[SF][K Project][MikoRei] – Magnet

(แฟนฟิคชั่น K Project นี้เราแต่งลง Exteen ไว้นานหลายปีแล้วค่ะ พอดีเราเพิ่งได้ข่าวว่า Exteen มีปัญหาโดเมนหมดอายุทำให้ผู้ใช้เข้ากันไม่ค่อยแล้ว เลยอยากค่อยๆโอนย้ายฟิคเก่าๆของตัวเองมาเก็บสำรองไว้ที่นี่ เนื่องจากไฟล์ต้นฉบับของฟิคพวกนี้สูญหายไปตอนคอมเราโดนไวรัสค่ะ)

Title: Magnet

Fandom: K Project

Author: Sarelrus Revena

Paring: Suoh Mikoto x Munakata Reisi

Genre: A/U, Song, Romance, Angst, Drama

Song: Magnet – Hatsune Miku & Megurine Luka

[ Credit translated lyrics: http://jelphyr.exteen.com/20091013/vocaloid-magnet ]

Rating: NC-13

Summary: ความรักของเราเหมือนแม่เหล็ก…ทั้งดึงดูดซึ่งกันและผลักไสออกจากกัน

 

{ MAGNET }

.

.

คำว่า “ราชา” ทุกคนล้วนแต่หมายปองและใฝ่ฝันถึงด้วยความอยากได้อยากมีตามกิเลสของความเป็นมนุษย์ เพราะคำว่าราชานั้นเต็มไปด้วยความสูงส่ง ความสง่างาม อำนาจและลาภยศที่พรั่งพร้อมไปด้วยบริวาร

ทว่าตำแหน่งราชานั้นยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์ตัวเล็กๆเพียงลำพังจะสามารถแบกรักความหนักหน่วงไว้บนบ่าทั้งสองของตัวเองได้ เมื่อปุถุชนทั่วไปได้ฝืนกฎของธรรมชาติและสถาปนาราชาของตัวเองขึ้นมา ความหนักหนาทั้งหมดมวลจึงล้วนตกอยู่กับผู้ที่ถูกเลือกขึ้นมา…ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม

ผู้ที่ถูกเลือก ผู้ที่เพรียบพร้อม ผู้ที่สามารถ ผู้ที่เก่งกาจ ผู้ที่ฉลาดปราดเปรื่อง ล้วนแต่คำที่มนุษย์ทั่วไปต่างเรียกขานผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นกษัตริย์ ผู้ที่เป็นดั่งจุดศูนย์กลางของอำนาจอันทรงพลัง ผู้ที่เป็นที่รักและเทิดทูนของผู้อื่น หากแต่บางครั้งก็อาจจะหลงลืมไปว่าราชันย์ก็มาจากปุถุชนคนธรรมดาเช่นเฉกเช่นเดียวกับบุคคลอื่นๆ

รัก โลภ โกรธ หลง กิเลส ราคะ และตัณหายังคงมีอยู่ในตัวของราชาทุกคน ทว่าเมื่อต้องยืนอยู่ในจุดที่สูงสุดกว่าคนอื่นแล้วย่อมไม่อาจทำตามที่ใจต้องการได้ หน้าที่และความหนักหนาของพลังนั้นบีบบังคับให้ราชาทุกคนต้องทำในสิ่งที่แม้ตนเองไม่ปรารถนา ต้องแบกรับภาระนั้นและฝ่าฟันอุปสรรคทั้งมวลไปเพียงลำพัง…ถึงจะมีผู้คนรายล้อมนับพันนับหมื่นแต่ “ราชา” ก็ยังเป็นบุคคลที่โดดเดี่ยวและน่าสงสารที่สุด

ด้วยเหตุนี้จึงมีประโยคที่ว่า ผู้เป็นราชันย์จะมีพลังในการดึงดูดต่อราชันย์อีกคน…เพราะทั้งสองคนนั้นจะเป็นคนที่เข้าใจความรู้สึกของกันและกันมากที่สุด

細い火が 心の端に灯る

เปลวไฟริบหรี่แผ่วเบา จุดติดลุกขึ้นที่ปลายเสี้ยวของจิตใจ

いつの間にか燃え広がる熱情

และลามไหม้เป็นความรู้สึกเร่าร้อนแผ่ซ่านไปทั่วโดยไม่รู้ตัว

私の蝶 不規則に飛び回り

ผีเสื้อของฉันขยับกายบินไปรอบๆอย่างไร้ทิศทางไม่อาจควบคุม

あなたの手に鱗粉を付けた

และได้โปรยผงปีกติดทิ้งร่องรอยไว้ที่มือของเธอ

ความสัมพันธ์ของเรานั้นราวกับลมพายุ ต่างฝ่ายต่างเป็นตาพายุ เป็นจุดศูนย์กลางท่ามกลางผู้คนมากมายที่รายล้อม

เราทั้งสองคนนั้นแตกต่างกันประหนึ่งขั้วโลกเหนือและขั้วโลกที่ไม่มีวันจะสามารถมาบรรจบกันได้

ดวงตาสองคู่ที่เผลอสบประสานกันโดยที่ไม่ตั้งใจ อเมทิสต์คู่สวยที่หลบเร้นอยู่ใต้แว่นเปลือยกรอบที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของนักคิดและความเฉลียวฉลาดนั้นเบิ่งกว้างเล็กน้อยยามที่จ้องปะทะเข้ากับอำพันคู่เรียวที่หรี่มองมา คิ้วเข้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าคมสันนั้งมุ่นเข้าหาดูเหมือนจะเป็นคนใจร้อนและหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา ทว่าก่อนที่จะได้คิดหรือพูดอะไรออกมาร่างโปร่งบางกลับเป็นฝ่ายหลุบตาหนีไปแทน สองร่างเดินสวนกันอยู่บนทางเดินของโรงเรียนมัธยมปลาย ท่ามกลางเสียงดังโหวกเหวกแอะอะกันอย่างร่าเริงของกลุ่มเด็กนักเรียนที่พากันจับกลุ่มเดินกันเป็นจำนวนมากตามสองร่างไป

มุนาคาตะ เรย์ชิอยู่ท่ามกลางกลุ่มนักเรียนชายและหญิงมากมายที่รุมล้อมหน้าหลังด้วยประกายตาชื่นชม ร่างสูงโปร่งโดดเด่นกว่าคนอื่นด้วยความสูงถึง 185 เซนติเมตรอยู่ในชุดนักเรียนที่สะอาดเรียบร้อยถูกต้องตามระเบียบโรงเรียนทุกประการ ดวงหน้าเรียวเข้ารูปล้อมกรอบด้วยเส้นไหมสีดำขลับ นัยเนตรสีม่วงสว่างที่อยู่ใต้แว่นตานั้นมีแววช่างคิดและสุขุมแฝงไว้ ท่วงท่าทุกอย่างดูสุภาพนุ่มนวลและติดตาตรึงใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็น

สุโอ มิโคโตะเดินดุ่มๆอยู่ในกลุ่มเด็กหนุ่มท่าทางก๋ากั๋นที่มีเด็กสาวปะปนอยู่บ้างกลุ่มใหญ่ ร่างหนาสูงใหญ่โดดเด่นไม้แพ้กันแม้จะอยู่ท่ามกลางกลุ่มเด็กนักเรียนที่แต่งกายคล้ายคลึง สิ่งที่แตกต่างและแปลกแยกมากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นเส้นผมสีแดงเพลิงทรงยุ่งเหยิง เนตรสีทองเป็นประกายเหนื่อยหน่ายแต่ซ่อนไว้ซึ่งความอันตราย เอกลักษณ์อีกอย่างก็คือการแต่งกายที่ไม่เรียบร้อยเท่าไรของเจ้าตัว ไม่ว่าจะเป็นการไม่ยอมผูกเนคไท ติดกระดุมเสื้อไม่ถึงปก และไม่ใส่ชายเสื้อเข้าไปในกางเกง

ถ้าจะเปรียบเทียบมุนาคาตะ เรย์ชิคือภาพลักษณ์ของเจ้าชาย ด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนและอบอุ่นประดับอยู่ตลอดเวลา ถ้อยคำที่เจรจาก็เป็นคำที่สุภาพและสละสลวยทำให้มุนาคาตะเป็นที่นิยมและชื่นชอบของเหล่าอาจารย์ยิ่งนัก ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับสุโอ มิโคโตะที่มีภาพลักษณ์ไม่ต่างอันธพาลจอมหาเรื่องที่ไม่ว่าอาจารย์คนไหนก็พากันส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ

พวกเราสองคนนั้นต่างกันในทุกๆด้านราวกับอยู่คนละขั้วของแม่เหล็ก

絡み合う指ほどいて 唇から舌へと

คลายนิ้วที่เกาะเกี่ยวกันเข้าไว้ออก ลากไล้จากริมฝีปากเรื่อยลงสู่ปลายลิ้นนุ่ม

許されない事ならば 尚更燃え上がるの

ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจได้รับการยอมรับ ก็กลับทำให้รู้สึกร้อนรุ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก

เคยมีคนกล่าวไว้ว่าเพราะมนุษย์เรานี้เกิดมาไม่สมบูรณ์พร้อมเราจึงพยายามออกตามหาสิ่งที่ขาดหายไปจากคนอื่นเพื่อมาทดแทนกันนั้นคือสาเหตุที่ว่าทำไมคนขาวถึงชอบคนดำ คนผอมรักคนอ้วน คนสวยเลือกที่จะแต่งงานกับคนที่ขี้เหล่

เพราะนั้นคือคู่ของสิ่งที่ช่วยเติมเต็มชีวิตของกันและกัน

“ผมบอกกี่ครั้งแล้วครับว่าให้ผูกเนคไทดีๆ” ร่างโปร่งบางเอื้อมมือมาคลี่ปมเนคไทที่พันไว้อย่างยู่ยี่ไร้ระเบียบบนคอเสื้อของคู่สนทนา ดวงตาคู่สวยใต้แว่นไร้กรอบหลุบลงมองแถบผ้ายาวที่ตนเองกำลังสาละวนจัดการ

