[Short Fiction] Final Fantasy XV – Veiled in the Black (Re: Connect)

Title: Veiled in the Black

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Genre: AU / Sci-fi / Movie plot

Rating: PG

Previously: First Connect

Comments: เกิดติดใจเลยหยิบเอามาปัดฝุ่นเขียนต่อเล่นๆค่ะ ยังคงคอนเซปท์เดิม คือ มีเท่าไรจบเท่านั้นไม่ได้วางแผนจะเขียนต่อยาวๆค่ะ

ย้ำอีกรอบนะคะ ฟิคชั่นเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการแต่งหลังจากคนเขียนไปดู Ghost in The Shell มาเลยลองเอาพล็อตหนังมายำมั่วใส่กับถังกาว FFXV ที่มีดูค่ะ

=====

Everyone around me, they feel connected to something.

Connected to something, I’m not.

The Major – Ghost in The Shell

=====

.

.

.

สายลมค่ำคืนกรรโชกกระทบใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลาวพัดพาให้เส้นไหมสีเงินยาวประบ่าที่ล้อมกรอบดวงหน้าขาวนั้นสยายกระจายออกพริ้วล้อไปกับกระแสวายุแรงกล้า รูปร่างสูงโปร่งเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสมส่วนใต้ชุดคลุมเนื้อหนาสีดำทึบเพียงชิ้นเดียวยืนท้าทายความหนาวเหน็บบนยอดอาคารสูงลิบ ดวงตาสองสีที่แสนสงบเยือกเย็นไร้ชีวิตชีวาเหม่อมองความเวิ้งว้างเบื้องหน้าอย่างไม่นึกหวั่นเกรง

“ผู้การ ยังอยู่หรือเปล่าครับ” เสียงใสๆของเด็กหนุ่มที่เพิ่งย่างวัยยี่สิบได้ไม่นานดังมาตามสัญญาณบนอุปกรณ์สื่อสารไร้สายที่ร่างสูงโปร่งสวมใส่ติดใบหูตนเองเอาไว้

“ยังอยู่โลกิ รายงานมา!” มือเรียวใต้เสื้อคลุมยาวยกขึ้นแตะเครื่องสื่อสารที่หูของตนเองเพื่อเปิดระบบ

“สายรายงานมาว่ากลุ่มที่ลักลอบซื้อขายข้อมูลของไซบอร์คอยู่ในตึกนี้ แต่ผมพยายามสแกนหาเท่าไรก็ไม่พบเลย” ปลายเสียงดูหงุดหงิดและร้อนรนนิดหน่อยจนคนฟังสัมผัสได้ เจ้าตัวคงอดหัวร้อนอารมณ์บูดไม่ได้เพราะได้รับคำสั่งให้เฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้กระทำความผิดแต่กลับหาตัวคนทำไม่เจอเลยทั้งๆที่เพียรพยายามส่องหามาตลอดสามชั่วโมง

“ข้อมูลไซบอร์คเลยหรือ?” เรียวคิ้วสีทองขาวเรียวเหนือตาคมเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เนื่องจากทางรัฐบาลต้องการจำนวนหุ่นยนต์และการวิจัยเรื่องหุ่นยนต์ให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ กฎหมายควบคุมการผลิต การวิจัยและการซื้อขายจึงถูกจำกัดวงให้อยู่ในวงแคบๆ มีบริษัทยักษ์ใหญ่เงินทุนหนาเพียงไม่กี่รายที่สามารถเข้าถึงตลาดนี้และได้รับสิทธิ์ในการซื้อขายหุ่นยนต์ ดังนั้นการบักลอบซื้อขายข้อมูลเพื่อการสร้างจักรกลเป็นเคสค่อนค้างข้างหายากและถือเป็นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ร้ายแรงมาก

“ก็ตามสายของเรา ผมได้รับรายงานมาแบบนี้”เสียงจากปลายสายพ่นลมหายใจออกใจดังพรืดๆใส่หูเขาจนอดรู้สึกรำคาญไม่ได้แต่เขาก็ไม่ห้ามปรามอีกฝ่ายแต่อย่างใด “แต่บางทีเข้าไปแล้วอาจจะเจอแค่ขี้เมานั่งหลีสาวนมโตอยู่ก็เป็นได้นะครับ”

“อย่าเหลวไหลโลกิ” คนฟังปรามมุกตลกฝืดไร้สาระของอีกฝ่ายอย่างเคร่งครึม

“ปัญหามันอยู่ที่ผมพยายามสแกนหาว่าเจ้าคนพวกนี้มันไปแอบอยู่ตรงซอกหลืบไหนของตึกไม่เจอเนี่ยสิผู้การ”

“น่าจะมีวางเครื่องส่งสัญญาณรบกวนไว้เราเลยหาไม่เจอ…โลกิช่วยเชื่อมต่อระบบDepth Trackingกับตัวฉันที” เขาครุ่นคิดไปสักพักก่อนเสียงนิ่งราบเรียบเอ่ยสั่งขึ้น…ในเมื่อพึ่งพาความสามารถของมนุษย์ไม่ได้ หุ่นยนต์อย่างเขาก็ต้องเป็นคนออกโรงแทน

“จัดให้ครับ!” เจ้าของชื่อที่อยู่ปลายสายดูร่าเริงมากขึ้น เสียงเคาะแป้นพิมพ์รัวเร็วดังเพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่โปรแกรมจะเชื่อมต่อเข้ากับระบบในร่างของเขา เสียงของหญิงสาวราบเรียบเป็นจังหวะเสมอกันดังขึ้นในสมองของร่างสูงโปร่งแจ้งเตือนการเชื่อมประสาน

