[Fan Fiction] Final Fantasy XV – Distain_Part IV (END)

Title: Distain

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Genre:Drama / Angst

Rating: PG

Previously: Part I / Part II / Part III

Comments: พาร์ทนี้เราเขียนร่างๆไว้ก่อนหน้าเกมอัพเดตวันที่ 28/03/2017 พอตัวเกมส่วนเสริมเพิ่มขึ้นมาเราเลยเน้นปรับให้เข้ากับเนื้อหาที่ออฟฟิเชียลปล่อยออกมาแทนนะคะ

Warning! อ่านจบแล้วอย่าตบคนเขียนเลยนะคะ แค่นี้คนเขียนก็ดีใจค่ะ 😂😂😂

———————————-
:

:

:

ท่านรู้สึกอย่างไรเวลาได้รับรู้ความจริงที่แสนโหดร้าย

มันเจ็บมากใช่ไหมฝ่าพระบาท

แต่ที่ท่านยังรู้สึกเจ็บมันแสดงว่าท่านยังเป็นมนุษย์อยู่อย่างไรเล่า

เพราะความรู้สึกเจ็บ ความรู้สึกกลัว ความรู้สึกสิ้นหวังมันมีเอาไว้เพื่อมนุษย์โดยเฉพาะ!!

:

:

:

———————————-

:

:

:

เสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดของมังกรตัวมหึมาอยู่ใจกลางหลุมน้ำวนขนาดใหญ่ที่พร้อมจะถาโถมและสาดซัดกลืนกินทุกชีวิต เกล็ดสีเงินระเเรื่อแวววาวตามลำตัวยาวสะท้อนประหนึ่งจงใจข่มขวัญมนุษย์ตัวจ้อยที่อาจหาญใช้พลังขอตนเองผลึกเทพเจ้าผู้ทรงอำนาจให้ตื่นขึ้นจากนิทรากาล

เพียงแค่การขยับเคลื่อนไหวเล็กน้อยของเทพีแห่งสายน้ำก็มีพละพลังมหาศาลพอจะสร้างเกลียวคลื่นรุนแรงให้พัดโหมมาเข้าปะทะตัวเมืองแอคคอร์โด้ได้ไม่ยาก สายวารีบ้าคลั่งกระหน่ำเข้ากระทบกับฐานกำแพงที่ชาวเมืองตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อต้านแรงคลื่นและลมอย่างไม่ลืมหูลืมตาก่อนที่มันจะท่วมทะลักเข้าไปในเขตเมืองชั้นในพร้อมทั้งพัดพากวาดต้อนข้าวของและประชาชนผู้โชคร้ายกลับลงสู่ห้วงบาดาลไปเป็นบรรณาการความกริ้วโกรธของเทพเจ้าแห่งบรรพกาลนาม เลไวอาธาน

“ในนามของเทพพยาการณ์ ข้าขอสาบาน…ราชาจะพิสูจน์ให้ท่านได้เห็นว่าเขาคู่ควรกับพลังของท่าน!!!”

ร่างบอบบางในอาภรณ์สีขาวที่ฉีกขาดยังคงพยายามทรงตัวยืนหยัดบนแท่นปะรำพิธีอยู่เบื้องหน้าเทพีสายน้ำผู้เกรี้ยวกราดด้วยความกล้าหาญและมุ่งมั่น อัญมณีสีฟ้าใสกระจ่างคู่งามจ้องมองร่างมังกรน้ำที่สูงเทียมฟ้าไม่วางตาอย่างไม่หวั่นเกรง มือขาวที่เริ่มแม้จะเริ่มเย็นเยียบขยับกำตรีศูลอันเป็นสมบัติที่สืดทอดต่อกันมาในตระกูลอย่างยาวไว้แน่น

“………ถ้าเช่นนั้นข้าจะทดสอบเขา หากว่าเขาคู่ควรกับพลังของข้า ข้าจะยอมผูกพันธสัญญาด้วย แต่ถ้าหากว่าไม่แล้ว….พวกเจ้ามนุษย์หน้าโง่ทั้งหลายจะต้องชดใช้เป็นทวีคูณ เลือดพวกเจ้าจะต้องนองแผ่นดินนี้……..

วาจาศักดิ์สิทธิ์แห่งทวยเทพได้เอ่ยออกมา หากเป๋นคนทั่วไปไม่อาจเข้าใจถึงความหมายของมันได้ จึงเป็นหน้าที่สำคัญในฐานะของลูกหลานของสายเลือดเทพพยากรณ์ที่จะต้องช่วยสื่อสารกับเทพเจ้าและสื่อความถ่ายทอดสาส์นเหล่านั้นแก่มนุษย์อีกทอดหนึ่ง

ลูน่าเฟรย่าไม่อาจทัดทานหรือวิงวองขอความเมตตาใดๆจากเทพเจ้าสูงศักดิ์ได้อีก เธอทำได้เพียงแค่ก้มหน้ารับบัญชานั้นอย่างจำใจ…เธอทำหน้าที่ของตนเองได้เพียงเท่านี้ คงได้แค่เพียงฝากความหวังไว้ที่น็อคทิสที่จะต้องประมือชิงชัยกับทวยเทพเพื่อเติมเต็มคำทำนายให้เป็นจริง

“……เอาละ เรามาเริ่มการทดสอบกันเลย……”

เรวุสมองดูความวุ่นวายเบื้องหน้าตนเองอย่างกระวนกระวายใจ ด้วยเชื้อสายของเขาที่สืบทอดมาในกาย เขาย่อมแปลความที่เทพีเลไวอาธานประกาศกร้าวออกมาได้เช่นเดียวกับลูน่าเฟรย่า ตอนนี้น้องสาวที่รักยิ่งของเขากำลังตกอยู่ท่ามกลางเกลียวคลื่นบ้าคลั่งแสนอันตรายกับเทพเจ้างี่เง่าที่ชอบเอาแต่ใจตัวเองตลอดเวลา

อีกอย่างหากว่าน็อคทิสสามารถเก็บเกี่ยวพลังจากเทพเจ้าแห่งสายน้ำไปได้ พลังชีวิตที่เหลืออีกเพียงน้อยนิดของลูน่าจะถูกดูดกลืนไปเป็นสิ่งเซ่นสังเวยการผูกสัญญาระหว่างเทพเจ้ากับราชา

เขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ครั้งนี้เรวุสจะแพ้ไม่ได้ การต่อสู้วันนี้เขามีชีวิตของน้องสาวเป็นเดิมพัน…หนทางเดียวที่จะช่วยชีวิตลูน่าได้คือการที่เขาจะต้องล้มเลไวอาธานลงให้จงได้ก่อนที่น็อคทิสจะผ่านบททดสอบ! 

ผู้บัญชาการสูงสุดหมุนกายของตนเองกลับไปออกคำสั่งให้ยานรบทุกลำเดินหน้าเต็มกำลังและคำสั่งอนุญาตให้ให้ปืนกลทุกกระบอกรุมกระหน่ำยิงมังกรน้ำร่างใหญ่โตที่กำลังเลื้อยชูคอสะบัดครีบของตนเองสร้างแอ่งน้ำวนกำลังมหาศาลทุกทิศทาง

“อย่าตายนะลูน่า…ได้โปรด อย่าตาย!!”

ทว่าไกลออกไปจากความชุลมุนเหนือน่านฟ้าของเมืองหลวงอาณาจักรอัลทิสเชียยังคงมียานรบสีดำลำหนึ่งค่อยๆขับเคลื่อนลอยตัวผ่านละอองเมฆาสีขาวราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวใดๆ ตราประดับที่ข้างยานเหล็กแน่นหนายังคงแจ้งให้ผู้พบเห็นทุกคนประจักษ์ว่านี่คือหนึ่งในยามบรรจุพลรบของจักรวรรดินิฟเฟลไฮม์ 

เสียงฮัมบทเพลงสบายใจยังคงดังมาอย่างต่อเนื่องจากร่างสูงใหญ่ของที่ปรึกษาและเสนาบดีจอมวางแผนของจักรวรรดิผู้ครอบครองยานรบลำนี้ น่าประหลาดแท้ที่เขาไม่ได้เข้าร่วมสังเกตุการณ์ในการบุกโอบล้อมเทพเจ้าเลไวอาธานด้วย 

เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัวจับจิตและเจ็บปวดทุกข์ทรมานของพลเรือนสลับกับเสียงระเบิดสั่นหวั่นไหวดังแว่วมาเป็นระยะไม่ขาด แม้จะอยู่ไกลจากจุดที่มีการปะทะรุนแรงแต่อาร์ดีนได้ยินอย่างชัดเจนทุกเสียง รอยยิ้มหมิ่นแคลนวาดขึ้นประดับบนดวงหน้ากร้านที่ฉายแววสนุกสนานรื่นเริงประหนึ่งเสียงที่เล็ดลอดมานั้นคือดนตรีสวรรค์ขับกล่อมจรรโลงใจก็ไม่ปาน

อีกแค่ไม่กี่อึดใจเท่านั้น…เรื่องสนุกๆของวันนี้ก็จะเปิดม่านการแสดงขึ้นแล้ว เขาแทบอดใจรอชมไม่ได้ว่าบทละครเรื่องนี้จะปิดม่านปลดฉากลงได้อย่างไร

แววตาสีทองวาวโรจน์ขึ้นยามมองออกภายนอกยานรบส่วนตัว แสงสีส้มของเปลวอัคคีสว่างวาบขึ้นไกลออกไปลิบๆเป็นสัญญาณที่เรียกรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมฉายขึ้นใบหน้า

ถึงเวลาโชว์ของเขาแล้ว!!
:

:

:
ข่าวประกาศการตัดสินโทษของท่านผู้บัญชาการสูงสุดสะพัดออกไปตามแหล่งข่าวก่อนที่มันจะถูกเผยแพร่ออกไปสู่พลเรือน ความผิดพลาดในการควบคุมการตื่นขึ้นของเทพวารีเลไวอาธานไม่ได้ทำให้เมืองแอคคอร์โด้ถูกพังทำลายไปกว่าครึ่งค่อนเมือง

ตัวเมืองที่ย่อยยับนั้นยังโอกาสซ่อมแซมให้กลับมาคืนมางดงามดั่งเดิมได้แม้อาจต้องใช้ระยะเวลานานหลายปีก็ตาม ทว่าการอาละวาดของเลไวอาธานในครั้งนี้กลับส่งผลให้เทพพยากรณ์หญิงผู้ซึ่งเป็นที่รักยิ่งของปวงชนต้องจากไปอย่างไม่มีหวนคืนด้วย ความผิดข้อนี้ร้ายแรงนักและจักรวรรดิก็ได้ตัดสินความผิดพลาดร้ายแรงในครั้งนี้แล้ว…ท่านผู้บัญชาการสูงสุดเรวุส น็อซ ฟลูเรทจะถูกตัดสินประหารชีวิตเพื่อชดใช้สิ่งที่เกิดขึ้น

