของเขาหม่นแสงลง กายสูงโปร่งทำได้แค่เพียงขยับเข้าไปยืนใกล้ๆน้องสาว สองมือเอื้อมออกไปรั้งร่างบอบบางของหญิงสาวมาโอบกอดไว้แน่น…เขาจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่สองพี่น้องได้กอดกันแบบนี้มันนานไกลมากแค่ไหนแล้ว 

ผู้เป็นน้องสาวก้มหน้าในอ้อมกอดของพี่ชายคนเดียวของเธอ ขอบตาของเธอร้อนผ่าวและเอ่อท้นไปด้วยหยาดน้ำตา…ตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ท่านแม่ซิลวาจากไป ลูน่าเฟรย่ามีเพียงพี่ชายคนนี้ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเธอแม้ต้องเสี่ยงอันตรายมากมายเรวุสก็ไม่เคยปริปากบ่น ถึงพี่ชายจะมีมุมมองหลายอย่างที่แตกต่างกัน หลายครั้งที่เขาทุ่มเถียงกันแต่สุดท้ายแล้วพี่ชายคนนี้ก็ไม่เคยทอดทิ้งน้องสาวคนนี้

“น้องขอโทษนะคะพี่…แต่น้อง…”

“ไม่เป็นไรลูน่า พี่เข้าใจ จำไว้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นพี่จะปกป้องน้องเอง!!”

ช่วงชีวิตอันแสนสั้นของเขาและเธอนี้…ขอให้เขาได้มีโอกาสทำหน้าที่พี่ชายที่แสนดีของหญิงสาวให้นานที่สุดด้วย

:

:

:
ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าช่างงดงาม หมู่ดวงดาราต่างหลบเร้นกายกลืนหายไปกับฟากฟ้ายามราตรีปล่อยให้ดวงจันทรากลมโตได้อวดโฉมโดดเด่นส่องแสงนวลตาอาจเพราะเมฆฝนมืดครึ้มได้ถูกพัดพาไปแล้ว

ทั้งๆที่วันนี้เป็นวันกำหนดการอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าชายน็อคทิส ลูซิส เคลัมกับเจ้าหญิงลูน่าเฟรย่า น็อซ ฟลูเรทแท้ๆ แต่ก็น่าเสียดายยิ่งนักที่งานมงคลยิ่งของวันกลับถูกระงับไป ราตรีนี้ในเมืองแอคคอร์โด้ไม่มีงานเฉลิมฉลอง ไม่มีพลุไฟสวยงาม ไม่มีการประดับประดาโคมสีสันสดใส ไม่มีเสียงดนตรีและงานเต้นรำรื่นเริงใดๆทั้งสิ้น ทุกคนต่างหลบเร้นตัวเองอยู่ในความมืดและเฝ้ารอคอยรุ่งอรุณวันใหม่อย่างใจจดจ่อเจือหวาดหวั่น

เรวุสนั่งทำหน้าซังกะตายติดริมหน้าต่างของห้องพักที่พวกจักรวรรดิจัดเตรียมไว้ให้พลางเหม่อมองดวงจันทร์กลางท้องนภา…แต่ใจของเขานั้นกำลังครุ่นคิดถึงดวงจันทร์อีกดวงที่ตอนนี้กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในเมืองแอคคอร์โด้ภายใต้ความคุ้มครองดูแลของเลขานุการหญิงแกร่งอันดับหนึ่ง คาเมเลีย

แก้วใสบรรจุเครื่องดื่มสีอำพันถูกยกขึ้นจรดริมฝีปากบางก่อนที่ของเหลวจะไหลลื่นผ่านลำคอขาวลงไปจดหมดรวดเดียว ความรู้สึกร้อนผ่าวไล่ลามลงไปตามที่แอลกอฮอล์นั้นอาบเคลือบในกายตั้งแต่ในกระพุ้งแก้ม ช่วงอกจนถึงท้อง

