[Short Fiction] Final Fantasy XV – Sweet & Sour

Title: Sweet & Sour

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: Gladiolus Amiticia x Ignis Scientia

Genre: Romance

Rating: PG

Comments: เป็นช่วงใน Brotherhood ก่อนหนุ่มๆออกเดินทาง ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการไปแซวภาพพ่อหมีกลาดี้ตอนวัยรุ่นในออฟฟิเชียลบุ๊คจากทวิตพี่แยม STECHA ค่ะ 😄

ดีใจได้แต่งคู่นี้สักที หลังจากดองมานานเกินทนค่ะ คู่ป๊าม๊าเป็นคู่แรกที่ชอบใน FFXV แต่กลับได้แต่งฟิคถึงน้อยกว่าคู่พรอมพ์น็อคอีกค่ะ

=====

อาหารรสหวานคือสิ่งที่ช่วยสร้างกำลังใจในวันที่หลายคนเหนื่อยล้า

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะชื่นชอบอาหารรสชาติหวานเลี่ยนแบบนั้น

บางครั้งรสชาติขม เปรี้ยว เค็ม หรือก็เป็นส่วนผสมที่ทำอาหารมีรสชาติกลมกล่อมขึ้น

ชีวิตของมนุษย์ก็เหมือนรสชาติอาหาร มันประกอบจากรสชาติชีวิตที่หลากหลายจนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า…ความทรงจำ

=====

เปลวไฟสีส้มแดงยังคงเริงระบำมอบแสงสว่างให้กับอาณาบริเวณโดยรอบท่ามกลางบรรยากาศมืดมืดของป่าเขาที่เย็นเยียบในช่วงรัตติกาล ความสว่างไสวเช่นนี้ช่วงขับไล่ไอหนาวของอากาศและฝูงสัตว์ร้ายที่ชอบมาป้วนเปี้ยนรอคอยเหยื่ออันโอชารสรอบๆแคมป์ไฟของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

ตาคมสีเขียวเบื้องหลังแว่นกรอบสี่เหลี่ยมที่ช่วยส่งเสริมให้ใบหน้าคมคายนั้นยิ่งโดดเด่นมองดูร่างของเด็กหนุ่มสองคนที่กำลังนอนอย่างสบายอกสบายใจอยู่กลางเต้นท์ เด็กหนุ่มผมดำขลับเลือกที่ซุกตัวเข้ากับผ้านวมอุ่นพร้อมกับขดตัวเข้าหากันดูท่าทางไม่ต่างลูกแมวน้อยที่กำลังนอนขี้เซา ในขณะที่เด็กหนุ่มผมทองอีกคนกลับนอนแผ่เหยียบแข้งเหยียดขาเต็มพื้นที่แบบไม่คิดจะเกรงใจคนอื่นที่ต้องเข้ามานอนร่วมในภายหลัง เสียงลมหายใจลึกๆดังเป็นจังหวะประสานกันเบาๆบ่งบอกว่าทั้งสองคนกำลังตกสู่ห้วงนิทราลึกเรียบร้อยแล้ว รอยยิ้มบางๆวาดขึ้นเหนือริมฝีปากหยักสวยก่อนที่เขาจะละมือออกจากผ้าที่เป็นส่วนของประตูเต้นท์นอนปล่อยให้สองคนในนั้นได้หลับอย่างไร้การรบกวนจนกว่าพระอาทิตย์จะมาเยือนในวันรุ่งขึ้น

กายสูงโปร่งเดินกลับมายังตรงที่นั่งข้างกองไฟก่อนจะเริ่มลงมือเก็บข้าวของเครื่องใช้ต่างๆให้เข้าที่เข้าทางตามเดิม พรุ่งนี้พวกเขาจะต้องออกเดินทางแต่เช้าหากไม่รีบจัดการเก็บอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ตั้งแต่กลางคืนพวกเขาจะต้องเสียเวลาอันมีค่ามาไล่เก็บของในตอนเช้าซึ่งอาจส่งผลให้ตารางการเดินทางต้องรวนได้และพวกเขาจะได้กลับไปถึงคาเอมช้าลง ดังนั้นอิกนิสจึงเลือกใช้เวลาในตอนนี้จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย

สองมือที่ยังคงสวมถึงมือหนังสีเงินมันวาวสาละวนกับการเช็ดทำความสะอาดเตาทำครัวและจานชามอาหารเย็นที่หมดเกลี้ยงไปนานแล้ว มื้อเย็นของพวกเขาวันนี้เป็นสเต็คเนื้อการูล่าราดกับซอสกระเทียมซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารที่กลาดิโอลัสโปรดปรานเป็นที่สุดนอกจากบะหมี่ถ้วยที่ไม่ค่อยจะมีสารอาหารครบถ้วนเท่าไร เขาตั้งใจทำของอร่อยๆที่กลาดิโอลัสชอบเป็นพิเศษเพื่อต้อนรับการกลับบ้านมาขององครักษ์ร่างโตที่จู่ๆมาขอแยกตัวไปทำภารกิจส่วนตัวของตนเองมาสักพักระหว่างที่พวกเขากำลังสาละวนกับการตามหาแร่มิธริลเพื่อนำมาให้ซิดใช้ในการซ่อมเรือที่จะพาพวกเขาไปยังอัลทิสเชีย

ก่อนจะแยกตัวไปกลาดิโอลัสไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรกับน็อคทิสหรือแม้แต่เขาเลยว่าเจ้าตัวจะไปไหนหรือไปทำภารกิจประเภทใด จนกระทั่งพวกเขาก็บังเอิญมาได้พบกันแบบไม่คาดคิดอีกครั้งที่กลางโรงไฟฟ้าในเลสเทลั่มเพราะเกิดปัญหามีปีศาจร้ายบุกโจมตีโรงฟ้าฟ้าทำให้ระบบการจ่ายไฟขัดข้องและทั้งเมืองก็ตกอยู่ภายใต้ความมืดตอนที่เขา น็อคทิส และพรอมพ์โต้มาถึงเมืองโดยอาศัยยานรบส่วนตัวของอาราเนีย ไฮน์วินด์ ทหารรับจ้างของกองจักรวรรดิที่ได้รับการจ้างวานพิเศษจากที่ปรึกษาจอมวางแผนแห่งกองทัพจักรวรรดิอาร์ดีน อิซูเนีย แม้จะไม่เชื่อใจในท่าทีอันเต็มไปด้วยเลศนัยกับหูตาแพรวพราวน่าสงสัยนั้นของราชทูตอิซูเนียแต่พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก การเดินทางด้วยรถมาเลสเทลั่มต้องใช้เวลานานกว่านั่งยานรบมากดังนั้นการมากับอาราเนียจึงถือว่าช่วยย่นระยะเวลาเดินทางที่ดีที่สุด

แม้จะน่าเจ็บใจที่ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามที่ราชทูตจอมเจ้าเล่ห์นั้นคิดล่วงหน้าไว้ทุกประการ แต่ตอนนี้พวกเขาก็ได้แร่มิธริลที่ปรับแต่งพร้อมที่จะนำไปใช้ซ่อมแซมเรือเรียบร้อยแล้ว น็อคทิสได้ฝากให้ไอริสนำมันเดินทางล่วงหน้าไปที่แหลมคาเอมที่ที่ซิดกำลังรอชิ้นส่วนสำคัญนี้อยู่ระหว่างที่พวกเขาขอตัวจัดการธุระแถวนี้ต่ออีกหน่อยก่อนจะตามไปสมทบภายหลัง

กลับมาที่เรื่องของกลาดิโอลัสอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายในโรงไฟฟ้าเลสเทลั่มจบลง องครักษ์ร่างใหญ่ก็เปิดเผยตัวเองออกมาจากชุดป้องกันรังสีที่แสนเทอะทะไร้การออกแบบสวยงามออกมาด้วยใบหน้าแสนแจ่มใสท่ามกลางความตกใจและดีใจของทุกคน…โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเขาเองเจ้าตัวกลับมาด้วยท่าทางทีสบายอกสบายใจขึ้นราวกับปัญหาบางอย่างที่รบกวนใจกลาดิโอลัสมาตลอดหลังจากที่พวกเขาบุกเข้าไปชิงรถเรกาเลียคืนในฐานทัพของนิฟเฟลไฮม์ถูกปัดเป่าออกไป แถมเจ้าตัวยังสำทับกลับใส่องค์ชายรัชทายาทด้วยว่าตอนนี้เขาแข็งแกร่งขึ้นมากๆแล้วด้วย

ความสงสัยของทุกคนพุ่งไปที่รอยบากใหม่ที่ปรากฎเด่นหราอยู่กลางหน้าผากของอีกฝ่าย ทำให้ตอนนี้บนหน้าของคนตัวโตจึงมีรอยแผลขนาดใหญ่สองเส้นตัดขวางกันเหมือนเครื่องหมายบวกจนน็อคทิสอดใจไม่ไหวเผลอแซวกลาดิโอลัสว่าหน้าเถื่อนไม่ต่างจากโจรภูเขาซึ่งเขาแอบลอบอมยิ้มน้อยๆอย่างเห็นด้วยในใจตอนที่เจ้าตัวเล่าถึงที่มาของรอยแผลรอยนี้ด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่งยวด

กระแสความคิดยังคงไหลเวียนในหัวแม้ว่าสองมือจะไม่หยุดขยับก็ตาม ตอนนี้พระจันทร์เริ่มคล้อยแล้วเขาต้องเร่งมือเพื่อจัดการเก็บของให้เข้าที่ทางและเตรียมตัวไปพักผ่อนบ้าง พรุ่งนี้หน้าที่ขับรถไปคาเอมก็คงไม่พ้นมืออิกนิสอีกแน่นอน น็อคทิสกับพรอมพ์โต้ต่างก็มีใบอนุญาตขับขี่แล้วและสามารถขับรถได้แต่เขาก็ยังไม่วายกังวลว่าหากให้สองคนนั้นขับแทนเรกาเลียคงได้เหลือแต่ชื่อกับซากเหล็กในเร็ววันดูจากผลงานการขับรถที่ผ่านๆมา เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาทั้งสี่คนจะถึงที่หมายอย่างปลอดภัยและรถจะยังอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานเมื่อพวกเขากลับมาจากอัลทิสเชียพร้อมเจ้าหญิงลูน่าเฟรย่า อิกนิสตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเป็นคนนั่งหลังพวงมาลัยรถ และหน้าที่คนควบคุมรถนั้นถือเป็นหน้าที่สำคัญ คนขับรถไม่ควรนอนดึกเพราะจะส่งผลต่อประสาทสมองทำให้การตัดสินใจช้าลงและความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุก็สูงขึ้น