ยามนี้เขาคือคนที่ตายไปแล้วในสายตาของพวกจักรวรรดิ แต่เป็นเขาต่างหากที่ตายจากพวกมันมาได้ บัดนี้เรวุสได้สูญเสียลูน่าเฟรย่า เทพพยากรณ์และน้องสาวเพียงคนเดียวของเขาไปแล้วดังนั้นมันจึงไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต้องเสแสร้งแกล้งทำตัวเป็นเด็กดีอยู่ในโอวาทเฉกเช่นที่เคยกระทำมาตลอดหลายปี

พวกมันไม่เคยเห็นคุณค่าในตัวเขา สิ่งนั้นซึ้งอยู่แก่ใจของเรวุสดี…คฤหาสน์เฟเนสทาล่าถูกรุกรานและเผาวอดวายในพริบตาภายหลังจากที่กองทัพได้รับแจ้งข่าวว่าน็อคทิสสามารถผูกพันธสัญญากับเลไวอาธาน เทพแห่งวารีได้สำเร็จ พวกกองทัพหุ่นยนต์มาจิเทคบุกเข้าไปเข่นฆ่าทุกชีวิตและทำลายทุ่งดอกซิลเลบลอสซั่มอันภายในเป็นที่รักยิ่งของลูน่าที่ตั้งอยู่ในเขตราชอุทยานส่วนใน

…แม้แต่สถานที่แห่งความทรงจำที่มีอันน้อยนิดระหว่างพวกเขาสองคนพี่น้องยังถูกพวกมันย่ำยีทำลาย!

ดีมาดีตอบ หากร้ายมาเขาย่อมโต้คืนเป็นทวีคูณ!

แม้จะถูกกองทหารจักรกลไล่ล่าไม่ลดละแต่ชายหนุ่มไม่คิดจะหลบหนีไปไหน เรวุสเลือกที่จะกลับไปและบุกตะลุยทำลายฐานทัพที่ปราการเซคนอทัสพร้อมทั้งปล่อย ‘สัตว์เลี้ยง’ ในห้องวิจัยออกมาสร้างความปั่นป่วนโดยรอบ ด้วยพลังมาจิเทคที่ไหลเวียนภายในแขนเหล็กกล้าบวกกับชั้นเชิงการใช้ดาบอันยอดเยี่ยมทำให้ไม่มีใครหน้าไหนสามารถต้านทานเรวุสได้ หลายชีวิตที่ยังหลงเหลือจากคำสั่งอพยพและพยายามต่อต้านเขาหลุดลอยไปตามทางที่เขาก้าวย่างราวกับเศษใบไม้ที่ปลิวร่อนในสารทฤดูจนในที่สุดเขาก็ขึ้นมาจนถึงจุดสูงสุดของปราการอันเป็นที่ประทับขององค์จักรพรรดิ

เรวุสสอดดาบสีเงินของตนเองกลับคืนฝักสีขาวที่ประดับลวดลายทองอ่อนช้อยงดงาม ร่างสูงโปร่งแค่นยิ้มอย่างขมขื่นก่อนจะเอื้อมมือผลักบานประตูที่ถูกปลดล็อคด้วยรหัสโค้ดเรียบร้อยแล้วเข้าไปด้านใน กลางท้องพระโรงกว้างกลับเงียบร้างผู้คนเฉกเช่นทุกทีที่เขาคุ้นเคย พรมสีแดงฉูดฉาดปูลาดยาวจากประตูนำทางเขาขึ้นไปยังบังลังค์หินอ่อนสีขาว

ม่านตาสองสีจ้องมองร่างกายของจักรพรรดิเอียโดลาสที่โอบล้อมไปด้วยไอหมอกสีดำอันมืดมิด ร่างกายนี้ไม่อาจต้านทานพลังของโรคระบาดได้และจวนเจียนจะกลายสัตว์ประหลาดเต็มกลืนแล้ว เรวุสได้กลิ่นไอปีศาจกำจายออกมาอย่างรุนแรงจากร่างกายที่ผุพังไปตามกาลเวลาอย่างเวทนา…เขาเคยคือบุรุษผู้ดำรงไว้ซึ่งความยิ่งใหญ่ในอดีต หากแต่ความโลภโมโทสันและทะยานอยากนั้นกัดกัดกินความดีงามในใจจนคนตรงหน้าหลงเหลือเพียงแค่ซากของความเป็นมนุษย์เช่นนี้

“อยู่ไหนเล่าพลังอันแรงกล้าของเทพีแห่งสายน้ำ ไหนเล่าแหวนศักดิ์สิทธิ์ของฉัน”น้ำเสียงแหบแห้งอ่อนล้าราวกับคนที่ใกล้ตายดังขึ้นมาจากร่างที่ประทับนั่งเหนือบังลังค์

อดีตเจ้าชายแห่งเทเนไบร์นิ่งงันหลายวินาทีก่อนที่จะสูดลมหายใจเข้าไปแล้วจึงค่อยเอ่ยตอบ”ด้วยมือของเทพพยากรณ์ บัดนี้แหวนแห่งลูซิสได้หวนคืนสู่หัตถ์ของราชันแล้ว…ราชาที่แท้จริงผู้ทรงศักดิ์และสิทธิ์ที่จะครอบครองมัน”

จักรพรรดิเอียโดลาสทรงสรวลออกมาเบาๆเมื่อได้ยินเขากล่าวออกมาเช่นนั้น

“และในอีกไม่ช้านานราชาผู้ถูกเลือกจะทรงใช้มันในการชำระล้างสิ่งชั่วร้ายในโลกนี้ให้หมดไป”

เสียงหัวเราะที่แสนอ่อนระโหยขององค์จักรพรรดิยิ่งทวีดังถี่ขึ้น ร่างกายผอมแห้งไร้เรี่ยวแรงบนหินอ่อนสีขาวสะอาดนั้นเค้นหัวเราะจนสั่นกระตุกเป็นจังหวะ

“แต่ว่า…ตอนนี้ฉันคือผู้ครอบครองคริสตัล ฉันคือราชันที่แท้จริงเพียงผู้เดียว!!!”

เรวุสอดไม่ได้ที่จะคลี่รอยยิ้มเหยียดหยามใส่คนตรงหน้าเมื่อได้ยินประโยคนั้น ดวงตาสองสีจ้องมองซากร่างที่ความเป็นมนุษย์จวนเจียนจะสูญสลายอย่างสมเพชเวทนา…ชายคนนี้คือคนที่เขาเฝ้าเกลียดชังและสาปส่งเช้าเย็นมาครึ่งชีวิต ชายคนนี้คือคนที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขาและนำพาความเศร้าโศกอันไม่วันจบสิ้นเข้ามาสู่ชีวิตของพวกเขาสองพี่น้อง

คนแบบนี้ไม่วันเป็นราชาผู้กอบกู้อีออสจากความมืดได้!!

“ไม่ใช่ ไม่ใช่เลย!!” คำแรกของประโยคนั้นแผ่วประหนึ่งเสียงกระซิบในสายลมก่อนที่คำต่อมาจะยิ่งทวีความหนักแน่นมากขึ้น “ราชาที่แท้จริงมีเพียงองค์เดียวนั่นคือน็อคทิส ลูซิส เคลัม และไม่มีใครอื่นอีกแล้วที่จะเหมาะสมกับตำแหน่งนี้”

เอียโดลาสมีสีหน้าเกรี้ยวกราดกับคำปรามาสนั้น หลุมสีดำปรากฎขึ้นจากความว่างเปล่าล้อมกายทั้งด้านหน้าและด้านหลังกายสูงโปร่งใต้ชุดคลุมสีขาวตัวยาวที่ยืนนิ่งสงบโดดเด่นอยู่กลางท้องพระโรงที่มีเพียงความมืดมิดปกคลุมอยู่ ปีศาจตัวเขื่อนค่อยๆขยับคืบคลานออกมาจากหลุมเหล่านั้นก่อนที่มันตีวงล้อมเรวุสเอาไว้
แม้จะตกเป็นเบี้ยรองและดูไร้ซึ่งหนทางที่จะหลบหนีได้ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพจักรวรรดิยังคงมีท่าทีสงบนิ่งไม่ตื่นกลัวต่อปีศาจร้ายที่ว่ายวนเวียนอยู่ข้างๆกายแม้แต่น้อย ตาคมชำเลืองมองข้าทาสแห่งความมืดอย่างไม่ใส่ใจก่อนที่จะผินดวงหน้าขาวเกลี้ยงเกลาขึ้นไปจ้องมองเศษซากกายเนื้อของจักรพรรดิอัลเดอร์แคปท์อย่างดูแคลน

“จะบอกอะไรให้นะ ราชาที่แท้จริงไม่มีวันเป็นแค่สุนัขรับใช้ความมืดหรือหุ่นเชิดของพวกปีศาจแบบแกหรอก!”วาจาหยามเหยียดลอดออกมาจากริมฝีปากบางหยักสวย

“ฮาฮาฮ่า เรวุสเอ๋ย แกมันโง่เง่าไม่ต่างกัน….แกเองก็เป็นส่วนหนึ่งของหุ่นเชิดไม่ต่างกันเลย…และตอนนี้ถึงเวลาตายของแกแล้ว!!!!!”

