[Short Fiction] Final Fantasy XV – Veiled in the Black (Re: Connect)

Title: Veiled in the Black

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Genre: AU / Sci-fi / Movie plot

Rating: PG

Previously: First Connect

Comments: เกิดติดใจเลยหยิบเอามาปัดฝุ่นเขียนต่อเล่นๆค่ะ ยังคงคอนเซปท์เดิม คือ มีเท่าไรจบเท่านั้นไม่ได้วางแผนจะเขียนต่อยาวๆค่ะ

ย้ำอีกรอบนะคะ ฟิคชั่นเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการแต่งหลังจากคนเขียนไปดู Ghost in The Shell มาเลยลองเอาพล็อตหนังมายำมั่วใส่กับถังกาว FFXV ที่มีดูค่ะ

=====

Everyone around me, they feel connected to something.

Connected to something, I’m not.

The Major – Ghost in The Shell

=====

.

.

.

สายลมค่ำคืนกรรโชกกระทบใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลาวพัดพาให้เส้นไหมสีเงินยาวประบ่าที่ล้อมกรอบดวงหน้าขาวนั้นสยายกระจายออกพริ้วล้อไปกับกระแสวายุแรงกล้า รูปร่างสูงโปร่งเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสมส่วนใต้ชุดคลุมเนื้อหนาสีดำทึบเพียงชิ้นเดียวยืนท้าทายความหนาวเหน็บบนยอดอาคารสูงลิบ ดวงตาสองสีที่แสนสงบเยือกเย็นไร้ชีวิตชีวาเหม่อมองความเวิ้งว้างเบื้องหน้าอย่างไม่นึกหวั่นเกรง

“ผู้การ ยังอยู่หรือเปล่าครับ” เสียงใสๆของเด็กหนุ่มที่เพิ่งย่างวัยยี่สิบได้ไม่นานดังมาตามสัญญาณบนอุปกรณ์สื่อสารไร้สายที่ร่างสูงโปร่งสวมใส่ติดใบหูตนเองเอาไว้

“ยังอยู่โลกิ รายงานมา!” มือเรียวใต้เสื้อคลุมยาวยกขึ้นแตะเครื่องสื่อสารที่หูของตนเองเพื่อเปิดระบบ

“สายรายงานมาว่ากลุ่มที่ลักลอบซื้อขายข้อมูลของไซบอร์คอยู่ในตึกนี้ แต่ผมพยายามสแกนหาเท่าไรก็ไม่พบเลย” ปลายเสียงดูหงุดหงิดและร้อนรนนิดหน่อยจนคนฟังสัมผัสได้ เจ้าตัวคงอดหัวร้อนอารมณ์บูดไม่ได้เพราะได้รับคำสั่งให้เฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้กระทำความผิดแต่กลับหาตัวคนทำไม่เจอเลยทั้งๆที่เพียรพยายามส่องหามาตลอดสามชั่วโมง

“ข้อมูลไซบอร์คเลยหรือ?” เรียวคิ้วสีทองขาวเรียวเหนือตาคมเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เนื่องจากทางรัฐบาลต้องการจำนวนหุ่นยนต์และการวิจัยเรื่องหุ่นยนต์ให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ กฎหมายควบคุมการผลิต การวิจัยและการซื้อขายจึงถูกจำกัดวงให้อยู่ในวงแคบๆ มีบริษัทยักษ์ใหญ่เงินทุนหนาเพียงไม่กี่รายที่สามารถเข้าถึงตลาดนี้และได้รับสิทธิ์ในการซื้อขายหุ่นยนต์ ดังนั้นการบักลอบซื้อขายข้อมูลเพื่อการสร้างจักรกลเป็นเคสค่อนค้างข้างหายากและถือเป็นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ร้ายแรงมาก

“ก็ตามสายของเรา ผมได้รับรายงานมาแบบนี้”เสียงจากปลายสายพ่นลมหายใจออกใจดังพรืดๆใส่หูเขาจนอดรู้สึกรำคาญไม่ได้แต่เขาก็ไม่ห้ามปรามอีกฝ่ายแต่อย่างใด “แต่บางทีเข้าไปแล้วอาจจะเจอแค่ขี้เมานั่งหลีสาวนมโตอยู่ก็เป็นได้นะครับ”

“อย่าเหลวไหลโลกิ” คนฟังปรามมุกตลกฝืดไร้สาระของอีกฝ่ายอย่างเคร่งครึม

“ปัญหามันอยู่ที่ผมพยายามสแกนหาว่าเจ้าคนพวกนี้มันไปแอบอยู่ตรงซอกหลืบไหนของตึกไม่เจอเนี่ยสิผู้การ”

“น่าจะมีวางเครื่องส่งสัญญาณรบกวนไว้เราเลยหาไม่เจอ…โลกิช่วยเชื่อมต่อระบบDepth Trackingกับตัวฉันที” เขาครุ่นคิดไปสักพักก่อนเสียงนิ่งราบเรียบเอ่ยสั่งขึ้น…ในเมื่อพึ่งพาความสามารถของมนุษย์ไม่ได้ หุ่นยนต์อย่างเขาก็ต้องเป็นคนออกโรงแทน

“จัดให้ครับ!” เจ้าของชื่อที่อยู่ปลายสายดูร่าเริงมากขึ้น เสียงเคาะแป้นพิมพ์รัวเร็วดังเพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่โปรแกรมจะเชื่อมต่อเข้ากับระบบในร่างของเขา เสียงของหญิงสาวราบเรียบเป็นจังหวะเสมอกันดังขึ้นในสมองของร่างสูงโปร่งแจ้งเตือนการเชื่อมประสาน

ม่านตาสองสีแตกต่างกันเรืองแสงขึ้นจางๆพลางสอดส่ายไปทั่วเริ่มการค้นหาเป้าหมายไปตามอาคารสูงลิบที่มีผังการสร้างสุดแสนสลับซับซ้อน อีกทั้งยังคราคร่ำไปด้วยผู้คนนับพันที่เดินไปหาขวักไขว่ไปมาจนน่าเวียนหัว ด้วยศักยภาพสายตาของมนุษย์ธรรมดาแล้วไม่อาจจำแนกใบหน้าของคนมากมายในเวลารวดเร็วได้ หากแต่เขาคิอจักรกลที่ปรับแต่งมาอย่างทรงประสิทธิภาพ การต้องจำแนกข้อมูลจำนวนมหาศาลในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีนั้นกลับเป็นเรื่องแสนง่ายดาย

“ฉันเหมือนจะเจอกลุ่มหนูของพวกเราแล้วนะ” เซนเซอร์ตรวจจับของเขาเหมือนจะเช็คเจอกลุ่มผู้กระทำผิดที่กำลังสุมหัวกันอยู่ในห้องๆหนึ่งภายใน “ชั้น 67 ห้อง 67037 มีคนแปดคนในห้อง”

“รับทราบ จะประสานติดต่อให้ส่งกำลังไปที่พื้นที่เป้าหมายครับ” เสียงลากครืดยาวๆอย่างฉับไวดังลอดหูฟังของเขาออกมา ดูเหมือนโลกิจะรีบสไลด์เก้าอี้ไปยังแผงควบคุมเพื่อติดต่อไปยังศูนย์บัญชาการกลาง เสียงพูดรายงานรัวเร็วสะท้อนออกมาต่อเนื่องจากอีกฝาก

ดวงตาสองสีที่ยังเชื่อมต่อกับโปรแกรมติดตามจับจ้องกลุ่มเป้าหมายของตนเองนิ่ง ทว่าหัวคิ้วตรงกลางระหว่างหน้าผากนั้นเริ่มค่อยๆขยับมุ่นผูกเข้าหาเมื่อเห็นความเคลื่อนไหวที่เกิดในห้องๆนั้น

“โลกิ พวกเขากำลังจะจะออกไปจากห้องกันแล้ว!!”

“เรากำลังส่งกำลังเสริมไป อีกสิบนาทีถึงเป้าหมายครับ” ปลายเสียงเริ่มแตกตื่นก่อนเสียงพรมนิ้วบนแป้นพิมพ์จะยิ่งดังถี่รัวเพื่อประสานงานกลับไปฝั่งกำลังเสริม

“ไม่ทันแล้ว เดี๋ยวฉันลุยเองไปก่อน” ร่างสูงโปร่งขยับก้มตัวลงพร้อมฝ่ามือเรียวที่เอื้อมลงแตะปืนกระบอกสั่นที่เขามักพกติดตัวตลอดเวลาตรงช่วงปลีน่องใต้ชุดหนักหนาที่สวมใส่อยู่ขึ้นมาตรวจเช็คความพร้อมก่อนจะสอดมันกลับลงไป

“แต่ผู้การครับ…ผู้การยังไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติภารกิจนะครับ!!” โลกิรีบห้ามปรามอีกฝ่ายลิ้นแทบจะพันกัน

“ฉันไม่สนใจ!!”

เมื่อจบประโยคเส้นเคเบิลเชื่อมต่อที่ถูกยึดโยงอยู่กับร่างกายของเขาบริเวณท้ายทอยก็ถูกกระชากออกแบบไม่ใยดี ช่วงขายาวแข็งรงก้าวขึ้นไปยืนตรงขอบตึกที่สูงลิบอย่างหมิ่นเหม่ หากเป็นคนทั่วไปต้องมายืนอยู่บนดาดฟ้าตึกที่สูงประหนึ่งปากเหวแบบนี้คงต้องมีอาการสั่นสะท้านกลัวตายกันบ้าง หากแต่เขาไม่เหมือนคนพวกนั้นเพราะเขาคือหุ่นจักรกลที่ถูกพัฒนาขึ้นาด้วยเทคโนโลยีระดับสูง กายเพรียวกลับหลังหันก่อนจะหลับตาลงแล้วเอนตัวทิ้งร่างกายสู่ความเวิ้งว้างของอากาศปล่อยให้คนในสายกรีดร้องอย่างตื่นตระหนกต่อไป

“ผู้การเรวุสครับ!!!!”

.

.

.

“วันนี้ก็ยังผลงานยอดเยี่ยมตามเคยนะผู้การ”

น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลส่งเสียงกระเซ้าเย้าแหย่ดังลอดมาจากลำโพงสื่อสารในรถยนต์สีเงินคันงามที่พุ่งทะยานไปบนท้องถนนเรียกตาคมสองสีให้อดปรายไปมองด้วยสายตาหงุดหงิดไม่ได้ เขาแทบจะนึกสีหน้ายิ้มละไมกับแววตาพราวระยับบนใบหน้าของคนปลายสายตอนที่กำลังพูดอยู่นี้ออกทันที

“ผมแค่ทำงานตามหน้าที่!!” วาจาสุภาพแต่แฝงด้วยความห้วนสั้นและปราศจากความเกรงใจอย่างชัดเจนดังโต้ตอบกลับไปก่อนที่ร่างโปร่งที่กำลังนั่งหน้าตายอยู่ที่เบาะข้างหน้าเคียงข้างคนขับจะเบนสายตาของตนเองออกไปมองบรรยากาศข้างนอกยานพาหนะดับความหงุดหงิดใจแทน

“ด็อกเตอร์อิซูเนียครับ ผู้การได้รับความเสียหายที่แขน ผมจะพาเขาเข้าไปหานะครับ” สารถีหนุ่มจำเป็นรีบแจ้งรายงานปลายสายก่อนเพราะกลัวว่ากว่าเขาจะพาเรวุสไปถึงศูนย์ได้อีกฝ่ายจะเลิกงานกลับบ้านไปเสียก่อน เป็นที่เลื่องลือกันดีถึงความเกียจคร้านของนักวิจัยระดับสูงรายนี้ว่ามักเข้างานสายแต่เลิกงานตรงเวลาเสมอแถมช่วงเวลาหลังเลิกงานไปแล้วด็อกเตอร์อิซุเนียเป็นคนที่ตามหาตัวยากระดับพระกาฬคนหนึ่งทีเดียว จนบางทีเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าอะไรทำให้ชายวัยกลางคนท่าทางดูเหลาะแหละไม่เอางานเอาการแบบนี้ก้าวขึ้นไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าศูนย์วิจัยบริษัทกราเลียได้

“หืม เสียหายมากงั้นหรือ?” น้ำเสียงทุ้มสะท้อนความสงสัยมาจากปลายสาย

“ไม่ได้เป็นอะไรมาก ไม่ต้องเข้าไปหานายก็ได้” คนที่ถูกพาดพิงเอ่ยเสียงห้วนตัดขึ้น

“ไม่ได้หรอกครับ” โลกิรีบปฏิเสธทันควัน เด็กหนุ่มที่นั่งหลังพวงมาลัยเหยียบคันเร่งขึ้นอีกส่งผลในยานพาหนะสีเงินรูปร่างปราดเปรียวนี้พุ่งทะยานไปข้างหน้าก่อนที่เขาจะเปิดไฟเลี้ยวขวาแล้วขับแซงรถอีกคันขึ้นไป “คำสั่งลงมาโดยตรงจากท่านประธานอัลเดอร์แคปท์เชียว ผมไม่กล้าขัดหรอก”

“แต่มันแค่แผลถลอก…”  ยังไม่ทันที่เรวุสจะได้แย้งจนจบประโยคดีเขาก็ถูกโทนเสียงทุ้มละมุนขัดขึ้น

“ไม่ดื้อสิเรวุส เด็กน้อยของฉัน”

“ฉันไม่ได้ดื้อ!!!” นั่นเป็นคำที่เขาฟังกี่ครั้งก็ไม่นึกชอบใจเลยจริงๆ

“หวายๆ ดูเหมือนจะทำให้เด็กน้อยโกรธแล้วสินะ” สุ้มเสียงทุ้มน่ารำคาญใจยังคงดังล้อเลียนเขาไม่ยอมหยุด

“ด็อกเตอร์ครับอย่าล้อผู้การมากๆสิครับ” คนที่ต้องมาทำหน้าที่สารถีจำเป็นอย่างโลกิได้แต่ห้ามปรามคนแก่ที่ชอบทำตัวไม่สมอายุอย่าอ่อนอกอ่อนใจ “เห็นใจคนขับแบบผมหน่อย ผมยังอยากมีชีวิตกลับไปถึงศูนย์แบบครบสามสิบสองนะครับ”

แค่เรวุสปรายตาดุๆใส่เขา โลกิก็เครียดจนร่างกายเกร็งจะแย่ ขืนให้คนตัวสูงโดนกวนประสาทมากๆผู้การหน้าตานคนนี้อาจเลือกพังรถคันนี้ทิ้งแล้วไม่ยอมกลับศูนย์วิจัยพร้อมเขาก็เป็นได้ซึ่งคนที่จะซวยไม่ใช่คนที่กำลังเย้าแหย่คนหน้าตายแต่เป็นเขาเนี่ยละที่จะต้องวิ่งตะลอนๆไปทั่วเมืองเพื่อตามหาอีกฝ่ายแบบครั้งก่อนๆ

ปลายสายหัวเราะเบาๆกับคำห้ามปรามของเจ้าพนักงานหนุ่มน้อยที่กำลังเหงื่อตก

“งั้นก็แค่นี้แล้วกันนะ…ฉันรอเจอเธออยู่นะเด็กน้อย”

อีกฝ่ายจบการสนทนาลงแค่นั้น ดวงตาสองสีเหลือบกลับมามองดูลำโพงที่เงียบเสียงลงไปแล้วด้วยแววตาที่อ่านยากก่อนที่เจ้าของเรือนผมสีทองขาวยาวประบ่าจะเบือนหน้าออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้งเพื่อมองดูความเป็นไปของโลกภายนอก ผู้คนกำลังเดินไปมาขวักไขว่บนท้องถนนท่ามกลางแสงสีสันยามราตรี ทุกชีวิตดำรงไปตามทิศทางและครรลองของมันที่ควรจะเป็น

เรวุสมองดูชีวิตของมนุษย์อย่างนึกสงสัย ทุกคนต่างใช้ชีวิตตามปรกติราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวไม่รับทราบถึงภัยอันตรายที่แอบแฝงและซุกซ่อนตัวอยู่ในความมืด หรือจะพูดให้ถูกก็คือ…ทุกคนรับรู้แต่จงใจทำเมินเฉยต่อมันตราบเท่าที่มันไม่สร้างความเดือดร้อนใดๆให้ตนเอง หากสิ่งนั้นเริ่มมีท่าทีคุกคามตนเองเมื่อนั่นละที่มนุษย์จะเริ่มเคลื่อนไหวและต่อต้านมัน เพราะนี่ละคือสันดานของมนุษย์!!

น่าแปลกที่ภาพของคุณแม่สาวแสนสวยที่กำลังจูงมือเด็กตัวน้อยน่ารักอยู่บนฟุตบาทดึงดูดสายตาและความสนใจของเขาอย่างมาก ม่านตาสองสีจับจ้องสองร่างตั้งแต่รถของพวกเขายังแล่นจากจุดที่สามารถมองเห็นได้ไกลๆ เมื่อโลกิค่อยๆขับรถไปเรื่อยๆพกวเขาก็ขยับเข้าไปใกล้สองแม่ลูกนั้นจนสามารถมองเห็นรายละเอียดต่างได้อย่างชัดเจนมากขึ้น มารดาเป็นหญิงสาวร่างสูงเพรียวผมสีบรูเน็ทหยักศกยาวสลวย เธอสวมใส่โค้ทหนังตัวยาวที่ลงไปกองคร่อมบนพื้นฟุตบาทยามที่เธอยอบตัวลงไปคุยกระซิบกระซาบกับเด็กสาวตัวน้อยผมทองสว่าง มือเรียวซุกซ่อนอยู่ใต้ถุงมือสีดำอบอุ่นจะเอื้อมไปกอบกุมฝ่ามือน้อยๆของสาวน้อยในชุดสีชมพูน่ารักแล้วทั้งคู่ก็ค่อยๆพอกันจูงมือพาเดินกันไปอย่างมีความสุข เรวุสเฝ้ามองภาพนั้นจนกระทั่งรถที่เขานั่งแล่นเลยผ่านสองแม่ลูกที่แสนสวยงามไป

โลกใบนี้ช่างแปลกประหลาด…มันมีทั้งความสะอาดบริสุทธิ์และความบิดเบี้ยวอย่างสุดขั้วอยู่ในที่เดียวกัน เวลาเดียวกันได่อย่างเหมาะเจาะ

เสี้ยววินาทีนั้นความรู้สึกปวดร้าวเหมือนสมองในกระโหลกของเขากำลังจะแจกออกเป็นเสี่ยงๆก็โจมตีเข้ามาในหัวของเขาอย่างกระทันหันจนเจ้าตัวเบลอครางออกมาด้วยความทรมาน ม่านตาของเรวุสพร่าเบลอจนโฟกัสอะไรไม่ได้สักอย่างพร้อมกับภาพเลอะเลือนที่ยากจะจับจับใจความหรือหาต้นสายปลายเหตุก็พรั่งพรูเข้าในหัวของเขา

เสียงหัวเราะใสๆของใครสักคนสะท้อนในหูเขา…ภาพของฝ่ามือที่ยื่นมาตรงหน้ากับดวงตาสีฟ้าใสกระจ่างคู่นั้น

เรวุสคำรามออกมาพร้อมกับยกมือขึ้นกดขมับของตนเองบริเวณที่เจ็บร้าวเหมือนโดนของแข็งๆทุบลงไปซ้ำๆและนั่นมาพอจะทำให้คนขับที่นั่งมาด้วยต้องหันมาสนใจ โลกิหันมามองเขาแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วงว่าต้องการให้เขาหยุดรถหรือไม่

“ไม่เป็นไร ฉันยังโอเค ขับต่อไปเถอะโลกิ” เด็กหนุ่มผมทองผู้นั่งอยู่หลังพวงมาลัยทำสีหน้าลังเลเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้หยุดรถและยังคงขับต่อไปตามคำสั่งของอีกฝ่าย รถคันงามสีเงินยังคงแล่นฉวัดเฉวียนไปตามท้องถนนยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงสีและผู้คน ร่างสูงเพรียวผ่อนลมหายใจของตนเองลงพร้อมกับหลับตาลงแล้วเอนหลังตนเองลงกับเบาะหนังสีครีมสะอาดตา

บางทีมันอาจเป็นผลกระทบมาจากความเสียหายที่เขาได้รับระหว่างการปฏิบัติภารกิจคืนนี้…แบบนี้เขาคงจะหนีไม่พ้นจะต้องไปเจอหน้าคนที่ไม่อยากเจอเสียแล้ว เพราะหมอนั่นคือคนที่รู้จักร่างกายนี่ดีที่สุดและสามารถซ่อมแซมมันให้กลับคืนสภาพเดิม

.

.

.

“ยินดีต้อนรับกลับสู่โลกอีกครั้งเด็กน้อย”

นั้นคือประโยคแรกที่ได้ยินและสามารถจดจำได้แม่นยำหลังจากผมได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าตัวเองนอนหลับไปนานแค่ไหน เมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งเขาก็อยู่ในร่างของหุ่นยนต์เรียบร้อยแล้ว

คนคนนั้น…ด็อกเตอร์อิซูเนียบอกเขาว่าไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังเป็นคงมนุษย์ถึงแม้ร่างกายตอนนี้จะกลับกลายเป็นเครื่องจักรกลที่ห่อหุ้มด้วยสารสังเคราะห์ที่ให้สัมผัสเรียบลื่นเหมือนผิวกายคนทั่วไป เขาพิเศษกว่าหุ่นอื่นๆ เขาไม่ถูกนับเป็นจักรกลที่เพราะภายในศีรษะนี้บรรจุสมองของมนุษย์ซึ่งถือเป็นสติปัญญาและมีจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์เอาไว้

แต่เขาไม่มีอดีต…จำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ทั้งชีวิตของตัวเองก่อนหน้านี้ หน้าที่การงาน ครอบครัว เพื่อนสนิท คนรัก เรวุสเฝ้าถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า พยายามจะสืบส่องกลับเข้าไปสมองตนเองมองหาบางสิ่งบางอย่างที่าจะยังพอหลงเหลือช่วยบ่งบอกบอกตัวตนในอดีตของตนเอง

แต่ทุกอย่างคือความว่างเปล่า…เป็นความเวิ้งว้างสีดำมืด

เหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลกที่แสนกว้างใหญ่ใบนี้ ไม่มีใครที่เป็นเหมือนเขา ไม่มีใครที่สามารถเข้าใจความเปล่าเปลี่ยวนี้ได้

ทุกครั้งที่เขาได้ทิ้งตัวผ่านความเวิ้งว้างของอากาศ ตัวตนแสนเปล่าเปลี่ยวของเขาเหมือนกำลังโบยบินหลุดพ้นไปจากข้อผูกมัดที่มีอยู่บนโลกใบนี้ แต่เมื่อใดที่เท้าของเขากลับมาแตะบนพื้นอีกครั้ง หน้าที่ที่ถูกบันทึกใส่เป็นโปรแกรมเอาไว้ในหัวสมองก็เริ่มทำงานของมันทันที นั้นคือสาเหตุว่าทำไมเขาถึงชอบกระโจนเข้าหาความตายและความว่างเปล่า!

ปัญญาประดิษฐ์แบบเขามันไม่ต่างอะไรจากตุ๊กตาที่ว่างเปล่า เพียงแต่เพราะพวกนักวิจัยเอาสมองของพวกมนุษย์มาใส่เข้าไปหุ่นที่ไร้จิตวิญญาณแบบนี้ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้พวกเขากลายเป็นมนุษย์ขึ้นมาได้

คนทุกคนบนโลกนี้มีสายสัมพันธ์บางอย่างที่เชื่อมโยงพวกเขาเอาไว้กับบางสิ่งหรือบางคน ซึ่งสายสัมพันธ์รูปแบบนี้…เป็นสิ่งเขาไม่มี!!

.

.

.

เสียงเครื่องจักรกลที่กำลังซ่อมแซมร่างกายที่ได้รับความเสียหายของเขาดังอย่างต่อเนื่อง หุ่นยนต์ขนาดจิ๋วหลายตัวกำลังสาละวนอยู่กับการต่อเติม เชื่อมประสาน ร่างกายของเขาที่ฉีกขาดออก เรวุสทำได้แค่เพียงนอนเหม่อมองไฟบนเพดานเงียบๆปล่อยให้พวกมันทำงานตามหน้าที่ของมันไป

“เอาเป็นว่างานคืนนี้ของผมเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้วนะครับด็อกเตอร์” เสียงโลกิดังลอยมาตามลม เขาน่าจะยืนห่างออกไปจากเตียงเรวุสกำลังนอนซ่อมแซมอยู่ไม่ไกลฟังเอาจากระดับความก้องของเสียง

“อา ขอบใจมากนะโลกิ วันนี้นายก็กลับไปพักผ่อนได้แล้ว”

“เยสสส งั้นผมไปละนะ คืนนี้นัดสาวเดทไว้ไม่อยากให้แม่คนสวยต้องรอนาน” สุ้มเสียงของเด็กหนุ่มผมทองเจ้าของฉายาเจ้าพ่อไอทีของบริษัทกราเลียแทบจะปิดบังความลิงโลดเอาไว้ไม่อยู่ เดาได้ว่าตอนนี้หน้าของคนพูดคงกำลังยักคิ้วหลิ่วตายิ้มบานแฉ่งไม่แพ้ดอกไม้ยามเช้าที่ได้รับไออุ่นจากพระอาทิตย์กันเลยทีเดียว

เรวุสได้ยินเสียงทุ้มนุ่มนวลหัวเราะพร้อมกับกระแอมไอเบาๆอย่างไว้ชั้นเชิงก่อนที่อีกฝ่ายจะเอ่ยปรามออกมา “เอาเป็นว่าอย่ามัวแต่กกแม่สาวของนายจนลืมตื่นไปร่วมเทรนนิ่งกับฝั่งกำลังภาคสนามวันพรุ่งนี้ก็แล้วกันนะโลกิ”

“คร้าบ คร้าบบบบ ทราบแล้ว” 

อาร์ดีนโคลงหัวอย่างอ่อนอ่อนใจกับเสียงตอบรับแบบไร้ความใส่ใจของเด็กหนุ่มที่นั่งแว่วๆมาจากไกลๆ เมื่อแผ่นหลังของหนุ่มไอทีหายลับไปแล้วด็อกเตอร์หนุ่มจึงค่อยๆสืบเท้าขยับเข้าไปหาร่างขาวที่กำลังนอนทอดกายอยู่เหนือเตียงยาวปล่อยให้หุ่นยนต์ในความดูแลของเขาจัดการทุกอย่างไปโดยไม่ปริปากบ่นใดๆ

“อีกแปบเดียวก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว” มือหนาเอื้อมไปลูบกลุ่มเส้นไหมสีทองขาวซีดพลางแกล้งม้วนเกี่ยวปลายผมเหยียดตรงนั้นเล่นเบามือ

“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร” ดวงตาสองสีของคนที่นอนนิ่งอยู่เหลือบมามองคนพูดเพียงแวยเดียวก่อนจะเบนกลับไปแหงนมองหลอดไฟที่ส่องสว่างอยู่เหนือศีรษะตัวเองราวกับจะบอกว่าตนเองนั้นไม่ได้สนใจว่าการซ่อมแซมนั้นจะต้องกินเวลานานแค่ไหน

ชายผมม่วงอมแดงเหยียดยิ้มออกมานิดหน่อยก่อนจะผลเดินไปหยิบแผงรายงานอิเล็คโทรนิคขึ้นมากดเลื่อนดูข้อมูลต่างๆ “แล้วช่วงนี้ร่างกายเป็นยังไงบ้างหืม?” 

“ก็ปรกติดี แต่เหมือนโปรแกรมที่คุณลงไว้ให้น่าจะรวน” เรียวเข้มบนใบหน้ากร้านประดับหนวดเคราเลิกขึ้นสูงนิดหน่อยกับคำตอบนั้น

“รวนแบบไหนหรือ?”

“ผมเห็นภาพซ้อน…ภาพบางอย่างมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นแต่ผมกลับเห็นมัน” เรวุสกระพริบตาน้อยๆพลางอธิบายอย่างใจเย็น “มันเพิ่งเกิดก่อนเรามาที่ศูนย์นี้เอง ผมคาดว่ามันเป็นเพราะระบบกระทบกระเทือนจากบาดแผลที่แขนนี้”

อาร์ดีนมุ่นหัวคิ้วอย่างครุ่นคิด อันที่จริงความเสียหายจากแผลในค่ำคืนนี้ไม่ได้รุนแรงจนเป็นอันตรายต่อระบบส่วนกลางของเรวุส ดวงตาสีอำพันกวาดมองรายละเอียดอย่างว่องไวพลางขยับปลายนิ้วสากสไลด์เลื่อนเพื่ออ่านข้อมูลในมือที่ได้มาจากการเชื่อมต่อออกมาจากตัวเรวุสอย่างถี่ถ้วน

“คุณดูกังวล?” เสียงเรียกด้านหลังทำให้กายสูงสะดุ้เบาๆทว่าเขาสามารถกลบเกลื่อนเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน

“ไม่มีอะไรน่ากังวลที่รัก” รอยยิ้มแย้มละไมถูกวาดขึ้นบนใบหน้ากร้านยามที่ด็อกเตอร์หนุ่มหมุนกายกลับไปตอบคำถาม “มีความผิดปรกติในตัวโค้ด แต่ฉัรฝนสามารถจัดการลบส่วนที่บกพร่องแล้วลงให้ใหม่ได้”

“ว่าแต่เด็กน้อย…แต่ได้ใช้ยาที่ฉันให้ไปตรงตามเวลาหรือเปล่า?”

“ส่วนมากก็ตรง..แต่มีลืมใช้ไปสองครั้ง” คนตอบทำเสียงอ้อมแอ้มเบาๆราวกับเด็กๆที่ถูกแม่จับได้ว่าทำความผิด

“หนุ่มน้อย เธอไม่ควรลืมสิ่งสำคัญแบบนี้รู้ไหม” เสียงทุ้มนุ่มนวลบ่นหึ่งๆขี้นมา “ยานั้นจะช่วยให้การเชื่อมต่อระหว่างสมองกับตัวของเธอสมบูรณ์ยิ่งขึ้น”

ใบหน้าขาวที่ล้อมกรอบด้วยเส้นไหมเงินละเอียดเอียงมองมานังคนที่กำลังอ้าปากบ่นด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ “ไม่ได้ตั้งใจจะลืมสักหน่อย…แต่ว่ามันคือสาเหตุของอาการของผมหรือ?”

“ก็ยังไม่ยืนยันหรอกว่าใช่หรือเปล่า แต่ฉันเห็นโค้ดบางอย่างในโปรแกรมของเธอทำงานผิดปรกตินั่นอาจส่งผลต่อระบบความทรงจำและสมองของเธอได้” ชายวัยกลางตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้พลางยกไหล่ขึ้นน้อยๆราวกับจะบอกอีกฝ่ายว่าอะไรๆก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

“เธออยากให้ฉันจัดการแก้ไขโค้ดของเธอตอนนี้เลยไหมละหนุ่มน้อย?”

“งั้นคุณก็จัดการต่อได้เลย” น้ำเสียงนิ่งราบเรียบราวกับไม่ใส่ใจดังขึ้นมาจากร่างขาวที่นอนอยู่กลางห้อง

ตาคมสีอำพันเหลือบไปมองคนพูดน้อยๆก่อนจะกรีดยิ้มบางๆขึ้นที่มุมปาก “เธอจะอนุญาตให้ฉันลบและแก้ไขข้อมูลในตัวของเธอหรือผู้การ?”

“ผมผู้การเรวุส ยินยอมให้คุณทำการดัดแปลงและแก้ไขข้อมูลภายในตัวผมได้”

ริมฝีปากหยักยิ้มอย่างอ่อนใจก่อนเสียงทุ้มจะเปรยออกมา “เธอนี่มีเรื่องทำให้ฉันประหลาดใจได้ตลอดเวลาเลยนะหนุ่มน้อย”

ตอนนี้ขั้นตอนการซ่อมแซมภายนอกเสร็จสมบูรณ์ดีแล้ว เจ้าหุ่นยนต์ตัวจ้อยที่ทำงานของมันจนเรียบร้อยต่างเคลื่อนตัวออกห่างจากเตียงที่เรวุสกำลังทอดร่างอยู่แล้วพากันหลบเร้นตัวเองออกไปจากห้องอย่างว่องไว ด็อกเตอร์หนุ่มผมม่วงอมแดงในชุดกราวน์สีขาวคลี่ยิ้มบางๆราวกับปลอบใจคนที่เหลือบมามองทั้งที่จริงๆไม่มีความจำเป็นใดๆเลยด้วยซ้ำ ปลายนิ้วพรมลงเหนือแป้นป้อนคำสั่งในการลบโปรแกรมที่เขามองว่ามีปัญหาทิ้งแล้ว ม่านตาสองสีของร่างขาวเพรียวสมส่วนที่กำลังเหยียดยาวบนแท่นรอรับการซ่อมแซมวาวแสงขึ้นระหว่างที่คำสั่งกำลังไหลป้อนเข้าสู่ระบบกลางในตัวผ่านทางสายเคเบิลสีดำยาวที่เสียบติดบริเวณท้ายทอยไว้แน่นหนา

“ไม่ต้องห่วงเด็กน้อย ผ่อนคลายไว้แล้วทุกอย่างจะโอเค” โทนเสียงแหบแต่ยังคงนุ่มนวลไม่ต่างจากวันแรกที่เขาได้ยินคนคนนี้พูดตอนนั้น ปลายนิ้วสากเอื้อมไปกดปุ่มอีกปุ่มให้ทำงาน ไซลิงค์กระบอกใหญ่ดีดตัวเองออกมาจากที่เก็บก่อนที่แรงดันจะบีบให้ของเหลวข้นสีเหลืองทองที่ไหลเวียนอยู่ภายในฉีดลงในสายที่เชื่อมต่อกับท้ายทอยของเรวุส

ทั่วทั้งร่างเรวุสรู้สบายอย่างน่าประหลาด ดวงตาทั้งสองข้างหลบลงใต้เปลือกตาาน้ำนม ร่างโปร่งปล่อยความรู้สึกของตนเองให้ไหลไปตามกระแสของระบบที่วิ่งไป สมองเขาปลอดโปร่งมากขึ้นจนทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะพลั้งปากเล่าสิ่งที่เขาได้พบเจอมาตอนที่เดินทางกลับมาที่ศูนย์ “ตอนพวกเรานั่งรถกลับมาผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง…เธอจูงลูกสาวเดินไปด้วยกัน” 

“ฟังดูน่ารักดีนี่ ฉันไม่ยักรู้ว่าเธอจะสนใจอะไรละเอียดอ่อนแบบนี้ด้วยนะ” 

“ตอนที่ผมเห็นเธอจับมือเด็กคนนั้นมันทำให้ผมคิด…” 

“เธอคิดอะไรอย่างนั้นหรือเด็กน้อย?” ชายวัยกลางคนกดเสียงต่ำถามพลางค่อยๆสืบเท้าย่างสามขุมเข้าไปยังเตียงเหล็กกว้างที้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางของห้องนี้ สายตาสีอำพันจับจ้องร่างขาวนวลที่ยังคงนอนนิ่งหลับตาไม่รับรู้ถึงสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงของคนที่ถามตนเอง

เรวุสยังคงไม่ตอบ จวบจนเสียงส้นรองเท้าหนังมันวาวกระทบกับพื้นเป็นจังหวะหยุดลงเมื่อร่างสูงใหญ่ใต้ชุดกราวน์สีขาวสว่างไสวหยุดลงด้านข้างเตียง เปลือกตาเคยปิดบังดวงตาเรียวเอาไว้จึงค่อยๆลืมขึ้น ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกาของหุ่นจักรกลที่นอนนิ่งผินกลับมาจนม่านตาสองสีไม่เข้าคู่กันนั้นสบประสานเข้ากับนัยน์ตาสีทองของชายหนุ่มวัยกลางคน

“มันทำให้ผมสงสัยว่าร่างกายของมนุษย์ที่แท้จริงเป็นยังไง” แววตาใสซื่อที่จ้องมองกลับมานั้นไม่มีสิ่งใดแอบแฝงทั้งสิ้น…มันเต็มไปด้วยความสงสัยปนอ้างว้าง

“ทำไมถึงสงสัยอะไรแบบนั้นเล่าเรวุส?” อาร์ดีนก้มหน้าลงถามหุ่นจักรกลในความดูแลของตนเองเสียงเรียบ มือหนาเอื้อมลงไปลูบไล้กลุ่มไหมสีทองซีดที่แผ่กระจายอยู่บนเตียงเหล็กสีดำแข็งกระด้าง

“เพราะผมไม่ใช่มนุษย์…ผมแตกต่างจากพวกเขา ถึงจะดูเหมือนมากแค่ไหน แต่…ผมก็ยังไม่ใช่อยู่ดี”

ฝ่ามือเรียวที่แสนเย็นชืดยกขึ้นมาจับฝ่ามือสากที่กำลังหยอกล้อเส้นผมของตนเองก่อนที่หุ่นยนต์ที่กำลังนอนราบอยู่จะออกแรงดึงให้มนุษย์ร่างสูงใหญ่โอนเอียงล้มตัวลงมาบนที่ที่ตนเองกำลังนอนเหยียดกายอยู่ เรวุสพลิกสลับร่างของตนเองให้นั่งคร่อมทับด็อกเตอร์หนุ่มเอาไว้

อาร์ดีนยังคงมีสีหน้านิ่งสงบ ไม่ตกใจไม่แตกตื่นใดๆ ดวงตาสีทองคมกริบคู่นั้นจับจ้องขึ้นไปยังร่างกายขาวนวลเปลือยเปล่าที่ออกแรงนั่งทับไว้ไม่ให้ขยับหนีไปไหนได้พร้อมกับที่อีกฝ่ายเริ่มทำการสำรวจร่างกายของเขาอย่างสนใจใคร่รู้

ปลายนิ้วเรียวขยับเข้ามาใกล้ดวงตามากขึ้นเรื่อยๆจนเขาต้องหลับตาลงตามสัญชาตญาณการป้องกันตัวเพื่อปกป้องอันตรายที่อาจทำร้ายตาของเขาได้…มันเป็นกลไลธรรมชาติที่มีในตัวมนุษย์ทุกคน

“ด็อกเตอร์…คุณรู้สึกยังไงตอนที่มือของผมสัมผัสดวงตาของคุณ”

“…รู้สึกเย็น มือของเธอมันเย็นมากเลยรู้ไหมเด็กน้อย!”

ความเย็นวูบวาบสร้างความรู้สึกประหลาดไล่แตะไปตามช่วงหน้าผากที่มีริ้วรอยแห่งวัยปรากฎจางๆจากนั้นมันก็เลื่อนไหลลงมาตามสันดั้งโด่งรั้นแล้ว แก้มกร้านเพราะเจ้าตัวไม่ค่อยใส่ใจในการดูแลผิวพรรณแบบคนอื่นเท่าไร

สัมผัสเรียบลื่นจากปลายนิ้วของเรวุสไล้ไปตามสันกรามชัดเจนที่มีตอหนวดสั้นๆขึ้นประปรายอันเป็นผลมาจากความเกียจคร้านของเขาที่จะตื่นขึ้นมาจัดการมันให้เรียบร้อยในตอนเช้าก่อนมาทำงานแบบผู้ชายคนอื่นๆที่ชอบให้หน้าตัวเองเกลี้ยงเกลา แต่อาร์ดีนมองว่าใบหน้าของเขาที่มีหนวดเคราแซมบ้างแบบนี้ถือเป็นสเน่ห์เฉพาะตัวอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ แถมสาวๆหลายคนที่เข้ามาติดพันกับเขาก็ดูจะชอบมันเป็นพิเศษด้วย

ดวงตาสองสีส่องประกายสนุกสนานและสนอกสนใจกับการสำรวจร่างกายของชายวัยกลางคนที่เขาจัดการกดแนบติดกับเตียงไว้ ปลายนิ้วโป้งของหุ่นจักรกลบดเบียดเข้ากับกลีบปากสีอ่อนของคนมีอยู่เบื้องล่างตนเอง “แล้วถ้าผมสัมผัสบนริมฝีปากของคุณละ คุณรู้สึกยังไง?”

“ก็แปลกๆนิดหน่อยแต่น้ำหนักของเธอบนตัวฉันมันสร้างความลำบากให้ฉันมากกว่านะที่รัก”

เรวุสกำลังลองสัมผัสริมฝีปากจริงๆของมนุษย์ด้วยความใคร่รู้ ความหยุ่นนุ่มที่ปลายนิ้วเรียกให้ภาพของโลกิที่เขาแอบเห็นหลายวันก่อนตอนที่เจ้าตัวเอาริมฝีปากของตนเองไปแนบบนริมฝีปากของสาวน้อยหน้าตาน่ารักคนหนึ่งกวนความสงสัยกลับขึ้นมาอีกครั้ง

“แล้วถ้าผมใช้ริมฝีปากของตัวเองสัมผัสลงไปมันจะแตกต่างกันไหม” เสียงทุ้มของร่างที่นั่งคร่อมทับถามออกมาอย่างซื่อๆ
ทว่าคราวนี้เสียงทุ้มกลับหัวเราะเบาๆในลำคอตอบกลับคำถามนั้น “ทำแบบนั้นมันอันตรายต่อตัวเธอเองมากนะเด็กน้อย”

หุ่นยนต์ที่เต็มไปด้วยความสงสัยจ้องมองใบหน้ากร้านของมนุษย์อย่างชั่งใจก่อนที่ดวงหน้าขาวจะโน้มลงไป ริมฝีปากสีอ่อนซีดให้ความรู้สึกเย็นเยียบแตกต่างจากริมฝีปากของมนุษย์ทั่วไปแนบลงบนกลีบปากของอาร์ดีนแล้วแช่เอาไว้นิ่งนาน เขาทำตามแบบอย่างที่เขาเห็นโลกิทำกับหญิงสาวคนนั้น ม่านตาสองสีจ้องลึกเข้าไปในอำพันคู่คมอย่างไม่หลบเลี่ยง

ฝ่ามือสากกร้านเอื้อมขึ้นไปปลดขั้วสายเคเบิลสีดำที่ยังคงเชื่อมต่อร่างของเรวุสกับระบบส่วนกลางเอาไว้ออก ร่างขาวผ่องที่คร่อมทับเอาไว้กระตุกเล็กน้อยจากการที่หลุดออกจากการเชื่อมโยงแบบกะทันหัน แต่มันไม่เป็นอันตรายใดๆต่อข้อมูลและโปรแกรมในตัวเขาแต่อย่างใด

อาร์ดีนขยุ้มจับลำคอขาวเพรียวนั้นด้วยท่าทางไม่ต่างจากเวลาคนกำลังจับแมวน้อยที่กำลังซุกซนสำรวจไปมาบนตัวของเขาพลางออกแรงดึงใบหน้าของหุ่นยนต์ที่แนบริมฝีปากลงมาอย่างไร้ศิลปะและปราศจากความรู้สึกสเน่หาอย่างสิ้นเชิงออกห่าง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของมนุษย์จะพลิกกายกลับขึ้นมาคร่อมทับร่างกายโปร่งเพรียวสมส่วน ช่วงแขนแข็งแรงแทรกเข้าไปตรงกลางของร่างที่เล็กกว่าใช้เข่าของตนเองกดร่างเรวุสเอาไว้จากตรงช่วงท้องน้อย

“อยากรู้ไหมละเด็กน้อยว่าเวลามนุษย์สัมผัสกันมันเป็นยังไง?”

รอยยิ้มแสนกลคลี่ประดับเหนือริมฝีปากหยักเข้ารูป ด็อกเตอร์หนุ่มผมสีไวน์แดงแกล้งวางนิ้วของตนเองลงบนหน้าท้องของอีกฝ่ายก่อนจะจงใจลากไล้ไปตามลอนกล้ามบางๆบนผิวกายขาวเรียบลื่นนั้น

“เธอยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้อีกแยะเด็กน้อย…อย่างแรกเลยคือ อย่าไว้ใจอยู่ตามลำพังกับหมาป่าที่หิวกระหาย”

ดวงตาสองสีที่จ้องมองเขาอย่างไม่วางตาด้วยแววตากึ่งตื่นเต้นกึ่งประหลาดใจแบบนั้นช่างดูปลุกเร้าอารมณ์ดิบเถื่อนบางอย่างในตัวชายผมแดงให้มันออกมาโลดแล่นได้เป็นอย่างดี

“…และอย่างที่สองคือ อย่าให้หมาป่าเป็นคนสอนบทเรียนกับเธอนะเด็กน้อย!!”

.

.

.

[Short Fiction] Touken Ranbu Online – คืนร่ำสุราใต้แสงจันทร์

(เป็นฟิคที่แต่งและเคยลงไว้ใน Exteen ค่ะ คนแต่งต้องการสำรองข้อมูลไว้ที่นี่ด้วยเนื่องจากไฟล์ต้นฉบับส่วนมากของเราหายไปตอนคอมติดไวรัสค่ะ)

Title: คืนร่ำสุราใต้แสงจันทร์

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Touken Ranbu Online (刀剣乱舞)

Pairing: Ishikirimaru x Nikkari Aoe

Rating: NC

Comment: การแจวเรือนั้นไซร้ต้องอาศัยความไร้สติสตางค์เป็นหลักนะคะ กรุณาใช้จักรยานในการอ่านฟิคนี้ คำแนะนำคือให้ซดวอดก้าสัดขวดตามด้วยเบียร์อีกสักโหลแล้วฟิคจะสนุกขึ้นล้านเท่า ขอบอกอีกครั้งบอกหมอเป็นพวกซ่อนรูปและหมอแอบร้ายกาจ

.

.

.

.

 

“ทำไมข้าถึงเป็นดาบศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้นะ” 

“เรื่องวิญญาณก็มีส่วน แต่เหตุหลักคือเพราะการคร่าชีวิตเด็กเล็ก” 

“เป็นเพราะเรื่องนั้นจริงๆด้วย” 

“ก็นะ แต่ถ้าผ่านไปหลายร้อยปีแล้วอาจจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็เป็นได้

วันนั้นเป็นครั้งแรกที่เขาได้คุยกับอิชิกิริมารุ เจ้าของนามดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพการรักษาตอนที่ออกไปสำรวจเส้นทางด้วยกัน เพราะได้ยินเสียงเล่าลือมาจากพวกเด็กๆทันโทว่าดาบที่ท่านเจ้าบ้านได้มาใหม่นั้นเป็นดาบที่ถูกถวายสักการะและมีชีวิตอยู่แต่ในศาลเจ้ามาตลอดยิ่งทำให้สนใจใคร่อยากรู้ว่าจะเป็นคนเช่นไร

การได้เจอตัวจริงก็ไม่แตกต่างจากที่คาดคิดเอาไว้นัก อีกฝ่ายเป็นคนสุภาพเรียบร้อยสมกับที่อาศัยอยู่ในเขตศาลเจ้าจริงๆ อิชิกิริมารุไม่ช่างเจรจาเฉกเช่นจิโร่ทาจิแต่ก็ไม่ใช่คนพูดน้อยแบบโอคุริคาระ ใบหน้าหล่อเหลานั้นมีรอยยิ้มเรียบๆประดับอยู่เสมอไม่เคยขาด เจ้าตัวแลดูเป็นคนใจดีและเป็นมิตรกับทุกคนในฮงมารุโดยเฉพาะกับพวกเด็กๆทันโทที่ชอบเข้าไปชวนคุยชวนเล่นด้วยกัน แถมยังเชี่ยวชาญการรักษาจนท่านซานิวะยังแอบเรียกขานด้วยชื่อเล่นว่าท่านหมอ

แม้จะได้ได้เห็นหน้าค่าตากันมาตลอดแต่ไม่เคยสบโอกาสได้แนะนำตัวกันอย่างเป็นทางการหรือพูดคุยกันเลยสักครั้ง ทุกครั้งที่เดินสวนทางเจ้าตัวก็มักจะแย้มรอยยิ้มอบอุ่นส่งให้ก่อนแยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจของตนเอง การได้ร่วมทัพออกไปต่อสู้ด้วยกันในวันนั้นจึงถือเป็นเป็นการทำความรู้จักกันเป็นครั้งแรก

=====

วงน้ำชายามบ่ายวันนี้ที่มีเพียงเขา อิชิกิริมารุและท่านซานิวะ เนื่องจากสึคุโมะคามิตนอื่นๆถูกส่งออกไปสำรวจเพื่อตามหาดาบโคคิทสึเนะมารุ อีกสองกลุ่มใหญ่ก็ออกไปสำรวจหาทรัพยากรมาสำรองไว้ในฮงมารุ กลุ่มที่เหลือถ้าไม่ได้รับมอบหมายให้ออกไปดูแลม้ากับทำไร่ทำสวนก็จะปลีกวิเวกไปพักผ่อนตามห้องของตัวเอง

“นี่ ท่านอิชิกิริมารุทานขนมนี่หน่อยสิ เดี๋ยวข้าป้อนให้เลยนะ” นิคคาริหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนานยามที่ยื่นซากุระโมจิที่ได้เพิ่งได้รับมาจากมิทสึทาดะมาจากในครัวไปไว้ตรงหน้าโอดาจิหนุ่มเจ้าของชื่อ

ซานิวะหญิงที่นั่งร่วมอยู่ด้วยก็พลอยหัวเราะร่วนชอบใจยามที่ได้เห็นสีหน้าลำบากใจของอิชิกิริมารุ “เอาน่าท่านหมอนิคคาริซังอุตส่าห์จะป้อนให้เลยนะคะ”

หลังจากได้ทำความรู้จักกันในวันนั้นเรียบร้อยแล้ว กิจวัตรประจำวันของเขาก็คือการหาเรื่องแกล้งดาบใหญ่เล่มนี้ นิคคาริรู้สึกหมั่นไส้กับท่าทางสงบนิ่งและคำตอบแบบเรียบเรื่อยเช่นนั้นของอีกฝ่ายเสียเหลือเกิน แน่นอนคนที่ได้รับการยกย่องให้เป็นดาบแห่งเทพการรักษาจะพูดอะไรก็ย่อมได้ทั้งสิ้น ในขณะที่เขานั้นเคยเกือบจะได้สิทธิ์นั้นเช่นเดียวกันแต่เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นทุกอย่างเลยพลิกผันไป เขากลายเป็นดาบที่มีนามเรียกขานถึงความน่าหวาดหวั่นน่ากลัว ไม่มีใครมานิยมชมชอบผิดกับอิชิกิริมารุที่กลายเป็นดาบเทพมีแต่คนมายกย่องบูชา

งานแกล้งอิชิกิริมารุนั้นกลายเป็นเรื่องจริงจังมากเสียจนเขาต้องไปนั่งปรึกษาหารือกับท่านทสึรุมารุคุนิกางะ จอมป่วนชาวบ้านชาวช่องแห่งฮงมารุกันเลยทีเดียว นิคคาริแอบยอมรับกับตัวเองในใจลึกๆว่านึกสนุกเสียเหลือเกินที่ได้เห็นสีหน้าแปลกแตกต่างไปจากปรกติของอิชิกิริมารุ ยามที่เจ้าตัวทำหน้าลำบากใจหรือไม่พึงพอใจอะไรสักอย่างแต่จนแล้วจนรอดเข้าก็ยังไม่เคยเห็นอิชิกิริมารุจะโกรธเขาอย่างจริงจังสักที อย่างมากที่สุดก็เพียงแค่ตำหนิเล็กน้อยเลยว่าสิ่งใดสมควรไม่สมควรราวกับเป็นคุณแม่ที่กำลังสั่งสอนเด็กน้อยเลยชักจะได้ใจขึ้นมาเรื่อยๆ

“อา แม้แต่ท่านหญิงก็พลอยเห็นดีเห็นงามเช่นนี้ด้วยหรือขอรับ” อิชิกิริมารุที่นั่งเก็บปลายเท้าเรียบร้อยประคองถ้วยชาร้อนในมือขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาคู่เรียวสีฟ้าเข้มคู่นั้นเหลือบมองใบหน้ายิ้มแย้มของนิคคาริก่อนจะหันมองมองหญิงสาวคนเดียวของเรือนที่กำลังนั่งหัวเราะสนุกสนาน

“แหมๆท่านหมอก็แค่ขนมชิ้นเดียวเองนะคะ อย่าคิดมาก”

“นั้นสิครับไม่ต้องเกรงใจ มาผมป้อนให้นะครับ” อิชิกิริมารุถอนหายใจน้อยๆก่อนจะพนักหน้าด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายผิดกับใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องของนิคคาริ

มือเรียวที่ยื่นขมนให้โอดาจิหนุ่มถูกคว้าไปในเสี้ยววินาทีถัดไปโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก่อนที่อิชิกิริมารุจะอ้าปากรับซากุระโมจิกลิ่นหอมหวานนั้นเข้าไปในปาก ปลายลิ้นของคนถูกป้อนพันเกี่ยวเข้านิ้วเรียวกวาดเก็บเศษแป้งของขนมที่ติดบนมือของเขาเกลี้ยง แม้อิชิกิริมารุจะปล่อยมือของเขากลับไปนั่งเคี้ยวขนมหงุบหงับตามเดิม นิคคาริก็ยังคงนั่งหน้าแดงซ่านใจเต้นแรงกับการกระทำที่ไม่คาดคิดเช่นนั้นของอีกฝ่ายท่ามกลางใบหน้าเหวอเหรอหราของท่านซานิวะ

“อา ฮะฮ่าๆ วันนี้ช่างสงบสุขเสียจริงๆนะ” นายหญิงเจ้าเรือนฮงมารุหัวเราะออกมาหลังจากหุบปากที่อ้าค้างลงมาได้

“อืม นั้นสินะครับ หวังว่าวันนี้พวกนั้นจะพบดาบโคคิทสึเนะมารุนะครับ” ได้ทีก็รีบเปลี่ยนเรื่องหาบทสนทนาอื่นๆขึ้นมาขัดพลางพยายามปลอบใจตัวเองที่กำลังเต้นระรัวเร็วเหมือนมีคนมาตีกลองศึกใบใหญ่อยู่กลางช่วงอก

“ข้าก็หวังแบบนั้นละ ข้าจะได้เอาโคคิสทึเนะมารุมาล่อมิคาสึกิให้มาหาพวกเราเร็วๆไง”

“แต่ข้าว่าคงยากนะครับ ฮ่าฮ่า”

“นี่อาโอเอะซัง…ข้าชอบเจ้านะ”

จู่ๆคนที่นั่งเงียบไปสักพักก็พูดโพล่งขัดออกมาแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ ประโยคสั้นๆที่หลุดออกมาจากปากของอิชิกิริมารุกลางวงน้ำชาเอาเขาเผลอปล่อยทำซากุระโมจิในมือที่ตั้งท่าจะกินหล่นกลิ้งไปกับพื้นอย่างน่าเสียดาย ในขณะที่หญิงสาวคนเดียวในวงเกือบพ่นน้ำชาออกมาจากปากโดยไม่มีท่าทางของกุลสตรีแม้แต่น้อย

“อะ… ฮะฮ่าๆ นี่ล้อกันเล่นใช่ไหมครับเนี่ย” เขาพยายามแก้เกมแกล้งทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน โดยมีเสียงไอค่อกแค่กสำลักน้ำชาของท่านซานิวะดังประกอบ

“ข้าไม่ได้ล้อเล่น” เจ้าตัวยังคงยืนยันหนักแน่นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ถ้าข้าจำไม่ผิดนี่ไม่ใช่วันโกหกของพวกมนุษย์นะครับท่านอิชิกิริมารุ”

“เพราะข้าไม่ได้โกหกไงขอรับ”

“ตะ..แต่มาพูดตอนนี้มันก็ไม่เหมาะสมนะครับ” นิคคาริปฏิเสธรัวเร็วจนลิ้นแทบจะพันกัน

อิชิกิริมารุทำหน้างุนงงประหลาดกับคำพูดของเขาก่อนจะหันไปมองเห็นสีหน้าตกใจของท่านซานิวะหญิง โอดาจิหนุ่มถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆพร้อมกับแย้มรอยยิ้มละไมราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร

“โอยะ ข้าคงอยู่แต่ในศาลเจ้านานเกินไปเลยไม่ค่อยรู้วิธีการของคนอื่นๆทั่วไปสินะขอรับ”

=====

คืนนี้ท่านซานิวะได้สาเกรสเลิศมาจากร้านเหล้าในเมือง นางบอกแค่ว่าเจ้าของร้านฝากมาให้อิชิกิริมารุเพราะลูกชายของเขาหายจากอาการเจ็บป่วยหนักได้หลังจากมีโอกาสได้เข้าไปสักการะเทพแห่งการรักษามาเมื่อเดือนที่แล้ว แน่นอนว่าการมาถึงสุรารสดีเช่นนี้ไม่รอดพ้นการรู้เห็นจากจิโร่ทาจิ โอดาจิแสนสวยที่ใครๆต่างพากันมองเจ้าตัวเป็นพี่สาวคนโตไปหมดแล้ว หากแต่คำสั่งของนายหญิงแห่งฮงมารุถือเป็นเด็ดขาดทำเอาจิโร่ทาจิได้แต่ยืนกระทืบเท้างอแงไม่พอใจที่ตัวเองอดลิ้มรสสาเกชั้นหนึ่งไหนี้ก่อนที่เจ้าตัวจะโดนทาโร่ทาจิผู้เป็นพี่ชายลากตัวกลับไปห้องพัก

นิคคาริโอบอุ้มไหสุราชั้นเลิศที่ได้รับมาจากหญิงสาวเพียงคนเดียวในบ้าน สายตาสองสีมองสอดส่ายหาคนที่ไม่อยู่ร่วมเล่นสนุกกับคนอื่นๆในห้องทานอาหารคืนนี้จนได้มาพบว่าอิชิกิริมารุกำลังนั่งพักผ่อนชมดาวชมเดือนอยู่ตรงชานเรือนริมสวนสวย

“อยู่ตรงนี้เองท่านอิชิกิริมารุ” เสียงเรียกของเขาดึงอัญมณีสีฟ้าคู่เรียวที่กำลังเหม่อมองดวงดาราสีเงินที่พร่างพรายประดับบนผืนนภาสีมืดให้กลับลงมาได้

อิชิกิริมารุแย้มรอยยิ้มอ่อนโยน “มีอะไรอย่างนั้นหรือขอรับอาโอเอะซัง”

“นายท่านฝากเจ้านี่มาให้นะครับ” นิคคาริว่าพูดพร้อมยกไหสุราในมือชูให้ดู

“อา ขอบใจมาก ลำบากเจ้าแท้ๆเชียวอาโอเอะซัง”

“งั้นข้ากลับเข้าไปในเรือนแล้ว” ร่างแบบบางในชุดเครื่องแบบสีนำเงินเข้มหันหลังกลับตั้งท่าจะเดินกลับเข้าด้านในหากไม่มีเสียงนุ่มเอ่ยเรียกจากคนที่ยังนั่งอยู่

“จะไม่ดื่มด้วยกันหรือขอรับอาโอเอะซัง”

จอกเหล้าสีแดงสองจอกถูกเติมเต็มด้วยของเหลวสีใสกลิ่นหอมชวนให้ลิ้มลอง  เงาของดวงจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้าสะท้อนอยู่บนน้ำใสนั้น

“ดาบศักดิ์สิทธิ์กับดาบปีศาจมานั่งร่ำสุราใต้แสงจันทร์แบบนี้ประหลาดดีแท้นะครับ” นิคคาริว่าเช่นนั้นก่อนจะคว้าจอกสุราสีใสแล้วทรุดตัวนั่งลงบนชายเรือนข้างๆร่างสูง

“ฮะฮ่าๆ นั้นสินะ” โอดาจิหนุ่มหัวเราะตอบรับอย่างอารมณ์ดีก่อนจะยกจอกสีแดงสดในมือขึ้นดิ่ม

การมีเครื่องดื่มมึนเมามาเป็นตัวช่วยเช่นนี้ทำให้ทั้งเขาและอีกฝ่ายแลดูผ่อนคลายจากยามปรกติลงมาก ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานตั้งแต่เรื่องนายหญิงของฮงมารุที่ชอบทำเรื่องแปลกประหลาด สึคุโมะคามิเล่มอื่น การต่อสู้ และเรื่องสัพเพเหระทั่วไป ทั้งสองพูดคุยกับอย่างเพลิดเพลินพลัยสายตาของเขาก็เห็นว่าจอกเหล้าในมือของโอดาจิร่างใหญ่นั้นว่างเปล่าแล้ว

“มัวแต่คุยกันเพลิน ให้ข้ารินเหล้าใหม่นะครับท่านอิชิกิริมารุ?”