ม่านตาสองสีแตกต่างกันเรืองแสงขึ้นจางๆพลางสอดส่ายไปทั่วเริ่มการค้นหาเป้าหมายไปตามอาคารสูงลิบที่มีผังการสร้างสุดแสนสลับซับซ้อน อีกทั้งยังคราคร่ำไปด้วยผู้คนนับพันที่เดินไปหาขวักไขว่ไปมาจนน่าเวียนหัว ด้วยศักยภาพสายตาของมนุษย์ธรรมดาแล้วไม่อาจจำแนกใบหน้าของคนมากมายในเวลารวดเร็วได้ หากแต่เขาคิอจักรกลที่ปรับแต่งมาอย่างทรงประสิทธิภาพ การต้องจำแนกข้อมูลจำนวนมหาศาลในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีนั้นกลับเป็นเรื่องแสนง่ายดาย

“ฉันเหมือนจะเจอกลุ่มหนูของพวกเราแล้วนะ” เซนเซอร์ตรวจจับของเขาเหมือนจะเช็คเจอกลุ่มผู้กระทำผิดที่กำลังสุมหัวกันอยู่ในห้องๆหนึ่งภายใน “ชั้น 67 ห้อง 67037 มีคนแปดคนในห้อง”

“รับทราบ จะประสานติดต่อให้ส่งกำลังไปที่พื้นที่เป้าหมายครับ” เสียงลากครืดยาวๆอย่างฉับไวดังลอดหูฟังของเขาออกมา ดูเหมือนโลกิจะรีบสไลด์เก้าอี้ไปยังแผงควบคุมเพื่อติดต่อไปยังศูนย์บัญชาการกลาง เสียงพูดรายงานรัวเร็วสะท้อนออกมาต่อเนื่องจากอีกฝาก

ดวงตาสองสีที่ยังเชื่อมต่อกับโปรแกรมติดตามจับจ้องกลุ่มเป้าหมายของตนเองนิ่ง ทว่าหัวคิ้วตรงกลางระหว่างหน้าผากนั้นเริ่มค่อยๆขยับมุ่นผูกเข้าหาเมื่อเห็นความเคลื่อนไหวที่เกิดในห้องๆนั้น

“โลกิ พวกเขากำลังจะจะออกไปจากห้องกันแล้ว!!”

“เรากำลังส่งกำลังเสริมไป อีกสิบนาทีถึงเป้าหมายครับ” ปลายเสียงเริ่มแตกตื่นก่อนเสียงพรมนิ้วบนแป้นพิมพ์จะยิ่งดังถี่รัวเพื่อประสานงานกลับไปฝั่งกำลังเสริม

“ไม่ทันแล้ว เดี๋ยวฉันลุยเองไปก่อน” ร่างสูงโปร่งขยับก้มตัวลงพร้อมฝ่ามือเรียวที่เอื้อมลงแตะปืนกระบอกสั่นที่เขามักพกติดตัวตลอดเวลาตรงช่วงปลีน่องใต้ชุดหนักหนาที่สวมใส่อยู่ขึ้นมาตรวจเช็คความพร้อมก่อนจะสอดมันกลับลงไป

“แต่ผู้การครับ…ผู้การยังไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติภารกิจนะครับ!!” โลกิรีบห้ามปรามอีกฝ่ายลิ้นแทบจะพันกัน

“ฉันไม่สนใจ!!”

เมื่อจบประโยคเส้นเคเบิลเชื่อมต่อที่ถูกยึดโยงอยู่กับร่างกายของเขาบริเวณท้ายทอยก็ถูกกระชากออกแบบไม่ใยดี ช่วงขายาวแข็งรงก้าวขึ้นไปยืนตรงขอบตึกที่สูงลิบอย่างหมิ่นเหม่ หากเป็นคนทั่วไปต้องมายืนอยู่บนดาดฟ้าตึกที่สูงประหนึ่งปากเหวแบบนี้คงต้องมีอาการสั่นสะท้านกลัวตายกันบ้าง หากแต่เขาไม่เหมือนคนพวกนั้นเพราะเขาคือหุ่นจักรกลที่ถูกพัฒนาขึ้นาด้วยเทคโนโลยีระดับสูง กายเพรียวกลับหลังหันก่อนจะหลับตาลงแล้วเอนตัวทิ้งร่างกายสู่ความเวิ้งว้างของอากาศปล่อยให้คนในสายกรีดร้องอย่างตื่นตระหนกต่อไป

“ผู้การเรวุสครับ!!!!”

.

.

.

“วันนี้ก็ยังผลงานยอดเยี่ยมตามเคยนะผู้การ”

น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลส่งเสียงกระเซ้าเย้าแหย่ดังลอดมาจากลำโพงสื่อสารในรถยนต์สีเงินคันงามที่พุ่งทะยานไปบนท้องถนนเรียกตาคมสองสีให้อดปรายไปมองด้วยสายตาหงุดหงิดไม่ได้ เขาแทบจะนึกสีหน้ายิ้มละไมกับแววตาพราวระยับบนใบหน้าของคนปลายสายตอนที่กำลังพูดอยู่นี้ออกทันที

“ผมแค่ทำงานตามหน้าที่!!” วาจาสุภาพแต่แฝงด้วยความห้วนสั้นและปราศจากความเกรงใจอย่างชัดเจนดังโต้ตอบกลับไปก่อนที่ร่างโปร่งที่กำลังนั่งหน้าตายอยู่ที่เบาะข้างหน้าเคียงข้างคนขับจะเบนสายตาของตนเองออกไปมองบรรยากาศข้างนอกยานพาหนะดับความหงุดหงิดใจแทน