อิกนิสก้มๆเงยๆกับการเก็บของตรงหน้า ใบหน้าคมกับนัยน์ตามรกตคู่สวยนั้นมัวแต่จับจ้องกับสิ่งที่ต้องทำอย่างมุ่งมั่นจนเขาแทบลืมรอบข้างไปจดหมดสิ้นหากไม่มีฝ่ามือใหญ่แสนอบอุ่นเลื่อนไหลมาโอบรอบเอวสอบใต้เสื้อเชิ้ตสีม่วงลายเสื้อดาวสีดำพร้อมออกแรงรั้งร่างของเขาให้เข้าไปแนบชิดกับกายกำยำจากทางด้านหลัง ริมฝีปากร้อนได้ทีก้มลงซุกไซ้ข้างลำคอระหงเบาๆสร้างความรู้สึกจั๊กจี้

“กลาดิโอ้ ฉันทำงานอยู่นะ” อิกนิสออกเสียงปรามเบาๆพลางเอียงหัวหลบสัมผัสใบหน้ากร้านที่ก้มลงมาซุกไซ้

“ขอนิดนึงหน่าอิกกี้” เสียงทุ้มดังอู้อี้มาจากข้างหลัง “ไม่ได้เจอหน้ากันหลายวันคิดถึงจะแย่แล้วน้า”

น้ำเสียงออดอ้อนของคนที่โอบกอดอิกนิสจากด้านหลังแนบแน่นทำให้คนตัวสูงโปร่งในอ้อมแขนกำยำต้องอดถอนหายใจออกมาด้วยความอ่อนใจไม่ได้ เวลาได้ยินคนตัวโตอ้อนแบบนี้ทีไรเขาก็อดใจอ่อนไม่ได้ทุกที อิกนิสยอมละมือจากข้าวของเบื้องหน้าตรงเองก่อนจะกลับหลังหันไปสบตากับดวงตาสีน้ำตาลเจือแดงที่แสนดุคู่นั้น

กลาดิโอลัสแย้มยิ้มกว้างบนหน้าของตัวเองเมื่ออิกนิสยอมหันกลับมาสบตาด้วย ร่างสูงใหญ่ค่อยๆปล่อยมือจากสะโพกมนของอีกฝ่ายแล้วใช้สองมือของตนเองบรรจงประคองช้อนใบหน้าคมคายของชายหนุ่มที่สวมใส่แว่นตากรอบสี่เหลี่ยมอย่างนุ่มนวลก่อนที่ใบหน้ากระด้างประดับหนวดเคราจะค่อยๆก้มลงไป ริมฝีปากหยักหนานาบลงบนกลีบปากสีอ่อนแผ่วเบา เรียวลิ้นลากไล้วนหยอกความนุ่มนวลของอิกนิสพลางค่อยๆรุกคืบเข้าไปโพรงปากแสนหวานนั้น ปลายลิ้นทั้งสองตวัดพันเกี่ยวดูดดุนซึ่งกันและกันอย่างเร้าร้อน มือเรียวใต้ถุงมือสีเงินวาวลูบไล้ไปตามแผ่นอกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามประหนึ่งเรียกร้องให้อีกคนทำมากกว่านี้

มือหนาที่เคยประคองเชยใบหน้าคมของราชเลขานุการเริ่มเลื้อยไหลไปตามร่างกายสมส่วนน่าสัมผัสของคนในอ้อมแขน สัมผัสร้อนแรงที่ต่างฝ่ายต่างห่างหายกันไปนับตั้งแต่การเดินทางสู่อัลทิสเชียเริ่มต้นขึ้นเริ่มเรียกร้องได้ทั้งสองร่างเสียดสีกายเข้าหากัน จุมพิตแสนรุกเร้าดูดดื่มไม่อาจเพียงพอเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปของคนสองคน

เมื่อกลาดิโอลัสยอมปล่อยอิกนิสให้เป็นอิสระ ชายหนุ่มตัวสูงโปร่งก็ถึงกับหอบหายใจอยู่ในอ้อมแขนแข็งแรงนั้น ม่านตาสีมรกตมองเห็นเปลวเพลิงปรารถนาสะท้อนลึกในแววตาสีน้ำตาลแดงนั้นชัดเจน แม้ตัวเขาเองจะต้องการไม่แตกต่างจากคนตัวสูงที่กำลังโอบกอดเขาไว้แต่ด้วยหลายๆปัจจัยตอนนี้สมองอันปราดเปรื่องของราชเลนุการก็ประมวลผลได้อย่างว่องไวถึงความเหมาะสม ฝ่ามือเรียวรีบยกขึ้นมาแตะริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวลเป็นการปรามใบหน้ากร้านที่โน้มลงมาคลอเคลียอีกครั้ง

“ตอนนี้ไม่ได้กลาดิโอ้ น็อคท์กับพรอมพ์โต้หลับอยู่ในเต้นท์นะ” เสียงแหบพร่าเอ่ยห้ามขึ้นแม้ใบหน้าของเขาจะเริ่มแดงและร้อนฉ่าด้วยความต้องการที่คุกรุ่นในร่างกายของตัวเองก็ตาม

ราชองครักษ์ส่วนพระองค์ของมกุฎราชมารแห่งลูซิสชะงักค้างกระพริบตาปริบๆสองสามทีก่อนที่สมองของเขาจะค่อยๆประมวลผลประโยคนั้นอย่างเชื่องช้า ใบหน้าที่ประดับหนวดเคราตามสันกรามแกร่งคลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจก่อนจะพยักหน้าลงเป็นเชิงบอกให้อีกคนรับรู้ว่าเขาเข้าใจแล้วท่ามกลางสีหน้าเบาใจของชายหนุ่มผู้สวมแว่นตาเป็นเนืองนิจ ไม่ว่าเมื่อไรหรือตอนไหนอิกนิสก็ยังคงเป็นอิกนิส เจ้าตัวจะติดนิสัยชอบคิดและประมวลผลแบบนี้เสมอๆ นอกจากนี้ทุกอย่างในชีวิตของอิกนิสมันทีเรื่องของน็อคท์เป็นอันดับแรกซึ่งบางครั้งเขาก็อดน้อยใจไม่ได้แต่ก็เข้าใจอีกฝ่ายเสมอมา ในเมื่ออิกนิสบอกว่าไม่ควรเขาก็จะไม่ดึงดันทำให้อีกคนหนึ่งรู้สึกลำบากใจ

อ้อมกอดที่บดเบียดแน่นค่อยๆคลายออกเปลี่ยนเป็นการสวมกอดหลวมๆ แต่ไม่วายที่ริมฝีปากหนาจะแอบฉกลงไปหอมนวลแก้มที่ขึ้นสีแดงระเรื่อของคนในอ้อมแขนพลางใช้จมูกโด่งสันของตนเองดอมดมกลิ่นน้ำหอมประจำตัวจางๆที่ทำให้รู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่ได้สูดดมเป็นการเอาคืนเล็กๆน้อยๆแล้วจึงยอมผละหน้าออกมา

“พรุ่งนี้ต้องแวะเข้าเมืองไปหาซื้อเสบียงก่อนอยู่แล้ว…คืนพรุ่งนี้พวกเราค่อยแยกห้องพักกับพวกน็อคท์ก็แล้วกัน” อิกนิสกระแอมไอน้อยๆขับไล่ความขวยเขินพร้อมกับยกมือขึ้นมาขยับแว่นตาให้เข้าที่และพยายามตีสีหน้านิ่งๆยามที่พูดกับกลาดิโอลัส “ตอนนี้เรามีเงินเก็บมากพอตัวอยู่ น่าจะหาห้องพักสองห้องในเมืองถัดไปได้ไม่ยาก”

“ขอบคุณนะอิกกี้” แววตาสีน้ำตาลแดงนั้นทีประกายแพรวพราวระยับขึ้นมาเมื่อได้ยินอีกฝ่ายบอกแบบนั้น…แทบจะอดใจรอคืนวันพรุ่งนี้ไม่ได้เลย

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตพอดีตัวหรี่ตามองดูความเจิดจรัสในดวงตาของคนที่ยังไม่ยอมหยุดกอดตัวเองอย่างความหมั่นไส้ก่อนที่จะต้องชะงักลงเมื่อสังเกตุเห็นรอยแผลขนาดใหญ่ที่กรีดคาดบนหน้าผากกว้างของคนตัวสูง ปลายนิ้วเรียวใต้ถุงมือเอื้อมไปแตะไล้บนความแข็งกระด้างของสะเก็ดที่เริ่มก่อตัวเหนือปากแผลยาวนั้นเบามือ รอยบากนี่ค่อนข้างหนักและลึกพอสมควรซึ่งอิกนิสแน่ใจว่ามันจะต้องทิ้งร่องรอยไว้บนใบหน้าคมสันของกลาดิโอลัสไม่ต่างจากแผลกรีดเดิมเป็นทางบนดวงตาซ้ายนั้น

“ตอนนั้นฉันคงหน้าเหมือนโจรป่าเถื่อนแบบที่เจ้าน็อคท์มันว่าเลยสินะ” กลาดิโอลัสเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกคนเอื้อมมือมาจับบาดแผลกลางหน้าผากของตนเอง บทสนทนาเมื่อยามเย็นช่วงทานอาหารเย็นถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงด้วยความขบขัน คนที่โดนเจ้าชายเรียกว่าหน้าเหมือนโจรป่าหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีแตกต่างจากสีหน้าคนที่มองดูรอยนั้นอย่างสิ้นเชิง