“ไม่เป็นไรข้ารินเองได้”

อิชิกิริมารุปฏิเสธเสียงนุ่มนวลก่อนจะเอื้อมมือมายกไหสุราเตรียมจะนำไปรินเอง เมื่อเห็นเช่นนั้นนิคคาริจึงแกล้วเอื้อมมือลงไปยกไหสุราเช่นกัน ฝ่ามือเย็นของเขาแตะโดยหลังมือของอิชิกิริมารุอย่างจงใจ โอดาจิหนุ่มนิ่งชะงักลงไปสักพักแล้วค่อยๆขยับเลื่อนฝ่ามือของตัวเองออกไปเงียบๆ

ช่างน่าแปลกยิ่งนัก หลังจากวันนั้นที่อิชิกิรมารุได้ทำการบอกรักกับเขาอย่างอุกอาจต่อหน้าท่านซานิวะไปแล้ว สึคุโมะคามิของโอดาจิเล่มนี้ก็เพียรพยายามหลบเลี่ยงหน้าของเขาตลอดเวลา ทั้งๆที่เป็นคนบอกว่าชอบเขาเองแท้ๆแต่กลับหนีหน้าและเลี่ยงจากอยู่ใกล้ๆกับเขาเสียเช่นนั้น

“ท่านหนีหน้าข้าทำไมหรือครับ”

“ข้าเปล่าหลบหน้าเจ้าสักนิดนะอาโอเอะซัง”

“ไหนท่านบอกว่าชอบข้าไงครับ” นึกสนุกอย่างไรไม่ทราบเขาถึงได้หยิบยกประเด็นวันนั้นขึ้นมาหยอกเย้าคนร่างสูงด้านข้าง “ถ้าชอบข้าจริงๆก็น่าจะแสดงออกให้เห็นชัดเจนหน่อยนะครับ”

อิชิกิริมารุยังคงนั่งนิ่งรับฟังก่อนจะเอ่ยปากถาม “ถ้าเช่นนั้นอยากให้ข้าทำยังไงละขอรับอาโอเอะซัง”

นิคคาริแย้มรอยยิ้มก่อนจะยื่นมือของตัวเองไปตรงหน้าอิชิกิริมารุ “เริ่มแรกเอาแค่ลองจับมือกันก่อนเป็นยังไงครับ”

โอดาจิหนุ่มถอนหายใจน้อยๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มอ่อนโยนให้ มือใหญ่ใต้ชุดคาริงินุยกขึ้นมาค่อยๆสัมผัสเข้ากับมือของวากิซาชิร่างบางช้าๆก่อนจะแทรกเรียวนิ้วประสานเข้ากับนิ้วของเขา ในจังหวะที่เจ้าตัวยังไม่ได้ระมัดระวังดีนิคคาริก็แนบริมฝีปากของตัวเองลงบนแก้มของอิชิกิริมารุอย่างว่องไว

“ฮะฮ่า ตกใจไหมครับท่านอิชิกิริมารุ” วินาทีนั้นเขาแทบเข้าใจความรู้สึกของทสึรุมารุคุนินางะทันทีว่าทำไมถึงได้ชอบกลั่นแกล้งชาวบ้านไปทั่วแบบนั้น

อิชิกิริมารุทำตาโตขึ้นมาเล็กน้อยราวกับประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนที่อัญมณีสีฟ้าเข้มลุ่มลึกคู่นั้นจะหรี่เล็กลง รอยยิ้มใจดีอ่อนโยนยังคงประดับบนใบหน้าของโอดาจิที่ได้สมญานามว่าดาบศักดิ์สิทธิ์ไม่เปลี่ยนแปลงแต่มันกลับทำให้คนมองรู้สึกเย็นวาบขึ้นที่หลังคออย่างบอกไม่ถูก มือใหญ่ใต้ชุดคาริงินุสีเขียวเอื้อมขึ้นมาประคองใบหน้าของเขาอย่างถนุถนอม ปลายนิ้วโป้งของอิชิกิริมารุบดเบียดเข้ากับริมฝีปากล่างของเขาเบาๆ

“อาโอเอะซัง เจ้าลืมไปหรือเปล่า” น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉยเอ่ยขึ้นเบาๆ “ก่อนข้าจะถูกนำมาไว้ที่ศาลเจ้าข้าก็เคยมีชีวิตทางโลกมาก่อนนะ”

“ข้าพยายามอดทนอดกลั้นอยู่ แต่ดูเหมือนอาโอเอะซังนั้นจะไม่เคยระมัดระวังตัวเองเอาเสียเลยนะขอรับ”

=====

ปลายนิ้วเรียวสวยบรรจงกดลากไปตามผิวกายขาวผ่องช่วงไหปลาร้า รังสรรค์ริ้วรอยสีแดงบางๆไปตามทางที่เคลื่อนผ่าน ก่อนที่มือซุกซนจะค่อยๆเลื่อนไหลเข้าเข้าไปใต้เสื้อเชิ้ตสีขาว นัยน์ตาสองสีที่ไม่น่าจะเข้าคู่กันสะท้อนภาพร่างสูงใหญ่ที่กำลังกดตรึงร่างของเขาไว้แนบแน่น กลีบปากสีอ่อนหลุดเสียงครางเครือในลำคอออกมาเรียกความพึงพอใจให้คนที่อยู่ด้านบนยิ่งนักยามที่ตุ่มไตสีแดงเข้มที่ประดับอยู่บนแผ่นอกถูกหยอกล้อรุนแรง

ทำไมเรื่องถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปได้ เพียงแค่เพราะเขาอยากเห็นสีหน้าตกใจของคนคนนี้แท้ๆ

“อะ อือ พอก่อน” เรือนร่างบอบบางกว่าบิดเร้าด้วยความปรารถนา นิคคาริได้แต่หลับตาผินหน้าซุกลงกับผ้าคลุมสีขาวของตัวเองที่ถูกนำมาใช้เป็นที่ปูรองกับพื้น เขาไม่กล้าสู้หน้าคนที่กำลังกระทำการอุกอาจบนร่างกายของตนเอง

“อาโอเอะซัง” เสียงทุ้มนุ่มนวลของคนตัวใหญ่ที่เคยได้ยินมาตลอดมีสำเนียงที่ผิดแผกไปเดิม น้ำเสียงที่เรียกขานชื่อของเขานั้นสั่นเครือและเร้าร้อน ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมาประคองดวงหน้าสวยก่อนจะตามมาด้วยการประกบจุมพิตที่เบาๆ

รสจูบแผ่วเบาเจือไปด้วยกลิ่นของสาเกที่ร่วมดื่มด่ำกันมา ปลายชิวหาสากของอิชิกิริมารุเริ่มซอกไซ้เข้าสู่โพรงปากของคนที่ถูกกดตรึงเอาไว้กวาดต้อนลิ้มลองรสชาติหวานหอมที่ซ่อนเร้นอยู่ด้านใน นิคคาริพยายามต่อต้านการรุกเร้านั้นแต่ก็เพียงไม่นานก่อนที่เขาจะพันเกี่ยวลิ้นของตัวเองเข้ากับอีกฝ่าย

เสียงของกระดุมเสื้อกระเด็นกระดอนไปตามพื้นห้องดังแว่วเข้าหูหลังจากเสื้อของเขาถูกกระชากออกแต่ไม่สามารถดึงสติของเจ้าของชุดให้กลับคืนมาได้ เรือนร่างขาวผุดผ่องที่ปรกติแล้วมักถูกซุกซ่อนไว้ใต้เครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มหนาถูกเปิดออก นิคคาริได้แต่หน้าร้อนแดงยามที่เงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาของอิชิกิริมารุที่กำลังมองสำรวจร่างกายของเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ราวกับกำลังจับจ้องภาพวาดโบราณ

“…พะ พอก่อน เลิกมองได้แล้ว” คนที่ถูกมองพยายามยกมือขึ้นมาปิดบังร่างกายตัวเอง ดวงหน้าสวยแดงก่ำเหมือนเป็นไข้สูง แต่มือใหญ่ของร่างสูงกลับเอื้อมลงมากอบกุมแล้วยึดตรึงเอาไว้กับพื้นอีกครั้งก่อนจะเอ่ยปากยามที่ใช้สายตาโลมเลียทุกสัดส่วนของเขา

“ทำไมละ อาโอเอะซังสวยเสียขนาดนี้”

“ไม่…สวยสักหน่อย”

“ไม่เลยขอรับ อาโอเอะซังสวยมาก…สวยจนข้าอยากจะกัดกินไปหมดทั้งตัวเลย” คำสารภาพแบบตรงๆทื่อๆเช่นนั้นทำเอาคนฟังหน้ายิ่งร้อนเห่อไปหมด

“พูดอะ..อะไรแบบนั้น”

อิชิกิริมารุบรรจงลูบไล้และและจุมพิตไปบนร่างกายของนิคคาริลากไล้จากซอกคอหอมเลื่อนต่ำผ่านหน้าท้องเนียน โอดาจิร่างใหญ่ค่อยๆประพรมสร้างร่องรอยสีกุหลาบช้ำบนผิวขาวราวกับต้องการทิ้งหลักฐานความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเอาไว้บนตัวของวากิซาชิร่างบางนี้ทุกตารางส่วน เสียงครวญครางพร้อมกับจังหวะหอบหายใจหนักดังสะท้อนไปมาบนชานเรือนที่เงียบสงัด

ความแข็งขืนใต้ร่มผ้าที่ปลดปล่อยออกมาจากกางเกงผ้าสีเข้ม ยามที่อิชิกิริมารุสัมผัสผ่านมันแม้เพียงบางเบาก็เรียกเสียงครางเครือจากนิคคาริได้ไม่ยาก ไอร้อนรุ่มจากฝ่ามือที่กอบกุมสัดส่วนเครียดขึงชองเขาเอาไว้รวมเข้ากับแรงปะทะเสียวซ่านที่เกิดจาการสาวรูดรั้งรุนแรงยิ่งทำให้สติสัมปชัญญะของเขากระเจิดกระเจิง แต่นิคคาริก็ยังพยายามสะกดกลั้นเสียงของตัวเองเอาไว้เพราะเกรงเหล่าเด็กๆทันโทที่กำลังหลับพักผ่อนอยู่ที่ห้องพักไม่ไกลจากบริเวณนี้มากจะได้ยินเสียงไม่บังควรเช่นนี้เข้า

“อย่ากัดปากตัวเองสิ ให้ข้าได้ยินเสียงเจ้าหน่อย”

ฝ่ามือที่กำส่วนสงวนของร่างกายเอาไว้แน่นพลางรูดรั้งขึ้นลงเป็นจังหวะ เสียงของเหลวเฉอะแฉะสะท้อนในแก้วหูของเขาชัดเจน อิชิกิริมารุพยายามหว่านล้อมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวกับยาพิษรสหวานล้ำเช่นนั้นเกือบทำให้เขาขาดสติ วากิซาชิร่างบางได้แต่เม้มปากส่ายหัวยิกๆต่อต้านสุดกำลัง คนตัวสูงกว่าได้ยิ้มน้อยๆออกมาอย่างอ่อนใจกับท่าทางปฏิเสชของอีกฝ่ายที่มองอย่างไรก็แลดูน่ารักและน่ากลั่นแกล้งไปพร้อมๆกัน

อิชิกิริมารุที่ใครๆในเรือนพากันเรียกขานว่าท่านหมอผู้ใจดีของฮงมารุนั้นแตกต่างกับอิชิกิริมารุคนที่อยู่เหนือร่างของนิคคาริในยามนี้อย่างสิ้นเชิง แม้รอยยิ้มและสีหน้าอ่อนโยนราวกับต้องการปลอบประโลมเขาจะไม่เปลี่ยนไปจากยามปรกติแม้แต่น้อย แต่นิคคาริสัมผัสได้ถึงความเร้าร้อนและเอาแต่ใจของร่างสูงที่กำลังหยอกเย้ากับร่างกายของเขาอย่างสนุกสนาน โอดาจิร่างใหญ่ลูบไล้กับแก่นกายของเขาด้วยมือเพียงไม่นานก็เลื่อนตัวลง ใบหน้าคมเข้มเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้บริเวณอันเป็นจุดศูนย์กลางของเรือนร่างบุรุษที่กำลังตื่นตัว ดวงตาสีฟ้าลุ่มล้ำเฉกเช่นสีของมหาสมุทรที่ล่อลวงให้คนหลงใหลเช่นนั้นเหลือบแลขึ้นมาสบประสานกับดวงตาสองสีของเจ้าของเรือนร่างเพียงแวบเดียวก่อนที่จะจรดริมฝีปากลงจุมพิตปลายยอดชื้นแฉะนั้นแล้วค่อยๆครอบครองมันเข้าไปทั้งหมด

ความอบอุ่นของอุ้งปากที่โอบอุ้มส่วนเครียงขึงของเขาและสัมผัสสากระคายของชิวหาที่พันเกี่ยวกับผิวอ่อนของเขาเอาไว้ยิ่งกระตุ้นเร้าให้นิคคาริได้แตร้องครางออกมาอย่างสุขสม เสียงแปลกประหลาดไม่คุ้นเคยของการกระทำรักนั้ปลุกเร้าให้นิคคารินอนบิดเด้วยความสะท้านอายหากแต่ใจทั้งๆที่ร่างกายก็เร้าร้อนเอาแต่ใจไม่เชื่อฟังเช่นนั้น มือขาวขยุ้มเอาผ้าผืนน้อยของตัวเองที่ปูรองรับกายไว้เบื้องล่างแน่นยามที่ความรู้สึกร้อนระอุในตัวกำลังพลุ่งพล่านราวกับภูเขาไฟที่กำลังจะทะลักทลายออกมา เพียงไม่นานความปรารถนาสีขาวขุ่นที่ถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่องในตัวร่างบอบบางก็ปลดปล่อยเข้าในไปในปากของอิชิกิริมารุออกมาพร้อกับเสียงครางปนหอบเหนื่อยลากยาว

อิชิกิริมารุเงยขึ้นกลับขึ้นมาพร้อมคราบรักข้นเหนียวที่เปรอะเปื้อนตรงมุมปากซ้ายเป็นทางยาว เขาเพียงแค่ยิ้มน้อยๆพร้อมกับยกนิ้วขึ้นมาเช็ดร่องรอยนั้นก่อนจะลากเลียสิ่งที่เปรอะเปื้อนกลืนกินเข้าไปโดยไม่มีทีท่ารังเกียจแม้แต่น้อย นิคคาริได้แต่เพียงนอนหอบหายใจมองดูการกระทำนั้นด้วยใบหน้าร้อนฉ่า ร่างกายของเขาเปียกชุ่มเหงื่อราวกับเพิ่งกลับจากการฝึกซ้อมดาบก็ไม่ปาน ช่วงล่างที่เพิ่งเป็นอิสระจากการควบคุมของร่างสูงใหญ่นั้นเหนียวเหนอะไปหมดจนรู้สึกไม่สบายตัว

ร่างบอบบางของวากิซาชิหนุ่มที่อยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยถูกโอบอุ้มขึ้นมาวางบนตักของอิชิกิริมารุอย่างถนุถนอม มือใหญ่ที่คุ้นเคยกับการจับดาบฟาดฟันศัตรูเช่นนั้นกลับประคับประคองเขาเบามือประหนึ่งคนตรงหน้านั้นเป็นแก้วใสที่บุบสลายได้ง่าย นิคคาริอยู่ในท่ากึ่งนั่งนอนภายใต้อ้อมกอดอบอุ่นนั้น สองมือเกี่ยวกระหวัดรอบคอของที่คนอุ้มเขาไว้แน่น

“ท่าน..ไปเรียนรู้มาจากไหน” น้ำเสียงสั่นน้อยๆถามที่สิ่งค้างคาในใจออก ทั้งๆที่อิชิกิริมารุชอบบอกคนอื่นไปทั่วว่าตัวเองเป็นดาบที่อยู่ในศาลเจ้ามาตลอด แต่การกระทำอุกอาจเช่นนี้ทำให้ยากจะเชื่อได้ว่าเจ้าตัวอยู่แต่ในศาลเจ้าจริงๆ

“ฮะฮ่า ข้าก็บอกแล้วไงว่าข้าก็เคยมีประสบการณ์ทางโลกมาบ้างนะอาโอเอะซัง”

“กะ…โกหกหมดเลยสินะ”

“ฮะฮ่า ก็แล้วแต่เจ้าจะคิดก็แล้วกัน”

อิชิกิริมารุหัวเราะออกมาน้อยๆก่อนจะก้มจูบเบาๆลงบนเรือนผมสีเขียวเข้มหอมกรุ่นที่ยุ่งเหยิงของคนในอ้อมแขน ร่างใหญ่กระขับร่างเปลือยเปล่าของนิคคาริเข้ากับแผ่นอกกว้างของตัวเอง ลูกแก้วสีแดงก่ำและสีเขียวอ่อนเหลือบมองชุดคาริงินุของโอดาจิหนุ่มที่ยังคงอยู่อย่างครบถ้วน

ทั้งๆที่เขาโดนแกล้งโดนปั่นหัวจนเป็นถึงขนาดนี้แล้วแต่อีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมสัมผัสกับเขาโดยตรงเสียที

“ขี้โกงจริงๆ” เสียงของวากิซาชิร่างบางพึมพำออกมาเบา ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเล็กๆแล่นพล่านไปมาในหัวอย่างหยุดไม่อยู่

“เพราะข้าไม่ใช่ดาบศักดิ์สิทธิ์ใช่ไหม ท่านถึงไม่อยากสัมผัสข้าตรงๆ”

“หืม เจ้าว่าอะไรนะ” อิชิกิริมารุยังไม่ทันได้ตั้งตัวดีก็โดนมือเรียวบางที่เกาะเกี่ยวกดศีรษะอยู่โน้มลงมาหา นิคคาริประกบจูบเข้ากับอิชิกิริมารุอย่างรวดเร็ว ร่างเล็กบางเป็นฝ่ายรุกเร้าเข้าหาอย่างรุนแรง อิชิกิริมารุครางลึกๆในลำคอก่อนที่นิคคาริจะผละแยกออกแล้วกระชากคนที่โอบอุ้มตัวเองไว้ลงนอนบนพื้นแทน

“คนขี้โกง” ร่างผอมบางของนิคคารินั่งคร่อมทับร่างใหญ่ของโอดาจิเจ้าของฉายาดาบศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ แสงจันทร์สีขาวนวลอาบไล้เรือนร่างแบบบางสมสัดส่วนแลดูเย้ายวนใจคนมองจนยากที่จะปฏิเสธได้ นัยน์เนตรสองสีที่จับจ้องคนด้านล่างแฝงเว้าวอนเชิญชวนยามที่มือข้างหนึ่งเริ่มกระตุ้นเร้ายอดอกของตัวเองพลางเลื่อนมือที่ยังว่างอีกด้านลงไปสู่ส่วนกลางของร่างกายที่ยังอ่อนตัวอยู่

“ไม่อยากสัมผัสข้าอย่างนั้นหรือครับ” นิคคาริขบเม้มริมปีฝ่ากเล็กน้อยยามที่เอื้อนเอ่ยออกมาเช่นนั้น “ทั้งๆที่ทำให้ข้าเป็นถึงขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมเปิดเผยตัวตนของตัวเองอีกหรอท่านอิชิกิริมารุ”

“เจ้าอยากให้ข้าเปิดเผยตัวตนอย่างนั้นหรือ” อิชิกิริมารุหัวเราะออกมาเบาๆราวกับไม่รู้สึกรู้สากับภาพสุดแสนเย้ายวนตรงหน้า มือแกร่งเอื้อมไปโอบประคองเอวบางเอาไว้ราวกับตั้งใจประคองไม่ให้คนที่นั่งอยู่บนร่างกายตนเองต้องลื่นล้มไป ใบหน้าสะอาดยังคงระบายรอยยิ้มอบอุ่นทว่าในดวงตาสีฟ้าเข้มนั้นกลับมีเปลวเพลิงบางอย่างลุกโชนอยู่

นิคคาริเลือกที่จะไม่ตอบ ดวงตาต่างสีคู่นั้นเพียงแค่จับจ้องประสานกับเนตรสีฟ้าเรียวแทนคำตอบ

เขาอยากเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความปรารถนาของคนตรงหน้า อยากเห็นอารมณ์อื่นๆที่คนคนนี้จะแสดงออกมายามที่ไม่ได้อยู่กับคนอื่น

เขาอยากเห็นตัวตนที่แท้จริงของจิตวิญาณแห่งดาบนาม อิชิกิริมารุ เหลือเกิน

อิชิกิริมารุนอนนิ่งประคองอีกฝ่ายอยู่บนพื้นไม้เฝ้ามองเขาสัมผัสตนเองด้วยดวงหน้าที่ยิ้มแย้มไปเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย ร่างบอบบางได้แค่กัดปากด้วยความเจ็บใจกับความใจเย็นนั้น ความร้อนรุ่มที่แม้จะเพิ่งปลดปล่อยไปแต่กลับปะทุกลับขึ้นมาได้อย่างง่ายดายจากสัมผัสเพียงน้อยนิดที่เขาเป็นเขาปลุกปั่นตัวเองโดยมีสายตาเจ้าเล่ห์นั้นจับจ้องทุกอิริยาบทเป็นตัวช่วยเร้า นิคคาริเริ่มหอบหายใจถี่และหนักหน่วงขึ้นยามที่ขยับมือของตนเองสาวรูดแก่นกายเบื้องล่าง ความเปียกชื้นสีใสเจือด้วยคราบขาวขุ่นน้อยๆหลั่งออกมาจากปลายยอดสีแดงก่ำตลอดเวลาและทุกจังหวะที่เคลื่อนไหว

จวนเจียนที่ความต้องการของเขากำลังจะถึงฝั่งฝันอีกครั้งทว่ามือใหญ่ของอิชิกิริมารุกลับตะปบหมับล็อคการเคลื่อนไหวของเขาเอาไว้อย่างสิ้นเชิง นิคคาริได้แต่ร้องคำรามออกมาด้วยความขัดใจ

“อะ อือ…ปล่อย มือ”

“อาโอเอะซัง เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามข้าเลยนะ” คนถามยังคงถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มใจดีขัดกับการกระทำอย่างสิ้นเชิง

ร่างกายที่นั่งอยู่ด้านบนบิดเร้าอย่างทรมานด้วยความต้องการที่พลุ่งพล่าน “ปะ…ปล่อยมือนะ”

“แต่ข้ายังไม่ได้ฟังคำตอบของเจ้าเลยนะ” อิชิกิริมารุเอ่ยถามพร้อมกับออกแรงบีบข้อมือของคนบนร่างตัวเองเล็กน้อย

“เจ็บนะ อะ…” นิคคาริร้องออกมาอย่างเจ็บปวด ดวงตาคู่สวยที่มักซ่อนเร้นอยู่ใช้เส้นไหมสีเขียวเข้มนั้นมีหยาดน้ำใสคลอระเรื่อ สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บจากแรงบีบบริเวณข้อมือและความทรมานที่ต้องการปลดปล่อยตัวเอง

ปลายนิ้วโป้งของคนตัวใหญ่ที่บังคับเขาเอาไว้ฉวยโอกาสถูไล้ไปบนรูเล็กๆบนสัดส่วนที่กำลังชูชันเต็มที่ก่อนจะออกแรงกดบดเบียดลงไปเรียกให้หยาดน้ำขาวไหลเอ่อออกมา นิคคาริหลุดเสียงครางหวานออกอย่างห้ามไม่อยู่ แทบลืมไปเสียแล้วด้วยซ้ำว่าทำไมตอนแรกเขาถึงพยายามสะกดกลั้นเสียงของตัวเองเอาไว้

“อาโอเอะซัง” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อของเขาอย่างอ่อนโยนราวกับนานพรายรัวร้ายที่ขุดกับดักเอาไว้ล่อกวางน้อยตัวงามให้มาตกหลุม

“…”

“ว่ายังไงอาโอเอะซัง”

“ดะ โปรด…สัม…ขะ…ข้า” เสียงนั้นเบาแทบจะกลายเป็นการกระซิบ ในคอของเขารู้สึกแห้งผากราวกับมีเม็ดทรายละเอียดมาฉาบไว้จนควานหาโทนเสียงของตนเองไม่เจอ

“หืม ข้าได้ยินไม่ค่อยชัดเลยอาโอเอะซัง”

“ได้โปรด…สัมผัสข้าด้วย อะ…อือ” นิคคาริแทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองเมื่อต้องเป็นฝ่ายเอ่ยประโยคที่น่าอับอายเช่นนี้โดยที่คนด้านล่างตัวของเขายังคงยิ้มละไม ทั้งๆที่ตั้งใจจะกลั่นแกล้งให้อีกฝ่ายแท้ๆทำไมเรื่องมันถึงได้กลับตาลปัตรเป็นแบบนี้ได้

เรือนร่างแบบบางถูกจับกดทอดตัวคว่ำหน้าไปกับพื้นไม้ ร่างสูงใหญ่ขอบโอดาจิประกบกอดอยู่ด้านหลังพลางซุกไซ้บริเวณซอกคอของเขาไม่ยอมห่าง ลมหายใจอุ่นๆเป่ารดไปบนผิวกายที่เริ่มเย็นเพราะอากาศยามค่ำคื่น

“ข้าบอกไว้ก่อนว่า ถึงเจ้าจะร้องให้หยุดข้าจะไม่หยุดกลางคันหรอกนะขอรับ อาโอเอะซัง” แม้อิชิกิริมารุจะพูดเช่นนั้นแต่สติของเขาก็ไม่มีมากพอจะรับรู้หรือตอบโต้ใดๆอะไรอีกแล้ว

 

=====

เสื้อผ้าที่เคยสวมใส่ถูกถอดออกก่อนจะถูกโยนไปอีกทางอย่างไม่ใยดี อิชิกิริมารุจุมพิตเขาอย่างดูดดื่มใต้แสงจันทราที่สว่างไสวอยู่กลางท้องฟ้าสีมืด ร่างใหญ่กว่าโอบประคองร่างกายแบบบางจากด้านหลังไว้เอาไว้แน่น

“สวยจริงๆ ไม่ผิดจากคิดเอาไว้เลย” น้ำเสียงของโอดาจิหนุ่มแผ่วเบาราวกับล่องลอยอยู่ในความฝัน ม่านตาสีน้ำทะเลนั้นไล่มองสำรวจเรือนร่างแบบบางที่เปลือยเปล่าของนิคคาริ

“เลิกพูด….แบบนั้นสักทีครับ…อ๊า” เสียงร้องประท้วงขาดห้วงเมื่อลิ้นหนาลากเลียเนื้ออ่อนบริเวณหลังใบหูของเขา

อิชิกิริมารุเฝ้ามองดูสีหน้าสีหน้าที่เต็มไปด้วยความปรารถนาของนิคคาริด้วยความพึงพอใจก่อนจะเริ่มปลดเปลี้ยงอาภรณ์ที่สวมใส่ออก แสงจันทราสีนวลยามราตรีฉาบไล้ไปตามผิวกายขาวที่มีมัดกล้ามพอเหมาะ นิคคาริได้แต่เหม่อมองร่างกายกำยำสมกับที่เป็นดาบใหญ่ที่เคยซ่อนเร้นอยู่ใต้ชุดคาริงินุสีเขียวนั้นอย่างตกตะลึง

มือใหญ่กอบกุมมือของเขาเอาไว้แล้วชักจูงราวกับนำทางมันลงสู่เบื้องล่างอย่างไม่ลังเล อิชิกิริมารุสอนให้เขาใช้ปลายนิ้วของตัวเองค่อยๆสอดแทรกเข้าไปในช่องทางด้านหลังแม้เขาจะร้องด้วยความตกใจแต่โอดาจิหนุ่มก็หาได้หยุดมือไม่

สองนิ้วก็แล้ว สามนิ้วก็แล้วอีกฝ่ายก็ยังคงดึงดันให้เขาใช้มือตัวเองกับด้านหลัง เสียงของเหลวที่ไหลสะท้อนไปมาดังอื้ออึงจนเขารู้สึกเวียนหัวไปหมด น้ำเสียงนุ่มนวลบรรจงกระซิบคำหวานที่ข้างหูล่อลวงให้เขาทำเรื่องที่น่าอับอายยิ่งนักแต่ตัวเขาเองก็หักห้ามใจไม่ได้ รสชาติของตัณหาที่ถูกยื่นมาจ่อตรงหน้าช่างเย้ายวนใจให้ตกลงไปในหลุมกับดักยิ่งนัก กายบางสั่นสะท้านและบิดเร้าด้วยต้องการให้อีกฝ่ายเข้ามาเติมเต็ม

“…ทะ ท่าน อิชิกิร…”

“เรียกว่าอิชิกิริมารุก็พอ” เจ้าของชื่อดาบศักดิ์สิทธิ์ลูบไล้ใบหน้าของคนที่อยู่ด้านล่าง ริมฝีปากบรรจงป้อนรสจูบหวานอย่างเชื่องช้าให้เขาก่อนจะละออกมา

“อาโอเอะซัง ข้าให้เจ้าเลือกว่าจะว่าจะลุกหนีไปตอนนี้ก็ได้ ข้าจะไม่บังคับขืนใจเจ้าแต่อย่างใดหากเจ้าไม่ต้องการและจะไม่ถือโทษโกรธใดๆเจ้าในภายหลัง” อิชิกิริมารุพูดด้วยสีหน้าจริงใจกว่าทุกครั้ง รอยยิ้มอ่อนโยนที่มีมาตลอดนั้นจางไป “แต่ถ้าเจ้าไม่ไปตอนนี้ข้าจะไม่หยุดและเจ้ามาโทษข้าอีกไม่ได้แล้วนะ”

นิคคาริกระพริบตาถี่ๆราวกับพยายามตั้งสติ สมองที่ตื้อตันไปหมดกำลังประมวลผลคำพูดเหล่านั้นเหล่านั้นอย่างหนักหน่วง

“ข้า…” วากิซาชิหนุ่มพยายามจะตอบแม้จะมีอาการหอบหายใจหนักๆอยู่ ดวงตาสองสีประสานมองเข้าไปในม่านตาสีฟ้าลุ่มลึกคู่นั้นเพื่อค้นหาคำตอบ

อิชิกิริมารุให้ทางเลือกกับเขาอีกครั้ง หากทั้งสองข้ามผ่านขีดความสัมพันธ์ในคืนนี้ไปทุกอย่างก็ไม่มีทางกลับไปเป็นอย่างเดิมอีก อิชิกิริมารุเองอาจจะยังรู้สึกไม่มั่นใจในความรู้สึกของเขาเพราะแม้แต่เขาเองก็ยังไม่รู้ใจตัวเองเลยว่าชอบอิชิกิริมารุจริงๆหรือไม่

“..ข้า..” แววตาลังเลวาวขึ้น นิคคาริขยับเบี่ยงตัวเปลี่ยนท่าเป็นการนอนตะแคงข้างในอ้อมกอดของคนตัวใหญ่ ที่หางตาของเขาแวบหนึ่งเห็นเป็นสีหน้าเศร้าสร้อยของอิชิกิริมารุก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางๆเช่นเดิม

“เข้าใจแล้วละ” โอดาจิหนุ่มแย้มรอยยิ้มน้อยๆก่อนจะขยับตัวตั้งท่าจะลุกขึ้น “ข้าผิดเองที่เอาแต่ใจกับเจ้า”

“อิชิกิริมารุ…”

“ไม่ต้องห่วงหรอกข้าบอกแล้วว่าจะไม่ฝืนใจเจ้า”

ใบหน้าขาวสะอาดนั้นระบายแววของความผิดหวังเอาไว้แม้จะยังคงมีรอยยิ้มอ่อนประดับอยู่ สีหน้าเช่นนั้นเขาไม่เคยเห็นอีกฝ่ายทำมาก่อน นิคคาริรู้สึกได้ถึงลมหายใจของตนเองที่ขาดสะดุดห้วงยามที่ได้เห็นคนตรงหน้าแสดงออกมาเช่นนั้น

เขาอยากเห็นตัวตนที่แท้จริงของอิชิกิริมารุ นั้นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงอยู่ตรงไหนไม่ใช่หรือ!?

รอยยิ้มแบบนั้น สีหน้าเศร้าสร้อยแบบนั้น

ตัวตนของอิชิกิริมารุที่เขาอยากรู้จัก!!

มือขาวเรียวรีบคว้าเกี่ยวชายเสื้อคาริงินุเอาไว้แน่นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะผละออกจากกัน อิชิกิริมารุที่กำลังลุกขึ้นหยุดชะงักก้มลงมองดูนิคคาริด้วยสายตาสงสัย

“…ไหนใครบอกว่าแม้ข้าจะร้องให้หยุดก็จะไม่ยอมหยุดไงละ” เสียงพึมพำเบาๆดังมาจากคนที่นอนอยู่ด้านล่าง

“ได้โปรดเปิดเผยตัวตนของท่านกับข้าด้วยอิชิกิริมารุ” ยามที่เอื้อนเอ่ยประโยคนี้ออกไปนิคคาริรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหูอื้อตาลายชอบกล ได้แต่พูดออกไปเบาๆราวกับกระซิบออกไป

รอยยิ้มแย้มกว้างระบายบนใบหน้าขาวสะอาด เจ้าของชื่อที่ถูกเรียกขานโน้มใบหน้าลงมาจุมพิตวากิซาชิหนุ่ม เรียวลิ้นรุกเข้าไปในโพรงปากของคนตัวบางหนักหน่วงจนคนถูกจูบได้แต่ร้องครางประท้วง ร่างสูงกำยังโอบรัดกายแบบบางแนบแน่น

“จับตัวไว้ได้แล้ว” อิชิกิริมารุพูดออกมา “หลังจากนี้จะไม่ยอมปล่อยให้หนีแล้วนะขอรับอาโอเอะซัง”

“มะ…หมายความยังไงครับ”

“อาโอเอะซัง ข้ารักเจ้านะ” เสียงกระซิบทุ้มต่ำและแผ่วเบาดังที่ข้างหู เป็นประโยคสั้นๆง่ายๆแต่คนฟังรู้สึกเหมือนเลือดลมในร่างกายจะพาลไหลย้อนไม่เป็นทีทางของตัวเอง หัวใจที่เต้นเร้าอยู่ที่กลางอกนั้นสั่นระรัวจนกลัวว่าตัวเองอาจจะเป็นโรคอะไรขึ้นมากระทันหันหรือไม่

อิชิกิริมารุกอดรัดร่างกายของเขาแนบสนิทราวกับไม่ต้องการให้มีช่องว่างใดๆแยกทั้งสองออกจากกัน ริมฝีปากและปลายนิ้วเรียวยาวประพรมลากไล้ไปทั่วผิวขาวที่เต็มไปด้วยรอยช้ำสีกุหลาบเข้ม ความปรารถนาในกามรมณ์ที่ถูกขัดจังหวะเมื่อสักครู่ไม่นานก็สามารถฟิ้นคืนขึ้นมาได้ ยามที่อิชิกิริมารุบรรจงขบเม้มเม็ดทับทิมสีแดงก่ำบนแผ่นอกแกร่งที่ให้ชูชันพร้อมกับเสียดสีเรือนร่างของตนเองกับเขาเบาๆ เขาร้องครางออกมาเมื่อสัมผัสได้ถึงความแข็งขืนที่ร้อนรุ่มจากเบื้องล่างของอีกฝ่าย

นิ้วแกร่งหยอกเย้าช่องทางด้านหลังที่ยังไม่แย้มบานดีแม้เขาจะได้ทำการนำร่องสำรวจเส้นทางไปแล้วมารอบหนึ่งก็ตาม แต่เพราะยังขาดประสบการณ์จึงทำให้ผลการสำรวจนั้นล้มเหลว อิชิกิริมารุแย้มรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แบบที่คนมองรู้สึกใจไม่ดีเท่าไรก่อนจะใช้นิ้วตัวเองกดแยกปากทางแล้วสอดใส่นิ้วของตัวเองเข้าไปช้าๆ นิคคาริถึงกับหายใจสะดุดก่อนจะได้แต่นอนสั่นเทิ้มรับสัมผัสที่แสนเย้ายวนนั้น

เสียงครวญครางเบาๆดังเป็นระยะทุกครั้งที่คนขี้แกล้งพยายามใช้ท้องนิ้วกระทบกระเทียบเข้ากับผนังภายในสร้างความปั่นป่วนให้กับร่างกายของเขา นิคคาริอยากจะเอื้อมมือไปตีคนกระทำมากมายเสียแต่ตอนนี้ตัวของเขาสั่นสะท้านหมดแรงเสียแล้ว ได้แต่ส่งสายตาขุ่นมองตำหนิคนทำ หากแต่สายตาเช่นนั้นหาได้มีความน่ากลัวเพราะอัญมณีสองสีไม่เข้าคู่กันนั้นทั้งเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่วาววับเชิญชวนให้คนมองยิ่งอยากรังแกคนตรงหน้าหนักขึ้นไปอีก

ฝ่ามือร้อนระอุโอบอุ้มสะโพกเพรียวบางให้ยกลอยขึ้น เรียวขาขาวถูกจับแยกออกแล้ววางพาดอยู่บนท่อนแขนกำยำก่อนจะเกี่ยวกระหวัดเข้ากับแผ่นหลังกว้างแบบอัตโนมัติยามที่ความเครียดขึงของอีกฝ่ายค่อยๆสอดประสานเข้ามาในร่างกายของเขาเชื่องช้า ความรู้สึกเจ็บและอึดอัดไม่คุ้นเคยกำลังบีบรัดทรมาน

เขาระบายลมหายใจออกมาหนักๆระหว่างที่พยายามปรับตัวเพื่อรองรับอิชิกิริมารุโดยมีอีกฝ่ายพยายามช่วยลูบไล้และฟอนเฟ้นไปตามเรือนร่างแบบบางที่มีหยาดเหงื่อเกาะพราว สะโพกแกร่งเริ่มขยับเข้าออกเนิบนาบเชื่องช้าเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เขาต้องบาดเจ็บ แต่ก็เพียงไม่นานนักที่จังหวะเคลื่อนไหวของอิชิกิริมารุจะแปรเปลี่ยนเป็นรุนแรงและดุดัน ร่างสูงโน้มตัวลงมาจุมพิตเขาดูดดื่มก่อนจะกระทั้นกายเข้ามาอย่างแรงจนสุด ทำเอาคนร่างบางกว่าต้องกระถดถอยหลังไปเล็กน้อย

อิชิกิริมารุหอบหายใจหนักๆที่ข้างใบหูของเขา มือใหญ่เกาะเกี่ยวสะโพกเพรียวเอาแน่นก่อนจะขยับตัวเข้าไปอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง จังหวะสอดประสานของร่างสูงจาบจ้วงมากยิ่งขึ้นจนร่างของเขาสั่นคลอนไปทั้งตัว นิคคาริรู้สึกหูอื้อไปหมดได้ยินแต่ผิวอ่อนของทั้งสองคนกระทบกันรวมกับเสียงของเหลวเปียกชื้นเหนอะเหนาะดังสะท้อนในแก้วหู ความคิดอ่านทั้งหมดทั้งมวลเหมือนจะจางหายไปหลงเหลือเพียงแค่ความปรารถนาจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับคนที่กำลังกอดรัดเขาอยู่ เขาทำได้แค่เกาะเกี่ยวแผ่นหลังกว้างของคนที่กำลังครอบครองเอาไว้แน่นก่อนจะได้ยินเสียงร้องครางหนักหน่วงในจังหวะรุกเร้าสุดท้ายที่ร่างสูงใหญ่กระทั้นกายเข้ามา

ความร้อนรุ่มที่เอ่อล้นอยู่บริเวณส่วนกลางของร่างกายกระตุ้นเร้าให้เขาต้องเอื้อมมือลงไปจัดการมันออก มือเรียวขยับรูดรั้งสัดส่วนสงวนของตนเองตามที่ใจปรารถนาเป็นจังหวะ นิคคาริหายใจหนักหน่วงจนแผ่นอกสะท้อนขึ้นลงชัดเจน

แรงเสียดสีเร่งจังหวะมากขึ้นก่อนที่น้ำเมือกสีขาวขุ่นเหนียวฉีดพ่นออกอีกครั้งมาจากแก่นกายที่ชูชันของเขาเปรอะเปื้อนเต็มช่วงล่างและหน้าท้อง ใบหน้าของวากิซาชิหนุ่มเห่อร้อนไปหมดเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะจากคนเขี้แกล้งที่ยังประสานกายกับเขาอยู่ตลอดเวลาที่เผ้ามองเขาจัดการกับร่างกายของตัวเอง

ร่างกายกำยำโอบกอดเขาไว้เมื่อถอนส่วนที่สอดประสานกันออกมา เขารู้สึกได้ถึงความเหนียวเหนอะของของเหลวที่ไหลเปื้อนช่วงล่างและปลีน่องได้อย่างชัดเจน ริ้วสีแดงจางปรากฎขึ้นมาใบหน้าของนิคคาริก่อนที่ใบหน้าคมของดาบศักดิ์สิทธิ์จะซุกไซ้เข้ามาคลอเคลีย ประกายตาที่เคยนิ่งสงบของอิชิกิริมารุนั้นกรุ่นไปด้วยไอราคะที่ไม่สามารถปิดบังได้ สายตาที่เต็มไปด้วยความต้องการหนักหน่วงแบบนั้นทำให้นิคคาริรู้สึกเขินอายอย่างมากเพียงแค่อิชิกิริมารุคลี่ยิ้มบางๆ

ดูเหมือนอีกฝ่ายจะจับสังเกตุได้ว่าเขากำลังอาย อิชิกิริมารุเลยตั้งท่าเหมือนจะก้มลงมาจูบเขาอีกครั้ง นิคคาริก็รีบหลับตาลงอย่างว่องไวแต่จนแล้วจนรอดอีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมประกบปากจูบเสียที โอดาจิหนุ่มเปลี่ยนมาเป็นหอมแก้มเบาๆพร้อมกับส่งเสียงกระซิบอู้อี้ว่า “จูบได้ไหมขอรับอาโอเอะซัง”

“ก…ก็จูบไปตั้งหลายรอบแล้วไม่ใช่หรอ” เพราะความอายหรืออย่างไรก็ไม่ทราบเขาดันเผลอตอบแบบนั้นไปซึ่งเข้าเกมที่อีกฝ่ายจงใจวางไว้อย่างบรรจงดิบดี

รอยยิ้มแสนกลที่ไม่เคยพบยามอยู่กับคนอื่นปรกติแย้มออกมายิ่งทำให้ใจของนิคคาริเต้นแรงขึ้นไปอีก “นั่นสินะ งั้นอีกรอบก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยเนอะ”

“อะไรคืออีกรอบครับ!!!”

ยังไม่ทันที่นิคคาริจะประท้วงได้จบประโยคดี เจ้าของนามดาบศักดิ์สิทธิ์ก็ประกบปากจูบเข้ากับวากิซาชิหนุ่มพร้อมกับมือที่มักอยู่ไม่ค่อยเป็นสุขก็เริ่มเลื่อนลงไปส่วนสัดส่วนข้างล่างอีกครั้งอย่างจงใจ

“พอได้แล้ว…ท่าน…มันลามกที่สุด อะ…อือ”

=====

.

.

.

.

.

.

.

Off-Shot

(บทสนทนาระหว่างซานิวะและอิชิกิริมารุ)

“สรุปแล้วอิชิกิริมารุซังได้ปรับความเข้าใจกับนิคคาริซังแล้วสินะคะ”

“แน่นอนขอรับ ขอบพระคุณนายท่านที่เมตตาช่วยเหลือขอรับ”

“ฮะฮ่า งั้นเหล้าที่ให้ไปน่าจะได้ผลนะคะ อุตส่าห์สั่งมาเป็นพิเศษเลยทีเดียว”

“คงอย่างนั้นละขอรับ ฮ่าฮ่า”

“แต่ว่าน่าจะถนอมๆนิคคาริซังบ้างนะคะ เช้าวันนี้ตอนจัดทัพวุ่นวายกันใหญ่เพราะนิคคาริซังร่วมทัพออกไปไม่ได้”

“ครั้งหน้าข้าจะระมัดระวังให้มากกว่านี้ขอรับ”

=====
Me : สรุปอยากถามนิคกี้ว่าได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของหมอหรือยังคะ 5555555555555555555

[Drabble] Final Fantasy XV – Captive

Title: Captive

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Genre: AU / Fantasy

Rating: PG

Comments: สนองนี๊ดอยากแต่งอะไรสักอย่างแม้จะงานยุ่งมากๆเลยทดลองแต่งฟิคนี้ออกมาเล่นๆค่ะ

==================================

ท้องฟ้าของเมืองแดงฉานไปด้วยสีแห่งอัคคีร้อนแรงที่ลุกโหมเผาผลาญทั้งเมืองกลายเป็นทะเลเพลิง เสียงกรีดร้องครวญครางอย่างทุกข์ทรมานที่ดังกระหึ่มไปตามเส้นทางที่กองทัพปีศาจย่างกรายประหนึ่งมโหรีที่ขับกล่อมเรียกความหึกเหิม สัตว์ประหลาดรูปร่างใหญ่หน้าตาดุร้ายและมีคมเขี้ยวแหลมงุ้มยาวออกมาจากปากโก่งคอคำรามและเห่าหอนออกมาด้วยความพึงใจ

ในเขตพื้นที่พระราชฐานชั้นในอันเป็นที่พำนักของราชามนุษย์และถือเป็นเขตหวงห้ามของสามัญชนทั่วไปบัดนี้กลับถูกบุกรุกและทำลายด้วยฝีมือของปีศาจหน้าตาน่าสะพรึงกลัว กรงเล็บคมกริบเสียบแทงทะลุเข้าไปในร่างของเหล่านางกำนัลและข้าราชบริภาษอย่างดุดันแม่นยำไร้ซึ่งความปราณีใดๆจนร่างแล้วร่างเล่าล้มไปกองกับพื้นไม่ต่างใบไม้ร่วงที่บิดพริ้วจากต้นขั้วในสารทฤดู หยาดโลหิตข้นหลั่งรินออกมาอาบย้อมให้โถงทางเดินกว้างให้กลับกลายเป็นนรกสีเลือด

 ดวงตาสีอำพันมองดูเปลวเพลิงสีส้มแดงที่กำลังเริงระบำอยู่เบื้องหน้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มรื่นเริงใจ เสียงผิวปากฮัมเพลงพื้นบ้านโบราณที่นานแล้วหาเคยมีผู้ใดได้ยินยลดังแว่วกังวานมาเป็นจังหวะเรียบเรื่อยชวนฟัง เรือนกายสูงใหญ่ที่สวมใส่ชุดคลุมหลายชั้นสีทะมึนเข้มค่อยหมุนกายกลับเดินมุ่งหน้าไปยังบานประตูหนักและหนาขนาดมหึมาที่มีสมุนปีศาจเปิดมันออกไว้เพื่อต้อนรับราชาของพวกมัน รองเท้าหนังหนาเหยียบย่ำไปบนแอ่งโลหิตสีคล้ำที่ไหลกองท่วมพื้นส่งกลิ่นน่าสะอิดสะเอียดใจไปตลอดทางด้วยสีหน้าสดชื่นแสนผ่อนคลายประดุจว่าตนนั้นกำลังเดินเยื้องย่างชมบุปผานานาพันธุ์ในอุทยานก็ไม่ปาน ปลายเล็บแหลมบนนิ้วยาวบรรจงกรีดลากไปตามกำแพงหินอ่อนสีขาวสร้างร่องรอยและเสียงเสียดแก้วหูไปตลอดทางที่เดิน

พรมสีแดงสดปูลาดยาวจากปากทางประตูท้องพระโรงนำทางมุ่งไปสู่ราชบังลังค์หินอ่อนสีขาวที่สลักเสลาลวดลายเถาราชพฤกษ์ด้วยช่างฝีมือเลิศไว้อย่างประณีตอ่อนช้อย ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำหนาก้าวขึ้นขั้นบันไดสั้นๆที่ทอดตัวนำทางขึ้นไปก่อนร่างหนาจะทิ้งลงนั่งเหนือเก้าอี้ใหญ่อันเป็นสัญลักษณ์แห่งราชา เหล่าปีศาจต่างส่งเสียงแซ่ซ้องยินดีกึกก้องโถงท้องพระโรงกว้าง

จอมมารร้ายบนแท่นบังลังค์กระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะยกมือขึ้นปราม ทุกเสียงต่างสงบลงเพื่อรอฟังบัญชาจากนายเหนือหัวแห่งตน

“ขัยชนะเหนือเทเนไบร์แห่งนี้ข้ายินดียิ่งนัก แต่ก่อนมาที่นี่ข้าเคยได้ยินเสียงเล่ากันว่าที่นี่มีกล้วยไม้ขาวแสนสวย ไหนลองเอามาให้ข้าเชยชมสักหน่อยจักเป็นไรเชียว?”

“เชลยของท่านราชาพร้อมแล้ว. จักให้ข้าประกาศเบิกตัวเข้ามาเลยหรือพะยะค่ะ?” เสนาบดีปีศาจรีบกราบทูลอย่างประจบประแจงเอาใจ เมื่อได้สดับเช่นนั้นใบหน้าแกร่งพยักหน้าลงน้อยเป็นเชิงอนุญาต

เสียงประกาศเรียกเบิกตัวดังสะท้อนไปมาระหว่างผนังท้องพระโรงกว้างขวางก่อนที่ร่างขาวผ่องถูกยักษ์ร่างสูงใหญ่สองตัวฉุดกระชากเข้ามาท่ามกลางสายตาของเหล่าเสนาบดีปีศาจที่ยืนรายล้อมรอบห้อง แม้เจ้าตัวจะเพียรพยายามขัดขืนเพียงใดก็หาสู้กำลังวังชาอันผิดมนุษย์มนาของสมุนแห่งราชาปีศาจได้ เพียงแค่พวกมันกระตุกสายโซ่เหล็กที่ทั้งหนักและหนาที่พวกมันยึดโยงเอาบนข้อมือของเชลยศึก กายเพรียวของมนุษย์ตัวจ้อยก็แทบปลิวถลาไปตามแรงดึงนั้น ก่อนที่เจ้ายักษ์ปักหลั่นนั้นตะโยนร่างๆนั้นลงกับพื้นกลางโถงท้องพระโรงอย่างไม่ปราณีปราศัย เรือนกายสูงเพรียวใต้ชุดสีขาวตัวยาวที่บัดนี้ฉีกขาดและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีน้ำตาลเป็นละอองกระเซ็นไปทั่วกลิ้งกระเด็นไปหยุดแทบฐานบังลังค์ เส้นไหมสีทองออกขาวซีดยาวที่เดิมได้รับการตกแต่งถักเป็นเปียเกลียวอย่างประณีตงดงามหลุดลุ่ยออกมาบดบังใบหน้าของเจ้าตัวเอาไว้

แรงกระแทกนั้นส่งผลในร่างขาวนวลนั้นจุกตื้อจนต้องไอโคลกเสียงดังออกมา ใช้เวลาสักพักกว่าที่มนุษย์ตัวน้อยจะปรับตัวกลับคืนสู่ภาวะปรกติได้ ทว่าจอมปีศาจผู้ประทับนั่งบนบังลังค์ตระหง่านกลับยังคงใจเย็นไม่รีบร้อน ม่านตาสีอำพันเฝ้ามองโลมเลียผิวกายขาวนวลที่โผล่พ้นออกมาตามรอยฉีดขาดของอาภรณ์นั้น รอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์แสนพึงใจคลี่ประดับบนใบหน้ากร้านที่ล้อมกรอบด้วยเรือนผมหยักเป็นลอนคลื่นสีม่วงเจือแดงประหลาดตา

เจ้ามนุษย์ตัวน้อยค่อยๆยันกายขึ้นมาพลางก้มลงจ้องมองตรวนเหล็กที่มัดตรึงมือของตนเองไว้กับสายโซ่ที่ลากยาวไปจบในมือของลูกสมุนปีศาจร่างโต…เขาไร้ซึ่งหนทางที่จะหลบหนี แม้นจักมีฝีมือในการต่อสู้เก่งกาจปานใดก็ไม่อาจรับมือทั้งราชาปีศาจเบื้องหน้าพร้อมกับกองทัพของมันแค่เพียงลำพังได้ อีกทั้งเขาไม่อาจละทิ้งบริวารแวดล้อมของตนเองที่ยังคงมีลมหายใจอยู่ ณ เวลานี้เอาตัวรอดไปเพียงลำพังได้ แววตาเศร้าอาดูรเหม่อมองดูซากร่างกายของบ่าวไพร่ที่รับใช้ใกล้ชิดและสนิทคุ้นเคยมาตั้งแต่ครั้นยังเยาว์วัยต้องมาล้มตายอย่างไร้ค่าเพียงเพื่อปกป้องชีวิตของราชาแบบเขาเอาไว้

“นี่นะหรือราชาแห่งเทเนไบร์…ช่างงดงามเหลือจะพรรณนาได้จริงๆ”

สุ้มเสียงทุ้มติดความแหบพร่าทรงสเน่ห์เอาไว้ในช่วงท้ายเสียงดังขึ้นดึงความสนใจของผู้ที่ถูกล่ามตรวนแน่นหนาให้ต้องเงยกลับไปมองจอมมารผู้โหดเหี้ยมที่บุกทำลายดินแดนอันแสนสงบสุขนี้จนราบพณาสูรด้วยความรู้สึกชิงชัง ปีศาจร้ายตนนี้แปรเปลี่ยนสรวงสวรรค์สูงส่งพิสุทธิ์ให้กลับกลายแดนนรกโลกันตร์สีเพลิง

ร่างขาวสูดลมหายใจเข้าไปไปลึกพยายามข่มกลั้นความเกรี้ยวกราดที่เต้นเร้าทั่วสรรพสางค์พร้อมกับขยับเหยียดกายขึ้นจนเต็มความสูงของตนเองจ้องมองไปยังกายสูงใหญ่ที่อาจหาญประทับนั่งบังลังค์ราชา สุ้มเสียงเรียบเรื่อยเอื้อนเอ่ยเสียงดังฉะฉานเป็นจังหวะนุ่มนวลไพเราะอย่างภาคภูมิใจในนามแห่งตนให้ทุกคนในท้องพระโรงแห่งนี้ได้ยลยิน

“ใช่แล้ว เราคือเรวุส น็อคซ์ เฟลอเร็ทเป็นผู้ปกป้องอาณาจักรแห่งนี้ ยินดีที่ได้พบทุกท่านที่นี้”

แม้จะตกเป็นรองในสถานการณ์เช่นนี้แต่ร่างสูงโปร่งที่ยืนอย่างสงบแทบบังลังค์กลับหาได้มีท่าทีเกรงกลัวไม่ รอยยิ้มแสนกลกับแววตาแพรวพราวแบบที่คนมองรู้สึกชังยิ่งนักปรากฎบนใบหน้ากร้านที่มีหนวดเคราบางๆประดับตามสันกรามแกร่งมองดูมนุษย์ผู้หาญกล้าสบตากับเขา ราชาปีศาจแย้มสรวลก่อนเอ่ยแนะนำตนเองให้ให้เชลยศึกของตนเองทราบ “โปรดเรียกขานข้าว่าอิซูเนีย…อาร์ดีน อิซูเนีย” 

“ได้โปรดจดจำนามแห่งข้าเอาให้มั่นเพราะนับแต่บัดนี้ไปนั่นจักเป็นนามเดียวที่ท่านจะสามารถเรียกขานได้” 

วาจายั่วเย้าเช่นนั้นมาพร้อมกับรอยยิ้มกระหลิ่มกระเหลี่ยแบบที่เรวุสเกลียดเป็นหนักหนาหากแต่ต้องฝืนทนเพราะตนเองนั้นไม่อยู่ฐานะที่จะสามารถกระทำการใดๆได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป

“เราจักเรียกขานนามของใครก็หาใช่ธุระกงการอันใดของท่านไม่ ท่านคุมขังเราไว้แต่ท่านไม่อาจบังคับความคิดของเราได้!” ราชาผู้พ่ายแพ้กล่าวอย่างหนักแน่นทว่าดวงหน้าขาวที่เปรอะเปื้อนกลับเลือกที่จะเบนสายตามองไปอีกด้วยไม่ต้องการจะสบประสานตาตนเองกับประกายตาลุ่มลึกร้อนแรงที่สร้างความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจให้แก่เขายิ่งนัก

“โปรดอย่าทำท่าหมางเมินเย็นชานักเลย เรวุส…ไม่นึกห่วงประชาชนของเจ้าก็จงนึกหน้าเจ้าหญิงลูน่าเฟรย่าเอาไว้เถิด” อาร์ดีนไม่ใคร่พอใจนักที่อีกฝ่ายแสดงอาการต่อต้านตนเองอย่างเต็มที่ หากแต่ตอนนี้ราชาแห่งความมืดยังคงอารมณ์ดีมากพอจะหยอกล้อราชาแห่งโลกมนุษย์ได้ ความอวดดีและเย่อหยิ่งเช่นนี้ถูกใจเขานัก ขนาดอีกฝ่ายอยู่ในชุดที่ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนมอมแมมแถมผมเผ้ารึก็รุงรังไม้สวยงามแต่นั้นก็ไม่อาจบดบังความงามสง่าและสว่างไสวที่เจิดจรัสจากภายในตัวออกไปได้

น่าสนใจกระไรเช่นนี้…เจ้ามนุษย์จอมสามหาวที่แสนงดงาม!

“ห้ามเจ้าแตะต้องลูน่าแม้แต่ปลายก้อยมิเช่นนั้นเราจักได้เห็นดีกัน” วาจาก้าวร้าวอันไม่ควรมีดังมาจากเชลยมนุษย์จอมโอหังเรียกเสียงหัวเราะรื่นรมย์จากคนฟังได้ดีหนักหนา อย่างน้อยมันก็ช่วยดึงสายตาสองสีคู่เรียวนั้นให้กลับมาจับจ้องคนที่นั่งกึ่งกลางบนบังลังค์กว้างได้อีกครั้ง

คิ้วเรียวใต้เรือนผมหยักศกสีม่วงอมแดงหยักเลิกขึ้นข้างหนึ่งราวกับจงใจกวนประสาทคนมองก่อนที่มุมปากขวาจะกระตุกขึ้นแย้มยิ้มสนุกสนานแบบที่เรวุสเห็นแล้วรู้สึกไม่สบายใจ น่ากลัวว่าอีกฝ่ายกำลังวางแผนร้ายกาจบางอย่างในใจที่เขาจะไม่อาจปฏิเสธข้อเสนอนั้นได้

“ท่านก็ได้ทุกสิ่งที่ท่านต้องการแล้วใยยังต้องกักขังพวกเราและคนของเราอีก” เรวุสเอ่ยออกไปอย่างระมัดระวัง เขาไม่ใคร่ไว้วางใจความสงบนิ่งของร่างสูงใหญ่ที่นั่งเหนือบังลังค์มากนัก มันสงบและนิ่งจนเกินไปประหนึ่งช่วงเวลาทะลไร้คลื่นลมก่อนพายุใหญ่จะซัดกระหน่ำ

“จริงอยู่ที่ว่าข้านั้นชนะศึกและได้ครอบครองเมืองของท่านแล้ว หากแต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ข้าปรารถนาแต่ยังไม่ได้มันมาครอบครอง” อาร์ดีนเอ่ยช้าๆด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายราวกับสิ่งที่พูดออกมานั้นช่างน่าเบื่อหน่ายไม่ควรค่าใส่ใจใดๆ แผ่นหลังหนาใต้ชุดคลุมยาวสีทึบเอนพิงลงกับแผ่นหินอ่อนที่แสนเยือกเย็น ท่อนขายาวด้านขวายกขึ้นมาไขว้ห้างอย่างสบายอารมณ์

“นอกจากตรีศูลแห่งเทพพยากรณ์ที่พวกเจ้ายึดไปแล้ว ในอาณาจักรของเราหามีสิ่งใดอื่นที่มีค่าควรเมืองขนาดนั้นอีกไม่!!!” เรวุสเผลอหลุดความเกรี้ยวกราดที่เขาเฝ้าข่มกลั้นเอาไว้นับแต่ถูกโยนเข้ามากลางฝูงหมาป่าหิวกระหายที่พร้อมจะกระโจมเข้ามาขย้ำฉีกกระชากกายเนื้อนี้อย่างไร้ความเมตตา

“เย็นพระทัยไว้ก่อนฝ่าบาท…ให้ข้าเอ่ยให้จบก่อนเถิด” รอยแย้มสรวลสนุกสนานคลี่บนริมฝีปากหยักได้รูปเหนือคางที่มีไรหนวดเคราบางๆนั้น

“สิ่งที่เราพูดคือความสัตย์จริง นอกตรีศูลแห่งทวยเทพแล้ว ในอาณาจักรแห่งนี้หามีสิ่งใดที่สูงค่าไปกว่าอาวุธชิ้นนั้นไม่!!”

“ข้าไม่ได้ต้องการตรีศูลงี่เง่านั้นหรอกเรวุส” ร่างสูงผุดลุกขึ้นจากบังลังค์ที่นั่งครอบครองอยู่ ราชาปีศาจค่อยๆก้าวย่างลงมาตามขั้นบันไดจนมาหยุดยืนเบื้องหน้าร่างเพรียวที่ถูกโซ่ตรวนพันธนาการเอาไว้

“แต่ข้าต้องการบางสิ่ง…บางสิ่งที่แสนเลอค่างดงามจนข้าต้องยอมยกทัพมาด้วยตนเองเช่นนี้” ฝ่ามือแกร่งเคลื่อนมาช้อนเชยใต้สันกรามของเชลยศึกตรงหน้าตนเองอย่างนุ่มนวล ปลายเล็บแหลมคมบรรจงกดลากไล้ไปบนนวลแก้มบนพักตราที่ซีดเผือดนั้นเรียกหยาดเลือดให้ไหลซึมออกมาตามรอยแดงก่อนที่มือสากระคายแสนซุกซนนั้นเริ่มเลื่อนไหลไปตามผิวกายขาวเรียบลื่นบนเรือนร่างของเชลยในกำมือของตนพลางออกแรงโอบรั้งให้อีกฝ่ายขยับแนบชิดจนแทบจะร่างในชุดขาวแทบจะหลอมละลายกลายเป็นหนึ่งเดียวกับกายสูงใหญ่ในอาภรณ์สีอนธกาล ตาคมสีอำพันจ้องมองลึกเข้าในม่านตาสรอเมทิสต์และอความารีนน้ำงามที่เบิ่งกว้างด้วยความตื่นตระหนกพร้อมรอยยิ้มที่คลี่ออกมาเผยให้เห็นคมเขี้ยวยาวสองข้าง

“อย่ามาล้อกันเล่น” ราชามนุษย์ผู้งดงามตวาดออกมาอย่างเกรี้ยวกราด กลีบปากสีอ่อนสั่นระริกด้วยโทสะที่พลุ่งพล่านพร้อมกับพยายามดื้นรนต่อต้าน

“แน่นอนที่สุดฝ่าพระบาท…และบัดนี้สิ่งที่ข้าเฝ้าถวิลหาก็ได้มาตกอยู่ในมือของข้าแล้ว!” เสียงทุ้มสรวลออกเบาๆองด้วยความสำราญใจยามที่เห็นสีหน้าแตกตื่นไม่คาดคิดเช่นนั้นชวนให้หวนคำนึงถึงคราแรกที่พวกเขา…ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าราชาปีศาจได้มีโอกาสทอดพระเนตรเห็นราชามนุษย์สีขาวคราแรก

แม้นเพียงแวบแรกที่ข้าได้พบพานเจ้าผู้ลักลอบแอบพาน้องสาวออกไปเที่ยวเล่นในป่าที่ห่างไกลนั้น ความงดงามพิสุทธิ์นั้นช่างติดตาตรึงใจจนข้านั้นไม่อาจละสายตาไปจากเจ้าได้ ความเยือกเย็นที่แสนหยิ่งผยองของเจ้ายามที่ประทับองค์บนหลังอาชาไนยช่างแตกต่างจากรอยยิ้มแสนอ่อนโยนนุ่มนวลที่เจ้าแย้มให้ยามที่เจ้าหญิงพระองค์น้อยสวมมงกุฎดอกไม้สีฟ้าที่นางตั้งใจร้อยเรียงมาให้พี่ชายลงบนเรือนผมสีเงินนุ่มสลวยนั้น

นับแต่นั้นข้าเฝ้าถวิลหาและร้อนรุ่มปราถนาอยากครอบครองเจ้า ข้าได้แต่สงสัยว่าคนที่แสนยึดมั่นในศักดิ์ศรีเช่นนั้นจะทำสีหน้าแบบไหนหากถูกข้าครอบครอง ยามที่ได้ลากไล้เสียดสีร่างกายตนเองกับผิวกายเรียบลื่นของเจ้านั้นจะเป็นเช่นไร ร่างกายที่แสนเย้ายวนนั้นจะให้ความรู้สึกที่แสนร้อนรุ่มดั่งไฟเผาหรือหนาวเหน็บประหนึ่งหิมะในเหมันต์กันแน่

ใบหน้ากร้านของราชาแห่งความมืดเคลื่อนเข้าลงคลอเคลียใบหน้านวลที่เปรอะเปื้อน ลมหายใจอุ่นร้อนไล่เป่าไปตามหน้าผากเลื่อนลงมายังดั้งโด่งรั้นก่อนจะหยุดเหนือริมฝีปากสีอ่อนที่แห้งกรังเพราะขาดน้ำมาระยะเวลาหนึ่ง เชลยสูงศักดิ์หอบหายใจอย่างตื่นกลัวอยู่ในอ้อมแขนที่กักขังเขาไว้แน่นหนา

“จุมพิตนี้คือคำสาบานและคำสาปจากข้า…ที่จะผูกมัดเจ้าเอาไว้กับความมืดมิดนี้ตลอดนิรันดร์กาล”

เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบบอกราชาผู้พ่ายแพ้ในอ้อมแขนของตนเอง ม่านตาสองสีดุจอัญมณีน้ำงามแสนเลอค่าเบิ่งกว้างพร้อมกับใบหน้าขาวนวลที่พยายามเบี่ยงหลบใบหน้ากร้านที่โน้มลงมาอย่างสุดฤทธิ์ หากแต่ฝ่ามือใหญ่ของจอมมารร้ายนั้นกลับเอื้อมมาตรึงท้ายทอยของกายขาวเอาไว้แม่นมั่นบังคับให้เชลยตัวน้อยนั้นต้องรับจุมพิตแสนดุดันแต่ก็แฝงความหยอกเย้าอย่างไม่อาจหลีกหนีได้

.

.

.

.

ความปรารถนาที่ข้าเฝ้านับวันรอคอยได้มาถึงแล้ว นับจากนี้เจ้าคือสกุณาสีพิสุทธิ์ตัวน้อยที่ถูกข้าหักปีก เจ้าจงมีชีวิตอยู่ในกรงทองคำของข้าเพียงเพื่อขับขานบทเพลงที่แสนร้อนร่านและอ่อนหวานให้กับข้าเท่านั้น ไม่ว่าเจ้านั้นจักมีกี่โฉมหน้าที่หลบเร้นเอาไว้ ข้าจักกระเทาะเปลือกนอกแสนแข็งกร้าวและจองหองนั้นออกมาให้หมดสิ้น

จงอวดโฉมหน้าที่แท้จริงของเจ้าออกมาให้ข้าได้เห็นสิ เจ้ามนุษย์ตัวน้อยแสนเย่อหยิ่งของข้า

.

.

.

.

.

.

.

.

