[Drabble] Detroit: Become Human – Silence

Pairing: Hank Anderson / Connor

Warning: Angst/ Sad ending / Main character died

กลับมาสู่ด้านมืดได้สักที คนอ่านหนีไปค่ะ อย่าอ่าน 😂😂

.

.

.

.

.

.

ร่างสูงโปร่งดูปราดเปรียวทะมัดทะแมงในชุดสูทสีเทาเข้มทั้งตัวนั่งยืดตัวตรงนิ่งบนเก้าอี้ข้างๆเตียงนอนสีขาวสะอาดที่ตั้งอยู่ในห้องสีขาวแห่งนี้ นอกเหนือจากไฟ LED บนขมับขวาที่เรืองแสงสีฟ้าอ่อนแล้วร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม่มีอะไรเลยที่บ่งบอกว่าเป็นแอนดรอยด์ บนชุดไม่มีปักหมายเลขรุ่นหรือปลอกแขนสีฟ้าคุ้นตาอีกแล้ว

การปฏิวัติในดีทรอยท์จบไปนานหลายสิบปี ปัจจุบันหุ่นยนต์ทุกตัวในสหรัฐอเมริกาได้รับสิทธิเสรีภาพและการปฏิบัติที่เท่าเทียมกับมนุษย์ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแอนดรอยด์ที่ได้รับการเสนอและแก้ไขปรับปรุงมาหลายครั้งตลอดสิบปีที่ผ่านมา หุ่นยนต์ไม่จำเป็นต้องสวมเครื่องแบบที่ระบุหมายเลขรุ่นและติดไฟ LED อีกแล้ว แต่แฮงค์ไม่อยากให้เขาถอดไฟบนขมับทิ้ง…แฮงค์บอกว่าอยากให้เขามีเอาไว้เพราะมันน่ารักดี

เขาไม่ค่อยเข้าใจคำว่า ‘น่ารัก’ ในความหมายของแฮงค์เท่าไร แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ดแกะวงแหวนไฟบนหน้าตัวเองทิ้งตามที่แฮงค์ขอแม้ว่าทั้งมาร์คัสและคาร่าจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

แต่เขาก็ชอบที่ตัวเองมี LED บนศีรษะแบบนี้นะ…มันทำให้เขาดูแตกต่างจากเครื่องจักรอื่นๆ ทำให้แฮงค์รับรู้ว่าตอนนี้เขากำลังคิดอย่างไรรู้สึกแบบไหนเพราะตัวเขาเองก็แสดงออกได้ไม่เก่งนัก

บรรยากาศในห้องสีขาวสว่างแห่งนี้นิ่งงันน่าอึดอัด แต่เขาก็นั่งอยู่บนเก้าอี้นี้มานานห้าชั่วโมง สามสิบเจ็ดนาที สี่วินาทีโดยไม่คิดจะขยับเขยื้อนไปไหน เขาไม่จำเป็นต้องกิน นอน ขับถ่ายใดๆจึงไม่จำเป็นต้องลุกจากไปไหน…เขาเพียงแค่นั่งข้างๆคนที่กำลังนอนหลับใหลไม่ได้สติอยู่บนเตียงหลังนี้

ขอแค่เวลาที่ได้อยู่ตรงนี้นานขึ้นอีกนิด…ขอเวลาที่จะได้อยู่กับแฮงค์นานขึ้นอีกหน่อย

สิบกว่าปีที่ผ่านมาอาจดูยาวนานสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง แต่สำหรับแอนดรอยด์แล้วมันก็แค่ชั่วพริบตาเดียว

มาร์คัสเคยบอกเขาว่า เวลามีความสุขเวลาจะผันผ่านไปอย่างรวดเร็วจนบางครั้งก็หลงลืมมองความจริงรอบข้าง ลืมได้แม้กระทั่งความทุกข์ที่ยืนจ่อรอเราอยู่หน้าประตูบ้านไม่ไปไหน

เขาและแฮงค์ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาตลอดนับตั้งแต่การปฏิวัติจบลง ผ่านช่วงเวลาที่สุขที่สุดและเศร้าที่สุดมาด้วยกัน แฮงค์ไม่เคยปล่อยให้เขาต้องเผชิญหน้ากับโลกที่แสนซับซ้อนนี้อย่างโดดเดี่ยวเลยสักครั้ง

ผู้หมวดแห่งกรมตำรวจดีทรอยท์คนนี้อาจไม่ใช่คนที่พูดจาสุภาพที่สุดแต่เป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยนมากที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เขารู้จักมา

และนั่นทำให้เขารักแฮงค์มากกว่าใคร…

ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลามีปอยผมสีน้ำตาลไหม้ปรกบนหน้าผากน้อยๆหลับตาอย่างสงบรับฟังเสียงดังติ๊ดๆที่ดังมาจากเครื่องวัดการเต้นของหัวใจ มันดังเป็นจังหวะที่เชื่องช้าลงทุกที ระยะห่างของการเต้นของหัวใจเพิ่มมากขึ้นบ่งบอกว่าเจ้าของหัวใจดวงนี้เหนื่อยล้ามากแล้วแต่เจ้าตัวยังคงไม่ยอมแพ้

เสียงครางเครือใต้หน้ากากออกซิเจนปลุกให้เขาตื่นขึ้นจากความเงียบงัน เปลือกตากะพริบลืมขึ้นพลางสอดส่องไปยังร่างซูบผอมบนเตียงกว้าง

“แฮงค์ครับ” เขารีบผุดลุกขึ้นไปยืนข้างๆเตียง

แฮงค์พยายามยกมือขึ้นมาหาเขาแต่มือของแฮงค์สั่นมากและดูไร้เรี่ยวแรง เขายื่นมืออกไปคว้ามือคนป่วยมาประคองเอาไว้แนบแน่น รอยยิ้มบางๆคลี่เหนือริมฝีปากสีอ่อนก่อนที่มันจะกดจูบเบาๆบนหลังฝ่ามือเหี่ยวย่นนั้น

ความแตกต่างของมนุษย์กับแอนดรอยด์

มนุษย์มีเกิดแก่เจ็บตาย…แต่หุ่นยนต์ไม่เป็นเช่นนั้น!

“หิวไหมครับ อยากได้น้ำสักหน่อยไหม?” แอนดรอยด์หนุ่มที่รูปร่างภายนอกยังคงเหมือนผู้ชายแรกรุ่นไม่เปลี่ยนแปลงตลอดระยะที่ล่วงเลยผ่านมาหลายปีแย้มยิ้มบางๆ เขาลูบไล้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของคนป่วยอย่างรักใคร่ไม่รังเกียจ

เขาจะรังเกียจแฮงค์ได้อย่างไร เพราะเขารักคนคนนี้มาตลอด…คนที่เป็นทั้งเพื่อน คู่หูทำงาน ครู และคนรักของเขา

แฮงค์พยายามพูดอะไรสักอย่างที่เขาฟังแล้วไม่เข้าใจแม้จะตั้งใจมากแค่ไหนก็ตาม เสียงของแฮงค์เบาแถมสั่นพร่ามากเกินไป

“ไม่ต้องพูดอะไรนะครับ ถ้าเหนื่อยก็หลับตาพักนะครับแฮงค์” ขอบตาของเขาเริ่มร้อนผ่าวโดยที่เขาเองก็ไม่ทันรู้ตัว แฮงค์บีบมือของเขาแน่นกว่าปรกติ แววตาสีฟ้าเข้มคู่นั้นอ่อนแสงแต่ยังคงมองมาที่เขาด้วยความห่วงหาอาทรไม่ต่างจากเดิม

…หัวใจของแฮงค์เต้นช้าลงเรื่อยๆ

แฮงค์กำลังจะตาย!

แอนดรอยด์ฝืนยิ้มบางๆก่อนจะประคองมือมนุษย์ที่กำลังสั่นระริกขึ้นมาจุมพิตย้ำหลายๆครั้ง “ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไรจริงๆ…ไม่ต้องห่วงผม ผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไป”

รอยยิ้มกว้างใต้หน้ากากออกซิเจนของแฮงค์นั้นสวยงามที่สุด เขาพยายามฝืนยิ้มตอบกลับไป แววตาสีฟ้าคู่นั้นจ้องมองเขานิ่งนานเหมือนแฮงค์อยากที่จะมองเขาให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้จนกระทั่งแรงบีบจากฝ่ามือของนายตำรวจค่อยๆจางหายไป

เสียงติ๊ดๆที่ดังต่อเนื่องมาตลอดห้าชั่วโมงกลายเป็นเสียงลากยาวไร้จังหวะไม่ต่างจากเส้นกราฟบนหน้าจอมอนิเตอร์ที่วิ่งเป็นเส้นขนานยาวไม่มีความสูงชันใดๆอีก ม่านตาสีน้ำตาลไหม้จับจ้องใบหน้าซูบเซียวบนหมอนนุ่มสีขาว ข้างแก้มขาวนวลมีหยดน้ำใสแจ๋วไหลลงมาก่อนที่มันจะหยดลงบนผ้าห่มของคนป่วยโดยที่เขาก็ไม่รู้ตัว LED บนขมับขวากลายเป็นสีแดงเข้ม

เขาค่อยๆบรรจงจัดท่านอนของแฮงค์ให้เรียบร้อย ฝ่ามือเรียวเอื้อมไปปิดเปลือกตาของคนที่รักให้ปิดสนิทลงมา

ริมฝีปากสังเคราะห์หยุ่นนิ่มกดจุมพิตบนหน้าผากกว้างเต็มไปด้วยรอยย่นนิ่งนานพร้อมกระซิบบางอย่างแผ่วเบาแม้จะรู้ดีว่าคนฟังอาจไม่รับรู้อะไรแล้ว

‘ผมจะพาคุณกลับบ้านนะครับแฮงค์…ซูโม่รอคุณอยู่ที่หลังบ้านแล้ว ซูโม่ต้องดีใจมากแน่ๆเลยที่จะได้เจอคุณอีกครั้ง

ร่างสูงโปร่งยืดตัวขึ้นเต็มความสูงพร้อมสาวเท้าตรงไปที่จอมอนิเตอร์ทีีกำลังส่งเสียงติ๊ดลากยาวดังลั่นห้อง มือขาวปลดสายนะยางที่เชื่อมต่อกับร่างของแฮงค์ออกทำให้เสียงที่ดังน่ารำคาญนั้นสงบลงได้

ทั้งห้องกลับมาตกอยู่ภายใต้ความเงียบงัน

โลกทั้งใบของเขาเงียบลง

มันเงียบลงไปพร้อมกับเสียงหัวใจของแฮงค์!!

.

.

.

.

.

.

Advertisements

[Drabble] Detroit: Become Human – First Kiss (Hank / Connor)

Pairing: Hank Anderson x Connor

Rating: PG

Warning:

มีสปอยล์เนื้อเรื่องตอนจบของเกมจากฉากเอน เครดิตระหว่างแฮงค์กับคอนเนอร์ หากท่านยังเล่นไม่ถึงสามารถหลีกเลี่ยงไปก่อนได้นะคะ

นอกจากนี้ฟิคนี้เน้นกาวหนักมาก มีแต่ความไร้สาระ บ้าบอ แต่งแบบตามใจคนแต่งสุดๆค่ะ 😂🙏

.

.

.

.

.

.

แอนดรอยด์ไม่เคยเมาเหล้า

เพราะแอนดรอยด์ดื่มเหล้าไม่ได้

แต่น่าแปลกที่คอนเนอร์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเมาเหล้าเป็นครั้งแรก…ตอนที่แฮงค์สอนการจูบแบบมนุษย์ให้

.

.

.

วิวสะพานอย่างค่ำคืนกับหิมะขาวนุ่มที่โปรยปรายจากท้องฟ้าไม่ต่างจากภาพเดิมในความทรงจำ

วันนั้นแฮงค์พาเขามาที่หลังเหตุการณ์ฆาตกรรมที่อีเดน คลับและเคยตั้งคำถามกับคอนเนอร์ว่าเขานั้นเป็นอะไร?

คอนเนอร์ที่มีรูปร่างหน้าต่างไม่ต่างจากมนุษย์ แม้แต่น้ำเสียงการพูดก็แทบแยกแยะไม่ออกว่าเขานั้นเป็นจักรกลหรือคนปรกติ

วันนั้นเขาตอบแฮงค์ไปว่า เขาสามารถเป็นได้ทุกอย่างที่แฮงค์อยากให้เขาเป็น ไม่ว่าจะเป็นคู่หูสืบคดี เพื่อนดื่มเหล้า หรือดำรงอยู่ในฐานะหุ่นยนต์ตัวหนึ่งในความดูแลของแฮงค์ก็ย่อมได้

เมื่อความวุ่นวายในดีทรอยท์จบลง มาร์คัสสามารถนำชัยชนะมาสู่การปฏิวัติอย่างสันติได้สำเร็จ ทางการต้องยอมรับการมีตัวตนของเผ่าพันธุ์แอนดรอยด์ คอนเนอร์จึงออกแยกตัวจากกลุ่มออกตามหาแฮงค์

คอนเนอร์ได้เจอผู้หมวดคนเก่งยืนรอการมาถึงของเขาที่หน้าร้านขายจั้งค์ฟู๊ดเจ้าประจำที่ทั้งเขาและแฮงค์เคยมา อีกฝ่ายไม่พูดพล่ามใดๆมากมายแค่ดึงเขาเข้าไปกอดแน่นๆทันทีที่เจอหน้ากัน แถมท้ายด้วยดารด่าคอนเนอร์อีกด้วยว่าเขามาช้าก่อนที่ชายกลางคนจะลากหุ่นต้นแบบมาที่นี่

ขวดพลาสติกใสบรรจุของเหลวสีฟ้าอร่ามตาประทับตราไซเบอร์ไลฟ์ชัดเจนถูกยัดเข้ามาในมือคอนเนอร์ สมองกลของหุ่นประมวลผลอยู่สักพักก็เริ่มเข้าใจ เมื่อแฮงค์ทิ่งตัวลงม้านั่งยาวพร้อมยกกระป๋องเบียร์ขึ้นมาจิบชมวิวทิวทัศน์เงียบสงบ

…แฮงค์น่าจะอยากได้เพื่อนดื่มด้วย!

คอนเนอร์ทรุดตัวลงนั่งข้างๆผู้หมวด เขาลังเลกับขวดธีเรียมสีฟ้าในมือเล็กน้อยแต่ก็เปิดฝามันออกก่อนจะดื่มพรวดลงไปเกือบครึ่งขวด

“เฮ่ๆๆ ดื่มแบบนั้น มันก็หมดสุนทรีย์ดิวะ” เสียงปรามร้องหลงเมื่อเห็นสิ่งที่หุ่นยนต์ข้างตัวทำ

“แต่ปรกติผมก็ดื่มแบบนี้นะครับ” ต้นแบบหุ่นสืบสวนแย้ง

“ปัดโธ่เว้ยคอนเนอร์… ที่พามานี่จะหาเพื่อนดื่มเว้ย ถ้าแกดื่มหมดเร็วแล้วฉันจะดื่มกับใครละวะ!!”

“ขอโทษด้วยครับแฮงค์” ใบหน้าอ่อนเยาว์นั่นสลดลงนิดหน่อย คอนเนอร์เปลียนจากการยกซดรวดมาเป็นการยกธีเรี่ยมในขวดขึ้นมาจิบนิดๆเลียนแบบคนด้านข้างตัวเอง

ก็พอเข้าใจว่าอีกฝั่งน่าจะขาดทักษะการใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปพอสมควร แต่ชายวัยกลางคนมองดูใบหน้าขาวหงอยๆแล้วรู้สึกเหมือนกำลังมองเห็นซูโม่ที่ชอบทำหูตกหางตกเวลาถูกเขาดุก็ทำใจแข็งไม่ลงจริงๆ

“เออ ไม่เป็นไรหรอก ค่อยๆปรับตัวไป” มือสากหนาตบลงกลางกระหม่อมทุยที่มีผมสังเคราะห์สีน้ำตาลปกคลุมอยู่เบาๆด้วยความเอ็นดู

หิมะยังคงโปรยปรายลงมาต่อเนื่อง อากาศรอบด้านหนาวเย็นลง ลมหายใจของแฮงค์พ่นออกมาเป็นควันสีขุ่นมัวยาวๆ

“อากาศตอนนี้หนาวนะครับแฮงค์ คุณควรหาเสื้อหนาๆใส่” ม่านตาสีฮาเซบนัทจ้องมองปุยขาวละเอียดพลิ้วไหวในอากาศก่อนระบบประเมินสภาพแวดล้อมของหุ่นยนต์ต้นแบบจะเริ่มทำงานอีกครั้ง ยิ่งคอนเนอร์เห็นคนข้างตัวใส่เสื้อผ้าปรกติที่ไม่เหมาะสมกับอุณหภูมิที่มีทีท่าจะลดลงเรื่อยๆแบบนี้เขาก็อดรู้สึกห่วงไม่ได้

…ความรู้สึกห่วงที่ตอนเป็นหุ่นยนต์ธรรมดาคอนเนอร์เองก็ไม่เข้าใจมัน ตอนนั้นเขาคิดว่าแค่ว่ามันอาจเป็นแค่ความบกพร่องของโปรแกรมในตัวเขา…

“ช่างเรื่องนั้นก่อน…ว่าแแต่แกเหอะ หลังจากนี้เอาไงต่อละ”แฮงค์ถามพลางจิบเบียร์แบบไม่ยี่หระต่อคำเตือนของแอนดรอยด์หนุ่ม ดวงตาสีฟ้าเหม่อมองความเงียบเหงาของเมืองดีทรอยท์ที่ร้างผู้คน

“ยังไม่รู้เลยครับ” สองมือปกคลุมด้วยผิวสังเคราะห์บีบขวดพลาสติกเนื้อแข็งในมือไปมา ใบหน้าขาวมีแววกังวล ไฟ LED บนขมับเองก็กะพริบเป็นสีเหลือง

ผู้หมวดคนเก่งเบนสายตาคมหันมามองแอนดรอยด์หนุ่มที่นั่งเคียงข้างกันบนม้านั่ง จะว่าไปไอ้หมอนี่ถึงจะถูกสร้างมาให้เป็นผู้ใหญ่เต็มวัยอัดทั้งความรู้ความสามารถมาเต็มอัตราแต่เอาจริงแล้วคอนเนอร์ก็ยังเป็นแค่เด็กเล็กๆที่อ่อนประสบการณ์เท่านั้นเอง

…จะว่าไปหมอนี่อายุถึง 1 ขวบหรือยังนะ!?

นอกจากบริษัทไซเบอร์ไลฟ์แล้ว คอนเนอร์คงไม่รู้จักใครที่ไหนและคงไม่มีที่จะไปจริงๆละ

จะยอมหยวนๆให้มาอยู่ด้วยกันก่อนก็คงไม่แย่หรอกมั้ง?

“ถ้าแกยังไม่มีที่ไป จะมาอยู่กับฉันก่อนก็ได้นะ” ปากของชายกลางคนหลุดพูดประโยคที่แอบคิดออกไป

คอนเนอร์หันไปมองแฮงค์ที่ทำหน้าเหมือนตกใจหลังจากเอ่ยปากชวนด้วยสีหน้าตื่นเต้น “จริงหรือครับแฮงค์ ผมไปอยู่ด้วยได้จริงๆหรือครับ?”

“อะ…เออ เออ ได้ๆ พับผ่าสิ” แฮงค์หลุดสบถหยาบคาบออกมา ไหนๆมาถึงขั้นนี้แล้วเขาก็ต้องไปต่อให้สุด เขาทนต้องเห็นสายตาเหมือนเจ้าตูบหงอยๆของคอนเนอร์หากเขาเลือกที่จะปฏิเสธอีกฝ่ายไม่ได้

รอยยิ้มที่ไม่ใช่รอยยิ้มเกร็งๆทื่อๆชวนน่าขันเหมือนตอนแรกที่เจอกันปรากฎบนใบหน้าเยาว์วัยของคอนเนอร์ ดวงตาสีน้ำตาลใสคู่นั้นวาวระยับด้วยประกายสุกใสแบบที่แฮงค์ไม่เคยเห็นมาก่อน

“ขอบคุณครับแฮงค์ หลังจากนี้ผมจะคอยช่วยดูแลคุณเอง เวลาไปมาไหนก็ไปด้วยกันก็จะสะดวกขึ้นด้วยเวลาทำคดีนะครับ”

ผึงงง!!!!!