“ด็อกเตอร์อิซูเนียครับ ผู้การได้รับความเสียหายที่แขน ผมจะพาเขาเข้าไปหานะครับ” สารถีหนุ่มจำเป็นรีบแจ้งรายงานปลายสายก่อนเพราะกลัวว่ากว่าเขาจะพาเรวุสไปถึงศูนย์ได้อีกฝ่ายจะเลิกงานกลับบ้านไปเสียก่อน เป็นที่เลื่องลือกันดีถึงความเกียจคร้านของนักวิจัยระดับสูงรายนี้ว่ามักเข้างานสายแต่เลิกงานตรงเวลาเสมอแถมช่วงเวลาหลังเลิกงานไปแล้วด็อกเตอร์อิซุเนียเป็นคนที่ตามหาตัวยากระดับพระกาฬคนหนึ่งทีเดียว จนบางทีเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าอะไรทำให้ชายวัยกลางคนท่าทางดูเหลาะแหละไม่เอางานเอาการแบบนี้ก้าวขึ้นไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าศูนย์วิจัยบริษัทกราเลียได้

“หืม เสียหายมากงั้นหรือ?” น้ำเสียงทุ้มสะท้อนความสงสัยมาจากปลายสาย

“ไม่ได้เป็นอะไรมาก ไม่ต้องเข้าไปหานายก็ได้” คนที่ถูกพาดพิงเอ่ยเสียงห้วนตัดขึ้น

“ไม่ได้หรอกครับ” โลกิรีบปฏิเสธทันควัน เด็กหนุ่มที่นั่งหลังพวงมาลัยเหยียบคันเร่งขึ้นอีกส่งผลในยานพาหนะสีเงินรูปร่างปราดเปรียวนี้พุ่งทะยานไปข้างหน้าก่อนที่เขาจะเปิดไฟเลี้ยวขวาแล้วขับแซงรถอีกคันขึ้นไป “คำสั่งลงมาโดยตรงจากท่านประธานอัลเดอร์แคปท์เชียว ผมไม่กล้าขัดหรอก”

“แต่มันแค่แผลถลอก…”  ยังไม่ทันที่เรวุสจะได้แย้งจนจบประโยคดีเขาก็ถูกโทนเสียงทุ้มละมุนขัดขึ้น

“ไม่ดื้อสิเรวุส เด็กน้อยของฉัน”

“ฉันไม่ได้ดื้อ!!!” นั่นเป็นคำที่เขาฟังกี่ครั้งก็ไม่นึกชอบใจเลยจริงๆ

“หวายๆ ดูเหมือนจะทำให้เด็กน้อยโกรธแล้วสินะ” สุ้มเสียงทุ้มน่ารำคาญใจยังคงดังล้อเลียนเขาไม่ยอมหยุด

“ด็อกเตอร์ครับอย่าล้อผู้การมากๆสิครับ” คนที่ต้องมาทำหน้าที่สารถีจำเป็นอย่างโลกิได้แต่ห้ามปรามคนแก่ที่ชอบทำตัวไม่สมอายุอย่าอ่อนอกอ่อนใจ “เห็นใจคนขับแบบผมหน่อย ผมยังอยากมีชีวิตกลับไปถึงศูนย์แบบครบสามสิบสองนะครับ”

แค่เรวุสปรายตาดุๆใส่เขา โลกิก็เครียดจนร่างกายเกร็งจะแย่ ขืนให้คนตัวสูงโดนกวนประสาทมากๆผู้การหน้าตานคนนี้อาจเลือกพังรถคันนี้ทิ้งแล้วไม่ยอมกลับศูนย์วิจัยพร้อมเขาก็เป็นได้ซึ่งคนที่จะซวยไม่ใช่คนที่กำลังเย้าแหย่คนหน้าตายแต่เป็นเขาเนี่ยละที่จะต้องวิ่งตะลอนๆไปทั่วเมืองเพื่อตามหาอีกฝ่ายแบบครั้งก่อนๆ

ปลายสายหัวเราะเบาๆกับคำห้ามปรามของเจ้าพนักงานหนุ่มน้อยที่กำลังเหงื่อตก

“งั้นก็แค่นี้แล้วกันนะ…ฉันรอเจอเธออยู่นะเด็กน้อย”

อีกฝ่ายจบการสนทนาลงแค่นั้น ดวงตาสองสีเหลือบกลับมามองดูลำโพงที่เงียบเสียงลงไปแล้วด้วยแววตาที่อ่านยากก่อนที่เจ้าของเรือนผมสีทองขาวยาวประบ่าจะเบือนหน้าออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้งเพื่อมองดูความเป็นไปของโลกภายนอก ผู้คนกำลังเดินไปมาขวักไขว่บนท้องถนนท่ามกลางแสงสีสันยามราตรี ทุกชีวิตดำรงไปตามทิศทางและครรลองของมันที่ควรจะเป็น

เรวุสมองดูชีวิตของมนุษย์อย่างนึกสงสัย ทุกคนต่างใช้ชีวิตตามปรกติราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวไม่รับทราบถึงภัยอันตรายที่แอบแฝงและซุกซ่อนตัวอยู่ในความมืด หรือจะพูดให้ถูกก็คือ…ทุกคนรับรู้แต่จงใจทำเมินเฉยต่อมันตราบเท่าที่มันไม่สร้างความเดือดร้อนใดๆให้ตนเอง หากสิ่งนั้นเริ่มมีท่าทีคุกคามตนเองเมื่อนั่นละที่มนุษย์จะเริ่มเคลื่อนไหวและต่อต้านมัน เพราะนี่ละคือสันดานของมนุษย์!!