“นายนี่จู้จี้น่าเบื่อจริงๆ” แต่ร่างสูงใหญ่กลับกระตุกยิ้มเหนื่อยหน่าวราวกับสิ่งที่คนตรงหน้าทำช่างไร่สาระเหลือเกิน

“ถ้าไม่อยากให้ผมจู้จี้ก็เลิกทำตัวแบบนี้สักทีสิครับ”

“…”

“เดี๋ยวก็มีเรื่องทะเลาะกับคนอื่น เดี๋ยวก็แต่งตัวผิดระเบียบ คุณนี่มันเหลือเกินเลย…ผมไม่ใช่แม่ของคุณนะครับ”

เสียงทุ้มบ่นหึ่งๆอย่างเหลืออดเหมือนหมีกินผึ้งแต่มือก็ยังวุ่นวายกับการจัดระเบียบเครื่องแต่งกายให้กับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นอันธพาล แม้ปากจะบ่นว่าตัวเองไม่ใช่แม่ของเขาแต่ความเอาใจใส่ทุกอย่างนั้นช่างไม่แตกต่างเสียจริงๆ

หากสิ่งที่มุนาคาตะ เรย์ชิขาดหายไปคือขั้วในด้านการแสดงออกอย่างรุนแรงและป่าเถื่อนและสิ่งที่สุโอ มิโคโตะขาดไปคือความเป็นระเบียบแล้วละก็ นั่นก็พอจะเป็นสาเหตุที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมมุนาคาตะถึงได้พยายามวนเวียนมาอยู่ใกล้ๆสุโอและทำไมสุโอถึงสนใจมุนาคาตะ

เนตรสีอำพันเรียวก้มลงมองดูดวงหน้าขาวผ่องที่กำลังขะมักเขม้นตั้งอกตั้งใจกับการจัดแต่งชุดของคนอื่นทำเอารอยยิ้มเล็กๆจุดขึ้นโดยที่ไม่ตั้งใจ เส้นไหมสีดำขลับพริ้วล้อสายลมเบื้องหน้า กลิ่นหอมอ่อนๆที่คุ้นเคยกรุ่นมาสัมผัสที่ปลายนาสิกแผ่วเบา

ช่างน่าแปลกที่อีกฝ่ายไม่สะกิดใจสักนิดเลยหรือว่าทำไมเขาถึงได้พยายามก่อเรื่องได้ไม่เว้นแต่ละวัน มิโคโตะยอมรับกับตัวเองว่าลึกๆแล้วเขาสนุกกับการได้เห็นสีหน้าลำบากใจของมุนาคาตะเวลาที่ต้องก้าวเข้ามาช่วยจัดการปัญหาทั้งหลายที่เขาจงใจก่อขึ้น เขาชอบเวลาที่ใบหน้านวลนั้นบึ้งตึง ดวงตาสีม่วงกรุ่นเข้มด้วยไอโทสะยามที่จ้องมองมาที่เขาพร้อมกับกลีบปากบางสีกุหลาบอ่อนที่มักบ่นพรรณามากมาย

ปากร้ายแต่ใจดีสินะ

เรย์ชิแอบเหลือบมองรอยยิ้มที่ระบาย ประกายตามีร่องรอยตำหนิเรืองๆอยู่ชัดเจนแต่กลับทำให้คนที่เป็นฝ่ายทำผิดเค้นยิ้มเยาะมากขึ้นราวกับถูกอกถูกใจ

抱き寄せて欲しい 確かめて欲しい

อยากจะให้เธอโอบกอดฉันรวบไว้แน่นหนา อยากจะให้เธอช่วยย้ำยืนยันให้แน่ใจ

間違いなど無いんだと 思わせて

ทำให้ฉันรู้ซึ้งทีเถิด ว่าเป็นเธอจริงๆไม่ใช่ใครที่ไหน

キスをして 塗り替えて欲しい    魅惑の時に

พรมจุมพิตแสนหวานนั่น ซ้ำอีกครั้งและอีกครั้ง

酔いしれ溺れていたいの

เพราะฉันอยากจะดื่มด่ำเมามายในห้วงเสน่หานั้นเหลือเกิน

“เสร็จแล้วครับ” มือเรียวที่วุ่นวายกับการจัดการเจ้าเนคไทจอมปัญหาบนคอเสื้อละออกมา ร่างโปร่งบางเขยิบเท้าหมายจะถอยหลังออกมาเพิ่มระยะห่างแต่กลับถูกฝ่ามือหนาทั้งสองข้างเกี่ยวกระหวัดรั้งเอวบางไว้เอาแน่น สองร่างแนบชิดกันส่งผ่านไอร้อนของร่างกาย ริมฝีปากร้อนคลอเคลียอยู่ตรงใบหูก่อนจะขบเม้มลงไปเบาๆประหนึ่งหยอกล้อ

“กรุณาเอามือเอาไปด้วยครับ” เรย์ชิเอ่ยเสียงต่ำเมื่อฝ่ามือหนาเริ่มเคลื่อนลงไปต่ำกว่าเดิม

“หือ” เสียงเอื่อยเฉื่อยตอบรับเบาๆในลำคอแต่มือจอมซุกซนนั้นยังคงเลื่อนลงไปแถวๆบั้นท้าย

“คุณนี่ลามกนะ…อ๊ะ…”  ใบหน้าขาวเริ่มขึ้นสีระเรื่อ เสียงพูดสะดุดขาดไปเพราะร่างสูงที่โอบรั้งเอาไว้จงใจกดลากลิ้นชุ่มชื้นตรงบริเวณเนื้ออ่อนหลังใบหูซึ่งเขารู้ดีว่านั้นเป็นจุดอ่อนที่จะทำให้คนจอมดื้อด้านในอ้อมแขนอ่อนแรงได้เร็วที่สุด

“หึ” ดวงตาสีทองจ้องมองดวงหน้าขาวที่กำลังร้อนฉ่าเหมือนมีเหล็กนาบไฟมาลนอย่างสนุกสนานก่อนจะค่อยๆเลื่อนฝ่ามืออุ่นของตัวเองสอดเข้าไปใต้เสื้อนักเรียนของอีกฝ่าย ไอร้อนที่รุนแรงจากร่างหนาส่งถ่ายลงบนผิวขาวนวลทุกตารางนิ้วที่เขาสัมผัสผ่าน เสียงร้องเบาๆอืออาในลำคอของคนที่พยายามกดริมฝีปากตัวเองกับหลังมือเพื่อเก็บเสียงครางไว้อย่างไม่ยอมแพ้

“สะ สุโอ…อ่ะ”

เราทั้งสองคนต่างกันจนไม่น่าจะจะมาบรรจบกันได้ คนหนึ่งช่างเคร่งครัดเจ้าระเบียบแต่อีกคนก็แสนสบายตามแต่ใจตนเอง ภาพลักษณ์ที่แตกต่างราวกับคนละขั้วเช่นนี้ไม่น่าจะทำให้เราทั้งสองคนรู้สึกดึงดูดใจกันได้มากขนาดนี้ แม้เรย์ชิและมิโคโตะต่างพยายามพร่ำบอกกับตนเองมันก็แค่เกมเล่นสนุกของวัยคึกคนองที่อยากรู้อยากลองในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย หาใช่ความสัมพันธ์ผูกพันทางใจ แต่อะไรบางอย่างกลับทำให้เราทั้งสองรู้สึกราวกับว่าไม่อาจปล่อยมือไปจากกันได้

ไม่ใช่ทั้งเพื่อน ไม่ใช่ทั้งคนรัก

ความรู้สึกแปลกประหลาดนี้ที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้นี้พวกเขาเองก็ไม่รู้จะตั้งชื่อมันว่าอะไรดี

“มุนาคาตะ..” มิโคโตะขยับใบหน้าคมสันของตัวเองเข้าไปใกล้เจ้าของชื่อที่เขาเรียก ดวงตาสองคู่สบประสานกันนิ่งนาน

“จูบได้ไหม?”

เรย์ชิเสตาหลบไปด้านข้างพร้อมกับสีเลือดที่ขึ้นซับเต็มไปใบหน้า ริมฝีปากล่างถูกขบกัดเบาๆเพื่อข่มความอายที่แข่งกันปะทุขึ้นมา แถมก้อนเนื้อเจ้ากรรมในอกนั้นก็เต้นแรงและเร็วราวกับจะหลุดออกมาให้ได้ ส่วนมิโคโตะเองก็มองนิ่งไม่ยอมพูดจาใดๆเหมือนจะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามกดความอายของตัวเอง

กลีบปากบางที่เริ่มบวมแดงน้อยๆจากการขบเม้มค่อยๆเคลื่อนเข้ามาประกบแนบสนิทกับริมฝีปากร้อนของร่างสูงใหญ่ เรียวลิ้นอ่อนชื้นเคลื่อนไหวไปมาอย่างไม่ประสีประสาก่อนจะถูกรุกรานอย่างหนักด้วยลิ้นหนาที่จู่โจ่มเข้ามา หยาดน้ำเอ่อไหลออกมาจากมุมปากที่ประกบกัน ร่างโปร่งในอ้อมแขนออกอาการหอบหายใจและพยายามดิ้นยุกยิกเพื่อจะขยับแยกตัวออกมาแต่กลับถูกทอ่นแขนที่กำยำกว่าดึงรั้งตัวไว้ มิโคโตะเลื่อนมือขึ้นมาประคองไว้ที่ท้ายทอยเป็นการปิดกั้นหนทางเบี่ยงหนีของคนในอ้อมอกของตนเองอย่างสิ้นเชิง