เสียงอะไรบางอย่างในช่องอกของผู้หมวดแห่งกรมตำรวจดีทรอยท์

มือหนาเอื้อมไปไล้แก้มขาวของแอนดรอยด์ตรงหน้าก่อนจะเชยสันกรามแกร่งรั้งให้้คอนเนอร์ขยับเข้าใกล้ๆ

“ผะ..ผู้หมวดครับ”

ริมฝีปากสีอ่อนที่ชอบเจื้อยแจ้วถามนั่นนี่น่ารำคาญใจแฮงค์เสมอมาถูกประกบปิด แฮงค์บรรจงบดเบียดริมฝีปากร้อนรุ่มของตัวเองลงเหนือกลีบปากเย็นๆอย่างเชื่องช้า กลีบปากของแอนดรอยด์ถูกออกแบบมานุ่มนวลใกล้เคียงกับมนุษย์จริงมากกว่าที่แฮงค์คาดคิด

แววตาสีน้ำตาลเบิ่งค้างนิ่งเมื่อปากของเขาถูกครอบครองด้วยหมวดคนเก่งของกรมตำรวจ ระบบประมวลผลในสมองของคอนเนอร์เหมือนจะเกิดปัญหาขึ้นมากระทันหัน

เขาเคยถูกลงโปรแกรมมา…มนุษย์จะเอาริมฝีปากมาแนบประกบกัน สิ่งนี้….มนุษย์เรียกว่า การจุมพิต!

การจุมพิต…เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความรักแบบมนุษย์!!!

จุมพิตของแฮงค์ยังคงเจือไปด้วยกลิ่นเบียร์…เป็นแอลกอฮอล์ขนาด 6.9 ดีกรี

คอนเนอร์คิดไปเองว่าเขากำลังจะเมาเหล้าจากแฮงค์ ฝ่ามือใหญ่มั่นคงที่ช้อนเชยหน้าเขาไว้นุ่มนวลและอบอุ่นแผ่ซ่านไอร้อนออกมาจนแก้มของคอนเนอร์เหมือนจะร้อนขึ้น

เขาไม่แน่ใจว่าร่างกายของแอนดรอยด์จะสามารถร้อนขึ้นได้เองเหมือนร่างกายมนุษย์หรือไม่ แต่สัมผัสแผ่วเบาบนริมฝีปากที่แฮงค์มอบให้กำลังทำให้หัวปั๊มธีเรี่ยมในช่องอกของเขาเหมือนจะทำงานผิดปรกติ

ผลการสแกนร่างกายตรงหน้า…อุณหภูมิร่างกายของแฮงค์สูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วกว่าปรกตินิดหน่อยแต่อยู่ในเกณฑ์ไม่เป็นอันตราย

จุมพิตนั้นช่างอ่อนหวานนุ่มนวล แฮงค์ใจเย็นค่อยๆลงน้ำหนักบนปากคอนเนอร์ บรรจงสอนบทเรียนให้คนที่อ่อนเดียงสาอย่างเนิบนาบค่อยเป็นค่อยไปเหมือนท่วงทำนองดนตรีแจ๊สที่เชื่องช้า เรียวลิ้นหยุ่นนิ่มของมนุษย์หยอกเย้ากับริมฝีปากของแอนดรอยด์อย่างใคร่รู้ก่อนจะแทรกระหว่างฟันขาวเรียงตัวเป็นระเบียบเข้าไปในโพรงปากของคอนเนอร์ช้าๆ

ฉับพลันแฮงค์กลับกระชากหน้าของแอนดรอย์หนุ่มออกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาคอนเนอร์ที่ไม่ทันได้ตั้งตัวถึงกับเซหงายหลังเกือบตกม้านั่ง ทำเอาบรรยากาศหวานละมุนเมื่อสักครู่กระเจิงหายวับไปหมด!!

“ฮะ…แฮงค์ครับ!?” คอนเรอแตกตื่นที่จู่ๆโดนผลักกระเด็นออกมา แถมเขายังเห็นอีกฝั่งรีบยกเบียร์กระป๋องขึ้นซดพรวดเดียวก่อนจะสำลักแล้วไอโขลกออกมาหนักๆ

“เวรเอ้ย รสชาติห่วยแตกเป็นบ้า!!” ผู้หมวดสบถลั่นยกแขนเสื้อขึ้นปาดคราบเบียร์ที่เลอะมุมปากทิ้งแบบลวกๆ

“ประทานโทษ อะไรห่วยแตกนะครับ?”

“ไอ้น้ำมันเครื่องเฮงซวยของแกที่ค้างในปากไงเล่า!!!” แฮงค์โวยลั่น

สมองกลของคอนเนอร์ค่อยๆประมวลผลคำว่า ‘น้ำมันเครื่อง’…เมื่อสักครู่เขาดื่มธีเรี่ยม 310 เข้าไปทางปาก น้ำสีฟ้าพวกนั้นอาจไม่ใกล้เคียงคำว่าน้ำมันเครื่องเท่าไรเพราะมันคือแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงให้กับแอนดรอยด์ทุกตัว ถึงแม้เขาจะกลืนมันไปหมดแล้วตอนที่ดื่ม แต่คราบธีเรี่ยมอาจจะยังติดอยู่เล็กน้อยและแฮงค์คงได้ชิมรสอันไม่น่าพิสมัยจากปากเขาเข้าไป

“คุณหมายถึงธีเรี่ยม 310 นี่นะหรือครับ?” ขวดบรรจุน้ำสีฟ้าใสในมือถูกชูขึ้นเป็นเชิงถามในแน่ใจ

“ก็เออสิ…รสชาตืน่าขนลุกเป็นบ้า ทำฉันจะอ้วก” แฮงค์พูดด้วยสีหน้าคลื่นไส้จนคนมองนึกสนุกขึ้นมา วงไฟบนขมับหมุนเปลี่ยนจากสีฟ้ากระจ่างกลายเป็นสีเหลืองเพียงแวบเดียวโดยที่แฮงค์ไม่ทันได้สังเกตุเพราะมัวแต่ยกเบียร์ขึ้นดื่มกลั้วลิ้นอยู่

“ขอโทษครับ ผมน่าจะเตือนคุณก่อน” หุ่นต้นแบบทำหน้าสลดลงเล็กน้อยเอ่ยเบาๆ

“เออ ช่างเหอะ” แฮงค์ที่ยังคงทำหน้าผะอืดผะอมปัดมือบอกเป็นเชิงว่าเขาไม่ถือสา มือหนายังคงยกเบียร์ขึ้นจิบล้างคอถี่ๆ

เขาเองก็พลาดเอง…ลืมตัวไปว่าคอนเนอร์ไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไปแบบเขาที่กินเหล้าแล้วจะจูบต่อได้เลย หลังจากนี้เขาจะต้องมีสติให้มากขึ้นถ้าไม่อยากกินน้ำมันเครื่ิองของแอนดรอยด์เข้าไปอีก

“แต่จริงๆผมควรบอกคุณก่อนถ้าคุณอยากจะจูบผมอีก” คอนเนอร์ยังคงย้ำขอโืทษ

“ก็บอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรไง แกนี่จะพูดย้ำอะไรหนักหนาวะ” คนฟังเริ่มหงุดหงิด

“แต่วันนี้ผมไปที่เกิดเหตุมานะครับแฮงค์”

คำสารภาพที่หลุดออกมาทำเอาแฮงค์ชะงัก เขาลดมือลงวางกระป๋องเบียร์บนแผ่นไม้

“แก…ไปที่เกิดเหตุมาด้วยหรอคอนเนอร์!?” ผู้หมวดทำหน้ากระอักกระอ่วนใจยามที่หันมาถามแอนดรอยด์หนุ่มที่ยังคงทำหน้าใสซื่อ

“ครับ เพราะต้องช่วยมาร์คัสผมก็เลย…” คอนเนอร์กล่าวไม่ตบประโยค

“แล้วแกก็เอาหลักฐานเข้าปากไปแบบทุกครั้ง” แฮงค์ยิ่งทำหน้าเหมือนอยากอาเจียนเต็มแก่แบบเดียวกับตอนที่แฮงค์มีอาการเมาค้างเป๊ะ

พอคอนเนอร์ยิ่งทำหน้าสลดพยักหน้ารับ แฮงค์แทบเอี้ยวตัวไปล้วงคอในทันที

“ฮะ…แฮงค์ครับ” หุ่นสืบสวนต้นแบบที่กลายเป็นดีเวียนท์ไปแล้วแตกตื่นรีบเขยิบเข้าไปใกล้ร่างสูงใหญ่ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาโก่งคออาเจียน คอนเนอร์ไม่ได้รับการติดตั้งโปรแกรมให้คอยดูแลคนป่วยมาก่อนเขาไม่รู้จริงๆว่าเวลามนุษย์อาเจียนควรจัดการยังไง ทำได้แค่กล้าๆกลัวๆจะลูบหลังคนที่กำลังคายของเก่าออกมา

“เวรเอ้ยย…คอนเนอร์ แกเอาอะไรเข้าปากไปมั้งวะ” แม้จะกำลังคายของเก่าออกแฮงค์ก็ไม่วายเงยหน้ามาสบถด่าคอนเนอร์

เห็นอีกคนตั้งหน้าตั้งตาล้วงคอจนหมดแรงแบบนี้ แอนดรอยด์หนุ่มก็เกิดความรู้สึกสำนึกผิดขึ้นมา…ความรู้สึกที่ตอนเป็นเครื่องจักรไม่เคยมีมาก่อน…

“เออ แฮงค์ครับ” เสียงทุ้มแหบเอ่ยขึ้นแบบเบาๆ

“อะไรอีกวะ!!” เจ้าของชื่อคำราม เขาขย้อยเอาของเก่าออกจนกะปลกกะเปลี้ยแถมแสบร้อนในคอไปหมด แต่ยังไม่คลายความผะอืดผะอมคลื่นไส้เลยสักนิด ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเอาเลือดหรือเอาของเหลวอะไรในที่เกิดเหตุเข้าปากไปบ้าง ตอนนี้แทบอยากดิ่งกลับบ้านไปเอาน้ำยาบ้วนปากกรอกใส่ปากให้หมดขวดใจแทบขาด

“ที่บอกว่าไปที่เกิดเหตุมา คือ..ผม..ผม…ล้อเล่นนะครับ” คอนเนอร์ตอบเสียงอ้อมแอ้มไม่ฉะฉานแบบทุกครั้ง แววตาสีฮาเซลนัทมีประกายตาสำนึกผิดชัดเจน

แฮงค์นิ่งค้างไปสองสามวิก่อนจะด่าหยาบคายออกมา

“ไอ้ลูกหมาคอนเนอร์….ไปตายซะ!!!!”

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

“หลังจากนี้ฉันสั่งห้ามแกเอาอะไรแปลกๆเข้าปากอีกนะเว้ย!!! เข้าใจไหมคอนเนอร์?” แฮงค์กำชับมั่นเหมาะหลังเดินออกจากห้องน้ำในบ้าน ในมือถือขวดพลาสติกของน้ำยาบ้วนปากที่ถูกใช้จนหมดเกลี้ยงออกมาด้วย สีหน้าของผู้หมวดดูดีขึ้นมากแล้วหลังจากได้ทำความสะอาดช่องปากจนสะอาดหมดจด

ถึงแม้อีกฝั่งจะสารภาพแล้วว่าเรื่องชิมหลักฐานในวันนี้เป็นแค่เรื่องล้อเล่น แต่เขาก็ขย้อนออกมาจนรู้สึกแย่ในลำคอกับโพรงปากไปหมดแล้ว อีกอย่างรสชาติห่วยๆเจ้าเลือดสีฟ้าก็โคตรติดลิ้นชะมัด ดังนั้นการได้กลับบ้านมาทำความสะอาดแปรงฟันแบบนี้ย่อมดีกว่า

ร่างโปร่งเพรียวที่นั่งบนโซฟาในห้องนั่งเล่นทำหน้าหงอยตอนเสียงเบาๆ”ทราบแล้วครับ”

ถ้าคอนเนอร์เป็นหมาเหมือนซูโม่ แฮงค์กล้าเอาหัวตัวเองเป็นประกันว่าเขาต้องได้เห็นสภาพเจ้าตูบหางลู่หูตกอยู่แน่ๆ!!

“เออ รู้ก็ดีแล้ว” ชายกลางคนย่นจมูกปรายตามองหุ่นนั่งทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมทำตัวเป็นคนดีก่อนเดินไปทางห้องครัว เขาหย่อนขวดน้ำยาบ้วนปากที่หมดแล้วลงถังขยะ

ปากบอกทราบแล้วแต่เอาจริงเขาโคตรจะไม่เชื่ออีกฝ่าย แฮงค์ได้แต่กู่ร้องในใจ เดี๋ยวพอเขาเผลอเจ้าหุ่นตัวดีนั่นต้องเอาอะไรพึลึกพิศดารเข้าปากอีกแน่ๆเลย ซึ่งจะเป็นปัญหาหนักสำหรับเขามากๆหากเขาอยากจูบคอนเนอร์แบบวันนี้อีก

เห็นทีเขาต้องฝึกนิสัยคอนเนอร์ใหม่แบบจริงจังเหมือนตอนที่เขาฝึกซูโม่แล้ว!!

มือหนายกขึ้นยีเส้นผมสีเงินฟูบนหัวด้วยความหงุดหงิดใจ แฮงค์คว้าเอาขวดเหล้าในครัวติดมือมาด้วยเคยชินก่อนหมุนตัวเดินกลับมาที่ห้องนั่งเล่น เขาทันเห็นแวบๆว่าคอนเนอร์เพิ่งละเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางออกจากริมฝีปากแบบทุกครั้ง

“คอนเนอร์ แกแอบเอาอะไรใส่ปากอีกกกก!!!!!!”

.

.

.

.

.

.

Happy Ending ~~ 💓💞

[Drabble] Detroit Become Human – We are one

Paring: RK900 x RK800

(And a little bit of Markus x Connor)

Warning: มีสปอยล์เนื้อเรื่องในเกมนิดหน่อยนะคะ แต่ไม่ได้ตรงตามเกมทั้งหมดเพราะเราหยิบมาปั่นใส่กาวมโนเองแยะกว่า แต่ถ้ายังเล่นไม่ถึงเลี่ยงไปก่อนได้นะคะ 🙏🙏

🤖🤖🤖🤖

เขาเฝ้ามองเค้าโครงใบหน้าที่เหมือนใบหน้าของตนเองอย่างหลงใหลปนใคร่รู้ ร่างขาวผ่องเปลือยเปล่าด้านในตู้กระจกนอนหลับตานิ่งไม่เคลื่อนไหวช่างดูบริสุทธ์ไร้เดียงสาราวกับทารกแรกเกิด

ร่างกายกำยำสูงใหญ่ในชุดสูทสีเขาสลับดำด้านหลักปักอักษรฟ้อนต์ของไซเบอร์ไลฟ์อย่างชัดเจนว่า ANDROID และ RK900 ขยับตัวเข้าไปใกล้ๆตู้กระจกนั้น ดวงตาสีเทาเย็นเยียบไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆกะพริบช้าๆเหลือบมองป้ายชื่อรุ่นหุ่นยนต์ด้านบน

RK800 # 313 248 317 – 51

หุ่นยนต์ตรงหน้านี้คือต้นแบบของเขาตามที่อแมนด้าได้บอกเขา…คอนเนอร์ หุ่นยนต์สืบสวนและนักเจรจาต่อรอง ที่โลดแล่นอยู่ช่วงเวลาที่กลุ่มแอนดรอยด์ในดีทรอยท์ลุกหือขึิ้นเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพ

เพราะคอนเนอร์คือหุ่นต้นแบบย่อมมีความไม่สมบูรณ์พร้อมในบางจุดระหว่างที่ปฏิบัติงานนั่นส่งผลให้คอนเนอร์ไม่สามารถยับยั้งการแพร่กระจายความผิดปรกติที่แปรเปลี่ยนจักรกลให้เป็นดีเวียนท์ในหมู่หุ่นยนต์ได้ นั่นส่งผลให้บริษัทไซเบอร์ไลฟ์และภาครัฐต้องพ่ายแพ้ให้กับลุกหือของดีเวียนท์และยินยอมรับข้อเสนอของพวกมัน เพราะความผิดพลาดข้อนี้หุ่นต้นแบบจึงถูกสั่งปิดระบบการทำงานและถูกนำร่างมาเก็บไว้ในโกดังชั้นล่างสุดและลึกที่สุดภายในตึกไซเบอร์ไลฟ์ ทาวเวอร์

แม้ต้นแบบจะปฏิบัติหน้าที่ไม่สำเร็จทว่าทุกข้อผิดพลาดที่หุ่นยนต์รุ่น RK800 เคยทำไว้ก็ถูกบันทึกและนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียดจนบริษัทสามารถสร้างรังสรรค์หุ่นยนต์สืบสวนรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพียบพร้อมด้วยความสามารถและทักษะอันยอดเยี่ยมด้วยเทคโลยีขั้นสูงสุดเท่าที่โลกมีในตอนนี้

RK900 # 313 248 371 – 87

ตัวเขานั่นเอง…ตัวเขาที่มีต้นกำเนิดจากแอนดรอยด์ตรงหน้า

“คอนเนอร์” เขาเอ่ยเรียกชื่อหุ่นยนต์ที่ถูกสั่งปิดระบบไปแล้ว

ตัวของเขามีรูปลักษณ์ภายนอกที่ถูกจำลองมาจากหุ่นยนต์ต้นแบบเกือบทุกประการ เพียงแต่เขานั้นได้รับการพัฒนาให้เฉลียวฉลาดกว่า ประมวลผลและตอบสนองได้เร็วกว่า ว่องไวและมีพละกำลังเหนือกว่า

แต่ตัวเขานั้นยังไม่มีชื่อเรียก อแมนด้าเองก็ไม่เคยตั้งชื่ออะไรให้เขา หล่อนจะเรียกเขาว่า RK900 มาตลอดตั้งแต่เขาได้รับการเปิดระบบปฏิบัติการ คงเพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์วกกลับมาซ้ำรอย การไม่ตั้งชื่อให้คือการไม่สร้างความสนิทชิดเชื้อ การที่บ่งบอกว่าเขานั้นไม่ใช่หนึ่งในสิ่งมีชีวิตจิตใจ…เป็นแค่จักรกลที่ห่อหุ้มเปลือกนอกไว้ด้วยพลาสติกเท่านั้น!

ฝ่ามือใหญ่เอื้อมขึ้นไปแตะบานกระจกใสที่ขวางกั้นเขาจากต้นแบบเอาไว้ วงไฟ LED บนขมับของเขาเรืองแสงเป็นสีเหลืองกะพริบถี่ๆ

ความทรงจำตอนที่ RK800 ออกปฏิบัติหน้าที่ยังคงไหลวนเวียนอยู่ในระบบประมวลผลของเขา เขาได้รับการถ่ายโอนข้อมูลของหุ่นต้นแบบเข้ามาเพื่อการวิเคราะห์จุดอ่อนและข้อผิดพลาดที่อีกฝ่ายได้เคยทำไว้

ทุกอากัปกิริยา ทางเลือก การตัดสินใจของ RK800 เขามองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง…ราวกับได้ไปยืนร่วมในเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น

ทุกครั้งที่หลับตาลงสิ่งที่เขามักเห็นเสมอมาก็คือ คอนเนอร์ RK800 หากไม่ใช่เพราะอแมนด้าต้องการสั่งการเขาและตามเขาเข้าสู่ระบบซอฟต์แวร์กลาง

ช่วงที่ไม่ได้รับคำสั่งและอยู่นิ่งเฉย สมองกลของเขาจะรันข้อมูลที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์ต้นแบบของเขาซ้ำไปซ้ำมาราวกับไม่จบสิ้นจนเขาไม่สามารถอดทนต่อไปได้ มันผลักดันให้เขาต้องสืบเสาะลงมายังสถานที่แห่งนี้เพื่อพบหน้าคนที่เป็นต้นกำเนิดตัวเอง

“ถ้านายชื่อว่าคอนเนอร์…ฉันก็ชื่อว่าคอนเนอร์ เพราะนายก็คือส่วนหนึ่งในตัวของฉันด้วย”

คอนเนอร์เอ่ยเบาๆพลางละมือจากหน้ากระจกไป เขาอ้อมมือไปด้านข้างก่อนจะบังคับเปลี่ยนผิวกายสังเคราะห์ที่มีความยืดหยุ่นไม่ต่างจากผิวหนังมนุษย์จริงบนฝ่ามือออกเผยให้เห็นโครงร่างพลาสติกสีขาวเรียบลื่นที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของหุ่นยนต์ออกมา เขาวางมือลงบนตัวสแกนปลดล็อคตู้กระจก

‘RK900 model recognised. Access confirm.’