น่าแปลกที่ภาพของคุณแม่สาวแสนสวยที่กำลังจูงมือเด็กตัวน้อยน่ารักอยู่บนฟุตบาทดึงดูดสายตาและความสนใจของเขาอย่างมาก ม่านตาสองสีจับจ้องสองร่างตั้งแต่รถของพวกเขายังแล่นจากจุดที่สามารถมองเห็นได้ไกลๆ เมื่อโลกิค่อยๆขับรถไปเรื่อยๆพกวเขาก็ขยับเข้าไปใกล้สองแม่ลูกนั้นจนสามารถมองเห็นรายละเอียดต่างได้อย่างชัดเจนมากขึ้น มารดาเป็นหญิงสาวร่างสูงเพรียวผมสีบรูเน็ทหยักศกยาวสลวย เธอสวมใส่โค้ทหนังตัวยาวที่ลงไปกองคร่อมบนพื้นฟุตบาทยามที่เธอยอบตัวลงไปคุยกระซิบกระซาบกับเด็กสาวตัวน้อยผมทองสว่าง มือเรียวซุกซ่อนอยู่ใต้ถุงมือสีดำอบอุ่นจะเอื้อมไปกอบกุมฝ่ามือน้อยๆของสาวน้อยในชุดสีชมพูน่ารักแล้วทั้งคู่ก็ค่อยๆพอกันจูงมือพาเดินกันไปอย่างมีความสุข เรวุสเฝ้ามองภาพนั้นจนกระทั่งรถที่เขานั่งแล่นเลยผ่านสองแม่ลูกที่แสนสวยงามไป

โลกใบนี้ช่างแปลกประหลาด…มันมีทั้งความสะอาดบริสุทธิ์และความบิดเบี้ยวอย่างสุดขั้วอยู่ในที่เดียวกัน เวลาเดียวกันได่อย่างเหมาะเจาะ

เสี้ยววินาทีนั้นความรู้สึกปวดร้าวเหมือนสมองในกระโหลกของเขากำลังจะแจกออกเป็นเสี่ยงๆก็โจมตีเข้ามาในหัวของเขาอย่างกระทันหันจนเจ้าตัวเบลอครางออกมาด้วยความทรมาน ม่านตาของเรวุสพร่าเบลอจนโฟกัสอะไรไม่ได้สักอย่างพร้อมกับภาพเลอะเลือนที่ยากจะจับจับใจความหรือหาต้นสายปลายเหตุก็พรั่งพรูเข้าในหัวของเขา

เสียงหัวเราะใสๆของใครสักคนสะท้อนในหูเขา…ภาพของฝ่ามือที่ยื่นมาตรงหน้ากับดวงตาสีฟ้าใสกระจ่างคู่นั้น

เรวุสคำรามออกมาพร้อมกับยกมือขึ้นกดขมับของตนเองบริเวณที่เจ็บร้าวเหมือนโดนของแข็งๆทุบลงไปซ้ำๆและนั่นมาพอจะทำให้คนขับที่นั่งมาด้วยต้องหันมาสนใจ โลกิหันมามองเขาแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วงว่าต้องการให้เขาหยุดรถหรือไม่

“ไม่เป็นไร ฉันยังโอเค ขับต่อไปเถอะโลกิ” เด็กหนุ่มผมทองผู้นั่งอยู่หลังพวงมาลัยทำสีหน้าลังเลเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้หยุดรถและยังคงขับต่อไปตามคำสั่งของอีกฝ่าย รถคันงามสีเงินยังคงแล่นฉวัดเฉวียนไปตามท้องถนนยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงสีและผู้คน ร่างสูงเพรียวผ่อนลมหายใจของตนเองลงพร้อมกับหลับตาลงแล้วเอนหลังตนเองลงกับเบาะหนังสีครีมสะอาดตา

บางทีมันอาจเป็นผลกระทบมาจากความเสียหายที่เขาได้รับระหว่างการปฏิบัติภารกิจคืนนี้…แบบนี้เขาคงจะหนีไม่พ้นจะต้องไปเจอหน้าคนที่ไม่อยากเจอเสียแล้ว เพราะหมอนั่นคือคนที่รู้จักร่างกายนี่ดีที่สุดและสามารถซ่อมแซมมันให้กลับคืนสภาพเดิม

.

.

.

“ยินดีต้อนรับกลับสู่โลกอีกครั้งเด็กน้อย”

นั้นคือประโยคแรกที่ได้ยินและสามารถจดจำได้แม่นยำหลังจากผมได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าตัวเองนอนหลับไปนานแค่ไหน เมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งเขาก็อยู่ในร่างของหุ่นยนต์เรียบร้อยแล้ว

คนคนนั้น…ด็อกเตอร์อิซูเนียบอกเขาว่าไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังเป็นคงมนุษย์ถึงแม้ร่างกายตอนนี้จะกลับกลายเป็นเครื่องจักรกลที่ห่อหุ้มด้วยสารสังเคราะห์ที่ให้สัมผัสเรียบลื่นเหมือนผิวกายคนทั่วไป เขาพิเศษกว่าหุ่นอื่นๆ เขาไม่ถูกนับเป็นจักรกลที่เพราะภายในศีรษะนี้บรรจุสมองของมนุษย์ซึ่งถือเป็นสติปัญญาและมีจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์เอาไว้

แต่เขาไม่มีอดีต…จำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ทั้งชีวิตของตัวเองก่อนหน้านี้ หน้าที่การงาน ครอบครัว เพื่อนสนิท คนรัก เรวุสเฝ้าถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า พยายามจะสืบส่องกลับเข้าไปสมองตนเองมองหาบางสิ่งบางอย่างที่าจะยังพอหลงเหลือช่วยบ่งบอกบอกตัวตนในอดีตของตนเอง

แต่ทุกอย่างคือความว่างเปล่า…เป็นความเวิ้งว้างสีดำมืด

เหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลกที่แสนกว้างใหญ่ใบนี้ ไม่มีใครที่เป็นเหมือนเขา ไม่มีใครที่สามารถเข้าใจความเปล่าเปลี่ยวนี้ได้

ทุกครั้งที่เขาได้ทิ้งตัวผ่านความเวิ้งว้างของอากาศ ตัวตนแสนเปล่าเปลี่ยวของเขาเหมือนกำลังโบยบินหลุดพ้นไปจากข้อผูกมัดที่มีอยู่บนโลกใบนี้ แต่เมื่อใดที่เท้าของเขากลับมาแตะบนพื้นอีกครั้ง หน้าที่ที่ถูกบันทึกใส่เป็นโปรแกรมเอาไว้ในหัวสมองก็เริ่มทำงานของมันทันที นั้นคือสาเหตุว่าทำไมเขาถึงชอบกระโจนเข้าหาความตายและความว่างเปล่า!