ความลับเล็กๆของเราสองคนที่ไม่มีใครรู้

束縛して もっと必要として

รัดรึงตัวฉันเอาไว้สิ โหยหาให้มากขึ้นอีกสิ

愛しいなら執着を見せつけて

แสดงออกมาให้ฉันได้เห็นและรับรู้ถึงความรู้สึกรักที่สลักอยู่ในใจ

「おかしい」のが たまらなく好きになる

แล้วเธอก็จะติดใจ [ ความรู้สึกแปลกใหม่ ] นั้นจนไม่อาจทานทน

行けるトコまで行けばいいよ

ปลดปล่อยอารมณ์ให้เตลิดไปเท่าที่ใจต้องการเถิด

มิโคโตะกำลังเอนหลังพักผ่อนอยู่ใต้ร่มใหญ่ แสงอาทิตย์ยามใกล้อัสดงสีส้มทองอาบไล้ไปทั่วบริเวณและเกิดเงามืดสีดำตกทอดไปด้านหลัง ใบหน้าคมสันที่กำลังหลับตานิ่ง เสียงลมหายใจสม่ำเสมอกับจังหวะการสะท้อนขึ้นลงของแผ่นอกแกร่ง สายลมอ่อนที่พัดโชยมาทำให้เกิดความเย็บสบายสัมผัสต้องกับเส้นผมสีเพลิงที่ยุ่งเหยิงไร้ระเบียบตามเคย เรียกรอยยิ้มน้อยๆบนเรียวปากบางให้ผุดขึ้นยามที่นึกเปรียบเทียบกับร่างตรงหน้ากับภาพในความทรงจำของตนเอง

ร่างสูงโปร่งยังคงดูโดดเด่นไปเปลี่ยนทว่าคราวนี้กลับไม่ได้อยู่ในชุดนักเรียนมัธยมปลายแต่กลับกลายเป็นเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มตัวยาวกับรองเท้าบูทสีดำสูงถึงเข่า ใต้เข็มขัดด้านซ้ายมือมีดาบยาวที่ซุกซ่อมคมไว้ในฝักห้อยอยู่

วันนี้เขาไม่ได้เป็นแค่เด็กนักเรียนมัธยมปลายธรรมดา แต่เขาเป็นถึงหัวหน้าหน่วย SCEPTER 4 และราชาผู้ครอบครองพลังสายฟ้า ไม่ต่างอะไรกับคนเบื้องหน้าของเขาที่ไม่ใช่นักเรียนจอมเกเรชอบหาเรื่องอีกต่อไป เพราะมิโคโตะเองก็เป็นราชาสีแดงผู้ครองพลังแห่งอัคคีเช่นกัน

สุดท้ายแล้วเราทั้งสองคนนั้นก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง…

ดวงตาสีม่วงสว่างหลุบลงเล็กน้อยเหมือนตัดใจก่อนจะหมุนกายหันหลัง ขาวเรียวยาวก้าวออกเดินไปหากว่าไม่มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลังเสียก่อนที่ทำให้เขาต้องชะงักร่างกายเอาไว้

“ใจคอไม่คิดจะทักทายกันหน่อยหรือไง?” สุ้มเสียงเรียบเรื่อยไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก แต่ในน้ำเสียงนั้นดูเฉยชาและทรงอำนาจมากขึ้นแต่ก่อน คนที่ถูกเรียกถอนหายใจออกมาเบาๆอย่างไม่มีทางเลือกก่อนจะผินหน้ากลับไปมองคนที่ตอนแรกคิดว่าหลับสนิทอยู่

“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งครับ” รอยยิ้มบางๆประดับบนเรียวปาก ใบหน้าสวยที่ไม่ได้เห็นหลังจากเจ้าตัวเอ่ยปากบอกว่าเองว่าจะไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยในโตเกียวหลังจบมัธยมปลาย

“นายนี่เอง…ราชาสีน้ำเงิน” ร่างหนาขยับลุกขึ้นนั่ง ดวงตาสีอำพันเรียวจ้องมองมาอย่างเย็นชา

“คุณเองก็เป็นราชาสีแดงไม่ใช่หรอกครับ” เสียงทุ้มเรียบๆเอ่ยย้อนกลับไปอย่างสุภาพ

“ก็พอรู้แล้วว่าหินนั้นเลือกราชาสีน้ำเงินได้แล้ว…แต่ไม่คิดว่าเป็นนาย”  เรย์ชิเบิ่งตากว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ อาจเพราะอีกฝ่ายได้รับพลังและตำแหน่งราชาก่อนเขา จิตวิญญาณของร่างสูงที่เชื่อมต่อกับแผ่นศิลาราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้วทำให้รับรู้ความเคลื่อนไหวได้ก่อนคนอื่นก็เป็นได้

“ไม่ทราบว่าเด็กผู้หญิงคนนั้น…เป็นยังไงบ้างครับ”

“แอนนานะหรอ?” เรย์ชิพยักหน้ารับ “ แอนนาสบายดี ตอนนี้ค่อยๆแข็งแรงขึ้นแล้วทาทาระคอยดูแลเธออยู่ไม่ห่าง”

“…งั้นหรอครับ”

迷い込んだ心なら 簡単に融けてゆく

ความรู้สึกสับสนหวั่นไหว ถูกหลอมละลายหายไป

優しさなんて感じる暇など 無い位に

ในชั่ววูบที่ไม่อาจทันได้รับรู้ถึงความอ่อนหวานเสียด้วยซ้ำ

อเมทิสต์คู่งามสบประสานอำพันคู่เรียวนิ่ง ต่างฝ่ายต่างนิ่งเงียบกันไปเพราะไม่รู้ว่าจะหยิบยกประเด็นอะไรขึ้นมาสนทนาดี แต่ทั้งสองคนต่างครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องของแอนนา

สำหรับมิโคโตะแล้วแอนนาเป็นเด็กที่น่าสงสารที่ต้องมาพบเจอเรื่องเลวร้ายมากมายตั้งแต่ยังเด็ก เขาไม่นึกเสียใจเลยกับการที่เขาตัดสินใจรับแอนนาเข้ามาเป็นสมาชิกของแคลนเพราะถือว่าเป็นการปกป้องเธอจากเรื่องร้ายๆที่อาจจะตามมาภายหลังได้ตามเท่าที่เขายังมีพลังในการคุ้มครองเธออยู่ แต่นั้นก็เท่ากันเขาประกาศสงครามกับแคลนสีน้ำเงินไปโดยปริยายด้วยการชิงตัวว่าที่ราชาของพวกเขามาเช่นนี้ แต่เขาไม่รู้ว่าเรย์ชิที่ตอนนี้ได้กลายเป็นราชาสีน้ำเงินแทนแอนนาแล้วจะคิดเห็นอย่างไร

สำหรับเรย์ชิความรู้สึกที่ยากจะบอกในตอนนี้ช่างลำบากใจเหลือแสน ความสับสนมากมายประดังประเดเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อนนับแต่วินาทีที่เขาได้รับพลังมาจากศิลามา หากว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นกลายเป็นราชาองค์ใหม่ไปเสียเขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องแบกรับภาระนี้เอาไว้ แต่อีกใจหนึ่งเขาก็เชื่อว่าเขาน่าจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนหน่วยงานนี้ไปได้ดีกว่าเด็กหญิงผู้ไม่รู้จักอื่นนอกจากสีแดงคนนั้น แต่นั้นก็หมายถึงการเป็นศัตรูกันกับร่างหนาเบื้องหน้าเขาคนนี้

ต่างคนต่างมีเหตุผลและทางเดินของตัวเอง จุดหักเหนั้นต่างกันเพียงเส้นด้ายที่ขวางกั้นหากแต่ยุ่งยากและลำบากใจยิ่งนักที่จะกล้าก้าวข้ามเส้นด้ายนั้นไป ทั้งสองต่างจมอยู่ในห้วงความคิดของตนเองก่อนที่เรย์ชิจะเอ่ยขึ้นก่อน “…สุโอถ้าผมเลือก”

“นายเลือกไปตามทางนาย…ฉันก็เลือกไปตามทางของฉันเถอะ”

“คุณ…โกรธหรอครับ?” ร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่เอ่ยอย่างลังเลใจ

มิโคโตะระบายลมหายใจออกมายาวๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองใบหน้าขาว “ไม่มีเหตุผลที่จะต้องโกรธ ในเมื่อศิลาเลือกนายก็แสดงว่านายเหมาะสม”

น้ำเสียงที่พูดประโยคนั้นช่างเรียบเรื่อยราวกับไร้ชีวิต ก้อนเนื้อที่เต้นอยู่กลางอกของเขาสั่นไหวกับคำพูดว่างเปล่าเช่นนั้น ร่างโปร่งในชุดเสื้อคลุมตัวยาวค่อยๆเดินขยับเข้ามาใกล้ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนพื้นด้านข้างร่างหนา

“ผมไม่ได้อยากเป็นราชา” เรย์ชิจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคู่สนทนาเพื่อยืนยันความรู้สึกของตัวเอง

“แต่นายก็เลือกไม่ได้ ฉันก็เลือกไม่ได้”

มิโคโตะปรับน้ำเสียงในอ่อนลงยามที่มองเห็นแววความหวั่นไหวน้อยๆที่ร่างบางด้านข้างพยายามฝังกลบไปจากประกายตาของตัวเอง ศีรษะทุยปกคลุมด้วยเส้นไหมสีดำขลับสวยเอนอิงลงกับบ่ากว้างเมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น

“ผมกลัว…กลัวเหลือเกิน” เรย์ชิได้แต่เพียงคิดแต่ไม่กล้าพูดออกไป

ฝ่ามือใหญ่ที่ยังคงอบอุ่นไม่เปลี่ยนแปลงยกขึ้นมาลูบไล้เรือนผมสีดำที่อิงอยู่บนบ่าของตนเองพร้อมเสียงถอนหายใจดังๆ