เสียงหัวเราะแหลมสูงเสียดโสตประสาทของจอมมารร้ายบนบังลังค์จักรพรรดิดังกระหึ่มขึ้นจนบานกระจกโดยรอบท้องพระโรงที่แสนวังเวงนั้นสั่นสะท้านระรัวเป็นดังสัญญาณเปิดการโจมตีของทาสแห่งความมืดให้จู่โจมร่างในชุดขาวที่อาจหาญมายืนท้าทายมฤตยูเพียงลำพัง ดาบยาวถูกกระชากออกมากวัดแกว่งฟาดฟันสังหารข้าทาสความชั่วร้าย เรวุสต่อสู้อย่างห้าวหาญและไม่หวั่นเกรงความตาย เมื่อกายสูงโปร่งเห็นจังหวะก็ไม่รอช้าที่จะพุ่งทะยานไปยังบังลังค์จักรพรรดิ ใบดาบสีเงินสะท้อนแสงสว่างที่มีรำไรกระชับมั่นในมือหมายจะใช้มันปลิดชีพร่างที่ประทับนั่งรออยู่บนนั้นในคราวเดียว

ก่อนที่เรวุสจะบุกประชิดถึงกายขององค์จักรพรรดิ กลับปรากฎพายุสายฟ้าที่รุนแรงเกรี้ยวกราดก่อตัวขวางกายของผู้บัญชาการเอาไว้ กระแสไฟฟ้าพลันฟาดตวัดมุ่งทำร้ายผู้ที่หมายเอาชีวิตของคนบนบังลังค์ แม้กายสูงโปร่งใต้ชุดคลุมยาวจะสามารถตวัดดาบขึ้นมาป้องปัดได้ทันท่วงทีหากแต่ขุมพลังที่ตอบโต้กลับมานั้นรุนแรงจนทำให้เรวุสกระเด็นลอยออกมาชนกับขอบรั้วเหล็กบนระเบียงด้านนอก

แรงอัดที่ปะทะนั้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกร้าวรานไปทั้งร่างกาย เส้นประสาททั่งทั้งสรรพสางค์นั่นสั่นเร้าจนแทบควบคุมตัวไม่ได้ เมื่อเขาพยายามจะสูดลมหายใจผ่านหลอดผมที่จุกตื้อเต็มอกเรวุสก็ต้องไอโคลกออกมาแรงๆจนโคนลิ้นสัมผัสได้ถึงรสชาติสนิมและกลิ่นคาวของเลือดในลำคอตัวเอง

แสงสว่างสีม่วงแดงด้านหน้าวาวสะท้อนเข้าใส่ตาคมเรียกให้ใบหน้าซีดขาวต้องกัดฟันแน่นข่มความเจ็บปวดแล้วเงยหน้าขึ้นมอง ฝ่ามือเปียกชื้นเหงื่อกระชับด้ามจับของดาบในมือก่อนจะฝืนใจเหวี่ยงตวัดศาตราวุธสีเงินขึ้นรับขุมพลังปีศาจระลอกสองที่พุ่งทะยานผ่านบานประตูเปิดอ้ากว้างนั้นด้วยท่อนแขนที่สั่นระริก

แม้เขายกดาบขึ้นมาต้านพลังทำลายล้างนั้นได้ทันท่วงทีแต่เพราะร่างกายนั้นบอบช้ำจากการโจมตีครั้งแรงค่อนข้างหนักทำให้เรวุสไม่อาจฝืนทานความบ้าคลั่งนั้นได้นาน เสียเกราะเวทที่ร่ายขึ้นในเสี้ยววินาทีเริ่มปริร้าวก่อนที่มันจะแตกละเอียดออกเป็นผุยผง พริบตาเดียวกระแสไฟฟ้าก็ทะยานผ่านร่างของผู้บัญชาการกองทัพจักรวรรดิพร้อมระเบิดออกจนผลักร่างของเรวุสให้ล่วงหล่นลงออกนอกระเบียงสูงอย่างง่ายดาย

กายสูงเพรียวลอยละลิ่วดิ่งลงสู่เบื้องล่างก่อนจะตกกระแทกกับพื้นเหล็กกล้าจนเกิดเสียงดังสนั้นหวั่นไหวไปทั่ว

รอบด้านนิ่งสงบไปนานแล้ว เรวุสไม่รู้ว่าตอนนี้ผ่านมานานแค่ไหน ภายนอกปราการแห่งนี้เป็นกลางวันหรือกลางคืน ม่านตาสองสีเหม่อมองความเวิ้งว้างที่เขาล่อยลอยลงมา ตอนนี้ทั่วสรรพสางค์นั้นชาไปหมดจนไม่รู้สึกใดๆทั้งสิ้น ทว่าเมื่อเรวุสทดสอบขยับเพียงแค่ปลายนิ้วมือของตนเองความเจ็บปวดก็พลันแล่นริ้วไปทั้งร่างกายกระแสน้ำเชี่ยวกราดที่ถูกกักรอไว้ตรงปากเขื่อน

เขากำลังจะตาย…เรวุสรู้สภาพสังขารของตัวเองดี แต่หน้าที่ของเขายังไม่เสร็จสมบูรณ์ ยังมีสิ่งหนึ่งที่เขาจะต้องทำให้มันลุล่วงไปก่อนที่ดวงชีพที่ไร้เรี่ยวแรงนี้จะหลุดลอยไป

สิ่งที่เขาจะต้องรอส่งต่อให้กับคนที่เหมาะสมและคู่ควรมัน สิ่งที่อยู่ในมือของเขาตอนนี้!….ดาบแห่งกษัตริย์ลูซิสที่เขาเฝ้าเก็บรักษาไว้ข้างกายเสมอนับแต่ราชารีจิสเสด็จสวรรคต

เพราะดาบนี้มีค่าควรเมืองเขาไม่อาจยอมให้มันต้องแปดเปื้อนหรือถูกพวกนิฟเฟลไฮม์ทำลายมันได้…หนึ่งในศาตราวุธแห่งจอมราชันที่ยังรอยุวกษัตริย์องค์หนึ่งมารับสืบต่อไป

ดาบยาวสลักเสลาลวดลายละเอียดละออแบบฉบับของลูซิสถูกใช้ต่างสิ่งที่ช่วยพยุงร่างกายที่แหลกเหลวของเขาขึ้นมา อดีตเจ้าชายสูงส่งสายเลือดเทพพยากรณ์พยายามกระเสือกกระสนยันตัวเองขึ้นมายืนพิงกับขอบสะพานเหล็กที่เป็นทางเชื่อมจากศูนย์ทดลองส่วนในออกมาสู่ศูนย์กลางบัญชาการของปราการเซคนอทัส จมูกโด่งรั้นพยายามสูดอากาศเข้าไปในปอดลึกๆเพื่อขับไล่ความรู้สึกจุกตื้อที่อัดแน่นในช่องอกแต่แล้วเขาก็ต้องไอโคลกแรงๆออกมาจนลิ่มเลือดสดๆนั้นหลุดกระเด็นออกมาจากภายในลำคอ ร่างสูงโปร่งจ้องมองคราบสีแดงก่ำที่ติดอยู่บนฝ่ามือก่อนที่รอยยิ้มเย้ยหยันจักรีดยิ้มขึ้นที่มุมปาก เขาไม่แน่ใจอวัยวะภายในของตัวเองตอนนี้มีส่วนใดบ้างที่บาดเจ็บและบอบช้ำเพราะความร้าวราวนั่นสะท้านไปทั่วทั้งกายจนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าตรงไหนเจ็บหนักกว่ากัน

เสียงหัวเราะอย่างขมขื่นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดวังเวง เรวุสอดรู้สึกสมเพชตัวเองในเวลานี้ไม่ได้จนต้องหัวเราะออก สภาพของเขาตอนนี้ย่ำแย่เกินกว่าจะทำอะไรต่อไปได้อีก พลันให้หวนคิดถึงสภาพของน้องสาวสุดที่รักคราที่มีโอกาสได้พบกันเป็นครั้งสุดท้ายที่ห้องรับรองในอัลทิสเชีย ตอนนั้นเธอทั้งอ่อนแอและสิ้นหวังที่จะได้พบกับน็อคทิส ร่างกายเล็กๆนั้นแบกรับมวลความชั่วร้ายที่ดูดซับมาจากผู้ป่วยจนเกินขีดจำกัดที่จะหญิงสาวจะสามารถรับไหว เส้นอายุขัยของร่างกายที่เคยยาวไกลลดหายไปเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นพลังให้กับราชาผู้ถูกเลือกจนตอนนั้นลูน่าเฟรย่าแทบจะขยับตัวไม่ได้อีกแล้ว

น้องสาวของเขาร่ำไห้ไร้น้ำตาเพื่อวิงวอนขอให้เขาช่วยนำแหวนประจำราชวงศ์ลูซิสอันเป็นกุญแจสำคัญที่จะเชื่อมประสานราชาแห่งจอมราชันกับคริสตัลแห่งแสงไปมอบแก่น็อคทิสแทนเธอที่สภาพร่างกายโรยราไม่ต่างจากเศษซากขอนไม้ชิ้นหนึ่ง แต่เขากลับเลือกที่จะปฏิเสธ ทั้งๆที่เธอตกอยู่สภาพเช่นนั้นแล้วแท้ๆเขากลับทำได้เพียงนั่งกุมมือเธอและบอกให้เธอเป็นผู้ที่ต้องนำแหวนไปมอบให้ด้วยตัวเองเพราะมันคือหน้าที่ที่โชคชะตากำหนดลงมาเพียงเพื่อหญิงสาวเท่านั้น ในฐานะพี่ชายเขาไม่อาจทำสิ่งอื่นใดให้เธอได้อีกนอกจากคำพูดให้กำลังใจเพื่อให้ลูน่าสามารถกลับมายืนหยัดด้วยตัวเองอีกสักครั้ง…แม้ว่ามันจะต้องเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่แสนน่าเศร้าก็ตาม

เรวุสไม่กล้ารับแหวนแห่งลูซิไอมาถือครองไว้…มันหาได้เกี่ยวข้องกับว่าเขาหวาดกลัวอานุภาพของมันแต่อย่างใด หากแต่ถ้าแหวนวงนั้นตกมาอยู่ในมือเขามันยิ่งเกิดความเสี่ยงที่ฝ่ายจักรวรรดิจะจับได้ ถ้าพวกกองทัพได้มันได้ก็เท่ากับการเสียสละที่พวกเขาลงทุนลงแรงไปทั้งหมดนั้นสูญเปล่าอย่างสิ้นเชิง

แต่ท้ายที่สุดแล้วลูน่าเฟรย่าก็ทำให้พี่ชายของเธอภาคภูมิใจ เธอสามารถสานต่อภารกิจที่เธอพึงกระทำได้สำเร็จลุล่วงทุกประการและเธอก็จากโลกที่แสนโหดร้ายนี้ไป

เธอจากเขาไป….ครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของเขา

ร่างสูงโปร่งกัดฟันกรอดแน่น เสียงหอบหายใจถี่รัวประหนึ่งร่างกายนี้เหนื่อยล้าจากการวิ่งทางไกลมายามเมื่อหวนคิดถึงจุดนี้ หยดน้ำใสเอ่อขึ้นมารู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวตรงขอบตา…จากเจ้าชายสูงส่งด้วยยศฐาและบรรดาศักดิ์ ความฝันหวานที่วาดหวังไว้ถูกฉีกกระชากให้ต้องร่วงหล่นลงมาคลุกกับฝุ่นดินแห่งความเป็นจริง ชีวิตที่หลงเหลืออยู่เขามีเพียงหนทางที่แสนมืดบอดให้ก้าวเดินแต่เขาก็จำเป็นเดินไปอย่างไร้หนทางเลือกโดยมีชะตากรรมของบ้านเกิดเมืองนอนและชะตากรรมของโลกเป็นเดิมพัน