ปัญญาประดิษฐ์แบบเขามันไม่ต่างอะไรจากตุ๊กตาที่ว่างเปล่า เพียงแต่เพราะพวกนักวิจัยเอาสมองของพวกมนุษย์มาใส่เข้าไปหุ่นที่ไร้จิตวิญญาณแบบนี้ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้พวกเขากลายเป็นมนุษย์ขึ้นมาได้

คนทุกคนบนโลกนี้มีสายสัมพันธ์บางอย่างที่เชื่อมโยงพวกเขาเอาไว้กับบางสิ่งหรือบางคน ซึ่งสายสัมพันธ์รูปแบบนี้…เป็นสิ่งเขาไม่มี!!

.

.

.

เสียงเครื่องจักรกลที่กำลังซ่อมแซมร่างกายที่ได้รับความเสียหายของเขาดังอย่างต่อเนื่อง หุ่นยนต์ขนาดจิ๋วหลายตัวกำลังสาละวนอยู่กับการต่อเติม เชื่อมประสาน ร่างกายของเขาที่ฉีกขาดออก เรวุสทำได้แค่เพียงนอนเหม่อมองไฟบนเพดานเงียบๆปล่อยให้พวกมันทำงานตามหน้าที่ของมันไป

“เอาเป็นว่างานคืนนี้ของผมเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้วนะครับด็อกเตอร์” เสียงโลกิดังลอยมาตามลม เขาน่าจะยืนห่างออกไปจากเตียงเรวุสกำลังนอนซ่อมแซมอยู่ไม่ไกลฟังเอาจากระดับความก้องของเสียง

“อา ขอบใจมากนะโลกิ วันนี้นายก็กลับไปพักผ่อนได้แล้ว”

“เยสสส งั้นผมไปละนะ คืนนี้นัดสาวเดทไว้ไม่อยากให้แม่คนสวยต้องรอนาน” สุ้มเสียงของเด็กหนุ่มผมทองเจ้าของฉายาเจ้าพ่อไอทีของบริษัทกราเลียแทบจะปิดบังความลิงโลดเอาไว้ไม่อยู่ เดาได้ว่าตอนนี้หน้าของคนพูดคงกำลังยักคิ้วหลิ่วตายิ้มบานแฉ่งไม่แพ้ดอกไม้ยามเช้าที่ได้รับไออุ่นจากพระอาทิตย์กันเลยทีเดียว

เรวุสได้ยินเสียงทุ้มนุ่มนวลหัวเราะพร้อมกับกระแอมไอเบาๆอย่างไว้ชั้นเชิงก่อนที่อีกฝ่ายจะเอ่ยปรามออกมา “เอาเป็นว่าอย่ามัวแต่กกแม่สาวของนายจนลืมตื่นไปร่วมเทรนนิ่งกับฝั่งกำลังภาคสนามวันพรุ่งนี้ก็แล้วกันนะโลกิ”

“คร้าบ คร้าบบบบ ทราบแล้ว” 

อาร์ดีนโคลงหัวอย่างอ่อนอ่อนใจกับเสียงตอบรับแบบไร้ความใส่ใจของเด็กหนุ่มที่นั่งแว่วๆมาจากไกลๆ เมื่อแผ่นหลังของหนุ่มไอทีหายลับไปแล้วด็อกเตอร์หนุ่มจึงค่อยๆสืบเท้าขยับเข้าไปหาร่างขาวที่กำลังนอนทอดกายอยู่เหนือเตียงยาวปล่อยให้หุ่นยนต์ในความดูแลของเขาจัดการทุกอย่างไปโดยไม่ปริปากบ่นใดๆ

“อีกแปบเดียวก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว” มือหนาเอื้อมไปลูบกลุ่มเส้นไหมสีทองขาวซีดพลางแกล้งม้วนเกี่ยวปลายผมเหยียดตรงนั้นเล่นเบามือ

“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร” ดวงตาสองสีของคนที่นอนนิ่งอยู่เหลือบมามองคนพูดเพียงแวยเดียวก่อนจะเบนกลับไปแหงนมองหลอดไฟที่ส่องสว่างอยู่เหนือศีรษะตัวเองราวกับจะบอกว่าตนเองนั้นไม่ได้สนใจว่าการซ่อมแซมนั้นจะต้องกินเวลานานแค่ไหน

ชายผมม่วงอมแดงเหยียดยิ้มออกมานิดหน่อยก่อนจะผลเดินไปหยิบแผงรายงานอิเล็คโทรนิคขึ้นมากดเลื่อนดูข้อมูลต่างๆ “แล้วช่วงนี้ร่างกายเป็นยังไงบ้างหืม?” 

“ก็ปรกติดี แต่เหมือนโปรแกรมที่คุณลงไว้ให้น่าจะรวน” เรียวเข้มบนใบหน้ากร้านประดับหนวดเคราเลิกขึ้นสูงนิดหน่อยกับคำตอบนั้น

“รวนแบบไหนหรือ?”