ปรกติแล้วเรวุสจะไม่ค่อยชอบดื่มเหล้า แต่บทสนทนาระหว่างสองพี่น้องกลางทุ่งซิลเลบลอสซั่มในเทเนไบร์ยังคงวนเวียนในสมองของเรวุสจนทำให้ร่างสูงนอนไม่หลับมาหลายคืนทำให้ผู้บัญชาการหนุ่มตัดสินใจใช้เครื่องดื่มมึนเมาพวกนี้ช่วยทำให้จิตใจอันแสนว้าวุ่นของเขาสงบลง

แต่ในราตรีนี้ดูเหมือนความสับสนในใจของเรวุสจะมีมากเป็นพิเศษสังเกตุได้จากขวดเหล้าขวดใหญ่ที่หมดเกลี้ยงไปแล้วขวดหนึ่ง ตอนนี้ใบหน้าขาวกับสันจมูกโด่งรั้นเริ่มร้อนผ่าวและขึ้นสีระเรื่อจางๆที่ข้างโหนกแก้มแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ใส่ใจหากว่าค่ำคืนนี้อาจจะต้องเมามายหัวราน้ำ มือหนาใต้แขนเสื้อยาวสีขาวขลิบลวดลายดำตรงขอบเอื้อมไปคว้าขวดแก้วอีกขวดมารินเติมของเหลวสีทองใสใส่แก้วที่ว่างเปล่าลง

วันพรุ่งนี้น้องสาวของเขาจะมีโอกาสได้ออกมากล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าหมู่มวลประชาชนอย่างเป็นทางการครั้งแรก ถือเป็นการปรากฎตัวยืนยันการมีชีวิตอยู่ของเทพพยากรณ์ภายหลังความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในลูซิส เลขานุการมือหนึ่งคาเมเลียผู้เก่งกาจสามารถจัดการทุกอย่างได้ดีไร้ที่ตินั่นเป็นสิ่งที่เขารู้สึกชื่นชม มันบ่งบอกถึงประสบการณ์ที่เธอได้พบพานมาตลอดช่วงชีวิตจนสามารถก้าวขึ้นมารับตำแหน่งใหญ่ขนาดนี้ได้

คืนนี้ลูน่าคงกระสับกระส่ายนอนไม่หลับแบบทุกที่เป็นแน่แท้ น้องสาวของเขาเป็นคนขี้กังวลมากแค่ไกนทำไมเขาจะไม่รู้…ชายหนุ่มทอดถอนหายใจออกมา แม้จะเป็นห่วงลูน่ามากแค่ไหน อยากลอบไปดูว่าอีกฝ่ายสบายดีหรือเปล่าเท่าใดเขาก็ไม่อาจทำได้ ตอนนี้บทบาทของเขาคือผู้บัญชาการแห่งนิฟเฟลไฮม์และจุดประสงค์ที่มาที่นี่คือสังหารเทพเจ้าไฮเดรี่ยนที่ถูกปลุกให้ตื่นจากห้วงนิทราพันปีด้วยฝีมือของเทพพยากรณ์

“คืนนี้พระจันทร์สวยกว่าปรกตินะท่านว่าไหมฝ่าพระบาท?”

ตาคมตวัดไปมองดูแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาแต่เจ้าตัวกลับมายืนยิ้มเผล่กวนประสาทเขาอยู่กลางห้องแบบไม่สะทกสะท้านใดๆ เรวุสเหยียดยิ้มบางๆก่อนจะหันไปสนใจดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืนภายนอกหน้าต่าง มือเรียวที่คุ้นเคยกับการจับด้ามของดาบยาวยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นกระดกรวดเดียวหมด ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะเล่นลิ้นโต้เถียงกับใคร

“แหมใจร้ายจังนะท่านผู้บัญชาการ ข้าอุตส่าห์มาถึงนี่ทั้งทีท่านยังจะใจจืดใจดำไม่ชวนข้าดื่มหน่อยหรือ?” อาร์ดีนยังคงไม่ยอมแพ้ เสียงทุ้มยังคงลอยลมมาสร้างความรำคาญได้ไม่เปลี่ยน