==================================

เคยคิดว่าแบบตลกๆว่า สวยกว่าลูน่าในโลกอีออสก็พี่ชายของเธอเนี่ยละค่ะ พี่ท่านงามจนจักรวรรดิต้องยกทัพมาตีเทเนไบร์เพื่อชิงตัวไป เลยเป็นที่มาของพล็อตมโนเกี่ยวกับความงามล่มเมืองมาเขียนเล่นในฟิคนี้ค่ะ 😂😂😂😂

[Short Fiction] Final Fantasy XV – Sweet & Sour

Title: Sweet & Sour

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: Gladiolus Amiticia x Ignis Scientia

Genre: Romance

Rating: PG

Comments: เป็นช่วงใน Brotherhood ก่อนหนุ่มๆออกเดินทาง ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการไปแซวภาพพ่อหมีกลาดี้ตอนวัยรุ่นในออฟฟิเชียลบุ๊คจากทวิตพี่แยม STECHA ค่ะ 😄

ดีใจได้แต่งคู่นี้สักที หลังจากดองมานานเกินทนค่ะ คู่ป๊าม๊าเป็นคู่แรกที่ชอบใน FFXV แต่กลับได้แต่งฟิคถึงน้อยกว่าคู่พรอมพ์น็อคอีกค่ะ

=====

อาหารรสหวานคือสิ่งที่ช่วยสร้างกำลังใจในวันที่หลายคนเหนื่อยล้า

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะชื่นชอบอาหารรสชาติหวานเลี่ยนแบบนั้น

บางครั้งรสชาติขม เปรี้ยว เค็ม หรือก็เป็นส่วนผสมที่ทำอาหารมีรสชาติกลมกล่อมขึ้น

ชีวิตของมนุษย์ก็เหมือนรสชาติอาหาร มันประกอบจากรสชาติชีวิตที่หลากหลายจนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า…ความทรงจำ

=====

เปลวไฟสีส้มแดงยังคงเริงระบำมอบแสงสว่างให้กับอาณาบริเวณโดยรอบท่ามกลางบรรยากาศมืดมืดของป่าเขาที่เย็นเยียบในช่วงรัตติกาล ความสว่างไสวเช่นนี้ช่วงขับไล่ไอหนาวของอากาศและฝูงสัตว์ร้ายที่ชอบมาป้วนเปี้ยนรอคอยเหยื่ออันโอชารสรอบๆแคมป์ไฟของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

ตาคมสีเขียวเบื้องหลังแว่นกรอบสี่เหลี่ยมที่ช่วยส่งเสริมให้ใบหน้าคมคายนั้นยิ่งโดดเด่นมองดูร่างของเด็กหนุ่มสองคนที่กำลังนอนอย่างสบายอกสบายใจอยู่กลางเต้นท์ เด็กหนุ่มผมดำขลับเลือกที่ซุกตัวเข้ากับผ้านวมอุ่นพร้อมกับขดตัวเข้าหากันดูท่าทางไม่ต่างลูกแมวน้อยที่กำลังนอนขี้เซา ในขณะที่เด็กหนุ่มผมทองอีกคนกลับนอนแผ่เหยียบแข้งเหยียดขาเต็มพื้นที่แบบไม่คิดจะเกรงใจคนอื่นที่ต้องเข้ามานอนร่วมในภายหลัง เสียงลมหายใจลึกๆดังเป็นจังหวะประสานกันเบาๆบ่งบอกว่าทั้งสองคนกำลังตกสู่ห้วงนิทราลึกเรียบร้อยแล้ว รอยยิ้มบางๆวาดขึ้นเหนือริมฝีปากหยักสวยก่อนที่เขาจะละมือออกจากผ้าที่เป็นส่วนของประตูเต้นท์นอนปล่อยให้สองคนในนั้นได้หลับอย่างไร้การรบกวนจนกว่าพระอาทิตย์จะมาเยือนในวันรุ่งขึ้น

กายสูงโปร่งเดินกลับมายังตรงที่นั่งข้างกองไฟก่อนจะเริ่มลงมือเก็บข้าวของเครื่องใช้ต่างๆให้เข้าที่เข้าทางตามเดิม พรุ่งนี้พวกเขาจะต้องออกเดินทางแต่เช้าหากไม่รีบจัดการเก็บอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ตั้งแต่กลางคืนพวกเขาจะต้องเสียเวลาอันมีค่ามาไล่เก็บของในตอนเช้าซึ่งอาจส่งผลให้ตารางการเดินทางต้องรวนได้และพวกเขาจะได้กลับไปถึงคาเอมช้าลง ดังนั้นอิกนิสจึงเลือกใช้เวลาในตอนนี้จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย

สองมือที่ยังคงสวมถึงมือหนังสีเงินมันวาวสาละวนกับการเช็ดทำความสะอาดเตาทำครัวและจานชามอาหารเย็นที่หมดเกลี้ยงไปนานแล้ว มื้อเย็นของพวกเขาวันนี้เป็นสเต็คเนื้อการูล่าราดกับซอสกระเทียมซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารที่กลาดิโอลัสโปรดปรานเป็นที่สุดนอกจากบะหมี่ถ้วยที่ไม่ค่อยจะมีสารอาหารครบถ้วนเท่าไร เขาตั้งใจทำของอร่อยๆที่กลาดิโอลัสชอบเป็นพิเศษเพื่อต้อนรับการกลับบ้านมาขององครักษ์ร่างโตที่จู่ๆมาขอแยกตัวไปทำภารกิจส่วนตัวของตนเองมาสักพักระหว่างที่พวกเขากำลังสาละวนกับการตามหาแร่มิธริลเพื่อนำมาให้ซิดใช้ในการซ่อมเรือที่จะพาพวกเขาไปยังอัลทิสเชีย

ก่อนจะแยกตัวไปกลาดิโอลัสไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรกับน็อคทิสหรือแม้แต่เขาเลยว่าเจ้าตัวจะไปไหนหรือไปทำภารกิจประเภทใด จนกระทั่งพวกเขาก็บังเอิญมาได้พบกันแบบไม่คาดคิดอีกครั้งที่กลางโรงไฟฟ้าในเลสเทลั่มเพราะเกิดปัญหามีปีศาจร้ายบุกโจมตีโรงฟ้าฟ้าทำให้ระบบการจ่ายไฟขัดข้องและทั้งเมืองก็ตกอยู่ภายใต้ความมืดตอนที่เขา น็อคทิส และพรอมพ์โต้มาถึงเมืองโดยอาศัยยานรบส่วนตัวของอาราเนีย ไฮน์วินด์ ทหารรับจ้างของกองจักรวรรดิที่ได้รับการจ้างวานพิเศษจากที่ปรึกษาจอมวางแผนแห่งกองทัพจักรวรรดิอาร์ดีน อิซูเนีย แม้จะไม่เชื่อใจในท่าทีอันเต็มไปด้วยเลศนัยกับหูตาแพรวพราวน่าสงสัยนั้นของราชทูตอิซูเนียแต่พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก การเดินทางด้วยรถมาเลสเทลั่มต้องใช้เวลานานกว่านั่งยานรบมากดังนั้นการมากับอาราเนียจึงถือว่าช่วยย่นระยะเวลาเดินทางที่ดีที่สุด

แม้จะน่าเจ็บใจที่ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามที่ราชทูตจอมเจ้าเล่ห์นั้นคิดล่วงหน้าไว้ทุกประการ แต่ตอนนี้พวกเขาก็ได้แร่มิธริลที่ปรับแต่งพร้อมที่จะนำไปใช้ซ่อมแซมเรือเรียบร้อยแล้ว น็อคทิสได้ฝากให้ไอริสนำมันเดินทางล่วงหน้าไปที่แหลมคาเอมที่ที่ซิดกำลังรอชิ้นส่วนสำคัญนี้อยู่ระหว่างที่พวกเขาขอตัวจัดการธุระแถวนี้ต่ออีกหน่อยก่อนจะตามไปสมทบภายหลัง

กลับมาที่เรื่องของกลาดิโอลัสอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายในโรงไฟฟ้าเลสเทลั่มจบลง องครักษ์ร่างใหญ่ก็เปิดเผยตัวเองออกมาจากชุดป้องกันรังสีที่แสนเทอะทะไร้การออกแบบสวยงามออกมาด้วยใบหน้าแสนแจ่มใสท่ามกลางความตกใจและดีใจของทุกคน…โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเขาเองเจ้าตัวกลับมาด้วยท่าทางทีสบายอกสบายใจขึ้นราวกับปัญหาบางอย่างที่รบกวนใจกลาดิโอลัสมาตลอดหลังจากที่พวกเขาบุกเข้าไปชิงรถเรกาเลียคืนในฐานทัพของนิฟเฟลไฮม์ถูกปัดเป่าออกไป แถมเจ้าตัวยังสำทับกลับใส่องค์ชายรัชทายาทด้วยว่าตอนนี้เขาแข็งแกร่งขึ้นมากๆแล้วด้วย

ความสงสัยของทุกคนพุ่งไปที่รอยบากใหม่ที่ปรากฎเด่นหราอยู่กลางหน้าผากของอีกฝ่าย ทำให้ตอนนี้บนหน้าของคนตัวโตจึงมีรอยแผลขนาดใหญ่สองเส้นตัดขวางกันเหมือนเครื่องหมายบวกจนน็อคทิสอดใจไม่ไหวเผลอแซวกลาดิโอลัสว่าหน้าเถื่อนไม่ต่างจากโจรภูเขาซึ่งเขาแอบลอบอมยิ้มน้อยๆอย่างเห็นด้วยในใจตอนที่เจ้าตัวเล่าถึงที่มาของรอยแผลรอยนี้ด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่งยวด

กระแสความคิดยังคงไหลเวียนในหัวแม้ว่าสองมือจะไม่หยุดขยับก็ตาม ตอนนี้พระจันทร์เริ่มคล้อยแล้วเขาต้องเร่งมือเพื่อจัดการเก็บของให้เข้าที่ทางและเตรียมตัวไปพักผ่อนบ้าง พรุ่งนี้หน้าที่ขับรถไปคาเอมก็คงไม่พ้นมืออิกนิสอีกแน่นอน น็อคทิสกับพรอมพ์โต้ต่างก็มีใบอนุญาตขับขี่แล้วและสามารถขับรถได้แต่เขาก็ยังไม่วายกังวลว่าหากให้สองคนนั้นขับแทนเรกาเลียคงได้เหลือแต่ชื่อกับซากเหล็กในเร็ววันดูจากผลงานการขับรถที่ผ่านๆมา เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาทั้งสี่คนจะถึงที่หมายอย่างปลอดภัยและรถจะยังอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานเมื่อพวกเขากลับมาจากอัลทิสเชียพร้อมเจ้าหญิงลูน่าเฟรย่า อิกนิสตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเป็นคนนั่งหลังพวงมาลัยรถ และหน้าที่คนควบคุมรถนั้นถือเป็นหน้าที่สำคัญ คนขับรถไม่ควรนอนดึกเพราะจะส่งผลต่อประสาทสมองทำให้การตัดสินใจช้าลงและความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุก็สูงขึ้น

อิกนิสก้มๆเงยๆกับการเก็บของตรงหน้า ใบหน้าคมกับนัยน์ตามรกตคู่สวยนั้นมัวแต่จับจ้องกับสิ่งที่ต้องทำอย่างมุ่งมั่นจนเขาแทบลืมรอบข้างไปจดหมดสิ้นหากไม่มีฝ่ามือใหญ่แสนอบอุ่นเลื่อนไหลมาโอบรอบเอวสอบใต้เสื้อเชิ้ตสีม่วงลายเสื้อดาวสีดำพร้อมออกแรงรั้งร่างของเขาให้เข้าไปแนบชิดกับกายกำยำจากทางด้านหลัง ริมฝีปากร้อนได้ทีก้มลงซุกไซ้ข้างลำคอระหงเบาๆสร้างความรู้สึกจั๊กจี้

“กลาดิโอ้ ฉันทำงานอยู่นะ” อิกนิสออกเสียงปรามเบาๆพลางเอียงหัวหลบสัมผัสใบหน้ากร้านที่ก้มลงมาซุกไซ้

“ขอนิดนึงหน่าอิกกี้” เสียงทุ้มดังอู้อี้มาจากข้างหลัง “ไม่ได้เจอหน้ากันหลายวันคิดถึงจะแย่แล้วน้า”

น้ำเสียงออดอ้อนของคนที่โอบกอดอิกนิสจากด้านหลังแนบแน่นทำให้คนตัวสูงโปร่งในอ้อมแขนกำยำต้องอดถอนหายใจออกมาด้วยความอ่อนใจไม่ได้ เวลาได้ยินคนตัวโตอ้อนแบบนี้ทีไรเขาก็อดใจอ่อนไม่ได้ทุกที อิกนิสยอมละมือจากข้าวของเบื้องหน้าตรงเองก่อนจะกลับหลังหันไปสบตากับดวงตาสีน้ำตาลเจือแดงที่แสนดุคู่นั้น

กลาดิโอลัสแย้มยิ้มกว้างบนหน้าของตัวเองเมื่ออิกนิสยอมหันกลับมาสบตาด้วย ร่างสูงใหญ่ค่อยๆปล่อยมือจากสะโพกมนของอีกฝ่ายแล้วใช้สองมือของตนเองบรรจงประคองช้อนใบหน้าคมคายของชายหนุ่มที่สวมใส่แว่นตากรอบสี่เหลี่ยมอย่างนุ่มนวลก่อนที่ใบหน้ากระด้างประดับหนวดเคราจะค่อยๆก้มลงไป ริมฝีปากหยักหนานาบลงบนกลีบปากสีอ่อนแผ่วเบา เรียวลิ้นลากไล้วนหยอกความนุ่มนวลของอิกนิสพลางค่อยๆรุกคืบเข้าไปโพรงปากแสนหวานนั้น ปลายลิ้นทั้งสองตวัดพันเกี่ยวดูดดุนซึ่งกันและกันอย่างเร้าร้อน มือเรียวใต้ถุงมือสีเงินวาวลูบไล้ไปตามแผ่นอกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามประหนึ่งเรียกร้องให้อีกคนทำมากกว่านี้

มือหนาที่เคยประคองเชยใบหน้าคมของราชเลขานุการเริ่มเลื้อยไหลไปตามร่างกายสมส่วนน่าสัมผัสของคนในอ้อมแขน สัมผัสร้อนแรงที่ต่างฝ่ายต่างห่างหายกันไปนับตั้งแต่การเดินทางสู่อัลทิสเชียเริ่มต้นขึ้นเริ่มเรียกร้องได้ทั้งสองร่างเสียดสีกายเข้าหากัน จุมพิตแสนรุกเร้าดูดดื่มไม่อาจเพียงพอเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปของคนสองคน

เมื่อกลาดิโอลัสยอมปล่อยอิกนิสให้เป็นอิสระ ชายหนุ่มตัวสูงโปร่งก็ถึงกับหอบหายใจอยู่ในอ้อมแขนแข็งแรงนั้น ม่านตาสีมรกตมองเห็นเปลวเพลิงปรารถนาสะท้อนลึกในแววตาสีน้ำตาลแดงนั้นชัดเจน แม้ตัวเขาเองจะต้องการไม่แตกต่างจากคนตัวสูงที่กำลังโอบกอดเขาไว้แต่ด้วยหลายๆปัจจัยตอนนี้สมองอันปราดเปรื่องของราชเลนุการก็ประมวลผลได้อย่างว่องไวถึงความเหมาะสม ฝ่ามือเรียวรีบยกขึ้นมาแตะริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวลเป็นการปรามใบหน้ากร้านที่โน้มลงมาคลอเคลียอีกครั้ง

“ตอนนี้ไม่ได้กลาดิโอ้ น็อคท์กับพรอมพ์โต้หลับอยู่ในเต้นท์นะ” เสียงแหบพร่าเอ่ยห้ามขึ้นแม้ใบหน้าของเขาจะเริ่มแดงและร้อนฉ่าด้วยความต้องการที่คุกรุ่นในร่างกายของตัวเองก็ตาม

ราชองครักษ์ส่วนพระองค์ของมกุฎราชมารแห่งลูซิสชะงักค้างกระพริบตาปริบๆสองสามทีก่อนที่สมองของเขาจะค่อยๆประมวลผลประโยคนั้นอย่างเชื่องช้า ใบหน้าที่ประดับหนวดเคราตามสันกรามแกร่งคลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจก่อนจะพยักหน้าลงเป็นเชิงบอกให้อีกคนรับรู้ว่าเขาเข้าใจแล้วท่ามกลางสีหน้าเบาใจของชายหนุ่มผู้สวมแว่นตาเป็นเนืองนิจ ไม่ว่าเมื่อไรหรือตอนไหนอิกนิสก็ยังคงเป็นอิกนิส เจ้าตัวจะติดนิสัยชอบคิดและประมวลผลแบบนี้เสมอๆ นอกจากนี้ทุกอย่างในชีวิตของอิกนิสมันทีเรื่องของน็อคท์เป็นอันดับแรกซึ่งบางครั้งเขาก็อดน้อยใจไม่ได้แต่ก็เข้าใจอีกฝ่ายเสมอมา ในเมื่ออิกนิสบอกว่าไม่ควรเขาก็จะไม่ดึงดันทำให้อีกคนหนึ่งรู้สึกลำบากใจ

อ้อมกอดที่บดเบียดแน่นค่อยๆคลายออกเปลี่ยนเป็นการสวมกอดหลวมๆ แต่ไม่วายที่ริมฝีปากหนาจะแอบฉกลงไปหอมนวลแก้มที่ขึ้นสีแดงระเรื่อของคนในอ้อมแขนพลางใช้จมูกโด่งสันของตนเองดอมดมกลิ่นน้ำหอมประจำตัวจางๆที่ทำให้รู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่ได้สูดดมเป็นการเอาคืนเล็กๆน้อยๆแล้วจึงยอมผละหน้าออกมา

“พรุ่งนี้ต้องแวะเข้าเมืองไปหาซื้อเสบียงก่อนอยู่แล้ว…คืนพรุ่งนี้พวกเราค่อยแยกห้องพักกับพวกน็อคท์ก็แล้วกัน” อิกนิสกระแอมไอน้อยๆขับไล่ความขวยเขินพร้อมกับยกมือขึ้นมาขยับแว่นตาให้เข้าที่และพยายามตีสีหน้านิ่งๆยามที่พูดกับกลาดิโอลัส “ตอนนี้เรามีเงินเก็บมากพอตัวอยู่ น่าจะหาห้องพักสองห้องในเมืองถัดไปได้ไม่ยาก”

“ขอบคุณนะอิกกี้” แววตาสีน้ำตาลแดงนั้นทีประกายแพรวพราวระยับขึ้นมาเมื่อได้ยินอีกฝ่ายบอกแบบนั้น…แทบจะอดใจรอคืนวันพรุ่งนี้ไม่ได้เลย

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตพอดีตัวหรี่ตามองดูความเจิดจรัสในดวงตาของคนที่ยังไม่ยอมหยุดกอดตัวเองอย่างความหมั่นไส้ก่อนที่จะต้องชะงักลงเมื่อสังเกตุเห็นรอยแผลขนาดใหญ่ที่กรีดคาดบนหน้าผากกว้างของคนตัวสูง ปลายนิ้วเรียวใต้ถุงมือเอื้อมไปแตะไล้บนความแข็งกระด้างของสะเก็ดที่เริ่มก่อตัวเหนือปากแผลยาวนั้นเบามือ รอยบากนี่ค่อนข้างหนักและลึกพอสมควรซึ่งอิกนิสแน่ใจว่ามันจะต้องทิ้งร่องรอยไว้บนใบหน้าคมสันของกลาดิโอลัสไม่ต่างจากแผลกรีดเดิมเป็นทางบนดวงตาซ้ายนั้น

“ตอนนั้นฉันคงหน้าเหมือนโจรป่าเถื่อนแบบที่เจ้าน็อคท์มันว่าเลยสินะ” กลาดิโอลัสเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกคนเอื้อมมือมาจับบาดแผลกลางหน้าผากของตนเอง บทสนทนาเมื่อยามเย็นช่วงทานอาหารเย็นถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงด้วยความขบขัน คนที่โดนเจ้าชายเรียกว่าหน้าเหมือนโจรป่าหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีแตกต่างจากสีหน้าคนที่มองดูรอยนั้นอย่างสิ้นเชิง

“น็อคท์ก็พูดเกินไป…” แม้อิกนิสจะพยายามพูดปลอบใจทว่าม่านตาสีมรกตน้ำงามจ้องมองรอยแผลเป็นที่ลากยาวจากหน้าผากกว้างผ่านเปลือกตาซ้ายลงมาอย่างน่าหวาดเสียวจนถึงโหนกแก้มสูงด้วยสีหน้าไม่สบายใจเท่าไร “แต่มันทำให้ฉันกลัวตอนที่เห็นมันครั้งแรก…เหมือนตอนนั้นไม่มีผิดเลย”

คราวนี้เป็นฝ่ายกลาดิโอลัสที่เป็นคนชะงักเสียงหัวเราะก่อนเสียงทุ้มจะพูดอ้อมแอ้มออกมาเบาๆ “อ่า…เป็นความทรงจำที่ไม่ค่อยดีสำหรับนายสินะอิกกี้”

“…ไม่ก็เชิงว่าไม่ดี แต่แค่ฉันเป็นห่วง…” คนฟังเอ่ยปฏิเสธหน้านิ่งก่อนจะชะงักไปเพราะหลังมือใหญ่ที่ยกขึ้นมาเกลี่ยไล้ไปตามเค้าโครงหน้าคมคายสมบูรณ์แบบนั้น

“ไม่ต้องห่วงไปหรอก ตอนนั้นกับตอนนี้มันต่างกันแล้วนะอิกกี้” กลาดิโอลัสยิ้มบางๆพลางจ้องมองใบหน้าของคนที่เขาเฝ้าคิดถึงมาตลอดนับตั้งแต่ขอแยกตัวออกไปทำภารกิจของตนเอง

“ฉันบอกแล้วไงว่าจะแข็งแกร่งเพื่อที่จะได้ปกป้องน็อคท์ พรอมพ์โต้…แล้วก็นาย”

คนได้ฟังคำยืนยันแบบนั้นก็คลี่ยิ้มอ่อนโยนที่นานๆครั้งจะมีโอกาสให้ได้เห็นบนใบหน้าคมคาย เปลือกตาสีน้ำนมหลับลงเผยให้เห็นแพขนตาหนาที่ทาบทับเป็นเขาเหนือโหนกแก้มเนียน อิกนิสเอียงใบหน้าน้อยๆรับสัมผัสนุ่มนวลจากปลายนิ้วที่สากด้วยรอยจากการฝึกซ้อมดาบอย่างหนักหน่วงนั้น มือเรียวใต้ถุงมือหนังยกขึ้นมาประกบทาบฝ่ามือร้อนนั้นเบาๆ

“ฉันรู้กลาดิโอ้”

.

.

.

.

.

(- – – สองปีก่อน – – -)

ข่าวเจ้าชายรัชทายาทของราชอาณาจักรลูซิสถูกปองร้ายด้วยฝีมือของพวกอันธพาลกลางใจเมืองกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทุกสำนักข่าวในอินซอมเนียพาดหัว เนื้อหาข่าวเอ่ยอ้างอิงแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือจากในซิทาเดลว่าเจ้าชายน็อคทิสผู้ที่บัดนี้เจริญพระชนมายุได้ 18 ชันษาถูกพวกแก๊งอันธพาลที่กำลังอยู่ในสภาพเมามายขู่กรรโชกและพยายามรุมทำร้าย โชคดีที่องค์ชายทรงปลอดภัยด้วยการถวายการอารักขาอย่างใกล้ชิดจากบุตรชายคนโตของตระกูลอามิทิเซีย ราชองครักษ์ส่วนพระองค์ที่ติดตามเสด็จไปด้วย หากแต่บุตรชายของท่านลอร์ดคลารัส อามิทิเซียไปรับบาดเจ็บจากการปกป้องเจ้าชายและกำลังเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ตอนนี้ประเด็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวลูเชี่ยนกำลังถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงและอภิปรายกันอย่างดุเดือดแม้ทางรัฐบาลจากซิทาเดลจะออกมายืนยันว่าจะจัดการดูแลและรักษาความปลอดภัยของภายในเมืองอินซอมเนียอย่างเคร่งครัดก็ตาม

กลาดิโอลัสตื่นขึ้นมาบนเตียงสีขาวขนาดใหญ่ เพดานห้องที่เขากำลังนอนจ้องมองด้วยดวงตาข้างขวาเพียงข้างเดียวนี้ก็เป็นสีขาว กลิ่นของยาที่อบอวลในห้องติดปลายจมูกโด่งรั้นบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าตอนนี้เขากำลังอยู่ที่ไหน หลังจากนอนนิ่งนานพอสมควรร่างกายสูงใหญ่และกำยำกว่าคนอื่นเมื่อเทียบกับวัยรุ่นที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันแล้วค่อยๆขยับลุกขึ้นช้าๆ

มือหนาที่สากและเต็มไปด้วยรอยจากการฝึกฝนดาบยกขึ้นมาลูบจับผืนผ้านุ่มที่พันอยู่รอบศีรษะของตนเองตั้งแต่ก่อนเขาตื่นขึ้นมาอยู่นานสองนานด้วยความรู้สึกรำคาญ เขาไม่เคยต้องถูกพันตาข้างหนึ่งแบบนี้มาก่อน การต้องมองโลกภายนอกด้วยดวงตาที่เหลือเพียงข้างเดียวเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากและคงต้องใช้เวลาปรับตัวอีกสักพักกกว่าที่เขาคุ้นชินกับมันได้

“พี่กลาดี้ โอ้ย ในที่สุดก็ยอมตื่นขึ้นมาสักทีนะคะ” เสียงใสๆของน้องสาวแสนน่ารักที่เขาชอบฟังเวลาเธอร้องเพลวเจื้อยแจ้วเสมอๆดังขึ้นไม่ไกลเตียงนอนออกไปเท่า

“โอ ไอริสเองหรอ” กลาดิโอลัสหันหน้าไปมองร่างผอมบางในเสื้อแขนกุดสีดำตัวยาวคลุมลงมาถึงช่วงสะโพกกับมินิสเกิร์ทที่เขามองกี่รอบก็ให้รู้สึกขัดใจกับความสั้นของมัน แต่ต่อให้เขาบ่นไปมากเท่าไรไอริสก็ไม่ใส่ใจอยู่ดี แถมดีไม่ดีเจ้าตัวจะบ่นเขากลับว่าไม่รู้จักคำว่าแฟชั่นอีกด้วยซ้ำ

เด็กสาวร่างผอมบางมีใบหน้าเกลี้ยงเกลารูปไข่รับกับดวงตาสีน้ำตาลใสแจ๋วน่ารักรีบร้อนวางข้าวของพะรุงพะรังในมือของตนเองลงบนโต๊ะกว้างในกว้างพร้อมรีบหรี่เดินเข้ามาเกาะข้างเตียงกว้างที่พี่ชายของเธอกำลังนอนพักฟื้นร่างกายอยู่

“หลับสบายดีไหมพี่กลาดี้” เด็กสาวส่งเสียงถามขึ้นพร้อมส่งเสียงหัวเราะคิกคัก

“ก็ดี นานๆทีได้หลับยาวๆแบบไม่ต้องมีคนมาปลุกกวนใจ” คนตอบเลือกกวนประสาทกลับเรียกฝ่ามือน้อยๆของน้องสาวให้ฟาดลงมาบนท่อนแขนกำยำเบาๆ กลาดิโอลัสหัวเราะหึหึออกมาก่อนจะต้องนิ่วหน้าเพราะรู้สึกเจ็บปลาบตั้งแต่บนหน้าผากลากยาวมาจนถึงโหนกแก้มซ้ายที่หลบอยู่ใต้ผ้าที่พันรอบอยู่

ไอริสหน้าเสียเล็กน้อยก่อนจะเดินมาแตะไหล่หนาของคนที่นั่งอยู่บนเตียงสีขาวเบาๆ “พี่โอเคไหม ให้ฉันเรียกพยาบาลมาไหม?”

มือหนารีบยกขึ้นมาบอกเป็นเชิงปรามน้องสาวเพราะไม่อยากให้เรื่องราวบานปลายใหญาโต “ไม่เป็นไร ยังไหวๆ”

ความเจ็บแปลบนั้นเพียงไม่นานก็ทุเลาลง กลาดิโอลัสรู้จักร่างกายของตนเองดีว่าเขาสามารถทนความเจ็บแค่นี้ได้หรือไม่  เมื่อรู้ดีว่าตนเองไม่ได้ปวดทรมานทุรนทุรายจนทนไม่ไหวเขาก็ไม่อยากวุ่นวายเรียกพวกพยาบาลที่น่าจะกำลังหัวหมุนกับการดูแลคนไข้อื่นๆมาให้ลำบากอีกฝ่ายเท่าไร

“พ่อต้องดีใจมากแน่ๆเลยที่รู้ว่าพี่ตื่นแล้ว” ไอริสเริ่มชวนคุยเสียงเจื้อยแจ้วร่าเริงตามแบบฉบับของเธอ มือเรียวเล็กส่งแก้วน้ำสะอาดให้กับคนป่วยบนที่นอนรับไปจิบแก้กระหายก่อนจะผละเดินกลับมาที่โต๊ะกว้างที่เจ้าตัววางข้าวของมากมายเอาไว้ น้องสาวของเขาหยิบเอาซุปใสออกมาจากบรรจงเทลงลงในชามปากกว้าง ไอร้อนกรุ่นยังคงโชยขึ้นมาจากของเหลวพร้อมกับส่งกลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอขึ้นมา

“ตอนที่พ่อรู้ข่าวจากพวกคราวน์การ์ดว่าพี่ได้รับบาดเจ็บ พ่อแทบจะบุกเข้าไปในห้องผ่าตัดเองเลยด้วยซ้ำ” ไอริสเล่าไปพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะขบขัน

“พ่อก็ตื่นตูมไปได้ พี่ไม่เป็นอะไรมากหรอก” กลาดิโอลัสส่ายหน้าน้อยๆด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อนใจกับสิ่งที่ได้ยิน…พ่อของเขาลอร์ดคลารัส อามิทิเซียมีนิสัยห้าวหาญ เถรตรงและดุเดือด ยามที่พูดในสิ่งที่ถูกที่ควร สิ่งที่ช่วยเตือนสติก็ไม่เคยไว้หน้าผู้ใดแม้แต่คนคนนั้นจะเป็นราชาสูงส่งผู้ปกครองอาณาจักรแห่งนี้ก็ตาม บางทีกลาดิโอลัสก็คิดว่าเขาเองก็ได้รับอิทธิพลด้านนี้มาจากพ่อของเขามากพอสมควรอยู่

“แต่หมอก็บอกว่าอาการพี่น่าเป็นห่วงจริงๆนะ” กลับเป็นไอริสที่หยุดมือจากการรินเทซุป ใบหน้าใสเกลี้ยงเกลานั้นมีแววสลดลงพร้อมกับดวงตาที่หม่นแสงเมื่อถึงเหตุการณ์วุน่วายเมื่อหลายวันก่อน “หมอบอกกับพ่อว่าต้องรอจนบาดแผลบนหน้าพี่หายดีก่อนถึงจะสามารถประเมินความเสียหายที่ดวงตาพี่ได้…บางทีพี่อาจจะต้องเสียตาซ้ายไปก็เป็นได้”

คนได้ฟังถึงกับนิ่งอึ้งไปนานพอสมควรกับสิ่งที่ได้ยิน หากจะต้องสูญเสียการมองเห็นทางซ้ายไปสำหรับกลาดิโอลัสเขาไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาในการดำรงชีวิตต่อไปหลังนี้ หากแต่นั้นค่อนข้างเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหน้าที่การงานของเขามากกว่า การเป็นโล่ห์แห่งกษัตริย์มีหน้าที่ในการถวายอารักขาความปลอดภัยให้กับคนในราชวงศ์ลูซิสเขาจำเป็นต้องมีการหูตาที่ว่องไวและทันต่อการเคลื่อนไหวของฝั่งศัตรู หากเขาเสียการมองเห็นฝั่งซ้ายไปนั้นคือจุดบอดที่ส่งผลต่อการต่อสู้ในอนาคตแน่นอน…บางทีเขาอาจต้องถูกปลดจากการเป็นองครักษ์รักษาพระองค์ของเจ้าชายเลยก็ได้ด้วยซ้ำ

“แต่หมอบอกว่ายังไม่แน่หรอกนะคะ” คงเพราะเห็นพี่ชายของตนเองนั่งนิ่งไปนาน เด็กสาวผมสีดำสนิทเหมือนสีขนนกกาน้ำจึงรีบพูดขึ้นด้วยเสียงร่าเริงกลบเกลื่อน “ไว้รอพี่หายดีแข็งแรงขึ้นแล้วแล้วเราค่อยมาว่ากันดีกว่ากันต่อเนอะพี่กลาดี้”

ชายหนุ่มร่างกำยำได้แค่หัวเราะหึหึพร้อมจ้องมองดูน้องสาวของตนเองสาละวนจัดการตระเตรียมอาหารอ่อนๆให้เขาต่อไป เขาไม่รู้ว่าตนเองนั้นหลับใหลไปนานเท่าไรและตอนนี้ด้านนอกเป็นอย่างไรบ้างแล้ว ความสงสัยเรียกให้กลาดิโอลัสเอ่ยปากถามคนเดียวที่ตอนนี้เขาพอจะถามได้

“ว่าแต่ตอนนี้ด้านนอกเป็นยังไงกันมั้ง?”

ดวงตาสีน้ำตากลมโตของเด็กสาวตัวบางเงยหน้าขึ้นมาจากกองของกินมากมายแวบนึงก่อนที่เธอจะหันกลับไปสนใจสิ่งที่กำลังทำในมือต่อ แต่ปากน้อยๆก็ยังคงเอ่ยเล่าความเคลื่อนไหวให้ฟังไปด้วย “ข่าวจากชายแดนก็ยังคงสงบเหมือนเดิมละค่ะ มีแค่บางสื่อที่รายงานความเคลื่อนไหวของพวกจักรวรรดิแถวๆชายแดนกาลาด ส่วนในเมืองนี่เรื่องของพี่กับน็อคท์นี่ร้อนแรงสุดๆไปเลยทำเอาที่วังวุ่นวายโกลาหลกันไปหลายวันอยู่”

“แล้วน็อคท์ตอนนี้อยู่ไหน?”

“โดนกักตัวอยู่ในซิทาเดลสิค่ะ” ไอริสอดหัวเราะออกมาเบาๆไม่ได้เมื่อพลันหวนนึกถึงสภาพเบื่อหน่ายถึงขีดสุดขององค์ชายรัชทายาทที่โดนคำสั่งกักตัวจากราชารีจิสให้อยู่แต่ในเขตวังพร้อมกับการดูแลอย่างใกล้ชิดตอนที่เธอเข้าวังไปเอาเยี่ยมท่านพ่อคลารัสเลยถือโอกาสแวบไปเยี่ยมเจ้าชายตัวดี

“คุณอิกนิสตอนนี้เลยกลับมารับหน้าที่ดูแลน็อทค์เต็มรูปแบบอีกครั้ง” ชื่อของราชเลขานุการมาดเนี๊ยบที่ดังขึ้นมาโดยที่เขายังไม่ทันได้ตั้งตัวทำเอาใจคนฟังเผลอกระตุก

“เอ่อะ…แล้วอิกนิส…ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?”

“…บางทีพี่ควรถามฉันเรื่องนี้ให้เร็วกว่านี้นะ”

.

.

.

กลาดิโอลัสกำลังนั่งๆนอนๆหายใจทิ้งไปอย่างไร้ค่าบนเตียงสีขาวกว้างอย่างเบื่อหน่าย ตอนนี้เขาคิดว่าตัวเองน่าจะพอเข้าใจอารมณ์ของเจ้าชายรัชทายาที่คงกำลังนอนกลิ้งไปมาบนเตียงกว้างในห้องพักส่วนตัวที่ซิทาเดลพอสมควร กิจวัตรตลอดสามสี่วันที่ผ่านมานี้ไม่มีแปลกใหม่เปลี่ยนแปลงเลยหลังจากเขาลืมตาฟื้นขึ้นมา เริ่มด้วยการมีพยาบาลเข้ามาวัดอุณหภูมิร่างกายและสภ่พบาดแผลบนใบหน้าของเขาในตอนเช้า ทานอาหารและยาปฎิชีวินะป้องกันการอาการอักเสบและฆ่าเชื้อ อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์หรือฟังวิทยุ เขาสามารถเดินไปหารวมถึงออกกำลังกายแบบเบาๆได้หากแต่หมอยังไม่แนะนำให้เขาออกแรงมากเกินไปในช่วงนี้จนกว่าบาดแผลตรงดวงตาจะสมานกันดีแล้ว

ตอนนี้คนในคราวน์การ์ดและซิทาเดลต่างทราบว่าเขาฟื้นแล้ว บางทีก็มีคนรู้จักแวะเวียนมาเยี่ยมและอยู่พูดคุยกันแก้เหงาบ้างแต่นั้นก็ยังน่าเบื่ออยู่ดี กลาดิโอลัสได้โทรศัพท์คุยกับพ่อของเขาตั้งแต่วันแรกที่ฟื้น แน่นอนว่าลอร์ดคลารัสที่ถวายการรับใช้ราชารีจิสในฐานะที่ปรึกษาย่อมมีภารกิจยุ่งเต็มมือจนไม่อาจปลีกเวลามาเยี่ยมเขาด้วยตนเองได้ แต่กลาดิโอลัสได้ยินสุ้มเสียงของพ่อผ่านอุปกรณ์สื่อสารก็พอใจและรู้ว่าคนเป็นพ่อปลื้มปิติแค่ไหนที่เขายังปลอดภัย

ยกเว้นใครอีกคนที่ไม่แม้แต่จะโทรศัพท์มาหรือโผล่หน้าค่าตามาเยี่ยมไข้เขาเลยด้วยซ้ำถึงแม้เจ้าตัวจะทราบข่าวของเขาดีก็ตาม!!

ทั้งๆที่พวกเขาสองคนกำลังคบหาดูใจกันอยู่แท้ อีกฝ่ายไม่น่าใจจืดใจดำกับเขาขนาดจะไม่ยอมมาดูดำดูดีกันเลยแบบนี้

แต่จะเรียกอีกคนว่าคนใจดำก็คงไม่ได้ เพราะตอนนี้น็อคท์กลับไปอยู่ที่ซิทาเดลแบบเดิมชั่วคราวอยู่ คนคนนั้นคงกำลังวุ่นวายกับการดูแลองค์มกุฎราชกุมารตามนิสัยที่เคยเลี้ยงดูเด็กหนุ่มมาตั้งอ้อนแต่ออด กลาดิโอลัสรู้ดีว่าอิกนิสได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ดูน็อคทิสตั้งแต่เจ้าตัวยังเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆด้วยซ้ำ ว่าเพราะฉะนั้นเขาไม่มีสิทธิ์บ่นไม่มีสิทธิ์โวยวายใดๆทั้งสิ้น สำหรับคนคนนั้นเรื่องของน็อคทิสคือสิ่งที่ถูกจัดลำดับไว้เป็นอันดับหนึ่งในชีวิตเสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาก็ตาม

เสียงทุ้มพ้นลมหายใจออกหนักๆดังสะท้อนไปมาในห้องกว้างที่แสนเงียบเหงาก่อนที่จู่ๆเสียงเคาะประตูห้องพักคนเจ็บจะดังขึ้น คิ้วเข้มขมวดเข้าหาอย่างประหลาดใจพลางนึกสงสัยว่าใครกันหนอที่มาในยามนี้ โดยปรกติแล้วหากเป็นไอริสมาช่วยเฝ้าไข้เธอจะไม่เคยเคาะประตูห้องรวมถึงคนในกลุ่มคราวน์การ์ดคนอื่นๆก็มักจะเปิดเข้ามาแบบไม่สนใจเรื่องมารยาทใดๆทั้งสิ้น

“ประตูไม่ได้ล็อค เข้ามาได้เลย” กลาดิโอลัสลุกขึ้นมานั่งเหยียดหลังตรงบนเตียงก่อนเปล่งเสียงบอกคนด้านนอกให้ทราบด้วยระดับเสียงที่ไม่หนักไม่เบาจนเกินไปเพื่อป้องกันไม่ให้เสียงของเขาไปรบกวนการพักผ่อนของคนป่วยห้องข้างเคียง

เมื่อคนด้านนอกได้ยินเช่นนั้นจึงตัดสินใจบิดลูกบิดบานประตูเปิดเข้ามา เรือนร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ๊ตสีขาวกับเสื้อกั๊กสีเข้มช่วยเพิ่มความภูมิฐานให้เจ้าตัวได้เป็นอย่างดี ช่วงขาเรียวยาวใต้กางเกงผ้าสีดำขยับก้าวพาตตัวเองเข้ามาในห้องสีขาวแห่งนี้อย่างงามสง่า ตาคมสีมรกตเข้มเบื้องหลังแว่นตากรอบสี่เหลี่ยมที่ขับให้ใบหน้าคมคายนั้นยิ่งโดดเด่นเหลือบแลมาสบประสานเข้ากับม่านตาสีน้ำตาลแดงที่กำลังเบิ่งกว้างด้วยความตกใจปนประหลาดใจกับการมาถึงอย่างที่เขาไม่ได้คาดคิด

อิกนิสเดินถือถุงกระดาษสีน้ำตาลเข้มในโตในอ้อมแขนเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉยยากที่จะคาดเดาว่าร่างสูงโปร่งกำลังคิดอะไรอยู่ ราชเลขานุการหนุ่มมาดเนี๊ยบเพียงแค่เอ่ยทักทายคนที่นอนบาดเจ็บบนเตียงด้วยน้ำเสียงนิ่งๆจนคนฟังแอบรู้สึกใจแป้วไม่น้อย

“อิกกี้” เสียงทุ้มหนักเอ่ยเรียกเสียงอ่อยแต่ดูเหมือนเจ้าของชื่อจะแกล้งทำหูทวนลมใส่ องครักษ์ส่วนพระองค์ร่างโตได้แต่นั่งหลังพิงกับหมอนนุ่มใบใหญ่ที่ยุบตัวตามแรงทับจากเรือนร่างกำยำ กลาดิโอลัสใช้ดวงตาข้างขวาที่ไม่ถูกผ้าสีขาวหนาพันปิดไว้มองดูกายโปร่งที่เดินจัดข้าวของในห้องไปมาโดยทำเสมือนในห้องไม่มีอีกคนอยู่ด้วย

อีกฝ่ายคงจะโกรธไม่ได้น้อยที่เขาบุ่มบ่ามเข้าช่วยน็อคท์แบบไม่ไม่คิดหน้าคิดหลังจนได้บาดเจ็บหนักมาแบบนี้…แต่ ณ ช่วงเวลาตอนนั้นกลาดิโอลัสไม่มีเวลาแม้แต่ตะใคร่ครวญสิ่งใดทั้งนั้น เขานึกแค่เพียงอย่างเดียวคือต้องปกป้ององค์รัชทายาทจากอันตรายตรงหน้าให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรตาม!

แล้วตอนนี้เขาก็กำลังเจ็บอยู่ด้วย อีกฝ่ายไม่ควรโกรธเขามากขนาดนี้สิ!!

“อิกกี้ ฉันขอโทษ” เมื่ออิกนิสเดินมาจัดแจกันดอกไม้บวิเวณโต๊ะตรงหัวเตียงนอน คนที่บาดเจ็บได้โอกาสจึงรีบหันไปหาคนที่เขาอยากเจอหน้ามาตลอดหลายวันที่พักรักษาตัวอยู่ที่นี่ ดวงตาคมสีมรกตสวยลึกลับภายใต้แว่นใสกรอบสี่เหลี่ยมชำเลืองมาเขานิดหน่อยแต่แล้วก็ละสายตากลับไปจดจ่อกับช่อดอกไม้ในมือตัวเองดังเดิม

กลาดิโอลัสไม่ใช่คนที่ไม่มีความอดทนอดกลั้น เขาถูกฝึกฝนมาเพื่อเป็นโล่ห์ของพระราชาต้องผ่านการทดสอบหนักหนาหลายประการกว่าจะมาสามารถขึ้นมายืนตรงจุดนี้ได้อย่างสมภาคภูมิ การที่ต้องเฝ้าระวังรอคอยนายเหนือหัวเป็นระยะเวลานานไม้เคยทำให้กลาดิโอลัสเบื่อหน่าย…เพราะมันคือหน้าที่ของเขา

แต่กับเรื่องนี้เขากลับรู้สึกทนไม่ได้เมื่ออิกนิสจงใจเมินเฉยและเล่นบทเงียบใส่ เอ่ยเรียกก็ไม่ยอมตอบกลับ พอคุยด้วยก็ทำเป็นไม่ได้ยิน พอต้องเจออาการเย็นชาของอิกนิสแบบนี้มันทำให้กลาดิโอลัสรู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก ฝ่ามือใหญ่เอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวที่กำลังสาละวนกับจัดกิ่งก้านของดอกไม้ใส่แจกันใบโต อิกนิสหยุดมือของตัวเองแล้วเอ่ยเรียบเรียบบอกให้คนป่วยบนเตียงปล่อยมือของเขา

“กรุณาปล่อยมือด้วยครับ”

“อิกนิส” ท่าที่หมางเมินแบบนั้นทำให้เส้นความอดทนของกลาดิโอลัสขาดลง องครักษ์ร่างสูงใหญ่จับข้อมือเรียวบางนั้นไว้มั่นพร้อมกับออกแรงดึงให้คนแสนงอนอีกคนหันหน้ามามองตนเองตรงๆสักที

“จะทำอะไรนะครับ!!” ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลามีแววตื่นตระหนกเมื่อจู่ๆอีกคนฉุดรั้งร่างของเขาเข้าไปใกล้ๆก่อนที่ท่อนแขนกำยำจะโอบอุ้มเขาขึ้นมานั่งคร่อมระหว่างหน้าตักกว้างของตนเอง เรือนร่างเพรียวบางเริ่มยุกยิกหลบอ้อมกอดที่พยายามกอดรัดร่างกายของเขาเอาไว้แน่น

กลาดิโอลัสจงใจใช้ฝ่ามือร้อนของตนเองโอบไล้ไปตามเรือนร่างสมส่วนนั้นราวกับกลั่นแกล้งอิกนิส ยิ่งอีกคนพยายามเบี่ยงตัวหลบเท่าไรคนตัวโตก็ยิ่งแกล้งมากเท่านั้น ดวงหน้าขาวที่อยากเจอมาตลอดสามสี่วันนี้เริ่มแดงระเรื่อชวนมอง ทั้งๆที่รู้ตัวว่าไม่ควรแกล้งอีกคนแต่พอเห็นท่าทีหลบเลี่ยงกับสีหน้าตื่นๆของอิกนิสที่ปกติไม่ค่อยจะได้เห็นเท่าไรนักยิ่งทำให้รู้สึกว่าอยากเห็นด้านอื่นๆของคนหน้านิ่งคนนี้มากขึ้น

“กลาดิโอลัส!!!”เมื่อโดนราชองครักษ์มือซนรุกรานมากขึ้นจนทนไม่ไหวแล้วราชเลขานุการจอมเนี๊ยบจึงต้องตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่่ายออกมาลั่นพร้อมกับปล่อยหมัดฮุกเข้าไปที่กลางลิ้นปี่ของคนที่แกล้งตนเองหนึ่งที

ถึงจะเป็นหมัดเพียงแค่หมัดเดียวแต่ความรุนแรงของมันก็ทำเอาคนโดนจุกตื้อไปเต็มๆจนน้ำตาแทบเล็ดออกมา เจ้าของชื่อปล่อยมือจากร่างผอมเพรียวที่นั่งอยู่บนตักของตัวเองทันทีก่อนจะก้มหน้าลงไปไอโคลกสักพักใหญ่ เมื่อเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอมแดงเงยหน้าขึ้นมาอีกรอบสายตาเยือกเย็นพิฆาตก็วาวเรืองมาจากชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเหมือนสีคาราเมลตรงหน้าแล้ว

“อิกนิสอย่าโกรธกันแบบนี้สิ”  แม้จะเห็นแววตาขุ่นเคืองในม่านตาสีมรกตนั้นแต่ก็ต้องทำใจดีสู้แม่เสือดุ น้ำเสียงทุ้มเริ่มใช้มาตราการออดอ้อนอีกฝ่าย

“งั้นก็เลิกแกล้งผมก่อนสิครับ”

“ไม่แกล้งนายแล้วก็ได้…สัญญา” กลาดิโอลัสฉีกยิ้มกว้างออกมา

อิกนิสพ่นลมหายใจออกมาหนักก่อนจะค่อยๆถอดหน้ากากสีหน้านิ่งๆนั้นออกไป ดวงตาเรียวมองดูผ้าที่พันอยู่รอบศีรษะของอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามออกมาอย่างสุภาพ “แผลเป็นยังไงบ้างครับ?”

“ก็ยังเจ็บๆบ้างบางเวลา แต่ตอนนี้มันรู้สึกคันยุบยิบๆข้างในมากกว่าบางก็อย่างหาอะไรเกา” มือหนาเอื้อมขึ้นไปแตะผ้าหนาๆที่บดบังดวงตาข้างซ้ายของตัวเองไว้ นิ้วยาวเผลอตัวเกาแกรกๆไปตามเนื้อผ้าเพราะความรู้สึกคันยุบยิบด้านในก่อนที่มือเรียวของอีกคนที่นั่งทับบนหน้าตักของเขาจะฟาดเพี๊ยะเข้าให้

“อย่าเที่ยวเกาสิครับ ถ้าแผลฉีกหรือติดเชื้อนายนั้นแหละที่จะต้องเจ็บตัวซ้ำสองนะ” เสียงเรียบๆของอิกนิสบ่นหึ่งๆขึ้นมาใส่คนมือซน

“นาย…เป็นห่วงฉันด้วยหรอ?”

คำถามสั้นๆแต่กลับทำให้ใบหน้าคนฟังเห่อร้อนและขึ้นสีลามไปยังใบหูได้ในระยะอันรวดเร็ว ดวงหน้าขาวเสมองไปด้านข้างหลบสายตาของกลาดิโอลัสที่จ้องเขม็งมา “นายคิดว่าฉันไม่เป็นห่วงนายเลยหรือ?”

“ฉันไม่ได้หมายความว่า…”

“ถ้านายคิดว่าฉันไม่ห่วงนายก็ไม่เป็นไร ถือเสียว่าฉันมาเยี่ยมนายแทนน็อคท์ที่ถูกสั่งกักบริเวณก็แล้วกัน” ร่างโปร่งเพรียวตั้งท่าจะขยับลุกขึ้นจากเตียงหากไม่มีท่อนแขนกำยำมาโอบรั้งร่างกายเอาไว้ กลาดิโอลัสรีบคว้าร่างสูงตรงหน้ารั้งเข้ามากอดไว้แนบแน่น เป็นการกอดแบบที่แตกต่างจากหนแรกอย่างสิ้นเชิง ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีดำยาวทาบเกยไปบนบ่าแกร่งของราชเลขานุการหนุ่มตรงหน้า

“อิกนิส ฉันขอโทษ” เสียงทุ้มหนักๆกระซิบอ้อนที่ข้างใบหูของคนในอ้อมแขนตนเองเบาๆ “ยกโทษให้ฉันนะ”

“แล้วฉันจะยกโทษอะไรให้นายได้ละครับ นายยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักอย่าง”

สุดท้ายก็ใจอ่อนกับคนแบบนี้จนได้อิกนิสได้แต่เฝ้าบ่นกับตัวเองในใจ

รอยยิ้มกว้างแสนเจ้าเล่ห์ฉีกกว้างบนใบหน้าคมเข้มที่เริ่มรกครึ้มไปด้วยหนวดเคราเพราะไม่ได้โกนหนวดมาหลายวัน มือเรียวของคนที่กำลังนั่งประจัญหน้าคร่อมบนตักหนายกขึ้นไปไล้ตามผืนผ้าขาวที่พันทับนัยน์ตาข้างซ้ายของอีกคนเบามือ แววตาสับสนในม่านตาสีเขียวแสนสวยที่คนตัวโตรู้ว่ามองเท่าไรก็ไม่รู้เบื่อสะท้อนชัดออกมาทั้งที่ยามปรกติแล้วมันจะนิ่งสงบจนคาดเดาได้ยากยิ่งตลอดเวลา

“คราวหลังอย่าบุ่มบ่ามเอาชีวิตไปเสี่ยงแบบนั้นอีกนะกลาดิโอ้” ศีรษะทุยๆที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีน้ำตาลคาราเมลซุกหน้าตัวเองลงไปกับแผ่นอกอุ่นกว้างพร้อมกับส่งเสียงอู้อี้ออกมา อิกนิสไม่ค่อยยอมเปิดเผยด้านอ่อนแอของคนเองให้คนอื่นได้เห็นเท่าไรนัก…ยกเว้นแต่ก็กับคนที่อยู่เบื้องหน้าเขา

“นายไม่รู้หรอกว่าฉันตกใจแค่ไหนตอนพวกคราวน์การ์ดมาแจ้งว่านายบาดเจ็บสาหัส”  ใบหน้าคมสันขาวผ่องถอยออกมาจากอ้อมอกของคนตัวใหญ่พร้มกับจ้องมองเข้าไปในม่านตาสีน้ำตาลอมแดงข้างขวาขององครักษ์หนุ่ม มือขาวสั่นน้อยๆทั้งสองข้างประคองใบหน้าแกร่ง ปลายนิ้วที่มีริ้วรอยจากการใช้มีดทำครัวค่อยๆลากไล้ไปตามสันกรามที่ประดับด้วยไรหนวด

“ฉันรู้ว่ามันเป็นหน้าที่ของนายที่ต้องปกป้องน็อคท์ แต่ฉันก็ไม่อยากให้นายทำอะไรที่มันเสี่ยงเกินไป” ชายหนุ่มผมน้ำตาลเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง คนตรงหน้าอาจไม่รู้ว่าเขาใจเขาสั่นไหวด้วยความหวาดหวั่นมากแค่ไหนตอนที่ได้รับข่าวว่ากลาดิโอลัสกำลังบาดเจ็บสาหัสจนต้องเข้าโรงพยาบาล ยิ่งได้รับรู้ว่าอีกคนอาจจะต้องสูญเสียดวงตาไปข้างหนึ่งนั้นยิ่งทำให้เขากลัว

กลัวว่า…อาจจะไม่ได้เจอหน้ากันอีก

กลัวว่าจะต้องเสียคนคนนี้ไป

“ถ้านายเป็นอะไรไปน็อคท์จะขาดคนที่ปกป้องเขาได้ไปทันที…แม้แต่ฉันเองก็ไม่สามารถทำทดแทนนายได้นะกลาดิโอ้”

“นี่อิกกี้ที่บ่นๆมาทั้งหมดเพราะนายห่วงแค่ว่าน็อคท์จะขาดคนคอยปกป้องหรือไง?”

เรียวคิ้วเข้มบนใบหน้าคมสันเลิกสูงเล็กน้อยด้วยความฉงนฉงายใจ ตาสีน้ำตาลเจือแดงคู่คมฉายแววน้อยใจเล็กน้อยจนคนมองอดรู้สึกใจอ่อนไม่ได้…คนอะไรตัวโตยังกับหมีแต่ขี้น้อยใจชะมัด นิสัยไม่เข้ากับหน้าตาเลยสักนิด!

อิกนิสมองดูแววตาขี้น้อยใจนั้นด้วยอดหมั่นไส้ไม่ได้ก่อนจะเม้มปากของตนเองเบาๆอย่างชั่งใจ ความรู้สึกหลากหลายแปลกประหลาดกำลังตีกันในวุ่นในหัวสมองน้อยๆนั่นอย่างเอาเป็นเอาตาย…เขาไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องความรักมาก่อน เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งใดคือสิ่งที่คนรักกันควรพูดควรทำให้กันจึงจะเหมาะสมและถูกต้องที่สุด

ตั้งแต่เด็กจนโตมาเวลาของอิกนิสที่มีทั้งหมดต่างทุ่มเทให้การดูแลน็อคทิสและการฝึกฝนตนเองให้สมบูรณ์พร้อมในทุกๆด้านเพื่อที่อนาคตของเขาจะได้เป็นหูตาและแขนขากำลังสำคัญให้กับว่าที่ราชาแห่งลูซิสได้อย่างสมภาคภูมิ อิกนิสมีเพื่อนในวัยเดียวกันไม่มากเพราะด้วยหน้าที่การงานของเขาส่วนหนึ่งด้วยแต่เขาไม่ได้รู้สึกน้อยใจแต่ประการใดที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยแบบเด็กวัยรุ่นทั่วๆไป ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำที่อิกนิสรู้สึกพอใจที่ตนเองได้ใช้เวลาที่มีในการช่วยแบ่งเบาภาระของท่านลุงของเขาและเลี้ยงดูน็อคทิสแทนท่านราชารีจิสที่ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมายจนไม่ว่างหาเวลามาดูแลพระโอรสได้ด้วยพระองค์เอง

ทุกวันของอิกนิสเริ่มต้นด้วยเรื่องของน็อคทิสในยามเช้าและจบลงด้วยเรื่องน็อคทิสในยามค่ำ ดังนั้นเรื่องความรักจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่อิกนิสเองก็ไม่เคยคาดหวังหรือจะพูดให้ถูกก็คือไม่เคยคิดถึงเลยด้วยซ้ำไป เมื่อเติบโตขึ้นเขาเคยได้รับจดหมายสารภาพรักจากนางกำนัลสาวสวยน่ารักที่ทำงานในซิทาเดลหลายคนแต่เขาล้วนแต่ปฏิเสธพวกหล่อนไปอย่างสุภาพเพราะรู้ตัวดีว่าภาระหน้าที่แล้วเขาไม่มีเวลามากพอที่จะสามารถดูแลเอาใจใส่พวกเธอได้มากเท่าที่หญิงสาวพวกนั้นคาดหวัง

เขาไม่ชอบการทำให้คนอื่นผิดหวัง การตัดไฟเสียแค่ต้นลมจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่เขาควรทำ!

เมื่อไม่เคยคาดหวังถึงเรื่องความรักใดๆ การที่จู่ๆกลาดิโอลัส อามิทิเซีย ราชองครักษ์หนุ่มตัวใหญ่ที่มีหน้าที่คอยถวายอารักขาองค์มกุฎราชกุมารเดินมาสารภาพรักพร้อมเอ่ยปากขอคบจึงถือเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายเขาไปมาก ตอนแรกอิกนิสเข้าใจว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะหยอกล้อเขาเล่นๆแต่เมื่อเห็นสายตามุ่งมั่นและประหม่าอายจากคนตัวโตแล้วเขาคิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหก

อิกนิสยังจำสีหน้าแดงก่ำเพราะความเขินอายของกลาดิโอลัสในวันนั้นได้อย่างแม่นยำระหว่างที่รอคอยคำตอบจากเขา ใบหน้าของคนตัวโตแดงจัดลามไปถึงใบหูเหมือนกำลังจะระเบิดตัวเองออกมาก่อนที่จะต้องคอตกเดินกลับไปอย่างผิดหวังเพราะเขาเลือกที่จะปฏิเสธไปเช่นเดียวกับที่เขาบอกหญิงสาวคนอื่นๆไปก่อนหน้านี้

แม้จะถูกปฏิเสธกลับบ้านไปแต่ดูเหมือนความมุ่งมั่นของราชองครักษ์ร่างใหญ่จะไม่ได้ถดถอยตามไปด้วย วันต่อๆมาเจ้าตัวยังคงแวะเวียนมาเกาะกะกับเขาไม่ห่าง เจอหน้าก็ยิ้มทักทาย บ้างก็ยักคิ้วหลิ่วตาหยอกให้ตอนเจอกันในห้องซ้อมการต่อสู้ระหว่างที่น็อคทิสฝึกอาวุธ บางทีกลาดิโอลัสก็สรรหาวัตถุปรุงอาหารหายากที่ได้มาจากเส้นสายของฮันเตอร์ในกลุ่มคราวน์การ์ดมาฝากอิกนิสเมื่อรู้ว่าเขาชอบทำการอาหาร

เคยได้ยินสุภาษิตโบราณที่ว่า น้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อน แต่จิตใจของเขาไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนหินผาแม้ใครๆจะต่างพาการเข้าใจว่าเขาเป็นคนแสนเย็นชาและเย่อหยิ่ง ทุกความเพียรพยายามและมุ่งมั่นของกลาดิโอลัสนั้นอิกนิสสามารถจดจำและรู้สึกได้ สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจตอบตกลงรับคำขอคบอีกครั้งของกลาดิโอลัสแม้จะยังรู้สึกไม่แน่ใจในความรู้สึกของตัวเองเท่าไรนัก

อิกนิสเคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ การปกครองการบริหาร วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ปรัชญาขั้นสูง หรือวิชาแสนยากอื่นๆที่เด็กในรุ่นราวคราวเดียวกันไม่สามารถเรียนกันไหวได้อย่างง่ายดาย แม้แต่วิชาเย็บปักถักร้อยของพวกผู้หญิงเขาก็สามารถทำจัดการได้ดีเยี่ยม แต่กับเรื่องนี้มันสร้างความยุ่งยากใจให้กับอิกนิสพอสมควร

ในซิทาเดลไม่ได้มีกฎระเบียบห้ามปรามไม่ให้เจ้าพนักงานในวังคบหากัน หากแต่อิกนิสก็ยังไม่พร้อมจะประกาศเรื่องนี้กับคนทั่วไปมากนัก ความสัมพันธ์ของพวกเขามีเพียงแค่น็อคทิส พรอมพ์โต้กับไอริสเท่านั้นที่รับทราบ ซึ่งทั้งสามคนต่างไม่ว่ากล่าวอันใดนอกจากอวยพรให้พวกเขามีความสุข

กลาดิโอลัสคือคนแรกที่อิกนิสยอมเปิดใจและคบหาในฐานะพิเศษนี้ การที่เขาไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ทำให้เขาวางตัวไม่ถูกเวลาต้องอยู่กับกลาดิโอลัสในฐานะของคนที่กำลังคบหากันอยู่ มันไม่สามารถนำความรู้ที่มีที่เคยได้เล่าเรียนมาปรับใช้ได้ อิกนิสเองก็พยายามวางตัวไม่ให้เข้าไปก้าวก่ายอีกคนมากเกินไปแต่บางครั้งด้วยหน้าที่ของเขามันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับเขา ด้วยฐานะผู้ดูแลเจ้าชายน็อคทิสและราชเลขานุการ ทั้งชีวิตของเขายอมมอบให้แก่รัชทายาทคนต่อไปของราชอาณาจักร ไม่ว่าจะต้องเสียสละเท่าไรอิกนิสก็ยินดีหากมันช่วยส่งเสริมให้น็อคทิสสามารถขึ้นสู่ราชบังลังค์ได้อย่างสมภาคภูมิ ส่วนกลาดิโอลัสนั้นคือโล่ห์แห่งราชัน ราชองครักษ์ผู้พร้อมจะสละชีวิตตนเองเพื่อปกป้องชีวิตขององค์มกุฎราชกุมาร กลาดิโอลัสพร้อมที่จะทะยานเอาตัวเองเข้ารับภยันตรายต่างๆนานาที่มุ่งประสงค์ปองร้ายต่อชีวิตของน็อคทิสอย่างไม่หวั่นเกรง

หนทางเบื้องหน้าอุปสรรคและขวากหนามมากมายกำลังรอพวกเขาอยู่ น็อคทิสยังต้องพิสูจน์ตนเองอีกมากเพื่อจะเติบโตและก้าวขึ้นสู่ราชบังลังค์แห่งลูซิส ซึ่งอิกนิสพร้อมจะเคียงข้างองค์รัชทายาทไปจนถึงวินาทีสุดท้าย

แต่กับคนตรงหน้านี้…เขาไม่อยากเสียกลาดิโอลัสไปทั้งๆที่รู้ว่าชีวิตของอีกคนนั้นตั้งอยู่บนความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน!

องครักษ์ร่างสูงใหญ่ที่กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงอมยิ้มมองดูสีหน้ายุ่งยากใจของคนนั่งคร่อมตักของตักของตนเองอย่างขบขัน ทุกอย่างที่อีกคนกำลังครุ่นคิดนั้นเขาสามารถเข้าใจได้จากสีหน้าที่อิกนิสแสดงออกมาอย่างชัดเจน น้อยคนนักที่จะเห็นท่านราชเลขานุการในมุมมองนี้ซึ่งมันทำให้คนตัวโตรู้สึกหัวใจพองโตที่ได้เป็นหนึ่งในกลุ่มคยแสนน้อยนิดที่มีอิกนิสไว้วางใจ สองมือหนาฉวยโอกาสโอบรอบช่วงเอวสอบเข้ารูปแต่ค่อนข้างหมิ่นเหม่ลงไปใกล้สะโพกมนที่ซุกซ่อนอยู่ใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงสแสคสีดำสนิทพร้อมออกแรงรั้งกายโปร่งเพรียวเข้ามาใกล้ๆ

“เฮ้ย อิกกี้ บางทีนายไม่ต้องคิดมากอะไรขนาดนั้นก็ได้นะ” กลาดิโอลัสเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะน้อยๆพลางยกมือขึ้นเกลี่ยปอยผมสีน้ำตาลที่ปรกใบหน้านวลนั้นออกไปด้านข้าง

“แต่ว่า…ฉัน…” แววตากังวลสับสนนั้นดูน่ารักในความคิดของคนมอง แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาอยากเห็นประกายตาที่สดใสจากอิกนิสมากกว่าอยู่ดี

“อิกกี้ นายไม่ต้องห่วงฉันหรอก” ตาคมจ้องลึกเข้าไปมรกตน้ำงามตรงหน้า องครักษ์ผู้ทำหน้าที่โล่ห์แห่งกษัตริย์เอยออกมาอย่างหนักแน่น

“สิ่งเดียวที่นายต้องโฟกัสคือน็อคท์เท่านั้น สิ่งใดที่นายกับน็อคท์ไม่สามารถโฟกัสได้ ฉันจะโฟกัสให้พวกนายเอง”

“…”

“ฉันสัญญาว่าฉันจะเข้มแข็งขึ้นเพื่อปกป้องทั้งนายและน็อคท์ให้ได้” ราวกับการกล่าวสัตย์สาบานเบื้องหน้าองค์ราชาบนราชบังลังค์กลางท้องพระโรงอันแสนโอ่อ่า ชายหนุ่มผมดำตั้งใจเอ่ยพูดช้าๆชัดเจนๆกับคนในอ้อมแขนของตนเองอย่างมุ่งมั่น

“แต่ยังไงก็ต้องปกป้องน็อคท์ก่อนปกป้องฉันนะรู้ไหม” ชายหนุ่มสวมแว่นไม่วายสวมวิญญาณราชเลขามือหนึ่งเอ่ยแย้งออกมาทำเอาบรรยากาศที่กำลังจะซึ้งพังครืนลงมาไม่เป็นท่า กลาดิโอลัสถึงกับถอนหายใจออกด้วยความอ่อนอกอ่อนใจก่อนที่คนตัวสูงใหญ่จะต้องหยุดชะงักกับประโยคถัดมาของชายหนุ่มผมน้ำตาล

“ฉันแค่อยากให้นายรู้เอาไว้กลาดิโอ้ นายคือคนที่ฉันไว้ใจเทียบเท่าตัวฉันเอง เพราะนายกับฉันเรามีหน้าที่ร่วมกันคือดูแลน็อคท์…และฉันไม่อยากเสียนายไป”

เมื่อกล่าวจบใบหน้าเกลี้ยงเกลาโน้มไปหาดวงหน้ากร้านที่รุงรังด้วยหนวดเคราสีเข้ม ริมฝีปากหยุ่นนุ่มสีอ่อนนาบทับลงไปบนกลีบปากหนาหยักแล้วบรรจงบดเบียดเข้าหาอีกฝ่ายอย่างไม่ประสีประสา ดวงตาสีน้ำตาลแดงเบิ่งกว้างด้วยความตื่นตะลึงเล็กน้อยก่อนที่ช่วงแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามจะโอบรัดเรือนร่างเพียวสมส่วนนั้นเข้าหาตนเอง ปลายชิวหาสากร้อนลากเลียหยอกเย้าไปบนกลีบปากแสนไร้เดียงสาราวกับตั้งใจจะสอนบทเรียนการจูบที่แท้จริงให้ อิกนิสสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจเมื่อคนตัวสูงกว่าสอดแทรกลิ้นของตนเองเข้าไปในโพรงปากของตนเอง เขาพยายามใช้ลิ้นของตนเองผลักการรุกรานของฝั่งตรงข้ามออกไปแต่กลับกลายเป็นว่าลิ้นของทั้งสองฝ่ายยิ่งตวัดพันเกี่ยวเข้าหา

กลาดิโอลัสเลื่อนฝ่ามือของตนเองมากดบริเวณท้ายของอิกนิสบังคับให้ศีรษะทุยที่ปกคลุมด้วยเส้นไหมสีน้ำตาลเข้มนั้นแหงนเงยขึ้นหาตนเองเพื่อให้อิกนิสสามารถลิ้มรสจุมพิตของเขาได้ถนัดถนี่ยิ่งขึ้น ริมฝีปากหนากดจูบบดเบียดลงไปหาคนในอ้อมกอดตนเองรุนแรงและหนักหน่วงจนหยาดน้ำใสไหลรินออกมาตรงมุมปากบางที่แดงช้ำ มือเรียวที่คุ้นชินกับการตวัดเขียนอักษรวิจิตรบนหน้ากระดาษขยุ้มจับเสื้อคลุมสีขาวบนร่างกายขององครักษ์ร่างใหญ่พร้อมกับออกแรงจิกทิ้งมันอย่างไม่ปราณี เสียงของเหลวที่ไหลแลกเปลี่ยนไปมาในโพรงปากนั้นแสนเร้าร้อนและปลุกเร้าจนเขารู้สึกสะท้านอาย ภายในช่องโสตประสาทรู้สึกอื้อไปหมดจนไม่ได้ยินเสียงภายนอก

เมื่อกลาดิโอลัสยอมปล่อยเขาให้เป็นอิสระ อิกนิสก็แทบจะหอบหมดแรงกับจุมพิตที่ร้อนแรงยาวนานนั้น สองมือเรียวเกาะเกี่ยวบ่ากว้างของคนตรงหน้ายึดเอาไว้เป็นหลักไม่ให้เขาเอียงล้ม

“อิกกี้” เสียงของกลาดิโอดิลัสที่เปล่งออกมาแหบพร่าแปลกประหลาด ดวงตาดุดันสีแดงคู่นั้นกรุ่นไอปรารถนาออกมาอย่างชัดเจนก่อนที่ร่างโปร่งบางที่นั่งคร่อมทับอยู่บนตักกว้างจะรู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอมบางอย่างที่เคล้าคลออยู่บริเวณบั้นท้ายของตนเอง ความแข็งขืนจากร่างกายของคนที่่เขานั่งทับอยู่ดุนดันอยู่ใต้เนื้อผ้าสีขาวขึ้นเป็นรูปร่างใหญ่โต ใบหน้าขาวผ่องของราชเลขานุการมือหนึ่งถึงกับแดงและร้อนฉ่าขึ้นมาฉับพลัน

“กลาดิโอลัส นายมันคนหน้าไม่อาย!!!!” ร่างโปร่งรีบตะเกียดตะกายลุกขึ้นจากท่าทางล่อแหลมนั้นแต่กลับยังช้าเกินไปเพราะองครักษ์หนุ่มตัวใหญ่รีบรวบคนที่กำลังอายและตั้งท่าจะหนีอย่างเอาเป็นเอาตายไว้ได้ทัน กลาดิโอลัสพลิกกดร่างที่สวมใส่เสื้อเชิ้ตสีเชิ้ตกับกางเกงลงนอนราบบนเตียงกว้างแทบพร้อมกับใช้น้ำหนักกายของตัวเองกดทับอีกฝ่ายเอาไว้

“ไม่เป็นไรหน่าอิกกี้” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างสบายๆประหนึ่งจะปลอบอีกฝ่าย

“นี่เราอยู่ในโรงพยาบาลนะ ปล่อยมือเดี๋ยวนี้นะ…อึ้มมม” กลีบปากที่บวมแดงจากรสจูบร้อนแรงครั้งแรกถูกร่างหนาครอบครองอีกครั้งด้วยการมอบจุมพิตที่แสนรุกเร้าดูดดื่ม

และแล้วเสียงโวยวายทั้งมวลในห้องพักคนป่วยที่แขวนชื่อว่า กลาดิโอลัส อามิทิเซียก็สงบลงหลงเหลือเพียงเสียงขยับไหวของสองร่างกายที่สอดประสานกันอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยนคละเคล้าไปด้วยกลิ่นหอมหวานแสนรัญจวนน่าหลงใหล

.

.

.

.

.

( – – – ปัจจุบัน – – -)

“วันนี้จะนอนในเมืองกันหรอ?” น้ำเสียงยืดยานคางราวกับคนพูดกำลังจะหลับไม่หลับแหล่ดังมาจากเด็กหนุ่มที่ผมสีดำขลับของเขาถูกจัดแต่งทรงให้ชี้ไปด้านหลัง ดวงตาสีฟ้าเข้มเหมือนแซฟไฟร์น้ำงามมองดูผู้ที่เป็นคนคุมกระเป๋าเงินของคณะเดินทางด้วยแววตาประหลาดใจที่จู่ๆคนขับรถประจำคณะเดินทางเลี้ยวรถมุ่งหน้าเข้าเมืองเล็กๆระหว่างทางที่จะไปแหลมคาเอม

“อา…พอดีเราต้องแวะซื้อเสบียงก่อนมุ่งหน้าไปคาเอมเลยต้องแวะที่นี่ก่อน” อิกนิสเอ่ยเสียงนิ่งๆก่อนจะยกมือขึ้นมาขยับแว่นตาของตนเองให้เข้าที่ คิ้วเรียวสีเข้มมุ่นเข้าหากันเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด…ถึงจะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องพวกนี้เท่าไรแต่น็อคทิสจำได้เลาๆว่าพวกเขาเพิ่งซื้อวัตถุดิบอาหารกับเครื่องเทศไป มันไม่น่าจะหมดเร็วขนาดนั้นเพราะกลาดิโอลัส คนกินจุที่สุดในกลุ่มเพิ่งกลับมาเข้าร่วมเดินทางกับพวกเขาเมื่อวานนี้เอง

สงสัยคงหนีไปพ้นเรื่องอย่างว่าละนะ…คนเป็นเจ้าชายได้แต่โคลงหัวอ่อนใจ

“แยกสองห้องนอนใช่ไหม?” น็อคทิสยังคงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชาก่อนที่เหลือบไปมองผู้ที่ทำหน้าที่เป็นโล่ห์แห่งราชันให้กับตนเองที่ยืนห่างออกไปด้วยสีหน้ารู้ทัน

“ก็คงต้องเป็นแบบนั้น” ชายหนุ่มร่างสูงเพรียวโดดเด่นแสร้งกระแอมไอเบาๆทั้งที่จริงๆแล้วเขาไม่ได้รู้สึกติดขัดอะไรในลำคอตัวเองเลย

“เข้าใจแล้วละ…งั้นพรุ่งนี้ฉันคงต้องเป็นคนขับไปคาเอมสินะ” เจ้าชายสูงศักดิ์กระตุกยิ้มล้อเลียนพร้อมกับเอื้อมมือไปรับเงินจากอิกนิสมาถือไว้

“รบกวนนายด้วยแล้วกันนะ น็อคท์” สีแดงระเรื่อจางๆระบายขึ้นตรงโหนกแก้มสูงของคนตอบที่พยายามคุมสีหน้าให้เป็นปรกติมาที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ให้ตายสิพวกนายสองคนนี่” เด็กหนุ่มอดสบถออกมาเบาๆไม่ได้

“เย้ๆ คืนนี้ได้นอนโรงแรมแล้ว วิเศษไปเลยเนอะน็อคท์” เด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางกว่าคนอื่นๆกับเส้นผมสีทองสว่างสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นตะโกนลั่นออกมาพร้อมกับกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่วันนี้คณะพวกเขาได้นอนโรงแรมในตัวเมืองเสียทีหลังจากพวกเขาต้องหลังขดหลังแข็งนอนเบียดๆกันในเต๊นท์กลางป่ากลางเขามาหลายวัน

“ช่ายย วิเศษมากเลยละ” เจ้าชายรัชทายาทแห่งลูซิสกรอกตาขึ้นมองฟ้าเล็กน้อยก่อนจะเดินนำมุ่งหน้าไปหาสถานที่ที่เปิดให้เช่าห้องพักโดยมีเด็กหนุ่มผมทองเพื่อนสนิทวิ่งตามไปติดๆไปห่าง

.