“ผมเห็นภาพซ้อน…ภาพบางอย่างมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นแต่ผมกลับเห็นมัน” เรวุสกระพริบตาน้อยๆพลางอธิบายอย่างใจเย็น “มันเพิ่งเกิดก่อนเรามาที่ศูนย์นี้เอง ผมคาดว่ามันเป็นเพราะระบบกระทบกระเทือนจากบาดแผลที่แขนนี้”

อาร์ดีนมุ่นหัวคิ้วอย่างครุ่นคิด อันที่จริงความเสียหายจากแผลในค่ำคืนนี้ไม่ได้รุนแรงจนเป็นอันตรายต่อระบบส่วนกลางของเรวุส ดวงตาสีอำพันกวาดมองรายละเอียดอย่างว่องไวพลางขยับปลายนิ้วสากสไลด์เลื่อนเพื่ออ่านข้อมูลในมือที่ได้มาจากการเชื่อมต่อออกมาจากตัวเรวุสอย่างถี่ถ้วน

“คุณดูกังวล?” เสียงเรียกด้านหลังทำให้กายสูงสะดุ้เบาๆทว่าเขาสามารถกลบเกลื่อนเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน

“ไม่มีอะไรน่ากังวลที่รัก” รอยยิ้มแย้มละไมถูกวาดขึ้นบนใบหน้ากร้านยามที่ด็อกเตอร์หนุ่มหมุนกายกลับไปตอบคำถาม “มีความผิดปรกติในตัวโค้ด แต่ฉัรฝนสามารถจัดการลบส่วนที่บกพร่องแล้วลงให้ใหม่ได้”

“ว่าแต่เด็กน้อย…แต่ได้ใช้ยาที่ฉันให้ไปตรงตามเวลาหรือเปล่า?”

“ส่วนมากก็ตรง..แต่มีลืมใช้ไปสองครั้ง” คนตอบทำเสียงอ้อมแอ้มเบาๆราวกับเด็กๆที่ถูกแม่จับได้ว่าทำความผิด

“หนุ่มน้อย เธอไม่ควรลืมสิ่งสำคัญแบบนี้รู้ไหม” เสียงทุ้มนุ่มนวลบ่นหึ่งๆขี้นมา “ยานั้นจะช่วยให้การเชื่อมต่อระหว่างสมองกับตัวของเธอสมบูรณ์ยิ่งขึ้น”

ใบหน้าขาวที่ล้อมกรอบด้วยเส้นไหมเงินละเอียดเอียงมองมานังคนที่กำลังอ้าปากบ่นด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ “ไม่ได้ตั้งใจจะลืมสักหน่อย…แต่ว่ามันคือสาเหตุของอาการของผมหรือ?”

“ก็ยังไม่ยืนยันหรอกว่าใช่หรือเปล่า แต่ฉันเห็นโค้ดบางอย่างในโปรแกรมของเธอทำงานผิดปรกตินั่นอาจส่งผลต่อระบบความทรงจำและสมองของเธอได้” ชายวัยกลางตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้พลางยกไหล่ขึ้นน้อยๆราวกับจะบอกอีกฝ่ายว่าอะไรๆก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

“เธออยากให้ฉันจัดการแก้ไขโค้ดของเธอตอนนี้เลยไหมละหนุ่มน้อย?”

“งั้นคุณก็จัดการต่อได้เลย” น้ำเสียงนิ่งราบเรียบราวกับไม่ใส่ใจดังขึ้นมาจากร่างขาวที่นอนอยู่กลางห้อง

ตาคมสีอำพันเหลือบไปมองคนพูดน้อยๆก่อนจะกรีดยิ้มบางๆขึ้นที่มุมปาก “เธอจะอนุญาตให้ฉันลบและแก้ไขข้อมูลในตัวของเธอหรือผู้การ?”

“ผมผู้การเรวุส ยินยอมให้คุณทำการดัดแปลงและแก้ไขข้อมูลภายในตัวผมได้”

ริมฝีปากหยักยิ้มอย่างอ่อนใจก่อนเสียงทุ้มจะเปรยออกมา “เธอนี่มีเรื่องทำให้ฉันประหลาดใจได้ตลอดเวลาเลยนะหนุ่มน้อย”

ตอนนี้ขั้นตอนการซ่อมแซมภายนอกเสร็จสมบูรณ์ดีแล้ว เจ้าหุ่นยนต์ตัวจ้อยที่ทำงานของมันจนเรียบร้อยต่างเคลื่อนตัวออกห่างจากเตียงที่เรวุสกำลังทอดร่างอยู่แล้วพากันหลบเร้นตัวเองออกไปจากห้องอย่างว่องไว ด็อกเตอร์หนุ่มผมม่วงอมแดงในชุดกราวน์สีขาวคลี่ยิ้มบางๆราวกับปลอบใจคนที่เหลือบมามองทั้งที่จริงๆไม่มีความจำเป็นใดๆเลยด้วยซ้ำ ปลายนิ้วพรมลงเหนือแป้นป้อนคำสั่งในการลบโปรแกรมที่เขามองว่ามีปัญหาทิ้งแล้ว ม่านตาสองสีของร่างขาวเพรียวสมส่วนที่กำลังเหยียดยาวบนแท่นรอรับการซ่อมแซมวาวแสงขึ้นระหว่างที่คำสั่งกำลังไหลป้อนเข้าสู่ระบบกลางในตัวผ่านทางสายเคเบิลสีดำยาวที่เสียบติดบริเวณท้ายทอยไว้แน่นหนา