“น็อคท์ก็พูดเกินไป…” แม้อิกนิสจะพยายามพูดปลอบใจทว่าม่านตาสีมรกตน้ำงามจ้องมองรอยแผลเป็นที่ลากยาวจากหน้าผากกว้างผ่านเปลือกตาซ้ายลงมาอย่างน่าหวาดเสียวจนถึงโหนกแก้มสูงด้วยสีหน้าไม่สบายใจเท่าไร “แต่มันทำให้ฉันกลัวตอนที่เห็นมันครั้งแรก…เหมือนตอนนั้นไม่มีผิดเลย”

คราวนี้เป็นฝ่ายกลาดิโอลัสที่เป็นคนชะงักเสียงหัวเราะก่อนเสียงทุ้มจะพูดอ้อมแอ้มออกมาเบาๆ “อ่า…เป็นความทรงจำที่ไม่ค่อยดีสำหรับนายสินะอิกกี้”

“…ไม่ก็เชิงว่าไม่ดี แต่แค่ฉันเป็นห่วง…” คนฟังเอ่ยปฏิเสธหน้านิ่งก่อนจะชะงักไปเพราะหลังมือใหญ่ที่ยกขึ้นมาเกลี่ยไล้ไปตามเค้าโครงหน้าคมคายสมบูรณ์แบบนั้น

“ไม่ต้องห่วงไปหรอก ตอนนั้นกับตอนนี้มันต่างกันแล้วนะอิกกี้” กลาดิโอลัสยิ้มบางๆพลางจ้องมองใบหน้าของคนที่เขาเฝ้าคิดถึงมาตลอดนับตั้งแต่ขอแยกตัวออกไปทำภารกิจของตนเอง

“ฉันบอกแล้วไงว่าจะแข็งแกร่งเพื่อที่จะได้ปกป้องน็อคท์ พรอมพ์โต้…แล้วก็นาย”

คนได้ฟังคำยืนยันแบบนั้นก็คลี่ยิ้มอ่อนโยนที่นานๆครั้งจะมีโอกาสให้ได้เห็นบนใบหน้าคมคาย เปลือกตาสีน้ำนมหลับลงเผยให้เห็นแพขนตาหนาที่ทาบทับเป็นเขาเหนือโหนกแก้มเนียน อิกนิสเอียงใบหน้าน้อยๆรับสัมผัสนุ่มนวลจากปลายนิ้วที่สากด้วยรอยจากการฝึกซ้อมดาบอย่างหนักหน่วงนั้น มือเรียวใต้ถุงมือหนังยกขึ้นมาประกบทาบฝ่ามือร้อนนั้นเบาๆ

“ฉันรู้กลาดิโอ้”

.

.

.

.

.

(- – – สองปีก่อน – – -)

ข่าวเจ้าชายรัชทายาทของราชอาณาจักรลูซิสถูกปองร้ายด้วยฝีมือของพวกอันธพาลกลางใจเมืองกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทุกสำนักข่าวในอินซอมเนียพาดหัว เนื้อหาข่าวเอ่ยอ้างอิงแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือจากในซิทาเดลว่าเจ้าชายน็อคทิสผู้ที่บัดนี้เจริญพระชนมายุได้ 18 ชันษาถูกพวกแก๊งอันธพาลที่กำลังอยู่ในสภาพเมามายขู่กรรโชกและพยายามรุมทำร้าย โชคดีที่องค์ชายทรงปลอดภัยด้วยการถวายการอารักขาอย่างใกล้ชิดจากบุตรชายคนโตของตระกูลอามิทิเซีย ราชองครักษ์ส่วนพระองค์ที่ติดตามเสด็จไปด้วย หากแต่บุตรชายของท่านลอร์ดคลารัส อามิทิเซียไปรับบาดเจ็บจากการปกป้องเจ้าชายและกำลังเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ตอนนี้ประเด็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวลูเชี่ยนกำลังถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงและอภิปรายกันอย่างดุเดือดแม้ทางรัฐบาลจากซิทาเดลจะออกมายืนยันว่าจะจัดการดูแลและรักษาความปลอดภัยของภายในเมืองอินซอมเนียอย่างเคร่งครัดก็ตาม

กลาดิโอลัสตื่นขึ้นมาบนเตียงสีขาวขนาดใหญ่ เพดานห้องที่เขากำลังนอนจ้องมองด้วยดวงตาข้างขวาเพียงข้างเดียวนี้ก็เป็นสีขาว กลิ่นของยาที่อบอวลในห้องติดปลายจมูกโด่งรั้นบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าตอนนี้เขากำลังอยู่ที่ไหน หลังจากนอนนิ่งนานพอสมควรร่างกายสูงใหญ่และกำยำกว่าคนอื่นเมื่อเทียบกับวัยรุ่นที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันแล้วค่อยๆขยับลุกขึ้นช้าๆ

มือหนาที่สากและเต็มไปด้วยรอยจากการฝึกฝนดาบยกขึ้นมาลูบจับผืนผ้านุ่มที่พันอยู่รอบศีรษะของตนเองตั้งแต่ก่อนเขาตื่นขึ้นมาอยู่นานสองนานด้วยความรู้สึกรำคาญ เขาไม่เคยต้องถูกพันตาข้างหนึ่งแบบนี้มาก่อน การต้องมองโลกภายนอกด้วยดวงตาที่เหลือเพียงข้างเดียวเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากและคงต้องใช้เวลาปรับตัวอีกสักพักกกว่าที่เขาคุ้นชินกับมันได้

“พี่กลาดี้ โอ้ย ในที่สุดก็ยอมตื่นขึ้นมาสักทีนะคะ” เสียงใสๆของน้องสาวแสนน่ารักที่เขาชอบฟังเวลาเธอร้องเพลวเจื้อยแจ้วเสมอๆดังขึ้นไม่ไกลเตียงนอนออกไปเท่า

“โอ ไอริสเองหรอ” กลาดิโอลัสหันหน้าไปมองร่างผอมบางในเสื้อแขนกุดสีดำตัวยาวคลุมลงมาถึงช่วงสะโพกกับมินิสเกิร์ทที่เขามองกี่รอบก็ให้รู้สึกขัดใจกับความสั้นของมัน แต่ต่อให้เขาบ่นไปมากเท่าไรไอริสก็ไม่ใส่ใจอยู่ดี แถมดีไม่ดีเจ้าตัวจะบ่นเขากลับว่าไม่รู้จักคำว่าแฟชั่นอีกด้วยซ้ำ

เด็กสาวร่างผอมบางมีใบหน้าเกลี้ยงเกลารูปไข่รับกับดวงตาสีน้ำตาลใสแจ๋วน่ารักรีบร้อนวางข้าวของพะรุงพะรังในมือของตนเองลงบนโต๊ะกว้างในกว้างพร้อมรีบหรี่เดินเข้ามาเกาะข้างเตียงกว้างที่พี่ชายของเธอกำลังนอนพักฟื้นร่างกายอยู่

“หลับสบายดีไหมพี่กลาดี้” เด็กสาวส่งเสียงถามขึ้นพร้อมส่งเสียงหัวเราะคิกคัก

“ก็ดี นานๆทีได้หลับยาวๆแบบไม่ต้องมีคนมาปลุกกวนใจ” คนตอบเลือกกวนประสาทกลับเรียกฝ่ามือน้อยๆของน้องสาวให้ฟาดลงมาบนท่อนแขนกำยำเบาๆ กลาดิโอลัสหัวเราะหึหึออกมาก่อนจะต้องนิ่วหน้าเพราะรู้สึกเจ็บปลาบตั้งแต่บนหน้าผากลากยาวมาจนถึงโหนกแก้มซ้ายที่หลบอยู่ใต้ผ้าที่พันรอบอยู่

ไอริสหน้าเสียเล็กน้อยก่อนจะเดินมาแตะไหล่หนาของคนที่นั่งอยู่บนเตียงสีขาวเบาๆ “พี่โอเคไหม ให้ฉันเรียกพยาบาลมาไหม?”

มือหนารีบยกขึ้นมาบอกเป็นเชิงปรามน้องสาวเพราะไม่อยากให้เรื่องราวบานปลายใหญาโต “ไม่เป็นไร ยังไหวๆ”

ความเจ็บแปลบนั้นเพียงไม่นานก็ทุเลาลง กลาดิโอลัสรู้จักร่างกายของตนเองดีว่าเขาสามารถทนความเจ็บแค่นี้ได้หรือไม่  เมื่อรู้ดีว่าตนเองไม่ได้ปวดทรมานทุรนทุรายจนทนไม่ไหวเขาก็ไม่อยากวุ่นวายเรียกพวกพยาบาลที่น่าจะกำลังหัวหมุนกับการดูแลคนไข้อื่นๆมาให้ลำบากอีกฝ่ายเท่าไร

“พ่อต้องดีใจมากแน่ๆเลยที่รู้ว่าพี่ตื่นแล้ว” ไอริสเริ่มชวนคุยเสียงเจื้อยแจ้วร่าเริงตามแบบฉบับของเธอ มือเรียวเล็กส่งแก้วน้ำสะอาดให้กับคนป่วยบนที่นอนรับไปจิบแก้กระหายก่อนจะผละเดินกลับมาที่โต๊ะกว้างที่เจ้าตัววางข้าวของมากมายเอาไว้ น้องสาวของเขาหยิบเอาซุปใสออกมาจากบรรจงเทลงลงในชามปากกว้าง ไอร้อนกรุ่นยังคงโชยขึ้นมาจากของเหลวพร้อมกับส่งกลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอขึ้นมา

“ตอนที่พ่อรู้ข่าวจากพวกคราวน์การ์ดว่าพี่ได้รับบาดเจ็บ พ่อแทบจะบุกเข้าไปในห้องผ่าตัดเองเลยด้วยซ้ำ” ไอริสเล่าไปพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะขบขัน

“พ่อก็ตื่นตูมไปได้ พี่ไม่เป็นอะไรมากหรอก” กลาดิโอลัสส่ายหน้าน้อยๆด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อนใจกับสิ่งที่ได้ยิน…พ่อของเขาลอร์ดคลารัส อามิทิเซียมีนิสัยห้าวหาญ เถรตรงและดุเดือด ยามที่พูดในสิ่งที่ถูกที่ควร สิ่งที่ช่วยเตือนสติก็ไม่เคยไว้หน้าผู้ใดแม้แต่คนคนนั้นจะเป็นราชาสูงส่งผู้ปกครองอาณาจักรแห่งนี้ก็ตาม บางทีกลาดิโอลัสก็คิดว่าเขาเองก็ได้รับอิทธิพลด้านนี้มาจากพ่อของเขามากพอสมควรอยู่

“แต่หมอก็บอกว่าอาการพี่น่าเป็นห่วงจริงๆนะ” กลับเป็นไอริสที่หยุดมือจากการรินเทซุป ใบหน้าใสเกลี้ยงเกลานั้นมีแววสลดลงพร้อมกับดวงตาที่หม่นแสงเมื่อถึงเหตุการณ์วุน่วายเมื่อหลายวันก่อน “หมอบอกกับพ่อว่าต้องรอจนบาดแผลบนหน้าพี่หายดีก่อนถึงจะสามารถประเมินความเสียหายที่ดวงตาพี่ได้…บางทีพี่อาจจะต้องเสียตาซ้ายไปก็เป็นได้”

คนได้ฟังถึงกับนิ่งอึ้งไปนานพอสมควรกับสิ่งที่ได้ยิน หากจะต้องสูญเสียการมองเห็นทางซ้ายไปสำหรับกลาดิโอลัสเขาไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาในการดำรงชีวิตต่อไปหลังนี้ หากแต่นั้นค่อนข้างเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหน้าที่การงานของเขามากกว่า การเป็นโล่ห์แห่งกษัตริย์มีหน้าที่ในการถวายอารักขาความปลอดภัยให้กับคนในราชวงศ์ลูซิสเขาจำเป็นต้องมีการหูตาที่ว่องไวและทันต่อการเคลื่อนไหวของฝั่งศัตรู หากเขาเสียการมองเห็นฝั่งซ้ายไปนั้นคือจุดบอดที่ส่งผลต่อการต่อสู้ในอนาคตแน่นอน…บางทีเขาอาจต้องถูกปลดจากการเป็นองครักษ์รักษาพระองค์ของเจ้าชายเลยก็ได้ด้วยซ้ำ

“แต่หมอบอกว่ายังไม่แน่หรอกนะคะ” คงเพราะเห็นพี่ชายของตนเองนั่งนิ่งไปนาน เด็กสาวผมสีดำสนิทเหมือนสีขนนกกาน้ำจึงรีบพูดขึ้นด้วยเสียงร่าเริงกลบเกลื่อน “ไว้รอพี่หายดีแข็งแรงขึ้นแล้วแล้วเราค่อยมาว่ากันดีกว่ากันต่อเนอะพี่กลาดี้”

ชายหนุ่มร่างกำยำได้แค่หัวเราะหึหึพร้อมจ้องมองดูน้องสาวของตนเองสาละวนจัดการตระเตรียมอาหารอ่อนๆให้เขาต่อไป เขาไม่รู้ว่าตนเองนั้นหลับใหลไปนานเท่าไรและตอนนี้ด้านนอกเป็นอย่างไรบ้างแล้ว ความสงสัยเรียกให้กลาดิโอลัสเอ่ยปากถามคนเดียวที่ตอนนี้เขาพอจะถามได้

“ว่าแต่ตอนนี้ด้านนอกเป็นยังไงกันมั้ง?”

ดวงตาสีน้ำตากลมโตของเด็กสาวตัวบางเงยหน้าขึ้นมาจากกองของกินมากมายแวบนึงก่อนที่เธอจะหันกลับไปสนใจสิ่งที่กำลังทำในมือต่อ แต่ปากน้อยๆก็ยังคงเอ่ยเล่าความเคลื่อนไหวให้ฟังไปด้วย “ข่าวจากชายแดนก็ยังคงสงบเหมือนเดิมละค่ะ มีแค่บางสื่อที่รายงานความเคลื่อนไหวของพวกจักรวรรดิแถวๆชายแดนกาลาด ส่วนในเมืองนี่เรื่องของพี่กับน็อคท์นี่ร้อนแรงสุดๆไปเลยทำเอาที่วังวุ่นวายโกลาหลกันไปหลายวันอยู่”

“แล้วน็อคท์ตอนนี้อยู่ไหน?”

“โดนกักตัวอยู่ในซิทาเดลสิค่ะ” ไอริสอดหัวเราะออกมาเบาๆไม่ได้เมื่อพลันหวนนึกถึงสภาพเบื่อหน่ายถึงขีดสุดขององค์ชายรัชทายาทที่โดนคำสั่งกักตัวจากราชารีจิสให้อยู่แต่ในเขตวังพร้อมกับการดูแลอย่างใกล้ชิดตอนที่เธอเข้าวังไปเอาเยี่ยมท่านพ่อคลารัสเลยถือโอกาสแวบไปเยี่ยมเจ้าชายตัวดี

“คุณอิกนิสตอนนี้เลยกลับมารับหน้าที่ดูแลน็อทค์เต็มรูปแบบอีกครั้ง” ชื่อของราชเลขานุการมาดเนี๊ยบที่ดังขึ้นมาโดยที่เขายังไม่ทันได้ตั้งตัวทำเอาใจคนฟังเผลอกระตุก

“เอ่อะ…แล้วอิกนิส…ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?”

“…บางทีพี่ควรถามฉันเรื่องนี้ให้เร็วกว่านี้นะ”

.

.

.

กลาดิโอลัสกำลังนั่งๆนอนๆหายใจทิ้งไปอย่างไร้ค่าบนเตียงสีขาวกว้างอย่างเบื่อหน่าย ตอนนี้เขาคิดว่าตัวเองน่าจะพอเข้าใจอารมณ์ของเจ้าชายรัชทายาที่คงกำลังนอนกลิ้งไปมาบนเตียงกว้างในห้องพักส่วนตัวที่ซิทาเดลพอสมควร กิจวัตรตลอดสามสี่วันที่ผ่านมานี้ไม่มีแปลกใหม่เปลี่ยนแปลงเลยหลังจากเขาลืมตาฟื้นขึ้นมา เริ่มด้วยการมีพยาบาลเข้ามาวัดอุณหภูมิร่างกายและสภ่พบาดแผลบนใบหน้าของเขาในตอนเช้า ทานอาหารและยาปฎิชีวินะป้องกันการอาการอักเสบและฆ่าเชื้อ อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์หรือฟังวิทยุ เขาสามารถเดินไปหารวมถึงออกกำลังกายแบบเบาๆได้หากแต่หมอยังไม่แนะนำให้เขาออกแรงมากเกินไปในช่วงนี้จนกว่าบาดแผลตรงดวงตาจะสมานกันดีแล้ว

ตอนนี้คนในคราวน์การ์ดและซิทาเดลต่างทราบว่าเขาฟื้นแล้ว บางทีก็มีคนรู้จักแวะเวียนมาเยี่ยมและอยู่พูดคุยกันแก้เหงาบ้างแต่นั้นก็ยังน่าเบื่ออยู่ดี กลาดิโอลัสได้โทรศัพท์คุยกับพ่อของเขาตั้งแต่วันแรกที่ฟื้น แน่นอนว่าลอร์ดคลารัสที่ถวายการรับใช้ราชารีจิสในฐานะที่ปรึกษาย่อมมีภารกิจยุ่งเต็มมือจนไม่อาจปลีกเวลามาเยี่ยมเขาด้วยตนเองได้ แต่กลาดิโอลัสได้ยินสุ้มเสียงของพ่อผ่านอุปกรณ์สื่อสารก็พอใจและรู้ว่าคนเป็นพ่อปลื้มปิติแค่ไหนที่เขายังปลอดภัย

ยกเว้นใครอีกคนที่ไม่แม้แต่จะโทรศัพท์มาหรือโผล่หน้าค่าตามาเยี่ยมไข้เขาเลยด้วยซ้ำถึงแม้เจ้าตัวจะทราบข่าวของเขาดีก็ตาม!!

ทั้งๆที่พวกเขาสองคนกำลังคบหาดูใจกันอยู่แท้ อีกฝ่ายไม่น่าใจจืดใจดำกับเขาขนาดจะไม่ยอมมาดูดำดูดีกันเลยแบบนี้

แต่จะเรียกอีกคนว่าคนใจดำก็คงไม่ได้ เพราะตอนนี้น็อคท์กลับไปอยู่ที่ซิทาเดลแบบเดิมชั่วคราวอยู่ คนคนนั้นคงกำลังวุ่นวายกับการดูแลองค์มกุฎราชกุมารตามนิสัยที่เคยเลี้ยงดูเด็กหนุ่มมาตั้งอ้อนแต่ออด กลาดิโอลัสรู้ดีว่าอิกนิสได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ดูน็อคทิสตั้งแต่เจ้าตัวยังเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆด้วยซ้ำ ว่าเพราะฉะนั้นเขาไม่มีสิทธิ์บ่นไม่มีสิทธิ์โวยวายใดๆทั้งสิ้น สำหรับคนคนนั้นเรื่องของน็อคทิสคือสิ่งที่ถูกจัดลำดับไว้เป็นอันดับหนึ่งในชีวิตเสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาก็ตาม