.

.

.

.

END

 

=====

ปูลู ตอนท้ายๆนั้นคนแต่งเริ่มหมดมุกเลยเขียนมาได้แค่นี้ วอนคนอ่านเห็นใจด้วยนะคะ ><

[Drabble] Final Fantasy XV – Veiled in the Black

Title: Veiled in the Black

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: ??? X ???

Genre: AU / Sci-fi / Movie plot

Comments: มาสั้นๆมีแค่นี้จริงค่ะ จบเท่าไรก็มีแค่นั้นค่ะ ไม่มีต่อแล้ว 😂

= = = = =

.

.

“เอาตัวอย่างรหัส NH-01985 ออกมาได้”

.

.

“ช่วยด้วย ปล่อยผม ปล่อยผม!!!”

.

.

“อย่าเอาพี่ออกไปนะขอร้อง อย่าทำร้ายพี่”

.

.

“จัดการแยก NH-01987 ออกจาก NH-01985 เดี๋ยวนี้!!”

.

.

“เฮ้ย อย่าตีที่หัวสิโว๊ย ไอ้พวกโง่นี่ พวกนี้มันมีค่าก็ตรงที่สมอง ถ้าเสียหายไป แกรับผิดชอบไม่ไหวนะเว้ย!!”

.

.

“ปล่อยผม…ผมไม่อยากไป ปล่อยผมเดี๋ยวนี้!!!”

.

.

“พาตัวออกมาได้!!”

.

.

“สารเคมีออกฤทธิ์แล้ว ตอนนี้ระดับออกซิเจนลดต่ำลง หัวใจเต้นช้าลงแล้ว เตรียมตัวสำหรับการผ่าตัดได้”

.

.

“ประสาทสมองยังคงทำงานอยู่เต็ม100% เริ่มการทดลองเชื่อมประสานสมองกับร่างได้”

.

.

“การเชื่อมประสานระหว่างสมองของตัวอย่างรหัส NH-01985 กับร่างเสร็จสมบูรณ์”

.

.

“การทดลองเชื่อมประสานสำเร็จแล้ว พาตัวอย่าง RV-0169 ไปเข้ากระบวนการต่อไปได้”

.

.

.

.

.

.

.

.

“เอาละ ค่อยๆลืมตาขึ้นสิ”

เสียงเรียกที่ฟังดูห่างไกล ไม่รู้ว่าคนพูดคือใครแต่เสียงนั้นค่อยๆแทรกซึมเข้ามาในสติสัมปชัญญะของเขาทีละน้อย เขาก็เริ่มค่อยๆลองขยับเปลือกตาของตัวเองตามคำสั่งนั้น

“เด็กดี ค่อยๆทำแบบนั้นละ” เสียงทุ้มหนักเอ่ยอย่างนุ่มนวลอีกครั้ง

เปลือกตาของเขานั้นหนักมากแม้เขาจะพยายามค่อยๆกระพริบเพื่อลืมมันขึ้นแต่ดูเหมือนมันจะไม่ยอมทำตามคำสั่งเท่าไร

“ไม่ต้องรีบร้อนที่รัก เธอต้องค่อยๆปรับตัวเข้ากับแสงสว่างนะรู้ไหม!” ราวกับอีกฝ่ายรู้ว่าเขาพยายามจะลืมตาขึ้นไวๆจึงได้พูดปรามเบาๆด้วยเสียงกลั้วหัวเราะแบบนั้น

ในที่สุดความพยายามของเขาก็ประสบผลสำเร็จ ความสว่างของภายนอกค่อยๆลอดผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้ทีละน้อย แต่มันช่างเจิดจ้าจนเขาอดไม่ได้ที่จะต้องหรี่นัยน์ตาของตัวเองลงอีกครั้ง เขาหยีตาลงนิ่งนานสักพักรอจนสภาพดวงตาของตัวเองเริ่มปรับตัวกับความจ้าเบื้องหน้าได้จึงคลายสีหน้าออก

ภาพตรงหน้ามันช่างขุ่นมัวเหมือนมีแผ่นฟิล์มบางๆบดบังสายตาของเขาเอาไว้ จนกระทั่งมีมือดีมาช่วยดึงแผ่นพลาสติกใสที่คลุมหน้าของเขาเอาไว้ออกไป

“เอาละทีนี้ ก็ลองหายใจลึกๆดู” เขามองไม่เห็นคนที่พยายามพูดด้วยกับเขามาตลอด สิ่งเดียวที่ดวงตาของเขาเห็นคือดวงไฟวงกลมสีขาวจ้าสามดวงที่สาดส่องลงมา แต่บางอย่างบอกว่าเขาควรทำตามคำแนะนำที่อีกฝ่ายบอกมา

สันจมูกคมสั้นโด่งรั้นค่อยๆลองสูดอากาศเข้าไปในปอดของตัวเองอย่างช้าๆ แต่แล้วร่างกายของเขากลับไม่ยอมให้ความร่วมมือด้วย เหมือนลมหายใจนั้นจะไม่ยอมไหลเข้าในตัวแถมมันยังวิ่งวนสวนกลับออกมาในช่องเดิมทำเอาเขาสำลักอากาศจนไอโคลกออกมาก่อนที่จะมันเปลี่ยนเป็นการหายใจแบบสะอึกถี่รัวเพราะหายใจได้ไม่สะดวก

“ฮึก ฮึก ฮึก” เสียงลมหายใจที่ติดขัดดังถี่ๆจนร่างกายที่นอนนิ่งราบไปบนเตียงเริ่มสั่นกระตุก เขาพยายามอ้าปากเพื่อสูดอากาศหายใจช่วยอีกทางแต่มันก็ยังไม่ยอมไหลเวียนเข้าไปในร่างกายของเขาอยู่ดี ความจุกตื้ออัดทับช่วงอกของเขาเหมือนมีลูกตุ้มเหล็กหนักหนามาวางอยู่

“ใจเย็นๆหนุ่มน้อย ลองหายใจอีกรอบไม่ต้องรีบร้อน หายใจเข้าลึกๆแล้วผ่อนออกมาช้าๆ” เสียงนุ่มนวลอ่อนโยนแบบเดิมที่ได้ยินดังขึ้นด้านข้างตัวเขาอีกครั้งพร้อมกับฝ่ามือใหญ่และอบอุ่นที่วางลงสัมผัสเหนือหน้าผากช่วยปลอบประโลมเขาจากความตื่นตระหนก

“ดีแบบนั้นละ หายใจเข้าอีกรอบ เธอต้องค่อยๆปรับตัว” มือหนานั้นลูบหัวของเขาไปมาอย่างอ่อนโยนตลอดเวลาและยังพยายามพูดให้กำลังใจเขา

ความสงสัยทำให้เขาค่อยๆพยายามผินหน้าไปทางที่เขาได้ยินเสียงนั้น อยากจะรู้ว่าใครกันคือเจ้าของเสียงที่เขาได้ยินตั้งแต่เริ่มได้สติขึ้นมา

ภาพของชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ค่อยๆปรับตัวชัดเจนขึ้นในดวงตา อีกฝ่ายอยู่ในกราวน์สีขาวแบบเต็มตัวไม่แตกต่างจากคนอื่นๆในห้องที่กำลังรายล้อมตัวเขาอยู่ เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มนวลที่เขาได้ยินนั้นมีใบหน้าคมคายแต่ก็แฝงไว้ด้วยความหยาบกร้านอีกทั้งหนวดเคราประดับแซมประปรายใต้คางนั้นทำให้รู้สึกเหมือนเจ้าตัวไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเท่าไร เส้นผมหยักศกหนาสีเหมือนไวน์แดงที่ยาวระต้นคอถูกมัดรวบไว้อย่างลวกๆข้างหลัง ดวงตาสีทองใต้แว่นครอบสีใสคู่นั้นฉายแววปิติยินดีเมื่อมองเห็นว่าเขาหันมามองตนเองจนห้ามรอยยิ้มกว้างไม่ให้วาดขึ้นบนริมฝีปากหยักไม่ได้

“สวัสดี เด็กน้อย” อีกฝ่ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ

“ที่นี่ที่ไหนกัน?” เขาพึมพำออกไปราวกับยังไม่ได้สติดีนัก ความจ้าของแสงสว่างเหนือศีรษะเริ่มทำให้เขารู้สึกปวดร้าวในกระโหลกขึ้นมาทีละน้อย ไกนจะเสียงหึ่งๆของอะไรบางที่อยู่ด้านล่างนั่นอีกที่รบกวนระบบประสาทของเขาอย่างมาก

“ที่นี่คือศูนย์วิจัยของบริษัทกราเลีย เอ็นเตอร์ไพรซ์…อ่อ ไม่ต้องกังวลไปที่นี่ไม่มีใครทำร้ายเธอแน่นอนวางใจได้ ส่วนฉันคือดอกเตอร์ อิซูเนีย เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย”

ชายผมม่วงอมแดงพูดพร้อมรอยยิ้มก่อนจะละมือไปจากหน้าผากของเขาเพื่อรับแฟ้มประวัติอิเล็คโทรนิคจากคนร่างเล็กอีกคน เขามองเห็นไม่ชัดว่าอีกฝ่ายเป็นเพศอะไรเนื่องเจ้าตัวใส่เสื้อกราวด์ปิดบังไว้และสวมมาร์สป้องกันเชื้อโรคอีกด้วย แต่เขาคาดว่าคนคนนั้นน่าจะเป็นผู้หญิงเพราะขนาดร่างกายทีผอมบางและส่วนสูงที่น้อยกว่ามาก

“เธอมีพัฒนาการที่ประหลาดใจเสมอๆเลยนะ ตอนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ใช่ไหมละ” ชายวัยกลางคนมีแววตาพึงพอใจเมื่อมองดูผลรายงานในมือก่อนที่เขาจะหันหน้ากลับมาคุยกับเขาด้วย

“คุณหมายความว่ายังไง?” ความรู้สึกเจ็บร้าวในหัวเริ่มแผ่ขยายจากส่วนด้านหลังขึ้นมาไม่ยอมหยุดแม้ว่าเขาจะพยายามฝืนเอาไว้

ม่านตาสีทองชำเลืองลงมามองเขาเล็กน้อยแต่มีความสามารถพอที่จะทำให้เขาลืมหายใจไปชั่วขณะได้ ดวงตาคู่นั้นตรึงเขาไว้ให้ต้องจ้องมองตอบกลับได้อย่างง่ายดาย ก่อนอีกฝ่ายจะคลี่ยิ้มอ่อนโยนออกมาพร้อมตอบเขาอย่างนุ่มนวล

“เพราะฉันมองเห็นทุกอย่างให้หัวของเธออย่างไรเล่า ไม่ว่าเธอจะคิดอะไร รู้สึกอย่างไรฉันจะสามารถเห็นมันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง”

“….” เขาไม่จะตอบอะไร สิ่งเดียวที่ทำได้คือนอนจับจังหวะหายใจของตัวเองที่เริ่มคงที่มากขึ้นและสามารถสูดลมหายใจได้ลึก

“ดูเหมือนจะเริ่มดีขึ้นแล้วนะงั้นเรามาคุยกันสักหน่อยดีกว่าไหม” คนที่เฝ้ามองดูความเปลี่ยนแปลงมีท่าทีชอบใจที่เห็นว่าเขาสามารถหายใจด้วยตัวเองได้ดีขึ้นภายในระยะเวลาสั้นๆ มือหนาส่งแฟ้มประวัติคืนให้กับคนตัวเล็กด้านข้างก่อนเขาจะสาวเท้าขยับมายืนใกล้ๆที่ที่เขากำลังนอนราบอยู่

“นี่หนุ่มน้อย เธอจำอะไรได้บ้างไหม?”

ความรู้สึกปวดร้าวเหมือนมีอะไรมาบีบสมองเขาตลอดเวลาแแบบนี้ค่อนข้างเป็นอุปสรรคในการใคร่ครวญตรึกตรองอย่างมาก ยิ่งเขาพยายามเค้นสิ่งที่อยู่ในหัวออกมามากเท่าไรมันก็ยิ่งเจ็บปวดม่กเท่านั้นเหมือนกับร่างกายต้องการบอกเขาว่ามันความทรงจำนั้นไม่สมควรมีอยู่

“ไฟ…ไฟเต็มไปหมด เสียงระเบิด โอ้ยย อ๊ากก” เขาคำรามออกมาเพราะไม่อาจทนทรมานกับแรงบีบคั้นในหัวตัวเองได้ 

“ชู่ว ใจเย็นๆไม่ต้องรีบร้อน” ชายร่างสูงรีบพุ่งเข้ามาประชิด สองมือหนาคว้าร่างกายที่นอนสั่นเกร็งและเริ่มกระตุกแรงอยู่บนเตียงลาดยาว

“ทำไม…ร่างกาย….ทำไมไม่รู้สึกอะ…ไรเลย อ๊าก!!”

“เพราะนี่ไม่ใช่ร่างกายของเธอหนุ่มน้อย…ร่างของเธอโดนระเบิดทำลายไปหมดแล้ว เราช่วยไว้ได้แต่สมองของเธอเท่านั้น!!” เสียงทุ้มหนักกระซิบบอกที่ข้างหูเขาอย่างนุ่มนวล

“แต่ไม่ต้องกังวลไป เราสร้างร่างกายใหม่ให้เธอได้…เธอยังเป็นคนคนเดิม มีจิตวิญญาณเดิมภายใต้ร่างกายใหม่ที่ถูกออกแบบและปรับแต่งมาดีกว่าเดิม”

“อึ๊กก ” ตอนนี้เขาแทบไม้ได้ยินว่าอีกฝ่ายกำลังพร่ำบอกอะไรเขาอีกต่อไป 

“เขากำลังชัก เตรียมฉีดยาเข้าได้”

“ชู่วๆ ไม่ต้องกลัวไป อีกไม่นานเธอจะสามารถปรับตัวเข้ากับร่างกายใหม่นี้ได้เอง” ท่ามกลางความชุลมุลในห้องที่เกิดขึ้นในพริบตา ชายเจ้าของเรือนผมสีม่วงอมแดงประหลาดตายังคงความสงบเยือกเย็นและรอยยิ้มที่มักประดับบนใบหน้าคมคายนั้นตลอดเวลาไม่เปลี่ยน เขายังคงใช้สองมือกดตรึงร่างที่นอนนิ่งเกร็งกระตุกพร้อมกระซิบปลุกปลอบใจด้วยเสียงทุ้มติดแหบหน่อยๆช่วงท้ายแต่ฟังแล้วระรื่นหูยิ่งนัก

หลอดของเหลวสีเหลืองถูกบรรจุใส่กระบอกฉีดสีดำขนาดใหญ่ ปลายเข็มเรียวแหลมแทงผ่านสายที่เชื่อมต่อเข้ากับด้านหลังศีรษะของคนที่นอนอยู่กลางห้องแห่งนี้ แรงอัดดันผลักให้ตัวยาไหลไปตามสายที่ระโยงระยางเข้าสู่ร่างกายปลายทาง

ไม่นานนักร่างกายที่เกร็งแข็งและสั่นกระตุกก็เริ่มสงบลง ดวงตาของเขาค่อยๆหรี่ลงอย่างหมดเรี่ยวแรง เขาเฝ้ามองภาพใบหน้าคมที่มีหนวดเคราหรมแหรมนั้นพร่าเบลอลงไปช้าๆจนทุกอย่างกลับกลายเป็นสีดำมืดมิดสุดลูกหูลูกตา เสียงของชายคนนั้นจะดังกังวานมาจากที่ห่างๆที่เขาไม่อาจคาดเดาได้ว่า

“ไว้เราค่อยคุยกันใหม่นะ เรวุส!!”

.

.

.

ชายวัยกลางคนก้าวเท้าออกมาจากห้องที่ถูกปัดกั้นและควบคุมแน่นหนา เสื้อกราวน์สีขาวแบบเต็มตัวและแว่นตาใสที่สวมป้องกันถูกถอดออกวางคืนไว้ในที่ที่ทางศูนย์จัดเตรียมไว้ให้ เขากลับมาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตขาวที่ไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไรนัก แขนเสื้อยาวที่เขานึกรำคาญเสมอๆถูกพับเก็บขึ้นไปจนถึงข้อศอกอย่างลวกๆ  ช่วงขายาวใต้กางเกงสแลคสีดำเข้มสาวเท้าเดินไปยืนบริเวณหน้าต่างกระจกใส่ขนาดใหญ่เคียงข้างร่างกายผอมบางแลดูอ่อนแรงของชายชราผมขาวโพลนคนหนึ่งที่เฝ้ามองเหตุการณ์ภายในห้องนั้น

“วันนี้ลมอะไรหอบท่านอัลเดอร์แคปท์มาถึงห้องสังเกตุการณ์ได้ละครับเนี่ย?” เสียงทุ้มที่เคยฟังดูนุ่มนวลกลับกลายเป็นโทนเสียงยียวนขึ้นมาเอ่ยทักทายพร้อมเจือเสียงหัวเราะน้อยๆตรงท้ายประโยค

ตาคมปลาบของชายชราผู้กุมอำนาจสูงสุดด้วยฐานะของเจ้าของบริษัทแห่งนี้หันกลับมามองดอกเตอร์คนเก่งแสนอวดดีอย่างไม่นึกชอบใจ แต่คนถูกมองยังคงมีทีท่าไม่สะทกสะท้านยำเกรงอีกฝ่ายแค่อย่างใด ใบหน้าคมคายนั้นยิ้มละไมก่อนจะแสร้งค้อมศีรษะลงเล็กน้อยราวกับเสแสร้ง

“รายงายฉันมา”

“ร่างกายของเขาได้รับการปรับแต่งให้สมบูรณ์ไร้ที่ติ เรากำลังเร่งพัฒนาศักยภาพของชิ้นส่วนอยู่…เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นเขาจะเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพและไร้อะไรมาทัดเทียมได้แน่นอนครับ” ดวงตาของคนฟังวาวโรจน์ด้วยความพึงพอใจสูงสุด

“ดอกเตอร์อิซูเนียฉันต้องการให้ตัวอย่างทดลองตัวนี้สมบูรณ์โดยเร็วที่สุด” เสียงแหบพร่าออกคำสั่ง

“ไวขนาดนั้นเลยหรือครับท่าน?” เรียวคิ้วหนาเลิกขึ้นเล็กน้อยพร้อมแววตาประหลาดใจที่ฉายในม่านตาสีอำพันคู่คม

ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วนรอยแห่งกาลเวลาพยักเพยิดไปทางร่างกายที่ยังคงนอนนิ่งสนิทอยู่กลางห้องใหญ่นั้นผ่านบานกระจกใส

“เจ้าสิ่งนั่นคือสิ่งที่จะช่วยกอบกู้สถานการณ์ของบริษัทไว้ได้ ฉันลงทุนกับมันไปมากและต้องการให้มันพร้อมใช้งานเร็วที่สุด!!”

รอยยิ้มเหยียดวาดขึ้นบนกลีบปากหยักได้รูปเหนือหนวดเคราหรอมแหรม ชายร่างสูงโค้งให้กับผู้ที่ถืออำนาจสูงสุดในที่นี้ราวกับแสนเคารพนบน้อมต่ออีกฝ่ายยิ่งนัก

“อา…ตามบัญชาของจักรพรรดิ เขาจะพร้อมสำหรับการใช้งานในอีกไม่นานแน่นอนครับ”

ร่างหนายืดตัวกลับมายืนเต็มความสูงของตัวเองอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวหันหลังเดินออกไปปล่อยให้ชายชราเฝ้ามองความเคลื่อนไหวต่างๆผ่านกระจกใสต่อไป หางตาสีมองเหลือบแลกายผอมบางที่แทบจะไร้เรี่ยวแรงนั้นอย่างหมิ่นแคลน

“ช่างน่าเสียดาย….ช่างเสียดายจริงๆ”

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ใครที่เพิ่งดู Ghost in the Shell มาน่าจะพอคุ้นๆกับฉากเปิดเรื่องฉากนี้ค่ะ พอดีคนแต่งเพิ่งกลับมาจากดูหนังมีความรู้สึกพีคกับหนังเลยลองเอามาผสมกับจินตนาการกาวๆของตัวเองดูค่ะ

แอบเฉลยนิดนึงว่า NH-01987 คือรหัสบาร์โค้ดบนข้อมือของพรอมพ์โต้ นะคะ 😉 NH-01985 คือเลขที่เรามั่วขึ้นให้เป็นตัวทดลองรุ่นเดียวกับพรอมพ์โต้

[Fan Fiction] Final Fantasy XV – Distain_Part IV (END)

Title: Distain

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Genre:Drama / Angst

Rating: PG

Previously: Part I / Part II / Part III

Comments: พาร์ทนี้เราเขียนร่างๆไว้ก่อนหน้าเกมอัพเดตวันที่ 28/03/2017 พอตัวเกมส่วนเสริมเพิ่มขึ้นมาเราเลยเน้นปรับให้เข้ากับเนื้อหาที่ออฟฟิเชียลปล่อยออกมาแทนนะคะ

Warning! อ่านจบแล้วอย่าตบคนเขียนเลยนะคะ แค่นี้คนเขียนก็ดีใจค่ะ 😂😂😂

———————————-
:

:

:

ท่านรู้สึกอย่างไรเวลาได้รับรู้ความจริงที่แสนโหดร้าย

มันเจ็บมากใช่ไหมฝ่าพระบาท

แต่ที่ท่านยังรู้สึกเจ็บมันแสดงว่าท่านยังเป็นมนุษย์อยู่อย่างไรเล่า

เพราะความรู้สึกเจ็บ ความรู้สึกกลัว ความรู้สึกสิ้นหวังมันมีเอาไว้เพื่อมนุษย์โดยเฉพาะ!!

:

:

:

———————————-

:

:

:

เสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดของมังกรตัวมหึมาอยู่ใจกลางหลุมน้ำวนขนาดใหญ่ที่พร้อมจะถาโถมและสาดซัดกลืนกินทุกชีวิต เกล็ดสีเงินระเเรื่อแวววาวตามลำตัวยาวสะท้อนประหนึ่งจงใจข่มขวัญมนุษย์ตัวจ้อยที่อาจหาญใช้พลังขอตนเองผลึกเทพเจ้าผู้ทรงอำนาจให้ตื่นขึ้นจากนิทรากาล

เพียงแค่การขยับเคลื่อนไหวเล็กน้อยของเทพีแห่งสายน้ำก็มีพละพลังมหาศาลพอจะสร้างเกลียวคลื่นรุนแรงให้พัดโหมมาเข้าปะทะตัวเมืองแอคคอร์โด้ได้ไม่ยาก สายวารีบ้าคลั่งกระหน่ำเข้ากระทบกับฐานกำแพงที่ชาวเมืองตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อต้านแรงคลื่นและลมอย่างไม่ลืมหูลืมตาก่อนที่มันจะท่วมทะลักเข้าไปในเขตเมืองชั้นในพร้อมทั้งพัดพากวาดต้อนข้าวของและประชาชนผู้โชคร้ายกลับลงสู่ห้วงบาดาลไปเป็นบรรณาการความกริ้วโกรธของเทพเจ้าแห่งบรรพกาลนาม เลไวอาธาน

“ในนามของเทพพยาการณ์ ข้าขอสาบาน…ราชาจะพิสูจน์ให้ท่านได้เห็นว่าเขาคู่ควรกับพลังของท่าน!!!”

ร่างบอบบางในอาภรณ์สีขาวที่ฉีกขาดยังคงพยายามทรงตัวยืนหยัดบนแท่นปะรำพิธีอยู่เบื้องหน้าเทพีสายน้ำผู้เกรี้ยวกราดด้วยความกล้าหาญและมุ่งมั่น อัญมณีสีฟ้าใสกระจ่างคู่งามจ้องมองร่างมังกรน้ำที่สูงเทียมฟ้าไม่วางตาอย่างไม่หวั่นเกรง มือขาวที่เริ่มแม้จะเริ่มเย็นเยียบขยับกำตรีศูลอันเป็นสมบัติที่สืดทอดต่อกันมาในตระกูลอย่างยาวไว้แน่น

“………ถ้าเช่นนั้นข้าจะทดสอบเขา หากว่าเขาคู่ควรกับพลังของข้า ข้าจะยอมผูกพันธสัญญาด้วย แต่ถ้าหากว่าไม่แล้ว….พวกเจ้ามนุษย์หน้าโง่ทั้งหลายจะต้องชดใช้เป็นทวีคูณ เลือดพวกเจ้าจะต้องนองแผ่นดินนี้……..

วาจาศักดิ์สิทธิ์แห่งทวยเทพได้เอ่ยออกมา หากเป๋นคนทั่วไปไม่อาจเข้าใจถึงความหมายของมันได้ จึงเป็นหน้าที่สำคัญในฐานะของลูกหลานของสายเลือดเทพพยากรณ์ที่จะต้องช่วยสื่อสารกับเทพเจ้าและสื่อความถ่ายทอดสาส์นเหล่านั้นแก่มนุษย์อีกทอดหนึ่ง

ลูน่าเฟรย่าไม่อาจทัดทานหรือวิงวองขอความเมตตาใดๆจากเทพเจ้าสูงศักดิ์ได้อีก เธอทำได้เพียงแค่ก้มหน้ารับบัญชานั้นอย่างจำใจ…เธอทำหน้าที่ของตนเองได้เพียงเท่านี้ คงได้แค่เพียงฝากความหวังไว้ที่น็อคทิสที่จะต้องประมือชิงชัยกับทวยเทพเพื่อเติมเต็มคำทำนายให้เป็นจริง

“……เอาละ เรามาเริ่มการทดสอบกันเลย……”

เรวุสมองดูความวุ่นวายเบื้องหน้าตนเองอย่างกระวนกระวายใจ ด้วยเชื้อสายของเขาที่สืบทอดมาในกาย เขาย่อมแปลความที่เทพีเลไวอาธานประกาศกร้าวออกมาได้เช่นเดียวกับลูน่าเฟรย่า ตอนนี้น้องสาวที่รักยิ่งของเขากำลังตกอยู่ท่ามกลางเกลียวคลื่นบ้าคลั่งแสนอันตรายกับเทพเจ้างี่เง่าที่ชอบเอาแต่ใจตัวเองตลอดเวลา

อีกอย่างหากว่าน็อคทิสสามารถเก็บเกี่ยวพลังจากเทพเจ้าแห่งสายน้ำไปได้ พลังชีวิตที่เหลืออีกเพียงน้อยนิดของลูน่าจะถูกดูดกลืนไปเป็นสิ่งเซ่นสังเวยการผูกสัญญาระหว่างเทพเจ้ากับราชา

เขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ครั้งนี้เรวุสจะแพ้ไม่ได้ การต่อสู้วันนี้เขามีชีวิตของน้องสาวเป็นเดิมพัน…หนทางเดียวที่จะช่วยชีวิตลูน่าได้คือการที่เขาจะต้องล้มเลไวอาธานลงให้จงได้ก่อนที่น็อคทิสจะผ่านบททดสอบ! 

ผู้บัญชาการสูงสุดหมุนกายของตนเองกลับไปออกคำสั่งให้ยานรบทุกลำเดินหน้าเต็มกำลังและคำสั่งอนุญาตให้ให้ปืนกลทุกกระบอกรุมกระหน่ำยิงมังกรน้ำร่างใหญ่โตที่กำลังเลื้อยชูคอสะบัดครีบของตนเองสร้างแอ่งน้ำวนกำลังมหาศาลทุกทิศทาง

“อย่าตายนะลูน่า…ได้โปรด อย่าตาย!!”

ทว่าไกลออกไปจากความชุลมุนเหนือน่านฟ้าของเมืองหลวงอาณาจักรอัลทิสเชียยังคงมียานรบสีดำลำหนึ่งค่อยๆขับเคลื่อนลอยตัวผ่านละอองเมฆาสีขาวราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวใดๆ ตราประดับที่ข้างยานเหล็กแน่นหนายังคงแจ้งให้ผู้พบเห็นทุกคนประจักษ์ว่านี่คือหนึ่งในยามบรรจุพลรบของจักรวรรดินิฟเฟลไฮม์ 

เสียงฮัมบทเพลงสบายใจยังคงดังมาอย่างต่อเนื่องจากร่างสูงใหญ่ของที่ปรึกษาและเสนาบดีจอมวางแผนของจักรวรรดิผู้ครอบครองยานรบลำนี้ น่าประหลาดแท้ที่เขาไม่ได้เข้าร่วมสังเกตุการณ์ในการบุกโอบล้อมเทพเจ้าเลไวอาธานด้วย 

เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัวจับจิตและเจ็บปวดทุกข์ทรมานของพลเรือนสลับกับเสียงระเบิดสั่นหวั่นไหวดังแว่วมาเป็นระยะไม่ขาด แม้จะอยู่ไกลจากจุดที่มีการปะทะรุนแรงแต่อาร์ดีนได้ยินอย่างชัดเจนทุกเสียง รอยยิ้มหมิ่นแคลนวาดขึ้นประดับบนดวงหน้ากร้านที่ฉายแววสนุกสนานรื่นเริงประหนึ่งเสียงที่เล็ดลอดมานั้นคือดนตรีสวรรค์ขับกล่อมจรรโลงใจก็ไม่ปาน

อีกแค่ไม่กี่อึดใจเท่านั้น…เรื่องสนุกๆของวันนี้ก็จะเปิดม่านการแสดงขึ้นแล้ว เขาแทบอดใจรอชมไม่ได้ว่าบทละครเรื่องนี้จะปิดม่านปลดฉากลงได้อย่างไร

แววตาสีทองวาวโรจน์ขึ้นยามมองออกภายนอกยานรบส่วนตัว แสงสีส้มของเปลวอัคคีสว่างวาบขึ้นไกลออกไปลิบๆเป็นสัญญาณที่เรียกรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมฉายขึ้นใบหน้า

ถึงเวลาโชว์ของเขาแล้ว!!
:

:

:
ข่าวประกาศการตัดสินโทษของท่านผู้บัญชาการสูงสุดสะพัดออกไปตามแหล่งข่าวก่อนที่มันจะถูกเผยแพร่ออกไปสู่พลเรือน ความผิดพลาดในการควบคุมการตื่นขึ้นของเทพวารีเลไวอาธานไม่ได้ทำให้เมืองแอคคอร์โด้ถูกพังทำลายไปกว่าครึ่งค่อนเมือง

ตัวเมืองที่ย่อยยับนั้นยังโอกาสซ่อมแซมให้กลับมาคืนมางดงามดั่งเดิมได้แม้อาจต้องใช้ระยะเวลานานหลายปีก็ตาม ทว่าการอาละวาดของเลไวอาธานในครั้งนี้กลับส่งผลให้เทพพยากรณ์หญิงผู้ซึ่งเป็นที่รักยิ่งของปวงชนต้องจากไปอย่างไม่มีหวนคืนด้วย ความผิดข้อนี้ร้ายแรงนักและจักรวรรดิก็ได้ตัดสินความผิดพลาดร้ายแรงในครั้งนี้แล้ว…ท่านผู้บัญชาการสูงสุดเรวุส น็อซ ฟลูเรทจะถูกตัดสินประหารชีวิตเพื่อชดใช้สิ่งที่เกิดขึ้น

ยามนี้เขาคือคนที่ตายไปแล้วในสายตาของพวกจักรวรรดิ แต่เป็นเขาต่างหากที่ตายจากพวกมันมาได้ บัดนี้เรวุสได้สูญเสียลูน่าเฟรย่า เทพพยากรณ์และน้องสาวเพียงคนเดียวของเขาไปแล้วดังนั้นมันจึงไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต้องเสแสร้งแกล้งทำตัวเป็นเด็กดีอยู่ในโอวาทเฉกเช่นที่เคยกระทำมาตลอดหลายปี

พวกมันไม่เคยเห็นคุณค่าในตัวเขา สิ่งนั้นซึ้งอยู่แก่ใจของเรวุสดี…คฤหาสน์เฟเนสทาล่าถูกรุกรานและเผาวอดวายในพริบตาภายหลังจากที่กองทัพได้รับแจ้งข่าวว่าน็อคทิสสามารถผูกพันธสัญญากับเลไวอาธาน เทพแห่งวารีได้สำเร็จ พวกกองทัพหุ่นยนต์มาจิเทคบุกเข้าไปเข่นฆ่าทุกชีวิตและทำลายทุ่งดอกซิลเลบลอสซั่มอันภายในเป็นที่รักยิ่งของลูน่าที่ตั้งอยู่ในเขตราชอุทยานส่วนใน

…แม้แต่สถานที่แห่งความทรงจำที่มีอันน้อยนิดระหว่างพวกเขาสองคนพี่น้องยังถูกพวกมันย่ำยีทำลาย!

ดีมาดีตอบ หากร้ายมาเขาย่อมโต้คืนเป็นทวีคูณ!

แม้จะถูกกองทหารจักรกลไล่ล่าไม่ลดละแต่ชายหนุ่มไม่คิดจะหลบหนีไปไหน เรวุสเลือกที่จะกลับไปและบุกตะลุยทำลายฐานทัพที่ปราการเซคนอทัสพร้อมทั้งปล่อย ‘สัตว์เลี้ยง’ ในห้องวิจัยออกมาสร้างความปั่นป่วนโดยรอบ ด้วยพลังมาจิเทคที่ไหลเวียนภายในแขนเหล็กกล้าบวกกับชั้นเชิงการใช้ดาบอันยอดเยี่ยมทำให้ไม่มีใครหน้าไหนสามารถต้านทานเรวุสได้ หลายชีวิตที่ยังหลงเหลือจากคำสั่งอพยพและพยายามต่อต้านเขาหลุดลอยไปตามทางที่เขาก้าวย่างราวกับเศษใบไม้ที่ปลิวร่อนในสารทฤดูจนในที่สุดเขาก็ขึ้นมาจนถึงจุดสูงสุดของปราการอันเป็นที่ประทับขององค์จักรพรรดิ

เรวุสสอดดาบสีเงินของตนเองกลับคืนฝักสีขาวที่ประดับลวดลายทองอ่อนช้อยงดงาม ร่างสูงโปร่งแค่นยิ้มอย่างขมขื่นก่อนจะเอื้อมมือผลักบานประตูที่ถูกปลดล็อคด้วยรหัสโค้ดเรียบร้อยแล้วเข้าไปด้านใน กลางท้องพระโรงกว้างกลับเงียบร้างผู้คนเฉกเช่นทุกทีที่เขาคุ้นเคย พรมสีแดงฉูดฉาดปูลาดยาวจากประตูนำทางเขาขึ้นไปยังบังลังค์หินอ่อนสีขาว

ม่านตาสองสีจ้องมองร่างกายของจักรพรรดิเอียโดลาสที่โอบล้อมไปด้วยไอหมอกสีดำอันมืดมิด ร่างกายนี้ไม่อาจต้านทานพลังของโรคระบาดได้และจวนเจียนจะกลายสัตว์ประหลาดเต็มกลืนแล้ว เรวุสได้กลิ่นไอปีศาจกำจายออกมาอย่างรุนแรงจากร่างกายที่ผุพังไปตามกาลเวลาอย่างเวทนา…เขาเคยคือบุรุษผู้ดำรงไว้ซึ่งความยิ่งใหญ่ในอดีต หากแต่ความโลภโมโทสันและทะยานอยากนั้นกัดกัดกินความดีงามในใจจนคนตรงหน้าหลงเหลือเพียงแค่ซากของความเป็นมนุษย์เช่นนี้

“อยู่ไหนเล่าพลังอันแรงกล้าของเทพีแห่งสายน้ำ ไหนเล่าแหวนศักดิ์สิทธิ์ของฉัน”น้ำเสียงแหบแห้งอ่อนล้าราวกับคนที่ใกล้ตายดังขึ้นมาจากร่างที่ประทับนั่งเหนือบังลังค์

อดีตเจ้าชายแห่งเทเนไบร์นิ่งงันหลายวินาทีก่อนที่จะสูดลมหายใจเข้าไปแล้วจึงค่อยเอ่ยตอบ”ด้วยมือของเทพพยากรณ์ บัดนี้แหวนแห่งลูซิสได้หวนคืนสู่หัตถ์ของราชันแล้ว…ราชาที่แท้จริงผู้ทรงศักดิ์และสิทธิ์ที่จะครอบครองมัน”

จักรพรรดิเอียโดลาสทรงสรวลออกมาเบาๆเมื่อได้ยินเขากล่าวออกมาเช่นนั้น

“และในอีกไม่ช้านานราชาผู้ถูกเลือกจะทรงใช้มันในการชำระล้างสิ่งชั่วร้ายในโลกนี้ให้หมดไป”

เสียงหัวเราะที่แสนอ่อนระโหยขององค์จักรพรรดิยิ่งทวีดังถี่ขึ้น ร่างกายผอมแห้งไร้เรี่ยวแรงบนหินอ่อนสีขาวสะอาดนั้นเค้นหัวเราะจนสั่นกระตุกเป็นจังหวะ

“แต่ว่า…ตอนนี้ฉันคือผู้ครอบครองคริสตัล ฉันคือราชันที่แท้จริงเพียงผู้เดียว!!!”

เรวุสอดไม่ได้ที่จะคลี่รอยยิ้มเหยียดหยามใส่คนตรงหน้าเมื่อได้ยินประโยคนั้น ดวงตาสองสีจ้องมองซากร่างที่ความเป็นมนุษย์จวนเจียนจะสูญสลายอย่างสมเพชเวทนา…ชายคนนี้คือคนที่เขาเฝ้าเกลียดชังและสาปส่งเช้าเย็นมาครึ่งชีวิต ชายคนนี้คือคนที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขาและนำพาความเศร้าโศกอันไม่วันจบสิ้นเข้ามาสู่ชีวิตของพวกเขาสองพี่น้อง

คนแบบนี้ไม่วันเป็นราชาผู้กอบกู้อีออสจากความมืดได้!!

“ไม่ใช่ ไม่ใช่เลย!!” คำแรกของประโยคนั้นแผ่วประหนึ่งเสียงกระซิบในสายลมก่อนที่คำต่อมาจะยิ่งทวีความหนักแน่นมากขึ้น “ราชาที่แท้จริงมีเพียงองค์เดียวนั่นคือน็อคทิส ลูซิส เคลัม และไม่มีใครอื่นอีกแล้วที่จะเหมาะสมกับตำแหน่งนี้”

เอียโดลาสมีสีหน้าเกรี้ยวกราดกับคำปรามาสนั้น หลุมสีดำปรากฎขึ้นจากความว่างเปล่าล้อมกายทั้งด้านหน้าและด้านหลังกายสูงโปร่งใต้ชุดคลุมสีขาวตัวยาวที่ยืนนิ่งสงบโดดเด่นอยู่กลางท้องพระโรงที่มีเพียงความมืดมิดปกคลุมอยู่ ปีศาจตัวเขื่อนค่อยๆขยับคืบคลานออกมาจากหลุมเหล่านั้นก่อนที่มันตีวงล้อมเรวุสเอาไว้
แม้จะตกเป็นเบี้ยรองและดูไร้ซึ่งหนทางที่จะหลบหนีได้ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพจักรวรรดิยังคงมีท่าทีสงบนิ่งไม่ตื่นกลัวต่อปีศาจร้ายที่ว่ายวนเวียนอยู่ข้างๆกายแม้แต่น้อย ตาคมชำเลืองมองข้าทาสแห่งความมืดอย่างไม่ใส่ใจก่อนที่จะผินดวงหน้าขาวเกลี้ยงเกลาขึ้นไปจ้องมองเศษซากกายเนื้อของจักรพรรดิอัลเดอร์แคปท์อย่างดูแคลน

“จะบอกอะไรให้นะ ราชาที่แท้จริงไม่มีวันเป็นแค่สุนัขรับใช้ความมืดหรือหุ่นเชิดของพวกปีศาจแบบแกหรอก!”วาจาหยามเหยียดลอดออกมาจากริมฝีปากบางหยักสวย

“ฮาฮาฮ่า เรวุสเอ๋ย แกมันโง่เง่าไม่ต่างกัน….แกเองก็เป็นส่วนหนึ่งของหุ่นเชิดไม่ต่างกันเลย…และตอนนี้ถึงเวลาตายของแกแล้ว!!!!!”

เสียงหัวเราะแหลมสูงเสียดโสตประสาทของจอมมารร้ายบนบังลังค์จักรพรรดิดังกระหึ่มขึ้นจนบานกระจกโดยรอบท้องพระโรงที่แสนวังเวงนั้นสั่นสะท้านระรัวเป็นดังสัญญาณเปิดการโจมตีของทาสแห่งความมืดให้จู่โจมร่างในชุดขาวที่อาจหาญมายืนท้าทายมฤตยูเพียงลำพัง ดาบยาวถูกกระชากออกมากวัดแกว่งฟาดฟันสังหารข้าทาสความชั่วร้าย เรวุสต่อสู้อย่างห้าวหาญและไม่หวั่นเกรงความตาย เมื่อกายสูงโปร่งเห็นจังหวะก็ไม่รอช้าที่จะพุ่งทะยานไปยังบังลังค์จักรพรรดิ ใบดาบสีเงินสะท้อนแสงสว่างที่มีรำไรกระชับมั่นในมือหมายจะใช้มันปลิดชีพร่างที่ประทับนั่งรออยู่บนนั้นในคราวเดียว

ก่อนที่เรวุสจะบุกประชิดถึงกายขององค์จักรพรรดิ กลับปรากฎพายุสายฟ้าที่รุนแรงเกรี้ยวกราดก่อตัวขวางกายของผู้บัญชาการเอาไว้ กระแสไฟฟ้าพลันฟาดตวัดมุ่งทำร้ายผู้ที่หมายเอาชีวิตของคนบนบังลังค์ แม้กายสูงโปร่งใต้ชุดคลุมยาวจะสามารถตวัดดาบขึ้นมาป้องปัดได้ทันท่วงทีหากแต่ขุมพลังที่ตอบโต้กลับมานั้นรุนแรงจนทำให้เรวุสกระเด็นลอยออกมาชนกับขอบรั้วเหล็กบนระเบียงด้านนอก

แรงอัดที่ปะทะนั้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกร้าวรานไปทั้งร่างกาย เส้นประสาททั่งทั้งสรรพสางค์นั่นสั่นเร้าจนแทบควบคุมตัวไม่ได้ เมื่อเขาพยายามจะสูดลมหายใจผ่านหลอดผมที่จุกตื้อเต็มอกเรวุสก็ต้องไอโคลกออกมาแรงๆจนโคนลิ้นสัมผัสได้ถึงรสชาติสนิมและกลิ่นคาวของเลือดในลำคอตัวเอง

แสงสว่างสีม่วงแดงด้านหน้าวาวสะท้อนเข้าใส่ตาคมเรียกให้ใบหน้าซีดขาวต้องกัดฟันแน่นข่มความเจ็บปวดแล้วเงยหน้าขึ้นมอง ฝ่ามือเปียกชื้นเหงื่อกระชับด้ามจับของดาบในมือก่อนจะฝืนใจเหวี่ยงตวัดศาตราวุธสีเงินขึ้นรับขุมพลังปีศาจระลอกสองที่พุ่งทะยานผ่านบานประตูเปิดอ้ากว้างนั้นด้วยท่อนแขนที่สั่นระริก

แม้เขายกดาบขึ้นมาต้านพลังทำลายล้างนั้นได้ทันท่วงทีแต่เพราะร่างกายนั้นบอบช้ำจากการโจมตีครั้งแรงค่อนข้างหนักทำให้เรวุสไม่อาจฝืนทานความบ้าคลั่งนั้นได้นาน เสียเกราะเวทที่ร่ายขึ้นในเสี้ยววินาทีเริ่มปริร้าวก่อนที่มันจะแตกละเอียดออกเป็นผุยผง พริบตาเดียวกระแสไฟฟ้าก็ทะยานผ่านร่างของผู้บัญชาการกองทัพจักรวรรดิพร้อมระเบิดออกจนผลักร่างของเรวุสให้ล่วงหล่นลงออกนอกระเบียงสูงอย่างง่ายดาย

กายสูงเพรียวลอยละลิ่วดิ่งลงสู่เบื้องล่างก่อนจะตกกระแทกกับพื้นเหล็กกล้าจนเกิดเสียงดังสนั้นหวั่นไหวไปทั่ว

รอบด้านนิ่งสงบไปนานแล้ว เรวุสไม่รู้ว่าตอนนี้ผ่านมานานแค่ไหน ภายนอกปราการแห่งนี้เป็นกลางวันหรือกลางคืน ม่านตาสองสีเหม่อมองความเวิ้งว้างที่เขาล่อยลอยลงมา ตอนนี้ทั่วสรรพสางค์นั้นชาไปหมดจนไม่รู้สึกใดๆทั้งสิ้น ทว่าเมื่อเรวุสทดสอบขยับเพียงแค่ปลายนิ้วมือของตนเองความเจ็บปวดก็พลันแล่นริ้วไปทั้งร่างกายกระแสน้ำเชี่ยวกราดที่ถูกกักรอไว้ตรงปากเขื่อน

เขากำลังจะตาย…เรวุสรู้สภาพสังขารของตัวเองดี แต่หน้าที่ของเขายังไม่เสร็จสมบูรณ์ ยังมีสิ่งหนึ่งที่เขาจะต้องทำให้มันลุล่วงไปก่อนที่ดวงชีพที่ไร้เรี่ยวแรงนี้จะหลุดลอยไป

สิ่งที่เขาจะต้องรอส่งต่อให้กับคนที่เหมาะสมและคู่ควรมัน สิ่งที่อยู่ในมือของเขาตอนนี้!….ดาบแห่งกษัตริย์ลูซิสที่เขาเฝ้าเก็บรักษาไว้ข้างกายเสมอนับแต่ราชารีจิสเสด็จสวรรคต

เพราะดาบนี้มีค่าควรเมืองเขาไม่อาจยอมให้มันต้องแปดเปื้อนหรือถูกพวกนิฟเฟลไฮม์ทำลายมันได้…หนึ่งในศาตราวุธแห่งจอมราชันที่ยังรอยุวกษัตริย์องค์หนึ่งมารับสืบต่อไป

ดาบยาวสลักเสลาลวดลายละเอียดละออแบบฉบับของลูซิสถูกใช้ต่างสิ่งที่ช่วยพยุงร่างกายที่แหลกเหลวของเขาขึ้นมา อดีตเจ้าชายสูงส่งสายเลือดเทพพยากรณ์พยายามกระเสือกกระสนยันตัวเองขึ้นมายืนพิงกับขอบสะพานเหล็กที่เป็นทางเชื่อมจากศูนย์ทดลองส่วนในออกมาสู่ศูนย์กลางบัญชาการของปราการเซคนอทัส จมูกโด่งรั้นพยายามสูดอากาศเข้าไปในปอดลึกๆเพื่อขับไล่ความรู้สึกจุกตื้อที่อัดแน่นในช่องอกแต่แล้วเขาก็ต้องไอโคลกแรงๆออกมาจนลิ่มเลือดสดๆนั้นหลุดกระเด็นออกมาจากภายในลำคอ ร่างสูงโปร่งจ้องมองคราบสีแดงก่ำที่ติดอยู่บนฝ่ามือก่อนที่รอยยิ้มเย้ยหยันจักรีดยิ้มขึ้นที่มุมปาก เขาไม่แน่ใจอวัยวะภายในของตัวเองตอนนี้มีส่วนใดบ้างที่บาดเจ็บและบอบช้ำเพราะความร้าวราวนั่นสะท้านไปทั่วทั้งกายจนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าตรงไหนเจ็บหนักกว่ากัน

เสียงหัวเราะอย่างขมขื่นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดวังเวง เรวุสอดรู้สึกสมเพชตัวเองในเวลานี้ไม่ได้จนต้องหัวเราะออก สภาพของเขาตอนนี้ย่ำแย่เกินกว่าจะทำอะไรต่อไปได้อีก พลันให้หวนคิดถึงสภาพของน้องสาวสุดที่รักคราที่มีโอกาสได้พบกันเป็นครั้งสุดท้ายที่ห้องรับรองในอัลทิสเชีย ตอนนั้นเธอทั้งอ่อนแอและสิ้นหวังที่จะได้พบกับน็อคทิส ร่างกายเล็กๆนั้นแบกรับมวลความชั่วร้ายที่ดูดซับมาจากผู้ป่วยจนเกินขีดจำกัดที่จะหญิงสาวจะสามารถรับไหว เส้นอายุขัยของร่างกายที่เคยยาวไกลลดหายไปเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นพลังให้กับราชาผู้ถูกเลือกจนตอนนั้นลูน่าเฟรย่าแทบจะขยับตัวไม่ได้อีกแล้ว

น้องสาวของเขาร่ำไห้ไร้น้ำตาเพื่อวิงวอนขอให้เขาช่วยนำแหวนประจำราชวงศ์ลูซิสอันเป็นกุญแจสำคัญที่จะเชื่อมประสานราชาแห่งจอมราชันกับคริสตัลแห่งแสงไปมอบแก่น็อคทิสแทนเธอที่สภาพร่างกายโรยราไม่ต่างจากเศษซากขอนไม้ชิ้นหนึ่ง แต่เขากลับเลือกที่จะปฏิเสธ ทั้งๆที่เธอตกอยู่สภาพเช่นนั้นแล้วแท้ๆเขากลับทำได้เพียงนั่งกุมมือเธอและบอกให้เธอเป็นผู้ที่ต้องนำแหวนไปมอบให้ด้วยตัวเองเพราะมันคือหน้าที่ที่โชคชะตากำหนดลงมาเพียงเพื่อหญิงสาวเท่านั้น ในฐานะพี่ชายเขาไม่อาจทำสิ่งอื่นใดให้เธอได้อีกนอกจากคำพูดให้กำลังใจเพื่อให้ลูน่าสามารถกลับมายืนหยัดด้วยตัวเองอีกสักครั้ง…แม้ว่ามันจะต้องเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่แสนน่าเศร้าก็ตาม

เรวุสไม่กล้ารับแหวนแห่งลูซิไอมาถือครองไว้…มันหาได้เกี่ยวข้องกับว่าเขาหวาดกลัวอานุภาพของมันแต่อย่างใด หากแต่ถ้าแหวนวงนั้นตกมาอยู่ในมือเขามันยิ่งเกิดความเสี่ยงที่ฝ่ายจักรวรรดิจะจับได้ ถ้าพวกกองทัพได้มันได้ก็เท่ากับการเสียสละที่พวกเขาลงทุนลงแรงไปทั้งหมดนั้นสูญเปล่าอย่างสิ้นเชิง

แต่ท้ายที่สุดแล้วลูน่าเฟรย่าก็ทำให้พี่ชายของเธอภาคภูมิใจ เธอสามารถสานต่อภารกิจที่เธอพึงกระทำได้สำเร็จลุล่วงทุกประการและเธอก็จากโลกที่แสนโหดร้ายนี้ไป

เธอจากเขาไป….ครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของเขา

ร่างสูงโปร่งกัดฟันกรอดแน่น เสียงหอบหายใจถี่รัวประหนึ่งร่างกายนี้เหนื่อยล้าจากการวิ่งทางไกลมายามเมื่อหวนคิดถึงจุดนี้ หยดน้ำใสเอ่อขึ้นมารู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวตรงขอบตา…จากเจ้าชายสูงส่งด้วยยศฐาและบรรดาศักดิ์ ความฝันหวานที่วาดหวังไว้ถูกฉีกกระชากให้ต้องร่วงหล่นลงมาคลุกกับฝุ่นดินแห่งความเป็นจริง ชีวิตที่หลงเหลืออยู่เขามีเพียงหนทางที่แสนมืดบอดให้ก้าวเดินแต่เขาก็จำเป็นเดินไปอย่างไร้หนทางเลือกโดยมีชะตากรรมของบ้านเกิดเมืองนอนและชะตากรรมของโลกเป็นเดิมพัน

เขาพยายามถนอมทุกสิ่งที่แสนล้ำค่าที่ยังหลงเหลืออยู่อย่างน้อยนิดในชีวิตนี้อย่างสุดความสามารถ ยอมแม้กระทั่งวางชีวิตตัวเองเป็นเครื่องต่อรองหากมันจะช่วยปกป้องใครหลายคนรอดพ้นจากเงื้อมมือมฤตยูที่ทาบขวางลงมา

ชายหนุ่มเองไม่คาดคิดว่าตนเองจะชีวิตรอดด้วยซ้ำหลังจากที่เขาตัดสินใจสวมแหวนแห่งลูซิไอและรับการตัดสินจากบรรพกษัตริย์แห่งลูซิส เขารู้ดีว่าตัวเองกำลังเล่นกับไฟ มีความเสี่ยงสูงมากที่เขาจะโดนปฏิเสธ แต่ความหวังที่อยากจะเปลี่ยนแปลงความทำนายนั้นผลักดันให้เรวุสยอมแบกรับความเสี่ยงนั้นไว้หากมันจะช่วยให้น้องสาวและน็อคทิสรอดพ้นจากความตายนี้ได้

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาต่อสู้เพื่อปกป้องทุกคนแม้จะไม่ใครรู้ไม่มีใครเข้าใจเขาก็ตาม เขาฝืนทนกับถ้อยคำหยามเหยียดไม่เว้นวันด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งจะสามารถปลดโซ่ตรวนที่ผูกรั้งพวกเขาออกได้…แต่แล้วสุดท้ายทุกสิ่งที่เขาต่อสู้มาตลอดกลับกลายเป็นเพียงอากาศธาตุ ว่างเปล่าจับต้องไม่ได้

เขาอยากปกป้องทุกคน เขาปกป้องน้องสาวแต่สุดท้ายเขาก็ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง…แม้แต่ตอนนี้จะปกป้องตัวเองเขายังทำไม่ได้ด้วยซ้ำไป!

เรวุสคำรามออกมาด้วยความเจ็บยามที่พยายามพยุงร่างกายของตัวเองให้แผ่นหลังนาบติดกับไปกับราวสะพานส่วนมือที่ยังว่างก็เกาะเกี่ยวจับท่อนเหล็กเอาไว้ หางตาของเขาจับได้ถึงร่างร่างหนึ่งที่กำลังเดินมุ่งหน้าตรงมาทางนี้ น่าประหลาดแท้ที่ยังคงมีคนหลงเหลืออยู่ในปราการเซคนอทัสแห่งนี้ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างได้รับคำสั่งอพยพออกไปแล้วภายหลังจากฝูงปีศาจที่ถูกกักขังไว้อย่างแน่นหนาในห้องทดลองนั้นหลุดรอดออกมาอาละวาดไล่ฆ่าคนไปทั่ว

จริงอยู่ที่เรวุสลอบปล่อยสัตว์เลี้ยงที่ศูนย์ทดลองขังไว้ออกมาบางส่วนเพื่อก่อกวนสร้างความวุ่นวายและสร้างโอกาสในการลักลอบจู่โจมให้กับตนเอง ทว่าจู่ๆพวกมันกลับหลุดออกมาจากกรงขังทั้งหมดโดยไร้สาเหตุราวกับมีคนจงใจจะปล่อยมันออกมาซึ่งเรวุสเองก็จนปัญญาจะคาดเดาได้ถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังนี้…จักรวรรดิมีศัตรูมากมายทั้งภายในภายนอก อาจจะเป็นฝีมือของใครสักคนในกลุ่มคนพวกนั้นก็เป็นได้

ร่างของเด็กหนุ่มวัยรุ่นในเครื่องแต่งกายสีดำทั้งตัวค่อยขยับเดินเข้ามาใกล้ เค้าโครงหน้าที่งดงามสมบูรณ์แบบราวกับรูปสลักล้อมกรอบด้วยเส้นไหมสีนิลเหลือบประกายน้ำเงินเข้มดังคงโดดเด่นไม่ต่างจากเคยแม้จะเปรอะเปื้อนคราบเขม่าสีดำเต็มตัว ไพลินคู่โตนั้นจับจ้องร่างที่แหลกเหลวของท่านผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพจักรวรรดิไม่วางตาทุกย่างก้าวที่เข้าเดินมาใกล้จนกระทั่งเรวุสสามารถให้ดวงตาพร่าเบลอของตนเองมองเห็นและจำแนกร่างๆนั้นได้

“ในที่สุดก็มาจนได้นะ…น็อคทิส”

เสียงเอ่ยเรียกด้วยความปิติยินดีดังขึ้น ใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่เปรอะเปื้อนและชื้นเหงื่อกาฬมีสีหน้าดูโล่งใจมากเมื่อเห็นชัดว่าเป็นใครกันแน่ที่กำลังเดินมาหาเขา ชายหนุ่มผมทองออกขาวซีดกัดฟันฝืนต้านความเจ็บปวดที่แผ่กระจายไปทั่วทั้งตัวก่อนจะหันไปมองดูเจ้าชายหนุ่มน้อย คู่หมั้นของน้องสาวของตัวเอง

เรวุสสังเกตุเห็นว่าแหวนแห่งลูซิไอสีดำสนิทถูกสวมติดอยู่บนมือขอน็อคทิสเรียบร้อยแล้ว ความรู้สึกหนักอึ้งของภาระที่แบกรับมานานเหมือนได้รับปล่อยวางลง…ในที่สุดแหวนที่น้องสาวเขาเฝ้าเก็บรักษายิ่งกว่าชีวิตตนเองก็ได้อยู่ในมือของราชาที่คู่ควร ตอนนี้ขอเพียงแค่น็อคทิสได้ประสานพลังของแหวนกับคริสตัลที่ตั้งตระหว่านอยู่ที่ใจกลางปราการแห่งนี้ มวลปีศาจที่เพ่นพ่านรอบๆอาณาบริเวณนี้ก็จะได้รับการชำระล้าง

อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นที่หน้าที่ของเขาจะสำเร็จ!

“เหล่าทวยเทพต่างสนับสนุนท่าน น็อคทิส…เทพเจ้าจะอยู่เคียงข้างราชาจอมราชัน”เรวุสฝืนใจเอ่ยแต่ละประโยคออกมาอย่างยากลำบาก อาการบาดเจ็บของเขาทำให้ลมหายใจนั้นสะดุดขาดเป็นห้วงๆตลอดเวลา ดาบสีเงินมันวาวในมืกถูกยื่นส่งมอบต่อให้กับเจ้าชายรัชทายาทแห่งราชวงศ์ลูซิสที่เขาเฝ้ารอคอยการมา

“ในนามของ…บุตรผู้ดำรงสายเลือดแห่งเทพพยากรณ์ หม่อมฉันขอถวายศาตราวุธของพระบิดาของพระองค์ ได้โปรดเดินหน้าต่อไป ราชาของหม่อมฉัน…นำแสงสว่างกลับคืนสู่โลกใบนี้ด้วย!!”

เด็กหนุ่มผมดำยื่นมือออกมาหาร่างสูงโปร่ง รอยยิ้มเหยียดกรีดขึ้นที่มุมปากของเจ้าชายน็อคทิส ลูซิส เคลัมก่อนที่อีกฝ่ายจะใช้เวทมนตร์อันสืดทอดมาเฉพาะสายตระกูลตนเองเรียกดาบสีเงินยาวที่มีลักษณะเดียวกันกับดาบที่ดาบในมือของผู้บัญชาการหนุ่มให้ปรากฎขึ้นในอุ้งมือแล้วใช้มันฟันเข้าที่แขนซ้ายของคู่สนทนาโดยปราศจากการลังเลใดๆ

อัญมณีสองสีไม่เข้าคู่เบิ่งกว้างจ้องมองอย่างตะลึงตะลานไม่คาดคิดยามมองดูคราบโลหิตข้นเหนียวสีเข้มของตนเสาดกระเซ็นเป็นวงกว้างลอยขึ้นตามแรงตวัดของใบดาบยาวคมกริบที่ตัดผ่านร่างกายไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่รู้สึกก่อนที่แขนซ้ายที่เป็นแขนเหล็กจักรกลสีเงินแวววาวประดับลวดลายสีม่วงเข้มจะสะบั้นขาดออกจากส่วนลำตัวตกกระเด็นไปบนพื้นพร้อมกับดาบ

ร่างสูงโปร่งนิ่งงันกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปช่วงเสี้ยววินาทีพลันปลายเส้นประสาทที่ถูกตัดกระชากออกก็เริ่มทำงานตามกลไกธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ กระแสความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นสู่กลางสมองจนทำให้กายเพรียวสมส่วนค่อยๆทรุดลงกับพื้น ฝ่ามือขวาที่ยังคงเป็นร่างกายเนื้อมนุษย์ของตนเองเอื้อมข้ามไปกดบาดแผลที่เต็มไปด้วยหยาดเลือดสีสดอาบทะลักชุ่มโชกออกมาจนย้อมให้อาภรณ์สีขาวพิสุทธิ์อันเป็นเครื่องแต่งกายประจำตัวของอดีตเจ้าชายแห่งเทเนไบร์ให้กลายเป็นสีชาดจนเกือบดำสนิทแทน

การที่ท่อนแขนจักรกลถูกฟันขาดอย่างรุนแรงจากตัวเขานอกจากจะเป็นการดึงพลังของมาจิเทคอย่างฉับพลันโดยปราศจากการเตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้าเช่นทุกครั้งที่เขาเข้ารับการซ่อมแซม นอกจากนี้มันยังทำลายเนื้อเยื่ออ่อนรอบหัวไหล่และฉีกกระชากทำลายเส้นโลหิตโดยรอบๆอีกด้วย ตอนนี้เรวุสได้แค่ก้มหน้าหอบหายใจอย่างยากลำบาก ดวงตาของทั้งสองข้างของเขาเริ่มพร่ามัวจนไม่สามารถโฟกัสได้ ร่างกายใต้ชุดคลุมสีขาวตัวยาวเริ่มเย็นเยียบและอ่อนแรงแทบขยับแม้แต่ปลายนิ้วก็ไม่ได้อันเป็นผลร่วมมากจากการเสียเลือดจำนวนมากและสูญเสียพลังมาจิเทคไปพร้อมๆกัน

“ยังไงก็ละเว้นฉันจากถ้อยคำประจบประแจงจากปากของนายเอาไว้จะดีกว่านะ”

ฝ่ายที่ลงมือตัดแขนของชาบหนุ่มผมทองเอ่ยพลางตวัดดาบในมือของตัวเองเล่นไปมา เสียงหวีดของแผ่นโลหะที่แหวกผ่าอากาศเรียกดวงหน้าขาวที่ยิ่งทวีความซีดเซียวให้เงยขึ้นมองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

น็อคทิสเบื้องหน้าเขาคลี่ยิ้มเย้ยหยันยามที่ร่างเล็กในชุดสีดำสนิทนั้นหมุนตัวกลับมา ศาตราวุธราชาในมือพลันสลายกลางเป็นละอองสีฟ้านวลในอากาศว่างเปล่ามองดูดุจประกายดวงดาว

“ฉันยอมผ่อนปรนให้นายเล่นบทพระเอกตัวปลอมของเรื่องนี้มานานเกินไปแล้ว ตอนนี้มันควรจะจบเรื่องราวน่าตลกขบขันพวกนี้ลงเสียที”

“นี่ไม่ใช่….แกไม่ใช่น็อคทิส!!”

“ฮาฮาฮ่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าตัวเองนั้นเป็นเรื่องจริงหรือภาพลวงตากัน?” ร่างในชุดสีดำสนิทเบื้องหน้าหัวเราะออกมาพลางสะบัดมือสลับเรียกศาตราวุธแห่งราชันจากความว่างเปล่าวเข้าขึ้นมาหลายชิ้นราวจงใจจะยั่วยุคนที่มองดูตนเองอยู่

สีหน้า แววตา และอากัปกิริยาท่วงท่าการขยับเคลื่อนไหวที่แสนคุ้นตาแบบนั้นทำเอาเรวุสใจกระตุกวูบด้วยความหวาดหวั่นอย่างไร้สาเหตุ ร่างที่ทรุดหมอบอยู่บนพื้นเผลอครางชื่อออกมาเบาๆ “อาร์ดีน…อิซูเนีย”

พลันเสียงหัวเราะสนุกสนานถูกใจก็กระหึ่มลั่นขึ้น ร่างมายาที่ทำให้เรวุสมองเห็นคนตรงหน้าเป็นคู่หมั้นของน้องสาวตัวเองค่อยๆสลายหายไป น็อคทิสตรงหน้าค่อยกลับกลายร่างเป็นชายร่างสูงใหญ่ ชายเสื้อคลุมลวดลายดูล้าสมัยสีดำลากยาวระไปตามพื้นเหล็กเมื่อเจ้าตัวนั้นขยับเดินเข้ามาใกล้ๆ มือหนาควงหมวกสีดำที่แสนคุ้นตาเล่นไปมาราวกับหยอกเย้าก่อนที่มันจะถูกนำกลับไปวางประดับบนศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นไหมสีแดงอมม่วงเหมือนสีไวน์ชั้นเลิศ รอยยิ้มเยาะเย้ยแย้มระบายบนใบหน้ากร้านที่มีริ้วรอยตามวัยที่ล่วงเลยไปรับกับแววตาดูแคลนที่สะท้อนในแก้วอำพันสีทองคู่นั้น

“สวัสดีท่านผู้บัญชาการ…คิดถึงข้าบ้างไหมเล่า เราไม่ได้เจอหน้ากันเลยนะตั้งแต่กลับจากอัลทิสเชียนะ”

เรวุสทำได้แค่คำรามออกมาด้วยความเจ็บใจที่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังโดนอีกฝ่ายซ้อนแผนการอันแสนแยบยลกลับมาเอาคืนได้เจ็บแสบขนาดนี้

“ใครจะไปคิดถึงคนแบบแก….”

“แหมๆ ช่างน่าน้อยใจจริงๆ อย่างน้อยเราสองคนก็เคยร่วมเรียงเคียงหมอนกันมา ไม่น่าทำร้ายจิตใจกันขนาดนี้นะ” สีหน้าเจ้าเล่ห์เสแสร้งทำเป็นเสียใจอย่างสุดซึ้ง

เรวุสถึงกับหลุดคำสบถหยาบคายออก…อีกฝ่ายจงใจรื้อฟื้นความทรงจำที่เขาอยาลืมเลือนไปมากที่สุดขึ้นมา

เสียงหัวเราะร่วนอย่างสนุกสนานของอาร์ดีนฟังแล้วบาดลึกในจิตใจของชายหนุ่มอย่างมาก “ท่านเฝ้าวางแผนทุกอย่างมาโดยตลอด ทั้งใช้ตัวเองเข้ามาสืบข่าว ช่วยเหลือน้องสาวตัวเอง ช่วยราชาแห่งแสงสว่าง…โอ๊ะโอ๋ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ วางแผนหลอกคนอื่นนะมันง่ายแต่ลูกไม้ตื้นๆแบบนั้นใช้กับข้าไม่ได้หรอกนะท่านผู้การ”

“ต้องการอะไร!!”