คิ้วเรียวบนใบหน้าขาวเลิกขึ้นเล็กน้อยก่อนเรวุสจะคลี่ยิ้มน้อยๆเอ่ยตอบกลับไป”ฉันไม่เคยเชิญท่านมา…แล้วก็ถ้าอยากดื่มมากฉันแนะนะว่าให้กลับห้องตัวเองไปดื่มจะดีกว่าท่านรัฐมนตรี”

ชายวัยกลางคนยักไหล่ขึ้นกับวาจาขับไล่ไสส่งนั้น ร่างสูงใหญ่สาวเท้าเข้าไปยืนใกล้ๆคนที่กำลังนั่งหน้าตายอยู่ริมหน้าต่างพร้อมรอยยิ้มกรุ่มกริ่มมีเลศนัย ม่านตาสองสีเหลือบขึ้นมามองคนหน้าด้านื่ไล่เท่าไรก็ไม่ยอมออกไปเสียทีอย่างนึกรำคาญใจทว่ากลับไม่พูดอะไรต่อ เรวุสเอื้อมมือไปรินของเหลวสีอำพันทองใส่แก้วตัวเองเพิ่มโดยเลือกจะเพิกเฉยต่อตัวตนท่านรัฐมนตรีแห่งจักรวรรดิไป

“แค่เหล้านะข้าก็มี แต่ดื่มคนเดียวมันเหงาจะตายไป…” เมื่อแก้วใสบรรจุน้ำมึนเมาถูกยกขึ้น เจ้าของเรือนผมสีไวน์แดงก็เอ่ยขึ้นช้าๆด้วยนัยน์ตาที่แพรวพราวระยับ “อีกอย่างสุราดีๆควรจะมีสิ่งสวยงามเจริญตาเจริญใจมาเคียงกันด้วยมันถึงจะถูกจริตกันนะฝ่าบาท”

ชายวัยกลางคนขยิบตาให้น้อยๆก่อนจะเอื้อมมือมาคว้าแก้วเหล้าในมือของเรวุสไปกระดกปากของตนเองอย่างรวดเร็วจนคนที่ถูกขโมยเครื่องดื่มไปจากมือยังคงทันได้ตั้งตัว

“เหล้าชั้นดีๆแบบนี้สิเหมาะจะดื่มกับคนที่งดงาม”

“ถ้าอย่างนั้นก็เสียใจด้วย ท่านคงมาผิดที่แล้วเพราะแถวๆนี้ฉันไม่เห็นสาวงามสักคน” เรวุสพ่นลมหายใจออกมาแรงอย่างอ่อนอกอ่อนใจกับมุกกระหลิ้มกระเหลี่ยที่ดูโบราณตกยุคของอีกฝ่าย ร่างสูงโปร่งของผู้บัญชาการระดับสูงลุกขึ้นจากจุดที่ตนเองนั่งอยู่ พอจะคาดเดาได้ว่าตนเองคงจะต้องถูกอาร์ดีนรังควานไม่หยุดหากยังไม่หลบฉากไปจากนี้

“ถ้าท่านอยากจะชมพระจันทร์จากตรงนี้ฉันจะยกห้องนี้ให้ท่านเลยก็ได้” กายสูงโปร่งโดดเด่นใต้ชุดสีขาวยาวหมุนตัวกลับมาเอ่ยกับชายวัยกลางคนด้วยท่าทีจริงจัง สำหรับเรวุสแล้วเขาสามารถไปหลบนอนที่โกดังเก็บหุ่นยนต์ก็ได้หากมันช่วยทำให้อีกฝ่ายไม่มาตามตอแยเขาแบบนี้

“อ่อ…ถ้าจะดื่มเหล้าก็อยู่นี่ แล้วก็รบกวนคืนแก้วเอาไว้บนโต๊ะนั้นมาด้วยละท่านรัฐมนตรี!” อดีตเชื้อพระวงศ์แก่งเทเนไบร์เอ่ยตัดบทก่อนจะเบี่ยงตัวออกไปอีกทาง