เสียงแอนดรอยด์เพศหญิงดังสะท้อนท่ามกลางความเงียบงัน บานกระจกที่ขวางกั้นจึงค่อยๆเปิดออก คอนเนอร์เอื้อมมือไปประคองร่างขาวสะอาดที่ยังคงหลับตานิ่งสนิทเหมือนแค่หลับไปเท่านั้น ปลายนิ้วเกลี่ยปอยปมสีน้ำตาลบนหน้าผากอย่างใคร่รู้

หุ่นต้นแบบของเขาดูบอบบางกว่าเขามาก ด้วยขนาดรูปร่างที่โปร่งเพรียวกว่าและการออกแบบโครงหน้าให้ดูอ่อนโยนนุ่มนวล ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมไซเบอร์ไลฟ์ถึงพยายามปรับลักษณะภายนอกของเขาให้ดูเข้มแข็งดุดันมากขึ้นให้สมกับเป็นหุ่นยนต์ที่ใช้ในการสืบสวนไล่ล่าคนร้าย

ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทคอปกตั้งสีขาวดำอุ้มช้อนร่างอ่อนปวกเปียกไร้การควบคุมของหุ่นยนต์ต้นแบบขึ้นมาแนบอกก่อนที่เสียงขึ้นลำปืนจะดังมาจากด้านหลัง

“หยุดอยู่ตรงนั้นละ…วางเขาลง” เสียงห้าวดุแบบนี้มีแค่คนเดียว…มาร์คัส หนึ่งในหุ่นต้นแบบ RK และผู้นำกลุ่มแอนดรอยด์ที่เจริโค่

คอนเนอร์ชะงักก่อนจะเค้นยิ้มน้อยๆ หุ่นยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดของไซเบอร์ไลฟ์หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับมาร์คัสที่กำลังยืนจังก้ายกปืนชี้ตรงมาที่เขาโดยที่มีร่างของคอนเนอร์นอนอยู่ในอ้อมกอด

“สวัสดีครับคุณมาร์คัส ผมชื่อคอนเนอร์ ยินดีที่ได้พบหน้ากันสักทีนะครับ” วาจาสุภาพนุ่มนวลฟังแล้วระรื่นหูกับโทนเสียงทุ้มติดแหบน้อยๆฟังอย่างไรก็ไม่ต่างจากคอนเนอร์คนเดิม ผิดแต่ว่าสีหน้าที่พูดนั้นดูแข็งกระด้างกว่าเดิมและนัยต์ตาสีเทาคมกริบเหมือนใบมีดทิ่มแทงคนฟัง

“วางเขาลงซะ” มาร์คัสกดเสียงต่ำข่มขู่ ปลายกระบอกปืนชี้ต่ำลงเชิงบอกให้เขาวางคนในอ้อมแขน

นับตั้งแต่การปฏิวัติประสบความสำเร็จมาร์คัสก็ไม่พบคอนเนอร์อีกเลย อีกฝ่ายหายตัวไปราวกับเขานั้นไม่เคยมีตัวตนในโลกใบนี้ ทุกคนต่างลืมเลือนคอนเนอร์ไปแต่ไม่ใช่กับมาร์คัส

เพราะหากไม่มีคอนเนอร์แล้วเขาก็คงไม่อาจทำการปฏิวัติได้สำเร็จได้ มาร์คัสยังคงจดจำสีหน้ามุ่งมั่นดื้อดึงของคอนเนอร์ที่บอกเขาว่าจะแอบลอบเร้นเข้าไปในอาคารไซเบอร์ไลฟ์เพื่อปลุกหุ่นยนต์ในโกดังขนาดใหญ่ให้ตื่นขึ้นมาเป็นพรรคพวกกับเจริโค่ แม้เขาจะเตือนว่างานนี้เสี่ยงมากแต่คอนเนอร์กลับยืนยันที่จะทำต่อเพื่อปลดแอกอิสรภาพให้กับพวกพ้อง

ตาสีฮาเซลนัทแสนรั้นกับมุ่งมั่นคู่นั้นยังคงตราตรึงในความทรงจำของมาร์คัส เมื่อห้ามไม่ได้ผู้นำกลุ่มดีเวียนท์จึงได้แค่เตือนคอนเนอร์ให้ทำการอย่างระมัดระวัวที่สุดก่อนอีกคนจะไป

แต่หลังจากเหตุการณ์สงบลง สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีแล้วเขากลับไม่พบตัวหุ่นยนต์สุดดื้อตัวนี้เลย ไม่ว่าจะพยายามค้นหามากแค่ไหนก็ไม่พบ หลายคนบอกมาร์คัสให้ยอมแพ้เพราะคอนเนอร์อาจถูกทำลายทิ้งไปแล้วแต่เขาไม่เคยรับฟังและยังเพียรสืบค้นข้อมูลมาเรื่อยๆจนพอได้เบาะแสที่นำทางเขามาสู่ไซเบอร์ไลฟ์ ทาวเวอร์แห่งนี้

และนี่คือข้อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาเชื่อมั่นมาตลอดมันถูกต้อง…คอนเนอร์ถูกถอดระบบปฏิบัติการและขังไว้ที่นี่ตลอด

แต่มาร์คัสไม่ได้คาดคิดว่าเขาจะได้มาพบหุ่นยนต์ที่มีความคล้ายคลึงกับคอนเนอร์มากขนาดนี้ ทีแรกที่เห็นเขายังคิดจะเข้าไปหาอีกฝ่าย หากแต่มาร์คัสก็รอบคอบพอจะสังเกตุและวิเคราะห์จนเห็นความแตกต่างของหุ่นทั้งสอง และเลือกที่จะสะกดรอยตามอีกฝ่ายลงมาถึงจุดนี้

“ฉันจะไม่พูดซ้ำแล้ว นาย วาง เขา ลง เดี๋ยว นี้!!” หุ่นยนต์นัยน์ตาสองสีเหลือบมองใบหน้าขาวซีดที่ยังคงหลับตานิ่งสนิทในอ้อมแขนของหุ่นยนต์ที่มีหน้าเหมือนคอนเนอร์ก่อนจะเอ่ยออกคำสั่งช้าๆชัดๆ

รอยยิ้มเหยียดบางๆคลี่บนหน้าหุ่นยนต์รุ่น RK900 แบบไม่ยี่หระต่อคำเตือน คอนเนอร์ขยับอุ้มร่างหุ่นต้นแบบให้แนบชิดตนเองยิ่งขึ้นก่อนจะก้าวเท้ามุ่งหน้าไปทางออกที่มาร์คัสยืนขวางอยู่

เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดพร้อมกับกระสุนที่กระทบพื้นบริเวณปลายเท้าของคอนเนอร์ ปลายกระบอกอาวุธในมือผู้นำแอนดรอยด์กรุ่นไอควันสีขาว

“ฉันบอกว่าให้นายวางเขาลง” นัยน์ตาดุจ้องเขม็งกดดันร่างสูงใหญ่ใต้ชุดสูทเนี๊ยบ

“คุณทำให้้เขาต้องเสี่ยง คุณควรลดปืนลงจะดีกว่านะครับ” คอนเนอร์ก้มมองร่างขาวเปลือยเปล่าที่โอบอุ้มไว้อยู่พลางเปรยเบาๆ ม่านตาสีน้ำแข็งจ้องมองโครงหน้าสมบูรณ์แบบที่ตอนนี้กลายมาเป็นใบหน้าของเขาแล้ว วงไฟ LED หมุนเปลี่ยนสีจากสีฟ้ากลายเป็นสีแดงฉับพลัน

“อีกอย่างคุณไม่มีทางเอาชนะผมได้หรอกครับมาร์คัส” คอนเนอร์รุ่น RK900 กล่าวอย่างเย็นชาใส่คนที่ยืนจังก้าปิดกั้นทางออกไว้อย่างไม่เกรงกลัว “คุณมันก็แค่หุ่นต้นแบบรุ่นเก่าที่ตกยุคไปนานแล้ว”

มาร์คัสยิ้มเครียดพร้อมขยับปืนในมือให้เล็งไปที่จุดตายกลางหน้าผากของคู่สนทนา “ถึงเก่าแต่ฉันเก็บนายตรงนี้ได้แน่ เจ้าหนูเอ๊ย”

คอนเนอร์หน้าตึงเหมือนแผ่นกระดาษที่ถูกรีดจนเรียบสนิทกับวาจาถากถางท้าทายแบบนั้น…เขาไม่มีทางปล่อย RK800 ให้กับหุ่นยนต์แบบนี้ไปหรอก ไม่มีวัน!!!

หุ่นยนต์สืบสวนฝีเท้าย่างสามขุมค่อยๆตรงเข้าไปหาผู้นำกลุ่มเจริโค่พร้อมประกาศกร้าวหนักแน่นกะงวาลห้องที่อบอวลด้วยบรรยากาศน่าอึดอัดแห่งนี้

“คุณไม่มีทางพรากเขาไปจากผมได้มาร์คัส…เพราะผมกับเขา พวกเราคือคนคนเดียวกันมาตั้งแต่แรกแล้ว!!”

🤖🤖🤖🤖

.

.

.

.

[Drabble] MCU: Strange / Stark

Paring: Stephen Strange / Tony Stark

Rating: PG

Warning: AVG Infinity War Spoiler Alert!

เน้นขายกาว หาสาระไม่ได้ค่ะ 😂 เขียนกาวความรู้สึกพี่หมอที่มีต่อโทนี่ค่ะ กาวให้สุดแล้วไปหยุดที่ดาวไททัน ✌️

.

.

.

.
มนุษย์ต้องใช้้เวลานานแค่ไหนหรือในการตกหลุมรักคนคนหนึ่ง?

1 วัน

1 เดือน

1 ปี

1 ชั่วโมง

1นาที

1 ชั่วชีวิต

หรืออาจมากกว่า 1 ชั่วชีวิต

เขาคือจอมเวทชั้นสูงผู้ปกป้องโลกแห่งนี้ ปราดเปรื่องในอาคมทุกรูปแบบ นอกจากนี้ยังเป็นคนที่เชี่ยวชาญในกลเวทแห่งกาลเวลาที่ใครก็ยากแท้จะเข้าใจได้ลึกซึ้ง

อำนาจมหาศาลจากดวงตาแห่งอากาม็อตโตที่เขาดึงมาใช้ช่วยกอบกู้วิกฤตอาศรมของจอมเวทที่ฮ่องกงไว้ได้ทันท่วงที มันมอบเวลาและโอกาสแสนล้ำค่าครั้งที่สองให้กับนักเวททั้งหลายได้ต่อกรกับพวกนักเวทหัวขบถที่เลือกเดินสู่เส้นทางแห่งความมืดมิด เขาใช้พลังแห่งกาลเวลาที่แสนยิ่งใหญ่นี้เป็นแต้มต่อช่วยเผด็จศึกจอมมารร้ายดอร์มมามูที่มาเพื่อหวังครอบครองโลกได้สำเร็จ

แต่ ณ ตอนนี้ สตีีเฟ่น สเตรนจ์กลับพบว่าเขามีเวลาไม่มากพอ!

…ไม่มากพอจะปกป้องคนคนหนึ่ง

…ไม่มากพอจะบอกความรู้สึกออกไป

โดยที่ใครคนนั้นอาจไม่รับรู้เสียงของเขาเลยด้วยซ้ำ!!

อิ แองเชี่ยน วัน อาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ด้านมนตราและช่วยเหลือเขาจากจุดที่ตกต่ำที่สุดในชีวิตของลูกผู้ชายคนหนึ่งจะเป็นได้เคยบอกกับสตีเฟ่นก่อนล่วงลับไปว่า เธอไม่เคยเห็นอนาคตของใครเลย ไม่ว่าตัวเธอเอง ของเขา ของมอร์โด หรือโลกใบนี้

สิ่งเดียวที่เธอเห็นคือความเป็นไปได้…

ความเป็นไปได้ที่ก่อเกิดขึ้นจากผลลัพธ์ของการกระทำและทางเลือกที่แต่ละคนจะตัดสินใจในแต่ละช่วงเวลา ทุกชิ้นส่วนของชีวิตจะค่อย ๆ ประกอบเข้าหากันอย่างช้า ๆ เหมือนเวลาที่เราเล่นเกมเกมหนึ่งแล้วปลดล็อคปริศนาของมันไปเรื่อยไปจนได้พบจุดจบของเกม

…มันคือเกมชีวิต!!

ความเป็นไปได้ของทุกอย่างในโลกใบนี้สามารถแตกแขนงออกได้เป็นพันล้านรูปแบบ จุดพลิกผันเล็กน้อยเพียงนิดเดียวที่ใครหลายคนไม่คาดคิดอาจส่งผลร้ายแรงต่ออนาคต

เรื่องนี้ก็ไม่แตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ เช่นกัน!

สตีเฟ่น สเตรนจ์ใช้เวทหมุนให้กาลเวลาไหลเร็วขึ้นเพื่อสอดส่องดูแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ของจุดจบในสงครามครั้งนี้

กว่าสิบสี่ล้านแขนงที่จะเป็นไปได้ สตีเฟ่นเพ่งมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกจุดจบอย่างละเอียดถี่ถ้วยเพื่อหาจุดสำคัญที่อาจช่วยหนุนแต้มต่อและชี้ชะตาศึกหนักหนนี้ได้

ในนิมิตพวกนั้น เขาต้องเฝ้ามองดูทุกคนล้มตายนับสิบล้านครั้ง ทั้งผู้คนบริสุทธิ์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ทีมอเวนเจอร์ส จอมเวทที่พยายามปกป้องโลก

เขาขมขื่นที่ไม่อาจปกป้องคนของตัวเอง ไม่สามารถปกป้องโลกจากธานอสได้ แต่สตีเฟ่น สเตรนจ์ไม่คาดคิดว่าการต้องมองดูคนคนหนึ่งต้องตายซ้ำไปซ้ำมาวนเวียนราวกับไม่จบสิ้นเช่นนี้จะทรมานจิตใจของเขาได้มากมายปานนี้

คนนั้น คือ โทนี่ สตาร์ค…มหาเศรษฐีหนุ่มปากไม่ดีแถมมีนิสัยยโสอวดเก่งจนเขาอดไม่ได้ที่จะต้องค่อนแขวะท้าทายตั้งแต่หนแรกที่ได้พบเจอ

..เขาไม่คาดคิดเลยว่าความรู้สึกบีบรัดในช่องอกราวกับจะทรมานสตีเฟ่นให้ตายทั้งเป็นแบบนี้จะมาจากผู้ชายนิสัยเสียแบบโทนี่…

จอมเวทหนุ่มที่เพิ่งฟื้นคืนสติพลิกตัวกลับมาดูความชุลมุนตรงหน้า โทนี่ สตาร์คในชุดไออ้อน แมนสีแดงสดชัดกำลังซัดกับธานอสอย่างบ้าระห่ำ อีกฝ่ายงัดทุกกลวิธีและอาวุธที่มีในตัวออกมาแบบหมดหน้าตัก ทั้งเลเซอร์ โล่ และตุ้มเหล็กหนักอึ้งที่ชกไปบนหน้าของไททันตัวมหึมาแบบไม่เกรงกลัวใครหน้าไหน

สุดท้ายที่ทุ่มเทไปทั้งหมดกลับไม่สามารถระคายผิวของธานอสได้เลย ทำได้อย่างมากที่สุดก็แค่ข่วนเรียกเลือดของแมด ไททันคนนั้นออกได้แค่ 1 หยดเท่านั้น

ในทุกๆกิ่งก้านแห่งความเป็นไปได้ที่สตีเฟ่นเพ่งมองอย่างถี่ถ้วน โทนี่ สตาร์คคือคนที่เพียรพยายามปกป้องเขา…

ไม่ใช่เขาหรอกที่โทนี่พยายามปกป้อง แต่เป็นมณีแห่งกาลเวลาและโลกต่างหากที่อีกฝ่ายตั้งใจจะประคับประคองไว้อย่างสุดความสามารถเสมอ

ในทุกนิมิตร่างเกราะเหล็กสีแดงเจิดจรัสนั้นจะทุ่มเทหมดทั้งทุกอย่างที่มีเพื่อต่อกรกับศัตรูที่เขารู้ดีว่าแทบไม่มีโอกาสชนะ

โทนี่ สตาร์คจะต้องตาย…เขามองเห็นความตายของผู้ชายคนนั้นนับเป็นสิบล้านครั้ง

ตอนแรกๆสตีเฟ่นมองผ่านมันไปอย่างเฉยชา เขาไม่ไ้ด้ใส่ใจกับการตายของโทนี่ในนิมิตเลยด้วยซ้ำ แต่สตีเฟ่นเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไร…ตั้งแต่เมื่อไรที่เขาเริ่มสนใจสายตาสีฮาเซลนัทคู่นั้น

เบื้องหลังเกราะโลหะหนักที่กำลังบินฉวัดเฉวียนฟาดฟันร่างสีม่วงสูงใหญ่นั้นมีใบหน้าของชายหนุ่มคนหนึ่งที่อ่อนล้า หวาดกลัว แต่ยังคงมีแววตาทรนงไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขาทำทุกอย่างที่สามารถทำได้ เขาไม่เคยย่อท้อแม้จะโดนคนทั้งโลกประนามหยามเหยียดทั้งๆที่้เจตนาของเขาคือช่วยเหลือคนทั้งโลกเอาไว้

สตีเฟ่นหลงใหลในความเด็ดเดี่ยวและแน่วแน่นั้นโทนี่ สตาร์ค อีกคนทำให้เขาระลึกถึงชีวิตที่เคยรุ่งโรจน์ก่อนที่ทุกอย่างจะพลิกผันไปตลอด

พวกเขาสองคนมีอะไรหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน…โทนี่ สตาร์คเปรียบเสมือนกระจกอีกด้านของสตีเฟ่น สเตรนจ์!

ดาบของโทนี่ที่ธานอสช่วงชิงมาได้เสียบทะลุร่างของมหาเศรษฐีหนุ่มในส่วนที่เกราะของเขาได้รับความเสียหายหนักจนไม่อาจฟื้นฟูขึ้นมาได้ทันเวลา

…นี่ก็เป็นไปตามนิมิตที่จะเป็นไปได้ สตีเฟ่นเหฺ็นช่วงเหตุการณ์นี้มานับครั้งไม่ถ้วน

โทนี่จะต้องตายตรงนี้!!

โดยที่เขาจะเลือกไม่ช่วยเหลืออีกคนตามคำสัตย์สาบานที่ว่าจะปกป้องมณีแห่งกาลเวลาเอาไว้!

แต่ทำไม…ทำไมในอกของจอมเวทกลับรวดร้าวเหมือนมันจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆขนาดนี้ ทั้งๆที่เขาเห็นภาพนี้จนเจนตาในนิมิตพวกนั้น เขารู้อยู่เต็มออกว่ามันจะต้องเกิดขึ้น

ทำไมรู้สึกเหมือนหยาดน้ำตาจะหลั่งไหลออกมาเมื่อได้เห็นโทนี่ทรุดตัวลงหอบหายใจหนักๆ ดวงตาสีฮาเซลนัทคู่นั้นหวาดกลัวมองดูมัจจุราชที่กำลังเงื้อเคียวปลิดชีวิตเขาไปนามีถัดไป

สตีเฟ่น สเตรนจ์ ทนไม่ได้…ทั้งๆที่เขาเห็นภาพตรงจุดนี้มามากมายนับไม่ถ้วน แต่เขาไม่อาจทนเห็นมันเกิดขึ้นตรงนี้ ต่อตาเนื้อของเขาเองโดยที่เขาไม่ยื่นมือเข้าไปขัดขวางแบบทุกครั้ง

…รักอย่างนั้นหรือ!?

สตีเฟนไม่รู้ เขาไม่สามารถหาคำตอบให้กับความรู้ซับซ้อนแบบนี้ของตัวเองในช่วงเวลาวิกฤตได้

สิ่งเดียวที่เขาคิดคือ…เขาอยากช่วยให้โทนี่รอดชีวิต!!