เขารู้ดีว่าการเป็นราชานั้นหนักหนา ทุกสายตาของสมาชิกในแคลนต่างจับจ้องมาที่ราชันของตนเองด้วยความรัก ความเคารพ เทิดทูนบูชา แม้ว่าเขาจะเพิ่งได้รับตำแหน่งมาไม่นานแต่เขาก็รับทราบดีถึงความคาดหมายที่ทุกคนต่างหวังไว้ผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นราชาของตนเอง เขารู้ดีว่าความอ่อนแอเพียงเล็กน้อยจะเป็นหนทางไปสู่ความหายนะ

การเป็นราชานั้นไม่สามารถใช้ความรู้สึกตัดสินใจได้ เพราะเพียงคำพูดเดียวของตนเองอาจพาคนของตนเองได้สู่ความตายได้อย่างง่ายดาย แม้ไม่ได้อยากอยากเป็นแต่เมื่อได้รับมอบหมายตำแหน่งนี้มาแล้วก็คงเหลือหนทางเพียงอย่างเดียวคือการเป็นผู้ถือท้ายหางเสือเรือลำนี้และนำพานาวานี้ไปสู่ฝั่งหมายที่วางไว้ในจงได้ แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าตัวเองช่างอ่อนแอเหลือเกิน แม้ตั้งใจไว้แล้วว่าก่อนเจอมิโคโตะจะไม่แสดงออกเช่นนี้แต่เมื่อได้มาอยู่ใกล้ชิดเช่นนี้ดูเหมือนความตั้งใจทั้งหมดที่วางไว้จะพังทลายลงไปจนหมด

ไออุ่นที่โอบกอดไว้อย่างนุ่มนวลนี้…ช่างน่าลุ่มหลงและเสพติด

ใบหน้าคมโน้มลงมาคลอเคลียใกล้ยิ่งทำให้หวนระลึกถึงเรื่องเก่าๆ  กลีบปากสีกุหลาบอ่อนค่อยๆแนบประกบเข้ากับริมฝีปากอุ่นเปิดรับลิ้นหนาที่รุกเข้ามากวาดต้อนริมรสความหวานละเลียดที่ห่างหายไปนาน ปลุกเร้าความเร้าร้อนในอดีตที่เริ่มเลือนรางให้กับมาแจ่มชัดอีกครั้ง ช่วงแขนยาวเพรียวใต้เสื้อคลุมสีน้ำเงินยกขึ้นโอบรอบและเหนี่ยวรั้งอีกฝ่ายให้ลงแนบชิด สองร่างเสียดสีกันไปมาอย่างร้อนแรงแม้จะมีเสื้อผ้าเป็นปราการขวางกั้นอยู่ ร่างสูงใหญ่ตวัดพลิกร่างโปร่งกดลงบนพื้นหญ้าด้านล่างก่อนจะคร่อมทับเอาไว้อย่างว่องไว

หากคิดถึงอนาคตสักนิดพวกเขาทั้งสองไม่ควรที่จะที่จำแบบนี้ ทั้งสองฝ่ายควรแยกจากกันไปโดยไม่แตะต้องข้องแวะกันอีก หากแต่ว่าความรู้สึกที่ดึงดูดเข้ามานี้กลับยิ่งผูกมัดเอาไว้จนไม่อาจถอยกลับไปได้

เสี้ยวหนึ่งของจิตใจรู้ดีว่าควรผลักไสอีกฝ่ายออกไปแต่อีกส่วนหนึ่งกลับเลือกที่จะเหนี่ยวรั้งเอาไว้

มิโคโตะไล่ดูดซับเส้นใยบางที่ลากโยงออกมาจากเรียวปากที่เขาเพิ่งผละถอยห่างออกมาอย่างละเมียดละไม เรย์ชิเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมสันอีกฝ่ายชัดๆ ฝ่ามือเรียวที่เย็นเพราะอากาศภายนอกนั้นยกขึ้นลูบไล้แก้มของร่างสูงเบามือก่อนที่ถูกดึงไปแตะที่ริมฝีปากของอีกฝ่าย ความรู้สึกอุ่นและโหยหาวาบขึ้นในใจ

บางทีสิ่งนี้อาจจะเรียกว่า…ความรักก็เป็นได้

“มุนาคาตะ…” เสียงทุ้มลึกนั้นเลี่ยงจะเรียกขานชื่อจริงเพื่อเป็นการสร้างระยะห่าง

แม้จะรู้ตัวว่ารักแต่ก็ไม่อาจเอื้อยเอ่ยคำหวานใดๆออกไปได้ แต่หากบอกว่าให้ตัดใจก็ช่างโหดร้ายเหลือเกิน

“สุโอ…บางที” เรย์ชิพูดด้วยน้ำเสียงกดต่ำ เนตรสีม่วงชวนให้หลงใหลจับจ้องมองเข้าไปในอำพันคู่เรียวตรงหน้า

“…สักวันหนึ่งเราสองคน…อาจจะต้องฆ่ากันเองก็ได้”  มิโคโตะไม่ตอบหากแต่จ้องมองคนที่อยู่ใต้ร่างของตัวเองด้วยสายตาเศร้าๆก่อนจะโน้มศีรษะลงมาจุมพิตร่างโปร่งบาง

繰り返したのは あの夢じゃなくて

ภาพที่ฉายซ้ำกลับไปมา หาใช่ภาพฝันนั้นอีกแล้ว

紛れも無い現実の私達

แต่เป็นภาพความจริงที่แจ่มชัดของเราสอง

触れてから 戻れないと知る それでいいの

แม้รู้ดีว่าหากแตะต้องแล้วจะไม่อาจหวนกลับคืนดังเดิมได้อีก แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก

誰よりも大切なあなた

ถ้าเป็นเธอที่สำคัญยิ่งกว่าใครในโลกหล้าแล้วละก็

เส้นขอบเขตที่เราทั้งสองขีดกั้นขึ้นเพื่อรักษาระยะห่าง ต่างฝ่ายต่างไม่เคยเรียกชื่อต้นของกันและกันอีก

มิโคโตะทำหน้าที่ของราชาสีแดงผู้นำของ HOMRA ได้อย่างดี นับวันชื่อเสียงและความนิยมในตัวราชาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นในบรรดาคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีแนวความคิดอยากปรับเปลี่ยนโลกที่ตนเองอยู่ให้มีความยุติธรรมมากขึ้น คนเรานี้เป็นพวกเลือดร้อนและใจเร็วเอะอะเป็นท้าตีท้าต่อยและมักก่อปัญหาประปรายเป็นประจำซึ่งฝั่ง SCEPTER 4 เองก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อยแบบนี้เท่าไรนัก

ตอนนี้เรย์ชิเองก็ดึงความเชื่อมั่นจากสมาชิกของแคลนสีน้ำเงินได้แล้ว เขาสามารถรวบรวมกลุ่มคนที่มีความรู้และความสามารถมาเป็นพวกพ้องและจัดตั้งหน่วยงานแห่งนี้ให้เป็นระเบียบไปตามที่วางแผนไว้ งานหลักของเขาตอนนี้คือการดูแลความปลอดภัยและจัดการพวกสเตรนแปลกปลอมที่เข้ามาก่อกวนความสงบสุขของเมือง งานเอกสารของเขามีมากมายกองสุมบนโต๊ะบนวันไม่เคยขาด

เมื่อวานอาวาชิมะคุงเข้ามารายงานว่าทีม HOMRA ไปอาละวาดอยู่กลางเมืองพร้อมกับเจ้าสเตรนม้ามีปีกที่สร้างปัญหาปวดหัวให้ลูกน้องตั้งแต่ก่อนที่มันจะหลุดออกไปด้านนอกทำให้เขาต้องตัดสินใจออกไปลอบสังเกตุสถานการณ์อยู่ด้านบนพลางนึกบ่นขอบคุณเหล่าสมาชิกฝั่งสีแดงที่ขยันหาเรื่องแปลกประหลาดใส่ตัวจริงๆ เมื่อกลับที่โต๊ะก็พบว่ากองงานใหม่สุมสูงขึ้นไปอีกทบแล้วพร้อมใบหน้ายิ้มเยาะสะใจของฟุชิมิคุงที่เป็นคนเดินเอาให้ถึงที่ด้วยตัวเอง

วันนี้เรย์ชิตั้งใจจะหลบไปพักใจเงียบๆคนเดียวแต่กลับไม่คาดคิดว่ามิโคโตะจะดันเลืกร้านเดียวกับเขาเสียอีก แม้จะพยายามเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายออกไปอย่างสุภาพแต่กลับได้รับรอยยิ้มเย้ยพร้อมกับสั่งเครื่องดื่มมาแบบไฟลต์บังคับให้เขาต้องดื่มเหล้าเทอร์กี้ที่ตัวเองไม่เคยสั่งอีกด้วย

“คุณจะดื่มเหล้าแบบนั้นที่บาร์ตัวเองมากแค่ไหนก็ได้ไม่ใช่หรอครับ” ร่างโปร่งที่นั่งอยู่ข้างๆได้ทีพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าคนข้างตัวกำลังยกแก้วขึ้นจิบลิ้มรสอย่างละเมียดละไม

“ฉันจะดื่มอะไรหรือดื่มที่ไหนมันไม่ใช่เรื่องนายจะต้องมาบ่นมากเลยนะ” รอยยิ้มจุดขึ้นที่มุมปากก่อนที่จะทาบลงบนขอบแก้วบางใส

“วันนี้ไม่มากับพรรคพวกของนายแล้วหรือไงมุนาคาตะ?”