“ก็ไม่อะไรหรอก…” รอยยิ้มเหยียดหยามที่วาดขึ้นเหนือริมฝีปากหยักคู่นั้นแย้มออกอย่างสนุกสนานยามที่ดวงตาสีอำพันทองที่แสนน่ากลัวจับจ้องร่างเพรียวโปร่งที่หมอบทรุดอยู่แทบพื้นเบื้องหน้า “แค่ว่าท่านเป็นอย่างไรบ้างเล่าฝ่าบาท รู้สึกอย่างไรเวลาที่ไร้พลังไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแบบนี้”

“โรคจิต!!” แม้จะไร้เรี่ยวแรงแต่เรวุสยังคงขัดฟันกรอดเค้นคำด่าคนตรงหน้าออกมาได้ เปลวเพลิงเกรี้ยวกราดลุกโชนสะท้อนในอความารีนและอเมทิสต์น้ำงามบนใบหน้าซีดเผือด

“แหมๆ ช่วงนี้ใครๆก็ชอบด่าข้าด้วยคำนี้เสียจริงเลยชักจะชินชาเสียแล้วสิ!” ร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนที่สวมชุดหนาหลายชั้นอีกทั้งยังมีเสื้อคลุมนอกสีดำตัวยาวที่เพิ่มความรุ่มร่ามขึ้นไปอีกตอบกลับอย่างสะทกสะท้านแถมยังยืนควงดาบยาวในมือตัวเองเล่นไปมาก่อนจะขยับสาวเท้าเข้ามาเดินวนใกล้ร่างของผู้บัญชาการแห่งกองทัพนิฟเฟลไฮม์ที่กำลังทรุดกองบนพื้นอย่างหมดสภาพ เรวุสได้แต่ก้มหน้าคับแค้นใจ กรามหนาบดเบียดเข้าหากันจนสามารถสังเกตุเห็นได้ชัดแจ้งที่ข้างนวลแก้มเปรอะละอองคราบเลือด

“เจ็บใจใช่ไหมละ ฮาฮาฮ่า ทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่มีทางเป็นไปตามที่ท่านต้องการหมดหรอกนะท่านผู้การ!”

“….”

“จุ๊ๆ อย่าทำหน้าเครียดแบบนั้นสิท่านผู้บัญชาการที่รัก…ใบหน้าสวยแบบนั้น..มันไม่เข้ากันหรอกนะ”

ปลายเหล็กแหลมคมเย็นเยียบของศาตราวุธแห่งราชันไม่ต่างจากจิตใจของผู้ที่ถือมันอยู่ขยับเข้ามาจ่อที่ช่วงคอก่อนที่นตวัดบาดผิวเนื้อใต้คางเรียวเพื่อเชยดวงหน้าของผู้ที่อยู่ต่ำกว่าให้แหงนเงยขึ้นมา ม่านตาสองสีสุมด้วยแววเกลียดชังและสิ้นหวังสบประสานกับดวงตาสีทองขี้เล่นของปีศาจร้ายที่กำลังหัวเราะด้วยความรื่นรมย์

“ความเคียดแค้น ความสิ้นหวัง….แค่มองหน้าเจ้าก็รู้ เป็นยังไงรสชาติของมันหอมหวานดีใช่ไหมละท่านผู้บัญชาการ” เสียงระรื่นของมารร้ายที่เอ่ยวาจาเยาะเย้ยด้วยความสนุกสนาน

“…” เรวุสทำได้แค่เพียงกัดฟันกรอดนิ่ง

“ท่านผู้การ…ท่านมันก็โง่เง่าเหมือนน้องสาวของคนงามของตัวเองละ พยายามจะช่วยโลกใบนี้ด้วยความเชื่อในบททำนายงี่เง่านั่น” อาร์ดีนพูดกลั้วเสียงหัวเราะ กายสูงใหญ่เริ่มเดินวนรอบร่างที่หมดเรี่ยวแรงไร้หนทางตอบโต้ เสียงชายเสื้อคลุมลากระไปบนพื้นเหล็กดังเป็นจังหวะทุกครั้งที่ฝีเท้าหนักๆก้าวย่างไป “อา เมื่อความมืดปกคลุมทั้งโลก ราชาแห่งแสงจะปรากฎขึ้นใช่ไหมนะ? ช่างมีศรัทธาแรงกล้าน่าชื่นชมเหลือเกิน”

“ก็ยังดีกว่าคนที่มีชีวิตอยู่โดยไม่มี…ความหวังไม่มีศรัทธาแบบแกยังไงละ”

รัฐมนตรีจอมเจ้าเล่ห์ฟังถ้อนคำย้อนเจ็บแสบนั้นแล้วก็นึกขบขัน…เด็กน้อยเอย เจ้ายังอ่อนเยาว์นักทีคิดจะต่อกรกับข้า

“งั้นฝ่าพระบาทก็ชี้แนะข้าที…ศรัทธาที่ท่านมีช่วยชีวิตน้องสาวของท่านได้หรือไม?” ลมหายใจของเรวุสถึงกับชะงักเมื่ออีกฝ่ายเปรยขึ้นเช่นนี้

“ตอนนั้นท่านรู้สึกอย่างไรเล่าฝ่าบาท ข้าอยากทราบเหลือเกินว่ายามที่ท่านได้โอบกอดร่างกายอันเย็นชืดของน้องสาวสุดที่รักที่อัลทิสเชียตอนนั้นมันเป็นอย่างไร หืม ไหนลองบอกให้ข้าฟังหน่อยสิ?”

ร่างของที่ปรึกษาเดินวนมาหยุดตรงหน้าอดีตเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ ศาตราวุธสีเงินแววววาวในมือก็สลายหายไปกับความว่างเปล่า ดวงตาสีทองที่กำลังจับจ้องคนที่อยู่ต่ำกว่าตนเองเปล่งประกายสนุกสนานรื่นเริงอย่างที่สุด ฝ่ามือหนาเอื้อมลงมาบีบปลายคางที่เปรอะเปื้อนเลือดของใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่ซีดเผือดขึ้นก่อนจะบังคับให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองตนเอง เรวุสแม้อยากขัดขืนการกระทำหยาบช้านั้นแต่ก็ไม่มีกำลังมากพอจะต่อต้านได้ สิ่งที่ทำได้คือการจ้องตอบกลับอีกฝ่ายอย่างกริ้วโกรธ

ใบหน้ากร้านโน้มลงมาเคล้าคลอ ลมหายใจอุ่นร้อนกับสัมผัสสากระคายของหนวดเคราบนใบหน้าอีกคนค่อยๆละไล้ไปตามผิวละเอียด

“เคยสงสัยบ้างไหมว่าใครเป็นคนลงมือส่งน้องสาวของท่านไปสวรรค์?”

ม่านตาสองสีเบิ่งโพล่งออกก่อนที่ร่างกายอ่อนเปลี้ยจะเริ่มสั่นระริก เจ้าของเรือนผมสีม่วงอมแดงแปลกตาหัวเราะร้ายลึกในลำคอที่ข้างใบหูผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพที่บัดนี้นั่งสิ้นท่าอยู่ใต้การควบคุมของเขา

“แต่บางทีข้าว่าท่านก็อาจจะอยากรู้ว่าข้ารู้สึกยังไงตอนที่เอามีดแทงร่างของเทพพยากรณ์เข้าไปแบบนั้น ฮาฮาฮ่า”

“แกมัน…ไอ้สารเลว!!!” ชายหนุ่มคำรามลั่นด้วยความคั่งแค้นพร้อมทั้งพยายามฝืนร่างกายที่ตอนนี้แทบไม่รับฟังคำสั่งจากสมองของเขาอีกแล้วพุ่งเข้าขึ้นไปทำร้ายคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า หากแต่เพียงแค่อาร์ดีนสะบัดปลายฝ่ามือฟาดมาบนใบหน้าอีกฝ่ายเรวุสก็เซถลาล้มกลิ้งไปนอนบนพื้นเสียแล้ว

อดีตเจ้าชายสายเลือดเทพพยากรณ์ได้แต่นอนสิ้นท่ากรีดร้องอย่างเคียดแค้น หยาดน้ำตาใสเอ่อทะลักทะลายออกมาราวกับไม่มีวันหมดสิ้น ดวงตาสองสีตวัดมองพร้อมกับเอ่ยสาปแช่งชายตรงหน้า ทว่าคนที่ถูกสบถสาปกลับยังคงสีหน้ายิ้มแย้มระรื่นไม่สะทกสะท้านกับสิ่งใดๆ

ราวกับหยาดหยดสีนิลกาฬที่ร่วงหล่นลงไปบนผืนน้ำสีขาวสะอาด ความมืดหม่นนั้นค่อยๆแผ่กระจายกลืนกินความบริสุทธิ์นั้นไปทีละน้อย เช่นเดียวกับจิตใจอันดีงามของเรวุสที่ถูกความแค้นเคือง เกรี้ยวกราวและหมดหวังในชีวิตกัดกินในตอนนี้

อาร์ดีนเฝ้ามองดูอดีตเจ้าชายรัชทายาทแห่งเทเนไบร์สบถด่าและสาปส่งต่างๆนานาอย่างใจเย็น เขาไม่ทำอะไรทั้งนั้นเพราะอีกฝ่ายกำลังอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆเฉกเช่นเดียวกับกองโลหิตใต้ร่างสูงที่แผ่ขยายวงกว้างออกไปจนแทบกลายเป็นแอ่งเลือดขนาดย่อมๆ เลือดแห่งเทพยากรณ์ถูกดูดซับด้วยชุดสีขาวอันเป็นเครื่องแต่งกายที่เจ้าของชุดจงใจเลือกมาใช้เพื่อแสดงความแตกต่างของตนเองจากกองทัพจักรวรรดิย้อมสีพิสุทธิ์ให้กลายเป็นสีดำคล้ำ

อา ช่างงดงามเหลือเกิน!…ความขาวสะอาดที่แปดเปื้อนจนกลายเป็นสีดำ

นี่สิคือภาพที่เขาต้องการจะเห็น เทวดาสีขาวสูงส่งที่ถูกกระชากปีกทิ้งและถูกเหยียบย่ำจนในที่สุดก็กลับกลายร่างเป็นปีศาจร้าย…อีกแค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น

อีกแค่ไม่กี่อึดใจเจ้าชายเรวุส น็อซ ฟลูเรทก็จะกลายเป็นของของเขาอย่างสมบูรณ์!!!

รอยยิ้มกรีดขึ้นเหนือริมฝีปากหยักอย่างพึงพอใจ ร่างของรัฐมนตรีจอมเจ้าเล่ห์ค่อยๆทรุดลงใกล้ๆเรือนร่างสูงเพรียวที่กำลังนอนรอความตายมาเยือน มือหนาใต้เสื้อแขนยาวมีจีบระบายที่คลุมทับด้วยชุดคลุมหนักหนาอีกชั้นเลื่อนสอดเข้ามาในกลุ่มเส้นผมนุ่มลื่นสีทองที่ออกขาวซีด ปลายนิ้วสากขยุ้มจิกบังคับให้ใบหน้างดงามสมบูรณ์ไม่แตกต่างจากน้องสาวคนสุดท้องแหงนเงยขึ้นมาสบตาด้วย

“อย่าได้กังวลใจไปฝ่าบาท…ความตายของท่านจะไม่สูญเปล่าแน่นอนหม่อมฉันขอให้สัญญา อีกไม่นานราชาของท่านก็จะมาถึง ข้าจะให้ท่านได้พบคนที่ท่านอยากมอบดาบเล่มนั้นให้….ท่านจะได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งแน่นอน

จิตใจของเรวุสสั่นวูบหวาดกลัวกับคำพูดเช่นนั้น แต่เขาไม่มีแรงจะตอบโต้หรือเอ่ยอะไรอีกต่อไปแล้ว…ร่างกายและจิตใจของเขาด้านชาและเย็นเยียบราวกับพายุหิมะในช่องเขาอาร์ทิค เงาของมัจจุราชกำลังทาบทับบนร่างของอาร์ดีนที่โน้มลงมาใกล้จนแทบจะประสานร่างสองร่างเข้าด้วยกัน

ใบหน้าหยาบกร้านเคลื่อนเข้ามาใกล้ดวงหน้าขาวซีด ริมฝีปากหยักได้รูปชัดเจนค่อยๆนาบลงเหนือกลีบปากบางเย็นเฉียบไร้สีเลือดที่สั่นระริก อาร์ดีนเริ่มใช้ปากของตนเองขบเม้มหยอกเย้ากับความหยุ่นนุ่มบนกลีบปากของฝ่ายตรงข้าม ร่างสูงใหญ่กว่าเริ่มดูดกลืนรุกเร้าครอบครองเรียวปากของชายหนุ่ม ปลายชิวหาร้อนเบียดแทรกรุกรานเข้าไปในอุ้งปากที่พยายามออกแรงต่อต้านตวัดกวาดชิมรสชาติหอมหวานที่มีตนเองเพียงคนเดียวเคยได้ลิ้มลอง เสียงความเหลวที่ไหลแลกเปลี่ยนกันไปมาสะท้อนในหูของเรวุสฟังดูปลุกเร้าและหยาบโลน

หยาดน้ำใสไหลรินออกจากหางตาสองสีที่ปิดสนิท….มันเป็นจุมพิตที่แสนน่าขยะแขยงจากคนที่ลงมือฆ่าครอบครัวของเขาอย่างเลือดเย็นทว่าเขากลับไม่มีกำลังมากพอจะทัดทานขืนต้านมันได้

อาร์ดีนยอมละใบหน้าถอยออกมาปลดปล่อยริมฝีปากที่ถูกครอบครองจนบวมช้ำให้เป็นอิสระ แต่ยังไม่วายที่จะใช้ฟันคมกัดเข้าที่กลีบปากของเรวุสก่อนจะผละแยกออกมา เส้นใยสีใสเจือด้วยสีแดงคล้ำของเลือดไหลย้อยออกมาจากมุมปากของชายหนุ่มผมทองที่กำลังหอบหายใจรวยระริน

“ช่างงดงามเหลือเกิน…สมบูรณ์แบบอะไรเช่นนี้”

ปลายนิ้วยาวของปีศาจร้ายลากไล้ไปบนผิวละเอียดบนดวงหน้าตรงหน้าประหนึ่งหลงใหลคลั่งไคล้ก่อนที่มือใหญ่จะเลื่อนลงไปสัมผัสไหปลาร้าเชื่อมกับช่วงลำคอระหงที่ยามปรกติแล้วจะถูกซุกซ่อนอยู่ใต้ปกเสื้อแบบตั้ง ความสากระคายบรรจงลูบไล้สร้างร่องรอยแดงจางๆเหนือผิวขาวสะอาด ยิ่งเขามองเห็นสีหน้าเดียดฉันท์เจือจางด้วยความหวาดหวั่นอาร์ดีนก็ยิ่งแสยะยิ้มชอบใจออกมา เสียงหัวเราะรื่นเริงดังขึ้นเบาๆในลำคอของร่างสูงก่อนที่จะใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างตนเองโอบเข้ารอบลำคอของฝั่งตรงข้ามพร้อมกับออกแรงบีบเข้าไปทีละน้อย…ทีละน้อย ที่ละน้อย

เมื่อหายใจไม่ได่ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงของเรวุสเริ่มสั่นกระตุกและดิ้นพล่านทุรนทุรายตามสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด อความารีนและอเมทิสต์คู่เรียวเบิ่งโพล่งจ้องมองคนที่กำลังจะคร่าชีวิตตนเอง แขนขวาที่ยังหลงเหลืออยู่ปัดป่ายและพยายามผลักร่างตรงหน้าออกไปเท่าที่กำลังจะมีหลงเหลืออยู่

“ชู่ว ฝ่าพระบาทไม่ดื้อสิพะยะค่ะ อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง” ที่ปรึกษาแห่งกองทัพหัวเราะสรวลเสออกมาด้วยความรื่นรมย์ที่ได้เห็นคนตรงหน้าทุกข์ทรมานและสิ้นหวัง “ยิ่งดื้อรั้นมากเท่าไรยิ่งทรมานมากเท่านั้นน้า”

เสียงกระซิบนุ่มนวลดังแผ่วราวกับเจ้าตัวตั้งใจจะปลอบประโลมพร้อมกับดวงหน้ากร้านที่เต็มไปด้วยรอยตามวัยเริ่มแปรเปลี่ยนไป ผิวกายสีเสื้อเข้มค่อยๆซีดลงเรื่อยๆจนกลับกลายเป็นสีขาว เนตรสีอำพันที่มักฉายแววเจ้าเล่ห์ไม่น่าไว้วางใจเลือนหายไปก่อนที่สีดำทมิฬเหมือนห้วงความมืดมิดอันไม่สิ้นสุดจะเข้ามาครอบครองและปรากฎวงแหวนสีทองจางๆขึ้นมาตรงกลาง ตรงขอบตาปรากฎหยาดเหนียวข้นสีคล้ำน่าสะอิดสะเอียดไหลรินอาบข้างแก้มทั้งข้าง ยามที่เจ้าตัวแย้มรอยยิ้มให้เขี้ยวคมกริบทั้งสองข้างก็โผล่ออกมาให้ชัดเจน

แม้สติจะใกล้หลุดลอยออกจากร่างกายที่ผุพังนี้เพียงใดเรวุสก็ไม่วันลืมเลือนว่าสิ่งตรงหน้านั้นคืออะไร…นั้นคือโรคระบาดร้ายแห่งดวงดาว มลทินอันแสนชั่วร้ายที่ทำลายมวลมนุษย์ แปรเปลี่ยนคนให้กลับกลายเป็นบริวารแห่งความมืด

เหมือนโดนความจริงตีอัดกลางแสกหน้าในยามนี้ ความสงสัยที่ติดค้างในใจมาเนิ่นนานพรั่งพรูเข้ามาในหัว…มาจิเทคที่กองทัพนำมาใช้ผลิตหุ่นยนต์จักรกลและสร้างปีศาจนั้นแท้จริงมาจากตัวอาร์ดีนเอง ชายผู้นี้ไม่ได้โง่ขนาดยอมให้จักรวรรดิใช้งานของของตัวเองฟรีๆ ตอนนี้อาร์ดีนกำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตและดอกเบี้ยของสิ่งที่นิฟเฟลไฮม์ได้ไปหยิบยืมไปเท่านั้น….และคนที่ปล่อยปีศาจให้ออกมาเพ่นพ่านในศูนย์วิจัยได้อย่างอิสระก็คือหมอนี่เอง!!

หยาดน้ำใสไหลออกจากหางตา….เขาผิดเองที่ไม่เชื่อคำเตือนของน้องสาว เขาผิดเองที่คิดจะหยอกล้อเล่นกับไฟจนในที่สุดคนเขลาแบบเขาก็ต้องถูเปลวเพลิงเผาผลาญสิ้นไปแบบนี้!!

แรงบีบรัดที่ลำคอนั้นรุนแรงขึ้นจนไม่มีลมหายใจใดๆสามารถลอดผ่านไปได้ ใบหน้าขาวซีดไม่ต่างจากศพนั้นบิดเบี้ยวทรมาน แรงปัดต้านสะเปะสะปะเริ่มอ่อนลงจนแทบจะแน่นิ่ง ช่วงวินาทีสุดท้ายของชีวิตก่อนที่ดวงจิตที่เลอะเลือนจะดับวูบจอมปีศาจก็กระชากซากร่างในอุ้งมือเข้ามาแล้วมอบจุมพิตรุนแรงให้อีกฝ่ายเสมือนเป็นดั่งคำอำลา

รอยจูบรุกเร้าและคุกคามกินเวลาสักพัก จนเมื่อใบหน้าของรัฐมนตรีแห่งจักรวรรดิผละถอยออกมาร่างกายของเรวุสก็นิ่งสนิทไปแล้ว ดวงตาสองสีที่เบิ่งกว้างจ้องมองอาร์ดีนยังคงมีแววตาตื่นตะลึงและหวาดกลัวชัดเจน สองมือละออกจากลำคอระหงที่ขึ้นรอยแดงช้ำปล่อยให้ร่างของอดีตผู้บัญชาการระดับสูงไล่ลื่นลงไปกองกับพื้นเหล็กเย็นเยียบ ใบหน้าของรัฐมนตรีแห่งนิฟเฟลไฮม์ค่อยๆกลับคืนสู่ใบหน้ามนุษย์ปรกติอีกครั้ง สายตาหมิ่นแคลนเฝ้ามองใบหน้าของเรวุสนิ่งนานก่อนจะใช้สองปลายนิ้วดึงเปลือกตาสีขาวซีดนั้นลงเพื่อปิดดวงเนตรสองสีที่กำลังจับจ้องเขาลงเสีย…ถือเสียว่าเป็นความเมตตาครั้งสุดท้ายจากคนที่เคยหลับนอนด้วยกันมาก่อน!

กายสูงขยับลุกขึ้นเดินไปหยิบดาบแห่งลูซิสมาถือไว้ในมือ ท่อนแขนเหล็กของผู้บัญชาการระดับที่แสนโง่เขลายังคงจับด้ามดาบแน่นไม่ยอมปล่อย อาร์ดีนเขวี้ยงศาตราวุธสีเงินนั้นปักลงข้างร่างของเรวุส แผ่นกระดาษจดหมายหลายฉบับที่ชายหนุ่มตั้งใจเขียนถึงเทพพยากรณ์ลูน่าเฟรย่าถูกดึงออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมสีดำตัวยาวก่อนที่ปีศาจจอมเจ้าเล่ห์จะจงใจโปรยมันลงไปเหนือร่างของอดีตเจ้าชายสูงศักดิ์

“เจ้าอยากจะช่วยเหลือโลกใบนี้ แต่แค่นั้นมันยังไม่พอหรอกนะ…เพราะคริสตัลเลือกข้า ไม่ได้เลือกเจ้า”
ริมฝีปากหยักเหยียดยิ้มเยาะเย้ยไม่ต่างจากม่านตาสีทองที่ส่องประกายหมิ่นแคลนในความพยายามอันแสนไร้ค่าของทายาทสายเลือดเทพพยากรณ์ก่อนร่างสูงใหญ่หมุนตัวกันหลังเดินจากไป ปล่อยทิ้งเศษเศษซากของผู้พ่ายแพ้ในเกมนี้ไว้เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

“อา การถูกปฏิเสธมันแสนเจ็บปวดใช่ไหมเล่าฝ่าพระบาท!!”

แต่สำหรับท่านผู้บัญชาการอันเป็นที่รักของข้า ท่านจะไม่ถูกข้าปฏิเสธแน่นอน…เพราะตอนนี้ท่านคือคนของข้าอย่างสมบูรณ์แล้ว!!

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

“น็อคท์ ถ้าพวกเราใช้ลิฟท์ส่วนกลางนี้ไปเราก็น่าจะถึงใจกลางของปราการแห่งนี้ได้แล้วละ” เสียงทุ้มเอ่นเรียบๆยามที่ชายหนุ่มสี่คนกำลังออกวิ่งมุ่งหน้าไปยังลิฟท์ แม้จะสูญเสียการมองเห็นไปแต่การคำนวณคาดการณ์ของอิกนิสยังคงแม่นยำเสมอ

“อือ คริสตัลเองก็คงอยู่ที่นั้นละ” น็อคทิสเหลียวกลับมาตอบก่อนจะออกวิ่งนำทางทุกคนไป

“นี่ตอนนี้พวกเราอยู่ตรงส่วนไหนของปราการเนี่ย…ที่นี่กว้างใหญ่มากจนฉันว่าพวกเราหลงกันได้ง่ายๆเลยนะ” ยังคงเป็นพรอมพ์โต้ที่แอบบ่นประปอดกระแปดเช่นเคยถึงจะเจ้าตัวจะเพิ่งกลับมาร่วมทางอีกครั้งหลังจากถูกพวกกองทัพจับตัวไประหว่างทางที่พวกเขาไปเทเนไบร์ก็ตาม

“อย่าบ่นมากพรอมพ์โต้ เดินๆไป…อ้าวเฮ้ย!! อิกนิสเดินระวังทางด้วย”  กลาดิโอ้หันมาปรามเจ้าหมาน้อยของคณะที่ชอบส่งเสียงบ่นหึ่งๆก่อนจะรีบวิ่งไปคว้าตัวราชเลขานุการที่กำลังจะล้มเพราะดันก้าวเท้าขึ้นบันไดพลาด

“อา ขอโทษด้วย ทางมันไม่คุ้นเลยกะระยะก้าวไม่ค่อยถูก”

“อยู่ข้างฉันเอาไว้แล้วกัน จะได้ไม่ล้มอีก” เสียงทุ้มหนักดุใส่คนที่มองเห็นแต่ยังพยายามฝืนตัวเองเพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นภาระคนอื่น

“รู้แล้วละ…ขอบคุณนะกลาดิโอ้”

“โอ่ ฝ่าพระบาท กระหม่อมมีของขวัญเตรียมรอไว้ให้ ทำไมไม่ทรงเร่งเท้าไปทอดพระเนตรดูสักหน่อยละพะยะค่ะ!!”เสียงของไอ้รัฐมนตรีขี้เต๊ะที่แสนน่าเบื่อหน่ายและชวนหงุดหงิดดังขึ้นอีกครั้งเมื่อชายหนุ่มสี่คนเดินเข้ามาถึงลานโกดังกว้างขวางที่น่ามีไว้เพื่อเก็บยานรบของกองทัพ

“เออ รู้แล้วๆ เสียงไอ้หมอนี่น่ารำคาญแถมยังกวนประสาทชะมัดเลย” เจ้าชายรัชทายาทแห่งลูซิสอดบ่นออกมาไม่ได้หลังจากต้อทนทรมานจากเสียงของอีกฝ่ายมาอย่างยาวนานนับแต่ก้าวเท้ามาในกราเลีย

“ยังไงก็ระวังตัวด้วย ฉันไม่ไว้ใจหมอนั่น!”

“เห็นด้วยเลย”

“เชิญฝ่าบาททอดพระเนตรสิ…ของขวัญที่กระหม่อมเตรียมไว้ให้ ฮาฮาฮ่า!!”

น็อคทิสถึงกับตื่นตะลึงกับสิ่งที่ได้พบเห็นเบื้องหน้าตนเอง เจ้าชายหนุ่มแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าจะมีสิ่งใดที่โหดร้ายและน่าสงสารไปมากกว่านี้อีกแล้ว

“นั้นมัน….เป็นไปไม่ได้น่า!!!”

เสียงคำรามลั่นสั่นสะเทือนอาณาบริเวณโดยรอบก่อนที่เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นค่อยๆเดินกระเผลกลากเท้าและด้ามดาบเล่มเขื่องเข้ามาอย่างเชื่องช้า ร่างกายของสิ่งตรงหน้าสูงขยายจนสูงใหญ่เลยหัวของกลาดิโอ้ขึ้นไปแล้วด้วยซ้ำ ที่น่าประหลาดคือเจ้าสิ่งนั้นราวกับมีสองร่างกายในหนึ่งเดียว ครึ่งหนึ่งของมันถูกความมืดกัดกินจนไม่หลงเหลือเค้าโครงมนุษย์ทั้งเขายาวแหลมสีดำงอกพ้นออกมาจากศีรษะและร่างกายฝั่งซ้ายที่อาบเคลือบไปด้วยของเหลวสีดำคล้ำเหนียวหนืดเหมือนน้ำมันดิบร้อนๆ ทว่าอีกฝั่งที่เหลือนั้นยังคงความเป็นมนุษย์ที่มีอัตลักษณ์บางอย่างที่บ่งบอกว่าอดีตของร่างนี้คือใครกันแน่

“นั่นมันเรวุสใช่ไหม!?” น็อคทิสเผลอหลุดปากถามออกมาอย่างตกใจ

“อาจจะใช่ แต่นั้นต้องเรียกว่านั้นคือเศษซากที่หลงเหลือของเขามากกว่า!!” กลาดิโอ้ตอบกลับอย่างเคร่งเครียด ในมือขององครักษ์หนุ่มร่างโตร่ายเรียกอาวุธของตนเองออกมาเตรียมพร้อม…งานนี้ไม่ใช่เล่นๆแน่นอน เรวุสขึ้นชื่อว่าเป็นนักดาบฝีมือฉกาจหาตัวจับยากคนหนึ่ง แถมตอนนี้ยังกลายร่างเป็นปีศาจที่ถูกอาร์ดีนชักใยอยู่เบื้องหลังไปแล้ว เขาเองก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าศึกครั้งนี้จะหนักหนาแค่ไหน!!

“ชอบไหมละ ขอเชิญฝ่าพระบาทสนุกสนานกับของเล่นชิ้นโปรดของหม่อมฉันตามสบายเลยนะ อา ดูเขาสิ…ความงดงามนั้น สีขาวที่ย้อมด้วยสีดำ ช่างงามไม่มีที่ติเสียจริงๆนะ” เสียงหัวเราะรื่นรมย์ดังแว่วมาตามสายไม่ขาดช่วง

ร่างกายที่แปรเปลี่ยนไปกรีดร้องคำรามลั่นออกมา แขนยาวที่อาบย้อมไปด้วยคราบสีดำคล้ำเหยียดยื่นมาหากลุ่มของน็อคทิสพร้อมส่งเสียงร้องออกมา

“ได้โปรดจบมันที!!!”
และนั้นคือคำวิงวอนสุดท้ายที่เรวุสเอ่ยขอต่อราชาผู้ถูกเลือกเพื่อจบบ่วงชีวิตอันแสนเศร้าและทุกข์ทรมานนี้

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

ตรีศูลแห่งเทพพยากรณ์พุ่งแทงกลางอกของเรวุสเป็นการปิดฉากการต่อสู้ที่หนักหนาและยาวนานลง น็อคทิสยืนหอบหายใจฮักๆอยู่เหนือร่างใหญ่โตนั้น เสียงกรีดร้องอย่างทรมานของปีศาจร้ายที่ถูกโค่นลงด้วยฝีมือของราชาผู้ถูกเลือกดังสะท้านออกไปไกล กายสูงผิดมนุษย์ค่อยๆทรุดลงบนพื้นก่อนที่มันจะเริ่มสลายตัวกลายเป็นหมอกควันสีดำเข้มที่ค่อยๆจางหายไปในอากาศราวกับจุดตรงนั้นไม่เคยมีอะไรอยู่มาก่อน

“มันช่างเป็นจุดจบที่หน้าเศร้าไม่ว่าใครก็ไม่ควรเจอแบบนี้” กลาดิโอ้กล่าวออกมาด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว แม้ทั้งเขาและเรวุสจะค่อยถูกชะตากันแต่ส่วนหนึ่งในใจของกลาดิโอ้เข้าใจและเห็นใจเรวุสในฐานะที่ตนเองก็เป็นพี่ชายและมีน้องสาวให้ปกป้องเหมือนกัน “…เขาคือชายที่เต็มไปด้วยความฝันและความหวัง ไม่น่าเลยที่จะต้องลงเอยแบบนี้”

“น็อคท์ เรวุสพยายามจะคืนดาบของฝ่าบาทรีจิสให้นาย นายรู้ใช่ไหม?” อิกนิสเอ่ยถามขึ้นมาเรียบๆแม้ส่วนลึกจะอดสงสารชะตากรรมของอดีตเชื้อพระวงศ์แห่งเทเนไบร์ไม่ได้ เสียงจากวิดีโอที่อาร์ดีนจงใจทิ้งไว้ให้พวกเขาให้ชมในห้องควบคุมนั้นสะท้อนนิสัยและความตั้งใจจริงของเรวุสที่ต้องการจะสนับสนุนว่าที่ราชาตัวจริงและกวาดล้างความชั่วร้ายออกไปจากโลกใบนี้…น่าเสียดายที่เรวุสไม่มีวันได้เจอน็อคทิสตัวจริงและมีโอกาสเรียกขานน็อคทิสว่า ‘ราชาของเขา’

“อืม ฉันคิดว่าฉันพอจะรู้” เจ้าชายหนุ่มแห่งลูซิสได้แค่ตอบพร้อมถอนหายใจหนักๆออกมา ตลอดเส้นทางที่เขาต้องเดินสำรวจในปราการเซคนอทัสแห่งนี้มีหลายอย่างที่เรวุสทำเพื่อเขาหลงเหลือไว้มากมาย…เรวุสตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อช่วยเขาและลูน่ามาโดยตลอด แต่กลับเป็นเขาเองที่ไม่เข้าใจความปรารถนาดีของอีกฝ่ายเลย เขาไม่เคยรับรู้อะไรเลยถึงขนาดยังเคยว่าประนามเรวุสว่าเป็นสุนัขรับใช้ของจักรวรรดิตอนที่ประจัญหน้ากันในฐานทัพด้วยซ้ำไป

คนที่โง่ที่สุดในโลกไม่ใช่เรวุสที่ยอมลดตัวไปทำงานรับใช้จักรวรรดิ…แต่เป็นเขาเองที่ไม่เคยรู้ตัวว่าได้ความช่วยเหลือจากคนอื่นมากแค่ไหนต่างหาก!!

“เป็นจุดจบที่น่าเศร้าเกินไป…ทำไมต้องโหดร้ายกันขนาดนี้” พรอมพ์โต้กล่าวออกมาด้วยเสียงสั่นน้อยๆ

“แต่อย่างน้อยตอนนี้เรวุสก็เป็นอิสระแล้ว…ขอให้นายได้พบเจอความสงบสุขในโลกหน้า บางทีในอีกโลกหนึ่งชะตากรรมของนาย…ไม่สิ ของพวกเราทุกคนในที่นี้อาจไม่โหดร้ายเท่านี้”ไพลินคู่สวยจ้องมองพื้นเย็นเยียบที่ร่างกายของเรวุสเคยนอนทอดอยู่ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาไล่มองอิกนิส พรอมพ์โต้และกลาดิโอลัสที่ร่วมฝ่าฟันความยากลำบากมาด้วยกันตั้งแต่ต้นด้วยความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามาในใจ

“โอ๊ะโอ๋ ทรงจัดการกับของเล่นที่แสนสวยของหม่อมฉันไปแล้วหรือฝ่าบาท…โธ่ ช่างน่าสงสารและน่าเสียดายเหลือเกิน” เสียงยียวนเดิมๆดังขึ้นขัดจังหวะความซึ้งที่เริ่มก่อตัว เจ้าตัวคงเฝ้ามองพวกเขาผ่านจอมอนิเตอร์ตลอดเวลา เดาได้เลยว่าตอนนี้ใบหน้ากร้านของรัฐมนตรีจอมวางแผนนั้นคงกำลังยิ้มกริ่มด้วยความสาแก่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“ไปกันต่อเถอะน็อคท์ ทั้งคริสตัลและอาร์ดีนกำลังรอนายอยู่นะ”

“อือ ไปกันเถอะ”

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

[ THE END ]

———————————-

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

:

[Mode คนแต่งกรีดร้อง]

จบแล้วค่ะ เขียนกันยาวเยี่ยงไตรภาคเดอะลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ กันทีเดียว ตอนแรกกะเอาสั้นๆตอนเดียวจบไหงลากยาวมาได้ขนาดนี้ ตอนเขียนเหมือนองค์พี่ท่านลงว่าเขียนต่อสิๆ เลยได้ดมกาวแต่งมาขนาดนี้ได้ ตอนเขียนนี่แอบรู้สึกเหมือนลุงจงใจฆ่าเมียเก่าเพื่อไปหาเมียใหม่มากค่ะ #สูดกาวเข้าปอดแรงๆ

จริงๆยอมรับว่าลำเอียงเขียนถึงเรวุสแยะกว่าเพราะสงสารพี่ท่านที่บทโดนตัดฉับๆ ถึงจะเพิ่มฉากให้ก็ยังน้อยไปอยู่ดี ดังนั้นเราจึงถือคติว่าเมื่ออฟช.ไม่ทำเราจะทำให้แทนค่ะ 555 

ทั้งหมดนี้เราแต่งในมือถือล้วนๆ หากมีส่วนไหนที่พิมพ์ตกพิมพ์ผิดแจ้งได้นะคะ บางทีพิมพ์แล้วเบลอเองก็มีค่ะ

[SF][K Project][MikoRei] – Illusion

(แฟนฟิคชั่น K Project นี้เราแต่งลง Exteen ไว้นานหลายปีแล้วค่ะ พอดีเราเพิ่งได้ข่าวว่า Exteen มีปัญหาโดเมนหมดอายุทำให้ผู้ใช้เข้ากันไม่ค่อยแล้ว เลยอยากค่อยๆโอนย้ายฟิคเก่าๆของตัวเองมาเก็บสำรองไว้ที่นี่ เนื่องจากไฟล์ต้นฉบับของฟิคพวกนี้สูญหายไปตอนคอมเราโดนไวรัสค่ะ)

Title: Illusion

Author: Sarelrus Revena

Fandom: K Project

Paring: Suoh Mikoto x Munakata Reisi

Genre: Romance, Quotes

Rating: NC-18

Status: One shot

[ If it looks real and feels real, do you think it matters if it’s real? ]

Daniel Nayeri, Another Faust

หากว่าสิ่งที่เรามองเห็นและสัมผัสได้ช่างเหมือนความจริงจนไม่สามารถแยกแยะออกได้ คุณจะยังกังขาอีกหรือไม่ว่าสิ่งๆนั้นคือความฝันอันหลอกหลวงหรือความจริง

แล้วถ้าจะต้องเลือก คุณเลือกที่จะตื่นขึ้นพบกับความจริงหรือหลงอยู่กับความฝันนั้นต่อไป?

+*+*+*+*+*+

กลิ่นหอมหวานอย่างน่าประหลาดอบอวลโชยต้องปลายนาสิก เป็นกลิ่นหอมสดชื่นที่ไม่เคยพบพานมาก่อน

ร่างกายที่รู้สึกหนักอึ้งอย่างที่ไม่เคยรู้สึกก่อนมานี่คืออะไร ความหนักหน่วงอย่างประหลาดนี้ราวกับมีอะไรสักอย่างกำลังถ่วงน้ำหนักของร่างกายจนยากที่จะขยับเขยื้อนได้อย่างสะดวก

ทั้งแสงสว่างที่จ้าจนทำให้สายตารู้สึกพร่ามัวนี่อีก เขาไม่สามารถมองเห็นบรรยากาศโดยรอบได้อย่างชัดเจนจนต้องพยายามหรี่ตาเพื่อปรับสภาพม่านตา

“เฮ้ย…เฮ้ย…”

ใครสักคนกำลังเรียกเขาอยู่

“นี่ เฮ้ย”

เขาอยู่ที่ไหน?

“นี่ได้ยินเสียงฉันหรือเปล่า?”

ใครกำลังพูดอยู่นะ

“นี่…เฮ้ยย”

สัมผัสร้อนระอุแตะบนบ่าของเขา แรงสั่นน้อยๆเหมือนอีกฝ่ายกำลังเขย่าตัวเขาไปมา

“เฮ้ยมุนาคาตะ…เป็นอะไรหรือเปล่า” ประโยคนั้นทำให้ความเฉียบแหลมของประสาทสัมผัสทุกส่วนวกคือกลับมา ร่างโปร่งบางสะดุ้งเฮือกราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน

“อะ…ฉัน…” ดวงตาเรียวใต้แว่นเปลือยกรอบมีแววเลิกลั่กประหนึ่งกับไม่แน่ใจว่าตอนนี้กำลังหลับหรือตื่นขณะที่กรอกตามองสำรวจบรรยากาศรอบๆตนเอง “อะ เอ่อ…ที่ไหนกัน?”

เคาเตอร์เหล้าสร้างจากไม้เนื้อแข็งอย่างดีตั้งอยู่เบื้องหน้า บาร์เทนเดอร์หนุ่มหน้าตาหมดจดกำลังยืนมองเขาอยู่ด้วยสีหน้าเป็นกังวล แสงไฟสีเหลืองอ่อนนวลตาตกกระทบกับขวดเหล้าหลากหลายชนิดที่วางเรียงรายอยู่บนหิ้งด้านหลังร่างสูงของบาร์เทนเดอร์เป็นประกายระยิบระยับสวยงาม เสียงเพลงแจ๊สทำนองหวานยังคงบรรเลงจากเครื่องเล่นที่มุมหนึ่งของบาร์ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย แขกของร้านจำนวนไม่มากยังคงนั่งอยู่ตามที่นั่งของตนเองดื่มด่ำไปกับรสชาติของเครื่องดื่มที่ตรชื่นชอบเคล้าเสียงเพลงไพเราะระรื่นหู

“คุณลูกค้าครับ เป็นอะไรหรือเปล่า?” บาร์เทนเดอร์ตรงหน้าส่งยิ้มอย่างโล่งอกให้เมื่อเห็นเขาสบตาด้วย

“…ไม่เป็นไรครับ” ตอบพลางส่ายหัวเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มบางๆ

“ฉันบอกแล้วว่าหมอนี่นะเมาง่าย” เสียงห้าวทุ้มที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านข้างแทนคำตอบจากเขา เขาหันกลับไปมองร่างสูงที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ทรงสูงใกล้กับตนเอง

เสี้ยวหน้าคมที่มีสีหน้าสบายๆซ่อนอยู่ใต้แสงสลัวที่เขารู้จักเป็นอย่างดี เรือนผมสีแดงพองฟูเหมือนสิงโตป่าแบบนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ริมฝีปากได้รูปที่มักเหยียดยิ้มเยาะเย้ยกำลังคาบบุหรี่ที่ถูกจุดไว้ เรือนร่างที่สูงกำยำสวมใส่เสื้อยืดขาวทับด้วยแจ็คเก็ตหนังสีดำประดับขนฟูฟ่องไม่แพ้ทรงผมของเจ้าตัว

สุโอ มิโคโตะ

แล้วเขามาทำอะไรอยู่ที่นี่กับหมอนี่ในเวลาแบบนี้?

“นี่เมาแล้วก็กลับบ้านไปนอนไป” น้ำเสียงอืดอาดราวกับคนพูดนั้นขี้เกียจจะพูดเสียเต็มประดาดังขึ้นขัดความคิดของเขา

“เดี๋ยวก่อนแล้วทำไมผมถึง…มาอยู่ตรงนี้ได้”

“โอ้ย อย่าบอกนะว่าเมาจนจำไม่ได้แล้วนายเป็นคนโทรไปชวนฉันมาดื่มเองเลยนะ”

นัยน์ตาสีม่วงเบิ่งกว้างราวกับไม่อยากจะเชื่อคำพูดของคนตรงหน้า ‘เขานะหรือเป็นคนที่โทรไปชวน? บ้าไปแล้วเป็นไปไม่ได้หรอก!!’

“ผมว่าคุณต้องกำลังอำผมเล่นๆอยู่ใช่ไหมครับสุโอ…อย่างผมนะหรือครับจะเป็นคนโทรไปชวนคุณมาดื่มเหล้าด้วย”

อีกฝ่ายเพียงแต่เหลือบตามามองเขาพลางเลิกคิ้วขึ้นสูงก่อนจะถอนหายใจออกมายาวๆแล้วหันไปหาบาร์เทนเดอร์หนุ่มหล่อที่กำลังยืนยิ้มแบบแห้งๆส่งให้

“บอกแล้วอย่ารินดื่มเบอร์เบิร์นให้หมอนี่ดื่มก็ไม่เชื่อ”

= + =

ทั้งเขาและสุโอต่างเดินออกจากร้านท่ามกลางความสงสัยและประหลาดใจของเขาอย่างมาก สุโอเป็นฝ่ายจ่ายค่าเหล้างวดนี้ให้ ร่างสูงทำหน้าเหนื่อยหน่ายก่อนจะควักเงินขึ้นมาจ่ายด้วยท่าทีเสียไม่ได้เมื่อเขาไม่มีทีท่าจะจำได้เลยว่าเป็นฝ่ายโทรเรียกมาดื่มเป็นเพื่อน

มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมเขาถึงมาอยู่ตรงนี้แล้วทำไมสุโอถึงมาอยู่ตรงนี้?

มีอะไรบางอย่างที่เข้าไม่เข้าใจ

บางอย่างแปลกประหลาดไป…ก่อนหน้านี้เขาไปไหนและกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงจำไม่ได้

คิ้วเรียวยาวมุ่นขมวดเข้าหากัน สีหน้าครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดแบบนั้นทำให้คนมองอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอยากแกล้ง นิ้วเรียวยาวที่ปกติมักใช้คีบบุหรี่ไว้ตลอดยกขึ้นแล้วดีดเข้าใส่กลางหน้าผากของคนทำหน้าเครียดอย่างเต็มแรงดังป๊าบ

“โอ๊ยย!! เจ็บนะ คุณนี่หยาบคายมากเลยครับ” คนถูกกระทำร้องประท้วงขึ้นพร้อมกับใช้มือของตัวเองกดบริเวณที่ถูกดีดใส่เอาไว้ เสียงแรงขนาดนั้นมันคงจะต้องเป็นรอยแดงไปอีกสักพักแน่ๆ

“นั่นมันนายต่างหากละ”

“หา!!!”

“ไม่ต้องมาหงมาหา นายบอกฉันเองว่าวันนี้จะเลี้ยงเหล้าแต่สุดท้ายฉันก็ต้องจ่ายเองอยู่ดี”

“คุณพูดเรื่องอะไรนะครับ?”

สุโอถอนหายใจดังเฮือกราวกับจะปลง “นี่นายบ้าจริงๆหรือแกล้งบ้ามาหลอกฉันกันแน่เนี่ย”

“คุณต่างหากละครับที่ทำอะไรบ้าๆ”

“เอาเป็นว่าไม่ว่าจะเมาหรือบ้านายก็ควรกลับบ้านไปพักซะ” เสียงห้าวทุ้มตัดบทด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉีอยตามนิสัย ก่อนที่จะล้วงมือลงไปหยิบบุหรี่อีกตัวขึ้นมาจุดสูบ

“…” เขาไม่สามารถโต้ตอบกลับไปเพราะจิตใจยังไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

ควันบุหรี่สีขาวพร้อมกลิ่นที่เขาเคยบอกว่าเหม็นถูกพ่นออกจากกลีบปากได้รูปลอยขึ้นสู่เบื้องบน ท้องฟ้าตอนนี้มืดสนิทหากไม่มีแสงไฟจากอาคารและบ้านเรือนในเมืองเช่นนี้ที่แห่งนี้คงมืดสนิทและน่าวังเวงยิ่งนัก หากแต่ที่นี่กลับเต็มไปด้วยเสียงผู้คนที่เดินกันอย่างพลุ่กพล่านยามราตรี เสียงพูดคุย เสียงริงโทนโทรศัพท์มือถือ เสียงจากป้ายไฟโฆษณา เสียงพาหนะยานยนตร์มากมายขับเคลื่อนผ่านไป

เขาส่ายตามองไปมาอย่างสับสนและไม่เข้าใจ เขาได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กสาวที่ยืนห่างออกไปกลุ่มหนึ่งที่กำลังทำหน้าพยักเพยิดมาจากพวกเขาทั้งสองคน สายตาหลากหลายคู่กำลังจับจ้องมาตรงจุดนี้ทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัย

เกิดอะไรขึ้นกับเขา…ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้

ก่อนหน้านี้เขาสั่งอะไรกับอาวาชิมะคุงสักอย่างแล้วหลังจากนั้นทุกอย่างก็เหมือนม้วนหนังที่ถูกตัดขาดไป

ความรู้สึกปวดจี๊ดแล่นผ่านในสมองเมื่อเขาพยายามจะเค้นเอาความทรงจำช่วงที่เขาคิดว่ามันขาดหายไปกลับมา อาการคลื่นเหียนคล้ายกับของเก่าในช่วงท้องมันพร้อมจะไหลย้อนออกมาอีกครั้งทำให้ต้องยกมือขึ้นปิดปากของตนเองเอาไว้

เสียงครางอย่างเจ็บปวดเรียกให้ร่างสูงใหญ่ที่ยินอยู่ด้านข้างหันกลับมาประคองร่างที่กำลังโซเซ “นี่มุนาคาตะถ้าไม่ไหวก็กลับบ้านไปก่อนเหอะ”

“ผมไม่เป็นไร” คนดื้ออย่างไรก็ยังคงดื้อไม่เปลี่ยนแปลง

สุโอถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆเมื่อเห็นสีหน้าซีดขาวของคนปากแข็ง อุณหภูมิจากร่างของที่เหมือนป่วยลดต่ำลงจนคนที่กำลังโอบร่างโปร่งบางนั้นไว้รู้สึกได้ เหงื่อเย็นชื้นเม็ดเล็กๆผุดซึมขึ้นมาบนหน้าผาก

“นายนี่นะชอบทำให้ฉันเป็นห่วงอยู่เรื่อย”

คนในอ้อมแขนที่เขากำลังพยุงเงยหน้าขวับขึ้นมาราวกับไม่เชื่อคำพูดในสิ่งที่ได้ยินไปเมื่อสักครู่ “คุณว่าอะไรนะ?”

“ไปกันเถอะ” ร่างสูงเป็นฝ่ายตัดบท ฝ่ามือใหญ่คว้าเอามือที่เขาให้กดช่วงท้องเอาไว้เพื่อระงับความรู้สึกอยากอาเจียนขึ้นมาก่อนจะจะพาเดินฉับๆไปโดยไม่คิดจะถามความเห็นใดๆจากคนที่ต้องรีบพยุงร่างทรงตัวเอาไว้เพราะแรงดึง ความร้อนระอุจากมือใหญ่ที่กุมไว้แน่นเหมือนจะส่งผ่านความอบอุ่นมาให้คนที่เมาและป่วยด้านหลัง

เขาเบิ่งตากว้างจ้องมองแผ่นหลังกว้างเบื้องหน้าอย่างไม่เข้าใจ…บางทีเขาอาจจะกำลังฝันอยู่ก็ได้

แต่ถ้ามันเป็นความฝันแล้วทำไมความถึงรู้สึกอุ่นได้ละ?

สุโอลากเขามาโดยไม่พูดอะไร ร่างสูงสง่าเดินจับมือของเขามาตลอดทางซึ่งออกจะเป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับคนทั่วไปมาก สายตาขี้สงสัยจับจ้องมาที่คนทั้งคู่ไปตลอดทาง แต่ดูเหมือนคนที่เป็นฝ่ายเดินนำจะมีความด้านทนฉาบบนใบหน้ามากกว่าเลยไม่ค่อยจะสะทกสะท้านแตกต่างกับคนที่ต้องเป็นฝ่ายเดินตามที่เริ่มรู้สึกเหมือนความร้อนทั้งหลายในร่างกายกำลังจะย้อนกลับมาสะสมบนใบหน้า

เขาเริ่มออกแรงยื้อไว้ทำให้สุโอต้องชะงักแล้วเหลือบตากลับมามองเล็กน้อย “กรุณาปล่อยมือด้วยครับ”

“ก็นายไม่ค่อยสบายนี่”

“ผมไม่เป็นไรมากหรอกครับ” น้ำเสียงติดจะหยิ่งเล็กน้อยๆถูกดึงขึ้นมาใช้ “แค่เดินผมเดินเองได้แล้ว”

“เดี๋ยวนายก็หลงทางหรอก”

“หยาบคายนะครับ ผมไม่ใช่เด็กตัวเล็กๆ”

เขาหรี่ตาจ้องกลับคนที่บังอาจเอาเขาไปเทียบกับเด็กเล็กที่ไม่สามารถช่วยเหลือหรือดูแลตัวเองได้

“หึ” อีกฝ่ายไม่โต้ตอบกลับเพียงแต่เค้นยิ้มขึ้นบางๆที่มุมปากใส่คนป่วยจอมดื้อก่อนจะหันไปออกก้าวเท้าเดินต่อไปโดยไม่คิดจะใส่ใจกับแรงยื้อยุดประท้วงจากคนด้านหลัง

เสียงอึกทึกด้านนอกไม่ส่งผ่านเข้ามาถึงการรับรู้ได้ระหว่างที่ทั้งสองคนยังคงเดินจับมือไปด้วยกัน เขาได้แต่เฝ้ามองดูแผ่นหลังกว้างเบื้องหน้าที่กำลังเดินย่ำโดยไม่พูดจาอะไรสักคำ แรงบีบจากฝ่ามือใหญ่นั้นทำให้เขารู้สึกอบอุ่นและน่าปลอดภัยอย่างน่าประหลาดจนแทบลืมไปเลยว่าเพราะอะไรเขาถึงมาอยู่ตรงนี้กับสุโอ และเมื่อเขากระชับมือเข้าอีกฝ่ายร่างสูงเพียงแต่เหลือบตากับมามองแวบหนึ่งก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากให้

บางทีนี่คงจะเป็นความฝันจริงๆ

สุโอพาเขาเดินมามาเรื่อยๆ ขาเพรียวยาวก้าวเดินขึ้นไปบนสะพานยาวที่ทอดข้ามระหว่างแม่น้ำใหญ่ ทั้งสองคนหยุดเดินตรงกลางสะพาน สายลมเย็นสบายของยามค่ำคืนพัดโชยหอบเอากลิ่นไอความสดชื่นมาให้แต่ก็ทำเอาเส้นผมสีดำขลับของเขาตีกันยุ่งไปหมด

“มาที่นี่ทำไมครับ?” เขาหันไปถามคนที่พามาที่บัดนี้ปล่อยมือจากเขาไปยืนพิงราวสะพานสูบบุหรี่อย่างสบายอารมณ์แล้ว

“ก็ไม่รู้เหมือนกัน” คำตอบแบบนั้นทำให้ความปวดจี๊ดแทบแล่นกลับขึ้นสมองอีกครั้ง

“ถ้าไม่มีอะไรผมจะขอตัวกลับนะครับ”

“เดี่ยวก่อน…” ทันทีหมุนตัวจะเดินกลับไปตามทางเดิมมือของเขาก็ถูกฉวยรั้งเอาไว้ เขาหันกลับไปจ้องมองเสี้ยวหน้าคมที่มองตอบกลับมา

“ที่นี่นะสวยนะ” เสียงทุ้มตอบสั้นๆ

เนตรสีอเมทิสต์สวยหันมองบรรยากาศโดยรอบ…ใช่ ที่นี่สวยมาก สวยจริงๆ

จากมุมตรงนี้ บรรยากาศที่นี่สวยมากยิ่งยามราตรีที่ความมืดสลัวฉาบทับเหนือฟากฟ้าเบื้องบน แสงระยิบระยับของดวงดาวนับล้านประดับประดาเต็มฉากหลังสีมืดนั้นเหมือนกับเกล็ดของคริสตัลนับล้าน แสงของอาคารสูงหลากหลายสีสันแข่งกันประชันทำให้ค่ำคืนยามนี้ไม่ไร้สีสัน เสียงของบรรยาสรรพสิ่งที่ยังคงเคลื่อนไหวดำเนินไปตามครรลองยังคงรายล้อมตัวพวกเขา เสียงของกระแสน้ำเย็นชุ่มช่ำที่สาดกระทบกับเสาตอหม้อของสะพานดังเป็นระยะๆราวกับมีนักไวทยกรณ์ที่คอยให้จังหวะ กระแสลมที่พัดเบาบ้างแรงบ้างโอบอุ้มเอาความเย็นระรื่นให้พัดต้องผิดกายส่วนที่ไม่ถูกปกคลุมด้วยอาภรณ์หนา

อุณหภูมิตรงนี้ช่างเย็นเหลือเกิน…มันแค่เย็นแต่ไม่หนาวเหน็บ

เป็นเพราะอะไรกัน?

เขาเผลอตัวเหลือบไปมองคนที่กำลังยืนเอียงพิงขอบสะพานอย่างสบายใจ ปลายนิ้วเรียวคู่คีบบุหรี่ที่ถูกจุดไว้ยกขึ้นแตะที่ริมปากก่อนจะสูบเอาควันที่เต็มไปด้วยสารพิษนั้นเข้าไป เส้นสมสีแดงยุ่งๆกำลังพริ้วไหวไปตามกระแสลมที่พัดต้องไม่ต่างจากเส้นขนสีดำพองฟูบนเสื้อนั้น

สุโอ มิโคโตะ…คนที่ดูเหมือนเฉือยชากับทุกสิ่งในโลก ทุกอย่างล้วนแต่น่าเบื่อ ไม่มีอะไรเลยสักอย่างที่ทำให้เขาสนใจได้ คนที่เขามักจะว่าอีกฝ่ายว่าเป็นคนเกียจคร้านที่สุดในโลก แต่ก็เป็นคนที่เมื่ออยู่ใกล้ๆแล้วกลับรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย

ลูกแก้วสีอำพันชำเลืองมามองราวกับรู้ตัวว่ากำลังถูกแอบจ้องทำให้คนที่กำลังมองเพลินๆอยู่รีบหันขวับกลับไปอีกทางอย่างรวดเร็ว

“บางที่นี่อาจจะเป็นความฝัน” เขากล่าวขึ้นมาด้วยความรู้สึกติดตลก

ไม่รู้ว่าทำไมต้องพูดออกไปแบบนั้น รู้แต่ว่ามันต้องพูดออกไป…ก็เท่านั้นเอง

“แล้วมันเป็นฝันดีหรือฝันร้ายละ” คนฟังเอ่อยออกมาอย่างเชื่องช้าในเป็นเชิงหยอกเย้า

“ถ้ามีคุณในความฝันแบบนี้ มันก็ต้องเป็นฝันร้ายแน่นอนอยู่แล้วละครับ” ร่างสูงส่งเสียงหัวเราะหึเบาๆในลำคอรับคำพูดของเขาอย่างไม่ยี่หระพลางยกบุหรี่ขึ้นสูบอีกครั้ง เขาไม่กล้าหันกลับไปมองสีหน้าของอีกฝ่ายได้แต่แกล้งทำเป็นเหม่อมองสีสันของยามราตรีเบื้องหน้าทั้งๆที่รู้สึกถึงแรงเต้นรัวเร็วเหมือนกลองใบใหญ่ๆในช่องอกของตนเอง และนั่นยิ่งทำให้เขาต้องพยายามทำสีหน้าเคร่งขรึมเอาไว้โดยไม่กล้าหันไปสบตากับอีกฝ่ายเพราะกลัวว่าคนด้านข้างตัวนั้นอาจจะจับได้ว่าเขากำลังประหม่าอย่างมาก

ประหลาดดีแท้…ความฝันนี้ช่างประหลาดดี

“นี่มุนาคาตะ…” เสียงเรียกนั้นขานชื่อของเขาก่อนที่วินาทีต่อมาจะรับรู้สึกถึงความอุ่นจนเกือบร้อนที่เข้ามาคลอเคลียอยู่ข้างๆใบหู

“แล้วถ้าให้เลือกว่าต้องลืมตาแล้วตื่นจากฝันนี้…หรือนอนหลับแล้วอยู่ในความฝันต่อไป นายจะเลือกอะไร?”

“อะ…” เขาเผลอหันไปมองคนที่ลอบจู่โจมเข้ามาใกล้ขนาดนี้ ใบหน้าคมสันของสุโออยู่ใกล้มาเสียจนปลายจมูกของทั้งเขาและอีกฝ่ายชนกัน

“คุณพูดอะไรของคุณอีกแล้ว”

มือใหญ่แผ่ไอความร้อนยกขึ้นเคล้าอคลอข้างพวงแก้มปัดปอยผมดำขลับที่ตกลงมาระผิวออกไปก่อนจะใช้มันประคองดวงหน้าขาวผ่องไว้ ดวงตาอำพันคู่คมจ้องมองลึกเข้ามาเนตรสีม่วงกระจ่างไม่ยอมละไปไหนเพื่อรอคอยคำตอบ

“นายจะเลือกอะไรมุนาคาตะ”

“ถ้ามันเป็นความฝัน…” เขาลังเลที่จะตอบอย่างไม่มีสาเหตุ “ไม่นานความฝันก็ต้องจบลง”

สุโอเค้นเสียงหัวเราะราวกับไม่พอใจกับคำตอบที่เขาให้ “คำตอบสมแล้วที่เป็นนาย”

“หรือมันไม่จริงละครับ ถ้าเราลืมตาตื่นขึ้นเมื่อไร…เราก็ตื่นขึ้นจากความฝัน”

“แต่ถ้าเป็นฉัน” ใบหน้าของสุโอเคลื่อนเข้าประชิดจนลมหายใจอุ่นๆปะทะกัน “ถ้าความฝันนี้มีนายอยู่ด้วย ฉันขอไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย”

คำพูดทั้งหมดมวลจบลงเมื่อริมฝีปากที่อบอวลด้วยกลิ่นบุหรี่ราคาถูกประกบนาบลงมาเหนือกลีบปากบางสีอ่อนก่อนจะลงน้ำหนักแรงขึ้น เรียวลิ้นเริ่มรุกไล่แทรกตัวเข้าไปในภายในปากของเขาแม้ว่าคนที่เป็นฝ่ายถูกประกบปากจะพยายามต่อต้านดันมันออกไปอย่างดื้อดึง บุหรี่ในมือตกลงบนพื้นข้างตัวของทั้งสองเมื่อบัดนี้ร่างสูงใหญ่มือไม่ว่างพอจะถือมันอีก อ้อมแขนกำยำโอบรั้งร่างกายที่แม้จะมีส่วนสูงที่เท่ากันแต่กลับเพรียวบางมากกว่าไว้แนบแน่นกับตนเอง

ความรู้สึกเหมือนหมุนคว้างอยู่ในสมองของเขา เสียงของเหลวที่ไหลแลกเปลี่ยนกันในช่องปากของทั้งสองคนทำให้สติยิ่งพร่ามัว รสจูบที่หนักหน่วงและร้อนแรงแบบนี้ทำให้ทุกอย่างอยู่เหนือการควบคุมของเขา แต่สุดท้ายของคนปากแข็งก็ยังคงไม่ยอมโอบกอดรอบคอของฝ่ายที่รุกเร้าอยู่ดี

“นายมันจอมดื้อ…เรย์ชิ”

“อือ…มิโคโตะ..”

นั้นเป็นเสียงสุดท้ายที่เขาเอ่ยท่ามกลางเสียงหอบหายใจหนักๆที่เขาจำได้

= + =

ผ้าม่านสีขาวกำลังพริ้วไสวอยู่เบื้องหน้าของเขาตัดกับภาพของท้องฟ้าสีดำเบื้องนอกที่กำลังปรากฎแก่สายตา มือของเขากำลังจับหัวเตียงไว้แน่นเพื่อสะกดอารมณ์เสียวซ่านที่กำลังถูกปลุกเร้าจากด้านล่างโดยฝีมือของคนขี้แกล้งที่มักจะทำหยอกเย้าร่างกายของเขาจนแทบทนไม่ไหว

เขาไม่สามารถจำได้ว่ากลับมาที่ห้องนี้ได้อย่างไรและกลับมาตอนไหน ภาพความทรงจำตรงสะพานยอมที่เขาทั้งคู่กำลังจุมพิตกันอย่างดูดดื่มร้อนแรงเป็นเพียงสิ่งสุดท้ายที่เขาคิดออกหลังจากนั้นมันเหมือนทุกอย่างกลายเป็นฟิล์มที่ขาดหายไป

แต่นั่นไม่สำคัญเลยสักนิดกับสภาพของเขาในตอนนี้

ร่างของเขากำลังยืนด้วยมือที่เกาะกับหัวเตียงและเข่าด้วยสภาพกายที่เปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ใดๆมาปิดบัง สุโอก้มลงมาโอบกอดเขาจากด้านหลังไป ริมฝีปากที่จำได้ว่าเต็มไปด้วยรสบุหรี่ราคาถูกแบบที่เขาไม่ชอบกำลังประพรมสร้างรอยแดงช้ำไปตามลาดไหล่เนียนและแผ่นหลังขาวนวลซ้ำไปซ้ำมา มือซ้ายเลื่อนไล้ลงมาเล่นกับช่วงแผ่นอก ส่วนแขนขวาที่ว่างเปล่านั้นกำลังโอบรั้งเอวของเขาไว้แน่นพร้อมกับเลื่อนมือที่แสนซุกซนลงไปสู่ส่วนล่าง

“อะ อ๊า…” กลีบปากบางเผลอหลุดเสียงครางออกมาเบาๆเมื่อตุ่มสีเข้มบนแผ่นอกถูกปลายนิ้วเรียวลากผ่านไปจงใจปลุกเร้าอารมณ์รัญจวน

ความชื้นแฉะที่ส่วนล่างของเขาทำให้เขารับรู้สภาพของตนเองว่าร่างกายนี้ผ่านการปลดปล่อยมาแล้ว แต่เจ้าตัวกลับจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตั้งแต่เมื่อไรและเขาทำมันไปแล้วกี่ครั้ง

“กัดปากไว้ทำไมเรย์ชิ” ลมหายใจร้อนๆตั้งใจกระซิบเบาๆที่ข้างหูก่อนจะขบเม้มใบหูสีแดงนั้นลงไปแรงๆทีหนึ่ง

“อือ..”

“ถ้านายไม่ร้องนายจะแย่เอานะ” คำพูดแสนเจ้าเล่ห์นั้นช่างน่ารังเกียจแต่เขากลับปฏิเสธมันไม่ได้เลยเมื่อมันถูกส่งผ่านมาด้วยกระแสเสียงห้าวทุ้มที่แฝงไปด้วยความร้องแรงแบบนั้น

ฝ่ามืออุ่นที่เปียกชื้นเลื่อนผ่านหน้าท้องแข็งแรงของเขาลงไปสู่ส่วนกลางของลำตัวแตะต้องเข้ากับสิ่งสงวนของร่างกายที่ตอนนี้ไม่เพียงแต่เฉาะแฉะไปด้วยหยาดน้ำเหนียวแต่มันกำลังเคลื่อนไหวและสั่นระริกด้วยแรงอารมณ์ที่ปั่นป่วนของเขาเอง

“อะ…ปล ปล่อยมือนะ” ทันทีที่อีกฝ่ายใช้มือเข้ากอบกุมสัดส่วนที่กำลังตื่นตัวของร่างกายเข้าไปร่างทั้งร่างของเขาก็ยิ่งสั่นเทิม

“อะไรกันฉันแต่จับเองนะ” เสียงหัวเราะเบาๆดังมาจากข้างหลังทำให้เขาอย่างหันไปข่วนหน้าคนพูดมากเสียแต่แค่นี้ก็จะไม่มีแรงไปต่อต้านแล้ว

“มิ..มิโคโตะปล่อยมือ หะ” เขาเผลอหอบหายใจออกมาดังๆเมื่อร่างสูงที่โอบคร่อมอยู่เหนือร่างเริ่มเล่นซุกซนกับร่างกายส่วนที่ตื่นตัวเต็มที่ ฝ่ามือร้อนรูดรั้งแกนกายของคนที่อยู่ข้างใต้เบาๆเป็นเชิงหยอกเย้าและกระตุ้นอารมณ์ให้ยิ่งกระจัดกระจาย…และดูเหมือนกันจะได้ผลอย่างมากเสียด้วย

“อือ…ปล่อยมือ หยุดนะ” ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุเพราะคนขี้แกล้งยิ่งหยอกเย้ากับร่างกายขาวนวลมากยิ่งขึ้น เสียงหอบหายใจรุนแรงมากขึ้นตามสัมผัสเร้าร้อนที่ร่างสูงเป็นผู้ปลุกเร้า

การสัมผัสนั้นไม่จำเป็นต้องหยิบอุปกรณ์อะไรมาเป็นตัวช่วยใดๆเพิ่มเติมเลยเพราะความเปียกชื้นนั้นมีมากพอจะไม่สร้างบาดแผลใดๆให้กับกายด้านล่าง แรงปะทะนั้นสลับช้าและเร็วเป็นจังหวะราวกับรู้ความต้องการของเขาเป็นอย่างดี ยิ่งทำนานแค่ไหนความรู้สึกอยากต่อต้านขัดขืนก็ยิ่งหดหายไป ความรู้สึกดีกลับเพิ่มมากขึ้นจนตัวเองยังแอบตกใจแต่กลับปฏิเสธไม่ได้ เสียงครางที่พยายามกลั้นไว้หลุดไหลออกมาจากลำคอขาวถี่มากขึ้นเป็นสัญญาณที่แสดงถึงการใกล้ถึงจุดสูงสุดของอารมณ์เป็นอย่างดี

ความต้องการที่ใกล้ถึงจุดสิ้นสุด เขาหลับตาแน่นรู้สึกได้ถึงฝ่ามือที่กระตุ้นเร้านั้นกำลังเร่งจังหวะมากขึ้น อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นที่เขาจะปลดปล่อยมาแต่ทว่าแรงปะทะที่รุนแรงเมื่อสักครู่กลับผ่อนลง ปลายนิ้วกดลงเหนือรูเล็กๆบนส่วนปลายของอวัยวะที่กำลังชูชันและสั่นไหวอย่างแรงแทน หยาดน้ำใสที่เจือปนไปด้วยของเหลวสีขาวขุ่นจางๆค่อยๆหลั่งรินออกมาจากแรงกดทับนั้น

แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คนด้านล่างไปถึงจุดสูงสุดของความปรารถนาได้

“อะ มิโคโตะอย่าทำอย่างนั้น…” เสียงครวญครางอย่างทรมานดังมาจากคนที่ถูกฉุดกระชากลงมาจากสรวงสวรรค์ทั้งๆที่อีกเพียงแปบเดียวเท่านั้นทุกอย่างที่ปั่นป่วนเขาจะจบลง แต่ดูเหมือนคนที่เป็นผู้นำเกมจะไม่ได้ต้องการแบบนั้น

“อย่าทำแบบนั้น” เสียงแหบพร่าด้วยแรงอารมณ์กระซิบที่ข้างหูเจือความขบขันน้อยๆ “อย่าทำแบบไหนเรย์ชิ”

ปากไม่ว่าเปล่ายังแกล้งบีบเคล้นยอดอกสีเข้มที่ตั้งชันและขยับมือเล่นกับส่วนแข็งขืนของร่างที่กำลังสั่นระริกอยู่ใต้กายของตนเองและนั่นทำให้เขาหมดความอดทนลง ความต้องการปลดปล่อยมันออกไปทำให้เขารีบละมือออกจากหัวเตียงหันกลับมาผลักคนที่คร่อมอยู่ข้างบนออกเพื่อทำการให้เสร็จสิ้นด้วยตนเอง

เขาหันมานอนหงายแล้วเลื่อนมือลงสู่สัดส่วนเครียดเกร็งเบื้องล่างอย่างไม่ลังเลหากแต่มันกลับไม่ถึงจุดหมายอย่างที่ต้องการเมื่อมือทั้งสองข้างกลับถูกรวบเอาไว้ด้วยฝ่ามือแกร่งก่อนจะกดมันไว้ที่เหนือศีรษะของเขาเองอย่างรุนแรง

“ปล่อยมือนะมิโคโตะ” น้ำเสียงแอบแฝงไว้ด้วยความต้องการและความทรมานปะปนกันไปออกคำสั่ง

“ไม่”

“ไม่ไหวแล้ว ปล่อยมือเดี๋ยวนี้” ร่างกายที่ต้องการการปลดปล่อยเรียกร้อง เขาส่ายหน้าไปมาอย่างทุรนทุราย

“ทำให้ฉันก่อนแล้วฉันจะให้นายไป” ม่านตาสีม่วงกระจ่างเบิ่งจ้องมองใบหน้าของคนที่เอ่ยออกมาอย่างใจเย็น รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าคมสันนั้นเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์แสนกล

“ไม่เอา ฉัน..”