เขาพยายามถนอมทุกสิ่งที่แสนล้ำค่าที่ยังหลงเหลืออยู่อย่างน้อยนิดในชีวิตนี้อย่างสุดความสามารถ ยอมแม้กระทั่งวางชีวิตตัวเองเป็นเครื่องต่อรองหากมันจะช่วยปกป้องใครหลายคนรอดพ้นจากเงื้อมมือมฤตยูที่ทาบขวางลงมา

ชายหนุ่มเองไม่คาดคิดว่าตนเองจะชีวิตรอดด้วยซ้ำหลังจากที่เขาตัดสินใจสวมแหวนแห่งลูซิไอและรับการตัดสินจากบรรพกษัตริย์แห่งลูซิส เขารู้ดีว่าตัวเองกำลังเล่นกับไฟ มีความเสี่ยงสูงมากที่เขาจะโดนปฏิเสธ แต่ความหวังที่อยากจะเปลี่ยนแปลงความทำนายนั้นผลักดันให้เรวุสยอมแบกรับความเสี่ยงนั้นไว้หากมันจะช่วยให้น้องสาวและน็อคทิสรอดพ้นจากความตายนี้ได้

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาต่อสู้เพื่อปกป้องทุกคนแม้จะไม่ใครรู้ไม่มีใครเข้าใจเขาก็ตาม เขาฝืนทนกับถ้อยคำหยามเหยียดไม่เว้นวันด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งจะสามารถปลดโซ่ตรวนที่ผูกรั้งพวกเขาออกได้…แต่แล้วสุดท้ายทุกสิ่งที่เขาต่อสู้มาตลอดกลับกลายเป็นเพียงอากาศธาตุ ว่างเปล่าจับต้องไม่ได้

เขาอยากปกป้องทุกคน เขาปกป้องน้องสาวแต่สุดท้ายเขาก็ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง…แม้แต่ตอนนี้จะปกป้องตัวเองเขายังทำไม่ได้ด้วยซ้ำไป!

เรวุสคำรามออกมาด้วยความเจ็บยามที่พยายามพยุงร่างกายของตัวเองให้แผ่นหลังนาบติดกับไปกับราวสะพานส่วนมือที่ยังว่างก็เกาะเกี่ยวจับท่อนเหล็กเอาไว้ หางตาของเขาจับได้ถึงร่างร่างหนึ่งที่กำลังเดินมุ่งหน้าตรงมาทางนี้ น่าประหลาดแท้ที่ยังคงมีคนหลงเหลืออยู่ในปราการเซคนอทัสแห่งนี้ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างได้รับคำสั่งอพยพออกไปแล้วภายหลังจากฝูงปีศาจที่ถูกกักขังไว้อย่างแน่นหนาในห้องทดลองนั้นหลุดรอดออกมาอาละวาดไล่ฆ่าคนไปทั่ว

จริงอยู่ที่เรวุสลอบปล่อยสัตว์เลี้ยงที่ศูนย์ทดลองขังไว้ออกมาบางส่วนเพื่อก่อกวนสร้างความวุ่นวายและสร้างโอกาสในการลักลอบจู่โจมให้กับตนเอง ทว่าจู่ๆพวกมันกลับหลุดออกมาจากกรงขังทั้งหมดโดยไร้สาเหตุราวกับมีคนจงใจจะปล่อยมันออกมาซึ่งเรวุสเองก็จนปัญญาจะคาดเดาได้ถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังนี้…จักรวรรดิมีศัตรูมากมายทั้งภายในภายนอก อาจจะเป็นฝีมือของใครสักคนในกลุ่มคนพวกนั้นก็เป็นได้

ร่างของเด็กหนุ่มวัยรุ่นในเครื่องแต่งกายสีดำทั้งตัวค่อยขยับเดินเข้ามาใกล้ เค้าโครงหน้าที่งดงามสมบูรณ์แบบราวกับรูปสลักล้อมกรอบด้วยเส้นไหมสีนิลเหลือบประกายน้ำเงินเข้มดังคงโดดเด่นไม่ต่างจากเคยแม้จะเปรอะเปื้อนคราบเขม่าสีดำเต็มตัว ไพลินคู่โตนั้นจับจ้องร่างที่แหลกเหลวของท่านผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพจักรวรรดิไม่วางตาทุกย่างก้าวที่เข้าเดินมาใกล้จนกระทั่งเรวุสสามารถให้ดวงตาพร่าเบลอของตนเองมองเห็นและจำแนกร่างๆนั้นได้

“ในที่สุดก็มาจนได้นะ…น็อคทิส”

เสียงเอ่ยเรียกด้วยความปิติยินดีดังขึ้น ใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่เปรอะเปื้อนและชื้นเหงื่อกาฬมีสีหน้าดูโล่งใจมากเมื่อเห็นชัดว่าเป็นใครกันแน่ที่กำลังเดินมาหาเขา ชายหนุ่มผมทองออกขาวซีดกัดฟันฝืนต้านความเจ็บปวดที่แผ่กระจายไปทั่วทั้งตัวก่อนจะหันไปมองดูเจ้าชายหนุ่มน้อย คู่หมั้นของน้องสาวของตัวเอง

เรวุสสังเกตุเห็นว่าแหวนแห่งลูซิไอสีดำสนิทถูกสวมติดอยู่บนมือขอน็อคทิสเรียบร้อยแล้ว ความรู้สึกหนักอึ้งของภาระที่แบกรับมานานเหมือนได้รับปล่อยวางลง…ในที่สุดแหวนที่น้องสาวเขาเฝ้าเก็บรักษายิ่งกว่าชีวิตตนเองก็ได้อยู่ในมือของราชาที่คู่ควร ตอนนี้ขอเพียงแค่น็อคทิสได้ประสานพลังของแหวนกับคริสตัลที่ตั้งตระหว่านอยู่ที่ใจกลางปราการแห่งนี้ มวลปีศาจที่เพ่นพ่านรอบๆอาณาบริเวณนี้ก็จะได้รับการชำระล้าง

อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นที่หน้าที่ของเขาจะสำเร็จ!

“เหล่าทวยเทพต่างสนับสนุนท่าน น็อคทิส…เทพเจ้าจะอยู่เคียงข้างราชาจอมราชัน”เรวุสฝืนใจเอ่ยแต่ละประโยคออกมาอย่างยากลำบาก อาการบาดเจ็บของเขาทำให้ลมหายใจนั้นสะดุดขาดเป็นห้วงๆตลอดเวลา ดาบสีเงินมันวาวในมืกถูกยื่นส่งมอบต่อให้กับเจ้าชายรัชทายาทแห่งราชวงศ์ลูซิสที่เขาเฝ้ารอคอยการมา

“ในนามของ…บุตรผู้ดำรงสายเลือดแห่งเทพพยากรณ์ หม่อมฉันขอถวายศาตราวุธของพระบิดาของพระองค์ ได้โปรดเดินหน้าต่อไป ราชาของหม่อมฉัน…นำแสงสว่างกลับคืนสู่โลกใบนี้ด้วย!!”

เด็กหนุ่มผมดำยื่นมือออกมาหาร่างสูงโปร่ง รอยยิ้มเหยียดกรีดขึ้นที่มุมปากของเจ้าชายน็อคทิส ลูซิส เคลัมก่อนที่อีกฝ่ายจะใช้เวทมนตร์อันสืดทอดมาเฉพาะสายตระกูลตนเองเรียกดาบสีเงินยาวที่มีลักษณะเดียวกันกับดาบที่ดาบในมือของผู้บัญชาการหนุ่มให้ปรากฎขึ้นในอุ้งมือแล้วใช้มันฟันเข้าที่แขนซ้ายของคู่สนทนาโดยปราศจากการลังเลใดๆ

อัญมณีสองสีไม่เข้าคู่เบิ่งกว้างจ้องมองอย่างตะลึงตะลานไม่คาดคิดยามมองดูคราบโลหิตข้นเหนียวสีเข้มของตนเสาดกระเซ็นเป็นวงกว้างลอยขึ้นตามแรงตวัดของใบดาบยาวคมกริบที่ตัดผ่านร่างกายไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่รู้สึกก่อนที่แขนซ้ายที่เป็นแขนเหล็กจักรกลสีเงินแวววาวประดับลวดลายสีม่วงเข้มจะสะบั้นขาดออกจากส่วนลำตัวตกกระเด็นไปบนพื้นพร้อมกับดาบ

ร่างสูงโปร่งนิ่งงันกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปช่วงเสี้ยววินาทีพลันปลายเส้นประสาทที่ถูกตัดกระชากออกก็เริ่มทำงานตามกลไกธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ กระแสความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นสู่กลางสมองจนทำให้กายเพรียวสมส่วนค่อยๆทรุดลงกับพื้น ฝ่ามือขวาที่ยังคงเป็นร่างกายเนื้อมนุษย์ของตนเองเอื้อมข้ามไปกดบาดแผลที่เต็มไปด้วยหยาดเลือดสีสดอาบทะลักชุ่มโชกออกมาจนย้อมให้อาภรณ์สีขาวพิสุทธิ์อันเป็นเครื่องแต่งกายประจำตัวของอดีตเจ้าชายแห่งเทเนไบร์ให้กลายเป็นสีชาดจนเกือบดำสนิทแทน

การที่ท่อนแขนจักรกลถูกฟันขาดอย่างรุนแรงจากตัวเขานอกจากจะเป็นการดึงพลังของมาจิเทคอย่างฉับพลันโดยปราศจากการเตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้าเช่นทุกครั้งที่เขาเข้ารับการซ่อมแซม นอกจากนี้มันยังทำลายเนื้อเยื่ออ่อนรอบหัวไหล่และฉีกกระชากทำลายเส้นโลหิตโดยรอบๆอีกด้วย ตอนนี้เรวุสได้แค่ก้มหน้าหอบหายใจอย่างยากลำบาก ดวงตาของทั้งสองข้างของเขาเริ่มพร่ามัวจนไม่สามารถโฟกัสได้ ร่างกายใต้ชุดคลุมสีขาวตัวยาวเริ่มเย็นเยียบและอ่อนแรงแทบขยับแม้แต่ปลายนิ้วก็ไม่ได้อันเป็นผลร่วมมากจากการเสียเลือดจำนวนมากและสูญเสียพลังมาจิเทคไปพร้อมๆกัน

“ยังไงก็ละเว้นฉันจากถ้อยคำประจบประแจงจากปากของนายเอาไว้จะดีกว่านะ”

ฝ่ายที่ลงมือตัดแขนของชาบหนุ่มผมทองเอ่ยพลางตวัดดาบในมือของตัวเองเล่นไปมา เสียงหวีดของแผ่นโลหะที่แหวกผ่าอากาศเรียกดวงหน้าขาวที่ยิ่งทวีความซีดเซียวให้เงยขึ้นมองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

น็อคทิสเบื้องหน้าเขาคลี่ยิ้มเย้ยหยันยามที่ร่างเล็กในชุดสีดำสนิทนั้นหมุนตัวกลับมา ศาตราวุธราชาในมือพลันสลายกลางเป็นละอองสีฟ้านวลในอากาศว่างเปล่ามองดูดุจประกายดวงดาว

“ฉันยอมผ่อนปรนให้นายเล่นบทพระเอกตัวปลอมของเรื่องนี้มานานเกินไปแล้ว ตอนนี้มันควรจะจบเรื่องราวน่าตลกขบขันพวกนี้ลงเสียที”

“นี่ไม่ใช่….แกไม่ใช่น็อคทิส!!”