“คุณต่างหากละครับที่ไม่เห็นยกโขยงกันมา”

“…พอดีวันนี้อยากดื่มคนเดียวนะ”

ประโยคนั้นทำให้เขาที่กำลังยกแก้วขึ้นดื่มต้องชะงักไป เรย์ชิแอบปรายหางตามองดูร่างหนาด้านข้างที่กำลังนั่งอยู่บนม้านั่งทรงสูงพร้อมกับท้าวคางบนมือของตัวเองที่ยันบนเคาเตอร์อย่างเกียจคร้าน มืออีกข้างก็กำลังเขย่าแก้วเหล้าไปมาด้วยอารมณ์ใจลอย ดวงตาสีอำพันที่ที่มักมีแววตาท้าทายและเย้ยหยันคู่นั้นกำลังเหม่อมองประกายระยิบระยับของขวดแก้วเหล้าบนชั้นวางด้านหลังที่ตกประกบกับแสงสีนวลภายในร้าน

ความรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้างเหมือนจะวนเวียนอยู่ไม่ห่าง

แม้จะมีงานมากมายให้ทำและมีผู้คนมากมายรายล้อมแค่ไหน เขาก็ยังรับรู้ได้ถึงความเหงาหงอยที่โอบล้อมราชาเอาไว้ อาจต้องถูกทุกสายตาล้วนจับจ้องมาอย่างเทิดทูนเคารพและความคาดหมายอันยิ่งใหญ่ที่เป็นอยู่ทำให้ทุกคนต่างยำเกรง ไม่มีสักคนที่กล้าพูดกับราชาอย่างเพื่อนสนิท

‘บางครั้งก็เหมือนจะเข้าใจแต่ลงท้ายแล้วก็ไม่เข้าใจอยู่ดี บางครั้งเขาก็ไม่เข้าใจความคิดของสมาชิกในหน่วยตัวเองดีพอ’ มือขาวเรียวบีบก้านแก้วบางแน่นยามที่คิดเช่นนั้น

“คราวหลังก็ดื่มอยู่ที่บาร์ของตัวเองสิครับจะได้มีเพื่อน” เขาว่าเช่นนั้นก่อนจะยกแก้วเหล้าในมือของขึ้นมาดื่ม

“หือ? อะไรของนายเนี่ย” เรย์ชิที่ได้ยินคนถามแบบนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจก่อนจะแสร้งเบือนหน้าอีกทาง กลีบปากบางจรดเหนือขอบแก้วแล้วกระดกของเหลวนั้นไหลงคอจนหมดเกลี้ยง

การเป็นราชานั้นช่างอ้างว้างและเดียวดายเหลือเกิน ซึ่งเขาไม่รู้ว่ามิโคโตะเองจะรู้สึกแบบเดียวกับเขาหรือเปล่า? 

.

.

หลังจากสั่งเทอร์กี้อีกคนละแก้วมาดื่มอีกฝ่ายเงียบกริบไปอย่างน่าประหลาดทั้งๆที่เมื่อสักครู่ยังบ่นโน่นนี่อยู่เลย มิโคโตะแอบเหลือบตาไปมองร่างโปร่งด้านข้างที่วันนี้มาด้วยชุดนอกเครื่องแบบของหน่วยงาน ศีรษะกลมทุยปกคลุมด้วยเส้นไหมสีดำขลับขับเป็นประกายสวยใต้แสงสีเหลือนวลของเร้านนั้นดูโงนเงนชอบกล

อาการไม่ดีหรือเปล่า เห็นเมื่อกี้ยังพูดเหมือนว่ากำลังจะเมา? 

“นี่มุนาคาตะ…” มือหนาเอื้อมไปแตะเบาๆที่บ่าแต่กลับต้องเป็นฝ่าตกใจเองเพราะร่างโปร่งที่นั่งขนาบข้างมาตลอดดันเอนล้มมาทางเขาเสียได้ ทำเอาราชาสีแดงตั้งตัวคว้าคนที่เมาเอาไว้แทบไม่ทัน โชคยังดีที่ไม่ล้มครืนตกจากเก้าอี้ไปทั้งคู่แต่กลายเป็นว่าร่างของอีกคนนั้นเอนทับอยู่ตัวของเขาแทน

“เฮ้ออ…” เขาตีหน้ายุ่งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดันเผลอเคลิ้มหลับไปแล้ว ร่างของเรย์ชิโถมทิ้งน้ำหนักตัวลงมาใส่เต็มๆทำเอาร่างหนาไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้เลย

คงจะทำงานหนักเลยเหนื่อยมาก แถมเป็นคนคออ่อนมาแต่ไหนแต่ไรยิ่งมาเจอเหล้าดีกรีแรงๆแบบนี้เลยพาลเอาสลบเหมือดไม่มีสติไป ดีแค่ไหนที่อีกฝ่ายไม่เป็นพวกเมาแล้วโหวกเหวกโวยวาย คิดแล้วก็ระบายลมหายใจยาวๆออกมาอีกรอบ ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมสีเข้มที่ตกลงมาระข้างแก้มนวลขึ้นไปเบาๆ มิโคโตะมองดูใบหน้าคนที่กำลังหลับสนิทอยู่บ่าของเขาพร้อมรอยยิ้มน้อยๆที่ระบายขึ้นมาบนหน้าโดยที่ไม่ทันรู้ตัวเองด้วยซ้ำ

“เอ่อ คุณลูกค้าครับจะให้ผมพาท่านนี้ไปพัก…” เสียงของบริกรที่ดังขึ้นด้านข้างดึงให้เขาหันกลับไปมองคนพูด เด็กหนุ่มในชุดบาร์เทนเดอร์สีขาวดำเรียบร้อยเอ่ยอย่างนอบน้อมพร้อมกับเอื้อมมาหมายจะดึงตัวคนที่เอนอิงร่างอยู่กับเขาออกไปแต่เด็กหนุ่มคนนั้นก็ต้องชะงักมือของตัวเองไว้เมื่อเห็นแววตาเรืองๆในอำพันคู่พันที่มองตอบกลับมา

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันก็จะกลับแล้ว” สุ้มเสียงทุ้มเข้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหยิบเอาธนบัตรในกระเป๋าวางลงบนโต๊ะ “ฉันจ่ายแทนคนนี้ด้วย”

“…อะ ครับ”

มิโคโตะย่อตัวลงไปตวัดโอบอุ้มร่างของคนที่หลับไร้สติไปแล้วไว้ในวงแขน รู้สึกแปลกใจกับน้ำหนักที่ออกจะเบาไปสักนิดของคนในอ้อมอกตัวเอง ดูท่าจะไม่อีกฝ่ายจะเป็นเลือกกินไม่หายเลยทำให้ตัวเบาโหยงได้ถึงขนาดนี้

ร่างสูงใหญ่ก้าวเดินออกไปสู่ถนนภายนอก เสียงจอกแจกจอแจและความชุลมุนอย่างค่ำคืนของผู้คนมากมายที่เร่งรีบกลับบ้าน มิโคโตะขยับให้ใบหน้าของร่างโปร่งพลิกกลับเข้ามาด้านในเพื่อป้องกันสายตาจอมสงสัยขอคนอื่นๆ เรย์ชิเองก็หลับตานิ่งสนิทพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆเมื่อสัมผัสถึงไออุ่นของร่างสูงที่โอบรอบเอาไว้

ดวงตาคู่คมเหลือบลงมองสีหน้าหลับอย่างสบายใจของคนที่ตัวเองอุ้มเอาไว้เป็นระยะ ผิวอ่อนบริเวณใต้ขอบตาล่างคู่นั้นทั้งบวมและคล้ำบ่งบอกได้ว่าอีกฝ่ายนอนดึกแน่นอน ใบหน้าที่มักแฝงริ้วรอยความอ่อนล้านั้นกลายเป็นสิ่งปกติที่เขาจะเห็นสม่ำเสมอ แม้จะเป็นห่วงแต่ก็ทำได้เพียงมองดูจากระยะไกลๆเท่านั้นไม่สามารถยื่นมือเข้าไปสร้างความยุ่งยากลำบากใจ

ความรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกอะไรบางอย่างบีบรัดอยู่ในอกนี่ช่างน่าเบื่อหน่ายเสียเหลือเกิน

มิโคโตะคำรามในลำคอเบาๆด้วยความรำคาญตัวเองกับความคิดงี่เง่าไร้สาระ บางทีถ้าเขาได้สูบบุหรี่สักมวนอาจช่วยให้สมองที่ว้าวุ่นอยู่ในขณะนี้ปลอดโปร่งมากขึ้นก็ได้

แต่ปัญหาใหญ่สำหรับตอนนี้คือเขาจะสามารถพาราชาของฝ่ายตรงข้ามในอ้อมแขนตัวเองนี้ไปส่งที่ไหนได้บ้างโดยที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับทั้งเขาและเรย์เอง

“อิซูโมะ…ฉันมีเรื่องจะวานนายทำ”

夜明けが来ると不安で 泣いてしまう私に

รุ่งสางคืบใกล้เข้ามา น้ำตาฉันไหลรินด้วยความกังวล

「大丈夫」と囁いたあなたも 泣いていたの?

[ ไม่เป็นไรหรอก ] เสียงกระซิบปลอบโยนนั้นสั่นเครือ เธอก็ร้องไห้ด้วยเหมือนกันหรือ?