เสียงทุ้มพ้นลมหายใจออกหนักๆดังสะท้อนไปมาในห้องกว้างที่แสนเงียบเหงาก่อนที่จู่ๆเสียงเคาะประตูห้องพักคนเจ็บจะดังขึ้น คิ้วเข้มขมวดเข้าหาอย่างประหลาดใจพลางนึกสงสัยว่าใครกันหนอที่มาในยามนี้ โดยปรกติแล้วหากเป็นไอริสมาช่วยเฝ้าไข้เธอจะไม่เคยเคาะประตูห้องรวมถึงคนในกลุ่มคราวน์การ์ดคนอื่นๆก็มักจะเปิดเข้ามาแบบไม่สนใจเรื่องมารยาทใดๆทั้งสิ้น

“ประตูไม่ได้ล็อค เข้ามาได้เลย” กลาดิโอลัสลุกขึ้นมานั่งเหยียดหลังตรงบนเตียงก่อนเปล่งเสียงบอกคนด้านนอกให้ทราบด้วยระดับเสียงที่ไม่หนักไม่เบาจนเกินไปเพื่อป้องกันไม่ให้เสียงของเขาไปรบกวนการพักผ่อนของคนป่วยห้องข้างเคียง

เมื่อคนด้านนอกได้ยินเช่นนั้นจึงตัดสินใจบิดลูกบิดบานประตูเปิดเข้ามา เรือนร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ๊ตสีขาวกับเสื้อกั๊กสีเข้มช่วยเพิ่มความภูมิฐานให้เจ้าตัวได้เป็นอย่างดี ช่วงขาเรียวยาวใต้กางเกงผ้าสีดำขยับก้าวพาตตัวเองเข้ามาในห้องสีขาวแห่งนี้อย่างงามสง่า ตาคมสีมรกตเข้มเบื้องหลังแว่นตากรอบสี่เหลี่ยมที่ขับให้ใบหน้าคมคายนั้นยิ่งโดดเด่นเหลือบแลมาสบประสานเข้ากับม่านตาสีน้ำตาลแดงที่กำลังเบิ่งกว้างด้วยความตกใจปนประหลาดใจกับการมาถึงอย่างที่เขาไม่ได้คาดคิด

อิกนิสเดินถือถุงกระดาษสีน้ำตาลเข้มในโตในอ้อมแขนเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉยยากที่จะคาดเดาว่าร่างสูงโปร่งกำลังคิดอะไรอยู่ ราชเลขานุการหนุ่มมาดเนี๊ยบเพียงแค่เอ่ยทักทายคนที่นอนบาดเจ็บบนเตียงด้วยน้ำเสียงนิ่งๆจนคนฟังแอบรู้สึกใจแป้วไม่น้อย

“อิกกี้” เสียงทุ้มหนักเอ่ยเรียกเสียงอ่อยแต่ดูเหมือนเจ้าของชื่อจะแกล้งทำหูทวนลมใส่ องครักษ์ส่วนพระองค์ร่างโตได้แต่นั่งหลังพิงกับหมอนนุ่มใบใหญ่ที่ยุบตัวตามแรงทับจากเรือนร่างกำยำ กลาดิโอลัสใช้ดวงตาข้างขวาที่ไม่ถูกผ้าสีขาวหนาพันปิดไว้มองดูกายโปร่งที่เดินจัดข้าวของในห้องไปมาโดยทำเสมือนในห้องไม่มีอีกคนอยู่ด้วย

อีกฝ่ายคงจะโกรธไม่ได้น้อยที่เขาบุ่มบ่ามเข้าช่วยน็อคท์แบบไม่ไม่คิดหน้าคิดหลังจนได้บาดเจ็บหนักมาแบบนี้…แต่ ณ ช่วงเวลาตอนนั้นกลาดิโอลัสไม่มีเวลาแม้แต่ตะใคร่ครวญสิ่งใดทั้งนั้น เขานึกแค่เพียงอย่างเดียวคือต้องปกป้ององค์รัชทายาทจากอันตรายตรงหน้าให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรตาม!

แล้วตอนนี้เขาก็กำลังเจ็บอยู่ด้วย อีกฝ่ายไม่ควรโกรธเขามากขนาดนี้สิ!!

“อิกกี้ ฉันขอโทษ” เมื่ออิกนิสเดินมาจัดแจกันดอกไม้บวิเวณโต๊ะตรงหัวเตียงนอน คนที่บาดเจ็บได้โอกาสจึงรีบหันไปหาคนที่เขาอยากเจอหน้ามาตลอดหลายวันที่พักรักษาตัวอยู่ที่นี่ ดวงตาคมสีมรกตสวยลึกลับภายใต้แว่นใสกรอบสี่เหลี่ยมชำเลืองมาเขานิดหน่อยแต่แล้วก็ละสายตากลับไปจดจ่อกับช่อดอกไม้ในมือตัวเองดังเดิม

กลาดิโอลัสไม่ใช่คนที่ไม่มีความอดทนอดกลั้น เขาถูกฝึกฝนมาเพื่อเป็นโล่ห์ของพระราชาต้องผ่านการทดสอบหนักหนาหลายประการกว่าจะมาสามารถขึ้นมายืนตรงจุดนี้ได้อย่างสมภาคภูมิ การที่ต้องเฝ้าระวังรอคอยนายเหนือหัวเป็นระยะเวลานานไม้เคยทำให้กลาดิโอลัสเบื่อหน่าย…เพราะมันคือหน้าที่ของเขา

แต่กับเรื่องนี้เขากลับรู้สึกทนไม่ได้เมื่ออิกนิสจงใจเมินเฉยและเล่นบทเงียบใส่ เอ่ยเรียกก็ไม่ยอมตอบกลับ พอคุยด้วยก็ทำเป็นไม่ได้ยิน พอต้องเจออาการเย็นชาของอิกนิสแบบนี้มันทำให้กลาดิโอลัสรู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก ฝ่ามือใหญ่เอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวที่กำลังสาละวนกับจัดกิ่งก้านของดอกไม้ใส่แจกันใบโต อิกนิสหยุดมือของตัวเองแล้วเอ่ยเรียบเรียบบอกให้คนป่วยบนเตียงปล่อยมือของเขา

“กรุณาปล่อยมือด้วยครับ”

“อิกนิส” ท่าที่หมางเมินแบบนั้นทำให้เส้นความอดทนของกลาดิโอลัสขาดลง องครักษ์ร่างสูงใหญ่จับข้อมือเรียวบางนั้นไว้มั่นพร้อมกับออกแรงดึงให้คนแสนงอนอีกคนหันหน้ามามองตนเองตรงๆสักที

“จะทำอะไรนะครับ!!” ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลามีแววตื่นตระหนกเมื่อจู่ๆอีกคนฉุดรั้งร่างของเขาเข้าไปใกล้ๆก่อนที่ท่อนแขนกำยำจะโอบอุ้มเขาขึ้นมานั่งคร่อมระหว่างหน้าตักกว้างของตนเอง เรือนร่างเพรียวบางเริ่มยุกยิกหลบอ้อมกอดที่พยายามกอดรัดร่างกายของเขาเอาไว้แน่น

กลาดิโอลัสจงใจใช้ฝ่ามือร้อนของตนเองโอบไล้ไปตามเรือนร่างสมส่วนนั้นราวกับกลั่นแกล้งอิกนิส ยิ่งอีกคนพยายามเบี่ยงตัวหลบเท่าไรคนตัวโตก็ยิ่งแกล้งมากเท่านั้น ดวงหน้าขาวที่อยากเจอมาตลอดสามสี่วันนี้เริ่มแดงระเรื่อชวนมอง ทั้งๆที่รู้ตัวว่าไม่ควรแกล้งอีกคนแต่พอเห็นท่าทีหลบเลี่ยงกับสีหน้าตื่นๆของอิกนิสที่ปกติไม่ค่อยจะได้เห็นเท่าไรนักยิ่งทำให้รู้สึกว่าอยากเห็นด้านอื่นๆของคนหน้านิ่งคนนี้มากขึ้น

“กลาดิโอลัส!!!”เมื่อโดนราชองครักษ์มือซนรุกรานมากขึ้นจนทนไม่ไหวแล้วราชเลขานุการจอมเนี๊ยบจึงต้องตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่่ายออกมาลั่นพร้อมกับปล่อยหมัดฮุกเข้าไปที่กลางลิ้นปี่ของคนที่แกล้งตนเองหนึ่งที

ถึงจะเป็นหมัดเพียงแค่หมัดเดียวแต่ความรุนแรงของมันก็ทำเอาคนโดนจุกตื้อไปเต็มๆจนน้ำตาแทบเล็ดออกมา เจ้าของชื่อปล่อยมือจากร่างผอมเพรียวที่นั่งอยู่บนตักของตัวเองทันทีก่อนจะก้มหน้าลงไปไอโคลกสักพักใหญ่ เมื่อเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอมแดงเงยหน้าขึ้นมาอีกรอบสายตาเยือกเย็นพิฆาตก็วาวเรืองมาจากชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเหมือนสีคาราเมลตรงหน้าแล้ว

“อิกนิสอย่าโกรธกันแบบนี้สิ”  แม้จะเห็นแววตาขุ่นเคืองในม่านตาสีมรกตนั้นแต่ก็ต้องทำใจดีสู้แม่เสือดุ น้ำเสียงทุ้มเริ่มใช้มาตราการออดอ้อนอีกฝ่าย

“งั้นก็เลิกแกล้งผมก่อนสิครับ”

“ไม่แกล้งนายแล้วก็ได้…สัญญา” กลาดิโอลัสฉีกยิ้มกว้างออกมา

อิกนิสพ่นลมหายใจออกมาหนักก่อนจะค่อยๆถอดหน้ากากสีหน้านิ่งๆนั้นออกไป ดวงตาเรียวมองดูผ้าที่พันอยู่รอบศีรษะของอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามออกมาอย่างสุภาพ “แผลเป็นยังไงบ้างครับ?”