“ฮาฮาฮ่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าตัวเองนั้นเป็นเรื่องจริงหรือภาพลวงตากัน?” ร่างในชุดสีดำสนิทเบื้องหน้าหัวเราะออกมาพลางสะบัดมือสลับเรียกศาตราวุธแห่งราชันจากความว่างเปล่าวเข้าขึ้นมาหลายชิ้นราวจงใจจะยั่วยุคนที่มองดูตนเองอยู่

สีหน้า แววตา และอากัปกิริยาท่วงท่าการขยับเคลื่อนไหวที่แสนคุ้นตาแบบนั้นทำเอาเรวุสใจกระตุกวูบด้วยความหวาดหวั่นอย่างไร้สาเหตุ ร่างที่ทรุดหมอบอยู่บนพื้นเผลอครางชื่อออกมาเบาๆ “อาร์ดีน…อิซูเนีย”

พลันเสียงหัวเราะสนุกสนานถูกใจก็กระหึ่มลั่นขึ้น ร่างมายาที่ทำให้เรวุสมองเห็นคนตรงหน้าเป็นคู่หมั้นของน้องสาวตัวเองค่อยๆสลายหายไป น็อคทิสตรงหน้าค่อยกลับกลายร่างเป็นชายร่างสูงใหญ่ ชายเสื้อคลุมลวดลายดูล้าสมัยสีดำลากยาวระไปตามพื้นเหล็กเมื่อเจ้าตัวนั้นขยับเดินเข้ามาใกล้ๆ มือหนาควงหมวกสีดำที่แสนคุ้นตาเล่นไปมาราวกับหยอกเย้าก่อนที่มันจะถูกนำกลับไปวางประดับบนศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นไหมสีแดงอมม่วงเหมือนสีไวน์ชั้นเลิศ รอยยิ้มเยาะเย้ยแย้มระบายบนใบหน้ากร้านที่มีริ้วรอยตามวัยที่ล่วงเลยไปรับกับแววตาดูแคลนที่สะท้อนในแก้วอำพันสีทองคู่นั้น

“สวัสดีท่านผู้บัญชาการ…คิดถึงข้าบ้างไหมเล่า เราไม่ได้เจอหน้ากันเลยนะตั้งแต่กลับจากอัลทิสเชียนะ”

เรวุสทำได้แค่คำรามออกมาด้วยความเจ็บใจที่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังโดนอีกฝ่ายซ้อนแผนการอันแสนแยบยลกลับมาเอาคืนได้เจ็บแสบขนาดนี้

“ใครจะไปคิดถึงคนแบบแก….”

“แหมๆ ช่างน่าน้อยใจจริงๆ อย่างน้อยเราสองคนก็เคยร่วมเรียงเคียงหมอนกันมา ไม่น่าทำร้ายจิตใจกันขนาดนี้นะ” สีหน้าเจ้าเล่ห์เสแสร้งทำเป็นเสียใจอย่างสุดซึ้ง

เรวุสถึงกับหลุดคำสบถหยาบคายออก…อีกฝ่ายจงใจรื้อฟื้นความทรงจำที่เขาอยาลืมเลือนไปมากที่สุดขึ้นมา

เสียงหัวเราะร่วนอย่างสนุกสนานของอาร์ดีนฟังแล้วบาดลึกในจิตใจของชายหนุ่มอย่างมาก “ท่านเฝ้าวางแผนทุกอย่างมาโดยตลอด ทั้งใช้ตัวเองเข้ามาสืบข่าว ช่วยเหลือน้องสาวตัวเอง ช่วยราชาแห่งแสงสว่าง…โอ๊ะโอ๋ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ วางแผนหลอกคนอื่นนะมันง่ายแต่ลูกไม้ตื้นๆแบบนั้นใช้กับข้าไม่ได้หรอกนะท่านผู้การ”

“ต้องการอะไร!!”

“ก็ไม่อะไรหรอก…” รอยยิ้มเหยียดหยามที่วาดขึ้นเหนือริมฝีปากหยักคู่นั้นแย้มออกอย่างสนุกสนานยามที่ดวงตาสีอำพันทองที่แสนน่ากลัวจับจ้องร่างเพรียวโปร่งที่หมอบทรุดอยู่แทบพื้นเบื้องหน้า “แค่ว่าท่านเป็นอย่างไรบ้างเล่าฝ่าบาท รู้สึกอย่างไรเวลาที่ไร้พลังไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแบบนี้”

“โรคจิต!!” แม้จะไร้เรี่ยวแรงแต่เรวุสยังคงขัดฟันกรอดเค้นคำด่าคนตรงหน้าออกมาได้ เปลวเพลิงเกรี้ยวกราดลุกโชนสะท้อนในอความารีนและอเมทิสต์น้ำงามบนใบหน้าซีดเผือด

“แหมๆ ช่วงนี้ใครๆก็ชอบด่าข้าด้วยคำนี้เสียจริงเลยชักจะชินชาเสียแล้วสิ!” ร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนที่สวมชุดหนาหลายชั้นอีกทั้งยังมีเสื้อคลุมนอกสีดำตัวยาวที่เพิ่มความรุ่มร่ามขึ้นไปอีกตอบกลับอย่างสะทกสะท้านแถมยังยืนควงดาบยาวในมือตัวเองเล่นไปมาก่อนจะขยับสาวเท้าเข้ามาเดินวนใกล้ร่างของผู้บัญชาการแห่งกองทัพนิฟเฟลไฮม์ที่กำลังทรุดกองบนพื้นอย่างหมดสภาพ เรวุสได้แต่ก้มหน้าคับแค้นใจ กรามหนาบดเบียดเข้าหากันจนสามารถสังเกตุเห็นได้ชัดแจ้งที่ข้างนวลแก้มเปรอะละอองคราบเลือด

“เจ็บใจใช่ไหมละ ฮาฮาฮ่า ทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่มีทางเป็นไปตามที่ท่านต้องการหมดหรอกนะท่านผู้การ!”

“….”

“จุ๊ๆ อย่าทำหน้าเครียดแบบนั้นสิท่านผู้บัญชาการที่รัก…ใบหน้าสวยแบบนั้น..มันไม่เข้ากันหรอกนะ”

ปลายเหล็กแหลมคมเย็นเยียบของศาตราวุธแห่งราชันไม่ต่างจากจิตใจของผู้ที่ถือมันอยู่ขยับเข้ามาจ่อที่ช่วงคอก่อนที่นตวัดบาดผิวเนื้อใต้คางเรียวเพื่อเชยดวงหน้าของผู้ที่อยู่ต่ำกว่าให้แหงนเงยขึ้นมา ม่านตาสองสีสุมด้วยแววเกลียดชังและสิ้นหวังสบประสานกับดวงตาสีทองขี้เล่นของปีศาจร้ายที่กำลังหัวเราะด้วยความรื่นรมย์

“ความเคียดแค้น ความสิ้นหวัง….แค่มองหน้าเจ้าก็รู้ เป็นยังไงรสชาติของมันหอมหวานดีใช่ไหมละท่านผู้บัญชาการ” เสียงระรื่นของมารร้ายที่เอ่ยวาจาเยาะเย้ยด้วยความสนุกสนาน

“…” เรวุสทำได้แค่เพียงกัดฟันกรอดนิ่ง

“ท่านผู้การ…ท่านมันก็โง่เง่าเหมือนน้องสาวของคนงามของตัวเองละ พยายามจะช่วยโลกใบนี้ด้วยความเชื่อในบททำนายงี่เง่านั่น” อาร์ดีนพูดกลั้วเสียงหัวเราะ กายสูงใหญ่เริ่มเดินวนรอบร่างที่หมดเรี่ยวแรงไร้หนทางตอบโต้ เสียงชายเสื้อคลุมลากระไปบนพื้นเหล็กดังเป็นจังหวะทุกครั้งที่ฝีเท้าหนักๆก้าวย่างไป “อา เมื่อความมืดปกคลุมทั้งโลก ราชาแห่งแสงจะปรากฎขึ้นใช่ไหมนะ? ช่างมีศรัทธาแรงกล้าน่าชื่นชมเหลือเกิน”

“ก็ยังดีกว่าคนที่มีชีวิตอยู่โดยไม่มี…ความหวังไม่มีศรัทธาแบบแกยังไงละ”

รัฐมนตรีจอมเจ้าเล่ห์ฟังถ้อนคำย้อนเจ็บแสบนั้นแล้วก็นึกขบขัน…เด็กน้อยเอย เจ้ายังอ่อนเยาว์นักทีคิดจะต่อกรกับข้า

“งั้นฝ่าพระบาทก็ชี้แนะข้าที…ศรัทธาที่ท่านมีช่วยชีวิตน้องสาวของท่านได้หรือไม?” ลมหายใจของเรวุสถึงกับชะงักเมื่ออีกฝ่ายเปรยขึ้นเช่นนี้

“ตอนนั้นท่านรู้สึกอย่างไรเล่าฝ่าบาท ข้าอยากทราบเหลือเกินว่ายามที่ท่านได้โอบกอดร่างกายอันเย็นชืดของน้องสาวสุดที่รักที่อัลทิสเชียตอนนั้นมันเป็นอย่างไร หืม ไหนลองบอกให้ข้าฟังหน่อยสิ?”