HOMRAกับ SCEPTER 4 สองชื่อนี้นั้นเปรียบเสมือนน้ำกับไฟหรือไม่ก็หมากับแมวนับตั้งแต่เกิดคดีของแอนนา หลายครั้งที่สมาชิกของแคลนทั้งสองสีต้องสู้กัน ทั้งมิโคโตะและเรย์ชิต้องเผชิญหน้าในการต่อสู้กันอยู่หลายหน แต่เขาไม่คิดว่าวันหนึ่งเขาจะต้องเป็นคนที่ต้องมาจับกุมราชาสีแดงเช่นนี้

“พวก SCEPTER 4 ก็มาด้วยหรอกเนี่ย…จะทำยังไงกับพวกนั้นดีละมิโคโตะ”

“เผาให้หมด”

ร่างสูงใหญ่ยังคงเอยด้วยน้ำเสียงเฉยชาและใบหน้าเยาะเย้ย เปลวเพลิงที่แดงลุกโหมขึ้นรอบตัวมิโคโตะและลามเลียกินบริเวณกว้าง ไอร้อนจัดพวยพุ่งขึ้นทำให้อากาศโดยรอบนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน กลางท้องฟ้าที่เปิดกว้างดาบขนาดมหึมาประดับอัญมณีสีโลหิตกำลังลอยคว้าง รูปร่างของดาบนั้นบิ่นและผุกร่อนจนเห็นได้ชัด

เรย์ชิโต้ตอบเปลวไฟที่พุ่งเข้ามาด้วยพลังของตนเอง ปลายดาบแหลมตวัดส่งพลังที่หมายจะทำร้ายคนของเขากลับไปหาตัวผู้ที่สร้างมันขึ้นมา แต่มิโคโตะยังคงเค้นยิ้มออกมาอย่างใจเย็น

“ผมขอจัดการเอง” ร่างโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้มก้าวออกไปด้านหน้าของแถวที่ยืนเรียงเป็นระเบียบเพื่อเผชิญหนกับราชาสีแดงผู้ซึ่งกำลังตกอยู่ในห้วงความเกรี้ยวกราดด้วยเพลิงแค้น

“ตามบทข้อบัญญัติที่120 ผมของแจ้งให้ทราบว่าคุณได้กระทำความผิดและผมมีความจำเป็นต้องควบคุมตัวให้อยู่ในการดูแลของหน่วย SCEPTER 4…คุณมีอะไรจะแก้ตัวไหมครับ?”

“ก็นะ…บังเอิญว่าฉันไม่มีเสียด้วยสิ”

“…”

“รบกวนดูแลฉันดีๆด้วยละ มุนาคาตะ”

.

.

ตั้งแต่เมื่อไรที่เขามักจะเผ้ามองไล่ตามแผ่นหลังกว้างนี้?

ดวงตีสีอเมทิสต์คู่สวยเหลือบมองร่างด้านหลังของตนเองเพียงแวบเดียว เสียงประตูของห้องขังที่ดังขึ้นทางหลังของเขาทำให้ใจของราชาสีน้ำเงินรู้สึกสะท้านไปหมด ช่างไม่ต่างกับเสียงของนักโทษที่อยู่ระหว่างการรอประหารไม่ผิดนัก

มิโคโตะปฏิเสธที่จะไม่ยอมสละตำแหน่งราชาของตัวเอง!!

ถ้าทุกอย่างยังคงเป็นแบบนี้มิโคโตะก็จะต้องตาย เรย์ชิรู้ดีกว่าใครเพราะเขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเลือกและได้รับครอบครองพลังแห่งราชันย์เช่นเดียวกัน สภาพของดาบดาโมเคลสของราชาสีแดงนั้นผุกร่อนและแตกร้าวมากขึ้นทุกวินาทีที่เวลาเดินผ่านไป ตามปกติแล้วตัวดาบนั้นจะมีการสึกหรอเสียหายไปทุกครั้งที่ราชาดึงของขุมพลังที่แฝงเร้นอยู่ในกายของตนเองออกมาเพราะการกระทำเช่นนั้นไม่ต่างกับการดึงเอาพลังชีวิตในอนาคตของตัวเองมาใช้

การจะเป็นราชานั้นจะต้องยอมทำหลายอย่าง ได้ประโยชน์หลายอย่างและยอมเสียสละหลายอย่าง!!

แต่สำหรับดาบแห่งอำนาจของมิโคโตะนั้นถือได้ว่าเสียหายเร็วกว่าปกติมากด้วยว่าพลังของสีแดงนั้นคือพลังของเปลวเพลิงที่มีความรุนแรงมากที่สุดในบรรดาพลังทั้งเจ็ด แถมมิโคโตะยังเป็นพวกใช้พลังของตัวเองอย่างพร่ำเพรื่อไม่ระมัดระวัง ยิ่งหลังเกิดเหตุน่าเศร้ากับโทสึกะแล้วอีกฝ่ายก็ยิ่งใช้ทุ่มใช้พลังของตัวเองออกค้นหาตัวฆาตกร

โทสึกะคือคนที่ตายแล้ว แต่มิโคโตะที่ยังมีลมหายใจอยู่กับเลือกที่จะใช้ชีวิตเพื่อคนตาย…ความแค้นที่หล่อเลี้ยงนี่กำลังดึงรั้งให้มิโคโตะตกลงไปในกับดับแห่งความตาย

เขายอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ก็จะพยายามยื้อเส้นฟางสุดท้ายแห่งชีวิตของมิโคโตะเอาไว้ให้ได้!!!

หยาดน้ำใสๆหยดต้องบนหลังมือขาว เรย์ชิยกมือขึ้นมาแตะดวงตาของตัวเองอย่างประหลาดใจเมื่อพบว่าสายธารใสนั้นกำลังซึมออกมาตรงหางตาของเขา

.

.

เขารู้ดีทุกอย่างถึงสภาพขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ที่แบกรับขุนพลังมหาศาลเอาไว้ แอนนาเคยบอกกับเขาครั้งหนึ่งว่าสักวันหนึ่งพลังนี้จะบดขยี้เขาให้เป็นจุลหลังจากเธอได้เห็นสภาพดาบแห่งราชันของเขา ดาบที่มีรอยบิ่นและร้าว…ซึ่งเขาเองก็ทราบดีและทำใจมาตลอดนับแต่ได้รับพลังจากศิลาแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขารับเอาสัตว์ร้ายมาไว้ในตัวเอง แม้จะพยายามกดกลั้นมากแค่ไหนแต่เขาก็รู้ดีกว่าคงมีสักวันที่ไม่สามารถบังคับเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ให้อยู่ในโอวาทได้ ไม่ว่าจะกี่ทิวาราตรีมันเผ้าจับตามองความอ่อนแอของเขา มันเตรียมพร้อมที่จะโลดแล่นอย่างอิสระเสรีทุกเมื่อ

ทุกค่ำคืนที่ผ่านพ้นไป การหลับใหลกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ภาพมายาความฝันที่มายามที่ความมืดเข้าครอบงำนั้นเริ่มต้นและจบลงด้วยสีแดงประหนึ่งโลหิตฉานทุกครั้งไป กลิ่นเหม็นไหม้ของเศษซากปรักหักพังและชิ้นเนื้อที่กลายเป็นเศษกระจุดกระจายโอบล้อมร่างของเขาไว้ รอบข้างนั้นไร้ชีวิตและคนที่เคยรู้จัก มีเพียงกลิ่นไอของความพังพินาศและความตายที่ลอบอบอวลไม่รู้จาง

จุดศูนย์กลางของความวินาศคือเขา!!!

ตัวตนที่แท้จริงของราชาสีแดงนั้นช่างไม่ต่างกับการกอดชนวนระเบิดไว้กับตัวเอง พลังของอัคคีที่ร้อนแรงและเกรียวกราดไม่ได้เผาผลาญแต่เฉพาะศัตรูของราชา หากแต่ลุกโชนและมอดไหม้ตัวราชาผู้ครอบครองมันเองด้วย

มันอาจจะถึงเวลาแล้วก็ได้…

การหนีไม่ใช่หนทางที่ดีแต่ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง เมื่อเขาเป็นได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกของ HOMRA ในฐานะของราชาแล้วเขาก็ไม่อาจทิ้งทุกคนเพื่อหนีเอาตัวรอดได้ การยอมสละทิ้งตำแหน่งเพื่อเพราะหวาดกลัวต่อความตายนั่นไม่ใช่สิ่งที่คนเป็นราชาทำ

ราชาต้องรักษาสัจจะเสมอ…

เมื่อเขารักษาคำพูดของตัวเองในตอนแรกว่าจะปกป้องและดูแลทาทาระให้ปลอดภัยไม่ได้ เขาก็ควรรักษาวาจาของตัวเองที่ว่าเขาจะล้างแค้นในกับเพื่อนและสมาชิกของคนสำคัญแคลนที่ต้องตายไปให้จงได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม แต่คำพูดของมุนาคาตะนั้นเหมือนจะทำลายความตั้งใจทั้งหมดทั้งมวลของเขาลงเสียจนหมด

“การได้รักกับนายอาจเป็นสิ่งที่ไม่น่าอภัยมากที่สุดของฉันนะเรย์ชิ”

抱き寄せて欲しい 確かめて欲しい

อยากจะให้เธอโอบกอดฉันรวบไว้แน่นหนา อยากจะให้เธอช่วยย้ำยืนยันให้แน่ใจ

間違いなど無いんだと 思わせて

ทำให้ฉันรู้ซึ้งทีเถิด ว่าเป็นเธอจริงๆไม่ใช่ใครที่ไหน

キスをして 塗り替えて欲しい    魅惑の時に

พรมจุมพิตแสนหวานนั่น ซ้ำอีกครั้งและอีกครั้ง

酔いしれ溺れていたい

เพราะฉันอยากจะดื่มด่ำเมามายในห้วงเสน่หานั้น

กลิ่นบุหรี่นั้นไม่กลมกลืนไปกันกลิ่นของหิมะที่ร่วงหล่นประดับอยู่รอบๆตัวพวกเขาทั้งสองคน มิโคโตะยังคงทำหน้าเหนื่อยหน่ายเมื่อเขาได้ยินประโยคเดิมๆที่เขาเอ่ยปากขอให้อีกฝ่ายยอมถอยออกมาจาก ข้อเสนอมากมายไม่อาจเปลี่ยนใจคนที่นั่งบนพื้นได้