“ไม่งั้นนายก็ต้องอยู่แบบนี้ทั้งคืนแล้วละ” ร่างสูงใหญ่ที่กดเขาไว้กับเตียงนุ่มเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะพร้อมกับกระชากเข็มขัดหนังจากกองเสื้อผ้าที่วางกระจายอยู่บนเตียงขึ้นมาโชว์หราให้ดูคล้ายกับจะเตือนว่าถ้าเขาไม่ยอมทำตัวดีๆก็จะต้องถูกมัดเข็มขัดไปตลอดทั้งคืน

เขาได้แต่กัดปากด้วยความเจ็บใจ ความร้อนรุ่มเบื้องล่างก็แสนจะกดดันเขาแต่นั่นยังไม่เท่าประกายตาไม่น่าไว้วางใจจากเนตรสีอำพันคู่นั้นเลย ดวงหน้าขาวเบือนซุกลงไปกับหมอนนุ่มที่อยู่ในสภาพเละเทะก่อนจะส่งเสียงตอบรับออกมา

“อือ”

“อะไรฉันไม่ได้ยินเลย” คนตัวสูงขี้แกล้งก็ยังกลั่นแกล้งเขาไม่เลิก

“ฉัน…ตกลง” เขาสะดุดลมหายใจตัวเองไปเล็กน้อย

เสียงหัวเราะหึๆในลำคอดังแว่วมาเข้าหูเร่งสีเลือดให้สูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าจนรู้สึกร้อนเห่อไปหมด มือแกร่งที่เกาะกุมเขาไว้ฉุดรั้งให้เขาต้องลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าบนเตียงอย่างเลี่ยงไม่ได้ในขณะที่คนบังคับเขาลงไปยืนข้างเตียง

นั่นเป็นครั้งแรกที่เขามีโอกาสได้สำรวจอีกฝ่าย สุโอถอดเสื้อด้านบนออกจนหมดเผยให้เห็นบ่ากว้างและแผ่นอกแข็งแรงแต่ยังคงสวมกางเกงสีดำไว้อย่างหมิ่นเหม่ สีผิวที่เข้มกว่าเขา ร่างกายที่ดูพลังเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่ดูพอดีไม่น่าเกลียด…อีกฝ่ายมีอะไรหลายอย่างในสิ่งที่เขาอยากจะมี

“ทำสิ” คำพูดสั้นๆที่ทำเอาความร้อนฉ่าเห่อไปทั่วทั้งหน้า แน่นอนมันคงจะแดงลามไปยันใบหูด้วย

เขาพยายามจะดึงมือที่สั่นระริกออกจากเกาะกุมเพื่อใช้มันปลดเปลื้องอาภรณ์ของอีกฝ่ายแต่ดูเหมือนสุโอจะไม่ยอม ฝ่ามือแกร่งบีบมือของเขาไว้แน่น

“อย่าใช้มือ ใช้ปากของนายทำ”

เขาเงยหน้าขึ้นไปมองคนสั่งการอย่างยากจะเชื่อสิ่งที่เพิ่งได้ยินไป…ช่างเป็นคำสั่งที่เห็นแก่ได้จริงๆ

ทว่าแววตาที่สะท้อนออกมาจากลูกแก้วสีเหลืองนั้นบ่งบอกความเอาจริงเอาจัง

เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาจึงยอมปลงทำใจก้มหน้าลงไปใกล้กับส่วนกลางของร่างกายอีกฝ่าย สัดส่วนนั้นกำลังตื่นตัวและมีความต้องการรุนแรงจนเขาเองยังสัมผัสได้ เรียวปากบางค่อยๆเผยอขึ้นงับซิปกางเกงที่ถูกปลดไว้อย่างหมิ่นเหม่ลงพร้อมกับออกแรงดึงลากชิ้นผ้าให้ขยับลงต่ำ ส่วนล่างของร่างสูงเบื้องหน้าเขานั้นทั้งตื่นตัวและพองนูนอย่างชัดเจน

ปกติแล้วสุโอไม่เคยให้เขาทำเรื่องแบบนี้มาก่อน ปลายชิวหาร้อนแตะเข้ากับส่วนที่แสดงความปรารถนาผ่านเนื้อผ้าของกางเกงชั้นในออกมาเบาๆอย่างไม่มั่นใจแต่นั่นก็เรียกเสียงครางเบาๆออกมาจากคนที่กำลังยืนอยู่ได้ ลิ้นชื้นลากไล้สัดส่วนตรงนั้นจนเนื้อผ้าเริ่มเปียกชื้น เขาจึงวกกลับขึ้นไปใช้ฟันขาวขบงับที่ขอบของกางเกงชั้นในแล้วดึงมันลงเพื่อปลดปล่อยส่วนของความปรารถนาที่ขยายตัวอย่างเต็มที่จนแทบจะโผล่ออกมาพ้นอยู่ร่อมร่อ

ความใหญ่โตมันของแตกต่างจากของเขาที่เคยสัมผัสของตนเองมาก ความไม่มั่นใจปรากฎในแววตาสีม่วงคู่สวยยามที่แหงนเงยขึ้นมาสบกับร่างสูงใหญ่ที่กำลังยืนเฝ้ามองอยู่ สุโอใช้ปลายนิ้วร้อนจากมือที่ยังว่างเปล่าอยู่คลอเคลียพวงแก้มใสพร้อมกับส่งยิ้มมุมปากให้ราวกับให้กำลังใจ

กลีบปากสีอ่อนจรดลงเหนือสัดส่วนของความปรารถนา จุมพิตปลายยอดที่เริ่มชื้นแฉะเบาๆก่อนที่อุ้งปากเล็กค่อยๆกดลงรับเอาความเครียดแข็งนั้นเข้าไปอย่างเชื่องช้า เรียวลิ้นสากพันไว้ไปกับความร้อนระอุที่รุกคืบเข้ามาในปากจนเกือบถึงในลำคอ สุโอยังมีน้ำใจช่วยเอามือจับประคองช่วงท้ายทอยของเขาไว้

แม้จะไม่เคยทำแต่เพราะเป็นบุรุษเช่นเดียวกันจึงไม่อยากที่จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีได้ เขารู้ดีว่าจุดไหนที่จะช่วยกระตุ้นเร้าอารมณ์ขอเพศชายให้กระเจิดกระเจิงอย่างง่ายดาย เรียวปากห่อลงดูดรั้งแกนกายที่กำลังชูชันตรงหน้าอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงน้ำเฉอะแฉะดังไปมาในโสตประสาท

ทั้งๆที่คิดว่ากว่าจะทำให้สุโอเสร็จเขาคงหมดอารมณ์ความต้องการไปหมดเสียแล้ว แต่นี่ทำไมความเร้าร้อนในช่องปากนั้นเหมือนจะส่งผลต่อร่างกายของเขาด้วย เสียงการเคลื่อนไหวที่รุนแรงแบบนี้ดังสะท้อนในสมองไม่ยอมหยุด กลิ่นเหงื่อที่ผสานกับกลิ่นกายที่แตกต่างของทั้งสองคน แล้วไหนจะยังเสียงหอบครางของร่างสูงเบื้องหน้าเขา

เสียงครางนั้นแสดงออกถึงความพึงพอใจจนเขาต้องหรี่ตาขึ้นมอง ดวงตาคู่คมที่มักมีร่องรอยของการท้าทอยและเยาะเย้ยคู่นั้นกำลังหลับสนิทดื่มด่ำไปกับแรงปรารถนาที่เขาเป็นฝ่ายมอบให้ ฝ่ามือที่ประคองไว้ที่ท้ายทอยของเขาขยุ้มเส้นผมสีดำเอาไว้แน่นจนรู้สึกเจ็บ แต่เมื่อยิ่งได้เห็นีหน้าที่เต็มไปด้วยความต้องการแบบนั้นของสุโอมันกลับยิ่งทำให้ส่วนล่างของเขาทรมานมากยิ่งขึ้นจนต้องขยับเข่าเข้าหากันแล้วพยายามบดเบียดมันไปตามจังหวะที่เขากำลังมอบให้ร่างสูง

“อึก อือ…จะไม่ไหวแล้ว” เสียงครางทุ้มต่ำบ่งบอกสัญญาณของการปลดปล่อยยิ่งเร่งให้เขาต้องทำงานหนักขึ้น

การเคลื่อนไหวที่เร้าร้อนรุนแรงอีกเพียงไม่นาน เขารู้สึกได้ถึงรสชาติเฝื่อนของของเหลวที่ไหลซึมออกมามากกว่าปกติ มือที่กำปอยผมเขาไว้บังคับให้เขาต้องกดศีรษะลงไปลึกกว่าเดิม รู้สึกได้ถึงส่วนปลายยอดที่ทิ่มแทงเข้าไปในลำคอก่อนที่น้ำเมือกอุ่นจะทะลักทลายเข้ามา

“อะ..แค่ก แค่กๆ” ทันทีที่สัดส่วนแข็งแกร่งถอนตัวออกไป เขาได้แต่ไอโคลกตัวจนตัวโยนเพื่อคายเอาของเหลวรสชาติประหลาดนั้นออกมา รสสัมผัสของความร้อนรุ่มยังคงหลงเหลือค้างอยู่ในปากแต่ยังไม่ทันจะได้เงยหน้าขึ้นไปต่อว่าคนที่กระทำหยาบคาบก็ต้องร้องผวาตกใจเพราะอีกฝ่ายโถมกายขึ้นมากดเข้าไว้กับเตียง

“มิโคโตะ..” ยังเรียกชื่อแทบไม่จบเสียด้วยซ้ำใบหน้าคมก็โน้มลงมาพร้อมกับมอบจุมพิตแนบแน่นให้ ปลายลิ้นเรียวถูกส่งเข้าไปหยอกเย้ากับลิ้นของเขาก่อนจะถอนออกไปเมื่ออีกฝ่ายละใบหน้าถอยไป แววตาสีอำพันที่กำลังจ้องมองใบหน้าของเขานิ่งนั้นคุกรุ่นไปด้วยไอของความต้องการที่กำลังลุกโชนอยู่ ก่อนที่จะได้เอ่ยเรียกอะไรต่อไปสุโอก็ก้มลงมาครอบครองริมฝีปากของเขาอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง

สันจมูกคมลากไล้ลงไปตามแนวลำคอยาวฝากร่องรอยสีกุหลาบเข้มไว้เป็นทางราวกับต้องการฝากที่จะประทับไว้บนผิวกายขาวผ่องนี้เป็นที่ระลึก กายแกร่งที่แนบชิดกันอยู่ทำให้เขาสัมผัสได้ว่าร่างกายของคนด้านบนนี้กำลังตื่นตัวมากมายขนาดไหนแม้จะเพิ่งผ่านพ้นการปลดปล่อยมา

มือร้อนและใหญ่เอื้อมลงไปแตะต้องสัดส่วนความเป็นชายของเขาที่กำลังสั่นเทาอย่างทรมานการทียังไม่ได้ปลดปล่อยออกมา สุโอไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายนักในการกระตุ้นอารมณ์ของเขาเพียงแค่สาวรูดรั้งมันเบาๆไม่กี่ครั้งการเพราะแกนกายของเขากำลังชูชันและหลั่งรินหยาดน้ำใสออกมาอย่างต่อเนื่องจากการถูกปลุกเร้ามาตลอด ร่างสูงใช้นิ้วกวาดเก็บมันอย่างชำนาญ

“อะ อือ มิ..มิโคโตะ”ปลายนิ้วแข็งแรงที่เปื้อนหยาดหยดของเขากำลังหยอกเอินกับปากทางด้านล่างแค่ด้านนอกเท่านั้น

“หืม?”

“ไหนบอกว่า…จะให้ฉันไป ถะ ถ้านายเสร็จ อะ”การเรียบเรียงคำพูดดูจะเป็นเริ่องที่ยากลำบากไม่น้อยเมื่อเขาต้องพยายามตั้งสติรับการกระทำจากทั้งด้านหน้าและหลังพร้อมกันแบบนี้

“เดี๋ยวนายก็เสร็จ” คนขี้แกล้งกระตุกยิ้มพร้อมกับใช้นิ้วอย่างคล่องแคล่วลากไล้ส่วนกลางที่ชูชันของเขาเบาๆเพื่อทำให้สติของเขากระเจิดกระเจินไปหมดแต่ไม่สามารถไปถึงจุดที่ต้องการได้

“อะ โกหกนี่…อือ” นิ้วร้อนค่อยๆชำแรกแทรกตัวเข้าไปสำรวจภายในร่างกายขาวผ่องอย่างเชื่องช้าทำเอาลมหายใจของเขาสะดุดขาดห้วง

“เรย์ชินายนะเป็นพวก ‘ปาก’ แข็ง” ดวงตาสีอำพันจับจ้องมาภาพของคนปากแข็งที่ว่ากำลังบิดเร้าอยู่ใต้การควบคุมของเขาอย่างชอบใจ ลิ้นสากร้อนลากเลียชิมรสชาติหยาดเหงื่อบนผิวกายขาวนวลบริเวณกระดูกไหปลาร้าแต่มือทั้งคู่นั้นก็ยังดำเนินการปั่นป่วนอีกฝ่ายต่อไปอย่างใจเย็น

“ฉันต้องทำให้นายยอมเปิด ‘ปาก’ รับฉันก่อน”

“อือ พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว…” ร่างกายที่ถูกกระตุ้นเร้าอย่างต่อเนื่องอย่างยาวนานแบบนี้โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ถึงจุดหมายปลายทางช่างทรมานสิ้นดี

ทำไมในความฝันนี้สุโอถึงได้ชอบแกล้งเขาขนาดนี้

หยาดน้ำอุ่นใสไหลซึมลงมาจากหางตาก่อนจะตกลงบนหมอนสีขาว…เขาอยากไป เขาอยากจะปลดปล่อยจนจะทนไม่ได้แล้ว

“ว่ายังไงเรย์ชิ?” น้ำเสียงห้าวทุ้มกล่าวขึ้นราวกับล่วงรู้ถึงชัยชนะ

เขากัดปากเบาๆเพื่อข่มความอายที่กำล้งพลุ่งพล่าน เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าเขายังคงดื้อด้านไม่ยอมแพ้จึงแกล้งสอดนิ้วเข้ามาให้ลึกขึ้นพร้อมกันสามนิ้วพร้อมกับกวาดส่ายไปมาสร้างความปั่นป่วน ท้องนิ้วสากระคายถูไถไปมา

“อือ อา พอแล้ว ฉันยอมแล้ว”

“ตกลงว่ายังไงเรย์ชิ?”

เขาได้แต่พยายามข่มร่างกายที่สั่นเทิ้มไปด้วยความต้องการแล้ว เงยหน้าขึ้นจ้องมองใบหน้าคมที่จ้องกลับลงมาเพื่อรอคอยคำตอบอยู่

“ขะ…เข้ามาสิ มิโคโตะ”

รอยยิ้มเค้นขึ้นบนดวงหน้าคมตรงหน้าทำเอาความร้อนรุ่มในร่างกายเหมือนจะตีรวนไปหมด ร่างสูงก้มลงมาเลียหยาดน้ำที่ไหลตรงหางตาเขา ปลายนิ้วเรียวของคนที่แกล้งเขาละจากส่วนล่างที่สร้างความปั่นป่วนทรมานให้เขาออกมา

“นายมันจอมดื้อเรย์ชิ” เขาไม่มีปัญญามากพอจะตอบโต้ประโยคนั้นอีก

ร่างกายขาวผ่องที่เปลีอยนอนแผ่อยู่เหนือเตียงนอนนุ่มที่บัดนี้อยู่ในสภาพไม่เป็นระเบียบ เรียวขาเพรียวสวยที่ปกติมักซุกซ่อนอยู่ใต้ชุดคลุมตัวยาวและรองเท้าบู้ทหนาถูกจับแยกออกจากกันและยกขึ้นพาดกับบ่ากว้างที่แข็งแรง ความเร้าร้อนของร่างสูงเคล้าคลอไม่ห่างจ่ากช่องทางสีหวานที่ยังไม่แย้มบานดี

“นายอาจจะคิดว่าที่นี่คือความฝัน” เรือนร่างสูงใหญ่กำยำค่อยๆโน้มลงมาด้านหน้าพร้อมทั้งเริ่มเบียดแทรกแกนกายที่แข็งขืนเข้ามาในตัวเขา ความร้อนที่ใหญ่แตกแตกต่างจากนิ้วอย่างสิ้นเชิง

“อือ เจ็บ มิโคโตะ”

“แต่สำหรับฉัน…ไม่ว่าที่ไหน เมื่อไร หรือเวลาอะไร…ถะ ถ้า…” น้ำเสียงทุ้มที่ปกติมักจะเรียบเรื่อยราวกับง่วงนอนนั้นเปลี่ยนเป็นกระแสเสียงที่สั่นพร่าร้อนแรงได้อย่างไม่น่าเชื่อ คำพูดขาดห้วงเป็นพักๆเมื่อสองร่างที่กำลังสอดประสานกันเคลื่อนไหว สะโพกแกร่งขยับเข้าออกเป็นจังหวะที่เนิบนาบในช่วงต้นและค่อยๆเริ่มแรงมากขึ้น

“สำหรับฉัน…ถ้าที่ที่นั้นมีนาย…มันคือความจริง”

“อะ อ๊า…มิโค…มิโคโตะ อะ” แรงขยับกายที่เชื่อมต่อกันอย่างแนบแน่นทำให้เขาไม่สามารถพูดตอบอะไรออกไปได้ ทำได้แค่เพียงโอบกอดแผ่นหลังกว้างนั้นไว้แน่นพร้อมกับหอบหายใจลึกๆก่อนที่ร่างสูงจะกดจูบดูดดื่มลงมาอีกครั้ง

บางทีมันอาจจะไม่ใช่ความฝัน…หรือถ้ามันเป็นความฝันก็คงจะเป็นฝันดีละมั้ง

สิ่งนี้ลอยเข้ามาในหัวของเขาก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป

= + =

แพขนตายาวกระพริบช้าๆก่อนที่จะเปลือกตาสีน้ำนมจะค่อยๆลืมขึ้น ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวจนไม่สามารถจับจุดโฟกัสอะไรได้เลยจนเขาต้องกระพริบตาถี่ๆอีกหลายครั้งเพื่อปรับสภาพม่านตา

สิ่งแรกที่เขาเห็นคือใบหน้าคมเข้มลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ดวงตาเรียวของอีกฝ่ายกำลังหลับนิ่ง คิ้วเข้มที่ประดับบนหน้าฝากนั้นขมวดเข้ามาเล็กน้อยแสดงสีหน้าเคร่งเครียดแม้ในยามไม่ได้สติ เสียงลมหายใจเข้าออกดังสม่ำเสมอทำให้พอคาดเดาได้ว่าสุโอกำลังหลับลึก

ร่างกายของพวกเขาทั้งสองคนนอนอยู่แนบชิดกันมา เขาจึงตั้งใจจะเขยิบออกมาแต่เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อยความรู้สึกปวดร้าวกับแล่นริ้วไปทั่วร่างกายราวกับรอพร้อมจู่โจมอยู่แล้ว ความรู้สึกเมื่อยล้าและปวดข้อต่อประหนึ่งพวกมันไม่ได้อยู่ในที่ที่มันควรจะอยู่เริ่มคุกคามเขาพร้อมกับภาพความทรงจำสุดแสนร้อนแรงที่พวกเขาบรรเลงกันไปเมื่อคืนก็ย้อนกลับมาเมื่อเล่นภาพยนตร์ย้อนกลับ เมื่อเขาขยับช่วงขาก็ยังรู้สึกถึงหยาดหยดความปรารถนาของทั้งเขาและคนมากเล่ห์ที่จัดการเขมือบเขาอย่างหนักหน่วงตลอดทั้งคืน

ความอายพลุ่งพล่านทำเอาหน้าขาวๆที่กำลังจับจ้องคนเจ้าเล่ห์ที่แกล้งเขาเมื่อคืนอย่างหนักร้อนเห่อไปหมดเหมือนไข้จะขึ้น ร่างเพรียวบางในอ้อมกอดของกายกำยำเริ่มดิ้นยุกยิกหาทางออกจนคนที่กำลังนอนหลับอยู่ตื่นขึ้นมา

“จะไปไหน?” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงงัวเงียสุดขีด ดวงตาคู่คมหรี่ขึ้นมองด้วยอาการตื่นไม่เต็มตา

“เปล่า” ฝ่ามือร้อนที่วางพาดเหนือเอวของเขาไว้อย่างถือสิทธิ์ขยับหมับดึงเขาเข้าไปกอด

“ไม่มีอะไรก็นอนต่อเถอะ” น้ำเสียงทุ้มออกคำสั่งอย่างเคยตัว

“อืม” ทั้งๆที่อยากปฏิเสธแต่ก็ไม่กล้าเมื่อเห็นสีหน้าผ่อนคลายแบบนั้น

ฝ่ามือขาวด้านขวาถูกคนเอาแต่ใจไม่แพ้กันยกขึ้นมาไล้จูบอย่างอ่อนโยนก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นการลงน้ำหนักที่ด้านหลังมือจนเกิดรอยจูบสีแดงเข้มทิ้งไว้บนผิวขาวสวย

“ราตรีสวัสดิ์” เขากล่าวเบาๆก่อนจะปิดตาลงอีกครั้ง

นี่อาจจะเป็นการกล่าวราตรีสวัสดิ์ที่แปลกที่สุดเพราะที่ขอบหน้าต่างห้องนั้นเริ่มมีแสงสีทองระเรื่อของดวงอาทิตย์ที่ตรงขอบฟ้า

= + =

“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”

“…คะ…ได้ยินที่ฉันพูดหรือเปล่าคะ?”

“หัวหน้าค่ะ…หัวหน้า”

“อะ…” เสียงเรียกนั้นทำให้เขาสะดุ้งเฮีอก ดวงตาสีม่วงคู่สวยชะงักไปนิดหน่อยก่อนจะกระพริบสองสามครั้งแล้วชำเลืองมองหน้าคนที่กำลังยินอยู่ด้านข้างเขา สีหน้ากังวลใจของรองหัวหน้าหน่วยสาวคนสนิทถ่ายทอดเข้าสู่จักษุประสาท

“หัวหน้าคะ ไม่สบายหรือเปล่า?” อาวาชิมะ เซริ ถามด้วยสีหน้าเป็นห่วงอย่างมาก

“นี่ผม…อยู่ที่ไหน?” คำถามง่ายๆแต่ทำเอาคนจะต้องให้คำตอบทำหน้าตกใจไม่น้อย

“หัวหน้าอยู่ที่ทำงานค่ะ”

เขามองสำรวจไปรอบอย่างประหลาดใจ ตอนนี้เขากำลังนั่งอยู่ให้ทำงานส่วนตัวของตนเองในตึกสำนักงาน SCEPTER 4 จริงๆ ห้องถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือส่วนโต๊ะทำงานที่เขากำลังนั่งอยู่นี่และอีกส่วนที่เขาสร้างมันเป็นห้องเพื่อพิธีชงชาของญี่ปุ่นดั้งเดิมแบบที่ชอบ

แล้วเขาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง…ตั้งแต่เมื่อไร?

“หัวหน้าบอกใช้เอารายงานเข้ามาส่งก็เลยเห็นว่าสีหน้าของหัวหน้าดูไม่ดีเท่าไร”

“ผมอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร?”อาวาชิมะคุงทำหน้าเหมือนเจอเรื่องเหลือเชื่อ เธอคงคิดว่าผมกำลังจะป่วยแน่ๆ

“คุณหมกตัวอยู่ในห้องนี้ตั้งแต่เช้าแล้วละ บอกว่าใครก็ห้ามเข้ามาวุ่นวาย” ใบหน้าสวยๆของรองหัวหน้าหญิงคนเดียวของหน่วยดูมีความกงัวลอย่างมาก “จนเมื่อสักครู่อาคิยามะคุงโทรมาฉันว่าหัวหน้าบอกให้ฉันเอารายงานเรื่องคดีที่เกิดโรงเรียนมัธยมอาชินากะให้ที่ห้องทำงาน”

คำพูดนั้นทำให้เขารู้สึกตื่นตระหนกอย่างมากรีบคว้าเอาเล่มรายงานที่วางอยู่ข้างหน้ามาเปิดดู ภายในบันทึกเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เรื่องการตายของโทสึกะ ทาทาระ การปรากฎตัวของราชาไร้สี การเข้ายึดโรงเรียนของกลุ่มโฮมระ และสุดท้ายคือ…การตายของราชาสีแดง สุโอ มิโคโตะ

ถ้าอย่างนั้นทุกอย่างนั้นมันคือความฝันอย่างนั้นหรือ

ทำไมเขาถึงจำอะไรไม่เลยสักอย่าง เป็นเพราะอะไรกัน?

ความรู้สึกหมดแรงเข้าจู่โจมอย่างไร้สาเหตุ เล่มรายงานตกลงกับโต๊ะท่ามกลางความตกใจของอาวาชิมะที่รีบถลันเข้าดูเขา ใบหน้าขาวซีดลงเล็กน้อยและมีเหงื่อเม็ดเล็กๆซึมออกมา

“หัวหน้าค่ะ อาการไม่ดีเลยให้ฉันเรียกหน่วยพยาบาลนะคะ” น้ำเสียงตกใจของหญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรนพร้อมกับมือที่เอื้อมไปกดปุ่มเรียกแผงการควบคุมขึ้นมาหากว่าเขาไม่รีบไปคว้ามือเธอไว้ก่อนคงจะต้องกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตแน่นอน

“ผมไม่เป็นไรครับ”

“แต่…”

“คุณคงไม่ขัดคำสั่งของผมหรอกนะครับอาวาชิมะคุง”หญิงสาวยังคงมีท่าทางไม่ไว้วางใจและฮึดฮัดเสียแต่ขัดใจเขาไม่ได้ เขายิ้มอย่างอ่อนล้ารับแทนคำขอบคุณในความเป็นห่วงเป็นใยที่อีกฝ่ายมีให้

“อย่างน้อยก็น่าจะพักบ้าง ตั้งแต่หลังเหตุการณ์นั้นมาหัวหน้าก็ทำงานหามรุ่งหามค่ำมาตลอดเลยนะคะ”

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ผมจะเลิกงานไปนอนพักให้เร็วขึ้น”

เพราะคำพูดแบบนั้นอีกฝ่ายถึงได้ยอมล่าถอยกลับไปเงียบๆ แต่เขาเองก็กำชับแน่นหนาว่าห้ามบอกใครเด็ดขาดว่าเขากำลังจะไม่สบายเพราะไม่อยากให้เกิดเรื่องวุ่นวายถ้าสมาชิกในแคลนคนอื่นๆรู้เข้าว่าราชาของพวกเขากำลังจะอ่อนแอ

เมื่อหญิงสาวออกไปแล้ว เขาก็ได้แต่เหม่อมองแฟ้มรายงายตรงหน้านิ่งนานอย่างครุ่นคิด

บางทีทั้งหมดอาจจะเป็นอย่างที่อาวาชิมะคุงว่า เขาคงทำงานหนักเกินไปเลยเบลอฝันอะไรไร้สาระแบบนั้นไป

สุโอ มิโคโตะ ราชาสีแดง คือคนที่ตายไปแล้ว…ตายไปในอ้อมแขนของเขา

“คุณนะมันคนใจร้าย” เสียงทุ้มกระซิบเบาๆยามที่เผลอจ้องมองภาพของคนที่ล่วงลับไปจากในแฟ้ม

วันนี้เห็นทีจะไม่สามารถทำงานได้เพราะเขาไม่มีสมาธิอีกต่อไป คงจะเหลือเพียงอย่างเดียวคือกลับบ้านไปพักผ่อนอย่างที่รองหัวหน้าคนสวยได้เตือนย้ำไปย้ำมาก่อนที่จะออกจากห้องไป เมื่อคิดเช่นนั้นเขาจึงลงมือเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบ หากแต่ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าผิวบนหลังมือขวาของตนเองนั้นเกิดเป็นรอยช้ำสีแดงเข้มที่ตอนแรกไม่ทันสังเกตุเห็น รอยนั้นไม่เหมือนรอยแดงที่เกิดจากการแพ้หรือถูกสัตว์กัดเลยสักนิด

“สำหรับฉัน…ถ้าที่ที่นั้นมีนาย…มันคือความจริง”

คำพูดของใครสักคนแล่นวาบขึ้นมาอย่างฉับพลัน

…หรือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นจะไม่ใช่แค่ความฝัน?

+*+*+*+*+*+

[ If you believe in it, it is real, if you do not, it is fiction. ]

Yuuko, CLAMP

ถ้าคุณเชื่อว่าสิ่งที่คุณเห็น สิ่งที่คุณสัมผัสได้มันคือความจริงมันก็จะเป็นความจริง แต่หากว่าไม่มันก็เป็นเพียงแค่เรื่องหลอกลวงสำหรับคุณเท่านั้น

 

=======================

[SF][K Project][MikoRei] – Magnet

(แฟนฟิคชั่น K Project นี้เราแต่งลง Exteen ไว้นานหลายปีแล้วค่ะ พอดีเราเพิ่งได้ข่าวว่า Exteen มีปัญหาโดเมนหมดอายุทำให้ผู้ใช้เข้ากันไม่ค่อยแล้ว เลยอยากค่อยๆโอนย้ายฟิคเก่าๆของตัวเองมาเก็บสำรองไว้ที่นี่ เนื่องจากไฟล์ต้นฉบับของฟิคพวกนี้สูญหายไปตอนคอมเราโดนไวรัสค่ะ)

Title: Magnet

Fandom: K Project

Author: Sarelrus Revena

Paring: Suoh Mikoto x Munakata Reisi

Genre: A/U, Song, Romance, Angst, Drama

Song: Magnet – Hatsune Miku & Megurine Luka

[ Credit translated lyrics: http://jelphyr.exteen.com/20091013/vocaloid-magnet ]

Rating: NC-13

Summary: ความรักของเราเหมือนแม่เหล็ก…ทั้งดึงดูดซึ่งกันและผลักไสออกจากกัน

 

{ MAGNET }

.

.

คำว่า “ราชา” ทุกคนล้วนแต่หมายปองและใฝ่ฝันถึงด้วยความอยากได้อยากมีตามกิเลสของความเป็นมนุษย์ เพราะคำว่าราชานั้นเต็มไปด้วยความสูงส่ง ความสง่างาม อำนาจและลาภยศที่พรั่งพร้อมไปด้วยบริวาร

ทว่าตำแหน่งราชานั้นยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์ตัวเล็กๆเพียงลำพังจะสามารถแบกรักความหนักหน่วงไว้บนบ่าทั้งสองของตัวเองได้ เมื่อปุถุชนทั่วไปได้ฝืนกฎของธรรมชาติและสถาปนาราชาของตัวเองขึ้นมา ความหนักหนาทั้งหมดมวลจึงล้วนตกอยู่กับผู้ที่ถูกเลือกขึ้นมา…ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม

ผู้ที่ถูกเลือก ผู้ที่เพรียบพร้อม ผู้ที่สามารถ ผู้ที่เก่งกาจ ผู้ที่ฉลาดปราดเปรื่อง ล้วนแต่คำที่มนุษย์ทั่วไปต่างเรียกขานผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นกษัตริย์ ผู้ที่เป็นดั่งจุดศูนย์กลางของอำนาจอันทรงพลัง ผู้ที่เป็นที่รักและเทิดทูนของผู้อื่น หากแต่บางครั้งก็อาจจะหลงลืมไปว่าราชันย์ก็มาจากปุถุชนคนธรรมดาเช่นเฉกเช่นเดียวกับบุคคลอื่นๆ

รัก โลภ โกรธ หลง กิเลส ราคะ และตัณหายังคงมีอยู่ในตัวของราชาทุกคน ทว่าเมื่อต้องยืนอยู่ในจุดที่สูงสุดกว่าคนอื่นแล้วย่อมไม่อาจทำตามที่ใจต้องการได้ หน้าที่และความหนักหนาของพลังนั้นบีบบังคับให้ราชาทุกคนต้องทำในสิ่งที่แม้ตนเองไม่ปรารถนา ต้องแบกรับภาระนั้นและฝ่าฟันอุปสรรคทั้งมวลไปเพียงลำพัง…ถึงจะมีผู้คนรายล้อมนับพันนับหมื่นแต่ “ราชา” ก็ยังเป็นบุคคลที่โดดเดี่ยวและน่าสงสารที่สุด

ด้วยเหตุนี้จึงมีประโยคที่ว่า ผู้เป็นราชันย์จะมีพลังในการดึงดูดต่อราชันย์อีกคน…เพราะทั้งสองคนนั้นจะเป็นคนที่เข้าใจความรู้สึกของกันและกันมากที่สุด

細い火が 心の端に灯る

เปลวไฟริบหรี่แผ่วเบา จุดติดลุกขึ้นที่ปลายเสี้ยวของจิตใจ

いつの間にか燃え広がる熱情

และลามไหม้เป็นความรู้สึกเร่าร้อนแผ่ซ่านไปทั่วโดยไม่รู้ตัว

私の蝶 不規則に飛び回り

ผีเสื้อของฉันขยับกายบินไปรอบๆอย่างไร้ทิศทางไม่อาจควบคุม

あなたの手に鱗粉を付けた

และได้โปรยผงปีกติดทิ้งร่องรอยไว้ที่มือของเธอ

ความสัมพันธ์ของเรานั้นราวกับลมพายุ ต่างฝ่ายต่างเป็นตาพายุ เป็นจุดศูนย์กลางท่ามกลางผู้คนมากมายที่รายล้อม

เราทั้งสองคนนั้นแตกต่างกันประหนึ่งขั้วโลกเหนือและขั้วโลกที่ไม่มีวันจะสามารถมาบรรจบกันได้

ดวงตาสองคู่ที่เผลอสบประสานกันโดยที่ไม่ตั้งใจ อเมทิสต์คู่สวยที่หลบเร้นอยู่ใต้แว่นเปลือยกรอบที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของนักคิดและความเฉลียวฉลาดนั้นเบิ่งกว้างเล็กน้อยยามที่จ้องปะทะเข้ากับอำพันคู่เรียวที่หรี่มองมา คิ้วเข้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าคมสันนั้งมุ่นเข้าหาดูเหมือนจะเป็นคนใจร้อนและหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา ทว่าก่อนที่จะได้คิดหรือพูดอะไรออกมาร่างโปร่งบางกลับเป็นฝ่ายหลุบตาหนีไปแทน สองร่างเดินสวนกันอยู่บนทางเดินของโรงเรียนมัธยมปลาย ท่ามกลางเสียงดังโหวกเหวกแอะอะกันอย่างร่าเริงของกลุ่มเด็กนักเรียนที่พากันจับกลุ่มเดินกันเป็นจำนวนมากตามสองร่างไป

มุนาคาตะ เรย์ชิอยู่ท่ามกลางกลุ่มนักเรียนชายและหญิงมากมายที่รุมล้อมหน้าหลังด้วยประกายตาชื่นชม ร่างสูงโปร่งโดดเด่นกว่าคนอื่นด้วยความสูงถึง 185 เซนติเมตรอยู่ในชุดนักเรียนที่สะอาดเรียบร้อยถูกต้องตามระเบียบโรงเรียนทุกประการ ดวงหน้าเรียวเข้ารูปล้อมกรอบด้วยเส้นไหมสีดำขลับ นัยเนตรสีม่วงสว่างที่อยู่ใต้แว่นตานั้นมีแววช่างคิดและสุขุมแฝงไว้ ท่วงท่าทุกอย่างดูสุภาพนุ่มนวลและติดตาตรึงใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็น

สุโอ มิโคโตะเดินดุ่มๆอยู่ในกลุ่มเด็กหนุ่มท่าทางก๋ากั๋นที่มีเด็กสาวปะปนอยู่บ้างกลุ่มใหญ่ ร่างหนาสูงใหญ่โดดเด่นไม้แพ้กันแม้จะอยู่ท่ามกลางกลุ่มเด็กนักเรียนที่แต่งกายคล้ายคลึง สิ่งที่แตกต่างและแปลกแยกมากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นเส้นผมสีแดงเพลิงทรงยุ่งเหยิง เนตรสีทองเป็นประกายเหนื่อยหน่ายแต่ซ่อนไว้ซึ่งความอันตราย เอกลักษณ์อีกอย่างก็คือการแต่งกายที่ไม่เรียบร้อยเท่าไรของเจ้าตัว ไม่ว่าจะเป็นการไม่ยอมผูกเนคไท ติดกระดุมเสื้อไม่ถึงปก และไม่ใส่ชายเสื้อเข้าไปในกางเกง

ถ้าจะเปรียบเทียบมุนาคาตะ เรย์ชิคือภาพลักษณ์ของเจ้าชาย ด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนและอบอุ่นประดับอยู่ตลอดเวลา ถ้อยคำที่เจรจาก็เป็นคำที่สุภาพและสละสลวยทำให้มุนาคาตะเป็นที่นิยมและชื่นชอบของเหล่าอาจารย์ยิ่งนัก ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับสุโอ มิโคโตะที่มีภาพลักษณ์ไม่ต่างอันธพาลจอมหาเรื่องที่ไม่ว่าอาจารย์คนไหนก็พากันส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ

พวกเราสองคนนั้นต่างกันในทุกๆด้านราวกับอยู่คนละขั้วของแม่เหล็ก

絡み合う指ほどいて 唇から舌へと

คลายนิ้วที่เกาะเกี่ยวกันเข้าไว้ออก ลากไล้จากริมฝีปากเรื่อยลงสู่ปลายลิ้นนุ่ม

許されない事ならば 尚更燃え上がるの

ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจได้รับการยอมรับ ก็กลับทำให้รู้สึกร้อนรุ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก

เคยมีคนกล่าวไว้ว่าเพราะมนุษย์เรานี้เกิดมาไม่สมบูรณ์พร้อมเราจึงพยายามออกตามหาสิ่งที่ขาดหายไปจากคนอื่นเพื่อมาทดแทนกันนั้นคือสาเหตุที่ว่าทำไมคนขาวถึงชอบคนดำ คนผอมรักคนอ้วน คนสวยเลือกที่จะแต่งงานกับคนที่ขี้เหล่

เพราะนั้นคือคู่ของสิ่งที่ช่วยเติมเต็มชีวิตของกันและกัน

“ผมบอกกี่ครั้งแล้วครับว่าให้ผูกเนคไทดีๆ” ร่างโปร่งบางเอื้อมมือมาคลี่ปมเนคไทที่พันไว้อย่างยู่ยี่ไร้ระเบียบบนคอเสื้อของคู่สนทนา ดวงตาคู่สวยใต้แว่นไร้กรอบหลุบลงมองแถบผ้ายาวที่ตนเองกำลังสาละวนจัดการ

“นายนี่จู้จี้น่าเบื่อจริงๆ” แต่ร่างสูงใหญ่กลับกระตุกยิ้มเหนื่อยหน่าวราวกับสิ่งที่คนตรงหน้าทำช่างไร่สาระเหลือเกิน

“ถ้าไม่อยากให้ผมจู้จี้ก็เลิกทำตัวแบบนี้สักทีสิครับ”

“…”

“เดี๋ยวก็มีเรื่องทะเลาะกับคนอื่น เดี๋ยวก็แต่งตัวผิดระเบียบ คุณนี่มันเหลือเกินเลย…ผมไม่ใช่แม่ของคุณนะครับ”

เสียงทุ้มบ่นหึ่งๆอย่างเหลืออดเหมือนหมีกินผึ้งแต่มือก็ยังวุ่นวายกับการจัดระเบียบเครื่องแต่งกายให้กับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นอันธพาล แม้ปากจะบ่นว่าตัวเองไม่ใช่แม่ของเขาแต่ความเอาใจใส่ทุกอย่างนั้นช่างไม่แตกต่างเสียจริงๆ

หากสิ่งที่มุนาคาตะ เรย์ชิขาดหายไปคือขั้วในด้านการแสดงออกอย่างรุนแรงและป่าเถื่อนและสิ่งที่สุโอ มิโคโตะขาดไปคือความเป็นระเบียบแล้วละก็ นั่นก็พอจะเป็นสาเหตุที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมมุนาคาตะถึงได้พยายามวนเวียนมาอยู่ใกล้ๆสุโอและทำไมสุโอถึงสนใจมุนาคาตะ

เนตรสีอำพันเรียวก้มลงมองดูดวงหน้าขาวผ่องที่กำลังขะมักเขม้นตั้งอกตั้งใจกับการจัดแต่งชุดของคนอื่นทำเอารอยยิ้มเล็กๆจุดขึ้นโดยที่ไม่ตั้งใจ เส้นไหมสีดำขลับพริ้วล้อสายลมเบื้องหน้า กลิ่นหอมอ่อนๆที่คุ้นเคยกรุ่นมาสัมผัสที่ปลายนาสิกแผ่วเบา

ช่างน่าแปลกที่อีกฝ่ายไม่สะกิดใจสักนิดเลยหรือว่าทำไมเขาถึงได้พยายามก่อเรื่องได้ไม่เว้นแต่ละวัน มิโคโตะยอมรับกับตัวเองว่าลึกๆแล้วเขาสนุกกับการได้เห็นสีหน้าลำบากใจของมุนาคาตะเวลาที่ต้องก้าวเข้ามาช่วยจัดการปัญหาทั้งหลายที่เขาจงใจก่อขึ้น เขาชอบเวลาที่ใบหน้านวลนั้นบึ้งตึง ดวงตาสีม่วงกรุ่นเข้มด้วยไอโทสะยามที่จ้องมองมาที่เขาพร้อมกับกลีบปากบางสีกุหลาบอ่อนที่มักบ่นพรรณามากมาย

ปากร้ายแต่ใจดีสินะ

เรย์ชิแอบเหลือบมองรอยยิ้มที่ระบาย ประกายตามีร่องรอยตำหนิเรืองๆอยู่ชัดเจนแต่กลับทำให้คนที่เป็นฝ่ายทำผิดเค้นยิ้มเยาะมากขึ้นราวกับถูกอกถูกใจ

抱き寄せて欲しい 確かめて欲しい

อยากจะให้เธอโอบกอดฉันรวบไว้แน่นหนา อยากจะให้เธอช่วยย้ำยืนยันให้แน่ใจ

間違いなど無いんだと 思わせて

ทำให้ฉันรู้ซึ้งทีเถิด ว่าเป็นเธอจริงๆไม่ใช่ใครที่ไหน

キスをして 塗り替えて欲しい    魅惑の時に

พรมจุมพิตแสนหวานนั่น ซ้ำอีกครั้งและอีกครั้ง

酔いしれ溺れていたいの

เพราะฉันอยากจะดื่มด่ำเมามายในห้วงเสน่หานั้นเหลือเกิน

“เสร็จแล้วครับ” มือเรียวที่วุ่นวายกับการจัดการเจ้าเนคไทจอมปัญหาบนคอเสื้อละออกมา ร่างโปร่งบางเขยิบเท้าหมายจะถอยหลังออกมาเพิ่มระยะห่างแต่กลับถูกฝ่ามือหนาทั้งสองข้างเกี่ยวกระหวัดรั้งเอวบางไว้เอาแน่น สองร่างแนบชิดกันส่งผ่านไอร้อนของร่างกาย ริมฝีปากร้อนคลอเคลียอยู่ตรงใบหูก่อนจะขบเม้มลงไปเบาๆประหนึ่งหยอกล้อ

“กรุณาเอามือเอาไปด้วยครับ” เรย์ชิเอ่ยเสียงต่ำเมื่อฝ่ามือหนาเริ่มเคลื่อนลงไปต่ำกว่าเดิม

“หือ” เสียงเอื่อยเฉื่อยตอบรับเบาๆในลำคอแต่มือจอมซุกซนนั้นยังคงเลื่อนลงไปแถวๆบั้นท้าย

“คุณนี่ลามกนะ…อ๊ะ…”  ใบหน้าขาวเริ่มขึ้นสีระเรื่อ เสียงพูดสะดุดขาดไปเพราะร่างสูงที่โอบรั้งเอาไว้จงใจกดลากลิ้นชุ่มชื้นตรงบริเวณเนื้ออ่อนหลังใบหูซึ่งเขารู้ดีว่านั้นเป็นจุดอ่อนที่จะทำให้คนจอมดื้อด้านในอ้อมแขนอ่อนแรงได้เร็วที่สุด

“หึ” ดวงตาสีทองจ้องมองดวงหน้าขาวที่กำลังร้อนฉ่าเหมือนมีเหล็กนาบไฟมาลนอย่างสนุกสนานก่อนจะค่อยๆเลื่อนฝ่ามืออุ่นของตัวเองสอดเข้าไปใต้เสื้อนักเรียนของอีกฝ่าย ไอร้อนที่รุนแรงจากร่างหนาส่งถ่ายลงบนผิวขาวนวลทุกตารางนิ้วที่เขาสัมผัสผ่าน เสียงร้องเบาๆอืออาในลำคอของคนที่พยายามกดริมฝีปากตัวเองกับหลังมือเพื่อเก็บเสียงครางไว้อย่างไม่ยอมแพ้

“สะ สุโอ…อ่ะ”

เราทั้งสองคนต่างกันจนไม่น่าจะจะมาบรรจบกันได้ คนหนึ่งช่างเคร่งครัดเจ้าระเบียบแต่อีกคนก็แสนสบายตามแต่ใจตนเอง ภาพลักษณ์ที่แตกต่างราวกับคนละขั้วเช่นนี้ไม่น่าจะทำให้เราทั้งสองคนรู้สึกดึงดูดใจกันได้มากขนาดนี้ แม้เรย์ชิและมิโคโตะต่างพยายามพร่ำบอกกับตนเองมันก็แค่เกมเล่นสนุกของวัยคึกคนองที่อยากรู้อยากลองในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย หาใช่ความสัมพันธ์ผูกพันทางใจ แต่อะไรบางอย่างกลับทำให้เราทั้งสองรู้สึกราวกับว่าไม่อาจปล่อยมือไปจากกันได้

ไม่ใช่ทั้งเพื่อน ไม่ใช่ทั้งคนรัก

ความรู้สึกแปลกประหลาดนี้ที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้นี้พวกเขาเองก็ไม่รู้จะตั้งชื่อมันว่าอะไรดี

“มุนาคาตะ..” มิโคโตะขยับใบหน้าคมสันของตัวเองเข้าไปใกล้เจ้าของชื่อที่เขาเรียก ดวงตาสองคู่สบประสานกันนิ่งนาน

“จูบได้ไหม?”

เรย์ชิเสตาหลบไปด้านข้างพร้อมกับสีเลือดที่ขึ้นซับเต็มไปใบหน้า ริมฝีปากล่างถูกขบกัดเบาๆเพื่อข่มความอายที่แข่งกันปะทุขึ้นมา แถมก้อนเนื้อเจ้ากรรมในอกนั้นก็เต้นแรงและเร็วราวกับจะหลุดออกมาให้ได้ ส่วนมิโคโตะเองก็มองนิ่งไม่ยอมพูดจาใดๆเหมือนจะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามกดความอายของตัวเอง

กลีบปากบางที่เริ่มบวมแดงน้อยๆจากการขบเม้มค่อยๆเคลื่อนเข้ามาประกบแนบสนิทกับริมฝีปากร้อนของร่างสูงใหญ่ เรียวลิ้นอ่อนชื้นเคลื่อนไหวไปมาอย่างไม่ประสีประสาก่อนจะถูกรุกรานอย่างหนักด้วยลิ้นหนาที่จู่โจ่มเข้ามา หยาดน้ำเอ่อไหลออกมาจากมุมปากที่ประกบกัน ร่างโปร่งในอ้อมแขนออกอาการหอบหายใจและพยายามดิ้นยุกยิกเพื่อจะขยับแยกตัวออกมาแต่กลับถูกทอ่นแขนที่กำยำกว่าดึงรั้งตัวไว้ มิโคโตะเลื่อนมือขึ้นมาประคองไว้ที่ท้ายทอยเป็นการปิดกั้นหนทางเบี่ยงหนีของคนในอ้อมอกของตนเองอย่างสิ้นเชิง

ความลับเล็กๆของเราสองคนที่ไม่มีใครรู้

束縛して もっと必要として

รัดรึงตัวฉันเอาไว้สิ โหยหาให้มากขึ้นอีกสิ

愛しいなら執着を見せつけて

แสดงออกมาให้ฉันได้เห็นและรับรู้ถึงความรู้สึกรักที่สลักอยู่ในใจ

「おかしい」のが たまらなく好きになる

แล้วเธอก็จะติดใจ [ ความรู้สึกแปลกใหม่ ] นั้นจนไม่อาจทานทน

行けるトコまで行けばいいよ

ปลดปล่อยอารมณ์ให้เตลิดไปเท่าที่ใจต้องการเถิด

มิโคโตะกำลังเอนหลังพักผ่อนอยู่ใต้ร่มใหญ่ แสงอาทิตย์ยามใกล้อัสดงสีส้มทองอาบไล้ไปทั่วบริเวณและเกิดเงามืดสีดำตกทอดไปด้านหลัง ใบหน้าคมสันที่กำลังหลับตานิ่ง เสียงลมหายใจสม่ำเสมอกับจังหวะการสะท้อนขึ้นลงของแผ่นอกแกร่ง สายลมอ่อนที่พัดโชยมาทำให้เกิดความเย็บสบายสัมผัสต้องกับเส้นผมสีเพลิงที่ยุ่งเหยิงไร้ระเบียบตามเคย เรียกรอยยิ้มน้อยๆบนเรียวปากบางให้ผุดขึ้นยามที่นึกเปรียบเทียบกับร่างตรงหน้ากับภาพในความทรงจำของตนเอง

ร่างสูงโปร่งยังคงดูโดดเด่นไปเปลี่ยนทว่าคราวนี้กลับไม่ได้อยู่ในชุดนักเรียนมัธยมปลายแต่กลับกลายเป็นเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มตัวยาวกับรองเท้าบูทสีดำสูงถึงเข่า ใต้เข็มขัดด้านซ้ายมือมีดาบยาวที่ซุกซ่อมคมไว้ในฝักห้อยอยู่

วันนี้เขาไม่ได้เป็นแค่เด็กนักเรียนมัธยมปลายธรรมดา แต่เขาเป็นถึงหัวหน้าหน่วย SCEPTER 4 และราชาผู้ครอบครองพลังสายฟ้า ไม่ต่างอะไรกับคนเบื้องหน้าของเขาที่ไม่ใช่นักเรียนจอมเกเรชอบหาเรื่องอีกต่อไป เพราะมิโคโตะเองก็เป็นราชาสีแดงผู้ครองพลังแห่งอัคคีเช่นกัน

สุดท้ายแล้วเราทั้งสองคนนั้นก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง…

ดวงตาสีม่วงสว่างหลุบลงเล็กน้อยเหมือนตัดใจก่อนจะหมุนกายหันหลัง ขาวเรียวยาวก้าวออกเดินไปหากว่าไม่มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลังเสียก่อนที่ทำให้เขาต้องชะงักร่างกายเอาไว้

“ใจคอไม่คิดจะทักทายกันหน่อยหรือไง?” สุ้มเสียงเรียบเรื่อยไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก แต่ในน้ำเสียงนั้นดูเฉยชาและทรงอำนาจมากขึ้นแต่ก่อน คนที่ถูกเรียกถอนหายใจออกมาเบาๆอย่างไม่มีทางเลือกก่อนจะผินหน้ากลับไปมองคนที่ตอนแรกคิดว่าหลับสนิทอยู่

“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งครับ” รอยยิ้มบางๆประดับบนเรียวปาก ใบหน้าสวยที่ไม่ได้เห็นหลังจากเจ้าตัวเอ่ยปากบอกว่าเองว่าจะไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยในโตเกียวหลังจบมัธยมปลาย

“นายนี่เอง…ราชาสีน้ำเงิน” ร่างหนาขยับลุกขึ้นนั่ง ดวงตาสีอำพันเรียวจ้องมองมาอย่างเย็นชา

“คุณเองก็เป็นราชาสีแดงไม่ใช่หรอกครับ” เสียงทุ้มเรียบๆเอ่ยย้อนกลับไปอย่างสุภาพ

“ก็พอรู้แล้วว่าหินนั้นเลือกราชาสีน้ำเงินได้แล้ว…แต่ไม่คิดว่าเป็นนาย”  เรย์ชิเบิ่งตากว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ อาจเพราะอีกฝ่ายได้รับพลังและตำแหน่งราชาก่อนเขา จิตวิญญาณของร่างสูงที่เชื่อมต่อกับแผ่นศิลาราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้วทำให้รับรู้ความเคลื่อนไหวได้ก่อนคนอื่นก็เป็นได้

“ไม่ทราบว่าเด็กผู้หญิงคนนั้น…เป็นยังไงบ้างครับ”

“แอนนานะหรอ?” เรย์ชิพยักหน้ารับ “ แอนนาสบายดี ตอนนี้ค่อยๆแข็งแรงขึ้นแล้วทาทาระคอยดูแลเธออยู่ไม่ห่าง”

“…งั้นหรอครับ”

迷い込んだ心なら 簡単に融けてゆく

ความรู้สึกสับสนหวั่นไหว ถูกหลอมละลายหายไป

優しさなんて感じる暇など 無い位に

ในชั่ววูบที่ไม่อาจทันได้รับรู้ถึงความอ่อนหวานเสียด้วยซ้ำ

อเมทิสต์คู่งามสบประสานอำพันคู่เรียวนิ่ง ต่างฝ่ายต่างนิ่งเงียบกันไปเพราะไม่รู้ว่าจะหยิบยกประเด็นอะไรขึ้นมาสนทนาดี แต่ทั้งสองคนต่างครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องของแอนนา

สำหรับมิโคโตะแล้วแอนนาเป็นเด็กที่น่าสงสารที่ต้องมาพบเจอเรื่องเลวร้ายมากมายตั้งแต่ยังเด็ก เขาไม่นึกเสียใจเลยกับการที่เขาตัดสินใจรับแอนนาเข้ามาเป็นสมาชิกของแคลนเพราะถือว่าเป็นการปกป้องเธอจากเรื่องร้ายๆที่อาจจะตามมาภายหลังได้ตามเท่าที่เขายังมีพลังในการคุ้มครองเธออยู่ แต่นั้นก็เท่ากันเขาประกาศสงครามกับแคลนสีน้ำเงินไปโดยปริยายด้วยการชิงตัวว่าที่ราชาของพวกเขามาเช่นนี้ แต่เขาไม่รู้ว่าเรย์ชิที่ตอนนี้ได้กลายเป็นราชาสีน้ำเงินแทนแอนนาแล้วจะคิดเห็นอย่างไร

สำหรับเรย์ชิความรู้สึกที่ยากจะบอกในตอนนี้ช่างลำบากใจเหลือแสน ความสับสนมากมายประดังประเดเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อนนับแต่วินาทีที่เขาได้รับพลังมาจากศิลามา หากว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นกลายเป็นราชาองค์ใหม่ไปเสียเขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องแบกรับภาระนี้เอาไว้ แต่อีกใจหนึ่งเขาก็เชื่อว่าเขาน่าจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนหน่วยงานนี้ไปได้ดีกว่าเด็กหญิงผู้ไม่รู้จักอื่นนอกจากสีแดงคนนั้น แต่นั้นก็หมายถึงการเป็นศัตรูกันกับร่างหนาเบื้องหน้าเขาคนนี้

ต่างคนต่างมีเหตุผลและทางเดินของตัวเอง จุดหักเหนั้นต่างกันเพียงเส้นด้ายที่ขวางกั้นหากแต่ยุ่งยากและลำบากใจยิ่งนักที่จะกล้าก้าวข้ามเส้นด้ายนั้นไป ทั้งสองต่างจมอยู่ในห้วงความคิดของตนเองก่อนที่เรย์ชิจะเอ่ยขึ้นก่อน “…สุโอถ้าผมเลือก”

“นายเลือกไปตามทางนาย…ฉันก็เลือกไปตามทางของฉันเถอะ”

“คุณ…โกรธหรอครับ?” ร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่เอ่ยอย่างลังเลใจ

มิโคโตะระบายลมหายใจออกมายาวๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองใบหน้าขาว “ไม่มีเหตุผลที่จะต้องโกรธ ในเมื่อศิลาเลือกนายก็แสดงว่านายเหมาะสม”

น้ำเสียงที่พูดประโยคนั้นช่างเรียบเรื่อยราวกับไร้ชีวิต ก้อนเนื้อที่เต้นอยู่กลางอกของเขาสั่นไหวกับคำพูดว่างเปล่าเช่นนั้น ร่างโปร่งในชุดเสื้อคลุมตัวยาวค่อยๆเดินขยับเข้ามาใกล้ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนพื้นด้านข้างร่างหนา

“ผมไม่ได้อยากเป็นราชา” เรย์ชิจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคู่สนทนาเพื่อยืนยันความรู้สึกของตัวเอง

“แต่นายก็เลือกไม่ได้ ฉันก็เลือกไม่ได้”

มิโคโตะปรับน้ำเสียงในอ่อนลงยามที่มองเห็นแววความหวั่นไหวน้อยๆที่ร่างบางด้านข้างพยายามฝังกลบไปจากประกายตาของตัวเอง ศีรษะทุยปกคลุมด้วยเส้นไหมสีดำขลับสวยเอนอิงลงกับบ่ากว้างเมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น

“ผมกลัว…กลัวเหลือเกิน” เรย์ชิได้แต่เพียงคิดแต่ไม่กล้าพูดออกไป

ฝ่ามือใหญ่ที่ยังคงอบอุ่นไม่เปลี่ยนแปลงยกขึ้นมาลูบไล้เรือนผมสีดำที่อิงอยู่บนบ่าของตนเองพร้อมเสียงถอนหายใจดังๆ

เขารู้ดีว่าการเป็นราชานั้นหนักหนา ทุกสายตาของสมาชิกในแคลนต่างจับจ้องมาที่ราชันของตนเองด้วยความรัก ความเคารพ เทิดทูนบูชา แม้ว่าเขาจะเพิ่งได้รับตำแหน่งมาไม่นานแต่เขาก็รับทราบดีถึงความคาดหมายที่ทุกคนต่างหวังไว้ผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นราชาของตนเอง เขารู้ดีว่าความอ่อนแอเพียงเล็กน้อยจะเป็นหนทางไปสู่ความหายนะ

การเป็นราชานั้นไม่สามารถใช้ความรู้สึกตัดสินใจได้ เพราะเพียงคำพูดเดียวของตนเองอาจพาคนของตนเองได้สู่ความตายได้อย่างง่ายดาย แม้ไม่ได้อยากอยากเป็นแต่เมื่อได้รับมอบหมายตำแหน่งนี้มาแล้วก็คงเหลือหนทางเพียงอย่างเดียวคือการเป็นผู้ถือท้ายหางเสือเรือลำนี้และนำพานาวานี้ไปสู่ฝั่งหมายที่วางไว้ในจงได้ แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าตัวเองช่างอ่อนแอเหลือเกิน แม้ตั้งใจไว้แล้วว่าก่อนเจอมิโคโตะจะไม่แสดงออกเช่นนี้แต่เมื่อได้มาอยู่ใกล้ชิดเช่นนี้ดูเหมือนความตั้งใจทั้งหมดที่วางไว้จะพังทลายลงไปจนหมด

ไออุ่นที่โอบกอดไว้อย่างนุ่มนวลนี้…ช่างน่าลุ่มหลงและเสพติด

ใบหน้าคมโน้มลงมาคลอเคลียใกล้ยิ่งทำให้หวนระลึกถึงเรื่องเก่าๆ  กลีบปากสีกุหลาบอ่อนค่อยๆแนบประกบเข้ากับริมฝีปากอุ่นเปิดรับลิ้นหนาที่รุกเข้ามากวาดต้อนริมรสความหวานละเลียดที่ห่างหายไปนาน ปลุกเร้าความเร้าร้อนในอดีตที่เริ่มเลือนรางให้กับมาแจ่มชัดอีกครั้ง ช่วงแขนยาวเพรียวใต้เสื้อคลุมสีน้ำเงินยกขึ้นโอบรอบและเหนี่ยวรั้งอีกฝ่ายให้ลงแนบชิด สองร่างเสียดสีกันไปมาอย่างร้อนแรงแม้จะมีเสื้อผ้าเป็นปราการขวางกั้นอยู่ ร่างสูงใหญ่ตวัดพลิกร่างโปร่งกดลงบนพื้นหญ้าด้านล่างก่อนจะคร่อมทับเอาไว้อย่างว่องไว

หากคิดถึงอนาคตสักนิดพวกเขาทั้งสองไม่ควรที่จะที่จำแบบนี้ ทั้งสองฝ่ายควรแยกจากกันไปโดยไม่แตะต้องข้องแวะกันอีก หากแต่ว่าความรู้สึกที่ดึงดูดเข้ามานี้กลับยิ่งผูกมัดเอาไว้จนไม่อาจถอยกลับไปได้

เสี้ยวหนึ่งของจิตใจรู้ดีว่าควรผลักไสอีกฝ่ายออกไปแต่อีกส่วนหนึ่งกลับเลือกที่จะเหนี่ยวรั้งเอาไว้

มิโคโตะไล่ดูดซับเส้นใยบางที่ลากโยงออกมาจากเรียวปากที่เขาเพิ่งผละถอยห่างออกมาอย่างละเมียดละไม เรย์ชิเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมสันอีกฝ่ายชัดๆ ฝ่ามือเรียวที่เย็นเพราะอากาศภายนอกนั้นยกขึ้นลูบไล้แก้มของร่างสูงเบามือก่อนที่ถูกดึงไปแตะที่ริมฝีปากของอีกฝ่าย ความรู้สึกอุ่นและโหยหาวาบขึ้นในใจ

บางทีสิ่งนี้อาจจะเรียกว่า…ความรักก็เป็นได้

“มุนาคาตะ…” เสียงทุ้มลึกนั้นเลี่ยงจะเรียกขานชื่อจริงเพื่อเป็นการสร้างระยะห่าง

แม้จะรู้ตัวว่ารักแต่ก็ไม่อาจเอื้อยเอ่ยคำหวานใดๆออกไปได้ แต่หากบอกว่าให้ตัดใจก็ช่างโหดร้ายเหลือเกิน

“สุโอ…บางที” เรย์ชิพูดด้วยน้ำเสียงกดต่ำ เนตรสีม่วงชวนให้หลงใหลจับจ้องมองเข้าไปในอำพันคู่เรียวตรงหน้า

“…สักวันหนึ่งเราสองคน…อาจจะต้องฆ่ากันเองก็ได้”  มิโคโตะไม่ตอบหากแต่จ้องมองคนที่อยู่ใต้ร่างของตัวเองด้วยสายตาเศร้าๆก่อนจะโน้มศีรษะลงมาจุมพิตร่างโปร่งบาง

繰り返したのは あの夢じゃなくて

ภาพที่ฉายซ้ำกลับไปมา หาใช่ภาพฝันนั้นอีกแล้ว

紛れも無い現実の私達

แต่เป็นภาพความจริงที่แจ่มชัดของเราสอง

触れてから 戻れないと知る それでいいの

แม้รู้ดีว่าหากแตะต้องแล้วจะไม่อาจหวนกลับคืนดังเดิมได้อีก แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก

誰よりも大切なあなた

ถ้าเป็นเธอที่สำคัญยิ่งกว่าใครในโลกหล้าแล้วละก็

เส้นขอบเขตที่เราทั้งสองขีดกั้นขึ้นเพื่อรักษาระยะห่าง ต่างฝ่ายต่างไม่เคยเรียกชื่อต้นของกันและกันอีก

มิโคโตะทำหน้าที่ของราชาสีแดงผู้นำของ HOMRA ได้อย่างดี นับวันชื่อเสียงและความนิยมในตัวราชาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นในบรรดาคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีแนวความคิดอยากปรับเปลี่ยนโลกที่ตนเองอยู่ให้มีความยุติธรรมมากขึ้น คนเรานี้เป็นพวกเลือดร้อนและใจเร็วเอะอะเป็นท้าตีท้าต่อยและมักก่อปัญหาประปรายเป็นประจำซึ่งฝั่ง SCEPTER 4 เองก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อยแบบนี้เท่าไรนัก

ตอนนี้เรย์ชิเองก็ดึงความเชื่อมั่นจากสมาชิกของแคลนสีน้ำเงินได้แล้ว เขาสามารถรวบรวมกลุ่มคนที่มีความรู้และความสามารถมาเป็นพวกพ้องและจัดตั้งหน่วยงานแห่งนี้ให้เป็นระเบียบไปตามที่วางแผนไว้ งานหลักของเขาตอนนี้คือการดูแลความปลอดภัยและจัดการพวกสเตรนแปลกปลอมที่เข้ามาก่อกวนความสงบสุขของเมือง งานเอกสารของเขามีมากมายกองสุมบนโต๊ะบนวันไม่เคยขาด

เมื่อวานอาวาชิมะคุงเข้ามารายงานว่าทีม HOMRA ไปอาละวาดอยู่กลางเมืองพร้อมกับเจ้าสเตรนม้ามีปีกที่สร้างปัญหาปวดหัวให้ลูกน้องตั้งแต่ก่อนที่มันจะหลุดออกไปด้านนอกทำให้เขาต้องตัดสินใจออกไปลอบสังเกตุสถานการณ์อยู่ด้านบนพลางนึกบ่นขอบคุณเหล่าสมาชิกฝั่งสีแดงที่ขยันหาเรื่องแปลกประหลาดใส่ตัวจริงๆ เมื่อกลับที่โต๊ะก็พบว่ากองงานใหม่สุมสูงขึ้นไปอีกทบแล้วพร้อมใบหน้ายิ้มเยาะสะใจของฟุชิมิคุงที่เป็นคนเดินเอาให้ถึงที่ด้วยตัวเอง

วันนี้เรย์ชิตั้งใจจะหลบไปพักใจเงียบๆคนเดียวแต่กลับไม่คาดคิดว่ามิโคโตะจะดันเลืกร้านเดียวกับเขาเสียอีก แม้จะพยายามเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายออกไปอย่างสุภาพแต่กลับได้รับรอยยิ้มเย้ยพร้อมกับสั่งเครื่องดื่มมาแบบไฟลต์บังคับให้เขาต้องดื่มเหล้าเทอร์กี้ที่ตัวเองไม่เคยสั่งอีกด้วย

“คุณจะดื่มเหล้าแบบนั้นที่บาร์ตัวเองมากแค่ไหนก็ได้ไม่ใช่หรอครับ” ร่างโปร่งที่นั่งอยู่ข้างๆได้ทีพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าคนข้างตัวกำลังยกแก้วขึ้นจิบลิ้มรสอย่างละเมียดละไม

“ฉันจะดื่มอะไรหรือดื่มที่ไหนมันไม่ใช่เรื่องนายจะต้องมาบ่นมากเลยนะ” รอยยิ้มจุดขึ้นที่มุมปากก่อนที่จะทาบลงบนขอบแก้วบางใส

“วันนี้ไม่มากับพรรคพวกของนายแล้วหรือไงมุนาคาตะ?”