เขาไม่เวลาใดๆเหลือพอจะร่ายเวทหรือบุกฝ่าเขาไปช่วยโืทนี่อีกแล้ว สองคนนั้นอยู่ห่างเกินไปและโทนี่กำลังบาดเจ็บสาหัส เขามีทางเลือกเพียงทางเดียวที่สามารถยื้อเงาแห่งความตายจากโทนี่ไว้ได้ นั่นคือ…

“ไว้ชีวิตเขา! แล้วฉันมอบมณีให้กับนาย”

.

.

.

.

[Ficlet] Detroit: Become Human – Hank / Connor

Paring: Hank Anderson / Connor

Rating: PG

Warning: มีความกาวหนักมาก เนื้อหาบางส่วนมโนขึ้นเอง แต่ในฟิคเองก็มีสปอยล์เนื้อหาในตัวเกมนิดหน่อยด้วยนะคะ ถ้ายังไม่ได้เล่นสามารถหลีกเลี่ยงก่อนได้ 🙏🙏

🤖🤖🤖

แฮงค์ดับเครื่องรถยนต์คู่ใจที่แสนเก่าคร่ำครึหน้าบ้านของตัวเอง รถรุ่นนี้เก่าจนแทบไม่มีใครในดีทรอยท์ใช้งานแล้วด้วยซ้ำ แต่กับคนที่ไม่ชอบเทคโนโลยีสมัยแบบเขามันคือเพื่อนแท้ในยามที่ต้องเดินทางไปไหนมาไหน

มือหนาเอื้อมไปคว้าถุงกระดาษสีน้ำตาลเข้มที่วางอยู่เบาะด้านข้างมาถือไว้ มืออีกข้างที่ถอดกุญแจรถมาถือไว้หยิบเอาถ้วยพลาสติกขนาดใหญ่จากที่วางแก้วหน้าแผงคอนโซลรถ

ใบหน้ารกครึ้มของผู้หมวดของสำนักงานตำรวจดีทรอยท์มองเข้าไปในบ้านตนเองที่เปิดไฟสว่างโร่ ถือว่าผิดปรกติสำหรับบ้านของชายวัยกลางคนที่อาศัยอยู่เพียงลำพังกับสุนัขตัวหนึ่ง ถ้าเป็นเมื่อก่อนแฮงค์คงไม่รีีรอบุกเข้าไปตั้นหน้าโจรที่อาจหาญรุกล้ำบ้านพักส่วนตัวของเจ้าหน้าที่แล้ว

แต่ไม่ใช่หนนี้…เขารู้ดีว่าใครที่หาญกล้าบุกรุกบ้านของเขาในยามวิกาลเช่นนี้!!

เสียงเปิดประตูบ้านเรียกให้สุนัขพันธุ์เซนต์ เบอนาร์ดตัวใหญ่เบิ้อเริ่มที่กำลังนอนหงายท้องให้ใครอีกคนหนึ่งลูบท้องอยู่รีบผงกหัวขึ้นมามอง มันส่งเสียงเห่าเบาๆต้อนรับเจ้านายกลับบ้าน และดูเหมือนจะช่วยดึงความสนใจจากอีกคนที่กำลังสาละวนเล่นกับเจ้าหมาอยู่ให้หันมามองเขา

ชายหนุ่มผิวขาวหน้าตาหมดในชุดสูทสีเทาเข้มของ Cyberlife กับกางเกงยีนส์ยาวสีเข้ม เงยหน้าจากเจ้าสุนัขขึ้นมามองเจ้าของบ้านที่เพิ่งกลับมา มองเผินๆแล้วร่่างที่นั่งตรงหน้าเขาแทบไม่แตกต่างจากคนทั่วไปเลยจริงๆยกเว้นวงไฟ LED บริเวณขมับขวาที่เรืองแสงสีฟ้าอยู่บ่งบอกชัดเจนว่าอีกคนไม่ใช่มนุษย์ ดวงตาสีฟ้าอ่อนของผู้หมวดสบเข้ากับม่านตาสีฮาเซลนัทก่อนที่ริมฝีปากน้อยบางเอ่ยทักทายด้วยสำเนียงสุภาพแต่ราบเรียบ

“ผู้หมวด ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ”

ซูโม่เฮ่าโห่งรับคำทักทายนั้นก่อนจะกลิ้งตัวลงไปนอนให้คนที่เพิ่งเอ่ยทักทายเขาลูบขนนุ่มๆนั้นต่อ ผู้หมวดแอนเดอร์สันจ้องเขม็งไปที่หุ่นยนต์ต้นแบบของรุ่น RK800 ที่กำลังหยอกล้อเล่นกับสุนัขของเขาอย่างเพลิดเพลินในบ้านของเขาเองแบบไม่มีความเกรงอกเกรงใจแม้แต่น้อย

เขาเองก็ไม่รู้ว่านรกชังหรือสวรรค์กลั่นแกล้งอะไร ทำไมชีวิตเส็งเคร็งที่เหลือในสำนักงานตำรวจดีทรอยท์ของเขาจะต้องมาผูกติดกับไอ้หุ่นพลาสติกที่วันๆชอบทำหน้าตายกับโทนเสียงราบเรียบไร้ชีวิตชีวาแบบนี้

ใครจะคิดว่าวันหนึ่งผู้หมวดแอนเดอร์สันที่ขึ้นชื่อลือชาว่าเกลียดแอนดรอยด์เข้าเส้นเป็นหนักหนาจะมีผู้ช่วยสืบสวนคดีเป็นหุ่นยนต์!!

อีกฝ่ายจู่ๆก็โผล่มาแนะนำตัวให้รู้จักตอนเขากำลังนั่งกินเหล้าต่างน้ำอยู่ในบาร์ บอกว่าตัวเองชื่อ ‘คอนเนอร์’ เป็นหุ่นยนต์ต้นแบบที่ผลิตโดยบริษัทเฮงซวย Cyberlife เพื่อไล่ล่าและช่วยตามสืบคดีต่างๆที่พัวพันกับหุ่นยนต์แอนดรอยด์

ตั้งแต่หมอนี่เข้ามาในชีวิตแฮงค์ เขาก็รู้สึกถึงลางร้ายที่ติดตามไอ้หุ่นหน้าหล่อตัวนี้มาได้ทันที ไม่อย่างนั้นผู้กำกับการฟาวเลอร์ เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนของเขาที่เคยปล่อยและละเลยแฮงค์มาโดยตลอดจะลงมาคุมเข้มสั่งการให้้เขาเข้าไปสืบสวนคดีการประทุษร้ายและทำร้ายร่างกายของพวกแอนดรอยด์ด้วยตัวเองแบบนี้หรือ?

แต่พูดไปก็เปล่าประโยชน์ ยังไงเขาก็ต้องทนกับอยู่กับคอนเนอร์ไปจนกว่าจะไขปริศนาว่าทำไมพวกแอนดรอยด์ถึงปรับเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นดีเวียนท์ไปได้ และทำไมพวกดีเวียนท์ถึงแพร่ขยายไปได้รวดเร็วขนาดนี้

“ประตูปิดล็อคอยู่” แฮงค์เปรยพร้อมเดินไปโยนกุญแจรถกับเสื้อคลุมสีปอนๆไปบนโต๊ะตัวเตี้ยกลางห้องนั่งเล่น “นายเข้ามาได้ไง?”

“ผมเข้ามาทางหน้าต่างห้องครัวครับผู้หมวด” คอนเนอร์ตอบสีหน้านิ่ง

“พระเจ้าช่วย นี่นายพังกระจกบ้านฉันอีกแล้วหรอ!!!” ชายวัยกลางคนแตกตื่นกับคำตอบ เขาโวยวายพร้อมกับรีบสาวเท้าไปยังห้องครัวเพื่อสำรวจความเสียหายทันที

คอนเนอร์เคยมาที่บ้านของเขาก่อนหน้านี้หลังจบการสอบปากคำดีเวียนท์ที่เป็นมือสังหาร คาร์ลอส โอทิสและพบว่าแฮงค์นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้นห้อง อารามตกใจอีกฝ่ายผลุนผลันทุบกระจกห้องครัวของเขาเข้ามาหวังจะช่วยพาส่งโรงพยายาลทั้งๆที่จริงๆแล้วแฮงค์แค่กำลังเมาหัวราน้ำโดยมีปืนบรรจุกระสุน 1 นัดวางอยู่ไม่ห่างหัว

คอนเนอร์ไม่อ่อนโยนตอนพยายามจะปลุกเขาเลยสักนิด ทั้งตบหน้าทั้งสาดน้ำใส่เขา…ให้ตายเถอะ!! ทำไมชีวิตห่วยๆของเขาจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ซ้ำเข้าไปอีก

แฮงค์รู้ดีว่าคอนเนอร์แอบสำรวจหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวแฮงค์ภายในบ้านช่วงระหว่างที่เขากำลังจัดการตัวเองในห้องน้ำ ไม่ทีทางที่หุ่นยนต์ขี้สงสัยเจ้าปัญหาอย่างคอนเนอร์จะยอมเสียเวลาไปเปล่าๆปลี้ๆแน่นอน…ก็หมอนั่นพยายามอย่างหนักที่จะเข้าใจเขาตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน แถมเจ้าตัวยังชอบตามติดเขาไปทุกที่ยิ่งกว่าสุนัขตามเจ้าของเสียอีก

…ทั้งตามทั้งจู้จี้ขี้บ่นเขายิ่งกว่าตอนเมียของแฮงค์ยังอยู่อีก!!

หมอนั่นคงระแวงเขาเรื่องปืนบรรจุกระสุน แต่ยังดีอีกฝ่ายเก็บงำความสงสัยไว้และไม่ได้เซ้าซี้อะไรเขามากนักระหว่างที่พวกเขาเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุแห่งใหม่ที่ Eden Club แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมาคอนเนอร์ก็ชอบถือวิสาสะเข้านอกออกในบ้านของแฮงค์ตลอดโดยใช้ข้ออ้างห่วยแตกที่สุดว่า ‘พวกเขาเป็นคู่หูสืบคดีด้วยกันก็ต้องอยู่ใกล้ๆกันไว้ เผื่อมีคดีเกิดขึ้นจะได้เดินทางไปได้ทันท่วงที’

“ผมเปล่านะครับ” แอนดรอยด์หนุ่มรีบผุดลุกขึ้นยืนอธิบาย “ผมสำรวจรอบบ้านพร้อมกับประเมินแล้ว คุณไม่ได้ล็อคหน้าต่าง 2 จุด คือห้องครัวกับด้านหลังบ้าน จากการวิเคราะห์หน้าต่างของห้องด้านหลังผมไม่สามารถเปิดเองจากด้านนอกได้ ในห้องครัวมีเปอร์เซ็นต์เปิดได้มากกว่าถึง 86.43% ผมก็เลยเลือกทางเข้าตรงนี้ ผมเรียกให้ซูโม่ช่วยออกแรงดันจากด้านในก็สามารถดันหน้าต่างขึ้นได้ครับ”

ถ้อยคำอธิบายยาวยืดสมกับหุ่นยนต์ที่เกิดมาเพื่อวิเคราะห์ทำเอาแฮงค์อ้าปากค้าง

“เห็นไหมครับหน้าต่างยังสมบูรณ์ดีทุกอย่าง” คอนเนอร์ทำหน้าจ๋อยรีบเดินมาชี้ให้ผู้หมวดคนเก่งดูว่าสภาพกระจกหน้าต่างห้องครัวยังคงอยู่ดีมีสุข ยกเว้นก็แต่จะเต็มเปื้อนรอยน้ำลายสุนัขดวงใหญ่ๆเป็นหย่อมกับรอยกรงเล็บตะกรุยไปมาบนเนื้อไม้วงกบสีขาว

ดูท่าเจ้าซูโม่จะดีใจมากที่ได้เห็นหุ่นยนต์ตัวนี้มาหา!!

นี่มันคือการอันล็ิอคข้อมูลใหม่ที่แฮงค์ไม่เคยทราบมาก่อน [ Sumo: Status Friend ]

“งั้นก็แล้วไป” แฮงค์ถอนหายใจอย่างหงุดหงิดก่อนที่คนตัวสูงใหญ่จะสาวเท้าไปที่โต๊ะทานอาหารกลางห้องครัวขนาดย่อม มือใหญ่วางถุงกระดาษกับแก้วน้ำพลาสติกลงบนโต๊ะที่แสนรกไปด้วยถาดพิซซ่าเก่าสองสามอันกับถ้วยกาแฟติดคราบเขรอะ นอกจากนี้ยังมีเหล้าสก็อตในขวดแก้วใหญ่เปิดฝาทิ้งไว้

ชายวัยกลางคนเดินไปกดเปิดเพลงแจ๊สที่ชื่นชอบก่อนจะกับมาควานหยิบเอาแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นใหญ่พิเศษกับเฟรชฟรายส์ห่อโตออกมาวาง กลิ่นหอมของเนื้อทอดที่ชุ่มช่ำด้วยซอสมายองเนสกับดับเบิ้ลชีสกรุ่นกำจายทั่วไปห้อง แฮงค์ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้มุมประจำของตัวเองพร้อมคว้าเอาอาหารมื้อค่ำของเขาขึ้นมาอ้าปากกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย

อาหารก็ดีเยี่ยม!

เพลงก็ดีเยี่ยม!

้เว้นแต่ว่า….

สิ่งที่รบกวนการกินของเขาอย่างมากคือสายตาสีฮาเซลนัทเข้มคู่นั้นของคอนเนอร์ มันกำลังจับจ้องแฮมเบอร์เกอร์ก้อนบึ๊กเบิ้มในมือของเขาอย่างพินิจพิจารณาก่อนที่ดวงตาของแอนดรอยด์หนุ่มจะเลื่อนไปจ้องแก้วน้ำอัดลมถ้วยโตแทน

ให้ตายเถอะ…หมอนั่นกำลังวิเคราะห์อาหารมื้อค่ำของเขาอีกแล้ว

‘พระเจ้า อย่าพูดนะ ขอร้อง’

“ผู้หมวดครับ…”

จบกันสรวงสวรรค์ของแฮงค์ แอนเดอร์สัน!!

“อาหารที่คุณทานมีปริมาณไขมันสูงกว่าที่ร่างกายมนุษย์ควรได้รับถึง 75% นอกจากนี้ปริมาณน้ำตาลกับโซเดียมก็เกินมาตราฐานที่คุณควรทานในแต่ละ…” หุ่นยนต์เอียงคอน้อยระหว่างที่สาธยายถึงอันตรายของอาหารขยะในมือของเขา

“พอเลยคอนเนอร์ ขอทีเถอะ” แฮงค์โบกมือไล่แอนดรอยด์หนุ่ม “ฉันเหนื่อยและหิวมาทั้งวันแล้วยังต้องมาเจอนายบ่นอีก”

“แต่ผู้หมวดครับ…” คอนเนอร์มีสีหน้าลังเลและยังคงเพียรพยายามจะอธิบายหากไม่เพราะชายวัยกลางคนที่นั่งหน้าหงุดหงิดเต็มประดาสอดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“โอเค ประการแรกฉันเคยบอกไปแล้วมนุษย์ทุกคนยังไงก็ตาย ฉะนั้นช่างแม่งมันไป ประการที่สองคือนี่ร่างกายของฉัน จะเป็นห่าเหวก็เรื่องของฉัน…และประการที่สามนะคอนเนอร์ ฉันหิว โอเคไหม!!!”

คอนเนอร์ที่ยืนอยู่ห่างออกไปอ้าปากเหมือนยังอยากจะเอ่ยอะไรโต้แย้งเขาต่อ หากคอนเนอร์ยังเป็นคอนเนอร์ตอนแรกที่แฮงค์เจอที่บาร์ เขาคงจะกล้าหาญพูดออกมาโดยไม่ลังเลเลย แต่ดูเหมือนหลายวันมานี่ที่อีกฝ่ายได้มาคลุกคลีร่วมงานได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมา คอนเนอร์จะเริ่มเข้าใจคำว่ากาลเทศะและช่วงจังหวะที่เหมาะสมมากขึ้น แอนดรอยด์หนุ่มเลยอ้ำๆอึ้งๆที่จะต่อล้อต่อเถียงกับแฮงค์ต่อ

“เข้าใจแล้วครับ” หุ่นยนต์หนุ่มถอนหายใจออกมา

“งั้นก็ดีมาก” ผู้หมวดคนดังแห่งกรมตำรวจดีทรอยท์ทำเสียงฮึดฮัดเล็กน้อยก่อนตั้งท่ายกแฮมเบอร์เกอร์เนื้อชุ่มช่ำจ่อปากตัวเองต่อ

“แต่…คุณก็ควรทานอะไรที่ดีต่อสุขภาพบ้างนะครับ” ดูเหมือนโปรแกรมที่ใส่ในตัวคอนเนอร์จะสะกดคำว่ายอมแพ้ไม่เป็น

แฮงค์กรอกตามองเพดานบ้านตัวเองอย่างเหนื่อยหน่ายใจ ดูท่าคืนนี้เขาคงจะไม่ได้กินข้าวเป็นสุขอย่างแน่แท้!!

“โอเค แล้วที่ไอ้ที่มันดีต่อสุขภาพของนายเนี่ยมันคืออะไรห๊ะ คอนเนอร์” ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกแต่แฮงค์ก็เลือกที่จะกวนประสาทหุ่นยนต์ตรงหน้า

วงไฟ LED บนขมับขวาของหุ่นต้นแบบเรืองรองเป็นสีเหลืองพร้อมกะพริบถี่ๆบ่งบอกว่าโปรแกรมในตัวคอนเนอร์กำลังประมวลผลเพื่อตอบคำถามของเขาอยู่ ก่อนที่ใบหน้าเกลี้ยงเกลาจะหันคุยกับชายหนุ่มหน้ารกครึ้ม

“เพื่อสุขภาพที่ดี คุณควรทานผักผลไม้ ธัญพืช เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียง โดนัท แฮมเบอร์เกอร์ น้ำอัดลม ชากาแฟงดบ้างก็ดีนะครับ ที่สำคัญควรงดแอลกอฮอล์และบุหรี่ด้วยครับ” คอนเนอร์ร่ายยาวตามข้อมูลที่โปรแกรมของเขาประมวลผลออกมาให้ได้ทำเอาคนฟังอดเค้นหัวเราะด้วยความเอ็นดูกับความไม่ยอมแพ้ครั้งนี้ของจักรกลประดิิษฐ์ไม่ได้

แฮงค์เองก็รู้อยู่เต็มอกว่าการรักษาสุขภาพที่ดีต้องทำอย่างไร ต้องทานอาหารแบบไหน…เขาเองผ่านการฝึกฝนหฤโหดของสำนักงานตำรวจมาก่อน หลังแต่งงานจนมีลูกชายแล้วแฮงค์เองเคยตั้งเป้าหมายในการดูแลตัวเองมากขึ้นมีหรือเขาจะไม่รู้ในสิ่งที่คอนเนอร์พล่ามมาทั้งหมดนั้น

เขาเคยอยากให้ตัวเองสุขภาพดี มีอายุยืนยาวเพื่อเขาจะได้มีโอกาสเฝ้ามองดูลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขาเติบใหญ่เป็นลูกผู้ชายที่กล้าหาญแบบเขาเป็น…แต่เมื่อทุกอย่างพลิกผันไปหมด ลูกชายสุดที่รักของแฮงค์ตายเขาก็ไม่มีเป้าหมายอะไรในการจะต้องอยู่ยืดยาวอีกต่อไป

…ทำไมต้องใส่ใจแค่ใช้ชีวิตพังๆนี้ให้จบลงไปในแต่ละวัน…

…จะตายวันตายพรุ่งก็ช่างมันประไรใครจะสนใจ…

แฮงค์เริ่มใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา ติดการพนัน กินเหล้าต่างน้ำในทุกค่ำคืน ใครห้ามปรามเขาก็ไม่รับฟัง กินแต่อาหารขยะเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ

ไม่มีความหวัง

ไม่มีเป้าหมาย

…แค่รอวันตายก็เท่านั้น!