“ไม่ดื้อสิฝ่าพระบาท…” ทว่าอุ้งมือหนาคว้าจับมือข้างขวาที่ยังคงเป็นร่างกายดั้งเดิมแต่กำเนิดของเจ้าตัวเอาไว้ช่วยหยุดยั้งช่วงขาเรียวยาวไม่ให้ก้าวเดินหนีไปได้ 

ใบหน้ากร้านมีหนวดเคราประดับหรอมแหรมดูน่ารำคาญสายตาจับจ้องไปตามดวงหน้าขาวสะอาดเกลี้ยงเกลาของชายหนุ่มที่ล้อมกรอบไว้ด้วยเส้นไหมสีทองออกขาว แววเหนื่อยล้าและสับสนวุ่นวายมจสะท้อนเด่นชัดผ่านม่านตาสองสีไม่เข้าคู่กันแม้เจ้าตัวจะพยายามกลบเกลื่อนเอาไว้ด้วยสีหน้าเย็นชา

“ชีวิตมนุษย์มันแสนจะสั้นนะ…เพียงแค่พริบตาเดียวก็จางหายไป” กายสูงใหญ่ของเสนาบดีขยับประชิดเข้ามา ปลายนิ้วสากยกขึ้นไล้ตามเค้าโครงพักตราฝั่งตรงข้ามที่แฝงความเย็นชาเย่อหยิ่งเอาไว้อย่างเบามือประหนึ่งหยอกเย้า เรวุสไม่ได้ปัดป้องท่าทีรุกคืบนั้นหากแต่เขากลับขืนใบหน้าตนเองหลบสัมผัสนั้นราวกับจะบอกปฏิเสธทางอ้อม

“…ดังนั้นข้าคิดว่าการที่ท่านจะใฝ่หาความสุขใส่ตัวเองบ้างมันก็ไม่ผิดหรอกนะ” แม้อีกฝ่ายจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านออกมา หางเสียงของอาร์ดียก็ยังเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะเบาๆ

“และตัวข้าเอง..ยินดีเป็นข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของฝ่าบาทในค่ำคืนนี้อย่างเต็มใจนะ!”

แววตาสีทองวาวระยิบระยับยามที่มือขาวใต้แขนชุดคลุมสีพิสุทธิ์ที่ปักลายไว้ถูกสองมือหนาโอบอุ้มขึ้นไล่จูบทีละนิ้วอย่างอ่อนโยนประหนึ่งต้องการปลอบประโลมจิตใจแสนว้าวุ่นให้ผ่อนคลายลง

เรวุสมีสีหน้าลังเล แต่อีกฝ่ายไม่ปล่อยโอกาสงามๆที่ลอยอยู่ตรหน้าให้หลุดลอยไป ฝ่ามือใหญ่ถือวิสาสะเลื่อนมาโอบรอบช่วงเอวสอบจากมองกี่ครั้งก็เชิญชวนให้อยากสัมผัสก่อนที่มือซุกซนจะเลื้อยไหลลงไปสัมผัสสะโพกกลมกลึงที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ชุดคลุมสีขาวเนื้อหนา ปลายจมูกโด่งรั้นนาบลงเหนือเส้นชีพจรบนลำคอเพรียวที่หลบซ่อนใต้ปกคอเสื้อแบบตั้งก่อนจะลากไล้ดอมดมกลิ่นกายหอมสะอาดที่กรุ่นบนผิวขาวผ่อง เรวุวตัวสั่นน้อยและพยายามขืนกายออกจากแรงกอดรัดนั้นแต่อีกฝ่ายกลับรัดรึงเรือยกายของเขาให้แนบชิดมากขึ้นได้อีก

เสื้อคลุมตัวยาวหลุดเลื่อนออกจากกายทั้งสองร่วงหล่นลงไปกองบนพื้นตามด้วยอาภรณ์ตัวในที่ถูกปลดเปลื้องทิ้งไปอย่างไม่ใยดี