“ไม่ต้องห่วงเด็กน้อย ผ่อนคลายไว้แล้วทุกอย่างจะโอเค” โทนเสียงแหบแต่ยังคงนุ่มนวลไม่ต่างจากวันแรกที่เขาได้ยินคนคนนี้พูดตอนนั้น ปลายนิ้วสากเอื้อมไปกดปุ่มอีกปุ่มให้ทำงาน ไซลิงค์กระบอกใหญ่ดีดตัวเองออกมาจากที่เก็บก่อนที่แรงดันจะบีบให้ของเหลวข้นสีเหลืองทองที่ไหลเวียนอยู่ภายในฉีดลงในสายที่เชื่อมต่อกับท้ายทอยของเรวุส

ทั่วทั้งร่างเรวุสรู้สบายอย่างน่าประหลาด ดวงตาทั้งสองข้างหลบลงใต้เปลือกตาาน้ำนม ร่างโปร่งปล่อยความรู้สึกของตนเองให้ไหลไปตามกระแสของระบบที่วิ่งไป สมองเขาปลอดโปร่งมากขึ้นจนทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะพลั้งปากเล่าสิ่งที่เขาได้พบเจอมาตอนที่เดินทางกลับมาที่ศูนย์ “ตอนพวกเรานั่งรถกลับมาผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง…เธอจูงลูกสาวเดินไปด้วยกัน” 

“ฟังดูน่ารักดีนี่ ฉันไม่ยักรู้ว่าเธอจะสนใจอะไรละเอียดอ่อนแบบนี้ด้วยนะ” 

“ตอนที่ผมเห็นเธอจับมือเด็กคนนั้นมันทำให้ผมคิด…” 

“เธอคิดอะไรอย่างนั้นหรือเด็กน้อย?” ชายวัยกลางคนกดเสียงต่ำถามพลางค่อยๆสืบเท้าย่างสามขุมเข้าไปยังเตียงเหล็กกว้างที้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางของห้องนี้ สายตาสีอำพันจับจ้องร่างขาวนวลที่ยังคงนอนนิ่งหลับตาไม่รับรู้ถึงสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงของคนที่ถามตนเอง

เรวุสยังคงไม่ตอบ จวบจนเสียงส้นรองเท้าหนังมันวาวกระทบกับพื้นเป็นจังหวะหยุดลงเมื่อร่างสูงใหญ่ใต้ชุดกราวน์สีขาวสว่างไสวหยุดลงด้านข้างเตียง เปลือกตาเคยปิดบังดวงตาเรียวเอาไว้จึงค่อยๆลืมขึ้น ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกาของหุ่นจักรกลที่นอนนิ่งผินกลับมาจนม่านตาสองสีไม่เข้าคู่กันนั้นสบประสานเข้ากับนัยน์ตาสีทองของชายหนุ่มวัยกลางคน

“มันทำให้ผมสงสัยว่าร่างกายของมนุษย์ที่แท้จริงเป็นยังไง” แววตาใสซื่อที่จ้องมองกลับมานั้นไม่มีสิ่งใดแอบแฝงทั้งสิ้น…มันเต็มไปด้วยความสงสัยปนอ้างว้าง

“ทำไมถึงสงสัยอะไรแบบนั้นเล่าเรวุส?” อาร์ดีนก้มหน้าลงถามหุ่นจักรกลในความดูแลของตนเองเสียงเรียบ มือหนาเอื้อมลงไปลูบไล้กลุ่มไหมสีทองซีดที่แผ่กระจายอยู่บนเตียงเหล็กสีดำแข็งกระด้าง

“เพราะผมไม่ใช่มนุษย์…ผมแตกต่างจากพวกเขา ถึงจะดูเหมือนมากแค่ไหน แต่…ผมก็ยังไม่ใช่อยู่ดี”

ฝ่ามือเรียวที่แสนเย็นชืดยกขึ้นมาจับฝ่ามือสากที่กำลังหยอกล้อเส้นผมของตนเองก่อนที่หุ่นยนต์ที่กำลังนอนราบอยู่จะออกแรงดึงให้มนุษย์ร่างสูงใหญ่โอนเอียงล้มตัวลงมาบนที่ที่ตนเองกำลังนอนเหยียดกายอยู่ เรวุสพลิกสลับร่างของตนเองให้นั่งคร่อมทับด็อกเตอร์หนุ่มเอาไว้

อาร์ดีนยังคงมีสีหน้านิ่งสงบ ไม่ตกใจไม่แตกตื่นใดๆ ดวงตาสีทองคมกริบคู่นั้นจับจ้องขึ้นไปยังร่างกายขาวนวลเปลือยเปล่าที่ออกแรงนั่งทับไว้ไม่ให้ขยับหนีไปไหนได้พร้อมกับที่อีกฝ่ายเริ่มทำการสำรวจร่างกายของเขาอย่างสนใจใคร่รู้

ปลายนิ้วเรียวขยับเข้ามาใกล้ดวงตามากขึ้นเรื่อยๆจนเขาต้องหลับตาลงตามสัญชาตญาณการป้องกันตัวเพื่อปกป้องอันตรายที่อาจทำร้ายตาของเขาได้…มันเป็นกลไลธรรมชาติที่มีในตัวมนุษย์ทุกคน

“ด็อกเตอร์…คุณรู้สึกยังไงตอนที่มือของผมสัมผัสดวงตาของคุณ”

“…รู้สึกเย็น มือของเธอมันเย็นมากเลยรู้ไหมเด็กน้อย!”