นี่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบสี่ปีที่มีคนมาใส่ใจซากผุพังรอวันเสื่อมสลายนี้มากถึงขนาดนี้

…ถึงจะเป็นความห่วงใยเพราะอีกฝ่ายกลัวว่าหากเขาเป็นอะไรตายไปก่อน คดีเกี่ยวกับพวกดีเวียนท์ที่กำลังสืบสวนอยู่ทั้งหมดจะต้องหยุดชะงักลงก็เถอะ!

“นายนี่ดูรู้ดีจังเลยนะคอนเนอร์” แฮงค์เริ่มรู้สนุกกับสถานการณ์ตรงหน้าขึ้นมา “งั้นก็ทำให้ฉันกินสิ”

“คุณว่าอะไรนะครับ?” แอนดรอยด์ต้นแบบทำสีหน้าฉงน เขาเอียงคอทวนคำถาม

“ฉัน บอก ว่า งั้น นาย ก็ ทำ ให้ ฉัน กิน สิ” ชายวัยกลางคนที่กำลังนั่งสบายๆบนเก้าอี้จงใจตอบช้าๆชัดๆที่ละถ้อยคำ “ที่นี้เคลียร์หรือยังคอนเนอร์?”

คอนเนอร์ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตอบอ้อมแอ้มว่า “ตะ…แต่ผมไม่ได้ลงโปรแกรมทำอาหารมานะครับ”

“ว้า งั้นหรอแย่จัง ฉันนึกว่า Cyberlife จะใส่ไว้ให้นายแล้วเสียอีก” แฮงค์เค้นยิ้มสะใจที่ได้เห็นใบหน้าลำบากใจของแอนดรอยด์ในความดูแล วงไฟบนขมับขวาเริ่มเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีแดงบ่งบอกว่าคอนเนอร์กำลังรู้สึกเครียด…เชื่อว่าถ้าอีกฝ่ายเป็นแค่มนุษย์คงได้ทำหน้าซีดใส่เขาแล้ว

“แต่ถ้าคุณต้องการผมสามารถติดต่อบริษัทเพื่อส่งคำสั่งซื้อหุ่นยนต์รุ่นที่มีฟังค์ชั่นใกล้เคียงกับความต้องการของคุณให้ได้นะครับผู้หมวด” แต่เพราะเขาถูกออกแบบมาให้ช่วยเหลือมนุษย์ สมองจักรกลจึงเริ่มประมวลผลใหม่เพื่อหาความเป็นไปได้ก่อนที่คอนเนอร์ตอบกลับแฮงค์อย่างซื่อๆ ดวงตาของแอนดรอยด์กระพริบพลางจ้องมองนายตำรวจใหญ่เพื่อรอคำสั่งการ มองแล้วเหมือนหมาน้อยที่จับจ้องเจ้าของไม่มีผิด

บัดซบจริงๆ Cyberlife มีความพยายามจะขายตรงอีก…หุ่นทุกตัวมีการติดตั้งโปรแกรมนี้เอาไว้หรือเปล่า!

“ไม่ ฉันไม่ได้อยากหุ่นตัวใหม่” มีแค่คอนเนอร์ตัวเดียวแฮงค์ก็แทบจะประสาทกินแล้ว ขืนมีเพิ่มมาอีกนายตำรวจคงได้เอากระสุนปืนลูกโม่กรอกปากตัวเองไวขึ้นกว่าเดิม

“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจะให้นายทำอาหารให้ฉันกิน” แฮงค์ยืนยันหนักแน่น ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยรอยยิ้มชัยชนะ

“แต่ผม…ผมทำไม่ได้ ผมไม่ได้ลงโปรแกรมไว้” คอนเนอร์ละล้าละลังเพียรปฏิเสธ

“นั่นเป็นคำสั่งนะคอนเนอร์!” ประโยคประกาศิตที่แอนดรอยด์ทั่วไปต้องยอมสยบ “ไหนนายเคยบอกรี้ดว่านายรับคำสั่งแต่จากฉันไม่ใช่หรือ?”

แฮงค์ขยับเดินประชิดร่างของคอนเนอร์มาขึ้น จุดนี้เขาเพิ่งมีโอกาสสังเกตรูปร่างหน้าของอีกฝั่งชัดเจนกว่าที่ผ่านๆมา แฮงค์ตัวใหญ่กว่าคอนเนอร์พอสมควร แอนดรอยด์หนุ่มถูกออกแบบมาให้ดูโปร่งบางปราดเปรียวเพื่อความคล่องตัวในเวลาไล่ล่าพวกดีเวียนท์ ใบหน้าหมดจดกับผิวสังเคราะห์สีขาวนวลดูไม่ต่างจากผิวมนุษย์จริงๆเลย ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นดูว่างเปล่าไร้อารมณ์ สิ่งเดียวที่ทำให้แฮงค์รู้ว่าฝั่งตรงข้ามยังคงเปิดใช้งานอยู่ตามปรกติคือแสงไฟที่กะพริบถี่ๆบนขมับ

“ว่ายังไงคอนเนอร์?” เพราะฝั่งแอนดรอยด์เงียบไปนาน ชายวัยกลางคนเลยต้องทวงคำตอบ

“ก็ได้ครับ” สีหน้ายอมแพ้ของคอนเนอร์ทำให้แฮงค์รู้สึกอิ่มเอมใจ…นานๆทีจะเอาชนะพวกปัญญาประดิษฐ์ได้ จริงๆคืนนี้ไม่กินข้าวเขาก็อิ่มแล้วละ

แค่ได้เห็นสีหน้าลำบากใจบนใบหน้าตายด้านของเจ้าหุ่นยนต์ที่วันๆเอาแต่พูดเรื่องคดีไม่รู้จักหยุดหย่อน…แค่นี้ก็โคตรคุ้มค่าแล้ว!

“แต่ผมทำไม่เป็นจริงๆ…” ถึงยังไงคอนเนอร์ก็ยังดูไม่มั่นใจในตัวเองอยู่ดี “ผมไม่มีโปรแกรมทำอาหาร”

“ก็ลองเสิร์ชหาวิธีทำอาหารบนอินเทอร์เน็ตดูสิ…นายเป็นถึงหุ่นต้นแบบสืบสวนนะ พ่อหนุ่มเชอร์ล็อค” แฮงค์พูดอย่างไม่ใส่ใจ เขาขยับไปเปิดลิ้นชักของเคาเตอร์ทำครัวออกคว้าเอาผ้สีกันเปื้อนสีชมพูลายจุดที่เคยเป็นของภรรยาออกมายัดใส่มือแอนดรอยด์หนุ่ม

แฮงค์พยายามกลั้นขำเมื่อสังเกตุเห็นใบหน้าอ่อนเยาว์กว่าเริ่มมีอะไรหลากหลายปนเปบนหน้าไปพร้อมๆกัน คอนเนอร์เบิ่งตากว้างมองดูผ้ากันเปื้อนที่ถูกจับยัดเยียดให้อย่างงุนงง

“ให้เวลา 15 นาที ฉันจะไปอาบน้ำแล้วจะมากินอาหารค่ำฝีมือนาย โอเค๊!?” นายตำรวจหนุ่มไม่รอให้คนฟังได้โต้ตอบอะไรกลับ เขาตัดบทเดินออกมาจากบทสนทนาทันทีก่อนจะมุ่งหน้าไปตามทางเดินสู่ห้องน้ำ

ม่านตาสีฟ้ากระจ่างแอบชำเลืองกลับมามองร่างโปร่งในชุดสูทสีเทากำลังยืนหันรีหันขวางไปมาอยู่ในห้องครัวของบ้านของเขา ในมืิอยังคงถือผ้ากันเปื้อนตัวเก่งอย่างคนไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร ไฟ LED บนขมับของคอนเนอร์ยิ่งกะพริบถี่แถมขึ้นเป็นสีเหลืองเข้ม

ณ จุดนี้แฮงค์หลุดขำออกมากับท่าทางหมดความมั่นใจแบบนั้นของคอนเนอร์ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป

…จะว่าไปหมอนี่ก็น่าเอ็นดูไม่เบา!!

🤖🤖🤖

[SF] MCU: Taste of You (Strange/Stark)

Paring: Stephen Strange x Tony Stark

Rating: PG

🚨 Warning 🚨: Show a little bit of detail in Avengers Infinity War

เริ่มต้นจากเขียนเป็น Drabble จบด้วยการแต่งเป็น Short Fiction เน้นกาวล้วนๆ หาสาระและความจริงจังไม่ได้

เราเป็นมือใหม่หัดแต่งฟิคในจักรวาลมาร์เวล หากคาร์แรคเตอร์ของตัวละครในฟิคมีแปร่งๆไม่ตรงกับความจริงไป เราต้องขออภัยและยินดีน้อมรับคำแนะนำทุกคนไปปรับปรุงนะคะ 🙏💞

..

..

..

..

..

..

🍦🍨🍦🍨🍦🍨

ปีเตอร์ พาร์คเกอร์อาสาจะทำการสำรวจยานโดนัทที่พวกเขากำลังโดยสารมุ่งหน้าสู่สถานที่ใดที่หนึ่งในห้วงอวกาศสุดเวิ้งว้างอย่างจำใจ

โทนี่ สตาร์คไม่ได้เป็นพวกเห็นความตายแล้วจะชอบวิ่งเข้าใส่หรอกนะ ถ้าให้เลือกได้้โทนี่ก็อยากเป็นแค่ช่างคนหนึ่งที่คอยคิดค้นประดิษฐ์เทคโนโลยีล้ำสมัยให้กับคนบนโลกก็แค่นั้น

แต่เพราะเขาคือไออ้อน แมนที่ทุกคนต่างชื่นชมและยกย่องให้เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้พิทักษ์โลกทำให้เขาจำเป็นต้องเข้ามาพัวพันยุ่งเหยิงกับเรื่องแปลกประหลาดสุดมหัศจรรย์ล้ำลึกแบบที่คนทั่วไปอาจคาดไม่ถึง

นั่นรวมถึงการปรากฎตัวของชายหนุ่มหน้าคมคายในเครื่องแต่งกายแปลกๆที่จู่ๆก็เดินทะลุบานประตูมิติมาเล่าถึงการรุกรานของภยันตรายจากนอกโลกให้เขาฟังที่กลางสวนสาธารณะ ก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะต้องต่อสู้กับเอเลี่ยนตัวใหญ่เท่าบ้านและมาจบที่การติดแหงกอยู่บนยานอวกาสหน้าตาพิลึกพิลั่นลำนี้ด้วยกัน

“เฮ้ นายโอเคหรือเปล่า?” โทนี่ร้องถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งที่ยืนนิ่งตระหง่านเป็นรูปปั้นมานานค่อยๆทรุดตัวลงกับพื้นทันทีที่ปีเตอร์ขอแยกตัวไปสำรวจยานด้วยความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กๆ

“คุณว่าผมดูโอเคหรือเปล่าละ สตาร์ค” ชายหนุ่มผมดำที่เส้นไหมสีเงินแวววาวที่ข้างจอนผมเม้มปากแน่นเป็นเส้นบางพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆเหมือนพยายามจะสะกดกลั้นความเจ็บปวดทางร่างกาย

“นายนี่มัน!!…คุณหมอรู้ตัวหรือเปล่าเป็นมนุษย์ที่กวนอวัยวะเบื้องล่างมากที่สุดคนหนึ่งเลยนะ” โทนี่นิ่วหน้า เส้นความหงุดหงิดเริ่มแล่นริ้วๆในสมองกับคำตอบที่ได้

“รู้และคุณไม่ใช่คนแรกด้วยที่บอกผม” คนเจ็บยังทำปากเก่งต่อไป

มหาเศรษฐีหนุ่มใจบุญได้แต่กรอกตามองเพดานรูปร่างแปลกตาที่เต็มไปด้วยจักรกลของยานต่างด้าวลำนี้พร้อมกับนับหนึ่งถึงร้อยในใจให้กับความกวนประสาทของพ่อมดหนุ่มที่เขาเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน

น่าประหลาดที่คนแบบโทนี่ สตาร์ค ปรกติแล้วไม่ค่อยอดทนกับใครมากกลับยอมสะกดใจหลังโดนผู้ชายเพี้ยนๆคนหนึ่งที่แนะนำตัวเองว่าชื่อ ด็อกเตอร์ สตีเฟ่น สเตรนจ์ กวนโมโหมาตลอดทาง

อีกฝั่งอ้างว่าตัวเองนั้นเป็นจอมขมังเวทที่คอยปกป้องโลกจากโลกแห่งความมืด พวกเขามีพลังที่สามารถใช้เสกโน่นนี่ออกมาจากอากาศได้ มันทั้งน่าตื่นตาตื่นใจและแปลกประหลาดสมชื่อของพ่อมดหนุ่มจริงๆ

นอกจากนี้สตีเฟ่น สเตรนจ์ยังเป็นหนึ่งในคนที่ครอบครองมณีแห่งจักรวาลเอาไว้และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงต้องมาติดแหงกอยู่ในยานรูปทรงโดนัทลอยได้ลำนี้

เพราะธานอส จอมวายร้ายสติเฟื่องที่อยากจัดการสมดุลของจักรวาลกำลังออกตามล่ามณีแห่งจักรวาล จากที่บรูซเล่าให้ฟังคร่าวๆตอนที่เขายอมตามพวกผู้ใช้เวทเหล่านี้ไปถึงอาศรมลึกลับในเมืองนิวยอร์ค ตอนนี้ธานอสได้ครอบครองมณีแห่งพลังและอวกาศไปแล้ว อีกไม่นานมันจะตามมายังโลกเพื่อไล่ล่ามณีแห่งกาลเวลาแห่งจิตวิญญาณ

มายด์ สโตน มีอำนาจในการควบคุมจิตใจตอนนี้ติดอยู่กับวิชั่น ร่างวิวัฒนาการของ J.A.R.V.I.S. หนึ่งในปัญญาประดิษฐ์ทีี่โทนี่เป็นคนรังสรรค์ขึ้นมา เพียงแต่ว่าตอนนี้วิชั่นไม่ใช่แค่โปรแกรมอีกแล้ว เขามีร่างกาย จิตใจ ความรู้สึกนึกคิดไม่ต่างจากมนุษย์คนหนึ่ง วิชั่นเลือกที่จะตัดการติดต่อกับโทนี่มาสักพักแล้ว อีกฝ่ายมีชีวิตเป็นของตนเองและโทนี่ก็เคารพมันนั่นทำให้โทนี่เองก็จนปัญญาว่าเมื่อบรูซถามหาตัววิชั่นว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน

ส่วนไทม์ สโตน มีอำนาจในการควบคุมห้วงเวลา สามารถเร่งเวลาเพื่อดูอนาคตหรือย้อนคืนเพื่อแก้ไขเหตุการณ์ในอดีตก็ย่อมได้ มันอยู่ในความดูแลของพวกจอมเวทมาช้านานและพวกเขาได้มอบสัตย์สาบานว่าจะปกป้องมณีด้วยชีวิต ดังนั้นทางเลือกที่ว่าจะทำลายอัญมณีก็ตกไปโดยปริยายทันทีที่โทนี่เสนอขึ้นมา

และพวกของธานอสก็มายังโลกจริงๆ…พวกมันตามล่าอัญมณีแห่งกาลเวลาอย่างไม่ลดละ ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าเพียงเพื่อชิงหนึ่งในอินฟินิตี้ สโตนกลับไป

ส่วนหนึ่งที่ชีวิตต้องยุ่งยากยิ่งขึ้นมันมาจากความดื้อด้านของคนที่นั่งอยู่ไม่ห่างเขาด้วย ทั้งๆที่โทนี่บอกจนแทบปากจะฉีกว่าถ้าสตีเฟ่นอยากจะเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยเขาต้องถอดสร้อยคอที่มีไทม์ สโตนประดับอยู่ออก หรือไม่อย่างนั้นจอมเวทหนุ่มก็ไม่ต้องเข้าร่วมการสู้ แต่สตีเฟ่นไม่ฟังเขาเลย อีกฝ่ายยืนกรานจะใส่ดวงตาแห่งอากาม็อตโตมาสู้ศัตรูอย่างโจ่งแจ้งบนถนน

นี่มันบ้าบอที่สุด!! แต่จะมาบ่นอะไรตอนนี้ก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ได้แต่คิดว่าต่อจากนี้จะทำอย่างไรน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสมองมากกว่า

“เออ ช่างมันเหอะ ยังดีที่พวกเรารอดจากไอเอเลี่ยนดั้งหักนั้นมาได้” โืทนี่ฮึดฮัดยืนมองพ่อมดหนุ่มที่นั่งอยู่บนขั้นบันไดเตี้ยๆจากพื้นและพยายามจัดเสื้อผ้าและผ้าคลุมแสนซื่อสัตย์ของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง

ความเงียบลอยตัวอ้อยอิ่งในอากาศ เพราะไม่ได้สนิทสนมกันมาก่อนโทนี่เองก็ไม่รู้จะคุยอะไรดี จอมเวทหนุ่มดูเป็นคนเงียบขรึมเอาจริงเอาจังจนเขาเองก็อดรู้สึกเกร็งๆไม่น้อย ยิ่งตอนนี้ขาดคนช่างเจรจาอย่างปีเตอร์ไป บรรยากาศอึมครึมระหว่างเขากับสตีเว่นก็ยิ่งชัดเจน

ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งข้างๆพ่อมดผู้มีอำนาจเวทมนตร์ควบคุมมิติและกาลเวลาตั้งใจจะว่าจะนั่งครุ่นคิดอะไรเงียบๆสักหน่อย แต่ความตาไวของโทนี่ทำให้เขาสังเกตุเห็นรอยแผลเล็กๆเหมือนโดนเข็มแทงบนใบหน้าของสตีเฟ่นหลายจุด น่าจะเป็นแผลที่ได้จากการใช้พลังของมอว์ตอนกำลังทรมานนักโทษของตนเองเพื่อให้ยอมถอนอาคมบนดวงตาแห่งอากาม็อตโตออกก่อนที่โทนี่จะบุกลงมาช่วยเหลือพร้อมกับปีเตอร์ได้ทันท่วงที

ดูท่าคุณหมอคนเก่งน่าจะถูกเจ้าเข็มหรือดาบประหลาดของมอว์ทิ่มแทงไปหลายจุดไม่เฉพาะที่ใบหน้าเท่านั้น เพราะเจ้าตัวแอบแสดงสีหน้าเจ็บปลาบๆทุกครั้งที่ขยับร่างกายไปมา สีหน้าแบบนั้นทำให้โทนี่อดรู้สึกใจอ่อนจนละเลยคนที่บาดเจ็บไปไม่ได้

“นี่หมอนะ…เจ็บแผลหรือเปล่า?”

สตีเฟ่นชะงักไปเล็กน้อย “กรุณาเรียกผมว่าด็อกเตอร์ สตีเฟ่น สเตรนจ์ด้วยครับ”

“ยาวไปน่าเบื่อ” โทนี่พ่นลมหายใจพรืดยาว “เป็นด็อกเตอร์ก็เรียกหมอนะดีแล้ว”

“…แล้วแต่คุณเถอะ” สตีเฟ่นไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับคนแบบนี้จริงๆ

“แล้วตกลงเจ็บมากหรือเปล่า…จะให้ช่วยอะไรไหม?