“ก็ยังเจ็บๆบ้างบางเวลา แต่ตอนนี้มันรู้สึกคันยุบยิบๆข้างในมากกว่าบางก็อย่างหาอะไรเกา” มือหนาเอื้อมขึ้นไปแตะผ้าหนาๆที่บดบังดวงตาข้างซ้ายของตัวเองไว้ นิ้วยาวเผลอตัวเกาแกรกๆไปตามเนื้อผ้าเพราะความรู้สึกคันยุบยิบด้านในก่อนที่มือเรียวของอีกคนที่นั่งทับบนหน้าตักของเขาจะฟาดเพี๊ยะเข้าให้

“อย่าเที่ยวเกาสิครับ ถ้าแผลฉีกหรือติดเชื้อนายนั้นแหละที่จะต้องเจ็บตัวซ้ำสองนะ” เสียงเรียบๆของอิกนิสบ่นหึ่งๆขึ้นมาใส่คนมือซน

“นาย…เป็นห่วงฉันด้วยหรอ?”

คำถามสั้นๆแต่กลับทำให้ใบหน้าคนฟังเห่อร้อนและขึ้นสีลามไปยังใบหูได้ในระยะอันรวดเร็ว ดวงหน้าขาวเสมองไปด้านข้างหลบสายตาของกลาดิโอลัสที่จ้องเขม็งมา “นายคิดว่าฉันไม่เป็นห่วงนายเลยหรือ?”

“ฉันไม่ได้หมายความว่า…”

“ถ้านายคิดว่าฉันไม่ห่วงนายก็ไม่เป็นไร ถือเสียว่าฉันมาเยี่ยมนายแทนน็อคท์ที่ถูกสั่งกักบริเวณก็แล้วกัน” ร่างโปร่งเพรียวตั้งท่าจะขยับลุกขึ้นจากเตียงหากไม่มีท่อนแขนกำยำมาโอบรั้งร่างกายเอาไว้ กลาดิโอลัสรีบคว้าร่างสูงตรงหน้ารั้งเข้ามากอดไว้แนบแน่น เป็นการกอดแบบที่แตกต่างจากหนแรกอย่างสิ้นเชิง ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีดำยาวทาบเกยไปบนบ่าแกร่งของราชเลขานุการหนุ่มตรงหน้า

“อิกนิส ฉันขอโทษ” เสียงทุ้มหนักๆกระซิบอ้อนที่ข้างใบหูของคนในอ้อมแขนตนเองเบาๆ “ยกโทษให้ฉันนะ”

“แล้วฉันจะยกโทษอะไรให้นายได้ละครับ นายยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักอย่าง”

สุดท้ายก็ใจอ่อนกับคนแบบนี้จนได้อิกนิสได้แต่เฝ้าบ่นกับตัวเองในใจ

รอยยิ้มกว้างแสนเจ้าเล่ห์ฉีกกว้างบนใบหน้าคมเข้มที่เริ่มรกครึ้มไปด้วยหนวดเคราเพราะไม่ได้โกนหนวดมาหลายวัน มือเรียวของคนที่กำลังนั่งประจัญหน้าคร่อมบนตักหนายกขึ้นไปไล้ตามผืนผ้าขาวที่พันทับนัยน์ตาข้างซ้ายของอีกคนเบามือ แววตาสับสนในม่านตาสีเขียวแสนสวยที่คนตัวโตรู้ว่ามองเท่าไรก็ไม่รู้เบื่อสะท้อนชัดออกมาทั้งที่ยามปรกติแล้วมันจะนิ่งสงบจนคาดเดาได้ยากยิ่งตลอดเวลา

“คราวหลังอย่าบุ่มบ่ามเอาชีวิตไปเสี่ยงแบบนั้นอีกนะกลาดิโอ้” ศีรษะทุยๆที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีน้ำตาลคาราเมลซุกหน้าตัวเองลงไปกับแผ่นอกอุ่นกว้างพร้อมกับส่งเสียงอู้อี้ออกมา อิกนิสไม่ค่อยยอมเปิดเผยด้านอ่อนแอของคนเองให้คนอื่นได้เห็นเท่าไรนัก…ยกเว้นแต่ก็กับคนที่อยู่เบื้องหน้าเขา

“นายไม่รู้หรอกว่าฉันตกใจแค่ไหนตอนพวกคราวน์การ์ดมาแจ้งว่านายบาดเจ็บสาหัส”  ใบหน้าคมสันขาวผ่องถอยออกมาจากอ้อมอกของคนตัวใหญ่พร้มกับจ้องมองเข้าไปในม่านตาสีน้ำตาลอมแดงข้างขวาขององครักษ์หนุ่ม มือขาวสั่นน้อยๆทั้งสองข้างประคองใบหน้าแกร่ง ปลายนิ้วที่มีริ้วรอยจากการใช้มีดทำครัวค่อยๆลากไล้ไปตามสันกรามที่ประดับด้วยไรหนวด

“ฉันรู้ว่ามันเป็นหน้าที่ของนายที่ต้องปกป้องน็อคท์ แต่ฉันก็ไม่อยากให้นายทำอะไรที่มันเสี่ยงเกินไป” ชายหนุ่มผมน้ำตาลเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง คนตรงหน้าอาจไม่รู้ว่าเขาใจเขาสั่นไหวด้วยความหวาดหวั่นมากแค่ไหนตอนที่ได้รับข่าวว่ากลาดิโอลัสกำลังบาดเจ็บสาหัสจนต้องเข้าโรงพยาบาล ยิ่งได้รับรู้ว่าอีกคนอาจจะต้องสูญเสียดวงตาไปข้างหนึ่งนั้นยิ่งทำให้เขากลัว

กลัวว่า…อาจจะไม่ได้เจอหน้ากันอีก

กลัวว่าจะต้องเสียคนคนนี้ไป

“ถ้านายเป็นอะไรไปน็อคท์จะขาดคนที่ปกป้องเขาได้ไปทันที…แม้แต่ฉันเองก็ไม่สามารถทำทดแทนนายได้นะกลาดิโอ้”

“นี่อิกกี้ที่บ่นๆมาทั้งหมดเพราะนายห่วงแค่ว่าน็อคท์จะขาดคนคอยปกป้องหรือไง?”

เรียวคิ้วเข้มบนใบหน้าคมสันเลิกสูงเล็กน้อยด้วยความฉงนฉงายใจ ตาสีน้ำตาลเจือแดงคู่คมฉายแววน้อยใจเล็กน้อยจนคนมองอดรู้สึกใจอ่อนไม่ได้…คนอะไรตัวโตยังกับหมีแต่ขี้น้อยใจชะมัด นิสัยไม่เข้ากับหน้าตาเลยสักนิด!

อิกนิสมองดูแววตาขี้น้อยใจนั้นด้วยอดหมั่นไส้ไม่ได้ก่อนจะเม้มปากของตนเองเบาๆอย่างชั่งใจ ความรู้สึกหลากหลายแปลกประหลาดกำลังตีกันในวุ่นในหัวสมองน้อยๆนั่นอย่างเอาเป็นเอาตาย…เขาไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องความรักมาก่อน เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งใดคือสิ่งที่คนรักกันควรพูดควรทำให้กันจึงจะเหมาะสมและถูกต้องที่สุด

ตั้งแต่เด็กจนโตมาเวลาของอิกนิสที่มีทั้งหมดต่างทุ่มเทให้การดูแลน็อคทิสและการฝึกฝนตนเองให้สมบูรณ์พร้อมในทุกๆด้านเพื่อที่อนาคตของเขาจะได้เป็นหูตาและแขนขากำลังสำคัญให้กับว่าที่ราชาแห่งลูซิสได้อย่างสมภาคภูมิ อิกนิสมีเพื่อนในวัยเดียวกันไม่มากเพราะด้วยหน้าที่การงานของเขาส่วนหนึ่งด้วยแต่เขาไม่ได้รู้สึกน้อยใจแต่ประการใดที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยแบบเด็กวัยรุ่นทั่วๆไป ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำที่อิกนิสรู้สึกพอใจที่ตนเองได้ใช้เวลาที่มีในการช่วยแบ่งเบาภาระของท่านลุงของเขาและเลี้ยงดูน็อคทิสแทนท่านราชารีจิสที่ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมายจนไม่ว่างหาเวลามาดูแลพระโอรสได้ด้วยพระองค์เอง

ทุกวันของอิกนิสเริ่มต้นด้วยเรื่องของน็อคทิสในยามเช้าและจบลงด้วยเรื่องน็อคทิสในยามค่ำ ดังนั้นเรื่องความรักจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่อิกนิสเองก็ไม่เคยคาดหวังหรือจะพูดให้ถูกก็คือไม่เคยคิดถึงเลยด้วยซ้ำไป เมื่อเติบโตขึ้นเขาเคยได้รับจดหมายสารภาพรักจากนางกำนัลสาวสวยน่ารักที่ทำงานในซิทาเดลหลายคนแต่เขาล้วนแต่ปฏิเสธพวกหล่อนไปอย่างสุภาพเพราะรู้ตัวดีว่าภาระหน้าที่แล้วเขาไม่มีเวลามากพอที่จะสามารถดูแลเอาใจใส่พวกเธอได้มากเท่าที่หญิงสาวพวกนั้นคาดหวัง

เขาไม่ชอบการทำให้คนอื่นผิดหวัง การตัดไฟเสียแค่ต้นลมจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่เขาควรทำ!