ร่างของที่ปรึกษาเดินวนมาหยุดตรงหน้าอดีตเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ ศาตราวุธสีเงินแววววาวในมือก็สลายหายไปกับความว่างเปล่า ดวงตาสีทองที่กำลังจับจ้องคนที่อยู่ต่ำกว่าตนเองเปล่งประกายสนุกสนานรื่นเริงอย่างที่สุด ฝ่ามือหนาเอื้อมลงมาบีบปลายคางที่เปรอะเปื้อนเลือดของใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่ซีดเผือดขึ้นก่อนจะบังคับให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองตนเอง เรวุสแม้อยากขัดขืนการกระทำหยาบช้านั้นแต่ก็ไม่มีกำลังมากพอจะต่อต้านได้ สิ่งที่ทำได้คือการจ้องตอบกลับอีกฝ่ายอย่างกริ้วโกรธ

ใบหน้ากร้านโน้มลงมาเคล้าคลอ ลมหายใจอุ่นร้อนกับสัมผัสสากระคายของหนวดเคราบนใบหน้าอีกคนค่อยๆละไล้ไปตามผิวละเอียด

“เคยสงสัยบ้างไหมว่าใครเป็นคนลงมือส่งน้องสาวของท่านไปสวรรค์?”

ม่านตาสองสีเบิ่งโพล่งออกก่อนที่ร่างกายอ่อนเปลี้ยจะเริ่มสั่นระริก เจ้าของเรือนผมสีม่วงอมแดงแปลกตาหัวเราะร้ายลึกในลำคอที่ข้างใบหูผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพที่บัดนี้นั่งสิ้นท่าอยู่ใต้การควบคุมของเขา

“แต่บางทีข้าว่าท่านก็อาจจะอยากรู้ว่าข้ารู้สึกยังไงตอนที่เอามีดแทงร่างของเทพพยากรณ์เข้าไปแบบนั้น ฮาฮาฮ่า”

“แกมัน…ไอ้สารเลว!!!” ชายหนุ่มคำรามลั่นด้วยความคั่งแค้นพร้อมทั้งพยายามฝืนร่างกายที่ตอนนี้แทบไม่รับฟังคำสั่งจากสมองของเขาอีกแล้วพุ่งเข้าขึ้นไปทำร้ายคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า หากแต่เพียงแค่อาร์ดีนสะบัดปลายฝ่ามือฟาดมาบนใบหน้าอีกฝ่ายเรวุสก็เซถลาล้มกลิ้งไปนอนบนพื้นเสียแล้ว

อดีตเจ้าชายสายเลือดเทพพยากรณ์ได้แต่นอนสิ้นท่ากรีดร้องอย่างเคียดแค้น หยาดน้ำตาใสเอ่อทะลักทะลายออกมาราวกับไม่มีวันหมดสิ้น ดวงตาสองสีตวัดมองพร้อมกับเอ่ยสาปแช่งชายตรงหน้า ทว่าคนที่ถูกสบถสาปกลับยังคงสีหน้ายิ้มแย้มระรื่นไม่สะทกสะท้านกับสิ่งใดๆ

ราวกับหยาดหยดสีนิลกาฬที่ร่วงหล่นลงไปบนผืนน้ำสีขาวสะอาด ความมืดหม่นนั้นค่อยๆแผ่กระจายกลืนกินความบริสุทธิ์นั้นไปทีละน้อย เช่นเดียวกับจิตใจอันดีงามของเรวุสที่ถูกความแค้นเคือง เกรี้ยวกราวและหมดหวังในชีวิตกัดกินในตอนนี้

อาร์ดีนเฝ้ามองดูอดีตเจ้าชายรัชทายาทแห่งเทเนไบร์สบถด่าและสาปส่งต่างๆนานาอย่างใจเย็น เขาไม่ทำอะไรทั้งนั้นเพราะอีกฝ่ายกำลังอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆเฉกเช่นเดียวกับกองโลหิตใต้ร่างสูงที่แผ่ขยายวงกว้างออกไปจนแทบกลายเป็นแอ่งเลือดขนาดย่อมๆ เลือดแห่งเทพยากรณ์ถูกดูดซับด้วยชุดสีขาวอันเป็นเครื่องแต่งกายที่เจ้าของชุดจงใจเลือกมาใช้เพื่อแสดงความแตกต่างของตนเองจากกองทัพจักรวรรดิย้อมสีพิสุทธิ์ให้กลายเป็นสีดำคล้ำ

อา ช่างงดงามเหลือเกิน!…ความขาวสะอาดที่แปดเปื้อนจนกลายเป็นสีดำ

นี่สิคือภาพที่เขาต้องการจะเห็น เทวดาสีขาวสูงส่งที่ถูกกระชากปีกทิ้งและถูกเหยียบย่ำจนในที่สุดก็กลับกลายร่างเป็นปีศาจร้าย…อีกแค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น

อีกแค่ไม่กี่อึดใจเจ้าชายเรวุส น็อซ ฟลูเรทก็จะกลายเป็นของของเขาอย่างสมบูรณ์!!!

รอยยิ้มกรีดขึ้นเหนือริมฝีปากหยักอย่างพึงพอใจ ร่างของรัฐมนตรีจอมเจ้าเล่ห์ค่อยๆทรุดลงใกล้ๆเรือนร่างสูงเพรียวที่กำลังนอนรอความตายมาเยือน มือหนาใต้เสื้อแขนยาวมีจีบระบายที่คลุมทับด้วยชุดคลุมหนักหนาอีกชั้นเลื่อนสอดเข้ามาในกลุ่มเส้นผมนุ่มลื่นสีทองที่ออกขาวซีด ปลายนิ้วสากขยุ้มจิกบังคับให้ใบหน้างดงามสมบูรณ์ไม่แตกต่างจากน้องสาวคนสุดท้องแหงนเงยขึ้นมาสบตาด้วย

“อย่าได้กังวลใจไปฝ่าบาท…ความตายของท่านจะไม่สูญเปล่าแน่นอนหม่อมฉันขอให้สัญญา อีกไม่นานราชาของท่านก็จะมาถึง ข้าจะให้ท่านได้พบคนที่ท่านอยากมอบดาบเล่มนั้นให้….ท่านจะได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งแน่นอน

จิตใจของเรวุสสั่นวูบหวาดกลัวกับคำพูดเช่นนั้น แต่เขาไม่มีแรงจะตอบโต้หรือเอ่ยอะไรอีกต่อไปแล้ว…ร่างกายและจิตใจของเขาด้านชาและเย็นเยียบราวกับพายุหิมะในช่องเขาอาร์ทิค เงาของมัจจุราชกำลังทาบทับบนร่างของอาร์ดีนที่โน้มลงมาใกล้จนแทบจะประสานร่างสองร่างเข้าด้วยกัน

ใบหน้าหยาบกร้านเคลื่อนเข้ามาใกล้ดวงหน้าขาวซีด ริมฝีปากหยักได้รูปชัดเจนค่อยๆนาบลงเหนือกลีบปากบางเย็นเฉียบไร้สีเลือดที่สั่นระริก อาร์ดีนเริ่มใช้ปากของตนเองขบเม้มหยอกเย้ากับความหยุ่นนุ่มบนกลีบปากของฝ่ายตรงข้าม ร่างสูงใหญ่กว่าเริ่มดูดกลืนรุกเร้าครอบครองเรียวปากของชายหนุ่ม ปลายชิวหาร้อนเบียดแทรกรุกรานเข้าไปในอุ้งปากที่พยายามออกแรงต่อต้านตวัดกวาดชิมรสชาติหอมหวานที่มีตนเองเพียงคนเดียวเคยได้ลิ้มลอง เสียงความเหลวที่ไหลแลกเปลี่ยนกันไปมาสะท้อนในหูของเรวุสฟังดูปลุกเร้าและหยาบโลน

หยาดน้ำใสไหลรินออกจากหางตาสองสีที่ปิดสนิท….มันเป็นจุมพิตที่แสนน่าขยะแขยงจากคนที่ลงมือฆ่าครอบครัวของเขาอย่างเลือดเย็นทว่าเขากลับไม่มีกำลังมากพอจะทัดทานขืนต้านมันได้

อาร์ดีนยอมละใบหน้าถอยออกมาปลดปล่อยริมฝีปากที่ถูกครอบครองจนบวมช้ำให้เป็นอิสระ แต่ยังไม่วายที่จะใช้ฟันคมกัดเข้าที่กลีบปากของเรวุสก่อนจะผละแยกออกมา เส้นใยสีใสเจือด้วยสีแดงคล้ำของเลือดไหลย้อยออกมาจากมุมปากของชายหนุ่มผมทองที่กำลังหอบหายใจรวยระริน

“ช่างงดงามเหลือเกิน…สมบูรณ์แบบอะไรเช่นนี้”

ปลายนิ้วยาวของปีศาจร้ายลากไล้ไปบนผิวละเอียดบนดวงหน้าตรงหน้าประหนึ่งหลงใหลคลั่งไคล้ก่อนที่มือใหญ่จะเลื่อนลงไปสัมผัสไหปลาร้าเชื่อมกับช่วงลำคอระหงที่ยามปรกติแล้วจะถูกซุกซ่อนอยู่ใต้ปกเสื้อแบบตั้ง ความสากระคายบรรจงลูบไล้สร้างร่องรอยแดงจางๆเหนือผิวขาวสะอาด ยิ่งเขามองเห็นสีหน้าเดียดฉันท์เจือจางด้วยความหวาดหวั่นอาร์ดีนก็ยิ่งแสยะยิ้มชอบใจออกมา เสียงหัวเราะรื่นเริงดังขึ้นเบาๆในลำคอของร่างสูงก่อนที่จะใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างตนเองโอบเข้ารอบลำคอของฝั่งตรงข้ามพร้อมกับออกแรงบีบเข้าไปทีละน้อย…ทีละน้อย ที่ละน้อย

เมื่อหายใจไม่ได่ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงของเรวุสเริ่มสั่นกระตุกและดิ้นพล่านทุรนทุรายตามสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด อความารีนและอเมทิสต์คู่เรียวเบิ่งโพล่งจ้องมองคนที่กำลังจะคร่าชีวิตตนเอง แขนขวาที่ยังหลงเหลืออยู่ปัดป่ายและพยายามผลักร่างตรงหน้าออกไปเท่าที่กำลังจะมีหลงเหลืออยู่

“ชู่ว ฝ่าพระบาทไม่ดื้อสิพะยะค่ะ อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง” ที่ปรึกษาแห่งกองทัพหัวเราะสรวลเสออกมาด้วยความรื่นรมย์ที่ได้เห็นคนตรงหน้าทุกข์ทรมานและสิ้นหวัง “ยิ่งดื้อรั้นมากเท่าไรยิ่งทรมานมากเท่านั้นน้า”