“ไม่เป็นไร มันแค่แสบๆ แต่แค่นี้เล็กน้อยมาก”สตีเฟ่น สเตรนจ์ไม่ได้โอ้อวดอะไรเกินความจริง ความเจ็บแค่นี้ยังไม่อาจเทียบได้กับตอนที่เขาที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์รุนแรงเสียจนต้องสูญเสียประสาทที่มือไปอย่างไร้หนทางเยียวยา แต่โทนี่คงไม่เข้าใจเพราะต่างฝ่ายต่างเพิ่งรู้จักกันเอง คำตอบมันเลยฟังดูยโสโอหังไปสักนิดจนคนฟังอดทำหน้าหมั่นไส้กับความพยายามรักษามาดขรึมๆของคุณหมอจอมเวทตัวดีไม่ได้

“เจ็บก็บอกว่าเจ็บ มันคงไม่ทำให้นายตายหรอกมั้ง…และถ้านายบาดเจ็บ ฉันพอช่วยรักษาเบื้องต้นให้ได้”

คนฟังแอบนึกยิ้มกับความปากร้ายใจดีของคนพูดก่อนจะพยายามทำหน้าขึงขังยกมือขึ้นปรามคนทีีกำลังทำหน้าบึ้ง “ผมไม่เป็นไรจริงๆ”

“ที่สำคัญกว่าแผลของผมคือ…” จอมเวทขยับตัวยืดหลังตรงแล้วหันไปมองหนึ่งในกลุ่มผู้พิทักษ์โลกด้วยใบหน้าจริงจัง “หลังจากนี้คุณจะเอายังไงต่อ พอพวกเราไปถึงเจอธานอสแล้วคุณวางแผนอะไรไว้”

“ไม่มี ตอนนี้ยังคิดไม่ออกด้วย” โทนี่ส่ายหัวน้อยๆ เอาจริงๆตอนนี้ในสมองเขาว่างเปล่ามากๆ เขาแทบนึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าจะงัดข้อจัดการกับตัวปัญหาที่ทรงพลังมหาศาลขนาดนั้นได้อย่างไร แค่ลูกกระจ๊อกที่ธานอสส่งมาไล่ล่าพวกเขายังรับมือยากขนาดนี้ โทนี่ไม่อยากจะจินตนาการว่างานนี้พวกเขาจะต้องเจอศึกหนักใหญ่หลวงแค่ไหน

สตีเฟ่นถอนหายใจกับคำตอบ “ผมเป็นพวกไม่ชอบด้นสดหรอก…แต่ถ้าจำเป็นมันก็ช่วยไม่ได้ละนะ”

“เฮ้ย พวกเราจะไม่ด้นสดเกินไปหรอกนะพวก มันเสี่ยงและฉันไม่อยากให้ปีเตอร์ต้องมาเสี่ยงอะไรแบบนี้ด้วย”

ดวงตาคมเหมือนนัยต์ตาเหยี่ยวหรี่มองคนพูดอย่างครุ่นคิด “…เป็นห่วงเขาอย่างหรือครับ?”

“นายก็เห็นนี่ หมอนั่นยังเด็ก…ชอบทำบุ่มบ่าม ใจร้อน แถมไม่ค่อยคิดล่วงหน้า” โทนี่สวนทันควัน

“เขาก็เหมือนกับคุณนั่นแหละ” วาจาเรียบๆแสนสุภาพจากจอมเวทหนุ่มเอ่ยเหน็บมหาเศรษฐีนักประดิษฐ์เข้าให้น้อยๆ

“นี่คุณหมอฉันไม่เด็กแล้วนะ” นายช่างใหญ่แห่งทีมอเวนเจอร์สเบ้ปากใส่คนเอ่ยกระทบกระเทียบเขา ไม่เข้าใจเหมือนว่าทำไมตัวเขายังคงสามารถใจเย็นนั่งต่อล้อต่อเถียงกับนักเวทจอมเพี้ยนแบบนี้ได้โดยไม่คิดจะลุกไปตั้นใบหน้าคมคายนั้นให้คว่ำไป “แล้วก็ฉันจำได้ว่านายเรียกฉันว่า ดูชแบช ตอนพวกเรายังอยู่บนโลก…”

“นิวยอร์ค”

โทนี่อึ้งไปสักพักก่อนจะสมองของเขาจะเชื่อมโยงสิ่งที่สตีเว่นพูดถึงได้ “นิวยอร์ค…แล้วนิวยอร์คนี่มันไม่ใช่โลกหรอคุณหมอจอมเวท แถมนายยังตีเท้าฉันด้วยตอนที่พวกเรายืนกัน”

“ผมไม่ได้เป็นคนตีคุณ ผ้าคลุมตัวเบาเขาเห็นคุณทำท่าไม่เหมาะสมเลยเตือนคุณต่างหาก” ด็อกเตอร์ สเตรนจ์ทำหน้าเอือมระอาเหมือนอยากจะหลุดพ้นจากการทุ่มเถียงแบบเด็กๆนี้สักที

“แต่นายก็เป็นเจ้าของผ้านั้นใช่ไหมละ ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นใส่ฉันเลยนะคุณหมอ”

“เพราะแบบนี้ไง ผมถึงได้ถามว่าคุณยัดอัตตาของตัวเองลงในชุดของคุณได้ยังไงถ้าไม่คิดจะฟังใครเลยแบบนี้” สตีเฟ่น สเตรนจ์ไม่เคยคาดคิดว่าสักวันเขาจะต้องทุ่มเถียงอะไรกับใครอื่นในโลกนอกเหนือจากท่านแองเชี่ยน วันผู้ล่วงลับไปแล้ว แถมประเด็นที่กำลังพูดกะนมันไม่ได้ดูมีสาระความรู้อะไีรแม้แต่น้อยเลย

“จะหลอกด่าว่าฉันอ้วนอย่างนั้นสินะหมอ” โทนี่โวยวายใส่คนที่พูด ดูเหมือนจู่ๆปรอทอารมณ์ของเขาจะพุ่งทะลุไป

“ก็แล้วแต่คนฟังจะคิด” อดีตศัลยแพทย์ทำหน้าตายตอบกลับ

“….เออ ช่างมันเหอะ!!!”

“ผมก็ว่าอยู่นะ”

“…”

“…”

“โทษที…ฉันผิดเองละ ช่วงนี้อารมณ์ไม่ค่อยคงที่ นอนน้อยแถมมีเรื่องให้คิดแยะด้วย” หลังจากต่างฝ่ายต่างเงียบสงบสติอารมณ์ของตัวเองไปสักพักโทนี่ก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน

สตีเฟ่นเลิกคิ้วน้อยก่อนจะเหลือบมองคนที่ดูจะสงบลงแล้วข้างกายเขา เขาไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำว่าขอโทษง่ายๆแบบนี้จากปากโทนี่ สตาร์ค คนที่เขาคิดว่าเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง

อีกอย่างคือสีหน้าของนายช่างใหญ่ที่สตีเฟ่นเห็นดูอ่อนล้าเหน็ดเหนื่อยแบบที่เขาไม่คาดว่าจะได้เห็น…ถึงจะเป็นซุปเปอร์ ฮีโร่ของมวลมนุษยชาติแต่ก็มีเหนื่อยมีท้อเป็นด้วยกันทั้งนั้นละ!!

“ช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้มีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นจนบางทีมันก็ทำฉันสติแตกได้ง่ายๆ ไม่รู้สิ” เสียงโทนี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขามีหลายอย่างให้ต้องคิดแยะมากมายตลอดเวลา การเป็นอัจฉริยะมันไม่ง่ายจริงๆ

“ผม…ก็ไม่ตั้งใจจะทำให้คุณโมโหหรอกนะ” สตีเฟ่นพยายามรอมชอมกับอัจฉริยะนักประดิษฐ์ตรงหน้า ยังไงพวกเขาก็ยังต้องทำตัวติดกันไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าจะหาหนทางต่อกรกับธานอสได้อยู่ดี อยู่และสู้ด้วยกันอย่างสบายใจย่อมดีกว่า

“ไม่หรอก…บางทีผมก็ไร้เหตุผลกับบางเรื่องมากไป”

“….”

“ก็แบบนี้ละ การเป็นฮีโร่” โทนี่หัวเราะน้อยๆพร้อมไหวไหล่พยายามทำเหมือนจะบอกว่าเขาไม่เป็นไร

“นี่ถามหน่อย ทำไมถึงเรียกตัวเองว่าหมอ” จู่ๆโทนี่ก็เปลี่ยนประเด็นบทสนทนา

“ก็ผมเป็นหมอ…เคยเป็นหมอมาก่อน” จอมเวทหนุ่มตอบตามความเป็นจริง

“หมอรักษาอะไร” มหาเศรษฐีตระกูลสตาร์คเริ่มรู้สึกสนใจความเป็นมาของชายแปลกหน้าที่จู่ๆก็สามารถเดินทะลุมิติไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบคนนี้

“ศัลยแพทย์ประสาท”

“งั้นดีเลย ประสาทผมมันไม่ค่อยดี หมอจะช่วยรักษาผมไหมละ” คำถามของโทนี่ สตาร์คืำเอาด็อกเตอร์ สเตรนจ์เม้มยิ้มแน่น พยายามอดทดอดกลั้นกับนิสัยของคู่สนทนา

“ขอปฏิเสธครับ”

“ไม่เอาน่าหมอ ฉันจ่ายไหว” อีกคนยังคงเย้าแหย่ไม่เลิก

“เหตุผลของผมไม่เกี่ยวกับเงินสักนิดเลยครับ”

“งั้นทำไมถึงอยากเป็นหมอละ…ฉันหมายถึงอาชีพอื่นมีเยอะแยะจะตายไป พวกวิศวกร นักเศรษฐศาสตร์ ที่ปรึกษา นักประดิษฐ์…” โทนี่นั่งนับนิ้วร่ายลิสท์รายชื่ออาชีพน่าสนใจ

“นักประดิษฐ์แบบคุณนะหรือ?” เสียงทุ้มต่ำถามย้อนกลับ

“แบบฉันแล้วยังไงหรือ!?” คนถูกย้อนทำเสียงเขียวข่มใส่

“เปล่า ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่”

“เอ้า แล้วสรุปทำไมอยากเป็นหมอ” โทนี่ยังตื้อถามต่อไม่ลดละ

“แล้วทำไมคุณถึงอยากเป็นนักประดิษฐ์ และกลายเป็นไออ้อน แมนละ สตาร์ค?”

โทนี่ทำหน้าเอือมระอาเล็กน้อย ดูเหมือนพ่อมดนี่จะชอบตอบคำถามเขาด้วยคำถามเสียเหลือเกิน “…ก็อยากช่วยคนอื่นมั้ง”

“ผมก็คงไม่แตกต่างจากคุณ” โทนี่เลิกคิ้วสูงกับคำตอบ ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองจอมเวทตัวสูง “ที่มาเป็นหมอก็เพราะอยากช่วยชีวิตคนยังไงละ”

“โว้ว แบบนั้นก็เจ๋งไปเลย พวกเราสองคนน่าจะเข้าคู่กันดีเลยนะแบบนั้น”

สตีเฟ่น สเตรนจ์เป็นคนที่น่าสนใจมากเสียดายที่พวกเขาไม่ได้รู้จักมักจี่กันมาก่อนหน้านี้ ใจจริงของโทนี่้เขานึกอยากได้ไฟล์ประวัติของนายแพทย์ประหลาดคนนี้มาอ่าน เพื่อทำความรู้จักให้มาก็ขึ้นเสียแต่ว่าตอนนี้พวกบินห่างจากโลกเกินกว่าสัญญาณใดจากภาคพื้นจะส่งมาได้ โทนี่ไม่สามารถใช้ให้ฟรายเดย์ช่วยค้นหารายละเอียดของสเตรนจ์มาให้ได้

“ว่าแต่สรุปแล้วนายได้ชิมไอศครีมรสชาติของฉันจริงๆหรือเปล่า?” และแล้วนายช่างใหญ่ก็พูดถึงหัวข้อบทสนทนาที่ไม่ได้เชื่อมโยงใดกับสถานการณ์ตรงหน้าหรือสิ่งที่พวกเขากำลังคุยกันก่อนหน้านี้มาก่อนเลย

คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูงพลางมองหน้าคนถามที่เริ่มเขยิบเข้ามาใกล้ๆเกินความจำเป็น ในสมองของสตีเฟ่นพยายามคิดใคร่ครวญอย่างสุขุม “Stark Raving Hazelnuts ของ Ben & Jerry’s นะหรอครับ”

“ใช่” คนถามปรับมาทำสีหน้ากระตือรือร้นแปลกประหลาดจนด็อกเตอร์ สเตรนจ์รู้สึกไม่ไว้วางใจกับท่าทางแบบนั้นของโทนี่ สตาร์ค

“คุณถามทำไมครับ”

“ก็นายเป็นคนพูดเองตอนที่พวกเรา…นายอยู่บนโลก…”

“อยู่ที่นิวยอร์คครับ” คนปากไวช่วยแก้ประโยคให้อีกรอบ

“เออ นั่นและ ตอนนั้นนายบอกว่ารสชาติหยั่งกับชอร์ค นี่เลยสงสัยว่านายได้ชิมจริงๆหรอ?” โทนี่ สตาร์คทำหน้าเคร่งเครียดยามที่พูดถึงเรื่องไร้สาระพรรค์นี้ “พอดีฉันไม่กินอาหารพวกนมเนยมานานละ เลยไม่เคยได้ลองชิมสักครั้ง”

สตีเฟ่นมุ่นคิ้วเข้มกลางหน้าเข้าหากัน เขาไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมจู่ๆสตาร์คถึงได้หยิบยกประเด็นหยุมหยิมเล็กน้อยพวกนี้ขึ้นมาถกด้วยสีหน้าจริงจังราวกับมันเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ แต่เจ้าตัวดูจะภาคภูมิใจไม่น้อยที่ชื่อของตัวเองได้รับการหยิบยกไปตั้งเป็นรสชาติแบบนั้น

ถึงจะไม่อยากทำร้ายความภูมิใจของคนที่นั่งอยู่ข้างๆมากนักแต่ในเมื่อเจ้าตัวถามเขาก็จะตอบให้ ริมฝีปากหยักสวยเข้ารูปเปรยขึ้นมาลอยๆเหมือนจะถามอีกฝ่าย “แล้วคุณคิดว่าผมเป็นผมพวกชอบพูดพล่อยๆลอยๆหรือเปล่าละ”

“ก็คิดว่าไม่นะ..มั้ง?” น้ำเสียงลงท้ายประโยคดูไม่แน่ใจ ชายหนุ่มในชุดเสื้อวอร์มออกกำลังกายสีดำเบ้ปากตอบพลางยักไหล่ด้วยท่าทางที่คนมองอดนึกหมั่นไส้ไม่ได้

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามที่บอกไปละครับ” สตีเฟ่นสรุปให้

โทนี่อ้าปากค้างก่อนจะพ่นคำสบถออกมา “บ้าจริง!! กลับไปฉันต้องไปจัดการเจ้าบริษัทนั่นโทษฐานที่เอาชื่อฉันไปใช้แล้วทำเสียๆหายๆ”

“ก่อนจะวางแผนเรื่องเอาคืนบริษัทไอศครีม คุณช่วยวางแผนว่าเราจะเอาตัวรอดจากธานอสยังไงก่อนดีกว่าไหม” อดีตศัยลแพทย์ปากกรรไกรหรี่ตาน้อยๆก่อนเอ่ยเหน็บมหาเศรษฐีชื่อดังที่ถูกเอาชื่อไปตั้งเป็นรสชาติของหวานอีกรอบ

“อันนั้นก็ต้องคิดอยู่แล้วละ” แต่ดูเหมือนรอบนี้โทนี่จะไม่เดือดแบบรอบที่แล้ว อีกฝ่ายดูจงใจขยับมาใกล้ร่างสูงโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้มตัดกับผ้าคลุมวิเศษสีแดงสดด้วยแววตาแพรวพราวระยับแบบที่สตีเฟ่นมองแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ใบหน้าทรงสเน่ห์ปกคลุมหนวดเคราโน้มเข้ามาประชิดดวงหน้าคมคายของสตีเว่นจนลมหายใจอุ่นๆของสองร่างปะทะกัน

รู้สึกเหมือนกำลังจะโดนอีกฝ่ายเล่นงานอะไรสักอย่างแน่ๆ!!

“นายเคยแต่ชิมไอศครีมรสชาติของฉัน แต่ยังไม่เคยชิมรสชาติของตัวฉันเองเลยนี่” ดวงตาของโทนี่พราวระยับ

“รสชาติของคุณนะหรอ?”

“ใช่ ว่าไงอยากลองชิมสักครั้งไหมละ” วาจาสองแง่สามง่ามยังดังออกมาจากปากมหาเศรษฐีหนุ่มแบบไม่กระดากใดๆ

“ถ้าผมจำไม่ผิดคุณเพิ่งแต่งงานมานะ”

“เอาน่า ฉันไม่ถือ นายจะรู้ไงว่าทำไมเขาถึงเอาไปตั้งชื่อไอศครีม”

“ขอปฏิเสธ ผมไม่อยากให้ลิ้นติดรสชาติแย่ๆก่อนจะไปต่อกรกับธานอส” สตีเฟ่นปฏิเสธอย่างหนักแน่น

“นายมันปากหมาจริงๆ”

“ขอบคุณที่ชม” คนถูกประชดยิ้มสุภาพรับ

“ที่อย่างนั้นละขอบคุณ ทีฉันช่วยชีวิตนายไว้ดันไม่ยอมขอบคุณ ให้ตายเหอะ” โทนี่บ่นกระปอดกระแปดไปตามประสา

“คุณเป็นคนทำผมหลุดออกไปต่างหาก”

“…ว่าแต่ไม่ลองชิมจริงๆนะ?” อดีตเพลย์บอยหนุ่มยังคงกระเซ้าต่อไม่เลิก

“ไม่ครับ!!”

โทนี่ยักไหล่พยักหน้าประหนึ่งจะยอมรับความพ่ายแพ้ที่อีกฝั่งไม่เล่นด้วย แต่ไม่วายหยอดทิ้งท้าย “โอเค น่าเสียดาย อุตส่าห์จะให้นายลองชิมรสชาติสตาร์คแบบดั้งเดิม Original แท้ๆเลย…รสชาติของฉันเด็ดดวงจริงๆนะจะบอกให้

“ผมไม่สนใจ” สตีเฟ่นพยายามสะกดกลั้นรอยยิ้มกับท่าทางของคนตัวเล็กกว่า

“แล้วจะเสียใจที่ไม่ยอมลองชิม”

“เคยมีคนบอกคุณไหมว่าคุณนะหลงตัวเองเป็นบ้าเลย” อดีตศัลยแพทย์พยายามที่จะเม้มปากแน่นไม่ขำกับท่าทางสุดมั่นใจของอดีตเสือผู้หญิง…ดูแล้วก็น่ารักดี!

“นายไม่ใช่คนแรกแน่นอน” โทนี่เลือกจะตอบคนถามด้วยการย้อนคำตอบที่สตีเฟ่นเคยตอบเขาไว้ “และนายก็นิสัยไม่ต่างจากฉันแน่นอนหมอ ข้อนี้ฉันกล้ารับรอง”

ถึงจุดนี้ด็อกเตอร์ สเตรนจ์ถึงกับหลุดขำออกมาน้อยๆกับสิ่งที่โทนี่พูด…ดูท่าอีกฝั่งจะมีนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นลงไม่เบา!

แต่มันก็จริง!! พวกเขาสองคนนิสัยคล้ายคลึงกันมากทั้งตัวตนในสมัยก่อนและตอนนี้…ทั้งความเย่อหยิ่ง ดื้อรั้น เต็มไปด้วยอัตตา หลงตัวเอง อวดดีแต่ก็เพราะมีดีให้อวด ก่อนที่จะถูกประสบการณ์และโลกสั่งสอนขัดเกลาให้รู้จักลดทอนทิฐิมานะ รู้จักเห็นใจคนอื่น และรู้จักรับฟังเสียงรอบข้าง

ถ้าพวกเขาได้รู้จักสนิทสนมกันก่อนหน้าเรื่ิิองวุ่นวายพวกนี้จะเกิดขึ้นก็คงจะดี สตีเฟ่นเชือว่าทั้งเขาและโทนี่น่าจะเข้ากันได้อย่างน่าประหลาด

…คงเหมือนรสชาติแปร่งๆของ Stark Craving Hazelnuts ที่เขาว่ามันคือรสชาติที่โคตรจะไม่เอาไหนที่สุดเลยแต่รสชาติประหลสดนั้นมันยังคงติดลิ้นเขามาตลอดเวลา

“คนอย่างด็อกเตอร์ สตีเฟ่น สเตรนจ์ ไม่ต้องรอคุณอนุญาตหรอกครับ”

น่าแปลกที่ตั้งแต่เจอกันโทนี่ไม่ได้สังเกตุเลยว่าสตีเว่น สเตรนจ์เป็นผู้ชายที่มีสเน่ห์มากเหลือล้นขนาดไหนจนกระทั่งตอนนี้ ใบหน้าคมคายนั้นรับกับเส้นผมสีเข้มแซมผมสีเงินตรงข้างใบหู อีกฝั่งดูไม่ได้แก่สูงวัยขนาดนั้นแต่ผมสีเงินที่แซมอยู่แบบนั้นช่วยขับเน้นบุคลิคเฉลียวฉลาดและเจ้าระเบียบให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ใบหน้าคมเข้มมีสันกรามแกร่งกับหนวดเคราน้อยๆทรงเดียวกับโทนี่แต่กลับดูเท่กว่าโทนี่ สตีเฟ่นตัวสูงใหญ่กว่าเขาพอสมควรแถมรอบตัวเจือด้วยกลิ่นกำยานแบบตะวันออกแตกต่างจากน้ำหอมที่คนทั่วไปใช้

ไม่อยากยอมรับเลยแต่ว่าหมอนี่เป็นผู้ชายที่หล่อเซ็กซี่จนผู้ชายด้วยกันยังเผลอไผลได้!!