ความเย็นวูบวาบสร้างความรู้สึกประหลาดไล่แตะไปตามช่วงหน้าผากที่มีริ้วรอยแห่งวัยปรากฎจางๆจากนั้นมันก็เลื่อนไหลลงมาตามสันดั้งโด่งรั้นแล้ว แก้มกร้านเพราะเจ้าตัวไม่ค่อยใส่ใจในการดูแลผิวพรรณแบบคนอื่นเท่าไร

สัมผัสเรียบลื่นจากปลายนิ้วของเรวุสไล้ไปตามสันกรามชัดเจนที่มีตอหนวดสั้นๆขึ้นประปรายอันเป็นผลมาจากความเกียจคร้านของเขาที่จะตื่นขึ้นมาจัดการมันให้เรียบร้อยในตอนเช้าก่อนมาทำงานแบบผู้ชายคนอื่นๆที่ชอบให้หน้าตัวเองเกลี้ยงเกลา แต่อาร์ดีนมองว่าใบหน้าของเขาที่มีหนวดเคราแซมบ้างแบบนี้ถือเป็นสเน่ห์เฉพาะตัวอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ แถมสาวๆหลายคนที่เข้ามาติดพันกับเขาก็ดูจะชอบมันเป็นพิเศษด้วย

ดวงตาสองสีส่องประกายสนุกสนานและสนอกสนใจกับการสำรวจร่างกายของชายวัยกลางคนที่เขาจัดการกดแนบติดกับเตียงไว้ ปลายนิ้วโป้งของหุ่นจักรกลบดเบียดเข้ากับกลีบปากสีอ่อนของคนมีอยู่เบื้องล่างตนเอง “แล้วถ้าผมสัมผัสบนริมฝีปากของคุณละ คุณรู้สึกยังไง?”

“ก็แปลกๆนิดหน่อยแต่น้ำหนักของเธอบนตัวฉันมันสร้างความลำบากให้ฉันมากกว่านะที่รัก”

เรวุสกำลังลองสัมผัสริมฝีปากจริงๆของมนุษย์ด้วยความใคร่รู้ ความหยุ่นนุ่มที่ปลายนิ้วเรียกให้ภาพของโลกิที่เขาแอบเห็นหลายวันก่อนตอนที่เจ้าตัวเอาริมฝีปากของตนเองไปแนบบนริมฝีปากของสาวน้อยหน้าตาน่ารักคนหนึ่งกวนความสงสัยกลับขึ้นมาอีกครั้ง

“แล้วถ้าผมใช้ริมฝีปากของตัวเองสัมผัสลงไปมันจะแตกต่างกันไหม” เสียงทุ้มของร่างที่นั่งคร่อมทับถามออกมาอย่างซื่อๆ
ทว่าคราวนี้เสียงทุ้มกลับหัวเราะเบาๆในลำคอตอบกลับคำถามนั้น “ทำแบบนั้นมันอันตรายต่อตัวเธอเองมากนะเด็กน้อย”

หุ่นยนต์ที่เต็มไปด้วยความสงสัยจ้องมองใบหน้ากร้านของมนุษย์อย่างชั่งใจก่อนที่ดวงหน้าขาวจะโน้มลงไป ริมฝีปากสีอ่อนซีดให้ความรู้สึกเย็นเยียบแตกต่างจากริมฝีปากของมนุษย์ทั่วไปแนบลงบนกลีบปากของอาร์ดีนแล้วแช่เอาไว้นิ่งนาน เขาทำตามแบบอย่างที่เขาเห็นโลกิทำกับหญิงสาวคนนั้น ม่านตาสองสีจ้องลึกเข้าไปในอำพันคู่คมอย่างไม่หลบเลี่ยง

ฝ่ามือสากกร้านเอื้อมขึ้นไปปลดขั้วสายเคเบิลสีดำที่ยังคงเชื่อมต่อร่างของเรวุสกับระบบส่วนกลางเอาไว้ออก ร่างขาวผ่องที่คร่อมทับเอาไว้กระตุกเล็กน้อยจากการที่หลุดออกจากการเชื่อมโยงแบบกะทันหัน แต่มันไม่เป็นอันตรายใดๆต่อข้อมูลและโปรแกรมในตัวเขาแต่อย่างใด

อาร์ดีนขยุ้มจับลำคอขาวเพรียวนั้นด้วยท่าทางไม่ต่างจากเวลาคนกำลังจับแมวน้อยที่กำลังซุกซนสำรวจไปมาบนตัวของเขาพลางออกแรงดึงใบหน้าของหุ่นยนต์ที่แนบริมฝีปากลงมาอย่างไร้ศิลปะและปราศจากความรู้สึกสเน่หาอย่างสิ้นเชิงออกห่าง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของมนุษย์จะพลิกกายกลับขึ้นมาคร่อมทับร่างกายโปร่งเพรียวสมส่วน ช่วงแขนแข็งแรงแทรกเข้าไปตรงกลางของร่างที่เล็กกว่าใช้เข่าของตนเองกดร่างเรวุสเอาไว้จากตรงช่วงท้องน้อย

“อยากรู้ไหมละเด็กน้อยว่าเวลามนุษย์สัมผัสกันมันเป็นยังไง?”

รอยยิ้มแสนกลคลี่ประดับเหนือริมฝีปากหยักเข้ารูป ด็อกเตอร์หนุ่มผมสีไวน์แดงแกล้งวางนิ้วของตนเองลงบนหน้าท้องของอีกฝ่ายก่อนจะจงใจลากไล้ไปตามลอนกล้ามบางๆบนผิวกายขาวเรียบลื่นนั้น

“เธอยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้อีกแยะเด็กน้อย…อย่างแรกเลยคือ อย่าไว้ใจอยู่ตามลำพังกับหมาป่าที่หิวกระหาย”

ดวงตาสองสีที่จ้องมองเขาอย่างไม่วางตาด้วยแววตากึ่งตื่นเต้นกึ่งประหลาดใจแบบนั้นช่างดูปลุกเร้าอารมณ์ดิบเถื่อนบางอย่างในตัวชายผมแดงให้มันออกมาโลดแล่นได้เป็นอย่างดี

“…และอย่างที่สองคือ อย่าให้หมาป่าเป็นคนสอนบทเรียนกับเธอนะเด็กน้อย!!”

.

.

.

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s