เสียงกระซิบนุ่มนวลดังแผ่วราวกับเจ้าตัวตั้งใจจะปลอบประโลมพร้อมกับดวงหน้ากร้านที่เต็มไปด้วยรอยตามวัยเริ่มแปรเปลี่ยนไป ผิวกายสีเสื้อเข้มค่อยๆซีดลงเรื่อยๆจนกลับกลายเป็นสีขาว เนตรสีอำพันที่มักฉายแววเจ้าเล่ห์ไม่น่าไว้วางใจเลือนหายไปก่อนที่สีดำทมิฬเหมือนห้วงความมืดมิดอันไม่สิ้นสุดจะเข้ามาครอบครองและปรากฎวงแหวนสีทองจางๆขึ้นมาตรงกลาง ตรงขอบตาปรากฎหยาดเหนียวข้นสีคล้ำน่าสะอิดสะเอียดไหลรินอาบข้างแก้มทั้งข้าง ยามที่เจ้าตัวแย้มรอยยิ้มให้เขี้ยวคมกริบทั้งสองข้างก็โผล่ออกมาให้ชัดเจน

แม้สติจะใกล้หลุดลอยออกจากร่างกายที่ผุพังนี้เพียงใดเรวุสก็ไม่วันลืมเลือนว่าสิ่งตรงหน้านั้นคืออะไร…นั้นคือโรคระบาดร้ายแห่งดวงดาว มลทินอันแสนชั่วร้ายที่ทำลายมวลมนุษย์ แปรเปลี่ยนคนให้กลับกลายเป็นบริวารแห่งความมืด

เหมือนโดนความจริงตีอัดกลางแสกหน้าในยามนี้ ความสงสัยที่ติดค้างในใจมาเนิ่นนานพรั่งพรูเข้ามาในหัว…มาจิเทคที่กองทัพนำมาใช้ผลิตหุ่นยนต์จักรกลและสร้างปีศาจนั้นแท้จริงมาจากตัวอาร์ดีนเอง ชายผู้นี้ไม่ได้โง่ขนาดยอมให้จักรวรรดิใช้งานของของตัวเองฟรีๆ ตอนนี้อาร์ดีนกำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตและดอกเบี้ยของสิ่งที่นิฟเฟลไฮม์ได้ไปหยิบยืมไปเท่านั้น….และคนที่ปล่อยปีศาจให้ออกมาเพ่นพ่านในศูนย์วิจัยได้อย่างอิสระก็คือหมอนี่เอง!!

หยาดน้ำใสไหลออกจากหางตา….เขาผิดเองที่ไม่เชื่อคำเตือนของน้องสาว เขาผิดเองที่คิดจะหยอกล้อเล่นกับไฟจนในที่สุดคนเขลาแบบเขาก็ต้องถูเปลวเพลิงเผาผลาญสิ้นไปแบบนี้!!

แรงบีบรัดที่ลำคอนั้นรุนแรงขึ้นจนไม่มีลมหายใจใดๆสามารถลอดผ่านไปได้ ใบหน้าขาวซีดไม่ต่างจากศพนั้นบิดเบี้ยวทรมาน แรงปัดต้านสะเปะสะปะเริ่มอ่อนลงจนแทบจะแน่นิ่ง ช่วงวินาทีสุดท้ายของชีวิตก่อนที่ดวงจิตที่เลอะเลือนจะดับวูบจอมปีศาจก็กระชากซากร่างในอุ้งมือเข้ามาแล้วมอบจุมพิตรุนแรงให้อีกฝ่ายเสมือนเป็นดั่งคำอำลา

รอยจูบรุกเร้าและคุกคามกินเวลาสักพัก จนเมื่อใบหน้าของรัฐมนตรีแห่งจักรวรรดิผละถอยออกมาร่างกายของเรวุสก็นิ่งสนิทไปแล้ว ดวงตาสองสีที่เบิ่งกว้างจ้องมองอาร์ดีนยังคงมีแววตาตื่นตะลึงและหวาดกลัวชัดเจน สองมือละออกจากลำคอระหงที่ขึ้นรอยแดงช้ำปล่อยให้ร่างของอดีตผู้บัญชาการระดับสูงไล่ลื่นลงไปกองกับพื้นเหล็กเย็นเยียบ ใบหน้าของรัฐมนตรีแห่งนิฟเฟลไฮม์ค่อยๆกลับคืนสู่ใบหน้ามนุษย์ปรกติอีกครั้ง สายตาหมิ่นแคลนเฝ้ามองใบหน้าของเรวุสนิ่งนานก่อนจะใช้สองปลายนิ้วดึงเปลือกตาสีขาวซีดนั้นลงเพื่อปิดดวงเนตรสองสีที่กำลังจับจ้องเขาลงเสีย…ถือเสียว่าเป็นความเมตตาครั้งสุดท้ายจากคนที่เคยหลับนอนด้วยกันมาก่อน!

กายสูงขยับลุกขึ้นเดินไปหยิบดาบแห่งลูซิสมาถือไว้ในมือ ท่อนแขนเหล็กของผู้บัญชาการระดับที่แสนโง่เขลายังคงจับด้ามดาบแน่นไม่ยอมปล่อย อาร์ดีนเขวี้ยงศาตราวุธสีเงินนั้นปักลงข้างร่างของเรวุส แผ่นกระดาษจดหมายหลายฉบับที่ชายหนุ่มตั้งใจเขียนถึงเทพพยากรณ์ลูน่าเฟรย่าถูกดึงออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมสีดำตัวยาวก่อนที่ปีศาจจอมเจ้าเล่ห์จะจงใจโปรยมันลงไปเหนือร่างของอดีตเจ้าชายสูงศักดิ์

“เจ้าอยากจะช่วยเหลือโลกใบนี้ แต่แค่นั้นมันยังไม่พอหรอกนะ…เพราะคริสตัลเลือกข้า ไม่ได้เลือกเจ้า”
ริมฝีปากหยักเหยียดยิ้มเยาะเย้ยไม่ต่างจากม่านตาสีทองที่ส่องประกายหมิ่นแคลนในความพยายามอันแสนไร้ค่าของทายาทสายเลือดเทพพยากรณ์ก่อนร่างสูงใหญ่หมุนตัวกันหลังเดินจากไป ปล่อยทิ้งเศษเศษซากของผู้พ่ายแพ้ในเกมนี้ไว้เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

“อา การถูกปฏิเสธมันแสนเจ็บปวดใช่ไหมเล่าฝ่าพระบาท!!”

แต่สำหรับท่านผู้บัญชาการอันเป็นที่รักของข้า ท่านจะไม่ถูกข้าปฏิเสธแน่นอน…เพราะตอนนี้ท่านคือคนของข้าอย่างสมบูรณ์แล้ว!!

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

“น็อคท์ ถ้าพวกเราใช้ลิฟท์ส่วนกลางนี้ไปเราก็น่าจะถึงใจกลางของปราการแห่งนี้ได้แล้วละ” เสียงทุ้มเอ่นเรียบๆยามที่ชายหนุ่มสี่คนกำลังออกวิ่งมุ่งหน้าไปยังลิฟท์ แม้จะสูญเสียการมองเห็นไปแต่การคำนวณคาดการณ์ของอิกนิสยังคงแม่นยำเสมอ

“อือ คริสตัลเองก็คงอยู่ที่นั้นละ” น็อคทิสเหลียวกลับมาตอบก่อนจะออกวิ่งนำทางทุกคนไป

“นี่ตอนนี้พวกเราอยู่ตรงส่วนไหนของปราการเนี่ย…ที่นี่กว้างใหญ่มากจนฉันว่าพวกเราหลงกันได้ง่ายๆเลยนะ” ยังคงเป็นพรอมพ์โต้ที่แอบบ่นประปอดกระแปดเช่นเคยถึงจะเจ้าตัวจะเพิ่งกลับมาร่วมทางอีกครั้งหลังจากถูกพวกกองทัพจับตัวไประหว่างทางที่พวกเขาไปเทเนไบร์ก็ตาม

“อย่าบ่นมากพรอมพ์โต้ เดินๆไป…อ้าวเฮ้ย!! อิกนิสเดินระวังทางด้วย”  กลาดิโอ้หันมาปรามเจ้าหมาน้อยของคณะที่ชอบส่งเสียงบ่นหึ่งๆก่อนจะรีบวิ่งไปคว้าตัวราชเลขานุการที่กำลังจะล้มเพราะดันก้าวเท้าขึ้นบันไดพลาด

“อา ขอโทษด้วย ทางมันไม่คุ้นเลยกะระยะก้าวไม่ค่อยถูก”

“อยู่ข้างฉันเอาไว้แล้วกัน จะได้ไม่ล้มอีก” เสียงทุ้มหนักดุใส่คนที่มองเห็นแต่ยังพยายามฝืนตัวเองเพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นภาระคนอื่น

“รู้แล้วละ…ขอบคุณนะกลาดิโอ้”

“โอ่ ฝ่าพระบาท กระหม่อมมีของขวัญเตรียมรอไว้ให้ ทำไมไม่ทรงเร่งเท้าไปทอดพระเนตรดูสักหน่อยละพะยะค่ะ!!”เสียงของไอ้รัฐมนตรีขี้เต๊ะที่แสนน่าเบื่อหน่ายและชวนหงุดหงิดดังขึ้นอีกครั้งเมื่อชายหนุ่มสี่คนเดินเข้ามาถึงลานโกดังกว้างขวางที่น่ามีไว้เพื่อเก็บยานรบของกองทัพ

“เออ รู้แล้วๆ เสียงไอ้หมอนี่น่ารำคาญแถมยังกวนประสาทชะมัดเลย” เจ้าชายรัชทายาทแห่งลูซิสอดบ่นออกมาไม่ได้หลังจากต้อทนทรมานจากเสียงของอีกฝ่ายมาอย่างยาวนานนับแต่ก้าวเท้ามาในกราเลีย

“ยังไงก็ระวังตัวด้วย ฉันไม่ไว้ใจหมอนั่น!”

“เห็นด้วยเลย”

“เชิญฝ่าบาททอดพระเนตรสิ…ของขวัญที่กระหม่อมเตรียมไว้ให้ ฮาฮาฮ่า!!”

น็อคทิสถึงกับตื่นตะลึงกับสิ่งที่ได้พบเห็นเบื้องหน้าตนเอง เจ้าชายหนุ่มแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าจะมีสิ่งใดที่โหดร้ายและน่าสงสารไปมากกว่านี้อีกแล้ว

“นั้นมัน….เป็นไปไม่ได้น่า!!!”