ช่างเป็นตัวอันตรายจริงๆ!

“ถ้าผมอยากลองชิมคุณจริงๆผมก็สามารถรวบหัวรวบหางได้ทันทีอยู่แล้ว อยากทดสอบไหมละ”

เสียงทุ้มละมุนที่ผู้หญิงทั้งหลายฟังแล้วคงรู้สึกอยากละลายลงไปแทบอกคนพูดกระซิบเบาๆที่ข้างหูโทนี่ โทนี่ไม่รู้ตัวว่าคุณหมอนักเวทคนนี้วาร์ปหายตัวมาอยูข้างหลังเขาได้ตั้งแต่เมื่อไร

แต่พูดแบบนี้มันหยามโทนี่ สตาร์ค อัจฉริยะ นักประดิษฐ์ มหาเศรษฐีใจบุญ คนนี้มากเกินไป!!!

“เฮ้ย หมอพูดแบบนี้มันท้าทายฉันเกินไปละนะ” ศักดิ์ศรีของอดีตเพลย์บอยชื่อกระฉ่อนโลกเหมือนถูกจอมเวทหน้าขรึมตรงหน้าลูบคมเข้าให้ โทนี่หันขวับกลับไปหมายจะต่อปากต่อคำกับคนที่หาญกล้ามาฉะฝีปากกับเขาทว่าด็อกเตอร์ สเตรนจ์กลับแกล้งทำเมินใส่ ร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าสีน้ำเงินเข้มผุดลุกขึ้นพลางชี้ออกไปด้านหน้าอย่างสนอกสนใจสุดแบบที่เขาดูรู้้เลยว่าจงใจทำ

“อะ…นั่น เห็นเงาของดาวเคราะห์แล้วแต่อับแแสงดูมืดมนเหลือเกิน”

ไออ้อน แมนกัดฟันกรอด”ฝากไว้ก่อนเหอะหมอ”

“ฝากผมไว้แล้วอย่าลืมมาเอาคืนนะครับ ผมไม่ชอบรับฝากของจากคนอื่น สตาร์ค” แต่คนหูดีอย่างสตีเฟ่นที่เคยได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มนาฬิกาข้อมือในห้องผ่าตัดมาก่อนจะรอดพ้นเสียงพึมพำนั้นไปได้ จอมเวทหนุ่มเอ่ยพร้อมรอยยิ้มชัยชนะน้อยๆที่มุมปากพลางขยิบตาให้โทนี่แบบเดียวกับตอนที่พวกเขากำลังต่อกรกับมอว์และหนึ่งในบุตรธานอสบนท้องถนนในนิวยอร์ค

โทนี่จ้องมองหน้าคมที่มีเคราปกคลุมบางๆตามสันกรามเสริมให้หน้านิ่งๆของอดีตศัลยแพทย์ดูสุขุมยิ่งขึ้นอย่างเอือมระอาก่อนตัดใจเลือกที่จะติดต่อไปหาอีกหนุ่มน้อยที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าไปสำรวจยานโดนัทถึงไหนแล้ว

“….พาร์คเกอร์ นายกลับมาที่ฉันด่วนจี๋เลย เราจะถึงที่หมายแล้ว”

“อะ คุณสตาร์ค รับทราบครับ!!”

🍦🍨🍦🍨🍦🍨

[Drabble] FFXV: NoctLuna

Pairing: Noctis Lucis Caelum x Lunafreya Nox Fleuret

Genre: AU / Traditional Thai

Writer’s Note: เป็นฟิคสั้นๆที่เราแต่งเป็นพิเศษให้คุณไนซ์ กัปตันเรือน็อคลูน่าของแฟนๆ FFXV ชาวไทย ในโอกาสวันเกิดคุณไนซ์นะคะ เดิมเราลงไว้ใน Privatter เลยอยากเอามาลงในนี้ด้วยเผื่อคนอื่นๆที่ชื่นชอบคู่นี้จะได้อ่านกัน ✌️💞

ฟิคนี้เป็น AU พีเรียดไทยนะคะ ชื่อของตัวละครจะมีปรับไปตามความเหมาะสมของเนื้อเรื่องนะคะ

======

คุณทิศร้อนใจนั่งลุกลี้ลุกลนอยู่บนตั่งกลางเรือนใหญ่ แม้มีลมอ่อนพัดโชยร่มรืนหอบเอากลิ่นหอมของดอกจำปาที่ปลูกไว้ริมเรือนขึ้นก็มิอาจทำให้ชายหนุ่มสงบใจลงได้ง่าย เขาเพียรเฝ้าชะเง้อมองว่าเมื่อใดแม่ลออจันทร์ที่เขาเฝ้าถวิลหาทุกค่ำคืนวันจะแย้มเยื้องออกมาเสียที

ทราบข่าวจากนายพร้อมบ่าวและสหายสนิทว่าวันนี้หมื่นเรวัตมิอยู่เรือนด้วยไปราชการกับหลวงบดินทร์เสียแต่เช้าตรู่ออกเรือไปด้วยกันแต่ยังไม่ฟ้าสางดี จึงรีบสั่งการให้พวกบ่าวไพร่แจวเรือมาเทียบท่า หวังเพียงได้พบหน้าจันทร์เจ้าที่เขาเฝ้าคิดคะนึงถึงตั้งแต่ยังอยู่ที่เมืองพิชัย

ครั้นกลับมาถึงพระนครก็มิกล้ามาเยี่ยมเยือนเรือนแห่งนี้ด้วยหมื่นเรวัต พี่ชายของแม่ลออจันทร์นั้นชังน้ำหน้าเขายิ่งนัก แม้ทั้งเขาและแม่ลออจันทร์จักเป็นคู่หมายกันแต่ยังเยาว์ด้วยสัตย์สาบานของเจ้าคุณพ่อทั้งสองฝ่าย หากแต่เรวัตมินึกเห็นชอบด้วย คอยแต่จักกีดกันเพลาที่ทิศมาเยือนมิให้ได้พบน้องสาวของตนอยู่ร่ำไป

กำลังครุ่นคิดอยู่เพลินๆ จู่ๆทิศก็ได้ยินเสียงใสกังวานเอ่ยเรียกชื่อของเขา ใบหน้าที่ขายหนุ่มที่เคร่งขรึมค่อยดูอ่อนละมุนลงเมื่อผินหน้าไปหาผู้ที่เอ่ยนามของเขา หญิงสาวร่างอ่อนอรชรค่อยๆเยื้องย่างออกมาจากหลังม่านไม้ ใบหน้านวลกระจ่างสมนามลออจันทร์แย้มรอยยิ้มบางๆรับกับไหมละเอียดสีทองรวบตึงไว้อย่างประณีต หญิงสาวห่มสไบสีเหลืองอ่อนตัดกับผ้านุ่งน้ำเงินเข้มงดงามจับตา หญิงสาวทรุดกายลงนั่งเหนือตั่งไม่จ้างทิศอย่างเรียบร้อย ทุกท่วงท่าอากัปกิริยาล้วนแต่สุภาพงดงามไร้ที่ติ ทิศได้แต่เฝ้ามองว่าที่ภริยาของตนเองด้วยความภาคภูมิใจ

ขันเงินขนาดเหมาะมือบรรจุน้ำใสสะอาดอบกลิ่นดอกไม้ถูกประคองยื่นมาตรงหน้าทิศ “รับน้ำฝนลอยดอกมะลิสักหน่อยนะคะคุณทิศ จักได้พอชื่นใจพอคลายร้อนบ้าง”

ทิศยื่นมือไปประคองรับขันเงินใบน้อยนั้น มืออุ่นของชายหนุ่มแตะเข้าที่หลังมือของลออจันทร์ทว่าหญิงสาวกลับไม่มีชักมือหนี เธอยังคงยิ้มบางๆสุภาพส่งกลับให้กับคู่หมั้นหนุ่ม ดวงตาคมเฝ้าจับต้องพักตร์นวลละออนั้นไม่วางตาด้วยอยากจักเก็บทุกลายละเอียดของยอดดวงใจไว้ก่อนจะรับขันเงินมายกจิบน้ำมะลิหอมๆ

“แม่ลออจันทร์ อยู่พระนครเป็นอย่างไรบ้างฤๅ สุขสบายดีหรือไม่” ทิศลดขันลงวางไว้บนโต๊ะรับรองก่อนจะหันมาพาทีกับหญิงสาว ทว่าท่าทีของชายหนุ่มดูจะเก้ๆกังๆพิกลด้วยเขินอายพวกบ่าวทั้งหลายที่ต่างมาหมอบนั่งกันให้สลอน

เมื่อเห็นดังนั้นแม่หญิงจึงผินหน้าไปสั่งการบ่าวไพร่ที่นั่งหมอบอยู่ไม่ห่างไปมากนัก “พวกเอ็งไปช่วยข้าดูแลกับข้าวกับปลาที่โรงครัวสักหน่อยเถิด ประเดี๋ยวคุณพี่เรวัตก็จักกลับมาแล้ว ข้าเกรงว่าจักไม่ทันการเอาได้”

“เจ้าค่ะ”

เมื่อพวกบ่าวไพร่ต่างไปกันหมดแล้วเหลือเพียงแม่เกนหลง แม่นมที่เลี้ยงดูลออจันทร์มาตั้งแต่อ้อนแต่ออดเธอจึงหันมาตอบคำถามที่ทิศถามไว้ “ดิฉันสุขสบายดีเจ้าค่ะ ไม่เจ็บไม่ไข้กระไร ว่าแต่คุณทิศไปเมืองพิชัยมาเสียนานเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ดิฉันได้ข่าวว่าหนทางกันดารนักยังนึกเป็นห่วงว่าคุณทิศจักเป็นเยี่ยงไรบ้าง”

แค่ได้ยินว่าลออจันทร์เป็นห่วงเขา ความเหน็ดเหนื่อยทั้งปวงที่เคยต้องพบพานมาพลันสลายหายไป ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆก่อนส่ายหน้า “ฉันสบายดีแม่ไม่ต้องกังวลไปดอก เป็นบุญที่ไม่เจ็บไม่ไข้อันใดทั้งๆที่คนอื่นโดนไข้ป่าเล่นงานเสียปางตาย”

“ไข้ป่าเลยฤๅเจ้าคะ!?” ดวงหน้ากระจ่างฉายแววกังวลใจ

“แต่ฉันมิเป็นอันใดเลย ดีที่ได้ยาดีจากแม่ก่อนเดินทางไปฉันเลยแคล้วคลาดจากอันตรายโรคร้ายทั้งสิ้น”

“ยาดีจากดิฉันหรือเจ้าคะ?” ลออจันทร์ทำหน้าสงสัย คราก่อนคุณทิศเดินทางไปเมืองพิชัยเธอจำได้ว่ามิได้มอบหยูกยาอันใดให้แก่ชายหนุ่มไปด้วย จักมีก็แค่เพียงมาลัยที่เธอกำลังกรองอยู่ คราแรกลออจันทร์หมายใจจักกรองมาลัยให้คุณพี่เรวัต ทว่าคุณทิศเธอมาเยี่ยมเยือนแจ้งว่าต้องจรลีไปไกลเสียนานอยากจักได้ของใช้ดูต่างหน้าเธอจึงตัดสินใจมอบมาลัยมะลิหอมนั้นให้คุณทิศไว้แทน

“คราก่อนมาลัยที่แม่ลออจันทร์กรองให้ฉันนั้นงามนัก ฉันประทับใจต้องวางไว้เหนือหมอน…ทุกคืนจักได้ฝันถึงแม่อย่างไรเล่า”

ลออจันทร์ยิ้มเอียงอายกับวาจาเกี้ยวของชายหนุ่ม แม้ทั้งเธอและคุณทิศจักหมั้นหมายกันมานานแต่สำหรับหญิงสาวแล้วการหมั้นนี่หาใช่การถูกบังคับไม่ ทั้งสองต่างพึงใจชอบพอในตัวของกันและกัน

ใบหน้าของชายหนุ่มกลับมาเคร่งครึมก่อนที่เขาจะเอ่ยธุระสำคัญที่มาวันนี้ “อีกไม่กี่วันฉันก็ต้องติดตามเจ้าคุณพ่อไปใต้ มิรู้ว่าครานี้จักต้องไปนานเท่าใด วันนี้ฉันเลยตั้งใจมาพบแม่ลออจันทร์้เพื่อแจ้งให้แม่ทราบด้วยตนเอง”

แม้จะพอได้ยินเสียงเล่าลือมาก่อนแต่ก็ใจหายไม่ได้ ลออจันทร์ทำหน้าสลดลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าคู่หมายของตนต้องเดินทางรอนแรมไปไกลอีกครั้ง แต่เธอก็ยังคงส่งยิ้มบางๆเป็นกำลังใจให้ทิศที่นั่งตรงข้ามไม่ขาด

“เช่นนั้นคุณทิศก็ต้องระมัดระวังหนาเจ้าค่ะ แถวนั้นได้ข่าวว่าฝนตกมากงูเงี้ยวเขี้ยวขอชุมนัก อากาศไม่ดีประเดี๋ยวจักล้มเจ็บเอาได้”
รอยยิ้มซื่อๆที่ส่งมาจากลออจันทร์หวั่นไหวจิตใจคนมองหนักหนา เขานั้นไม่อยากห่างยอดดวงใจไปไกลทว่าหน้าที่ก็คืิอหน้าที่ ลูกผู้ชายอกสามศอกย่อมต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่พึงได้รับมอบหมาย

ทิศลดตัวลงไปจับชายสไบสีเหลืองอ่อนมาขึ้นจรดที่ปลายจมูกโด่งรั้นของตน ดอมดมกลิ่นน้ำปรุงแป้งร่ำสดชื่นอันเป็นกลิ่นติดกายของลออจันทร์เข้าไปเต็มทรวง แม้อยากจักเชยชิดปรางค์นวลของจันทร์เจ้าแต่เขาก็ไม่กล้าทำรุ่มร่ามให้อีกฝ่ายต้องเสื่อมเสียแน่แท้

“พี่สัญญาว่าจักหาน้องหญิงในเร็ววัน พี่จักมิมีเล็กมีน้อยให้น้องต้องขุ่นเคืองใจในภายภาคหน้าด้วยเจ้านั้นคือยอดดวงใจของพี่ ขอเจ้ารักษาตัวให้อยู่สุขสบาย อย่าได้้เจ็บได้ไข้ตอนพี่ไม่อยู่เถิดหนา”

หญิงสาวพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มนุ่มละมุน “คุณทิศเองก็ต้องรักษาตัวด้วยหนาเจ้าคะ ไปอยู่ห่างไกลกันดาร อย่ามัวแต่ทำงานต้องทานข้าวปลาให้มีกำลังวังชาด้วยนะเจ้าคะ”

ลออจันทร์หันหน้าไปหาแม่เกนหลงที่ยืนหลบนิ่งมาตลอด “แม่เกนหลงจ๋า ฉันรบกวนแม่หยิบเอาของที่ฉันไหว้วานให้จัดมาให้คุณทิศที”

ตะกร้าสานใบไม่ใหญ่บรรจงวางบนตั่งที่นั่ง ทิศมองดูมันอย่างสนใจใครรู้ “นี่คืออันใดฤๅแม่”

“เป็นหยูกยากับของทานเล่นเจ้าค่ะคุณทิศ” ลออจันทร์ตอบก่อนจะเปิดฝาตะกร้าสานออกให้ดูพลางชี้ชวนชายหนุ่มให้ดูสิ่งที่บรรจุไว้ด้านใน “ดิฉันวานแม่เกนหลงช่วยจัดตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านง่ายๆไว้ให้ อันนี้ช่วยแก้ไข้กระสัยคลายกระหายกระหายน้ำ อันนี้ช่วยคลายลมเสียดในท่องได้ชะงัก อันนี้เป็นขนมเผื่อคุณทิศได้ทานคลายหิวตอนเดินทางเจ้าคะ”

“ส่วนอันนี้…” มือขาวเรียวหยิบเอาถุงผ้าบางที่ตัดเย็บไว้อย่างประณีตส่งให้ทิศ ชายหนุ่มรับมาถือไว้พลางสูดดมกลิ่นดอกไ้ม้หอมกรุ่นที่ลอยอวลออกมาจากถุงผ้า…กลิ่นเดียวกับกลิ่นของลออจันทร์

“คราก่อนดิฉันละอายนักที่มิได้ตระเตรียมอันใดให้เป็นของต่างหน้ากับคุณทิศ มีเพียงมาลัยธรรมดาให้คุณทิศต้องขายหน้า ครานี้ดิฉันเลยตั้งใจทำถุงหอมให้แทนเจ้าค่ะ”

ทิศยิ้มน้อยเมื่อได้ยินพาทีใสซื่อน่ารักของหญิงสาว ถุงผ้าน้อยๆถูกยกขึ้นจรดปลายจมูกของชายหนุ่มที่ตั้งใจละเลียดกลิ่นหอมจรุงใจนั้นเสียเต็มอุรา “ช่างหอมถูกใจฉันยิ่งนัก ขอบน้ำใจแม่ลออจันทร์มากที่ช่วยเป็นธุระจัดหาข้าวของมากมายไว้ให้ฉัน…ส่วนเจ้านี่ฉันขอพกติดตัวไว้แล้วกันหนาแม่”

“มิเป็นไรดอกเจ้าค่ะ อันใดที่ดิฉันพอช่วยคุณทิศได้ดิฉันยินดี…ขอเพียงคุณทิศอยู่สุขกายสบายใจ ดิฉันก็สุขใจเจ้าค่ะ”

ยามที่ึคนเราสุขใจนั้นเวลากับวารีมักหมุนเปลี่ยนไว ทิศตาไวเห็นนายพร้อมวิ่งหน้าตื่นขึ้นเรือนมาละล้าละลังแจ้งว่าหมื่นเรวัตกำลังเรือนมาแล้ว น่าจะกลับมาพร้อมหลวงบดินทร์เพราะเห็นเรือของอีกคนพายต่อกันมามุ่งหน้ามาที่เรือนนี้

แม้จักเสียดายที่ไม่อาจได้ใช้เวลาเจรจาพาทีกับลออจันทร์มากกว่านี้ ทว่าทิศเองก็ไม่พร้อมเปิดศึกพี่เขยกับเรวัตในตอนนี้ นอกเหนือจากนั้นเขาก็ไม่ประสงค์จะเห็นสีหน้าหม่นหมองบนดวงหน้ากระจ่างนั้นยามที่เขาทุ่มเถียงกับเรวัต ทิศได้แค่เพียงเอ่ยลาแม่จันทร์เจ้าของเขาไปอย่างอ้อยอิ่งจนนายพร้อมแทบอยากจะอุ้มนายของตนเองขึ้นเรือกระแซงลำน้อยที่จอดเทียบท่ารออยู่นานสองนานเสียให้มันรู้แล้วรู้รอด

สักวันเขาจะได้มาแต่งงานกับแม่ลออจันทร์และครองคู่กันอย่างสมภาคภูมิ!!

=======

[SF] AVG: Infinity War – Strange/Stark

Paring: Stephen Strange / Tony Stark

Rating: PG

Warning: Avengers Infinity War spoiler!!!