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาได้แลกเปลี่ยนและแบ่งปันไออุ่นให้กันและกันในยามราตรี หากจะเอ่ยถึงครั้งแรกก็คงต้องย้อนกลับไปตอนที่เรวุสยังคงเยาว์วัยและเพิ่งเข้ารับตำแหน่งในกองทัพจักรวรรดิได้ไม่นาน

ความกดดันและความว้าเหว่ที่ต้องอยู่ท่ามกลางวงศัตรูที่รายล้อมทำให้เด็กหนุ่มเรียกหาความอบอุ่นที่จะช่วยทำให้เขาลืมเลือนโลกภายนอก ทั้งสถานะของเขา ถ้อยคำหมิ่นแคลนหยาบช้า ภาระหน้าที่แสนหนักหนาสำหรับเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง อาร์ดีนคือคนสังเกตุเห็นจุดอ่อนไหวในจุดนั้นของเรวุส

ใต้มุมรโหฐานอันมืดมิดภายในเขตกราเลีย ข้อเสนอแสนเย้ายวนจากมารร้ายถูกหยิบยื่นให้เด็กหนุ่มผู้โหยหาการปลอบประโลมใจ…และครั้งแรกของพวกเขาก็เกิดขึ้นที่ข้างโถงทางเดินกว้างที่ห่างไกลและลับจากสายตาสอดรู้สอดเห็นของคนทั่วไป

เมื่อเติบใหญ่ขึ้นชายหนุ่มผมทองมีท่าทีระแวดระวังมากขึ้นและพยายามหลบเลี่ยงการต้องอยู่ตามลำพังสองต่อสองกับเสนาบดีจอมเจ้าเล่ห์ หน้ากากเย็นชาและแข็งกร้าวถูกหยิบมาใช้เพื่อปิดบังความสัมพันธ์ลับๆที่เขามองว่าเป็นความพลั้งเผลอเกินเลยของชีวิต

แต่ในค่ำคืนนี้ความเหงาหงอยและเปล่าเปลี่ยวเฉกเช่นเมื่อครั้งเยาว์วัยหวนกลับมาเกาะกุมจิตใจ เขาทั้งอ่อนล้าและขาดที่พึ่งพา เรวุสไม่อยากโทษว่ามันเป็นเพราะเครื่องดื่มมึนเมาที่ชักพาให้เขารู้สึกว่างเปล่าและต้องการไขว่คว้าบางสิ่งมายึดมั่นไว้ และเมื่ออาร์ดีนจงใจวางกับดักล่อไว้เขาจึงเคลิ้บเคลิ้มเต็มใจที่เดินลงไปบ่วงแร้วนั้นอย่างไม่ปฏิเสธ

ร่างสูงโปร่งถูกกดนาบลงเหนือเตียงนอนกว้างที่แสนเย็นเยียบ เงาของอาร์ดีนคร่อมทับเหนือร่างกายที่เปลือยเปล่าของผู้บัญชาการหนุ่ม ริมฝีปากหยักได้รูปที่มักแย้มรอยยิ้มยียวนกวนโทสะมอบจุมพิตที่เจือไปด้วยกลิ่นสุราแสนเย้ายวนหนักหน่วงให้ก่อนที่ใบหน้ากร้านจะเคลื่อนตัวลงบรรจงนาบลงลากไล้สร้างรอยแดงสีกลีบกุหลาบบนผิวขาวสะอาดตีตราความเป็นเจ้าของเรือนร่างนี้ มือหนาฟอนเฟ้นปลุกเร้าทุกจุดกระสันบนกายขาวจนคนที่ถูกทาบทับอยู่เบื้องล่างต้องบิดเร้าครวญครางออกมา