เสียงคำรามลั่นสั่นสะเทือนอาณาบริเวณโดยรอบก่อนที่เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นค่อยๆเดินกระเผลกลากเท้าและด้ามดาบเล่มเขื่องเข้ามาอย่างเชื่องช้า ร่างกายของสิ่งตรงหน้าสูงขยายจนสูงใหญ่เลยหัวของกลาดิโอ้ขึ้นไปแล้วด้วยซ้ำ ที่น่าประหลาดคือเจ้าสิ่งนั้นราวกับมีสองร่างกายในหนึ่งเดียว ครึ่งหนึ่งของมันถูกความมืดกัดกินจนไม่หลงเหลือเค้าโครงมนุษย์ทั้งเขายาวแหลมสีดำงอกพ้นออกมาจากศีรษะและร่างกายฝั่งซ้ายที่อาบเคลือบไปด้วยของเหลวสีดำคล้ำเหนียวหนืดเหมือนน้ำมันดิบร้อนๆ ทว่าอีกฝั่งที่เหลือนั้นยังคงความเป็นมนุษย์ที่มีอัตลักษณ์บางอย่างที่บ่งบอกว่าอดีตของร่างนี้คือใครกันแน่

“นั่นมันเรวุสใช่ไหม!?” น็อคทิสเผลอหลุดปากถามออกมาอย่างตกใจ

“อาจจะใช่ แต่นั้นต้องเรียกว่านั้นคือเศษซากที่หลงเหลือของเขามากกว่า!!” กลาดิโอ้ตอบกลับอย่างเคร่งเครียด ในมือขององครักษ์หนุ่มร่างโตร่ายเรียกอาวุธของตนเองออกมาเตรียมพร้อม…งานนี้ไม่ใช่เล่นๆแน่นอน เรวุสขึ้นชื่อว่าเป็นนักดาบฝีมือฉกาจหาตัวจับยากคนหนึ่ง แถมตอนนี้ยังกลายร่างเป็นปีศาจที่ถูกอาร์ดีนชักใยอยู่เบื้องหลังไปแล้ว เขาเองก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าศึกครั้งนี้จะหนักหนาแค่ไหน!!

“ชอบไหมละ ขอเชิญฝ่าพระบาทสนุกสนานกับของเล่นชิ้นโปรดของหม่อมฉันตามสบายเลยนะ อา ดูเขาสิ…ความงดงามนั้น สีขาวที่ย้อมด้วยสีดำ ช่างงามไม่มีที่ติเสียจริงๆนะ” เสียงหัวเราะรื่นรมย์ดังแว่วมาตามสายไม่ขาดช่วง

ร่างกายที่แปรเปลี่ยนไปกรีดร้องคำรามลั่นออกมา แขนยาวที่อาบย้อมไปด้วยคราบสีดำคล้ำเหยียดยื่นมาหากลุ่มของน็อคทิสพร้อมส่งเสียงร้องออกมา

“ได้โปรดจบมันที!!!”
และนั้นคือคำวิงวอนสุดท้ายที่เรวุสเอ่ยขอต่อราชาผู้ถูกเลือกเพื่อจบบ่วงชีวิตอันแสนเศร้าและทุกข์ทรมานนี้

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

ตรีศูลแห่งเทพพยากรณ์พุ่งแทงกลางอกของเรวุสเป็นการปิดฉากการต่อสู้ที่หนักหนาและยาวนานลง น็อคทิสยืนหอบหายใจฮักๆอยู่เหนือร่างใหญ่โตนั้น เสียงกรีดร้องอย่างทรมานของปีศาจร้ายที่ถูกโค่นลงด้วยฝีมือของราชาผู้ถูกเลือกดังสะท้านออกไปไกล กายสูงผิดมนุษย์ค่อยๆทรุดลงบนพื้นก่อนที่มันจะเริ่มสลายตัวกลายเป็นหมอกควันสีดำเข้มที่ค่อยๆจางหายไปในอากาศราวกับจุดตรงนั้นไม่เคยมีอะไรอยู่มาก่อน

“มันช่างเป็นจุดจบที่หน้าเศร้าไม่ว่าใครก็ไม่ควรเจอแบบนี้” กลาดิโอ้กล่าวออกมาด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว แม้ทั้งเขาและเรวุสจะค่อยถูกชะตากันแต่ส่วนหนึ่งในใจของกลาดิโอ้เข้าใจและเห็นใจเรวุสในฐานะที่ตนเองก็เป็นพี่ชายและมีน้องสาวให้ปกป้องเหมือนกัน “…เขาคือชายที่เต็มไปด้วยความฝันและความหวัง ไม่น่าเลยที่จะต้องลงเอยแบบนี้”

“น็อคท์ เรวุสพยายามจะคืนดาบของฝ่าบาทรีจิสให้นาย นายรู้ใช่ไหม?” อิกนิสเอ่ยถามขึ้นมาเรียบๆแม้ส่วนลึกจะอดสงสารชะตากรรมของอดีตเชื้อพระวงศ์แห่งเทเนไบร์ไม่ได้ เสียงจากวิดีโอที่อาร์ดีนจงใจทิ้งไว้ให้พวกเขาให้ชมในห้องควบคุมนั้นสะท้อนนิสัยและความตั้งใจจริงของเรวุสที่ต้องการจะสนับสนุนว่าที่ราชาตัวจริงและกวาดล้างความชั่วร้ายออกไปจากโลกใบนี้…น่าเสียดายที่เรวุสไม่มีวันได้เจอน็อคทิสตัวจริงและมีโอกาสเรียกขานน็อคทิสว่า ‘ราชาของเขา’

“อืม ฉันคิดว่าฉันพอจะรู้” เจ้าชายหนุ่มแห่งลูซิสได้แค่ตอบพร้อมถอนหายใจหนักๆออกมา ตลอดเส้นทางที่เขาต้องเดินสำรวจในปราการเซคนอทัสแห่งนี้มีหลายอย่างที่เรวุสทำเพื่อเขาหลงเหลือไว้มากมาย…เรวุสตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อช่วยเขาและลูน่ามาโดยตลอด แต่กลับเป็นเขาเองที่ไม่เข้าใจความปรารถนาดีของอีกฝ่ายเลย เขาไม่เคยรับรู้อะไรเลยถึงขนาดยังเคยว่าประนามเรวุสว่าเป็นสุนัขรับใช้ของจักรวรรดิตอนที่ประจัญหน้ากันในฐานทัพด้วยซ้ำไป

คนที่โง่ที่สุดในโลกไม่ใช่เรวุสที่ยอมลดตัวไปทำงานรับใช้จักรวรรดิ…แต่เป็นเขาเองที่ไม่เคยรู้ตัวว่าได้ความช่วยเหลือจากคนอื่นมากแค่ไหนต่างหาก!!

“เป็นจุดจบที่น่าเศร้าเกินไป…ทำไมต้องโหดร้ายกันขนาดนี้” พรอมพ์โต้กล่าวออกมาด้วยเสียงสั่นน้อยๆ

“แต่อย่างน้อยตอนนี้เรวุสก็เป็นอิสระแล้ว…ขอให้นายได้พบเจอความสงบสุขในโลกหน้า บางทีในอีกโลกหนึ่งชะตากรรมของนาย…ไม่สิ ของพวกเราทุกคนในที่นี้อาจไม่โหดร้ายเท่านี้”ไพลินคู่สวยจ้องมองพื้นเย็นเยียบที่ร่างกายของเรวุสเคยนอนทอดอยู่ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาไล่มองอิกนิส พรอมพ์โต้และกลาดิโอลัสที่ร่วมฝ่าฟันความยากลำบากมาด้วยกันตั้งแต่ต้นด้วยความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามาในใจ

“โอ๊ะโอ๋ ทรงจัดการกับของเล่นที่แสนสวยของหม่อมฉันไปแล้วหรือฝ่าบาท…โธ่ ช่างน่าสงสารและน่าเสียดายเหลือเกิน” เสียงยียวนเดิมๆดังขึ้นขัดจังหวะความซึ้งที่เริ่มก่อตัว เจ้าตัวคงเฝ้ามองพวกเขาผ่านจอมอนิเตอร์ตลอดเวลา เดาได้เลยว่าตอนนี้ใบหน้ากร้านของรัฐมนตรีจอมวางแผนนั้นคงกำลังยิ้มกริ่มด้วยความสาแก่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“ไปกันต่อเถอะน็อคท์ ทั้งคริสตัลและอาร์ดีนกำลังรอนายอยู่นะ”

“อือ ไปกันเถอะ”

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

[ THE END ]

———————————-

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

[Mode คนแต่งกรีดร้อง]

จบแล้วค่ะ เขียนกันยาวเยี่ยงไตรภาคเดอะลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ กันทีเดียว ตอนแรกกะเอาสั้นๆตอนเดียวจบไหงลากยาวมาได้ขนาดนี้ ตอนเขียนเหมือนองค์พี่ท่านลงว่าเขียนต่อสิๆ เลยได้ดมกาวแต่งมาขนาดนี้ได้ ตอนเขียนนี่แอบรู้สึกเหมือนลุงจงใจฆ่าเมียเก่าเพื่อไปหาเมียใหม่มากค่ะ #สูดกาวเข้าปอดแรงๆ

จริงๆยอมรับว่าลำเอียงเขียนถึงเรวุสแยะกว่าเพราะสงสารพี่ท่านที่บทโดนตัดฉับๆ ถึงจะเพิ่มฉากให้ก็ยังน้อยไปอยู่ดี ดังนั้นเราจึงถือคติว่าเมื่ออฟช.ไม่ทำเราจะทำให้แทนค่ะ 555 

ทั้งหมดนี้เราแต่งในมือถือล้วนๆ หากมีส่วนไหนที่พิมพ์ตกพิมพ์ผิดแจ้งได้นะคะ บางทีพิมพ์แล้วเบลอเองก็มีค่ะ

Advertisements

One thought on “[Fan Fiction] Final Fantasy XV – Distain_Part IV (END)

  1. อาร์ดีนนนนนนนนนนฮือทำไมร้ายอย่างนี้โอ้ยยยยยยยย อุ้มเรวุสมากอดแบบปลอบประโลม *โดนคนเขียนกระทืบรัวๆ โอ้ยยยยเป็นอะไรที่เศร้านิดๆซึ้ง หลากอารมณ์มาก กัดหมอนน้ำตาปริ่มๆ ขอบคุณจริงๆนะคะที่แต่งคู่นี้ให้อ่านเพราะเราชอบคู่นี้มากเลย มันแบบมันได้อ่ะ มันใช่ มันดีย์ ขอบคุณมากจริงๆนะคะ งานหน้าก็จะตามอ่านอย่างงี้อีกน้า ชอบมากๆเลย ><

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s