เมื่อไม่เคยคาดหวังถึงเรื่องความรักใดๆ การที่จู่ๆกลาดิโอลัส อามิทิเซีย ราชองครักษ์หนุ่มตัวใหญ่ที่มีหน้าที่คอยถวายอารักขาองค์มกุฎราชกุมารเดินมาสารภาพรักพร้อมเอ่ยปากขอคบจึงถือเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายเขาไปมาก ตอนแรกอิกนิสเข้าใจว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะหยอกล้อเขาเล่นๆแต่เมื่อเห็นสายตามุ่งมั่นและประหม่าอายจากคนตัวโตแล้วเขาคิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหก

อิกนิสยังจำสีหน้าแดงก่ำเพราะความเขินอายของกลาดิโอลัสในวันนั้นได้อย่างแม่นยำระหว่างที่รอคอยคำตอบจากเขา ใบหน้าของคนตัวโตแดงจัดลามไปถึงใบหูเหมือนกำลังจะระเบิดตัวเองออกมาก่อนที่จะต้องคอตกเดินกลับไปอย่างผิดหวังเพราะเขาเลือกที่จะปฏิเสธไปเช่นเดียวกับที่เขาบอกหญิงสาวคนอื่นๆไปก่อนหน้านี้

แม้จะถูกปฏิเสธกลับบ้านไปแต่ดูเหมือนความมุ่งมั่นของราชองครักษ์ร่างใหญ่จะไม่ได้ถดถอยตามไปด้วย วันต่อๆมาเจ้าตัวยังคงแวะเวียนมาเกาะกะกับเขาไม่ห่าง เจอหน้าก็ยิ้มทักทาย บ้างก็ยักคิ้วหลิ่วตาหยอกให้ตอนเจอกันในห้องซ้อมการต่อสู้ระหว่างที่น็อคทิสฝึกอาวุธ บางทีกลาดิโอลัสก็สรรหาวัตถุปรุงอาหารหายากที่ได้มาจากเส้นสายของฮันเตอร์ในกลุ่มคราวน์การ์ดมาฝากอิกนิสเมื่อรู้ว่าเขาชอบทำการอาหาร

เคยได้ยินสุภาษิตโบราณที่ว่า น้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อน แต่จิตใจของเขาไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนหินผาแม้ใครๆจะต่างพาการเข้าใจว่าเขาเป็นคนแสนเย็นชาและเย่อหยิ่ง ทุกความเพียรพยายามและมุ่งมั่นของกลาดิโอลัสนั้นอิกนิสสามารถจดจำและรู้สึกได้ สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจตอบตกลงรับคำขอคบอีกครั้งของกลาดิโอลัสแม้จะยังรู้สึกไม่แน่ใจในความรู้สึกของตัวเองเท่าไรนัก

อิกนิสเคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ การปกครองการบริหาร วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ปรัชญาขั้นสูง หรือวิชาแสนยากอื่นๆที่เด็กในรุ่นราวคราวเดียวกันไม่สามารถเรียนกันไหวได้อย่างง่ายดาย แม้แต่วิชาเย็บปักถักร้อยของพวกผู้หญิงเขาก็สามารถทำจัดการได้ดีเยี่ยม แต่กับเรื่องนี้มันสร้างความยุ่งยากใจให้กับอิกนิสพอสมควร

ในซิทาเดลไม่ได้มีกฎระเบียบห้ามปรามไม่ให้เจ้าพนักงานในวังคบหากัน หากแต่อิกนิสก็ยังไม่พร้อมจะประกาศเรื่องนี้กับคนทั่วไปมากนัก ความสัมพันธ์ของพวกเขามีเพียงแค่น็อคทิส พรอมพ์โต้กับไอริสเท่านั้นที่รับทราบ ซึ่งทั้งสามคนต่างไม่ว่ากล่าวอันใดนอกจากอวยพรให้พวกเขามีความสุข

กลาดิโอลัสคือคนแรกที่อิกนิสยอมเปิดใจและคบหาในฐานะพิเศษนี้ การที่เขาไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ทำให้เขาวางตัวไม่ถูกเวลาต้องอยู่กับกลาดิโอลัสในฐานะของคนที่กำลังคบหากันอยู่ มันไม่สามารถนำความรู้ที่มีที่เคยได้เล่าเรียนมาปรับใช้ได้ อิกนิสเองก็พยายามวางตัวไม่ให้เข้าไปก้าวก่ายอีกคนมากเกินไปแต่บางครั้งด้วยหน้าที่ของเขามันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับเขา ด้วยฐานะผู้ดูแลเจ้าชายน็อคทิสและราชเลขานุการ ทั้งชีวิตของเขายอมมอบให้แก่รัชทายาทคนต่อไปของราชอาณาจักร ไม่ว่าจะต้องเสียสละเท่าไรอิกนิสก็ยินดีหากมันช่วยส่งเสริมให้น็อคทิสสามารถขึ้นสู่ราชบังลังค์ได้อย่างสมภาคภูมิ ส่วนกลาดิโอลัสนั้นคือโล่ห์แห่งราชัน ราชองครักษ์ผู้พร้อมจะสละชีวิตตนเองเพื่อปกป้องชีวิตขององค์มกุฎราชกุมาร กลาดิโอลัสพร้อมที่จะทะยานเอาตัวเองเข้ารับภยันตรายต่างๆนานาที่มุ่งประสงค์ปองร้ายต่อชีวิตของน็อคทิสอย่างไม่หวั่นเกรง

หนทางเบื้องหน้าอุปสรรคและขวากหนามมากมายกำลังรอพวกเขาอยู่ น็อคทิสยังต้องพิสูจน์ตนเองอีกมากเพื่อจะเติบโตและก้าวขึ้นสู่ราชบังลังค์แห่งลูซิส ซึ่งอิกนิสพร้อมจะเคียงข้างองค์รัชทายาทไปจนถึงวินาทีสุดท้าย

แต่กับคนตรงหน้านี้…เขาไม่อยากเสียกลาดิโอลัสไปทั้งๆที่รู้ว่าชีวิตของอีกคนนั้นตั้งอยู่บนความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน!

องครักษ์ร่างสูงใหญ่ที่กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงอมยิ้มมองดูสีหน้ายุ่งยากใจของคนนั่งคร่อมตักของตักของตนเองอย่างขบขัน ทุกอย่างที่อีกคนกำลังครุ่นคิดนั้นเขาสามารถเข้าใจได้จากสีหน้าที่อิกนิสแสดงออกมาอย่างชัดเจน น้อยคนนักที่จะเห็นท่านราชเลขานุการในมุมมองนี้ซึ่งมันทำให้คนตัวโตรู้สึกหัวใจพองโตที่ได้เป็นหนึ่งในกลุ่มคยแสนน้อยนิดที่มีอิกนิสไว้วางใจ สองมือหนาฉวยโอกาสโอบรอบช่วงเอวสอบเข้ารูปแต่ค่อนข้างหมิ่นเหม่ลงไปใกล้สะโพกมนที่ซุกซ่อนอยู่ใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงสแสคสีดำสนิทพร้อมออกแรงรั้งกายโปร่งเพรียวเข้ามาใกล้ๆ

“เฮ้ย อิกกี้ บางทีนายไม่ต้องคิดมากอะไรขนาดนั้นก็ได้นะ” กลาดิโอลัสเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะน้อยๆพลางยกมือขึ้นเกลี่ยปอยผมสีน้ำตาลที่ปรกใบหน้านวลนั้นออกไปด้านข้าง

“แต่ว่า…ฉัน…” แววตากังวลสับสนนั้นดูน่ารักในความคิดของคนมอง แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาอยากเห็นประกายตาที่สดใสจากอิกนิสมากกว่าอยู่ดี

“อิกกี้ นายไม่ต้องห่วงฉันหรอก” ตาคมจ้องลึกเข้าไปมรกตน้ำงามตรงหน้า องครักษ์ผู้ทำหน้าที่โล่ห์แห่งกษัตริย์เอยออกมาอย่างหนักแน่น

“สิ่งเดียวที่นายต้องโฟกัสคือน็อคท์เท่านั้น สิ่งใดที่นายกับน็อคท์ไม่สามารถโฟกัสได้ ฉันจะโฟกัสให้พวกนายเอง”

“…”

“ฉันสัญญาว่าฉันจะเข้มแข็งขึ้นเพื่อปกป้องทั้งนายและน็อคท์ให้ได้” ราวกับการกล่าวสัตย์สาบานเบื้องหน้าองค์ราชาบนราชบังลังค์กลางท้องพระโรงอันแสนโอ่อ่า ชายหนุ่มผมดำตั้งใจเอ่ยพูดช้าๆชัดเจนๆกับคนในอ้อมแขนของตนเองอย่างมุ่งมั่น

“แต่ยังไงก็ต้องปกป้องน็อคท์ก่อนปกป้องฉันนะรู้ไหม” ชายหนุ่มสวมแว่นไม่วายสวมวิญญาณราชเลขามือหนึ่งเอ่ยแย้งออกมาทำเอาบรรยากาศที่กำลังจะซึ้งพังครืนลงมาไม่เป็นท่า กลาดิโอลัสถึงกับถอนหายใจออกด้วยความอ่อนอกอ่อนใจก่อนที่คนตัวสูงใหญ่จะต้องหยุดชะงักกับประโยคถัดมาของชายหนุ่มผมน้ำตาล

“ฉันแค่อยากให้นายรู้เอาไว้กลาดิโอ้ นายคือคนที่ฉันไว้ใจเทียบเท่าตัวฉันเอง เพราะนายกับฉันเรามีหน้าที่ร่วมกันคือดูแลน็อคท์…และฉันไม่อยากเสียนายไป”

เมื่อกล่าวจบใบหน้าเกลี้ยงเกลาโน้มไปหาดวงหน้ากร้านที่รุงรังด้วยหนวดเคราสีเข้ม ริมฝีปากหยุ่นนุ่มสีอ่อนนาบทับลงไปบนกลีบปากหนาหยักแล้วบรรจงบดเบียดเข้าหาอีกฝ่ายอย่างไม่ประสีประสา ดวงตาสีน้ำตาลแดงเบิ่งกว้างด้วยความตื่นตะลึงเล็กน้อยก่อนที่ช่วงแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามจะโอบรัดเรือนร่างเพียวสมส่วนนั้นเข้าหาตนเอง ปลายชิวหาสากร้อนลากเลียหยอกเย้าไปบนกลีบปากแสนไร้เดียงสาราวกับตั้งใจจะสอนบทเรียนการจูบที่แท้จริงให้ อิกนิสสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจเมื่อคนตัวสูงกว่าสอดแทรกลิ้นของตนเองเข้าไปในโพรงปากของตนเอง เขาพยายามใช้ลิ้นของตนเองผลักการรุกรานของฝั่งตรงข้ามออกไปแต่กลับกลายเป็นว่าลิ้นของทั้งสองฝ่ายยิ่งตวัดพันเกี่ยวเข้าหา