แม้จะรู้สึกผิดบาปทว่าร่างกายของมนุษย์นั้นกอปรก่อขึ้นมาด้วยความกิเลสราคะหยาบโลน ร่างกายที่ห่างหายจากรสชาติกฤษณาแสนเย้ายวนมานานไม่อาจต้านทานคลื่นความปรารถนาที่เอ่อล้นออกมาและต้องการได้รับการเติมเต็ม มือเรียวขยุ้มจิกทิ้งผืนผ้าที่รองรับร่างกายของตนเองไว้อย่างรุนแรงเมื่อช่องทางคับแคบถูกปลายนิ้วสากระคายรุกรานเข้ามาพร้อมทั้งมือหนาที่ค่อยๆลงน้ำหนักลูบไล้หยอกล้อสัดส่วนสงวนด้านหน้าที่แข็งขืนและสั่นระริกของเขาเอาไว้ คมฟันขบเม้มกลีบปากล่างที่บวมช้ำจากจุมพิตสะกดกลั้นเสียงตัวเองเอาไว้ในลำคอ

เนตรสีอำพันสะท้อนแววตารื่นรมย์ยามที่จับจ้องดวงหน้าของคนที่ถูกกดตรึงร่างกายไว้ใต้ร่างกำยำของตนเองที้กำลังบิดเร้าด้วยเปลวเพลิงราคะ เรียวลิ้นตวัดเลียริมฝีปากของตนเองอย่างนึกสนุกก่อนฝ่ามือหนาที่กอบกุมความชูชันของกายเพรียวไว้จะยิ่งลงน้ำหนักสาวรูดรั้งขึ้นลงถี่รัวจนหยาดหยดข้นเหนียวสีใสค่อยๆเอ่อท้นออกมาจากปลายยอดที่ถูกหยอกเอินแปรเปลี่ยนเป็นธารของเหลวสีขาวขุ่นทะลักทลายออกมาเปรอะเปื้อนหน้าท้องที้มีลอนกล้ามเนื้อปรากฎชัดเจน

เสนาบดีใหญ่ของจักรวรรดิหัวเราะน้อยๆก้มมองดูร่างกายของผู้บัญชาการกองทหารนับพันในกำมือแต่กลับถูกเขาปั่นป่วนจนอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงอยู่ใต้ร่างตนเองเช่นนี้ ปลายนิ้วตวัดกวาดเก็บความเปียกชื้นที่กายโปร่งปลดปล่อยออกมามากมายขึ้นมา รอยยิ้มท้าทายคลี่ประดับบนใบหน้ากร้านก่อนที่เจ้าตัวจะจงใจค่อยๆใช้ลิ้นบรรจงลากเลียดูดซับหยาดสีขาวของอีกคนบนนิ้วของตัวเองให้อีกฝ่ายได้เห็น อดีตเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ถึงกับหน้าร้อนวาบด้วยความสะท้านอาย ตาคมสองสีไม่อาจทนมองภาพตรงหน้าจนต้องเอียงหลบลงกับหมอนเนื้อนุ่มที่เอนอิงอยู่

“ฝ่าพระบาท…” น้ำเสียงทุ้มลึกเอ่ยอย่างนุ่มนวลพลางเอื้อมมือลงมาพลิกใบหน้าของคนที่นอนอยู่เบื้องล่างให้กลับมาสบตาตนเอง

“…มันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย” อาร์ดีนโน้มกายลงกระซิบที่ข้างใบหูแดง รอยยิ้มหวานผสมผสานวาจาปีศาจราวกับกับดักแสนหวานที่ล่อลวงคนฟังให้ลุ่มหลงและเผลอไผลจนไม่ทันระวังระไวตนเอง

“เพราะเรื่องที่น่าอายกว่านี้มันเพิ่งจะเริ่มขึ้นเองนะ!” 

สะโพกตึงแน่นถูกจับยึดไว้มั่นก่อนที่ช่วงเอวหนาจะบดเบียดแทรกเข้ามาตรงกลาง ส่วนแข็งขืนแตะเหนือปากทางที่ถูกหยอกเอินก่อนะสอดใส่รุกรานเข้าไปอย่างไม่รั้งรอ เรวุสสะท้านเฮือกทั้งร่างกายเมื่อต้องรองรับการเบียดแทรกกายเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว เสียงครางด้วยความเจ็บลอดออกมาจากริมฝีปากแดงช้ำที่สั่นระริก มือขาวแทบจะฉีกกระชากผ้าที่ขยุ้มไว้ในมือตนเองออกเป็นชิ้นๆ