“คุณไม่เข้าใจหรือไงครับ!!!” เรย์ชิหมดความอดทนกับสีหน้าเฉยชาราวกับไม่แยแสชีวิตของตัวเองแบบนั้น มือขาวคว้าคอเสื้อของร่างหนาที่เขาผลักล้มลงไป

“ที่ตรงนี้ไม่ได้มีแต่คุณ แต่มีคนบริสุทธิ์อีกมากมายที่อาจจะต้องตายเพราะความเห็นแก่ตัวของคุณ” เขาแทบจะตะโกนใส่หน้าเย็นชานั้น มือที่ขย้ำกำเสื้อนั้นไว้บีบแน่นเจนเล็บจิกเข้าในเนื้อ นี่เป็นครั้งแรกที่เรย์ชิหลงลืมความตั้งใจของตัวเองที่ว่าจะไม่ใกล้ชิดกับมิโคโตะเกินความจำเป็นและจะไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกที่มากเกินไปต่อหน้าอีกฝ่าย

ความพยายามจะยื้อยุดชีวิตของมิโคโตะเอาไว้ทำให้เขาเกรี้ยวกราดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าจะสนใจชีวิตของตัวเองแบบนี้

เขาเป็นเพียงคนเดียวหรือเปล่าที่พยายามจะดึงดันช่วยมิโคโตะ

“คุณไม่คิดถึงสมาชิกของแคลนตัวเอง สมาชิกของผม…ตัวคุณเอง…ไม่คิดถึง…ผม…” น้ำเสียงสั่นพร่าก่อนจะกลืนหายไปทั้งที่ยังพูดไม่จบประโยคด้วยซ้ำ เขารู้สึกว่าคอแห้งผากจนไม่สามารถที่จะต่อคำพูดของตัวเองให้จบได้

“มุนาคาตะ” น้ำเสียงที่เขาคุ้นเคยดังขึ้น

“นายจัดการงานของนาย ฉันก็จัดการงานของฉัน” ดวงตาสีม่วงเบิ่งกว้างขึ้นเมื่อได้ยินเประโยคที่เขายังคงจำได้แม่นยำ ความทรงจำในวันที่ทั้งสองคนได้พบกันในยามเย็นเป็นครั้งแรกหลังจากแยกย้ายกันไปตามหาเส้นทางของตัวเอง

“นายเลือกไปตามทางนาย…ฉันก็เลือกไปตามทางของฉันเถอะ” ตอนนั้นมิโคโตะก็พูดแบบนี้

ตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายต่างก็สร้างกำแพงและขีดเส้นกั้นระหว่างกันเอาไว้และพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่ก้าวข้ามขอบเขตนั้นไปเพื่อสร้างความลำบากใจให้แก่กัน แม้จะอยากโอบกอดอยากปลอบประโลมมากแค่ไหน อยากเอื้อนเอ่ยว่าคิดถึงมากเพียงไรก็ไม่สามารถทำได้

เมื่อเลือกที่จะเดินไปตามที่ตนเองแล้วก็ไม่สามารถหวนคืนกลับไปยังจุดที่เริ่มก้าวเดินออกมาได้อีก…

มือขาวสั่นน้อยๆค่อยๆละออกมาจากคอเสื้อที่จับไว้แน่นนั้น เรย์ชิขยับลุกขึ้นพร้อมกับใช้นิ้วดันแว่นตาของตัวเองที่ตกลงมาให้กลับเข้าที่ “คุณนี่มันบ้าจริงๆเลยครับ”

มิโคโตะไม่ตอบรับเพียงแต่ยิ้มน้อยๆก่อนจะที่ขยับลุกขึ้นจากกองหิมะที่เย็บเยียบเบื้องล่าง ก้านบุหรี่ถูกโบนลงบนพื้นแล้วจึงถูกรองเท้าหนาเหยียบขยี้เพื่อดับไฟที่ส้มตรงปลายนั้นทิ้ง เรย์ชิเหลือบมองการกระทำของอีกฝ่ายอย่างครุ่นคิด

บางทีความสัมพันธ์ของพวกเราอาจจบสิ้นและถูกทิ้งไปอย่างไร้ค่าเหมือนบุหรี่มวนนั้นแล้วก็ได้

“คุณจะไม่เปลี่ยนใจจริงๆหรอครับ สุโอ”

“นายมาที่นี่เพื่ออะไรมุนาคาตะ…นายก็รู้ว่านายเปลี่ยนใจของฉันไม่ได้อยู่แล้ว มันไม่ใช่สไตล์ของนาย”

“…” คนถูกถามนิ่งไปนาน

“ผมมาที่นี้ในฐานะของ…เพื่อนคนหนึ่ง”รอยยิ้มถูกเค้นราวกับไม่พึงพอใจในคำตอบที่ได้รับได้เท่าไรนัก

“ไปกันเถอะ”

ใบหน้าคมสันผินมองไปอีกทาง ช่วงขาเรียวยาวที่ห่อหุ่มไว้ด้วยกางเกงสีดำขยับตั้งท่าจะเดินไปอีกทางหากแต่มิโคโตะต้องหยุดแล้วผินหน้ากลับมามองคนด้านหลังที่เอื้อมมือมาฉุดรั้งขายเสื้อแจ็คเก็ตหนาของตัวเองไว้ ใบหน้าขาวนวลแดงก่ำไม่ต่างจากเนตรสีอเมทิสต์คู่สวยที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำ กลีบปากถูกขบเม้มแน่น

“คุณรู้ใช่ไหมครับว่านี่…อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้คุยกันด้วยดีๆแบบนี้” เรย์ชิก้มหน้าต่ำมองที่ปลายเท้าของตัวเองยามที่พูดประโยคนั้น

“มุนาคาตะ…” ร่างสูงใหญ่หมุนตัวกลับมาแต่ก่อนจะได้ตั้งตัวก็ถูกร่างโปร่งในเสื้อคลุมตัวยาวที่เป็นเครื่องแบบของหน่วยสีน้ำเงินโถมตัวเข้าใส่ เรย์ชิโอบกอดร่างหนาตรงหน้าแน่นไม่ยอมปล่อยมือตัวเองเพราะกลัวว่าหากปล่อยตัวมิโคโตะไปแล้วเขาจะต้องสูญเสียความอบอุ่นนี้ไปตลอดกาล

ดวงหน้าแดงก่ำก้มลงซุกบนแผ่นอกแกร่งเพื่อสะกดกลั้นเสียงสะอื้น ราชาผู้ครอบครองอำนาจแห่งไฟได้แต่ยิ้มอย่างหน่ายๆกับความชอบวางมาดของอีกฝ่าย ฝ่ามือร้อนยกขึ้นลูบไล้เรือนผมดำขลับตรงหน้าเบาๆ เรย์ชิเลื่อนมือของตัวเองไปเหนี่ยวรั้งให้ใบหน้าของคนจอมดื้อที่กอดเขาไว้โน้มลงมา ริมฝีปากร้อนระอุทั้งสองประกบจูบกันอย่างดูดดื่มลึกซึ้ง

“มิโคโตะ…อย่าไปเลยนะ” นี่เป็นเพียงประโยคเดียวจากเสียงดังอู้อี้ที่มิโคโตะสามารถได้ยินอย่างชันเจนที่สุด

引き寄せて マグネットのように

ดึงฉันรวบเข้ากอด แนบแน่นให้เหมือนแม่เหล็ก

例えいつか離れても巡り会う

ให้แม้ว่ายามพรากจากกันไปก็สามารถกลับมาพบบรรจบกันได้อีก

触れていて 戻れなくていい それでいいの

สัมผัสอย่างลึกซึ้ง ให้เราไม่อาจหวนคืนความสัมพันธ์ ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ไม่เป็นไร

誰よりも大切なあなた

ถ้าเป็นเธอที่สำคัญยิ่งกว่าใครในโลกหล้าแล้วละก็

ใบหน้าที่งดงามเบื้องหน้านั้นกำลังบิดเบี้ยวด้วยความเสียใจ มุนาคาตะไม่ได้ร้องไห้ให้เขาเห็นซึ่งเขาเองก็ไม่ได้คาดหวังอยู่แล้ว อเมทิสต์คู่สวยที่เฝ้ามองเท่าไรก็ไม่รู้หน่ายทอประกายเศร้าโศกและกล่าวโทษยามที่จ้องมองมาที่เขา รู้ดีว่าตัวเองก็ได้ทำผิดแบบที่อีกฝ่ายไม่อาจจะยกโทษให้ได้แต่ก็ยันดื้อด้านหัวชนฝาที่จะเลือกเดินมาทางนี้

ถ้าตอนนั้นยอมตอบรับคำขอร้องของมุนาคาตะทุกอย่างก็คง… ความบ้าบอไร้สาระกลับปะทุขึ้นมา ว่ากันว่าคนใกล้ตายมักจะคิดสำนึกผิดได้คงจะไม่ผิดแน่แท้

คงเป็นไปไม่ได้แล้วสินะ

มิโคโตะถอนหายใจพลางส่งยิ้มให้กับร่างโปร่งบางในเสื้อคลุมตัวขาวสีน้ำเงินเข้มที่ยืนห่างออกไป “ขอโทษด้วยนะที่ต้องเลือกให้นายมาทำงานแบบนี้”

แม้จะรู้ว่าทำแบบนี้แล้จะต้องตาย แต่คนที่อยากให้เป็นคนปลิดชีพของเขาและเป็นคนสุดท้ายที่อยากให้อยู่ข้างๆกันตอนที่ยมทูตจะพรากเอาลมหายใจไปก็คือ นาย…มุนาคาตะ เรย์ชิ

ฉันเลือกนายมาเพราะเหตุผลเอาแต่ใจตัวเองแบบนี้!!

.

.