“คุณต่างหากละครับที่ไม่เห็นยกโขยงกันมา”

“…พอดีวันนี้อยากดื่มคนเดียวนะ”

ประโยคนั้นทำให้เขาที่กำลังยกแก้วขึ้นดื่มต้องชะงักไป เรย์ชิแอบปรายหางตามองดูร่างหนาด้านข้างที่กำลังนั่งอยู่บนม้านั่งทรงสูงพร้อมกับท้าวคางบนมือของตัวเองที่ยันบนเคาเตอร์อย่างเกียจคร้าน มืออีกข้างก็กำลังเขย่าแก้วเหล้าไปมาด้วยอารมณ์ใจลอย ดวงตาสีอำพันที่ที่มักมีแววตาท้าทายและเย้ยหยันคู่นั้นกำลังเหม่อมองประกายระยิบระยับของขวดแก้วเหล้าบนชั้นวางด้านหลังที่ตกประกบกับแสงสีนวลภายในร้าน

ความรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้างเหมือนจะวนเวียนอยู่ไม่ห่าง

แม้จะมีงานมากมายให้ทำและมีผู้คนมากมายรายล้อมแค่ไหน เขาก็ยังรับรู้ได้ถึงความเหงาหงอยที่โอบล้อมราชาเอาไว้ อาจต้องถูกทุกสายตาล้วนจับจ้องมาอย่างเทิดทูนเคารพและความคาดหมายอันยิ่งใหญ่ที่เป็นอยู่ทำให้ทุกคนต่างยำเกรง ไม่มีสักคนที่กล้าพูดกับราชาอย่างเพื่อนสนิท

‘บางครั้งก็เหมือนจะเข้าใจแต่ลงท้ายแล้วก็ไม่เข้าใจอยู่ดี บางครั้งเขาก็ไม่เข้าใจความคิดของสมาชิกในหน่วยตัวเองดีพอ’ มือขาวเรียวบีบก้านแก้วบางแน่นยามที่คิดเช่นนั้น

“คราวหลังก็ดื่มอยู่ที่บาร์ของตัวเองสิครับจะได้มีเพื่อน” เขาว่าเช่นนั้นก่อนจะยกแก้วเหล้าในมือของขึ้นมาดื่ม

“หือ? อะไรของนายเนี่ย” เรย์ชิที่ได้ยินคนถามแบบนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจก่อนจะแสร้งเบือนหน้าอีกทาง กลีบปากบางจรดเหนือขอบแก้วแล้วกระดกของเหลวนั้นไหลงคอจนหมดเกลี้ยง

การเป็นราชานั้นช่างอ้างว้างและเดียวดายเหลือเกิน ซึ่งเขาไม่รู้ว่ามิโคโตะเองจะรู้สึกแบบเดียวกับเขาหรือเปล่า? 

.

.

หลังจากสั่งเทอร์กี้อีกคนละแก้วมาดื่มอีกฝ่ายเงียบกริบไปอย่างน่าประหลาดทั้งๆที่เมื่อสักครู่ยังบ่นโน่นนี่อยู่เลย มิโคโตะแอบเหลือบตาไปมองร่างโปร่งด้านข้างที่วันนี้มาด้วยชุดนอกเครื่องแบบของหน่วยงาน ศีรษะกลมทุยปกคลุมด้วยเส้นไหมสีดำขลับขับเป็นประกายสวยใต้แสงสีเหลือนวลของเร้านนั้นดูโงนเงนชอบกล

อาการไม่ดีหรือเปล่า เห็นเมื่อกี้ยังพูดเหมือนว่ากำลังจะเมา? 

“นี่มุนาคาตะ…” มือหนาเอื้อมไปแตะเบาๆที่บ่าแต่กลับต้องเป็นฝ่าตกใจเองเพราะร่างโปร่งที่นั่งขนาบข้างมาตลอดดันเอนล้มมาทางเขาเสียได้ ทำเอาราชาสีแดงตั้งตัวคว้าคนที่เมาเอาไว้แทบไม่ทัน โชคยังดีที่ไม่ล้มครืนตกจากเก้าอี้ไปทั้งคู่แต่กลายเป็นว่าร่างของอีกคนนั้นเอนทับอยู่ตัวของเขาแทน

“เฮ้ออ…” เขาตีหน้ายุ่งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดันเผลอเคลิ้มหลับไปแล้ว ร่างของเรย์ชิโถมทิ้งน้ำหนักตัวลงมาใส่เต็มๆทำเอาร่างหนาไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้เลย

คงจะทำงานหนักเลยเหนื่อยมาก แถมเป็นคนคออ่อนมาแต่ไหนแต่ไรยิ่งมาเจอเหล้าดีกรีแรงๆแบบนี้เลยพาลเอาสลบเหมือดไม่มีสติไป ดีแค่ไหนที่อีกฝ่ายไม่เป็นพวกเมาแล้วโหวกเหวกโวยวาย คิดแล้วก็ระบายลมหายใจยาวๆออกมาอีกรอบ ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมสีเข้มที่ตกลงมาระข้างแก้มนวลขึ้นไปเบาๆ มิโคโตะมองดูใบหน้าคนที่กำลังหลับสนิทอยู่บ่าของเขาพร้อมรอยยิ้มน้อยๆที่ระบายขึ้นมาบนหน้าโดยที่ไม่ทันรู้ตัวเองด้วยซ้ำ

“เอ่อ คุณลูกค้าครับจะให้ผมพาท่านนี้ไปพัก…” เสียงของบริกรที่ดังขึ้นด้านข้างดึงให้เขาหันกลับไปมองคนพูด เด็กหนุ่มในชุดบาร์เทนเดอร์สีขาวดำเรียบร้อยเอ่ยอย่างนอบน้อมพร้อมกับเอื้อมมาหมายจะดึงตัวคนที่เอนอิงร่างอยู่กับเขาออกไปแต่เด็กหนุ่มคนนั้นก็ต้องชะงักมือของตัวเองไว้เมื่อเห็นแววตาเรืองๆในอำพันคู่พันที่มองตอบกลับมา

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันก็จะกลับแล้ว” สุ้มเสียงทุ้มเข้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหยิบเอาธนบัตรในกระเป๋าวางลงบนโต๊ะ “ฉันจ่ายแทนคนนี้ด้วย”

“…อะ ครับ”

มิโคโตะย่อตัวลงไปตวัดโอบอุ้มร่างของคนที่หลับไร้สติไปแล้วไว้ในวงแขน รู้สึกแปลกใจกับน้ำหนักที่ออกจะเบาไปสักนิดของคนในอ้อมอกตัวเอง ดูท่าจะไม่อีกฝ่ายจะเป็นเลือกกินไม่หายเลยทำให้ตัวเบาโหยงได้ถึงขนาดนี้

ร่างสูงใหญ่ก้าวเดินออกไปสู่ถนนภายนอก เสียงจอกแจกจอแจและความชุลมุนอย่างค่ำคืนของผู้คนมากมายที่เร่งรีบกลับบ้าน มิโคโตะขยับให้ใบหน้าของร่างโปร่งพลิกกลับเข้ามาด้านในเพื่อป้องกันสายตาจอมสงสัยขอคนอื่นๆ เรย์ชิเองก็หลับตานิ่งสนิทพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆเมื่อสัมผัสถึงไออุ่นของร่างสูงที่โอบรอบเอาไว้

ดวงตาคู่คมเหลือบลงมองสีหน้าหลับอย่างสบายใจของคนที่ตัวเองอุ้มเอาไว้เป็นระยะ ผิวอ่อนบริเวณใต้ขอบตาล่างคู่นั้นทั้งบวมและคล้ำบ่งบอกได้ว่าอีกฝ่ายนอนดึกแน่นอน ใบหน้าที่มักแฝงริ้วรอยความอ่อนล้านั้นกลายเป็นสิ่งปกติที่เขาจะเห็นสม่ำเสมอ แม้จะเป็นห่วงแต่ก็ทำได้เพียงมองดูจากระยะไกลๆเท่านั้นไม่สามารถยื่นมือเข้าไปสร้างความยุ่งยากลำบากใจ

ความรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกอะไรบางอย่างบีบรัดอยู่ในอกนี่ช่างน่าเบื่อหน่ายเสียเหลือเกิน

มิโคโตะคำรามในลำคอเบาๆด้วยความรำคาญตัวเองกับความคิดงี่เง่าไร้สาระ บางทีถ้าเขาได้สูบบุหรี่สักมวนอาจช่วยให้สมองที่ว้าวุ่นอยู่ในขณะนี้ปลอดโปร่งมากขึ้นก็ได้

แต่ปัญหาใหญ่สำหรับตอนนี้คือเขาจะสามารถพาราชาของฝ่ายตรงข้ามในอ้อมแขนตัวเองนี้ไปส่งที่ไหนได้บ้างโดยที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับทั้งเขาและเรย์เอง

“อิซูโมะ…ฉันมีเรื่องจะวานนายทำ”

夜明けが来ると不安で 泣いてしまう私に

รุ่งสางคืบใกล้เข้ามา น้ำตาฉันไหลรินด้วยความกังวล

「大丈夫」と囁いたあなたも 泣いていたの?

[ ไม่เป็นไรหรอก ] เสียงกระซิบปลอบโยนนั้นสั่นเครือ เธอก็ร้องไห้ด้วยเหมือนกันหรือ?

HOMRAกับ SCEPTER 4 สองชื่อนี้นั้นเปรียบเสมือนน้ำกับไฟหรือไม่ก็หมากับแมวนับตั้งแต่เกิดคดีของแอนนา หลายครั้งที่สมาชิกของแคลนทั้งสองสีต้องสู้กัน ทั้งมิโคโตะและเรย์ชิต้องเผชิญหน้าในการต่อสู้กันอยู่หลายหน แต่เขาไม่คิดว่าวันหนึ่งเขาจะต้องเป็นคนที่ต้องมาจับกุมราชาสีแดงเช่นนี้

“พวก SCEPTER 4 ก็มาด้วยหรอกเนี่ย…จะทำยังไงกับพวกนั้นดีละมิโคโตะ”

“เผาให้หมด”

ร่างสูงใหญ่ยังคงเอยด้วยน้ำเสียงเฉยชาและใบหน้าเยาะเย้ย เปลวเพลิงที่แดงลุกโหมขึ้นรอบตัวมิโคโตะและลามเลียกินบริเวณกว้าง ไอร้อนจัดพวยพุ่งขึ้นทำให้อากาศโดยรอบนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน กลางท้องฟ้าที่เปิดกว้างดาบขนาดมหึมาประดับอัญมณีสีโลหิตกำลังลอยคว้าง รูปร่างของดาบนั้นบิ่นและผุกร่อนจนเห็นได้ชัด

เรย์ชิโต้ตอบเปลวไฟที่พุ่งเข้ามาด้วยพลังของตนเอง ปลายดาบแหลมตวัดส่งพลังที่หมายจะทำร้ายคนของเขากลับไปหาตัวผู้ที่สร้างมันขึ้นมา แต่มิโคโตะยังคงเค้นยิ้มออกมาอย่างใจเย็น

“ผมขอจัดการเอง” ร่างโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้มก้าวออกไปด้านหน้าของแถวที่ยืนเรียงเป็นระเบียบเพื่อเผชิญหนกับราชาสีแดงผู้ซึ่งกำลังตกอยู่ในห้วงความเกรี้ยวกราดด้วยเพลิงแค้น

“ตามบทข้อบัญญัติที่120 ผมของแจ้งให้ทราบว่าคุณได้กระทำความผิดและผมมีความจำเป็นต้องควบคุมตัวให้อยู่ในการดูแลของหน่วย SCEPTER 4…คุณมีอะไรจะแก้ตัวไหมครับ?”

“ก็นะ…บังเอิญว่าฉันไม่มีเสียด้วยสิ”

“…”

“รบกวนดูแลฉันดีๆด้วยละ มุนาคาตะ”

.

.

ตั้งแต่เมื่อไรที่เขามักจะเผ้ามองไล่ตามแผ่นหลังกว้างนี้?

ดวงตีสีอเมทิสต์คู่สวยเหลือบมองร่างด้านหลังของตนเองเพียงแวบเดียว เสียงประตูของห้องขังที่ดังขึ้นทางหลังของเขาทำให้ใจของราชาสีน้ำเงินรู้สึกสะท้านไปหมด ช่างไม่ต่างกับเสียงของนักโทษที่อยู่ระหว่างการรอประหารไม่ผิดนัก

มิโคโตะปฏิเสธที่จะไม่ยอมสละตำแหน่งราชาของตัวเอง!!

ถ้าทุกอย่างยังคงเป็นแบบนี้มิโคโตะก็จะต้องตาย เรย์ชิรู้ดีกว่าใครเพราะเขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเลือกและได้รับครอบครองพลังแห่งราชันย์เช่นเดียวกัน สภาพของดาบดาโมเคลสของราชาสีแดงนั้นผุกร่อนและแตกร้าวมากขึ้นทุกวินาทีที่เวลาเดินผ่านไป ตามปกติแล้วตัวดาบนั้นจะมีการสึกหรอเสียหายไปทุกครั้งที่ราชาดึงของขุมพลังที่แฝงเร้นอยู่ในกายของตนเองออกมาเพราะการกระทำเช่นนั้นไม่ต่างกับการดึงเอาพลังชีวิตในอนาคตของตัวเองมาใช้

การจะเป็นราชานั้นจะต้องยอมทำหลายอย่าง ได้ประโยชน์หลายอย่างและยอมเสียสละหลายอย่าง!!

แต่สำหรับดาบแห่งอำนาจของมิโคโตะนั้นถือได้ว่าเสียหายเร็วกว่าปกติมากด้วยว่าพลังของสีแดงนั้นคือพลังของเปลวเพลิงที่มีความรุนแรงมากที่สุดในบรรดาพลังทั้งเจ็ด แถมมิโคโตะยังเป็นพวกใช้พลังของตัวเองอย่างพร่ำเพรื่อไม่ระมัดระวัง ยิ่งหลังเกิดเหตุน่าเศร้ากับโทสึกะแล้วอีกฝ่ายก็ยิ่งใช้ทุ่มใช้พลังของตัวเองออกค้นหาตัวฆาตกร

โทสึกะคือคนที่ตายแล้ว แต่มิโคโตะที่ยังมีลมหายใจอยู่กับเลือกที่จะใช้ชีวิตเพื่อคนตาย…ความแค้นที่หล่อเลี้ยงนี่กำลังดึงรั้งให้มิโคโตะตกลงไปในกับดับแห่งความตาย

เขายอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ก็จะพยายามยื้อเส้นฟางสุดท้ายแห่งชีวิตของมิโคโตะเอาไว้ให้ได้!!!

หยาดน้ำใสๆหยดต้องบนหลังมือขาว เรย์ชิยกมือขึ้นมาแตะดวงตาของตัวเองอย่างประหลาดใจเมื่อพบว่าสายธารใสนั้นกำลังซึมออกมาตรงหางตาของเขา

.

.

เขารู้ดีทุกอย่างถึงสภาพขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ที่แบกรับขุนพลังมหาศาลเอาไว้ แอนนาเคยบอกกับเขาครั้งหนึ่งว่าสักวันหนึ่งพลังนี้จะบดขยี้เขาให้เป็นจุลหลังจากเธอได้เห็นสภาพดาบแห่งราชันของเขา ดาบที่มีรอยบิ่นและร้าว…ซึ่งเขาเองก็ทราบดีและทำใจมาตลอดนับแต่ได้รับพลังจากศิลาแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขารับเอาสัตว์ร้ายมาไว้ในตัวเอง แม้จะพยายามกดกลั้นมากแค่ไหนแต่เขาก็รู้ดีกว่าคงมีสักวันที่ไม่สามารถบังคับเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ให้อยู่ในโอวาทได้ ไม่ว่าจะกี่ทิวาราตรีมันเผ้าจับตามองความอ่อนแอของเขา มันเตรียมพร้อมที่จะโลดแล่นอย่างอิสระเสรีทุกเมื่อ

ทุกค่ำคืนที่ผ่านพ้นไป การหลับใหลกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ภาพมายาความฝันที่มายามที่ความมืดเข้าครอบงำนั้นเริ่มต้นและจบลงด้วยสีแดงประหนึ่งโลหิตฉานทุกครั้งไป กลิ่นเหม็นไหม้ของเศษซากปรักหักพังและชิ้นเนื้อที่กลายเป็นเศษกระจุดกระจายโอบล้อมร่างของเขาไว้ รอบข้างนั้นไร้ชีวิตและคนที่เคยรู้จัก มีเพียงกลิ่นไอของความพังพินาศและความตายที่ลอบอบอวลไม่รู้จาง

จุดศูนย์กลางของความวินาศคือเขา!!!

ตัวตนที่แท้จริงของราชาสีแดงนั้นช่างไม่ต่างกับการกอดชนวนระเบิดไว้กับตัวเอง พลังของอัคคีที่ร้อนแรงและเกรียวกราดไม่ได้เผาผลาญแต่เฉพาะศัตรูของราชา หากแต่ลุกโชนและมอดไหม้ตัวราชาผู้ครอบครองมันเองด้วย

มันอาจจะถึงเวลาแล้วก็ได้…

การหนีไม่ใช่หนทางที่ดีแต่ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง เมื่อเขาเป็นได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกของ HOMRA ในฐานะของราชาแล้วเขาก็ไม่อาจทิ้งทุกคนเพื่อหนีเอาตัวรอดได้ การยอมสละทิ้งตำแหน่งเพื่อเพราะหวาดกลัวต่อความตายนั่นไม่ใช่สิ่งที่คนเป็นราชาทำ

ราชาต้องรักษาสัจจะเสมอ…

เมื่อเขารักษาคำพูดของตัวเองในตอนแรกว่าจะปกป้องและดูแลทาทาระให้ปลอดภัยไม่ได้ เขาก็ควรรักษาวาจาของตัวเองที่ว่าเขาจะล้างแค้นในกับเพื่อนและสมาชิกของคนสำคัญแคลนที่ต้องตายไปให้จงได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม แต่คำพูดของมุนาคาตะนั้นเหมือนจะทำลายความตั้งใจทั้งหมดทั้งมวลของเขาลงเสียจนหมด

“การได้รักกับนายอาจเป็นสิ่งที่ไม่น่าอภัยมากที่สุดของฉันนะเรย์ชิ”

抱き寄せて欲しい 確かめて欲しい

อยากจะให้เธอโอบกอดฉันรวบไว้แน่นหนา อยากจะให้เธอช่วยย้ำยืนยันให้แน่ใจ

間違いなど無いんだと 思わせて

ทำให้ฉันรู้ซึ้งทีเถิด ว่าเป็นเธอจริงๆไม่ใช่ใครที่ไหน

キスをして 塗り替えて欲しい    魅惑の時に

พรมจุมพิตแสนหวานนั่น ซ้ำอีกครั้งและอีกครั้ง

酔いしれ溺れていたい

เพราะฉันอยากจะดื่มด่ำเมามายในห้วงเสน่หานั้น

กลิ่นบุหรี่นั้นไม่กลมกลืนไปกันกลิ่นของหิมะที่ร่วงหล่นประดับอยู่รอบๆตัวพวกเขาทั้งสองคน มิโคโตะยังคงทำหน้าเหนื่อยหน่ายเมื่อเขาได้ยินประโยคเดิมๆที่เขาเอ่ยปากขอให้อีกฝ่ายยอมถอยออกมาจาก ข้อเสนอมากมายไม่อาจเปลี่ยนใจคนที่นั่งบนพื้นได้

“คุณไม่เข้าใจหรือไงครับ!!!” เรย์ชิหมดความอดทนกับสีหน้าเฉยชาราวกับไม่แยแสชีวิตของตัวเองแบบนั้น มือขาวคว้าคอเสื้อของร่างหนาที่เขาผลักล้มลงไป

“ที่ตรงนี้ไม่ได้มีแต่คุณ แต่มีคนบริสุทธิ์อีกมากมายที่อาจจะต้องตายเพราะความเห็นแก่ตัวของคุณ” เขาแทบจะตะโกนใส่หน้าเย็นชานั้น มือที่ขย้ำกำเสื้อนั้นไว้บีบแน่นเจนเล็บจิกเข้าในเนื้อ นี่เป็นครั้งแรกที่เรย์ชิหลงลืมความตั้งใจของตัวเองที่ว่าจะไม่ใกล้ชิดกับมิโคโตะเกินความจำเป็นและจะไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกที่มากเกินไปต่อหน้าอีกฝ่าย

ความพยายามจะยื้อยุดชีวิตของมิโคโตะเอาไว้ทำให้เขาเกรี้ยวกราดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าจะสนใจชีวิตของตัวเองแบบนี้

เขาเป็นเพียงคนเดียวหรือเปล่าที่พยายามจะดึงดันช่วยมิโคโตะ

“คุณไม่คิดถึงสมาชิกของแคลนตัวเอง สมาชิกของผม…ตัวคุณเอง…ไม่คิดถึง…ผม…” น้ำเสียงสั่นพร่าก่อนจะกลืนหายไปทั้งที่ยังพูดไม่จบประโยคด้วยซ้ำ เขารู้สึกว่าคอแห้งผากจนไม่สามารถที่จะต่อคำพูดของตัวเองให้จบได้

“มุนาคาตะ” น้ำเสียงที่เขาคุ้นเคยดังขึ้น

“นายจัดการงานของนาย ฉันก็จัดการงานของฉัน” ดวงตาสีม่วงเบิ่งกว้างขึ้นเมื่อได้ยินเประโยคที่เขายังคงจำได้แม่นยำ ความทรงจำในวันที่ทั้งสองคนได้พบกันในยามเย็นเป็นครั้งแรกหลังจากแยกย้ายกันไปตามหาเส้นทางของตัวเอง

“นายเลือกไปตามทางนาย…ฉันก็เลือกไปตามทางของฉันเถอะ” ตอนนั้นมิโคโตะก็พูดแบบนี้

ตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายต่างก็สร้างกำแพงและขีดเส้นกั้นระหว่างกันเอาไว้และพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่ก้าวข้ามขอบเขตนั้นไปเพื่อสร้างความลำบากใจให้แก่กัน แม้จะอยากโอบกอดอยากปลอบประโลมมากแค่ไหน อยากเอื้อนเอ่ยว่าคิดถึงมากเพียงไรก็ไม่สามารถทำได้

เมื่อเลือกที่จะเดินไปตามที่ตนเองแล้วก็ไม่สามารถหวนคืนกลับไปยังจุดที่เริ่มก้าวเดินออกมาได้อีก…

มือขาวสั่นน้อยๆค่อยๆละออกมาจากคอเสื้อที่จับไว้แน่นนั้น เรย์ชิขยับลุกขึ้นพร้อมกับใช้นิ้วดันแว่นตาของตัวเองที่ตกลงมาให้กลับเข้าที่ “คุณนี่มันบ้าจริงๆเลยครับ”

มิโคโตะไม่ตอบรับเพียงแต่ยิ้มน้อยๆก่อนจะที่ขยับลุกขึ้นจากกองหิมะที่เย็บเยียบเบื้องล่าง ก้านบุหรี่ถูกโบนลงบนพื้นแล้วจึงถูกรองเท้าหนาเหยียบขยี้เพื่อดับไฟที่ส้มตรงปลายนั้นทิ้ง เรย์ชิเหลือบมองการกระทำของอีกฝ่ายอย่างครุ่นคิด

บางทีความสัมพันธ์ของพวกเราอาจจบสิ้นและถูกทิ้งไปอย่างไร้ค่าเหมือนบุหรี่มวนนั้นแล้วก็ได้

“คุณจะไม่เปลี่ยนใจจริงๆหรอครับ สุโอ”

“นายมาที่นี่เพื่ออะไรมุนาคาตะ…นายก็รู้ว่านายเปลี่ยนใจของฉันไม่ได้อยู่แล้ว มันไม่ใช่สไตล์ของนาย”

“…” คนถูกถามนิ่งไปนาน

“ผมมาที่นี้ในฐานะของ…เพื่อนคนหนึ่ง”รอยยิ้มถูกเค้นราวกับไม่พึงพอใจในคำตอบที่ได้รับได้เท่าไรนัก

“ไปกันเถอะ”

ใบหน้าคมสันผินมองไปอีกทาง ช่วงขาเรียวยาวที่ห่อหุ่มไว้ด้วยกางเกงสีดำขยับตั้งท่าจะเดินไปอีกทางหากแต่มิโคโตะต้องหยุดแล้วผินหน้ากลับมามองคนด้านหลังที่เอื้อมมือมาฉุดรั้งขายเสื้อแจ็คเก็ตหนาของตัวเองไว้ ใบหน้าขาวนวลแดงก่ำไม่ต่างจากเนตรสีอเมทิสต์คู่สวยที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำ กลีบปากถูกขบเม้มแน่น

“คุณรู้ใช่ไหมครับว่านี่…อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้คุยกันด้วยดีๆแบบนี้” เรย์ชิก้มหน้าต่ำมองที่ปลายเท้าของตัวเองยามที่พูดประโยคนั้น

“มุนาคาตะ…” ร่างสูงใหญ่หมุนตัวกลับมาแต่ก่อนจะได้ตั้งตัวก็ถูกร่างโปร่งในเสื้อคลุมตัวยาวที่เป็นเครื่องแบบของหน่วยสีน้ำเงินโถมตัวเข้าใส่ เรย์ชิโอบกอดร่างหนาตรงหน้าแน่นไม่ยอมปล่อยมือตัวเองเพราะกลัวว่าหากปล่อยตัวมิโคโตะไปแล้วเขาจะต้องสูญเสียความอบอุ่นนี้ไปตลอดกาล

ดวงหน้าแดงก่ำก้มลงซุกบนแผ่นอกแกร่งเพื่อสะกดกลั้นเสียงสะอื้น ราชาผู้ครอบครองอำนาจแห่งไฟได้แต่ยิ้มอย่างหน่ายๆกับความชอบวางมาดของอีกฝ่าย ฝ่ามือร้อนยกขึ้นลูบไล้เรือนผมดำขลับตรงหน้าเบาๆ เรย์ชิเลื่อนมือของตัวเองไปเหนี่ยวรั้งให้ใบหน้าของคนจอมดื้อที่กอดเขาไว้โน้มลงมา ริมฝีปากร้อนระอุทั้งสองประกบจูบกันอย่างดูดดื่มลึกซึ้ง

“มิโคโตะ…อย่าไปเลยนะ” นี่เป็นเพียงประโยคเดียวจากเสียงดังอู้อี้ที่มิโคโตะสามารถได้ยินอย่างชันเจนที่สุด

引き寄せて マグネットのように

ดึงฉันรวบเข้ากอด แนบแน่นให้เหมือนแม่เหล็ก

例えいつか離れても巡り会う

ให้แม้ว่ายามพรากจากกันไปก็สามารถกลับมาพบบรรจบกันได้อีก

触れていて 戻れなくていい それでいいの

สัมผัสอย่างลึกซึ้ง ให้เราไม่อาจหวนคืนความสัมพันธ์ ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ไม่เป็นไร

誰よりも大切なあなた

ถ้าเป็นเธอที่สำคัญยิ่งกว่าใครในโลกหล้าแล้วละก็

ใบหน้าที่งดงามเบื้องหน้านั้นกำลังบิดเบี้ยวด้วยความเสียใจ มุนาคาตะไม่ได้ร้องไห้ให้เขาเห็นซึ่งเขาเองก็ไม่ได้คาดหวังอยู่แล้ว อเมทิสต์คู่สวยที่เฝ้ามองเท่าไรก็ไม่รู้หน่ายทอประกายเศร้าโศกและกล่าวโทษยามที่จ้องมองมาที่เขา รู้ดีว่าตัวเองก็ได้ทำผิดแบบที่อีกฝ่ายไม่อาจจะยกโทษให้ได้แต่ก็ยันดื้อด้านหัวชนฝาที่จะเลือกเดินมาทางนี้

ถ้าตอนนั้นยอมตอบรับคำขอร้องของมุนาคาตะทุกอย่างก็คง… ความบ้าบอไร้สาระกลับปะทุขึ้นมา ว่ากันว่าคนใกล้ตายมักจะคิดสำนึกผิดได้คงจะไม่ผิดแน่แท้

คงเป็นไปไม่ได้แล้วสินะ

มิโคโตะถอนหายใจพลางส่งยิ้มให้กับร่างโปร่งบางในเสื้อคลุมตัวขาวสีน้ำเงินเข้มที่ยืนห่างออกไป “ขอโทษด้วยนะที่ต้องเลือกให้นายมาทำงานแบบนี้”

แม้จะรู้ว่าทำแบบนี้แล้จะต้องตาย แต่คนที่อยากให้เป็นคนปลิดชีพของเขาและเป็นคนสุดท้ายที่อยากให้อยู่ข้างๆกันตอนที่ยมทูตจะพรากเอาลมหายใจไปก็คือ นาย…มุนาคาตะ เรย์ชิ

ฉันเลือกนายมาเพราะเหตุผลเอาแต่ใจตัวเองแบบนี้!!

.

.

ยามที่ปลายโลหะแหลมในมือนั้นเสียบแทงลงบนแผ่นอกของใครสักคน ผู้ที่เป็นคนลงมือกระทำการอันไม่อาจได้รับการอภัยจากสิ่งใดนั้นรับรู้ได้ถึงการเบียดแทรกของดาบยาวที่พุ่งทะลุร่างมนุษย์ออกไป แม้จะลำบากแต่เขาก็ยังคงทุ่มแรงทั้งหมดเพื่อดันให้แผ่นเหล็กนั้นแทงลงไปจนถึงด้ามจับ เสียงโลหิตสาดกระเซ็นพร้อมกับกลิ่นคาวน่ารังเกียจที่โชยต้องนาสิกยามที่หยาดหยดสีแดงคล้ำข้นตกต้องถึงพื้นหิมะสีขาวโพลนเบื้องล่างอาบย้อมปุยขาวเย็นให้กลายเป็นสีแดงฉาน

น้ำหนักของร่างที่ทิ้งตัวลงสู่อ้อมแขนของเขาสร้างรู้สึกหนักอึ้งในใจ เส้นผมสีเพลิงที่คุ้นเคยนั้นคลอเคลียอยู่ที่ข้างแก้มซ้ายให้สัมผัสอบอุ่นที่ห่างหายไปเสียนานจนเขาเองก็แทบหลงลืมมันไปแล้ว

‘ไม่อยากสูญเสียความอบอุ่นนี้ไปเลย’ แม้จะคิดเช่นนั้นแต่ทุกอย่างก็คงจะสายเกินไปแล้ว

“ขอโทษนะแอนนา หลังจากนี้คงไม่มีโอกาสโชว์สีแดงที่สวยสุดให้เธอดูได้อีกแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างยากลำบากเมื่อช่วงอกของตนเองถูกแทงด้วยดาบยาวทะลุไปถึงด้านหลังเช่นนี้

“คุณนี่ใจร้ายนะครับ” เขาพยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอแทบล้นออกมาไว้ไม่อยู่ “ทำไมถึงได้…”

คนเห็นแก่ตัว…คนน่ารังเกียจ แม้จะคิดแบบนั้นแต่ไม่เคยละทิ้งคนคนนี้ไปได้เลยสักครั้ง

“มุนาคาตะ…”

เจ้าของชื่อค่อยๆละมือออกจากด้ามดาบที่ยังปักคาอกของคนพูดอยู่ มือขาวเรียวอาบย้อมไปด้วยสีโลหิตเอื้อมมือขึ้นมาสัมผัสข้างแก้ม “มิโคโตะ…ผมเกลียดคุณที่สุด”

รอยยิ้มน่ารังเกียจนั้นยังคงประดับอยู่ที่มุมปากไม่เคยเปลี่ยนแปลง “แต่ฉันรักนายนะ…เรย์ชิ”

เขากล้ำกลืนความเศร้าลงไป คำพูดเห็นแก่ตัวแบบนั้นเขาไม่ควรฟังแล้วเก็บมันมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อยแต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่เคยทำได้สักครั้ง แม้ว่าจะรู้ว่าคนพูดชอบพูดเอาแต่ได้และเอาแต่ใจตัวเองที่สุดมาตลอดแต่เขาก็หวั่นไหวทุกครั้งที่ได้ยินประโยคนี้

ดาบยาวถูกดึงออกมาด้วยท่าทางน่าสยดสยอง เลือดสีแดงเข้มอาบทะลักอออกมาจากรอยบาดแผลฉกรรจ์บนแผ่นอกกว้างอย่างน่ากลัว เขารู้ดีว่าเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วสำหรับราชาสีแดงผู้สูญเสียพลังในการควบคุมดาบแห่งอำนาจ ลมหายใจที่เริ่มรวยระรินและเส้นชีพจรที่กำลังเต้นอ่อนลงทุกวินาที ร่างหนาที่เคยร้อนรุ่มดุจเปลวเพลิงเริ่มซีดขาวและเย็นยะเยือกจนรับรู้ได้

ร่างโปร่งในชุดสำน้ำเงินเข้มที่เปรอะเปื้อนทั้งหยาดเลือดและสิ่งสกปรกค่อยๆพยุงร่างที่ใกล้อ่อนแรงลงนอนกับพื้นโดยวางศีรษะใหญ่นั้นไว้บนตักของตัวเองแบบที่เคยทำเมื่อนานมาแล้ว หยาดน้ำอุ่นใสหลั่งรินออกมาจากดวงตาคู่งามก่อนจะไหลตกต้องใบหน้าของคนที่หลับตาแน่นเพื่อสะกดความเจ็บปวดบริเวณแผลที่แข่งกันปะทุขึ้นมาในยามนี้

อยากจะโอบกอดเอาไว้ให้แน่นที่สุดแล้วบอกว่าอย่าไป…อยากบอกว่ารักมากแค่ไหน แต่สุดท้ายเรย์ชิก็ทำได้เพียงแค่ประคองร่างที่ไร้เรี่ยวแรงให้เอนกายลงพักบนตักของตัวเองเงียบๆ ไม่กล้าแม้แต่ะเอ่ยอะไรออกมา

นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ยอมทำแบบนี้…นานแค่ไหนแล้ว

“เรย์ชิ..อย่าร้องไห้” เนตรสีอำพันที่ประกายชีวิตในแววตานั้นเจือจางลงทุกทีค่อยๆขยับลืมขึ้นมองคนด้านบนของตัวเองอย่างลำบากแต่ไม่วายยังพยายามจะพูดปลอบใจ

“บอกว่าให้ร้องไห้ยังง่ายกว่านี้นะครับ” แม้จะรู้ว่าไม่ควรยอกย้อนคำพูดแบบนี้แต่เขาไม่อยากให้มิโคโตะรู้สึกเศร้า

“นายนี่…ดื้อไม่เข้าเรื่อง” ประโยคชะงักไปเล็กน้อยเมื่อความเจ็บปลาบแล่นริ้วไปทั่วร่าง

“คุณก็อย่าทำตัวเอาแต่ใจตัวเองสิครับ ผมจะได้ไม่ดื้อ” คำพูดรูปแบบเดิมๆที่คุ้นหูยามที่ยังเยาว์วัยด้วยกันเรียกรอยยิ้มจางๆให้จุดขึ้นที่มุมปากคนฟัง

“คิดถึงตอนนั้นจังเลยนะ” เสียงทุ้มฟังดูอ่อนล้าเปรยขึ้นเบาๆ

ความเงียบเข้าครอบงำโดยรอบ กลิ่นไอความตายเริ่มพัดแรงขึ้นคละเคล้าไปกับกลิ่นชื้นของเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาท่ามกลางความเวิ้งว้างของท้องนภา มุนาคาตะเฝ้ามองดูเกล็ดใสแวววาวที่กำลังล่องลอยอย่างอิสระไปมาเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอยพร้อมกับสุโอ

“เรย์ชิ” เจ้าของชื่อก้มลงคนที่เรียก “ฉันง่วงจังเลย”

“ง่วงก็หลับสิครับ ผมไม่รบกวนคุณหรอก”

“อยากได้เพลงกล่อมก่อนนอนหน่อย”

“…” คนที่ถูกเรียกร้องให้ร้องเพลงกล่อมนอนเหมือนเด็กเล็กๆนิ่งงันไป

“งั้นเปลี่ยนเป็น…จูบก่อนนอนก็ได้”

เรย์ชิเม้มริมฝีปากของตัวเองแน่น ดวงหน้าสวยบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย เขาพยายามสะกดความเศร้าที่พุ่งขึ้นมาติดอยู่ที่อกจนรู้สึกเจ็บจุกไปหมด ภายในลำคอแห้งผากเหมือนมีทรายหยาบๆมาทาทับไม่สามารถเปล่งเสียงใดๆออกมาได้ยามที่จ้องมองดูใบหน้าซีดขาวของร่างที่นอนอยู่เหนือตักของตัวเอง

“…งั้นก็หลับตาก่อนสิครับ” ดวงตาเรียวสีทองในประกายยิ้มอยู่วูบหนึ่งก่อนจะเลือนหายไป สุโอค่อยๆหลับตาลงช้าๆ

มือขาวเอื้อมลงไปกอบกุมมือหนาที่วางแนบกับพื้นขึ้นมา ถ่ายทอดความอบอุ่นของตัวเองให้ร่างที่เริ่มเย็นเยียบ ใบหน้าขาวผ่องโน้มลงไปใกล้ใบหน้าของราชาสีเพลิงก่อนจะค่อยๆบรรจงสัมผัสกลีบปากบางของตนเองเข้ากลับริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างเชื่องช้าราวกับต้องการให้คนที่หลับตาอยู่นั้นได้ละเลียดสัมพัสรสชาติหวานล้ำ หยาดน้ำใสอุ่นๆไหลรินออกมาจากอัญมณีสีม่วงเลอค่าที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกตาสีน้ำนมก่อนหลั่งลงสู่ใบหน้าขาวซีดเบื้องล่าง

ทั้งคู่จุมพิตกันนิ่งนานราวกับหยุดเวลาของทั้งโลกเอาไว้ก่อนที่ร่างบางจะเป็นค่อยขยับผละออกมา สุโอหลับตานิ่งสนิทเหมือนตอนนั้นไม่มีผิด รอยยิ้มอย่างเป็นสุขที่เขาไม่เห็นมานานประดับอยู่บนใบหน้าคมเข้มที่เประเปื้อน มือขาวยกขึ้นมาปาดเช็ดความหม่นหมองนั้นทิ้งไปอย่างเบามือ

“ราตรีสวัสดิ์นะครับ…สุโอ มิโคโตะ” น้ำเสียงเศร้าสร้อยเอ่ยดังผะแผ่วในสายลมเย็นที่พัดมา

.

.

{++++++++++++}

[Fan Fiction] Final Fantasy XV – Distain_Part III

Title: Distain

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Genre:Drama / Angst

Rating: R (ขอเพิ่มเรทพาร์ทนี้)

Previously: Part I / Part II

Comments: แต่งๆหายๆตามสภาพงานของคนเขียนเองค่ะ งวดนี้ขอมาแบบสั้นๆนะคะ แต่ตอนจบตอนหน้าคือยาวจัดเต็มค่ะ *ชูสามนิ้วแบบลูกเสือ*

อีกอย่างคือคนเขียนแต่งในมือถือล้วนๆ ถ้าเจอเราพิมพ์ผิดพิมพ์ขาดตกตรงไหนไปแจ้งไว้ได้นะคะ

———————————-
:

:

:

มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดท่านว่าไหม

ชอบโหยหาอดีตอันหอมหวานและหวาดหวั่นต่ออนาคตไม่อาจคาดเดาได้

จนบางครั้งก็หลงลืมแม้แต่ลมหายใจของตัวเองในยามนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

:

:

:

———————————-

:

:

:

เสียงผิวปากฮัมเพลงเบาๆสบายอารมณ์ดังลอยลมมาแต่ไกล เสนาบดีแห่งจักรวรรดิพลิกแผ่นกระดาษที่อัดแน่นด้วยตัวอักษรเรียงรายเป็นระเบียบงดงามของท่านผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพที่ตั้งใจเขียนถึงน้องสาวสุดที่รักของตนเองเต็มหน้าขึ้นอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์เนื้อความในนั้น เรวุสพยายามย้ำเตือนไม่ให้ลูน่าเฟรย่าทำอะไรที่เกินกำลังของตัวเองมากจนเกินไปอีกทั้งยังกำชับว่าหลังจากนี้การตรวจค้นของกองทัพในอาณาเขตของพวกลูซิสจะยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น การที่เธอจะซ่อนตัวในเขตลูซิสต่อไปจึงค่อนข้างอันตราย เขาจะส่งคนไปรับหญิงสาวและคนสนิทอย่างลับๆเพื่อพากลับมาหลบที่เทเนไบร์เป็นการชั่วคราว

เมื่ออ่านจนจบแล้วคิ้วเรียวเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยก่อนที่เจ้าตัวจะอมยิ้มออกมาแล้วจึงพับจดหมายนั้นเก็บเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมสีดำของตนเอง

“จะพากลับเธอไปเทเนไบร์อย่างนั้นหรือ? อา พวกเด็กๆสมัยนี้คิดน้อยแถมยังใจร้อนกันเสียจริงๆน้า”

ราชทูตแห่งจักรวรรดินิฟเฟลไฮม์ถอนหายใจออกมาอย่างเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการเสแสร้งแกล้งทำ มือหนาหยิบหมวกสีดำใบเก่งขึ้นมาหมุนเล่นก่อนจะวางมันเหนือกลุ่มผมสีไวน์แดงของตนเองเบามือ เสียงทุ้มลึกหัวเราะในลำคอด้วยพึงพอใจ

“ชักตื่นเต้นแล้วสิ…อยากรู้จริงๆว่าแผนการของเจ้าต่อไปมันจะเป็นยังไงกัน?”

:

:

:

กายสูงโปร่งดูโดดเด่นแม้ยามจ้องมองจากที่ไกลๆสาวเท้ายาวๆเดินอย่างว่องไวผ่านซุ้มประตูโค้งที่สลักเสลาลวดลายละเอียดลออ เสียงฝักดาบที่เจ้าตัวพกติดไว้ใต้เข็มขัดสีดำตีกระทบกับชุดเกราะที่สวมไว้บนช่วงท่อนขายาวเพรียวดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอตามฝีเท้าที่ก้าวย่างไป ตาคมเหลือบแลมองดูความวิจิตรงดงามของซุ้มประตูรวมถึงรูปปั้นที่ตั้งเรียงรายไปตามทางเดินที่ทอดยาวเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกเบาโหว่งในจิตใจ

บรรยากาสแสนสงบร่มรื่นที่ไม่อาจหาได้เมื่อเขาอยู่ที่นิฟเฟลไฮม์ สายลมอ่อนๆที่พัดโชยกลิ่นหอมของดอกซิลเลบลอสซั่มสีน้ำเงินเข้ม ดอกไม้ประจำอาณาจักรเทเนไบร์ที่ห่างหายไปจากความทรงจำเสียนานชวนให้หวนคำนึงถึงอดีตอันแสนสุข นานแล้วที่เรวุสไม่ได้กลับมาเยี่ยมเยือนบ้านเกิดตัวเอง ด้วยภาระหน้าที่การงานที่แสนจะวุ่นวายทำให้เขาไม่อาจปลีกตัวไปไหนมาไหนได้ดั่งที่ใจประสงค์ ยามปรกติแล้วลูน่าจะพำนักอยู่ที่คฤหาสน์เฟเนสทาล่าในเทเนไบร์มากกว่าเขาภายใต้ความจับมองอย่างใกล้ชิดของกองทัพจักรวรรดิ

ครั้งล่าสุดที่เขาได้กลับมาเหยียบบ้านตัวเองนั่นคือช่วงก่อนเหตุการณ์ความวุ่นวายในเมืองอินซอมเนีย ตอนนั้นเรวุสรีบร้อนกลับมาเมื่อได้ทราบถึงแผนการองน้องสาวที่จะลอบหลบหนีไปพบราชารีจิสด้วยตัวเอง พี่ชายคนนี้แทบอยากจะจับตัวหญิงสาวมาตีก้นเสียหลายทีกับความคิดบุ่มบ่ามไม่เข้าท่าเช่นนั้น เขาไม่มีเวลาดื่มด่ำกับการได้กลับมาแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่คิดในหัวของเขาคือต้องรีบจัดการกันตัวลูน่าเฟรย่าออกไปจากแผนการของจักรวรรดิให้ได้ หากทำไม่ได้ก็ต้องพยายามทำให้เธอเข้าไปพัวพันด้วยน้อยที่สุด

ร่างสูงเพรียวในชุดผู้บัญชาการระดับสูงก้าวล่วงเข้ามาในห้องโถงรับรองที่ตั้งอยู่ในคฤหาสน์ การประดับตกแต่งอย่างงดงามปราณีตทว่าเรียบง่ายบ่งบอกถึงลักษณะนิสัยของลูน่าเฟรย่าได้เป็นอย่างดี ม่านตาสองสีกวาดมองรอบๆและซึมซับความรู้สึกอบอุ่นซึ่งแอบแฝงไปด้วยความอึมครึมเศร้าสร้อยนั้นอย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่ง

“ท่านลอร์ดเรวุสค่ะ” เสียงแหบแห้งและสั่นเครือน้อยๆบ่งบอกถึงอายุของหญิงสาวที่เอ่ยเรียกชื่อของเขาจากด้านหลัง

ชายหนุ่มผมทองขาวหมุนตัวกลับไปหาคนที่ขานนามของตัวเองก่อนที่รอยยิ้มอ่อนโยนแบบที่ไม่เคยปรากฎแน่นอนตลอดช่วงที่เขาอยู่ที่กราเลียจะคลี่ประดับเหนือกลีปปากบางสีอ่อน

“มาเรียเองหรือ?”หน้ากากเย็นชากระด้างถูกหยิบมาสวมตลอดเวลาที่ต้องอยู่ในถิ่นของศัตรูถูกปลดทิ้งไป เรวุสเอ่ยเรียกข้ารับใช้ผู้สัตย์ซื่อต่อตระกูลน็อซ ฟลูเรทมาอย่างยาวนานด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสำเนียงที่เขาใช้ตอนทำงาน ตระกูลของหญิงชราตรงหน้าทำงานรับใช้สายเลือดเทพพยากรณ์ของเขามาหลายชั่วอายุคนด้วยความซื่อสัตย์ ตัวมาเรียเองก็เคยดูแลรับใช้พวกเขาสองพี่น้องมาตั้งแต่ตอนที่พวกเขายังเยาว์วัยจึงไม่น่าแปลกใจที่เรวุสจะรู้สึกผูกพันกับหญิงชรามากพอที่จะเปิดเผยตัวตนอีกด้านที่ต้องกดทับเอาไว้ตลอด

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะคะท่านเรวุส” มาเรียค่อยๆเดินกระโผลกกระเผลกออกมาต้อนรับชายหนุ่มแต่ชายหนุ่มร่างสูงกลับเป็นฝ่ายรีบสาวเท้าเข้าไปประคองหญิงชราแทนเสียเอง

“อา กลับมาแล้วมาเรีย”

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนบนใบหน้าเหี่ยวย่นของมาเรียมองดูแขนซ้ายของเขาด้วยแววตาเศร้าสลด มือสั่นน้อยๆของเธอเอื้อมมาสัมผัสโลหะสีเงินวาววับที่เชื่อมติดกับร่างสูงสง่านั้นก่อนที่บ่อน้ำตาจะท่วมท้นขึ้นมา

“โธ่ ท่านเรวุสของบ่าว” หญิงชราพูดพลางปาดซับน้ำตาตัวเองปอยๆไม่ยอมหยุดจนชายหนุ่มร่างสูงต้องยอบตัวลงมากอดปลอบประโลมเธอ

“มาเรีย ฉันไม่เป็นไรแล้ว” เสียงทุ้มนุ่มนวลเอ่ยเบาๆ “ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องทุกคนที่นี่ ทั้งลูน่า มาเรีย เจนเทียน่า ฉันจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนทำอะไรพวกเธอเด็ดขาด”

“บ่าวทราบค่ะท่านเรวุส แต่เห็นสภาพของท่านแล้วมันอดไม่ได้จริงๆ” เรวุสอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างขมขื่นกับประโยคนั้นของมาเรียก่อนที่ดวงหน้าเกลี้ยงเกลานั้นจะรีบปรับสีหน้าตัวเองให้กลับมาแย้มยิ้มบางๆ มือข้างขวาที่ยังคงเป็นร่างกายมนุษย์ยกขึ้นช่วยปาดซับหยาดน้ำตาของหญิงชราที่มีจิตใจซื่อตรงและมั่นคงต่อพวกเขาเสมอมาด้วยความซาบซึ้งใจ

หลังจากเรวุสปลอบหญิงรับใช้คนสนิทจนเธอกลับมาสงบอีกครั้งเขาก็ตัดสินใจเอ่ยปากถามถึงคนที่เพิ่งกลับมาบ้านเช่นเดียวกับเขาและเป็นสาเหตุที่ทำให้เรวุสต้องลอบกลับมาเทเนไบร์เช่นนี้

“มาเรีย…แล้วลูน่าละ?”

“ท่านหญิงลูน่าน่าจะอยู่ที่เดิมละค่ะ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นเรวุสก็พอจะรู้แล้วว่าจะพบตัวน้องสาวได้ที่ไหน ร่างสูงโปร่งยิ้มน้อยๆแล้วพยักหน้าลงเป็นเชิงว่ารับรู้ก่อนจะหมุนกายตั้งใจจะออกเดินไป หากไม่มีเสียงของหญิงรับใช้ชราเอ่ยทักไล่หลังขึ้นมาเสียก่อน

“แต่ท่านเรวุสค่ะ ท่านหญิงสีหน้าไม่ค่อยดีเลยตั้งแต่เธอกลับมา เหมือนไม่ค่อยมีแรง ทานอาหารก็ไม่ค่อยได้ แถมยังชอบแอบไปนั่งร้องไห้คนเดียวบ่อยๆด้วย”

“อา…เข้าใจแล้วละ”

“ได้โปรดช่วยท่านหญิงลูน่าด้วยนะคะ ฉันสงสารท่านเหลือเกิน” เรวุสทำได้เพียงแค่ยิ้มบางๆกับคำขอนั้นก่อนจะสาวเท้าเดินมุ่งหน้าไปตรงไปยังเขตอุทยานหลวงซึ่งอยู่ลึกสุดด้านในของคฤหาสน์

ภาพของทุ่งดอกซิลเลบลอสซั่มสีน้ำเงินกว้างสุดลูกหูลูกตาช่างน่าตื่นตะลึงรอต้อนรับการกลับบมาเยือนบ้านของเรวุสอีกครั้ง กลีบอ่อนบางของบุปผาแห่งเทเนไบร์ปลิวไหวในสายลมที่พัดโบกก่อนจะค่อนๆร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน กายสูงเพรียวค่อยๆย่างเยื้องผ่านทุ่งสีไพลินสวยนั้นไปพลางสอดส่องสายตามองหาน้องสาวของตนเอง

ซิลเลบลอสซั่มเปรียบเสมือนตัวแทนความฝันและความหวังของพวกเขายามที่เยาว์วัยไร้เดียงสาและไม่เคยต้องพบพานกับความโหดร้ายของชีวิต

นอกจากนี้ลูน่ายังถือว่าเจ้าดอกไม้สีน้ำเงินเข้มแสนสวยที่แสนบอบบางนี้คือสื่งที่เชื่อมต่อสายสัมพันธ์ระหว่างเธอกับน็อคทิสเอาไว้แม้ทั้งสองคนจะแยกจากกัน เมื่อครั้งที่น็อคทิสในวัยเยาว์ได้เดินทางมาหาเทเนไบร์เพื่อหาหนทางเยียวยาอาการบาดเจ็บสาหัสของเขาหลังจากถูกจู่โจมด้วยปีศาจมาริริธ ลูน่าเคยมอบมงกุฎดอกไม้ที่ร้อยเรียงจากกลีบดอกซิลเลบลอสซั่มให้เด็กชาย เจ้าชายพระองค์น้อยประทับใจในความสวยงามน่ารักของมันจนเอ่ยปากชมและนั่นทำให้ลูน่าภาคภูมิใจมาก

ภายหลังจากการบุกโจมตีของพวกกองทัพจักรวรรดิ แม้คฤหาสน์เฟเนสเทล่ายังคงรอดพ้นเปลวเพลิงแห่งการทำลายล้างของนิฟเฟลไฮม์แต่ก็ตกอยู่ในการควบคุมจับตามองทุกฝีก้าวมาตลอด ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ร้อนระอุเหมือนจะปะทุเป็นไฟได้ทุกเมื่อมันกลับไม่อาจหยุดเด็กสาวคนน้อยไม่ให้ออกมาที่อุทยานหลวงและลงมือปลูกบุปผาชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของดินแดนนี้ได้ ทุกวันลูน่าจะออกมาดูแลดอกไม้พวกนี้ด้วยตัวเองแม้หลังจากที่เธอได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งเป็นเทพพยากรณ์แล้วลูน่าก็ยังคงทำตัวเช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยน

หญิงสาวหวังว่าจะมีสักวันที่น็อคทิสจะได้กลับมาเยือนเทเนไบร์อีกครั้งและพวกเขาจะได้นั่งชมความสวยงามของทุ่งซิลเลบลอสซั่มแห่งนี้ด้วยกัน

ในที่สุดเรวุสก็มองเห็นคนที่อยากพบ ลูน่าเฟรย่ายืนอยู่ห่างออกไปท่ามกลางมวลซิลเลบลอสซั่มที่เบ่งบานสะพรั่งแข่งกันอวดโฉมของตนเองอยู่แทบเท้าของเทพพยากรณ์ ดวงหน้างดงามของหญิงสาวดูซีดเซียวและอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัดแม้เขามองจากระยะห่างขนาดนี้ ความรู้สึกกังวลผุดพรายขึ้นมาในจิตใจของเรวุส ชายหนุ่มรีบสาวเท้าฝ่าทุ่งดอกไม้มุ่งหน้าไปยังจุดที่หญิงสาวกำลังยืนอยู่

เมื่อเขาเข้าไปใกล้จึงได้สังเกตุเห็นว่าเธอไม่ได้อยู่ตามลำพัง ข้างกายบอบบางมีหญิงสาวอีกนางหนึ่งในชุดสีดำสนิทรับกับเรือนผมยาวสลวยสีนิลกาลกำลังยืนนิ่งสงบ ดวงหน้ารูปไข่อ่อนหวานกับนัยน์ตาทั้งสองข้างที่ปิดสนิทนั้นก้มลงพยักหน้าอย่างช้าๆเป็นเชิงว่าตนเองนั้นรับทราบ ทั้งสองกำลังสนทนากันอย่างเคร่งเครียดและดูเหมือนน้องสาวของเขานั้นจะพยายามไหว้วานบางอย่างให้คู่สนทนาช่วยทำแทน เรวุสไม่อาจได้ยินบทสนทนาของสตรีทั้งสองคนจากตรงนี้ชัดเจนนั้น เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นก็ดูเหมือนว่าลูน่าจะคุยกับนางสนองพระโอษฐ์ของตนเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“…ต่อจากนี้ฉันคงต้องขอฝากที่เหลือให้เจนเทียน่าช่วยดูแลต่อแล้วนะคะ”

“ช่างน่าเสียดายหากท่านได้เป็นผู้ส่งมอบมันให้แด่ราชาผู้ถูกเลือกด้วยตนเองคงจะเหมาะสมกว่านี้…แต่ข้าขอให้คำสัญญาว่ามันจะถูกส่งต่อถึงมือขององค์ราชาอย่างแน่นอน”

รอยยิ้มเศร้าคลี่เหนือใบหน้างดงามของหญิงสาวในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ เรือนผมสีทองที่ได้รับการจักแต่งอย่างประณีตทอประกายระยับประหนึ่งเสนไหมทองคำยามที่เธอเงยหน้าขึ้นมองแสงสว่างยามสณธยาที่อาบไล้ฟากฟ้า

“นั้นสินะคะ ฉันเองก็อยากจะทำแบบนั้นเพราะมันเป็นของสำคัญจริงๆ แต่เพื่อให้มั่นใจว่ามันจะถูกส่งมอบให้ถึงมือของน็อคทิสฉันคงต้องรบกวนเจนเทียน่าแล้วละค่ะ”

“คิดวางแผนอะไรกันอยู่ทั้งสองคน” เรวุสเดินฝ่ากอดอกไม้เข้าไปหาด้วยความหงุดหงิดเมื่อได้ยินน้องสาวของเขาเอ่ยเรียกชื่อเจ้าชายหนุ่มแห่งลูซิสออกมา

หญิงสาวทั้งสองคนมีท่าทีประหลาดใจที่ได้เห็นเรวุสที่นี่ นานพอสมควรแล้วที่ชายหนุ่มไม่ได้กลับเยือนบ้านตัวเอง เจนเทียน่ายอบตัวลงทำความเคารพเขาก่อนจะเดินเลี่ยงหลบออกไปเปิดโอกาสให้สองพี่น้องได้พูดคุยกันตามประสาหลังจากไม่ได้พบหน้ากันสักพัก

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะคะ” หญิงสาวหันมาเอ่ยทักทายพี่ชายตนเองพร้อมรอยยิ้มบางๆที่ดูอย่างไรก็เห็นได้ชัดว่ากำลังฝืนทำอยู่ “พี่เพิ่งมาถึงคงจะเหนื่อยเดี๋ยวจะฝากให้มาเรียช่วยจัดการเรื่องห้องพักกับของว่างให้ค่ะ”

“พี่เจอมาเรียแล้วตั้งแต่ตอนมาถึงแล้ว”

“…” เทพพยากรณ์สาวคนงามนิ่งสนิทก่อนจะเสหน้าหลบสายตาพี่ชาย

“ลูน่า พี่ว่าเราสองคนควรต้องคุยกันนะ”

ผู้บัญชาการระดับสูงแห่งนิฟเฟลไฮม์เอ่ยขึ้นมาอย่างเคร่งขรึม ทว่าเทพพยากรณ์สาวกลับเลือกที่จะเมินเฉยต่อคำพูดนั้น ร่างบอบบางที่ดูไร้เรี่ยวแรงและผอมบางลงมากกว่าครั้งสุดท้ายที่เรวุสได้เจอแสร้งเดินเลี่ยงไปอีกทางราวจงใจหนี เธอแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอไม่ต้องการจะฟังในสิ่งที่เรวุสจะพูดต่อจากนี้

“นี่ไม่ใช่เวลาที่น้องจะมาทำตัวดื้อด้านแบบตอนเด็กๆแล้วนะลูน่า…น้องไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไร!!” ชายหนุ่มร่างสูงพยายามเดินไล่หลังตามน้องสาวไปไม่ลดละ

“ฉันรู้ตัวดีทุกอย่างค่ะพี่ ขอบคุณที่คอยเป็นห่วงและดูแลมาตลอด แต่นี่อหน้าที่…”

“หยุดทำเรื่องไร้สาระนี้เถอะลูน่าเฟรย่า!!”

หญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวสะอาดไม่แตกต่างจากพี่ชายของเธอชะงักกับเสียงตวาดของเรวุสที่ดังมาจากด้านหลัง ปรกติแล้วชายหนุ่มไม่เคยเลยสักครั้งที่จะแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวหรือขึ้นเสียงดังกับเธอมาก่อน แต่คราวนี้เจ้าตัวคงโกรธเคืองหนักจริงๆจนระงับอารมณ์ตัวเองไม่อยู่

“เด็กหนุ่มคนนั้นไม่มีวันเป็นราชาได้แน่นอน ถึงจะได้รับพลังจากเทพเจ้าไปแต่ฝีมือน็อคทิสยังห่างชั้นเกินไปเลย”เรวุสพูดห้วนอย่างมีโทสะเต็มเปี่ยมเมื่อหวนคิดถึงการเผชิญหน้ากันระหว่างเขากับเจ้าชายน็อคทิสในฐานทัพของจักรวรรดิ เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าน็อคทิสจะต้องลักลอบเข้ามาที่ฐานทัพเพื่อเอารถเรกาเลียของตนเองคืนกลับไปหลังจากที่เขาและพวกพ้องเอาชีวิตรอดมาจากบททดสอบของเทพไททันที่กลางวงแหวนแห่งคอเทสมาได้ ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือได้รับการช่วยเหลือออกมาจากเสนาบดีอาร์ดีน อิซูเนียที่วางแผนมาอย่างดิบดีเตรียมยานรบพร้อมพรักบินไปรับมาจากกลางธารลาวาและพื้นดินที่กำลังระเบิดแตกออก

อันที่จริงแล้วการยึดรถเรกาเลียมาเก็บเอาไว้ที่ฐานทัพจักรวรรดินี้เป็นแผนการณ์ที่เรวุสจงใจวางไว้เพื่อเขาและน็อคทิสจะได้มีโอกาสเจอกันสักที นอกจากนี้มันยังเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของว่าที่ราชาคนใหม่ซึ่งแน่นอนน็อคทิสสอบตกทุกแบบทดสอบของเรวุส ในสายตาของผู้บัญชาการสุงสุดแล้ว น็อคทิสไม่มีอะไรดีเลย เจ้าตัววางแผนไม่เก่งเลยยังดีที่มีราชเลขานุการไซเอนเธียคอยกำกับอยู่ไม่ห่าง นอกจากนี้ขีดความอดทนของน็อคทิสก็ยังไม่สูงพอสังเกตุได้จากนิสัยบุ่มบ่ามที่เจ้าตัวแสดงออกเมื่อเขาแกล้งพูดยั่วโมโห ตลอดเวลาน็อคทิสยังต้องพึ่งพาคนรอบกายตลอดเวลาซึ่งยิ่งมองแล้วยิ่งให้ต้องกังวลใจว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรหากโลกใบนี้ต้องฝากความหวังทั้งหมดทั้งมวลไว้ที่เด็กหนุ่มนิสัยแบบนี้

แต่สิ่งที่ทำให้เรวุสขัดเคืองใจมากที่สุดคือในตอนนี้น็อคทิสได้ผูกพันธสัญญากับเทพเจ้าถึงสองในหกองค์แล้ว แต่เจ้าตัวดูเหมือนยังไม่รับรู้อะไรเลยว่าเพราะเหตุใดตัวเองถึงต้องมารับพลังของเทพเจ้า จะต้องมีใครบ้านที่เสียสละตัวเองเพื่อปูทางแห่งราชบังลังค์นี้ให้กับตนเอง…น็อคทิสไม่เคยรับรู้เลยว่าน้องสาวคนนี้ของเขาต้องเสียสละมากแค่ไหน

“แต่น็อคทิสคือคนในทำนายจริงๆ ท่านพี่เรวุสก็ทราบดี และคนอื่นๆเองก็ควรทราบถึงความจริงข้อนี้ด้วย!”

“ความจริงอย่างเดียวที่พี่รู้ตอนนี้คือน้องกำลังจะ ‘โยน’ ชีวิตตัวเองทิ้ง” เสียงของเรวุสตอนนี้แทบจะเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดเมื่อเห็นสีหน้าดื้อดึงไม่ยอมอ่อนข้อของลูน่า

ทำไมน้องสาวของเขาจะต้องทำมากมายขนาดนี้เพื่อคนที่ไม่มีอะไรเหมาะสมและคู่ควรกับความตั้งใจดีของเธอเลยแม้แต่น้อย!!!”

“นั้นก็อาจจะใช่” หญิงสาวผมทองหมุนตัวกลับมาโต้กลับ แม้หญิงสาวจะพยายามขึ้นเสียงแต่มันก็ยังดูอ่อนแลและไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจนคนมองอดใจกระตุกวูบไม่ได้

“แต่มันคือทางเลือกของน้องเองค่ะ” ใบหน้าซีดเซียวของเทพพยากรณ์หญิงหม่นหมองเมื่อต้องเอ่ยสิ่งที่เธอตระหนักรู้แจ้งแก่ใจตัวเองดีแล้วออกมาตรงๆแบบนั้น

“…” คนเป็นพี่ได้แค่เพียงนิ่งงัน เขาไม่รู้ว่าเขาควรจะเอ่ยตอบอะไรต่อไปดี

หยาดน้ำใสเอ่อล้นออกมาจากนัยนืตาสีฟ้ากระจ่าง “ขอเพียงแค่….ได้ยินเสียงของเขาคนนั้นอีกสักครั้ง ถ้าเราทั้งสองคน…จะมีโอกาสได้กลับมาหัวเราะสนุกสนานด้วยกันแบบตอนเรายังเด็ก…”

เธอไม่สามารถพูดสิ่งที่ปรารถนาจะเอ่ยออกมาได้จนจบประโยค ร่างกายผอมบางของหญิงสาวสั่นสะท้านยามที่เธอกำลังสะอื้นไห้เพราะล่วงรู้ถึงชะตากรรมของตัวเองดี…เธออาจไม่มีชีวิตอยู่รอดจนถึงวันที่จะได้พบหน้าน็อคทิสอีกครั้ง แต่ความหวังสูงสุดของลูน่าตลอดช่วงเวลาที่ถูกคุมขังโดยพวกจักรวรรดิคือการได้เจอน็อคทิสอีกครั้ง เพราะน็อคทิสคือแสงแห่งความหวังที่อยู่ปลายอุโมงค์อันมืดมิด เขาคือแรงผลักดันให้เธอดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป

เธออยากเจอ เจอพูดคุย อยากบอกเขาว่า…เธอรักเขามากแค่ไหนและเธอยินดีที่จะเสียสละตัวเองเพื่อวันหนึ่งข้างหน้าเขาจะได้ช่วยกอบกู้แสงสว่างให้กับโลกใบนี้

เรวุสไม่อาจเอื้อนเอ่ยอะไรต่อไปได้อีก ดวงตาสองสีของเขาหม่นแสงลง กายสูงโปร่งทำได้แค่เพียงขยับเข้าไปยืนใกล้ๆน้องสาว สองมือเอื้อมออกไปรั้งร่างบอบบางของหญิงสาวมาโอบกอดไว้แน่น…เขาจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่สองพี่น้องได้กอดกันแบบนี้มันนานไกลมากแค่ไหนแล้ว 

ผู้เป็นน้องสาวก้มหน้าในอ้อมกอดของพี่ชายคนเดียวของเธอ ขอบตาของเธอร้อนผ่าวและเอ่อท้นไปด้วยหยาดน้ำตา…ตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ท่านแม่ซิลวาจากไป ลูน่าเฟรย่ามีเพียงพี่ชายคนนี้ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเธอแม้ต้องเสี่ยงอันตรายมากมายเรวุสก็ไม่เคยปริปากบ่น ถึงพี่ชายจะมีมุมมองหลายอย่างที่แตกต่างกัน หลายครั้งที่เขาทุ่มเถียงกันแต่สุดท้ายแล้วพี่ชายคนนี้ก็ไม่เคยทอดทิ้งน้องสาวคนนี้

“น้องขอโทษนะคะพี่…แต่น้อง…”

“ไม่เป็นไรลูน่า พี่เข้าใจ จำไว้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นพี่จะปกป้องน้องเอง!!”