แม้ว่าความคับแน่นของช่องทางที่ไม่ได้ถูกใช้งานมานานจะทำให้สิ่งแปลกปลอมที่บดเบียดเข้ามายังเดินหน้าเข้าไปได้ไม่หมดแต่ร่างสูงกำยำกลับคำรามออกมาด้วยความพึงพอใจ สะโพกหนาลองค่อยๆขยับตัวออกมาแล้วกระแทกกลับเข้าไปเป็นจังหวะเชื่องช้าเนิบนาบเพื่อรอให้ร่างกายของอีกฝ่ายได้ปรับตัวได้ มือหนาช่วยฟอนเฟ้นเรือนกายปลุกเร้าอารมณ์กฤษณาให้ยิ่งบ้าคลั่ง ร่างโปร่งโยกคลอนไปมาตามแรงกระทั้นที่กายสูงใหญ่เป็นคนนำเกมจนแทบถอยร่นไปติดกับหัวเตียงกว้าง

ความดึงดันบวกกับความเพียรพยายามหลายครั้งของฝ่ายที่รุกรานในที่สุดของประสบผลสำเร็จ ในที่สุดร่างสูงใหญ่ก็สามารถสอดแทรกตนเองเข้าไปในกายขาวที่นอนรองรับอยู่เบื้องล่างได้ทั้งหมด แต่มันต่องแลกเปลี่ยนมาด้วยหยาดเลือดสีแดงสดที่หลั่งหยดออกมาจากจากช่องทางที่ถูกบดเบียดจนฉีกขาด ผืนผ้าสีขาวบนเตียงกว้างดูดซับโลหิตเอาเป็นจุดสีคล้ำ

ความรู้สึกอึดอัดปั่นป่วนไปทั่วในช่องท้องของเรวุส  เขาอยากจะบอกให้คนที่กดทับอยู่เหนือร่างของตนเองให้รั้งรอก่อนแต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่สนใจ สะโพกหนาเริ่มขยับเคลื่อนไหวถอนกายออกมาจากส่วนลึกแล้วสอดใส่กลับเข้าไปอย่างรุนแรง ไม่ใส่ใจและไม่ผ่อนปรนต่อเสียงครางอย่างเจ็บปวดของกายขาวที่บิดเร้า 

“คืนนี้ฝ่าพระบาทเป็นของข้า” เสียงทุ้มลึกหัวเราะเบาๆที่ข้างใบหูก่อนฟันคมขะแกล้งขบกัดหยอกล้อเนื้ออ่อนแรงๆ

“….ฉันไม่ได้…เป็นของ…ของใคร!!” ถ้อยคำปฏิเสธตะกุกตะกักขาดเป็นห้วงๆเรียกหัวเราะรื่นรมย์ให้ยิ่งดังขึ้น

“ถ้าเช่นนั้นก็อีกไม่นานหรอกฝ่าบาท”

:

:

:

——————————————————————

[ TBC ]

.

.

.

(ขอพ่นไฟหน่อยค่ะ บท…นี่ทำไมแต่งยากแบบนี้ คนเขียนจะร้องไห้!!!!! : จากใจคนเขียนที่ไม่เก่งเขียนบทรักและไม่เก่งเขียนอะไรเลย)

Advertisements

One thought on “[Fan Fiction] Final Fantasy XV – Distain_Part III

  1. กรี๊ดดดดดดดด และข่วนมือถือรัวๆตอนอ่านจบ ตั่ยแล้วววววจะเป็นของใครอะไรยังไงนี่มันแบบ โอ้ยยยยยยยยย (โดนคนเขียนโบกข้อหาพูดไม่รู้เรื่อง) ชอบอ่าาาา ทำไใอาร์ดีนช่างกวนและเซ็กซี่ในเวลาเดียวกัน เหมือนหมาป่าจะขย้ำแกะน้อยอันแสนบริสุทธิ์ (โดนบ้องหูเรียกสติอีกรอบ) ทำไมถึงฟินอย่างนี้ฮรื้อออออออออ

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s