ยามที่ปลายโลหะแหลมในมือนั้นเสียบแทงลงบนแผ่นอกของใครสักคน ผู้ที่เป็นคนลงมือกระทำการอันไม่อาจได้รับการอภัยจากสิ่งใดนั้นรับรู้ได้ถึงการเบียดแทรกของดาบยาวที่พุ่งทะลุร่างมนุษย์ออกไป แม้จะลำบากแต่เขาก็ยังคงทุ่มแรงทั้งหมดเพื่อดันให้แผ่นเหล็กนั้นแทงลงไปจนถึงด้ามจับ เสียงโลหิตสาดกระเซ็นพร้อมกับกลิ่นคาวน่ารังเกียจที่โชยต้องนาสิกยามที่หยาดหยดสีแดงคล้ำข้นตกต้องถึงพื้นหิมะสีขาวโพลนเบื้องล่างอาบย้อมปุยขาวเย็นให้กลายเป็นสีแดงฉาน

น้ำหนักของร่างที่ทิ้งตัวลงสู่อ้อมแขนของเขาสร้างรู้สึกหนักอึ้งในใจ เส้นผมสีเพลิงที่คุ้นเคยนั้นคลอเคลียอยู่ที่ข้างแก้มซ้ายให้สัมผัสอบอุ่นที่ห่างหายไปเสียนานจนเขาเองก็แทบหลงลืมมันไปแล้ว

‘ไม่อยากสูญเสียความอบอุ่นนี้ไปเลย’ แม้จะคิดเช่นนั้นแต่ทุกอย่างก็คงจะสายเกินไปแล้ว

“ขอโทษนะแอนนา หลังจากนี้คงไม่มีโอกาสโชว์สีแดงที่สวยสุดให้เธอดูได้อีกแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างยากลำบากเมื่อช่วงอกของตนเองถูกแทงด้วยดาบยาวทะลุไปถึงด้านหลังเช่นนี้

“คุณนี่ใจร้ายนะครับ” เขาพยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอแทบล้นออกมาไว้ไม่อยู่ “ทำไมถึงได้…”

คนเห็นแก่ตัว…คนน่ารังเกียจ แม้จะคิดแบบนั้นแต่ไม่เคยละทิ้งคนคนนี้ไปได้เลยสักครั้ง

“มุนาคาตะ…”

เจ้าของชื่อค่อยๆละมือออกจากด้ามดาบที่ยังปักคาอกของคนพูดอยู่ มือขาวเรียวอาบย้อมไปด้วยสีโลหิตเอื้อมมือขึ้นมาสัมผัสข้างแก้ม “มิโคโตะ…ผมเกลียดคุณที่สุด”

รอยยิ้มน่ารังเกียจนั้นยังคงประดับอยู่ที่มุมปากไม่เคยเปลี่ยนแปลง “แต่ฉันรักนายนะ…เรย์ชิ”

เขากล้ำกลืนความเศร้าลงไป คำพูดเห็นแก่ตัวแบบนั้นเขาไม่ควรฟังแล้วเก็บมันมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อยแต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่เคยทำได้สักครั้ง แม้ว่าจะรู้ว่าคนพูดชอบพูดเอาแต่ได้และเอาแต่ใจตัวเองที่สุดมาตลอดแต่เขาก็หวั่นไหวทุกครั้งที่ได้ยินประโยคนี้

ดาบยาวถูกดึงออกมาด้วยท่าทางน่าสยดสยอง เลือดสีแดงเข้มอาบทะลักอออกมาจากรอยบาดแผลฉกรรจ์บนแผ่นอกกว้างอย่างน่ากลัว เขารู้ดีว่าเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วสำหรับราชาสีแดงผู้สูญเสียพลังในการควบคุมดาบแห่งอำนาจ ลมหายใจที่เริ่มรวยระรินและเส้นชีพจรที่กำลังเต้นอ่อนลงทุกวินาที ร่างหนาที่เคยร้อนรุ่มดุจเปลวเพลิงเริ่มซีดขาวและเย็นยะเยือกจนรับรู้ได้

ร่างโปร่งในชุดสำน้ำเงินเข้มที่เปรอะเปื้อนทั้งหยาดเลือดและสิ่งสกปรกค่อยๆพยุงร่างที่ใกล้อ่อนแรงลงนอนกับพื้นโดยวางศีรษะใหญ่นั้นไว้บนตักของตัวเองแบบที่เคยทำเมื่อนานมาแล้ว หยาดน้ำอุ่นใสหลั่งรินออกมาจากดวงตาคู่งามก่อนจะไหลตกต้องใบหน้าของคนที่หลับตาแน่นเพื่อสะกดความเจ็บปวดบริเวณแผลที่แข่งกันปะทุขึ้นมาในยามนี้

อยากจะโอบกอดเอาไว้ให้แน่นที่สุดแล้วบอกว่าอย่าไป…อยากบอกว่ารักมากแค่ไหน แต่สุดท้ายเรย์ชิก็ทำได้เพียงแค่ประคองร่างที่ไร้เรี่ยวแรงให้เอนกายลงพักบนตักของตัวเองเงียบๆ ไม่กล้าแม้แต่ะเอ่ยอะไรออกมา

นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ยอมทำแบบนี้…นานแค่ไหนแล้ว

“เรย์ชิ..อย่าร้องไห้” เนตรสีอำพันที่ประกายชีวิตในแววตานั้นเจือจางลงทุกทีค่อยๆขยับลืมขึ้นมองคนด้านบนของตัวเองอย่างลำบากแต่ไม่วายยังพยายามจะพูดปลอบใจ

“บอกว่าให้ร้องไห้ยังง่ายกว่านี้นะครับ” แม้จะรู้ว่าไม่ควรยอกย้อนคำพูดแบบนี้แต่เขาไม่อยากให้มิโคโตะรู้สึกเศร้า

“นายนี่…ดื้อไม่เข้าเรื่อง” ประโยคชะงักไปเล็กน้อยเมื่อความเจ็บปลาบแล่นริ้วไปทั่วร่าง

“คุณก็อย่าทำตัวเอาแต่ใจตัวเองสิครับ ผมจะได้ไม่ดื้อ” คำพูดรูปแบบเดิมๆที่คุ้นหูยามที่ยังเยาว์วัยด้วยกันเรียกรอยยิ้มจางๆให้จุดขึ้นที่มุมปากคนฟัง

“คิดถึงตอนนั้นจังเลยนะ” เสียงทุ้มฟังดูอ่อนล้าเปรยขึ้นเบาๆ

ความเงียบเข้าครอบงำโดยรอบ กลิ่นไอความตายเริ่มพัดแรงขึ้นคละเคล้าไปกับกลิ่นชื้นของเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาท่ามกลางความเวิ้งว้างของท้องนภา มุนาคาตะเฝ้ามองดูเกล็ดใสแวววาวที่กำลังล่องลอยอย่างอิสระไปมาเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอยพร้อมกับสุโอ

“เรย์ชิ” เจ้าของชื่อก้มลงคนที่เรียก “ฉันง่วงจังเลย”

“ง่วงก็หลับสิครับ ผมไม่รบกวนคุณหรอก”

“อยากได้เพลงกล่อมก่อนนอนหน่อย”

“…” คนที่ถูกเรียกร้องให้ร้องเพลงกล่อมนอนเหมือนเด็กเล็กๆนิ่งงันไป

“งั้นเปลี่ยนเป็น…จูบก่อนนอนก็ได้”

เรย์ชิเม้มริมฝีปากของตัวเองแน่น ดวงหน้าสวยบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย เขาพยายามสะกดความเศร้าที่พุ่งขึ้นมาติดอยู่ที่อกจนรู้สึกเจ็บจุกไปหมด ภายในลำคอแห้งผากเหมือนมีทรายหยาบๆมาทาทับไม่สามารถเปล่งเสียงใดๆออกมาได้ยามที่จ้องมองดูใบหน้าซีดขาวของร่างที่นอนอยู่เหนือตักของตัวเอง

“…งั้นก็หลับตาก่อนสิครับ” ดวงตาเรียวสีทองในประกายยิ้มอยู่วูบหนึ่งก่อนจะเลือนหายไป สุโอค่อยๆหลับตาลงช้าๆ

มือขาวเอื้อมลงไปกอบกุมมือหนาที่วางแนบกับพื้นขึ้นมา ถ่ายทอดความอบอุ่นของตัวเองให้ร่างที่เริ่มเย็นเยียบ ใบหน้าขาวผ่องโน้มลงไปใกล้ใบหน้าของราชาสีเพลิงก่อนจะค่อยๆบรรจงสัมผัสกลีบปากบางของตนเองเข้ากลับริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างเชื่องช้าราวกับต้องการให้คนที่หลับตาอยู่นั้นได้ละเลียดสัมพัสรสชาติหวานล้ำ หยาดน้ำใสอุ่นๆไหลรินออกมาจากอัญมณีสีม่วงเลอค่าที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกตาสีน้ำนมก่อนหลั่งลงสู่ใบหน้าขาวซีดเบื้องล่าง

ทั้งคู่จุมพิตกันนิ่งนานราวกับหยุดเวลาของทั้งโลกเอาไว้ก่อนที่ร่างบางจะเป็นค่อยขยับผละออกมา สุโอหลับตานิ่งสนิทเหมือนตอนนั้นไม่มีผิด รอยยิ้มอย่างเป็นสุขที่เขาไม่เห็นมานานประดับอยู่บนใบหน้าคมเข้มที่เประเปื้อน มือขาวยกขึ้นมาปาดเช็ดความหม่นหมองนั้นทิ้งไปอย่างเบามือ

“ราตรีสวัสดิ์นะครับ…สุโอ มิโคโตะ” น้ำเสียงเศร้าสร้อยเอ่ยดังผะแผ่วในสายลมเย็นที่พัดมา

.

.

{++++++++++++}

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s