ช่วงชีวิตอันแสนสั้นของเขาและเธอนี้…ขอให้เขาได้มีโอกาสทำหน้าที่พี่ชายที่แสนดีของหญิงสาวให้นานที่สุดด้วย

:

:

:
ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าช่างงดงาม หมู่ดวงดาราต่างหลบเร้นกายกลืนหายไปกับฟากฟ้ายามราตรีปล่อยให้ดวงจันทรากลมโตได้อวดโฉมโดดเด่นส่องแสงนวลตาอาจเพราะเมฆฝนมืดครึ้มได้ถูกพัดพาไปแล้ว

ทั้งๆที่วันนี้เป็นวันกำหนดการอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าชายน็อคทิส ลูซิส เคลัมกับเจ้าหญิงลูน่าเฟรย่า น็อซ ฟลูเรทแท้ๆ แต่ก็น่าเสียดายยิ่งนักที่งานมงคลยิ่งของวันกลับถูกระงับไป ราตรีนี้ในเมืองแอคคอร์โด้ไม่มีงานเฉลิมฉลอง ไม่มีพลุไฟสวยงาม ไม่มีการประดับประดาโคมสีสันสดใส ไม่มีเสียงดนตรีและงานเต้นรำรื่นเริงใดๆทั้งสิ้น ทุกคนต่างหลบเร้นตัวเองอยู่ในความมืดและเฝ้ารอคอยรุ่งอรุณวันใหม่อย่างใจจดจ่อเจือหวาดหวั่น

เรวุสนั่งทำหน้าซังกะตายติดริมหน้าต่างของห้องพักที่พวกจักรวรรดิจัดเตรียมไว้ให้พลางเหม่อมองดวงจันทร์กลางท้องนภา…แต่ใจของเขานั้นกำลังครุ่นคิดถึงดวงจันทร์อีกดวงที่ตอนนี้กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในเมืองแอคคอร์โด้ภายใต้ความคุ้มครองดูแลของเลขานุการหญิงแกร่งอันดับหนึ่ง คาเมเลีย

แก้วใสบรรจุเครื่องดื่มสีอำพันถูกยกขึ้นจรดริมฝีปากบางก่อนที่ของเหลวจะไหลลื่นผ่านลำคอขาวลงไปจดหมดรวดเดียว ความรู้สึกร้อนผ่าวไล่ลามลงไปตามที่แอลกอฮอล์นั้นอาบเคลือบในกายตั้งแต่ในกระพุ้งแก้ม ช่วงอกจนถึงท้อง

ปรกติแล้วเรวุสจะไม่ค่อยชอบดื่มเหล้า แต่บทสนทนาระหว่างสองพี่น้องกลางทุ่งซิลเลบลอสซั่มในเทเนไบร์ยังคงวนเวียนในสมองของเรวุสจนทำให้ร่างสูงนอนไม่หลับมาหลายคืนทำให้ผู้บัญชาการหนุ่มตัดสินใจใช้เครื่องดื่มมึนเมาพวกนี้ช่วยทำให้จิตใจอันแสนว้าวุ่นของเขาสงบลง

แต่ในราตรีนี้ดูเหมือนความสับสนในใจของเรวุสจะมีมากเป็นพิเศษสังเกตุได้จากขวดเหล้าขวดใหญ่ที่หมดเกลี้ยงไปแล้วขวดหนึ่ง ตอนนี้ใบหน้าขาวกับสันจมูกโด่งรั้นเริ่มร้อนผ่าวและขึ้นสีระเรื่อจางๆที่ข้างโหนกแก้มแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ใส่ใจหากว่าค่ำคืนนี้อาจจะต้องเมามายหัวราน้ำ มือหนาใต้แขนเสื้อยาวสีขาวขลิบลวดลายดำตรงขอบเอื้อมไปคว้าขวดแก้วอีกขวดมารินเติมของเหลวสีทองใสใส่แก้วที่ว่างเปล่าลง

วันพรุ่งนี้น้องสาวของเขาจะมีโอกาสได้ออกมากล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าหมู่มวลประชาชนอย่างเป็นทางการครั้งแรก ถือเป็นการปรากฎตัวยืนยันการมีชีวิตอยู่ของเทพพยากรณ์ภายหลังความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในลูซิส เลขานุการมือหนึ่งคาเมเลียผู้เก่งกาจสามารถจัดการทุกอย่างได้ดีไร้ที่ตินั่นเป็นสิ่งที่เขารู้สึกชื่นชม มันบ่งบอกถึงประสบการณ์ที่เธอได้พบพานมาตลอดช่วงชีวิตจนสามารถก้าวขึ้นมารับตำแหน่งใหญ่ขนาดนี้ได้

คืนนี้ลูน่าคงกระสับกระส่ายนอนไม่หลับแบบทุกที่เป็นแน่แท้ น้องสาวของเขาเป็นคนขี้กังวลมากแค่ไกนทำไมเขาจะไม่รู้…ชายหนุ่มทอดถอนหายใจออกมา แม้จะเป็นห่วงลูน่ามากแค่ไหน อยากลอบไปดูว่าอีกฝ่ายสบายดีหรือเปล่าเท่าใดเขาก็ไม่อาจทำได้ ตอนนี้บทบาทของเขาคือผู้บัญชาการแห่งนิฟเฟลไฮม์และจุดประสงค์ที่มาที่นี่คือสังหารเทพเจ้าไฮเดรี่ยนที่ถูกปลุกให้ตื่นจากห้วงนิทราพันปีด้วยฝีมือของเทพพยากรณ์

“คืนนี้พระจันทร์สวยกว่าปรกตินะท่านว่าไหมฝ่าพระบาท?”

ตาคมตวัดไปมองดูแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาแต่เจ้าตัวกลับมายืนยิ้มเผล่กวนประสาทเขาอยู่กลางห้องแบบไม่สะทกสะท้านใดๆ เรวุสเหยียดยิ้มบางๆก่อนจะหันไปสนใจดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืนภายนอกหน้าต่าง มือเรียวที่คุ้นเคยกับการจับด้ามของดาบยาวยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นกระดกรวดเดียวหมด ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะเล่นลิ้นโต้เถียงกับใคร

“แหมใจร้ายจังนะท่านผู้บัญชาการ ข้าอุตส่าห์มาถึงนี่ทั้งทีท่านยังจะใจจืดใจดำไม่ชวนข้าดื่มหน่อยหรือ?” อาร์ดีนยังคงไม่ยอมแพ้ เสียงทุ้มยังคงลอยลมมาสร้างความรำคาญได้ไม่เปลี่ยน

คิ้วเรียวบนใบหน้าขาวเลิกขึ้นเล็กน้อยก่อนเรวุสจะคลี่ยิ้มน้อยๆเอ่ยตอบกลับไป”ฉันไม่เคยเชิญท่านมา…แล้วก็ถ้าอยากดื่มมากฉันแนะนะว่าให้กลับห้องตัวเองไปดื่มจะดีกว่าท่านรัฐมนตรี”

ชายวัยกลางคนยักไหล่ขึ้นกับวาจาขับไล่ไสส่งนั้น ร่างสูงใหญ่สาวเท้าเข้าไปยืนใกล้ๆคนที่กำลังนั่งหน้าตายอยู่ริมหน้าต่างพร้อมรอยยิ้มกรุ่มกริ่มมีเลศนัย ม่านตาสองสีเหลือบขึ้นมามองคนหน้าด้านื่ไล่เท่าไรก็ไม่ยอมออกไปเสียทีอย่างนึกรำคาญใจทว่ากลับไม่พูดอะไรต่อ เรวุสเอื้อมมือไปรินของเหลวสีอำพันทองใส่แก้วตัวเองเพิ่มโดยเลือกจะเพิกเฉยต่อตัวตนท่านรัฐมนตรีแห่งจักรวรรดิไป

“แค่เหล้านะข้าก็มี แต่ดื่มคนเดียวมันเหงาจะตายไป…” เมื่อแก้วใสบรรจุน้ำมึนเมาถูกยกขึ้น เจ้าของเรือนผมสีไวน์แดงก็เอ่ยขึ้นช้าๆด้วยนัยน์ตาที่แพรวพราวระยับ “อีกอย่างสุราดีๆควรจะมีสิ่งสวยงามเจริญตาเจริญใจมาเคียงกันด้วยมันถึงจะถูกจริตกันนะฝ่าบาท”

ชายวัยกลางคนขยิบตาให้น้อยๆก่อนจะเอื้อมมือมาคว้าแก้วเหล้าในมือของเรวุสไปกระดกปากของตนเองอย่างรวดเร็วจนคนที่ถูกขโมยเครื่องดื่มไปจากมือยังคงทันได้ตั้งตัว

“เหล้าชั้นดีๆแบบนี้สิเหมาะจะดื่มกับคนที่งดงาม”

“ถ้าอย่างนั้นก็เสียใจด้วย ท่านคงมาผิดที่แล้วเพราะแถวๆนี้ฉันไม่เห็นสาวงามสักคน” เรวุสพ่นลมหายใจออกมาแรงอย่างอ่อนอกอ่อนใจกับมุกกระหลิ้มกระเหลี่ยที่ดูโบราณตกยุคของอีกฝ่าย ร่างสูงโปร่งของผู้บัญชาการระดับสูงลุกขึ้นจากจุดที่ตนเองนั่งอยู่ พอจะคาดเดาได้ว่าตนเองคงจะต้องถูกอาร์ดีนรังควานไม่หยุดหากยังไม่หลบฉากไปจากนี้

“ถ้าท่านอยากจะชมพระจันทร์จากตรงนี้ฉันจะยกห้องนี้ให้ท่านเลยก็ได้” กายสูงโปร่งโดดเด่นใต้ชุดสีขาวยาวหมุนตัวกลับมาเอ่ยกับชายวัยกลางคนด้วยท่าทีจริงจัง สำหรับเรวุสแล้วเขาสามารถไปหลบนอนที่โกดังเก็บหุ่นยนต์ก็ได้หากมันช่วยทำให้อีกฝ่ายไม่มาตามตอแยเขาแบบนี้

“อ่อ…ถ้าจะดื่มเหล้าก็อยู่นี่ แล้วก็รบกวนคืนแก้วเอาไว้บนโต๊ะนั้นมาด้วยละท่านรัฐมนตรี!” อดีตเชื้อพระวงศ์แก่งเทเนไบร์เอ่ยตัดบทก่อนจะเบี่ยงตัวออกไปอีกทาง

“ไม่ดื้อสิฝ่าพระบาท…” ทว่าอุ้งมือหนาคว้าจับมือข้างขวาที่ยังคงเป็นร่างกายดั้งเดิมแต่กำเนิดของเจ้าตัวเอาไว้ช่วยหยุดยั้งช่วงขาเรียวยาวไม่ให้ก้าวเดินหนีไปได้ 

ใบหน้ากร้านมีหนวดเคราประดับหรอมแหรมดูน่ารำคาญสายตาจับจ้องไปตามดวงหน้าขาวสะอาดเกลี้ยงเกลาของชายหนุ่มที่ล้อมกรอบไว้ด้วยเส้นไหมสีทองออกขาว แววเหนื่อยล้าและสับสนวุ่นวายมจสะท้อนเด่นชัดผ่านม่านตาสองสีไม่เข้าคู่กันแม้เจ้าตัวจะพยายามกลบเกลื่อนเอาไว้ด้วยสีหน้าเย็นชา

“ชีวิตมนุษย์มันแสนจะสั้นนะ…เพียงแค่พริบตาเดียวก็จางหายไป” กายสูงใหญ่ของเสนาบดีขยับประชิดเข้ามา ปลายนิ้วสากยกขึ้นไล้ตามเค้าโครงพักตราฝั่งตรงข้ามที่แฝงความเย็นชาเย่อหยิ่งเอาไว้อย่างเบามือประหนึ่งหยอกเย้า เรวุสไม่ได้ปัดป้องท่าทีรุกคืบนั้นหากแต่เขากลับขืนใบหน้าตนเองหลบสัมผัสนั้นราวกับจะบอกปฏิเสธทางอ้อม

“…ดังนั้นข้าคิดว่าการที่ท่านจะใฝ่หาความสุขใส่ตัวเองบ้างมันก็ไม่ผิดหรอกนะ” แม้อีกฝ่ายจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านออกมา หางเสียงของอาร์ดียก็ยังเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะเบาๆ

“และตัวข้าเอง..ยินดีเป็นข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของฝ่าบาทในค่ำคืนนี้อย่างเต็มใจนะ!”

แววตาสีทองวาวระยิบระยับยามที่มือขาวใต้แขนชุดคลุมสีพิสุทธิ์ที่ปักลายไว้ถูกสองมือหนาโอบอุ้มขึ้นไล่จูบทีละนิ้วอย่างอ่อนโยนประหนึ่งต้องการปลอบประโลมจิตใจแสนว้าวุ่นให้ผ่อนคลายลง

เรวุสมีสีหน้าลังเล แต่อีกฝ่ายไม่ปล่อยโอกาสงามๆที่ลอยอยู่ตรหน้าให้หลุดลอยไป ฝ่ามือใหญ่ถือวิสาสะเลื่อนมาโอบรอบช่วงเอวสอบจากมองกี่ครั้งก็เชิญชวนให้อยากสัมผัสก่อนที่มือซุกซนจะเลื้อยไหลลงไปสัมผัสสะโพกกลมกลึงที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ชุดคลุมสีขาวเนื้อหนา ปลายจมูกโด่งรั้นนาบลงเหนือเส้นชีพจรบนลำคอเพรียวที่หลบซ่อนใต้ปกคอเสื้อแบบตั้งก่อนจะลากไล้ดอมดมกลิ่นกายหอมสะอาดที่กรุ่นบนผิวขาวผ่อง เรวุวตัวสั่นน้อยและพยายามขืนกายออกจากแรงกอดรัดนั้นแต่อีกฝ่ายกลับรัดรึงเรือยกายของเขาให้แนบชิดมากขึ้นได้อีก

เสื้อคลุมตัวยาวหลุดเลื่อนออกจากกายทั้งสองร่วงหล่นลงไปกองบนพื้นตามด้วยอาภรณ์ตัวในที่ถูกปลดเปลื้องทิ้งไปอย่างไม่ใยดี

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาได้แลกเปลี่ยนและแบ่งปันไออุ่นให้กันและกันในยามราตรี หากจะเอ่ยถึงครั้งแรกก็คงต้องย้อนกลับไปตอนที่เรวุสยังคงเยาว์วัยและเพิ่งเข้ารับตำแหน่งในกองทัพจักรวรรดิได้ไม่นาน

ความกดดันและความว้าเหว่ที่ต้องอยู่ท่ามกลางวงศัตรูที่รายล้อมทำให้เด็กหนุ่มเรียกหาความอบอุ่นที่จะช่วยทำให้เขาลืมเลือนโลกภายนอก ทั้งสถานะของเขา ถ้อยคำหมิ่นแคลนหยาบช้า ภาระหน้าที่แสนหนักหนาสำหรับเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง อาร์ดีนคือคนสังเกตุเห็นจุดอ่อนไหวในจุดนั้นของเรวุส

ใต้มุมรโหฐานอันมืดมิดภายในเขตกราเลีย ข้อเสนอแสนเย้ายวนจากมารร้ายถูกหยิบยื่นให้เด็กหนุ่มผู้โหยหาการปลอบประโลมใจ…และครั้งแรกของพวกเขาก็เกิดขึ้นที่ข้างโถงทางเดินกว้างที่ห่างไกลและลับจากสายตาสอดรู้สอดเห็นของคนทั่วไป

เมื่อเติบใหญ่ขึ้นชายหนุ่มผมทองมีท่าทีระแวดระวังมากขึ้นและพยายามหลบเลี่ยงการต้องอยู่ตามลำพังสองต่อสองกับเสนาบดีจอมเจ้าเล่ห์ หน้ากากเย็นชาและแข็งกร้าวถูกหยิบมาใช้เพื่อปิดบังความสัมพันธ์ลับๆที่เขามองว่าเป็นความพลั้งเผลอเกินเลยของชีวิต

แต่ในค่ำคืนนี้ความเหงาหงอยและเปล่าเปลี่ยวเฉกเช่นเมื่อครั้งเยาว์วัยหวนกลับมาเกาะกุมจิตใจ เขาทั้งอ่อนล้าและขาดที่พึ่งพา เรวุสไม่อยากโทษว่ามันเป็นเพราะเครื่องดื่มมึนเมาที่ชักพาให้เขารู้สึกว่างเปล่าและต้องการไขว่คว้าบางสิ่งมายึดมั่นไว้ และเมื่ออาร์ดีนจงใจวางกับดักล่อไว้เขาจึงเคลิ้บเคลิ้มเต็มใจที่เดินลงไปบ่วงแร้วนั้นอย่างไม่ปฏิเสธ

ร่างสูงโปร่งถูกกดนาบลงเหนือเตียงนอนกว้างที่แสนเย็นเยียบ เงาของอาร์ดีนคร่อมทับเหนือร่างกายที่เปลือยเปล่าของผู้บัญชาการหนุ่ม ริมฝีปากหยักได้รูปที่มักแย้มรอยยิ้มยียวนกวนโทสะมอบจุมพิตที่เจือไปด้วยกลิ่นสุราแสนเย้ายวนหนักหน่วงให้ก่อนที่ใบหน้ากร้านจะเคลื่อนตัวลงบรรจงนาบลงลากไล้สร้างรอยแดงสีกลีบกุหลาบบนผิวขาวสะอาดตีตราความเป็นเจ้าของเรือนร่างนี้ มือหนาฟอนเฟ้นปลุกเร้าทุกจุดกระสันบนกายขาวจนคนที่ถูกทาบทับอยู่เบื้องล่างต้องบิดเร้าครวญครางออกมา

แม้จะรู้สึกผิดบาปทว่าร่างกายของมนุษย์นั้นกอปรก่อขึ้นมาด้วยความกิเลสราคะหยาบโลน ร่างกายที่ห่างหายจากรสชาติกฤษณาแสนเย้ายวนมานานไม่อาจต้านทานคลื่นความปรารถนาที่เอ่อล้นออกมาและต้องการได้รับการเติมเต็ม มือเรียวขยุ้มจิกทิ้งผืนผ้าที่รองรับร่างกายของตนเองไว้อย่างรุนแรงเมื่อช่องทางคับแคบถูกปลายนิ้วสากระคายรุกรานเข้ามาพร้อมทั้งมือหนาที่ค่อยๆลงน้ำหนักลูบไล้หยอกล้อสัดส่วนสงวนด้านหน้าที่แข็งขืนและสั่นระริกของเขาเอาไว้ คมฟันขบเม้มกลีบปากล่างที่บวมช้ำจากจุมพิตสะกดกลั้นเสียงตัวเองเอาไว้ในลำคอ

เนตรสีอำพันสะท้อนแววตารื่นรมย์ยามที่จับจ้องดวงหน้าของคนที่ถูกกดตรึงร่างกายไว้ใต้ร่างกำยำของตนเองที้กำลังบิดเร้าด้วยเปลวเพลิงราคะ เรียวลิ้นตวัดเลียริมฝีปากของตนเองอย่างนึกสนุกก่อนฝ่ามือหนาที่กอบกุมความชูชันของกายเพรียวไว้จะยิ่งลงน้ำหนักสาวรูดรั้งขึ้นลงถี่รัวจนหยาดหยดข้นเหนียวสีใสค่อยๆเอ่อท้นออกมาจากปลายยอดที่ถูกหยอกเอินแปรเปลี่ยนเป็นธารของเหลวสีขาวขุ่นทะลักทลายออกมาเปรอะเปื้อนหน้าท้องที้มีลอนกล้ามเนื้อปรากฎชัดเจน

เสนาบดีใหญ่ของจักรวรรดิหัวเราะน้อยๆก้มมองดูร่างกายของผู้บัญชาการกองทหารนับพันในกำมือแต่กลับถูกเขาปั่นป่วนจนอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงอยู่ใต้ร่างตนเองเช่นนี้ ปลายนิ้วตวัดกวาดเก็บความเปียกชื้นที่กายโปร่งปลดปล่อยออกมามากมายขึ้นมา รอยยิ้มท้าทายคลี่ประดับบนใบหน้ากร้านก่อนที่เจ้าตัวจะจงใจค่อยๆใช้ลิ้นบรรจงลากเลียดูดซับหยาดสีขาวของอีกคนบนนิ้วของตัวเองให้อีกฝ่ายได้เห็น อดีตเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ถึงกับหน้าร้อนวาบด้วยความสะท้านอาย ตาคมสองสีไม่อาจทนมองภาพตรงหน้าจนต้องเอียงหลบลงกับหมอนเนื้อนุ่มที่เอนอิงอยู่

“ฝ่าพระบาท…” น้ำเสียงทุ้มลึกเอ่ยอย่างนุ่มนวลพลางเอื้อมมือลงมาพลิกใบหน้าของคนที่นอนอยู่เบื้องล่างให้กลับมาสบตาตนเอง

“…มันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย” อาร์ดีนโน้มกายลงกระซิบที่ข้างใบหูแดง รอยยิ้มหวานผสมผสานวาจาปีศาจราวกับกับดักแสนหวานที่ล่อลวงคนฟังให้ลุ่มหลงและเผลอไผลจนไม่ทันระวังระไวตนเอง

“เพราะเรื่องที่น่าอายกว่านี้มันเพิ่งจะเริ่มขึ้นเองนะ!” 

สะโพกตึงแน่นถูกจับยึดไว้มั่นก่อนที่ช่วงเอวหนาจะบดเบียดแทรกเข้ามาตรงกลาง ส่วนแข็งขืนแตะเหนือปากทางที่ถูกหยอกเอินก่อนะสอดใส่รุกรานเข้าไปอย่างไม่รั้งรอ เรวุสสะท้านเฮือกทั้งร่างกายเมื่อต้องรองรับการเบียดแทรกกายเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว เสียงครางด้วยความเจ็บลอดออกมาจากริมฝีปากแดงช้ำที่สั่นระริก มือขาวแทบจะฉีกกระชากผ้าที่ขยุ้มไว้ในมือตนเองออกเป็นชิ้นๆ

แม้ว่าความคับแน่นของช่องทางที่ไม่ได้ถูกใช้งานมานานจะทำให้สิ่งแปลกปลอมที่บดเบียดเข้ามายังเดินหน้าเข้าไปได้ไม่หมดแต่ร่างสูงกำยำกลับคำรามออกมาด้วยความพึงพอใจ สะโพกหนาลองค่อยๆขยับตัวออกมาแล้วกระแทกกลับเข้าไปเป็นจังหวะเชื่องช้าเนิบนาบเพื่อรอให้ร่างกายของอีกฝ่ายได้ปรับตัวได้ มือหนาช่วยฟอนเฟ้นเรือนกายปลุกเร้าอารมณ์กฤษณาให้ยิ่งบ้าคลั่ง ร่างโปร่งโยกคลอนไปมาตามแรงกระทั้นที่กายสูงใหญ่เป็นคนนำเกมจนแทบถอยร่นไปติดกับหัวเตียงกว้าง

ความดึงดันบวกกับความเพียรพยายามหลายครั้งของฝ่ายที่รุกรานในที่สุดของประสบผลสำเร็จ ในที่สุดร่างสูงใหญ่ก็สามารถสอดแทรกตนเองเข้าไปในกายขาวที่นอนรองรับอยู่เบื้องล่างได้ทั้งหมด แต่มันต่องแลกเปลี่ยนมาด้วยหยาดเลือดสีแดงสดที่หลั่งหยดออกมาจากจากช่องทางที่ถูกบดเบียดจนฉีกขาด ผืนผ้าสีขาวบนเตียงกว้างดูดซับโลหิตเอาเป็นจุดสีคล้ำ

ความรู้สึกอึดอัดปั่นป่วนไปทั่วในช่องท้องของเรวุส  เขาอยากจะบอกให้คนที่กดทับอยู่เหนือร่างของตนเองให้รั้งรอก่อนแต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่สนใจ สะโพกหนาเริ่มขยับเคลื่อนไหวถอนกายออกมาจากส่วนลึกแล้วสอดใส่กลับเข้าไปอย่างรุนแรง ไม่ใส่ใจและไม่ผ่อนปรนต่อเสียงครางอย่างเจ็บปวดของกายขาวที่บิดเร้า 

“คืนนี้ฝ่าพระบาทเป็นของข้า” เสียงทุ้มลึกหัวเราะเบาๆที่ข้างใบหูก่อนฟันคมขะแกล้งขบกัดหยอกล้อเนื้ออ่อนแรงๆ

“….ฉันไม่ได้…เป็นของ…ของใคร!!” ถ้อยคำปฏิเสธตะกุกตะกักขาดเป็นห้วงๆเรียกหัวเราะรื่นรมย์ให้ยิ่งดังขึ้น

“ถ้าเช่นนั้นก็อีกไม่นานหรอกฝ่าบาท”

:

:

:

——————————————————————

[ TBC ]

.

.

.

(ขอพ่นไฟหน่อยค่ะ บท…นี่ทำไมแต่งยากแบบนี้ คนเขียนจะร้องไห้!!!!! : จากใจคนเขียนที่ไม่เก่งเขียนบทรักและไม่เก่งเขียนอะไรเลย)

[Fan Fiction] Final Fantasy XV – Distain_Part II

Title: Distain

Author: Sarelrus Revena

Fandom: Final Fantasy XV

Paring: Ardyn Izunia x Ravus Nox Fleuret

Genre:Drama / Angst

Rating: PG 

Previously: Part I

Comments: ยิ่งแต่งมันยิ่งยาว ยิ่งเขียนยิ่งงอกเพิ่ม ราวกับจิตวิญญาณพี่ท่านมาลงประทับร่าง ช่วยคนแต่งด้วยค่ะ มันใกล้จะไม่ใช่ Short Fic แล้ว OTL

———————————-
:

:

:

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเกมสนุกๆฆ่าเวลา

คนแบบนั้นไม่เคยเมตตาใครและไม่เคยมอบชีวิตให้ใครทั้งนั้น

สิ่งเดียวที่คนอย่างหมอนั่นทำได้คือช่วงชิงชีวิตของคนอื่นมา!

:

:

:

———————————-

ชีวิตของเขาเหมือนเป็นความฝันของเด็กน้อยยามค่ำคืน ความสุขความสดใสล้วนเป็นเพียงภาพมายาที่จะจางหายไปยามที่เด็กชายตัวน้อยลืมตาขึ้นมาเมื่อแสงอรุณทาบทับที่ขอบฟ้า

เรวุสมีชีวิตที่ขมขื่นนับตั้งแต่เขาสูญเสียพระมารดาซิลวาไปในเหตุการณ์โจมตีคฤหาสน์เฟเนสทาล่า เขาต้องสูญสิ้นทุกอย่างทั้งผู้นำครอบครัวที่คอยปกป้องพวกเขาทั้งสองคนมาโดยตลอด ต่อมาคือสถานะเจ้าชายอันสูงศักดิ์ที่เหลือเพียงเชลยภายใต้การคุมขังอย่างแน่นหนาของกองทัพ บ้านเกิดเมืองนอนของเขาตกเป็นอาณาเขตในความครอบครองของนิฟเฟลไฮม์อย่างสมบูรณ์ และสุดท้ายพวกเขาสองพี่น้องต้องสูญเสียอิสรภาพทั้งกายและใจไปอย่างสิ้นเชิง

เขามองไม่เห็นทางว่าอนาคตของตัวเองกับลูน่าเฟรย่า น้องสาวเพียงคนเดียวจะดำเนินต่อไปได้อย่างไรยามที่พวกเขาปราศจากปีกของมารดาคอยคุ้มครองและชี้นำแนวทางอีกแล้ว แต่ด้วยศักดิ์ศรีของบุตรชายคนโตแห่งสายเลือดเทพพยากรณ์และความรู้สึกของการเป็นพี่ชาย เรวุสจำต้องเติบโตและก้าวข้ามความเป็นเด็กน้อยในระยะเวลาอันสั้นเพื่อลุกขึ้นมาเป็นผู้นำที่จะต้องปกป้องทุกๆชีวิตที่เหลืออยู่รอบตัวเขา

เพื่อหยุดยั้งการคุกคามจากพวกทหารกักขฬะของจักรวรรดิที่เข้ามาก่อกวนสร้างความหวาดกลัวภายในคฤหาสน์เหเนสทาล่าไม่เว้นแต่ละวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุตรีคนเล็กของตระกูลผลักดันให้เรวุสตัดสินใจเดินไปขอเข้าเฝ้าจักรพรรดิอัลเดอร์แคปท์เพื่อขอเข้าร่วมกับกองทัพจักรวรรดิด้วยตัวเอง

โลกใบนี้คือสถานที่ที่โหดร้าย นั่นคือสิ่งที่เรวุสได้เรียนรู้ การจะมีชีวิตรอดพ้นจากปากแร้งปากกาที่พร้อมจะรุมกัดกินจิกทึ้งพวกเขาอย่างไร้ความปราณีคือการที่เขาต้องขวนขวายหาอำนาจมาเป็นเกราะคุ้มภัยด้วยตัวเอง ไม่มีใครที่สามารถปกป้องพวกเขาได้หากพวกเขาไม่ลุกขึ้นปกป้องตัวเอง

การตัดสินใจเข้าร่วมกองทัพของเรวุสนับได้ว่าถูกต้องและคุ้มค่ามากมาย มันสร้างความปิติยินดีอย่างยิ่งยวดให้แก่องค์จักรพรรดิที่เต็มใจรับเชลยศึกคนนี้มาเป็นคนใต้บังคับบัญชา…เพราะมันยิ่งสื่อถึงการมีอำนาจครอบครองอย่างสมบูรณ์ขนาดที่เชื้อสายเทพพยากรณ์ยังต้องยอมศิโรราบให้

เรวุสได้รับตำแหน่งที่ไม่ใหญ่โตนักทว่ามันช่วยให้เรวุสมีอำนาจพอจะขวางกั้นพวกทหารสกปรกที่พยายามเข้ามาก่อกวนและกันน้องสาวลูน่าเฟรย่าออกไปจากความวุ่นวายพวกนี้ได้ แต่มันก็แลกมาด้วยเสียงประนามหยามเหยียดอันเหลือจะพรรณนาได้ที่ต้องทนรับฟังอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง…เขาถูกสาปส่งจากชาวเทเนไบร์ด้วยกันเองว่าเป็นคนทรยศที่ยอมก้มหัวเป็นสุนัขรับใช้ ยอมเป็นเบี้ยล่างให้จักรวรรดิ ในขณะที่เหล่านายทัพของนิฟเฟลไฮม์ก็เยาะเย้ยเรวุสที่ต้องตกต่ำจากตำแหน่งเจ้าชายสูงส่งมาเป็นนายทหารธรรมดาที่ยอมทำงานให้กับคนที่วางแผนฆ่าแม่ตัวเอง

ถึงอย่างไรเขาไม่สน ขอเพียงเขาสามารถสืบรู้ความเคลื่อนไหวของพวกนิฟเฟลไฮม์เพื่อที่จะได้วางแผนตั้งรับได้เรวุสก็สามารถอดทนกับเสียงนกเสียงกาเหล่านั้น ขอเพียงพวกจักรวรรดิไม่เอื้อมมือเข้าไปแตะต้องยุ่งเกี่ยวกับลูน่าเฟรย่า ต่อให้ต้องก้มลงไปจูบรองเท้าของจักรพรรดิเอียโดลาสในท้องพระโรงเขาก็จะทำอย่างไม่นึกลังเลใจ

ทว่ายังมีสิ่งหนึ่งที่รบกวนจิตใจของอดีตเจ้าชายหนุ่มผู้สืบสายเลือดเทพพยากรณ์ศักดิ์สิทธิ์มาตลอดนับแต่เข้าเหยียบย่างเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพจักรวรรดิคือตัวตนของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ทุกคนต่างเรียกขานเขาว่าท่านรัฐมนตรีแห่งจักรวรรดิ…ชายผู้นี้ไม่มีที่ไปที่มา ไม่รู้ถึงถิ่นกำเนิดอันแน่ชัด เขาเป็นใครมาจากไหนไม่มีผู้ใดตอบได้สักคน ทุกคนรู้เพียงแค่เขาช่างอาจหาญกล้าเดินมาเคาะประตูวังหลวงในกราเลียเพื่อบอกทหารยามว่าเขาอยากจะเข้าเฝ้าจักรพรรดิอัลเดอร์แคปท์แบบหน้าด้านๆแม้จะได้รับเสียงหัวเราะเยาะและขับไล่ไสส่งอย่างหยาบคายไม่เว้นแต่ละวันจากพวกทหารยามเฝ้าประตู จวบจนเจ้าเหนือหัวทรงได้สดับฟังข่าวลือประหลาดว่ามีชายไม่สมประกอบผู้หนึ่งขอทูลขอเฝ้าทุกวันไม่ขาดจึงสนพระทัยใครอยากรู้ว่าชายผู้นี้คือใครกันแน่

วันแรกที่ได้พบพานกัน ชายผู้นั้นต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้มลึกลับที่แย้มละไมบนใบหน้าที่มีหนวดเคราหรอมแหรมพลางแนะนำตัวเองเสียงฉะฉานว่า อิซูเนีย…อาร์ดีน อิซูเนีย

ชายวัยกลางคนที่มีเรือนผมสีม่วงอมแดงเหมือนไวน์องุ่นชั้นเลิศผู้นี้นิสัยปะหลาดนัก เจ้าตัวมีนิสัยสบายๆ กล้าได้กล้าเสีย ไม่หวั่นเกรงใครหน้าไหนทั้งนั้น อีกทั้งยังมีวาทะศิลป์ชั้นยอดในการโน้มน้าวจิตใจคนจึงไม่น่าแปลกใจว่าเพราะเหตุใดเขาจึงได้รับความโปรดปรานและไว้วางพระราชหฤทัยจนสามารถไต่เต้าขึ้นมาถึงตำแหน่งระดับสูงของนิฟเฟลไฮม์ได้อย่างรวดเร็วล้ำหน้าคนอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีเสียงเล่าลือกัยภายในกองทัพว่าอาร์ดีนคือผู้ที่ครอบครองศาสตร์ความรู้โบราณอันดำมืดบางอย่างที่ยากจะอธิบายทว่าเขากลับยินดีแบ่งปันความลับนั้นเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพของจักรวรรดิ

กองทัพจักรกลอันผลิตมากจากเหล็กกล้านั้นถือเป็นหนึ่งในผลผลิตจากศาสตร์โบราณของอาร์ดีน อิซูนั้นที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดโดยนักวิจัยผู้คลั่งไคล้และเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ที่จะรังสรรค์สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดด้วยมือของตนเองนามว่า เวิร์สเทล เบซิเทีย

อาร์ดีน อิซูเนียคือตัวอันตราย…ลางสังหรณ์บางอย่างในตัวของเรวุสร้องเตือนทุกครั้งที่ชายผู้นั้นเฉียดเข้ามาใกล้!

บางทีมันอาจจะเชื่อมโยงกับการที่เขามีสายเลือดของเทพพยากรณ์ไหลเวียนอยู่ในตัว ภายใต้หน้ากากยิ้มแย้มแสนเป็นมิตรและวาจาสุภาพอ่อนน้อมดุจกับดักที่วางล่อลวงสัตว์ตัวจ้อยโง่เขลานั้น เรวุสรู้สึกถึงได้แรงกดดันและความเกรี้ยวกราดที่ซุกซ่อนเอาไว้…ชายผู้นี้คือคนที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตนเองวางหมากเดินไว้แม้เรวุสจะยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดอีกฝ่ายถึงตั้งใจแฝงตัวเข้าที่นี่ก็ตาม

ตัวตนของชายที่ชื่ออาร์ดีนเปรียบได้กับก้นเหวลึกที่ยากแท้จะหยั่งถึงว่าเบื้องล่างลึกสุดนั้นจะมีสิ่งใดกันที่เฝ้ารอคอยอยู่

ความลึกลับที่ไม่อาจคาดเดาได้และรายล้อมไปด้วยความดำมืดที่แสนอันตรายนั้นล่อลวงความต้องการอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ทั่วไปไม่เว้นแม้แต่อดีตองค์ชายรัชทายาทแห่งเทเนไบร์

ยิ่งพยายามหักห้ามใจไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยเท่าไรก็ราวกับไม่อาจควบคุมสมองของตนเองไม่ให้คิดถึงมากเท่านั้น

อย่างน้อยภาพรอยยิ้มของอีกฝ่ายกับฝ่ามือใหญ่ใต้ชุดคลุมสีดำล้าสมัยแถมยังทั้งหนักและหนาเกินความจำเป็นที่ยื่นออกมาเขาพร้อมกับคำแนะนำตัวเองด้วยท่าทีสบายๆนั้นยังคงวนเวียนในความทรงจำของเรวุสเสมอมา…

“อา ท่านไม่จำเป็นต้องแนะนำตัวเองหรอก ยินดีเหลือเกินที่ข้ามีโอกาสอันดีได้เข้าเฝ้าฝ่าพระบาทในวันนี้….แต่ก่อนจะว่ากันเรื่องอื่นเลยขอให้ข้าได้แนะนำตัวเองสักนิด ได้โปรดเรียกข้าว่าอิซูเนีย…อาร์ดีน อิซูเนียพะยะค่ะ!!”

.

.

.

ข่าวคราวเกี่ยวกับเจ้าชายน็อคทิส องค์รัชทายาทและผู้สืบทอดสายเลือดลูซิส เคลัมที่หลงเหลืออยู่เพียงคนเดียวและยังมีชีวิตรอดจากการโจมตีเมืองอินซอมเนียได้แพร่กระจายมาถึงหูของกองทัพจักรวรรดิ นอกจากนี้สายที่พวกเขาวางไว้ทั่วทุกหนทุกแห่งยังยืนยันถึงการปรากฎตัวของเทพพยากรณ์ลูน่าเฟรย่านอกเขตเมืองเลสเทลั่ม ภายหลังการล่มสลายของคราวน์ ซิตี้มีเพียงข่าวหลายสำนักออกมาประกาศว่าเทพพยากรณ์ที่ได้เดินทางไปเยือนและพำนักอยู่ในเมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรลูซิสได้เสียชีวิตลงแล้วดังนั้นการที่มีคนพบเจอเธอที่เลสเทลั่มเช่นนี้ย่อมกลายเป็นข่าวใหญ่แน่นอน ไม่มีใครทราบว่าเธอไปทำอะไรที่นั้นแต่สายข่าวยืนยันว่าท่านหญิงลูน่าเฟรย่าพยายามจะหาทางลักลอบเข้าไปในเขตวงแหวนแห่งคอเทส

เมื่อมีข่าวออกมาเช่นนี้แน่นอนได้ว่าฝั่งนิฟเฟลไฮม์ย่อมต้องนั่งก้นไม่ติดเก้าอี้เป็นแน่แท้ การประชุมอย่างเร่งด่วนถูกจัดขึ้นพร้อมทั้งรีบติดต่อตามตัวขุนนางระดับสูงที่เดินไปทำภารกิจให้กลับมาระดมสมองกันอย่างเร่งด่วน

เรวุสสาวเท้ายาวๆมุ่งหน้าไปยังท้องพระโรงพลางครุ่นคิดอย่างหวั่นวิตก หลังจากที่ลูน่าเฟรย่าหลบหนีออกมาจากเมืองอินซอมเนียที่ถูกกองทัพถล่มจนยับเยินออกมาได้หญิงสาวลอบติดต่อมาหาเขาที่เดินทางกลับมาพักรักษาตัวที่กราเลีย แม้ตอนนั้นเรวุสกำลังบาดเจ็บหนักจากเปลวอัคคีของแหวนแห่งลูซิสไปที่เผาผลาญแขนซ้ายทั้งแขนของเขาไปแต่เรวุสก็ไม่รอช้าที่จะช่วยเหลือครอบครัวเพียงคนเดียวของเขาอย่างสุดความสามารถ

ทว่าทั้งๆที่เขาพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะซ่อนตัวน้องสาวให้พ้นจากสายตาสอดรู้สอดเห็นของจักรวรรดิแต่เจ้าหล่อนกลับใจกล้าเดินหน้าออกไปประกาศตนเองแบบนั้น…แต่จะว่ากระไรได้ อย่างไรเสียลูน่าเฟรย่าก็เป็นจุดอ่อนอย่างเดียวในใจของพี่ชายคนนี้มาตลอด เขาไม่เคยขัดใจอะไรลูน่าได้ หากน้องสาวคนนี้ประสงค์ในสิ่งใดที่ไม่เกินกว่าความสามารถของพี่ชาย เรวุสก็ยินดีช่วยเหลือเสมอมา

ตำแหน่งของเทพพยากรณ์นั้นหาใช่หน้าที่ที่สุขสบายไม่ การต้องเผชิญหน้าและเจรจาต่อรองกับเหล่าทวยเทพจองโอหังเอาแต่ใจเช่นนั้นถือเป็นงานหินสำหรับหญิงสาวที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา นอกจากนี้ลูน่าเฟรย่ายังยินดีใช้พลังแห่งการรักษาที่ได้รับสืบทอดมาในสายเลือดของตัวเองเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคร้ายที่มาจากความมืดทุกคนโดยไม่ฟังคำทัดทานใดๆของเรวุส

บางทีเขาอาจจะตามใจลูน่าเฟรย่ามากเกินไปจนหญิงสาวมีนิสัยดื้อดึงมากกว่าที่ใครจะคาดคิด!

ชายหนุ่มลอบถอนใจก่อนจะสะดุ้งตื่นจากห้วงภวังค์ความคิดตนเองเมื่อได้ยินสุรเสียงของจักรพรรดิเอียโดลาสตรัสถามเขาถึงเรื่องของน็อคทิสและแหวนประจำราชวงศ์ลูซิส

ช่างน่าขันยิ่งนักที่องค์พระจักรพรรดิจะทรงเลอะเลือนได้เพียงนี้ ถึงกับมีพระบัญชาให้เขาไล่ล่าและลงมือสังหารเทพพยากรณ์ลูน่าเฟรย่า น้องสาวเพียงคนเดียวของเขาเพียงเพื่อฝั่งจักรวรรดิจะได้ช่วงชิงแหวนแห่งลูซิไอที่ราชารีจิสได้ฝากฝังให้หญิงสาวของเขานำไปส่งให้ถึงมือของเจ้าชายน็อคทิสให้จงได้

จะเรียกว่าโชคดีหรือไม่เรวุสก็ไม่แน่ใจนักเมื่อเวิร์สเทลทูลขัดขึ้นว่ายังไม่สมควรสังหารเทพพยากรณ์ตอนนี้เพราะเธอนั้นสามารถสื่อสารกับเหล่าทวยเทพทั้งหกแห่งบรรพกาลได้ เวิร์สเทลเชื่อว่าลูน่านั้นคือกุญแจที่จะนำพาพวกเขาไปสู่ความลับของเวทมนตร์และความยิ่งใหญ่เทียบเท่าเทพเจ้าผู้สร้างโลกอีออสแห่งนี้ขึ้นมา หากอยากเข้าถึงความลับของเทพเจ้าโลกในอดีตกาลก็ควรนำตัวลูน่ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ซึ่งเขาไม่มีทางตอบเป็นอื่นนอกจากจะมุ่งมั่นไล่ล่าตัวเจ้าชายน็อคทิสและน้องสาวกลับมา

เวิรสเทลกราบทูลถึงเรื่องของเทพเจ้าทั้งหกถวายองค์จักรพรรดิ การคาดเดาของเขามีความแม่นยำจนน่ากลัวเมื่อชายผู้นี้กล่าวสาเหตุที่ทำให้เทพพยากรณ์พยายามจะเข้าไปภายในวงแหวนแห่งคอเทส แม้ไม่แน่ใจในจุดประสงค์แต่เวิร์สเทลกมั่นใจว่าหญิงสาวต้องการจะปลุกเทพอาร์เคี่ยน ไททันขึ้นมา

เมื่อการณ์เป็นเช่นนั้นทางฝั่งจักรวรรดิย่อมไม่อาจนิ่งเฉยได้ การเตรียมตัวตอบโต้จึงต้องถูกดำเนินการอย่างเร่งรีบ ทว่าทางกองทัพมีความมั่นใจในศักยภาพของตนเองอย่างมากว่าจะสามารถล้มไททันที่แบกอุกกาบาตอยู่กึ่งกลางวงแหวนนั้นได้ไม่ยากลำบากนักด้วยประสบการณ์รบอันโชกโชนของกองทหารร่วมกับอาวุธอันทรงประสิทธิภาพที่ผสมผสานกับเทคโนโลยีมาจิเจคที่เคยใช้โค่นเทพชิวา เทพีแห่งน้ำแข็งมาก่อนแล้ว

เรวุสจำเป็นต้องเข้าร่วมการประชุมแผนการโอบล้อมนี้ด้วย ระหว่างที่เดินไปเข้าประชุมเขาถือว่าเป็นโชคร้ายของตัวเองที่ดันเดินไปพบหน้าท่านรัฐมนตรีแห่งนิฟเฟลไฮม์ผู้หายหน้าหายตาไปสักพักหลังจากเหตุการณ์ในลูซิส ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเพิ่งโดนตามตัวกลับมาแต่ก็ยังดูอารมณ์ดีมีความสุขดีกว่าการตามเข้าประชุมครั้งก่อนๆ การเย้าแหย่กวนอารมณ์และรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แสนกลที่เขาพยายามหนีห่างเริ่มทำงานทันทีที่อีกฝ่ายเห็นหน้ากันและกันจนกระทั่งต้องแยกย้ายกันที่นั่งของตัวเองในห้องประชุม แม้ต้องถูกจับนั่งแยกห่างกันขนาดนั้นคนแก่จอมอู้งานก็ยังไม่วายส่งหน้าระรื่นมายั่วเย้าเขาจนได้

หน้าที่ของเขาที่ถูกสั่งการลงมาคือการโค่นเทพแห่งบรรพกาลลงและหากเจ้าชายรัชทายาทแห่งสายเลือดลูซิสปรากฎตัวขึ้นรอบๆวงแหวนนั้น เขาจะต้องกำจัดน็อคทิสและช่วงชิงแหวนแห่งลูซิไอมา ร่างสูงโปร่งทิ้งตัวลงเหนือเก้าอี้ที่ตั้งอยู่หลังโต๊ะขนาดใหญ่อันเป็นที่ทำงานใหม่ในฐานะตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพนิฟเฟลไฮม์ด้วยความอ่อนล้า มือข้างซ้ายที่บัดนี้กลับกลายเป็นเหล็กกล้ามีขุมพลังรุนแรงไหลเวียนไปมายกขึ้นลูบไล้ความแข็งกระด้างและสากระคายของเนื้อไม้ด้วยจิตใจที่เลื่อนลอย

เดิมที่โต๊ะทำงานกว้างนี้เคยเป็นของนายพลกลอวก้า ยามปรกติไม่เคยมีใครที่มีโอกาสได้พบเจอท่านพลมาก่อนยกเว้นเมื่อถึงเวลาท่านนายพลจะกลับมาปรากฎตัวใต้ชุดเกราะเหล็กหนักหนาเต็มยศ แม้จะเรื่องน่าแปลกแต่ทุกคนในนิฟเฟลไฮม์กลับทำให้มันเป็นเรื่องปรกติได้แม้แต่นายทหารยศสูงหลายคนก็ไม่เคยทราบว่าใต้เกราะหนานั้นปกปิดใบหน้าของใครเอาไว้

เรวุสเองแม้จะระแวงในตัวของนายพลกลอวก้ามากแค่ไหนแต่ก็ไม่อาจคาดคิดได้ว่าคนนำทัพของฝั่งจักรวรรดินี้จะเป็นหนึ่งในนายทหารคนสนิทของราชารีจิสแห่งลูซิสที่มีนามว่า ไททัส ดรอโทส แต่หลังเหตุการณ์วุ่นวายในอินซอมเนียปะทุขึ้น โฉมหน้าที่แท้จริงของนกสองหัวก็ปรากฎออกมา…ที่น่าเจ็บใจคือหมอนั่นตั้งใจจะฆ่าเขากลางห้องลงนามสนธิสัญญาสงบศึกด้วยซ้ำตอนที่เขาพยายามสวมแหวนแห่งลูซิส

เสียงร้องเรียกของสุนัขดังขึ้นดึงสติของชายหนุ่มผมทองให้หลุดออกจากความคิดเหม่อลอย ม่านตาสองสีรีบมองหาต้นเสียงภายในห้องจนเห็นพรายน่า สุนัขตัวโตขนสีขาวปลอดกำลังนั่งแลบลิ้นกระดิกหางระริกให้อย่างร่าเริงอยู่ข้างๆโต๊ะทำงาน เรวุสรีบร้อนลุกจากที่นั่งแล้วทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างๆเจ้าหมาน้อย มือเรียวเอื้อมไปปลดสาส์นที่ถูกผูกติดมาคลี่ออกอ่าน ตาคมตวัดกวาดมองตัวอักษรที่ถูกเขียนอย่างบรรจงสวยงามด้วยฝีมือของน้องสาวเขา

ข่าวคราวที่ได้รับแจ้งมาสร้างความโล่งใจอย่างมากให้กับชายหนุ่มเจ้าของนัยต์ตาสองสีเมื่อได้ทราบว่าหญิงสาวได้ออกเดินทางไปจากชานเมืองเลสเทลั่มพร้อมกับเจนเทียน่า นางสนองพระโอษฐ์คนสนิทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภารกิจการปลุกเทพไททันที่หลับใหลมานับพันปีสำเร็จดั่งที่คาดหวังรอเพียงแค่เจ้าชายน็อคทิสเดินทางไปเพื่อรับการทดสอบและรับพลังแห่งทวยเทพ ตอนนี้เธอกำลังมุ่งหน้าไปที่ดัสแคเพื่อสวดอ้อนวอนต่อเทพแห่งสายฟ้า ฟูคูลเรี่ยน

กระดาษสาส์นแผ่นน้อยในมือของผู้บัญชาการหนุ่มขยำเข้าหากันโดยที่คนถือมันยังไม่ตัว…เรวุสนึกสงสารน้องสาวของตัวเองที่ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้ไว้บนบ่าน้อยๆ ตัวเขาแม้เป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดเทพพยากรณ์แต่พลังในตัวที่จะใช้สื่อสารกับเทพเจ้าและพลังเยียวยานั้นอ่อนด้อยกว่าลูน่าเฟรย่ามากมายนักทำให้เขาไม่สามารถรับตำแหน่งเทพพยากรณ์ได้ แม้จะไม่เห็นด้วยที่น้องสาวจะดึงดันขึ้รับหน้าที่นี้ แต่หากมองอีกมุมหนึ่งฐานะของเทพพยากรณ์นั้นก็ช่วยเป็นเกราะคุ้มภัยอีกชั้นให้กับหญิงสาวเพราะกองทัพจะได้ยังลังเลไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามหากเกิดปัญหาขึ้น

ปลายปากกาขนนกตวัดเขียนอักษรเป็นระเบียบเรียบร้อยงดงามร้อยเรียงถ้อยคำบนกระดาษแสดงความเป็นห่วงและบอกเล่าสถานการณ์ความเป็นไปของสิ่งที่จะเกิดขึ้นให้น้องสาวได้รับทราบ ชายหนุ่มช่วยแนะแนวทางที่เธอจะสามารถใช้หลบเลี่ยงการตามหาของพวกกองทัพได้ก่อนจะนำมันกลับไปผูกติดกับพรายน่า รอยยิ้มจางๆคลี่เหนือกลีบปากบางสวยก่อนที่เรวุสจะวางมือลงบนหัวของกลุ่มก้อนขนสีขาวฟูฟ่องแล้วออกแรงขยี้มันเบาๆด้วยความเอ็นดู

“ฝากไปบอกลูน่าด้วยนะว่าฉันสบายดี ตอนนี้หลายอย่างไม่ค่อยปรกติขอให้รักษาตัวเองมากๆด้วย” พรายน่าเห่าโฮ่งขึ้นมาทีหนึ่งราวกับจะบอกได้รู้ว่ามันเข้าใจคำที่เขาฝากฝังนั้น

สุนัขขนฟูเดินหายออกไปจากห้องทำงานกว้างแล้ว ความเงียบสงัดค่อยๆโรยตัวลงมา อากาศข้างนอกค่อนข้างอึมครึม เมฆสีดำลอยตัวต่ำลงมา เสียงท้องฟ้าเริ่มคำรามลั่นก่อนที่หยาดเม็ดฝนจะร่วงหล่นมา เรวุสยืนนิ่งมองดูความเปียกชื้นที่พร่างพรายด้านนอกนิ่งนานจากหน้าต่างห้อง

เริ่มแล้วสินะ…บททดสอบแห่งรามูห์ ลูน่าทำหน้าที่ของเธอได้ดี ที่เหลือคือหน้าที่ของน็อคทิสที่จะต้องสานต่อภารกิจนี้ให้ลุล่วง แม้เขาจะไม่มีความมั่นใจในตัวเด็กหนุ่มคนนั้นแม้แต่น้อยแต่น้องสาวของเขากลับมีศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม เธอมั่นใจว่าน็อคทิสจะสามารถผ่านการทดสอบและรับพลังของทวยเทพเพื่อใช้มันต่อสู้กับความชั่วร้ายได้สำเร็จ

ฝ่ามือซ้ายเผลอไผลเลื่อนมือขึ้นไปจับด้ามดาบสีเงินที่สลักเสลาลวดลายงดงามประณีตที่เย็นเยียบบาดผิว…หากว่าน็อคทิสสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าคู่ควรกับตำแหน่งราชันผู้ถูกเลือกเวลานั้นเขาก็ยินดีที่จะ…..

เสียงเคาะบานประตูดังขึ้นขัดความคิดจนเรวุสอดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ ปรกติจะไม่ค่อยมีใครกล้าเคาะประตูรบกวนการทำงานของเขานัก เป็นอันทราบกันทั่วไปว่าท่านผู้บัญชาการคนใหม่มีนิสัยเข้มงวดจะไม่ชอบให้มีใครมาขัดจังหวะเวลาทำงาน ใบหน้าขาวล้อมกรอบด้วยไหมสีทองซีดหันกลับไปมองดูคนที่น่าจะชะตาขาดในอีกไม่กี่วินาทีต่อมาเพราะความไม่รู้เหนือรู้ใต้ของตัวเองแท้ๆ

เรียวคิ้วมุ่นขมวดเข้าหากันเมื่อเจ้าของห้องเห็นฝ่ายตรงข้ามเต็มตา…อาร์ดีน อิซูเนียยืนยิ้มเผล่เอามือเท้ากรอบประตูห้องทำงานที่ถูกเปิดออกโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถือสิทธิ์

“อา ห้องทำงานใหม่ช่างใหญ่โตสมตำแหน่งผู้การเสียจริงๆนะ” น้ำเสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้ยนั้นแฝงความขบขันในทีก่อนที่เจ้าของเสียงจะพาตัวเองเดินเข้าภายในห้อง เสียงบานประตูปิดลงดังไล่หลังร่างสูงใหญ่ที่บัดนี้อัญเชิญตัวเองเข้ายืนกลางห้องทำงานของผู้บังคับบัญชาสูงสุดเรียบร้อย

เรวุสยังคงยืนนิ่งไม่ขยับออกจากมาจากบริเวณหน้าต่างทว่าใช้ดวงตาจ้องมองคนที่รุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของตัวเองอย่างเยือกเย็น”ถ้าจะมาก่อกวนละก็ ฉันว่าท่านเชิญออกไปจากห้องจะดีกว่า”

“จุ๊ๆ อย่าทำตัวห่างเหินเจอหน้าไล่กันตลอดแบบนี้สิ คนตั้งใจมาหาเขาจะเสียกำลังใจนะฝ่าบาท!” ชายวัยกลางคนเจ้าของเรือนผมสีไวน์แดงแสร้งทำสีหน้าเศร้าสร้อยประกอบการพูดซึ่งนอกจากจะไม่ชวนทำให้คนมองรู้สึกสงสารแต่ประการใด ตรงกันข้ามเรวุสรู้สึกขนลุกจนอยากจะจับคนตรงหน้าโยนออกไปนอกห้องเสียด้วยซ้ำ

“เห็นนายทำหน้าแบบนั้นแล้วคลื่นไส้ชะมัด!!”วาจาตรงๆไม่มีอ้อมค้อมเรียกเสียงหัวเราะรื่นรมย์จากผู้มาเยือนได้ไม่ยาก

“เป็นการวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมาสมเป็นท่านมากจริงๆนะฝ่าพระบาท”

ร่างโปร่งใต้ชุดคลุมยาวสีขาวสะอาดตาแค่นเสียงฟึขึ้นจมูกเมื่อได้ยินถ้อยคำหยอกล้อที่สร้างความรู้สึกปวดหนึบกลางหัวใจ แรกเริ่มที่อีกฝ่ายเย้าแหย่ด้วยถ้อยคำแบบนี้เรวุสอดเป็นเดือดเป็นแค้นไม่ได้ทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป วัยวุฒิที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เขาสามารถสงบใจได้มากขึ้นและเข้าใจว่ายิ่งเต้นไปตามเกมของอีกคนมากเท่าไร คนมากเล่ห์คนนี้ยิ่งรู้สึกสนุกสนานที่ได้ทำให้เขากลายเป็นตัวตลกมากเท่านั้น

“ถ้ามีธุระจะพูดอะไรก็พูดมา…แต่ถ้าจะมาเพื่อสร้างความรำคาญ ฉันขอแนะนำให้ท่านออกไปจากห้องแต่โดยดี” ผู้บัญชาการหนุ่มกล่าวขึ้นเมื่อเห็นว่าอาร์ดีนกำลังเดินร่อนไปทั่วห้องทำงานของเขา มือหนาใต้ชุดคลุมตัวยาวสีดำที่แลดูน่าอึดอัดยกขึ้นไล้ไปตามสันหนังสือที่วางเรียงรายไปบนตู้ตัวยาวก่อนที่ชายผมม่วงแดงจะถือวิสาสะหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาถืออ่าน

“ต้องมีแน่นอนแล้ว” ร่างสูงใหญ่เอ่ยพร้อมรอยยิ้มน้อยๆโดยที่ยังไม่ละดวงตาไปจากตัวอักษรบนหน้ากระดาษในมือ “เป็นเรื่องสำคัญมากๆด้วยสิน้า ไม่งั้นข้าไม่มาหาท่านผู้การถึงห้องหรอก”

“ชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเสมอเลยนะท่าน” ชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวอดบ่นออกมาไม่ได้กับท่าทียึกยักไม่จบสิ้นของฝั่งตรงข้าม “มีอะไรก็ว่ามาเร็วๆเข้าฉันจะได้ไปทำงานต่อ”

หนังสือเล่มหนาปกหุ้มด้วยผ้ากำมหยี่สีแดงเข้มเนื้อดีถูกปิดลงก่อนที่ร่างสูงของท่านรัฐมนตรีจะเดินนำมันมาวางบนโต๊ะทำงานของเขา “เรื่องนี้มันก็ยุ่งยากนิดหน่อยละนะ…เพราะมันเกี่ยวกับน้องสาวของท่านยังไงเล่า หืม! ว่าไงเริ่มสนใจขึ้นมาแล้วหรือเปล่า?”

อวามารีนกับอเมทิสต์น้ำงามหรี่มองคนพูดอย่างไม่วางใจว่าคนพูดต้องการจะสื่อถึงเรื่องอะไร ตลอดเวลาที่เรวุสได้รู้จักคนตรงหน้ามาประสบการณ์นั้นสอนให้เขารู้ว่าอาร์ดันมีนิสัยที่ลึกลับและคาดเดาได้ยากหนักหนา ยิ่งเจ้าตัวใจดีให้ความช่วยเหลือมากเท่าไรเขายิ่งทวีความหวาดระแวงใจมากเท่านั้น

“หน้าที่ของเทพพยากรณ์…ข้าคาดว่าท่านรู้ดีแก่ใจอยู่แล้วว่าน้องสาวของท่านกำลังทำอะไรอยู่”อาร์ดีนกล่าวอย่างใจเย็นพลางค่อยๆย่างเดินเข้ามาหาร่างสูงโปร่งที่ยังคงทำหน้าตายยืนนิ่งอยู่ข้างหน้าต่างที่เดิม แต่ริ้วความเครียดจางๆปรากฎบนใบหน้าเกลี้ยงเกลาจนคนมองรู้สึกเอ็นดูไม่ได้ 

เรวุสมีความซื่อตรงแฝงในตัวมากกว่าที่เขาคาดคิดเอาไว้เสียอีก!!

อาร์ดีนกระตุกยิ้มที่มุมปาก ร่างสูงสะบัดชายผ้าคลุมยาวของตัวเองไปด้านหลังด้วยท่าทียึกยักดูน่ารำคาญในสายตาของชายที่อายุน้อยกว่าก่อนช่วงขายาวจะสืบเข้าไปประชิดกายของอดีตเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์แห่งเทเนไบร์

“การปลุกเทพเจ้าที่หลับใหลเพื่อราชาเนี่ยมันเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่มากเลยนะเจ้าคิดแบบนั้นไหม?” รัฐมนตรีแห่งจักรวรรดิแย้มรอยยิ้มบางๆพลางยกมือขึ้นแตะปรางค์นวลของอีกฝ่ายเบามือ สัมผัสสากระคายของจากปลายนิ้วลากไล้เชิงหยอกเย้าไปบนผิวขาวละเอียด

“พวกคนในกองทัพคงไม่รู้สึกยินดีแน่แท้หากรับรู้ว่าเทพพยากรณ์ น้องสาวของท่านผู้การคนใหม่กำลังวางแผนทำอะไรอยู่!!”

“งั้นที่มานี่ตั้งใจจะมาข่มขู่กันหรือไง?” คิ้วเรียวใต้เรือนผมสีทองขาวขมวดเข้าหา

ใบหน้ากร้านที่มีริ้วรอยตามวัยแถมยังมีร่องรอยหนวดเคราที่ดูอย่างไรก็เหมือนเจ้าตัวจงใจโกนไม่หมดอยู่ทำหน้าเหมือนสิ่งที่เรวุสพูดออกมานั้นแสนจะตลกขบขันเหลือประมาณก่อนที่เจ้าตัวจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมาจริงๆแบบไร้ซึ่งความเกรงอกเกรงใจ

“ในสายตาท่านข้าคงจะเป็นที่แย่มากๆแน่นอนสินะเนี่ย ฮาฮาฮ่า แต่ไม่แน่นอนฝ่าพระบาท…หม่อมฉันไม่ทำแบบนั้น อย่าได้ทรงกังวลในตัวหม่อมฉันไปเลย” หลังจากเสียงหัวเราะสงบลงและอาร์ดันกลับมาจังหวะการหายใจให้เป็นปรกติได้แล้วร่างสูงก็เงยหน้าขึ้นมาคุยประเด็นที่ค้างคาต่อ

“หรือว่านายตั้งใจจะหาพรรคพวกหรือไง?” อาร์ดีนทำเพียงแค่อมยิ้มบางๆแล้วส่ายหน้าว่าราวกับบอกทางอ้อมว่าเขานั้นกำลังเข้าใจผิด

“งั้นจุดประสงค์ของนายคืออะไรกันแน่!?” อดีตเจ้าชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าคนตรงหน้าต้องการอะไรจากเขา เรวุสไม่ชอบตัวเองเวลาที่เขาไม่สามารถคาดเดาอะไรล่วงหน้าได้ มันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดและมีขีดความอดทนที่ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งฝ่ายตรงข้ามมีท่าทางยึกยักไม่พูดออกมาตรงๆแบบนี้ชายหนุ่มยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจ

ฝ่ามือเลื่อนมาแตะสะโพกใต้ผ้าคลุมสีขาวหนาก่อนที่มันจะเลื้อยไหลถือโอกาสโอบช่วงเอวของผู้บัญชาการสูงสุดอย่างถือวิสาสะก่อนจะออกแรงรั้งกายเพรียวระหงเข้าแนบชิดตนเอง เรวุสถึงกับเผลอกลั้นลมหายใจกับอากัปกิริยาจาบจ้วงเช่นนี้ก่อนจะจ้องมองเจ้าของดวงตาสีอำพันที่ฉายแววทะเล้นด้วยแววตาดุกร้าว

“ปล่อยมือของท่านเดี๋ยวนี้ท่านรัฐมนตรี!”

ใบหน้าของชายวันกลางคนที่แย้มรอยยิ้มพึงพอใจเลื่อนมาเคล้าคลอที่ข้างแก้มซ้ายจนชายหนุ่มที่อ่อนอาวุโสรู้สึกได้ถึงไอร้อนของลมหายใจที่พ่นรดที่ข้างใบหูตัวเองก่อนจะเอ่ยพูดโดยไม่แยแสต่อคำประท้วงให้ละมือตนเองออกไปแต่อย่างใด

“ข้าไม่จำเป็นต้องหาพรรคพวกเพิ่มหรอกท่านผู้การ…คนของข้ามีแยะพอสมควรแล้ว” 

หนึ่งในนั้นก็รวมท่านอยู่ด้วย…นั้นคือสิ่งที่คนฉวยโอกาสไม่ได้พูดออกไป

รอยยิ้มเย้ยหยันกรีดขึ้นเหนือริมฝีปากหยักชัดเจนก่อนที่อำพันทองคู่เรียวจะเหลือบลงไปมองแขนเหล็กกล้าซึ่งพัฒนามาจากเทคโนโลยีมาจิเทคที่ติดอยู่กับร่างกายของคนในอ้อมแขน…ตอนนี้เรวุสถือได้ว่าเป็นสิ่งของของเขาไปแล้วเรียบร้อย

“หากท่านผู้การอยากช่วยน้องสาวให้มีชีวิตรอด ท่านก็ต้องโค่นทวยเทพพวกนั้นให้ได้” เสียงแหบทุ้มกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงลึกลับที่ล่องลอยมาจากความมืดมิดแล่นผ่านโสตประสาทอย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่ง

“หรืออีกทางหนึ่งคือปล่อยให้ราชาแห่งแสงได้รับพลังไปแล้วน้องสาวของท่านก็จางหายไปตลอดกาล!!”

“เลือกให้ดีๆนะท่านผู้การ…ถือว่าเป็นการแสดงความจริงใจและน้ำใจเล็กๆน้อยๆจากเพื่อนร่วมงานคนนี้ก็แล้วกัน”

ฝ่ามือไร้มารยาทนั้นยอมละออกจากช่วงเอวสอบเข้สรูปไป ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งมองดูแผ่นหลังของรัฐมนตรีที่เดินหันหลังฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีออกไปจากห้องด้วยความรู้สึกสับสน

เขาไม่ควรเชื่อใจคนคนนี้ แม้แต่ลูน่าเองก็เตือนเขาเสมอๆว่าชายที่ชื่ออาร์ดีนนั้นไม่น่าไว้วางใจ เขาไม่ควรเชื่อในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดพยายามโน้มน้าวจิตใจมากจนเกินไป

หน้าที่สำคัญของน้องสาวเขาในฐานะเทพพยากรณ์นั้นเขาเข้าใจและตั้งใจจะสนับสนุนเธอในทุกทางที่พอจะทำได้ แต่น้องคือครอบครัวคนเดียวที่หลงเหลืออยู่ เขาไม่อาจปล่อยให้เธอล้มตายไปโดยที่เขาไม่อาจช่วยหยุดยั้งเธอไม่ให้เดินมุ่งหน้าไปสู่หุบเหวมรณะนั้นได้

“ท่านแม่…ตอนนี้ลูกควรตัดสินใจอย่างไรดี?” ดวงตาสองสีที่แสนสับสนได้แต่เหม่อมองหยาดน้ำที่พรั่งพรายลงมาจากฟากฟ้าด้วยจิตใจที่หม่นหมอง

———————————-

[ TBC ]

:

:

:

:

:

:

:

:
อิลุงค่ะบทมาแค่นี้เองหรอ มานิดๆแจกอ้อยๆหน่อยๆแล้วก็จากไป นี่มันยังฟิคอาร์ดี้เรฟจริงๆหรอค่ะคนแต่งก็สงสัยมากค่ะ? 5555

ตอนนี้เขียนแล้วรู้สึกได้ถึงความซิสค่อนของท่านพี่เรวุสจริงๆค่ะ 😂😂😂 คนแต่งกราบขอโทษขออภัยท่านพี่ด้วยนะคะ