กลาดิโอลัสเลื่อนฝ่ามือของตนเองมากดบริเวณท้ายของอิกนิสบังคับให้ศีรษะทุยที่ปกคลุมด้วยเส้นไหมสีน้ำตาลเข้มนั้นแหงนเงยขึ้นหาตนเองเพื่อให้อิกนิสสามารถลิ้มรสจุมพิตของเขาได้ถนัดถนี่ยิ่งขึ้น ริมฝีปากหนากดจูบบดเบียดลงไปหาคนในอ้อมกอดตนเองรุนแรงและหนักหน่วงจนหยาดน้ำใสไหลรินออกมาตรงมุมปากบางที่แดงช้ำ มือเรียวที่คุ้นชินกับการตวัดเขียนอักษรวิจิตรบนหน้ากระดาษขยุ้มจับเสื้อคลุมสีขาวบนร่างกายขององครักษ์ร่างใหญ่พร้อมกับออกแรงจิกทิ้งมันอย่างไม่ปราณี เสียงของเหลวที่ไหลแลกเปลี่ยนไปมาในโพรงปากนั้นแสนเร้าร้อนและปลุกเร้าจนเขารู้สึกสะท้านอาย ภายในช่องโสตประสาทรู้สึกอื้อไปหมดจนไม่ได้ยินเสียงภายนอก

เมื่อกลาดิโอลัสยอมปล่อยเขาให้เป็นอิสระ อิกนิสก็แทบจะหอบหมดแรงกับจุมพิตที่ร้อนแรงยาวนานนั้น สองมือเรียวเกาะเกี่ยวบ่ากว้างของคนตรงหน้ายึดเอาไว้เป็นหลักไม่ให้เขาเอียงล้ม

“อิกกี้” เสียงของกลาดิโอดิลัสที่เปล่งออกมาแหบพร่าแปลกประหลาด ดวงตาดุดันสีแดงคู่นั้นกรุ่นไอปรารถนาออกมาอย่างชัดเจนก่อนที่ร่างโปร่งบางที่นั่งคร่อมทับอยู่บนตักกว้างจะรู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอมบางอย่างที่เคล้าคลออยู่บริเวณบั้นท้ายของตนเอง ความแข็งขืนจากร่างกายของคนที่่เขานั่งทับอยู่ดุนดันอยู่ใต้เนื้อผ้าสีขาวขึ้นเป็นรูปร่างใหญ่โต ใบหน้าขาวผ่องของราชเลขานุการมือหนึ่งถึงกับแดงและร้อนฉ่าขึ้นมาฉับพลัน

“กลาดิโอลัส นายมันคนหน้าไม่อาย!!!!” ร่างโปร่งรีบตะเกียดตะกายลุกขึ้นจากท่าทางล่อแหลมนั้นแต่กลับยังช้าเกินไปเพราะองครักษ์หนุ่มตัวใหญ่รีบรวบคนที่กำลังอายและตั้งท่าจะหนีอย่างเอาเป็นเอาตายไว้ได้ทัน กลาดิโอลัสพลิกกดร่างที่สวมใส่เสื้อเชิ้ตสีเชิ้ตกับกางเกงลงนอนราบบนเตียงกว้างแทบพร้อมกับใช้น้ำหนักกายของตัวเองกดทับอีกฝ่ายเอาไว้

“ไม่เป็นไรหน่าอิกกี้” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างสบายๆประหนึ่งจะปลอบอีกฝ่าย

“นี่เราอยู่ในโรงพยาบาลนะ ปล่อยมือเดี๋ยวนี้นะ…อึ้มมม” กลีบปากที่บวมแดงจากรสจูบร้อนแรงครั้งแรกถูกร่างหนาครอบครองอีกครั้งด้วยการมอบจุมพิตที่แสนรุกเร้าดูดดื่ม

และแล้วเสียงโวยวายทั้งมวลในห้องพักคนป่วยที่แขวนชื่อว่า กลาดิโอลัส อามิทิเซียก็สงบลงหลงเหลือเพียงเสียงขยับไหวของสองร่างกายที่สอดประสานกันอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยนคละเคล้าไปด้วยกลิ่นหอมหวานแสนรัญจวนน่าหลงใหล

.

.

.

.

.

( – – – ปัจจุบัน – – -)

“วันนี้จะนอนในเมืองกันหรอ?” น้ำเสียงยืดยานคางราวกับคนพูดกำลังจะหลับไม่หลับแหล่ดังมาจากเด็กหนุ่มที่ผมสีดำขลับของเขาถูกจัดแต่งทรงให้ชี้ไปด้านหลัง ดวงตาสีฟ้าเข้มเหมือนแซฟไฟร์น้ำงามมองดูผู้ที่เป็นคนคุมกระเป๋าเงินของคณะเดินทางด้วยแววตาประหลาดใจที่จู่ๆคนขับรถประจำคณะเดินทางเลี้ยวรถมุ่งหน้าเข้าเมืองเล็กๆระหว่างทางที่จะไปแหลมคาเอม

“อา…พอดีเราต้องแวะซื้อเสบียงก่อนมุ่งหน้าไปคาเอมเลยต้องแวะที่นี่ก่อน” อิกนิสเอ่ยเสียงนิ่งๆก่อนจะยกมือขึ้นมาขยับแว่นตาของตนเองให้เข้าที่ คิ้วเรียวสีเข้มมุ่นเข้าหากันเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด…ถึงจะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องพวกนี้เท่าไรแต่น็อคทิสจำได้เลาๆว่าพวกเขาเพิ่งซื้อวัตถุดิบอาหารกับเครื่องเทศไป มันไม่น่าจะหมดเร็วขนาดนั้นเพราะกลาดิโอลัส คนกินจุที่สุดในกลุ่มเพิ่งกลับมาเข้าร่วมเดินทางกับพวกเขาเมื่อวานนี้เอง

สงสัยคงหนีไปพ้นเรื่องอย่างว่าละนะ…คนเป็นเจ้าชายได้แต่โคลงหัวอ่อนใจ

“แยกสองห้องนอนใช่ไหม?” น็อคทิสยังคงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชาก่อนที่เหลือบไปมองผู้ที่ทำหน้าที่เป็นโล่ห์แห่งราชันให้กับตนเองที่ยืนห่างออกไปด้วยสีหน้ารู้ทัน

“ก็คงต้องเป็นแบบนั้น” ชายหนุ่มร่างสูงเพรียวโดดเด่นแสร้งกระแอมไอเบาๆทั้งที่จริงๆแล้วเขาไม่ได้รู้สึกติดขัดอะไรในลำคอตัวเองเลย

“เข้าใจแล้วละ…งั้นพรุ่งนี้ฉันคงต้องเป็นคนขับไปคาเอมสินะ” เจ้าชายสูงศักดิ์กระตุกยิ้มล้อเลียนพร้อมกับเอื้อมมือไปรับเงินจากอิกนิสมาถือไว้

“รบกวนนายด้วยแล้วกันนะ น็อคท์” สีแดงระเรื่อจางๆระบายขึ้นตรงโหนกแก้มสูงของคนตอบที่พยายามคุมสีหน้าให้เป็นปรกติมาที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ให้ตายสิพวกนายสองคนนี่” เด็กหนุ่มอดสบถออกมาเบาๆไม่ได้

“เย้ๆ คืนนี้ได้นอนโรงแรมแล้ว วิเศษไปเลยเนอะน็อคท์” เด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางกว่าคนอื่นๆกับเส้นผมสีทองสว่างสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นตะโกนลั่นออกมาพร้อมกับกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่วันนี้คณะพวกเขาได้นอนโรงแรมในตัวเมืองเสียทีหลังจากพวกเขาต้องหลังขดหลังแข็งนอนเบียดๆกันในเต๊นท์กลางป่ากลางเขามาหลายวัน

“ช่ายย วิเศษมากเลยละ” เจ้าชายรัชทายาทแห่งลูซิสกรอกตาขึ้นมองฟ้าเล็กน้อยก่อนจะเดินนำมุ่งหน้าไปหาสถานที่ที่เปิดให้เช่าห้องพักโดยมีเด็กหนุ่มผมทองเพื่อนสนิทวิ่งตามไปติดๆไปห่าง

.

.

.

.

.

END

 

=====

ปูลู ตอนท้ายๆนั้นคนแต่งเริ่มหมดมุกเลยเขียนมาได้แค่นี้ วอนคนอ่านเห็นใจด้วยนะคะ ><

Advertisements

5 thoughts on “[Short Fiction] Final Fantasy XV – Sweet & Sour

  1. ทำไมมันช่างหวานละมุนละไม ฮรือออออออออออออ เหมือนนั่งดูละครแล้วพอถึงฉากเข้าพระเข้านางก็แพลนกล้องไปที่โคมไฟข้างๆ555555 น่ารักมากๆเลยค่ะ อิกกี้ก็สมเป็นอิกกี้จริงๆน่ารัก รอบครอบอย่างนี้คุณพ่อต้องให้รางวัลนะคะเอ้ยยยยยย เขินม้วนกลิ้งๆเลยค่ะ

    Like

    • ฉากแพนกล้องไปโคมไฟนั้นเกิดจากความหมดมุกของคนแต่งค่ะ กลาดี้เลยไม่มีโอกาสออกโรงบทหนักๆกับเขาเลย (กราบขออภัยงามๆค่ะ หื่นไม่ออกจริงๆ)

      เอาเป็นว่าทุกคนรู้ โลกรู้ น็อคท์รู้ว่าป๊าไปกินม๊าไปแล้วเรียบร้อยนะคะ 😂😂😂

      Liked by 1 person

      • เราว่าแบบนี้กำลังน่ารักแล้วค่ะ คนอ่าน อ่านแล้วอิ่ม ส่วนป๊าที่ดูหิวก็ให้เขาทานกันหลังไมค์กันสองคนก็ฟินไม่หยอกค่ะ โมเม้นมันได้อ่าาาา ><

        Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s