แจกกาวค่ะ เป็นการเขียนฟิคมาร์เวลครั้งแรกของเราเลย หากผิดพลาดตรงไหนรบกวนแนะนำเราด้วยนะคะ 🙏🙏💦

======

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

“มิสเตอร์สตาร์ค ถ้าถึงจุดนั้นแล้วผมต้องขอบอกคุณไว้ก่อนนะว่าผมเลือกปกป้องไทม์ สโตน”

“ฉันรู้”

“…ผมอาจต้องปล่อยให้คุณ…กับเด็กคนนั้นตาย เพราะอัญมณีนี้คือกุญแจสำคัญในสวครามครั้งนี้”

“…ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร”

สตีเฟ่น สเตรนจ์เคยบอกกับโทนี่ สตาร์คไว้แบบนั้นตอนที่มหาเศรษฐีอัจฉริยะได้บอกเรื่องแผนการสุดบ้าระห่ำของตัวเองบนยานโดนัทบินได้(ตามที่เจ้าตัวเรียกไว้)

ไออ้อน แมนบอกกับเขาว่าพวกเขาจะเดินทางไปด้วยกันมุ่งหน้่าสู่ดาวไททันที่ถูกปล่อยให้ผุพังรกร้างไปนานแล้วตามแผนการเดิมของธานอส หากว่าเจ้าวายร้ายนั้นต้องการแย่งชิงไทม์ สโตนที่อยู่ในความดูแลของเขา มันน่าจะดีกว่าถ้าการต่อสู้ที่รุนแรงและพร้อมขยายอาณาเขตความเสียหายแบบนั้นอยู่ห่างไกลโลก เพราะอย่างน้อยก็ได้ไม่ต้องมีผู้คนที่ต้องบาดเจ็บล้มตายจากการสู้ของพวกเขาอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่

มันเป็นแผนการที่โคตรจะเสี่ยงตายแถมดูไม่มีวี่แววว่าพวกเขาจะมีโอกาสรอดกลับมายังโลกเลยด้วยซ้ำ แต่ด็อกเตอร์ สเตรนจ์เองก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเห็นด้วยกับแผนบ้าบอแบบนี้ได้

สตีเฟ่น สเตรนจ์ไม่ใช่คนโง่ แม้ไม่ต้องใช้พลังของอัญมณีแห่งกาลเวลาเขาก็พอคาดเดาผลลัพธ์ของการสู้ครั้งได้…พวกเขาแทบไม่มีโอกาสชนะ!!

ธานอสได้ครอบครองพลังของอินฟินิตี้ สโตนไปสองอย่างแล้ว จะมีใครต้่านทานขุมพลังมหาศาลขนาดนี้ได้ โดนเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขาเพลี้ยงพล้ำให้กับสมุนรับใช้ของธานอสจนถูกจับตัวมาแบบนี้ ด็อกเตอร์ สเตรนจ์เองก็ไม่มั่นใจเลยว่าเขาจะสามารถปกป้องอัญมณีล้ำค่าไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง นับว่ายังโชคดีที่ไออ้อน แมนกับสไปเดอร์ แมนยังตามมาช่วยชีวิตเอาไว้ได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นเขาคงถูกฆ่าตายไปแล้ว

เขาไม่ได้เห็นด้วยกับการเดินตามแผนการของธานอสแบบที่โทนี่ สตาร์คบอก แต่น่าแปลกที่เขาดันตอบตกลงอีกคนไป อะไรบางอย่างในสายตาของคนตรงหน้าที่จ้องมองเขาทำให้ด็อกเตอร์ สเตรนจ์ใจอ่อนอย่างไม่มีสาเหตุ

…มันคือความเหนื่อยล้าและหวาดหวั่น!

เขาเคยเห็นผู้ชายที่ชื่อ โทนี่ สตาร์คผ่านทางสื่อต่างๆมานับครั้งไม่ถ้วน ไออ้อน แมนคนนั้นคือผู้ชายฝีปากกล้าที่ไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใด ปราศจากความกริ่งเกรงต่อศัตรูหน้าไหนขนาดหาญกล้าท้าทายให้อีกฝั่งบุกมาโจมตีบ้านตัวเองได้…คนแบบนี้ถ้าไม่ใช่เพราะโง่ก็คงบ้าจริงๆละ!!

แต่โทนี่ในจอโทรทัศน์หรือหน้าหนังสือพิมพ์คนนั้นช่างแตกต่างจากโทนี่ที่กำลังยืนอยู่หน้าเขาอย่างสิ้นเชิง

ความกลัวจากเหตุการณ์ที่นิวยอร์คเมื่อหลายปีก่อนยังตามหลอกหลอนโทนี่ไม่เลิกรา นอกจากนี้สเตรนจ์ยังสัมผัสได้ถึงความขมขื่นจากการที่ต้องขัดแย้งกับเพื่อนตัวเองและความหนักหนาของภาระที่โลกทั้งใบโยนไว้บนบ่าของคนนี้ช่วยแบกรับแทน

ถึงเขาจะชื่อว่า ไออ้อน แมน แต่ร่างกายและจิตใจของโทนี่ไม่ได้สร้างจากเหล็กกล้าเหมือนชุดของเขา เขามองเห็นได้ชัดว่าโทนี่ สตาร์คบอบช้ำแค่ไหนแม้เจ้าตัวจะพยายามกลบเกลื่อนมันไว้ใต้หน้ากากอวดดีไม่ยี่หระต่ออะไรทั้งสิ้นแบบนั้น

สุดท้ายพวกเขาถึงได้เดินทางมาเฝ้ารอธานอสที่ดาวไททันแห่งนี้ พวกเขาได้เจอกับพวกสตาร์ ลอร์ดที่ดูไม่ค่อยเต็มเต็งเท่าไรอย่างไม่คาดฝัน อีกฝั่งดูเหมือนจะมิตรเพราะพวกเขารู้จักเทพเจ้าสายฟ้า ธอร์ที่กำลังเดินทางไปสถานที่ห่างไกลแห่งหนึ่ง ส่วนพวกที่เหลือมุ่งหน้ามายังดาวไททันนี้เพื่อติดตามตัวกามอร่า ธิดาบุญธรรมของธานอสที่ถูกจับตัวไปตอนนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมเป็นตาย

เพราะไม่มีทางเลือกอื่นแล้วพวกเขาจึงยอมเข้าร่วมแผนการจับตัวธานอสสุดประหลาดของควิลล์ ระหว่างที่ทุกคนกำลังล้อมวงปรึกษาเคร่งเครียด ความสงสัยบางอย่างทำให้ด็อกเตอร์ สเตรนจ์ตัดสินใจแยกตัวออกมาเงียบๆ เขาลองใช้พลังในการเร่งห้วงกาลเวลาเพื่อค้นหาทางออกให้กับสถานการณ์สุดสิ้นหวังนี้

มีเพียงหนึ่งผลลัพธ์เดียวที่พวกเขาชนะ!!

ท่ามกลางอนาคตมืดมนนับล้านรูปแบบที่เขามองเห็น ผลลัพธ์เดียวที่พวกเขาอาจช่วงชิงชัยชนะจากจอมวายร้ายตรงหน้าช่วยจุดประทีปดวงน้อยที่สุดปลายอุโมงค์ให้สว่างไสวขึ้นอีกครั้ง..และเขามองเห็นโทนี่ สตาร์คยืนอยู่ในห้วงนิมิตนั้น!

คนอย่างสตีเฟ่น สเตรนจ์ไม่เคยคาดคิดเลยว่าเขาจะรู้สึกผูกพัน ห่วงหาอาทรใครสักคนได้…ในระยะเวลาอันสั้นขนาดนี้

อาจเป็นเพราะแววตาดื้อรั้นแบบนั้นของอีกคนที่แม้จะอ่อนล้าแต่ฉายแววมุ่งมั่นไม่เคยย่อท้อ

อีกฝ่ายทุ่มเทพลังทุกอย่างที่มีแบบหมดหน้าตักเพียงเพื่อช่วยหยุดยั้งธานอสไม่ให้เข้าถึงตัวเขาได้ ดังนั้นด็อกเตอร์ สเตรนจ์ไม่อาจปล่อยให้ไออ้อน แมนต้องสิ้นชื่อใต้้เงื้อมมือมัจจุราชของธานอสอยู่บนดาวไททันดวงนี้เช่นกัน

“อย่า…ฆ่าเขา!!” เสียงแหบแห้งอ่อนระโหยดังมาจากจอมเวทที่เก่งกล้าที่สุด บัดนี้นอนสยบอยู่บนขั้นบันไดท่ามกลางซากปรักหักพังของอารยธรรมที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองจนถึงขีดสุด

“ฉันจะยอมมอบมันให้ แลกกับ…ที่แกจะไม่ฆ่าเขา”

ดวงตาตื่นตระหนกมองมาจากโทนี่ที่กำลังดิ้นรนสุดขีดอยู่ในอุ้งมือมรณะ ธานอสกระหยิ่มยิ้มเย้ยใส่จอมเวทที่นอนสะบักสะบอมหมดสภาพก่อนจะถามเขากลับ

“ไม่มีลูกไม้อะไรอีกแล้วนะ?”

ด็อกเตอร์ สเตรนจ์ไม่ตอบ เขาเพียงแต่ยกมืิอขึ้นแล้วเพ่งสมาธิ แสงสีเขียวจรัสส่องประกายวูบขึ้นปรากฎเป็นอัญมณีแห่งกาลเวลาในมือจอทเวท เขายื่นมือที่สั่นเทาออกไป

“ไม่มีลูกไม้อะไรอีก…ขอแค่ไว้ชีวิตเขา”

ไออ้อน แมนถูกธานอสเขวี้ยงทิ้งไปอีกทางอย่างไม่ใยดีเมื่อหนึ่งในอินฟินิตี้ สโตนปรากฎอยู่ตรงหน้าแล้ว ไททันตัวมหึมาก้าวย่างสุขุมมาหยิบไทม์ สโตนไปจากด็อกเตอร์ สเตรนจ์ก่อนจะประสานมันเข้ากับอินฟินิตี้ กอนท์เล็ทที่สวมติดมือซ้ายไว้

สายตาไม่เข้าใจของโทนี่มองตรงมาที่้เขา ด็อกเตอร์ สเตรนจ์ได้แต่ส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง

“ผมยอมปล่อยให้คุณตายไม่ได้ โทนี่!!”

.

.

.

[Drabble] FFXV: First Sight

Paring: Prompto Argentum x Cindy Aurum

Rating: G

.

.

.

.

ถึงปากจะบอกคนอื่นปาวๆเสมอมาว่าตัวเองไม่เคยเชื่อเรื่องพรหมลิขิต รักแรกพบอะไรแต่จริงๆแล้วพรอมพ์โต้ก็แอบคาดหวังเสมอ

เขาหวังว่าสักวันเขาจะมีโอกาสได้พบเจอ ‘นางฟ้า’

เธอคือคนที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรง คนที่ทำให้ใจของเขาสั่นไหว คนที่เขาอยากจะใช้ชีวิตด้วยกันไปคนแก่เฒ่า

แต่คงจะยากสักหน่อย เพราะนิสัยจริงๆของพรอมพ์โต้เป็นคนที่ขี้อาย ภายนอกที่ทุกคนรู้จักเขาว่าเป็นร่าเริง เข้ากับคนอื่นได้ง่าย แถมยังติดนิสัยเจ้าชู้นิดๆนั้นเป็นเพียงแค่เปลือกนอกที่เขาเพียรพยายามสร้างขึ้นมา

แล้วใครจะรู้ว่าวันหนึ่งพรอมพ์โต้จะมีโอกาสได้พบเจอ ‘นางฟ้า’ ของเขาในวันที่อากาศร้อนระอุเหมือนตกอยู่ในบ่อลาวาแถมแผนการทุกอย่างที่วางไว้ก็พาลไม่เป็นใจไปหมด

รถเรกัลเลียที่ควรจะเป็นยานพาหนะพาพวกเขามุ่งหน้าสู่กัลดีน คีย์ดันมาเสียดับคาที่กลางถนนว่างเปล่าที่ดูไร้จุดสิ้นสุด รอบตัวเขามีเพียงท้องทุ่งเวิ้งว้างกับท้องฟ้ากระจ่างไร้เมฆบดบังแสงอาทิตย์

พวกเขาลองพยายามโบกรถขอความช่วยเหลือจากรถคันอื่นที่นานๆทีจะวิ่งผ่านมาแต่กลับถูกเพิกเฉยไม่ใยดีแต่ประการใด ก็พอเข้าใจได้ว่าข่าวคราวการรุกรานของจักรวรรดิสร้างความระส่ำระสายไปทั่วจนผู้คนต่างไม่ไว้วางใจกัน แต่พรอมพ์โต้ก็ไม่คาดคิดว่าคนนอกกำแพงจะแล้งน้ำใจกันขนาดนี้

สุดท้ายอิกนิสก็ตัดสินใจว่าสิ่งที่พวกเขาพอจะทำได้คือการใช้พละกำลังที่มีค่อยๆเข็นรถที่เสียนี้มุ่งหน้าไปยังจุดพักรถที่แฮมเมอร์เฮด ที่นั่นเป็นปั๊มน้ำมันและมีอู่ซ่อมรถรวมถึงร้านอาหารให้นักเดินทางได้พักผ่อนหย่อนคลายก่อนเดินทางไกล พวกเขาจะได้เอารถเข้าตรวจเช็คและพักผ่อนที่นั่นได้ คาดการจากสภาพสัญญาณนำทางในโทรศัพท์ที่เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ พวกเขาน่าจะอยู่ไม่ห่างจากปั๊มมากนัก

คำว่าไม่ไกลของอิกนิสนั้นหลอกลวงทั้งเพเลย เพราะกว่าจะถึงปั๊มน้้ำมันที่บอกไว้ระยะทางมันก็ไกลหลายไมล์มากๆแถมแดดที่สาดส่องกลางศีรษะพวกเขาก็แผดเผาพื้นถนนยางมะตอยที่พวกเขากำลังย่ำไปจนรู้สึกเหมือนกำลังเดินบนกระทะอังไฟก็ไม่ผิด อากาศที่เดือดพล่านขนาดนี้ทำเอาทุกคนเหงื่อโทรมกายหมดแรงใจเกือบไปไม่ถึงแฮมเมอร์เฮดเสียแล้ว

โชคยังดีที่พวกเขาหอบสังขารกันมาถึงปั๊มน้ำมันได้ก่อนและที่นั่นพรอมพ์โต้ก็ได้เจอ ‘นางฟ้า’ ของเขา!

‘นางฟ้า’ ของพรอมพ์โต้ไม่ได้อยู่ในชุดสีขาวสะอาดและมีปีกขนนกแบบในภาพวาด เธอมาในชุดช่างสีเหลืองสดใสทะมัดทะแมงรับกับเส้นผมสั้นสีทองสว่างและใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำมันเครื่องที่ข้างแก้ม เธอก้าวเดินเข้ามาพวกเขาด้วยท่าทางมั่นใจแต่สุภาพก่อนจะแนะนำตัวว่าเธอชื่อ ซินดี้ เป็นหลานสาวของคุณลุงซิด ในขณะที่พรอมพ์โต้กำลังนั่งหมดเรี่ยวแรงอยู่บนพื้นซีเมนต์จากการออกแรงเข็นรถคันมหึมาที่น้ำหนักมหาศาลพร้อมกับก่นด่าสาปแช่งอากาศร้อนอ้าวที่ทำให้ชุดเสื้อหนังสีดำของเขากลายเป็นเตาอบไป

เธอกล่าวแสดงความยินดีกับน็อคทิสที่กำลังจะเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับท่านหญิงลูน่าเฟรย่าในเร็วๆนี้ก่อนจะเริ่มสำรวจความเสียหายของตัวเรกัลเลียอย่างสนใจ

วาจาเฉลียวฉลาดฉะฉาน ท่าทางมาดมั่น ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา แถมด้วยความรอบรู้ในเรื่องเครื่องจักรกลสร้างความประทับใจให้กับพรอมพ์โต้อย่างมาก เขาแอบเฝ้ามองดูซินดี้ตรวจสอบระบบเครื่องยนต์รถเรกัลเลียแบบไ่ม่หวั่นเกรงคราบโลหะกับน้ำมันหล่อลื่นไม่วางตา

มันเป็นความรู้สึกที่ดีที่ก่อเกิดในใจตั้งแต่แรกพบ…ซินดี้แตกต่างจากผู้หญิงอื่นๆจริงๆ! ยิ่งมีโอกาสได้พูดคุยทำความรู้จักเขายิ่งประทับใจ!

น่าเสียดายที่พรอมพ์โต้ไม่มีโอกาสสร้างความรู้สึกดีๆให้กับซินดี้ได้จดจำตั้งแต่วันแรกที่เธอเจอเขาเพราะตอนนั้นเขาได้แต่นั่งแหมบหมดแรงเนื้อตัวมอมแมมด้วยเหงื่อไคล แถมตอนนั้นพวกเขายังยากจนข้นแค้นขนาดแทบไม่มีเงินสักกิลจะมาจ่ายค่าซ่อมเรกัลเลียให้เธอด้วยซ้ำ!!

ถ้าไม่ใช่เพราะซินดี้ใจดีช่วยแนะนำงานฮันเตอร์หาเงินให้กับพวกเขามีหวังชื่อน็อคทิสได้ไปเด่นหราบนหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งแน่นอนว่ามกุฎราชกุมารแห่งลูซิสเป็นพวกนักชักดาบ ไม่จ่ายเงินค่าซ่อมรถแน่แท้!!!

“เฮ้ มองไม่วางตาเลยนะ” เสียงเย้าแหย่มาพร้อมข้อศอกพระราชทานที่กระแทกเข้ามาใส่สีข้างคนที่มัวแต่ยืนพิงบานประตูเหม่อมองช่างสาวคนเก่งไกลๆจากรถบ้านติดกับร้านอาหารของทากะในเขตปั๊มน้ำมัน

“อย่าขัดจังหวะน่าน็อคท์” ชายหนุ่มที่แอบเฝ้ามองกันไปย่นหน้าใส่เจ้าชายเล็กน้อยก่อนจะรีบหันกลับไปมองหญิงสาวชุดสีเหลืองที่โดดเด่นมองเห็นได้ชัดเจนแม้จะอยู่ห่างในระยะนี้ เจ้าหล่อนกำลังสาละวนกับการซ่อมแซมเรกัลเลียของพวกเขาหลังจากเจ้าชายตัวดีพามันไปวิ่งวิบากในท้องทุ่งมาจนสภาพยับเยินไม่เบา

“สรุปแล้วคนนี้จริงหรอ?” เจ้าชายหนุ่มผมดำเอนตัวยืนพิงกรอบประตูฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าสบายๆพร้อมกับเลิกคิ้วสูงเป็นเชิงถาม

“อือ คนนี้ละ” แม้แก้มจะขึ้นสีระเรื่อเขินอายแต่ริมฝีปากบางกลับมีรอยยิ้มสว่างไสวปรากฎบนหน้าขาวตกกระน้อยๆช่วงโหนก

“ได้บอกเขาแล้วหรือยัง?” พรอมพ์โต้ทำหน้าสลดลงนิดหน่อยก่อนจะส่ายหัวยุกยิกปฏิเสธ

“นายนี่มันจริงๆเลยพรอมพ์โต้” น็อคทิสอดที่จะหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้ ถึงแม้ว่าใครต่อใครจะหาว่าเขาอ่อนหัดไร้ประสบการณ์เรื่องความรัก แต่กับท่าทางระริกระรี้ดีใจกับอาการเขินอายของเพื่อนสนิททุกครั้งเวลาเขาบอกว่าจะกลับมาที่แฮมเมอร์เฮดทีไรก็ทำให้คนอย่างน็อคทิสพอจะเดาอะไรได้บ้าง

“ดีแล้ว เจอเขาแล้วก็รักษาเขาไว้ให้ดี อย่าให้เขาหายไปนะ” เจ้าชายหนุ่มตบบ่าเพื่อนน้อยๆก่อนจะเดินหลบเข้าไปในรถปล่อยให้พรอมพ์โต้เฝ้ามองคนที่ตัวเองแอบปลาบปลื้มต่อไปเงียบๆ

ในใจของน็อคทิสก็เฝ้าภาวนาให้คนขี้อายรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปสารภาพความรู้สึกกับหญิงสาวได้ในเร็ววันนี้!!

.

.

.

.

==========

เป็นฟิคที่อยากเขียนให้ปอมและซินดี้แบบปัจจุบันทันด่วนมากๆค่ะ พอดีวันนี้กลับเข้าไปเล่น FFXV หลังจากไม่ได้เล่นมาสักพักแล้วปอมแจกภาพที่เราเอามาทำเป็นภาพประกอบฟิคนี้มาให้ เลยอยากแต่งอะไรนิดหน่อยให้ปอมเนื่องในโอกาสที่ทำงานดีค่ะ 💕 (นานทีปีหนจะแจกภาพงามๆให้ค่ะ 😂😂)

ทำดีต่อไปนะเจ้าหนูปอม ✌️💪